บทความเที่ยวผ่านทัวร์ครับ โดย Nook

แบกเป้เที่ยว กับ 10 ที่เที่ยวแบบฮิปสเตอร์ !! เที่ยวสนุก ถ่ายรูปเพลินในต่างแดน

แบกเป้เที่ยว กับ 10 ที่เที่ยวแบบฮิปสเตอร์ !! เที่ยวสนุก ถ่ายรูปเพลินในต่างแดน

Dec 12, 2018

พร้อมจะไปออกทริปไปเที่ยวกับเราแล้วหรือยัง? ถ้าพร้อมแล้ว ก็ไปหยิบกล้องถ่ายรูปมาให้พร้อม แล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย เกาะให้แน่นๆ ดูให้ดีๆ เพราะวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปแนะนำให้รู้จักที่เที่ยวแบบฮิปสเตอร์ ชิคๆ คูลๆ ถ่ายรูปออกมาสวยมว๊าก! อย่ารอช้าเวลาไม่คอยท่า มีที่ไหนบ้างไปดูกันเล้ยยย 1. วังเวียง - ลาว พิกัด : Vang Vieng เริ่มต้นกันแบบใกล้ๆ กันก่อน กับสถานที่ท่องเที่ยวที่สายฮิปสเตอร์ทั้งหลาย ไม่มีใครไม่รู้จัก ถือว่าเป็น destination หลักๆ ที่คนมักจะคิดถึงถ้าอยากจะเที่ยวแบบชิคๆ เลยล่ะ วัยรุ่นไทยไปเช็คอินกันให้พรึ่บ เพราะค่าครองชีพไม่แพง เดินทางง่าย มีเวลาแค่ 2 วันก็ไปตะลอนเที่ยว และถ่ายรูปเก๋ๆ กันที่วังเวียงได้แล้ววววว 2. The Cafe Apartment - เวียดนาม พิกัด : The Cafe Apartment cr.baanlaesuan.com ขยับออกไปอีกนิด กับประเทศที่มาแรงสุดในซีซั่นนี้! ใครๆ ก็ไปเวียดนามกันทั้งนั้น และแน่นอนว่า มาถึงโฮจิมินห์ ถ้าไม่ไปเยือนที่คาเฟ่อพาร์ทเม้นท์ถือว่าพลาดมั่กๆเลยแก คือมันชิค มันคูล มันฮิปสเตอร์อย่าบอกใครเชียวล่ะ สายคาเฟ่ต้องไป! ไม่ไปถือว่าผิด! พูดแค่นี้ !!! ใครที่ไปทัวร์เวียดนาม สามารถหาวันอิสระไปได้นะครับ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน 3. ดาลัด - เวียดนาม พิกัด : Dalat cr.wechoice.vn ยังอยู่กันที่เวียดนามกันต่อ ก็บอกแล้วว่าซีซั่นนี้เค้ามาแรงเว่อร์ วัยรุ่นไทยจองตั๋วบินไปเช็คอินกันให้พรึ่บ! วางแพลนทริปดีๆ วันนึงอยู่โฮจิมินห์ อีกวันก็ออกมาดาลัดซะหน่อย ที่นี่มีมุมให้เหล่าฮิปสเตอร์ได้ลั่นชัตเตอร์กันพรึ่บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำแพงสีเหลืองสดใสที่เธอเห็นกันเต็มไอจี ก็อยู่ที่นี่น้าาา 4. ตึกตึก Montane Mansion - ฮ่องกง พิกัด : Montane Mansion ใครกำลังแพลนไปทัวร์ฮ่องกง ต้องมีตึกนี้อยู่ในลิสต์ด้วยแน่ๆ เพราะถือว่าเป็นมุมที่ฮิตมากมุมนึงเลยล่ะ ใครๆ ก็คุ้นเคยตึกนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นฉากหนึ่งในหนังดัง เรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์นั่นเอง แต่ขอแนะนำอย่างนึงว่า ตึกนี้เป็นที่พักอาศัยของคนฮ่องกงเค้า ถึงแม้จะอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพได้ แต่เหล่าฮิปสเตอร์ทั้งหลายก็ต้องรักษามารยาท ไม่เสียงดังให้เค้ารำคาญใจนะครับ เพิ่มเติมอีกสถานที่หนึ่งในฮ่องกงที่ห้ามพลาด .. คือ ตึก Choi Hung ครับ สำหรับอาคาร Choi Hung ลงสถานี Choi Hung ออกประตู C3 เดินตรงไปที่โรงเรียนเลยครับเเล้วทะลุตึกไปถึงเลย ซึ่งที่นี่มีมุมให้ถ่ายหลายมุมมาก ไฮไลท์ก็ไม่พ้นตึกแถวสีสันสวยงามนี่แหละครับ แถมพื้นสนามก็ยังเป็นเฉดสีที่เหมาะกับฉากหลังด้วย ใครมาเที่ยวฮ่องกงแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปที่นี่ถือว่าพลาดจริงจังครับ 5. เสียมเรียบ - กัมพูชา พิกัด : Siem Reap จะบอกว่า ตอนนี้เหล่านักท่องเที่ยวสายฮิปสเตอร์หลายๆ คนได้จดที่นี่ไว้ในใจแล้วล่ะครับ เมืองที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ขอบอกว่ามีมุมชิคๆให้ลั่นชัตเตอร์เต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือจุดที่เป็นไฮไลท์อย่าง อังกอร์วัด หรือนครวัด-นครธม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั่นเอง ใครที่มองข้ามไป อยากให้ลองมองดูใหม่น๊า 6. มะละกา - มาเลเซีย พิกัด : Melaka กลับลงมายังประเทศทางใต้ของไทยเราบ้าง กับเมืองมรดกโลก อย่างมะละกา ถึงแม้ว่ากว่าจะไปถึงมะละกา จะต้องนั่งรถออกจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียมาเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ก็คุ้มค่าที่จะมาแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีความสวยงามตามแบบฉบับของเมืองมรดกโลก และมีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายภาพอัพโซเชียลเพียบเลย 7. ฮาจิเลน - สิงคโปร์ พิกัด :  Haji lane Singapore เขยิบไปประเทศข้างเคียงมาเลเซีย ที่วัยรุ่นไทยนิยมไปสุดๆ อย่างสิงคโปร์กันครับ ที่นี่ก็มีหลากหลายมุมให้ไปเช็คอินพร้อมกับถ่ายภาพเช่นกัน อย่างฮาจิเลน Street Art ชื่อดัง ที่มีสีสันสดใส มีลวดลายความอาร์ตที่สวยงามฝุดๆ ไปสิงคโปร์ห้ามพลาดที่นี่เด็ดขาดนะครับ 8. Fort Canning Park - สิงคโปร์ พิกัด : Fort Canning Park หรือที่เราเรียกกันว่า อุโมงค์ต้นไม้ ครับ ใครเช็คอินที่สิงคโปร์ จะต้องมีภาพมุมนี้มาอวดกันด้วยแน่ๆ เป็นสวนสาธารณะที่มีความเก๋และชิคสุดๆ ถ่ายภาพออกมาได้ความฮิปสเตอร์เต็ม 100 บินไปถึงเมืองสิงโตทั้งที ต้องไปเยือนที่นี่สักหน่อยนะครับ 9. บาหลี - อินโดนีเซีย พิกัด : Bali ชื่อนี้การันตีความเก๋อย่างแน่นอน ไม่ได้มีแต่ความสวยของน้ำทะเลเท่านั้น แต่ที่บาหลียังมีความชิคของเมือง คาเฟ่ ร้านอาหารต่างๆ เรื่อยไปจนถึงโรงแรมเลยล่ะครับ ออกตัวเป็นฮิปสเตอร์ทั้งที พลาดบาหลีไปถือว่าผิดมหันต์เลยนะจะบอกให้ 10. ภูเก็ต - ประเทศไทย พิกัด : Phuket ปิดท้ายกันที่ ภูเก็ตบ้านเรา เมืองที่มีความชิคแอนด์คูล อู้หู!!สุดๆ ทั้งกำแพงสตรีทอาร์ต ทั้งถนนคนเดิน ทั้งตึกต่างๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่นำสายไฟลงดิน เปิดเผยความสวยงามของตึกเก่าๆ ตามย่านต่างๆ ของภูเก็ตมากขึ้น ยิ่งต้องไปเช็คอินเลยนะ สายฮิปสเตอร์ที่อ่านจบแล้ว อยากไปเช็คอินถ่ายรูปชิคๆ กลับมาอัพโซเชียลที่ไหนกันบ้าง ไหนลองคอมเม้นท์บอกกันหน่อยนะ หรือใครที่ซื้อทัวร์กับ ทัวร์ครับ ไปเที่ยววันอิสระ อย่าลืมส่งรูปกลับมาอวดกันหน่อยน๊าาาาา   อ่านต่อ >> รวม 7 สไตล์เที่ยวต่างประเทศ ตามวันเกิด ไปเถิดมันดี… <<    

อ่านเพิ่มเติม
ตะลอนกิน 5 ร้านเกี๊ยวซ่าสุดฟินที่โอซาก้า !! หนึ่งในเมนูญี่ปุ่นที่พลาดไม่ได้
ตะลอนกิน 5 ร้านเกี๊ยวซ่าสุดฟินที่โอซาก้า !! หนึ่งในเมนูญี่ปุ่นที่พลาดไม่ได้

Dec 12, 2018

วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอรวบรวม 5 ร้านเกี๊ยวซ่าสุดเด็ด ในโอซาก้า มาฝากให้เพื่อนๆ ได้ไปตามรอยกันดู จะมี ร้านเกี๊ยวซ่า โอซาก้า มีที่ไหนบ้างนั้น….เลื่อนลงไปดูกันเลยครับ !! 1. Osaka Ohsho ร้านเกี๊ยวซ่า โอซาก้า ร้านนี้คือ The Best ที่หนึ่งในใจตลอดกาล ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมาเปิดสาขาในไทยแล้ว แต่ยังไงกินที่ญี่ปุ่นก็รู้สึกอร่อยและได้ฟีลกว่า ตั้งอยู่ย่าน Dotonburi หาง่ายๆ แค่เงยหน้ามอง ถ้าเจอเกี๊ยวซ่ายักษ์เมื่อไหร่ก็ร้านนั้นเลยครับ แน่นอนว่าร้านดังขนาดนี้ต้องใจเย็นๆ นิดนึงนะครับ เพราะต้องต่อคิวยาวเลยล่ะ แต่ยังไงของอร่อยซะอย่าง สู้ตายครับผม!!! Website : https://www.osaka-ohsho.com 2. Marushougyouzaten ร้านเกี๊ยวซ่าเล็กๆ บ้านๆ แต่อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ !! จะมากินที่นี่อาจจะลำบากนิดนึง เพราะต้องนั่งรถไฟ JR สาย Touzai-Gakkentoshi Line มาลงสถานี Suminodo แล้วเดินอีก 6 นาที ถึงจะเจอร้านเล็กๆสีแดง แต่ก็ได้ความอร่อยคุ้มค่าอยู่นะครับ ซื้อเกี๊ยวซ่า เดินกินเพลินๆ ระหว่างชมบรรยากาศรอบๆเมืองโอซาก้า แป๊บเดียวหมดเกลี้ยง 3. Gyozaen ร้านนี้ไม่ได้อยู่ในโอซาก้านะครับ แต่ก็ไม่ไกลเพราะอยู่ที่เมืองโกเบนั่นเอง ถึงแม้ว่าเมืองนี้จะขึ้นชื่อในเรื่องของเนื้อโกเบ ที่สุดแสนจะวิเศษ แต่ก็ยังมี Hidden Gem อย่างร้านเกี๊ยวซ่าร้านนี้อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นและเคล็ดลับความอร่อยของร้านนี้ก็คือ น้ำจิ้มแบบซอสมิโสะนั่นเอง ขอเบียร์เย็นๆ สักแก้วมาทานคู่กัน ฟินสุดจนหยุดไม่ได้ !!! Website : http://www.ganso-gyozaen.co.jp/ 4. Gyoza Stadium cr.appetiteforjapan.com สำหรับร้านนี้ เราจะกลับไปที่โอซาก้ากัน ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ ชั้น 3 ตึก Namco City ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ร้านเกี๊ยวซ่าโดยเฉพาะ แต่นี่ก็ถือเป็นการดีที่เราจะได้ชิมเกี๊ยวซ่าสูตรเด็ดมากมายจากทั่วประเทศ ที่ถูกนำมารวมตัวกันที่นี่ครับ โดยมีมากกว่า 10 เจ้าเลยทีเดียว กรี๊ดมาก!! สาวกเกี๊ยวซ่าอย่างเรานี่กินจนหนำใจเลยล่ะ 5. Family Mart อย่าเพิ่งทำหน้างง อย่าเพิ่งงงกันน !! 5555555  เพราะใน Family Mart ของญี่ปุ่นก็มีเกี๊ยวซ่าขายเช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ใช่สูตรเด็ดมากเหมือนร้านชื่อดัง แต่ก็อร่อยไม่แพ้กันเลยล่ะ ใครที่อยากกินเกี๊ยวซ่าแบบง่ายๆ มาลองดูไม่ผิดหวังนะครับ ตอนเย็นไม่รู้จะกินอะไรก็มาซื้อเกี๊ยวซ่า แล้วไปหาที่นั่งชิลๆ บรรยากาศดีๆ แล้วยิ่งอากาศดีๆ นะ เป็นความรู้สึกที่สุดยอดไปเลย ประหยัดเงินไปอีกด้วยหนึ่งมื้อ.. และนี่ก็คือ 5 ร้านเกี๊ยวซ่าในดวงใจที่โอซาก้า ครับ บางที่อาจจะผิดแปลกแหวกแนวไปหน่อย ใครมีแพลนไปโอซาก้า อยากให้ลองไปตามรอยดู แล้วมาคอมเม้นท์บอกกันบ้างน๊าว่าชอบเหมือนกันหรือเปล่า~ หรือหากเพื่อนๆ คนไหนมีร้านแนะนำก็บอกได้นะครับ เดี๋ยวไปโอซาก้าคราวหน้าทัวร์ครับจะได้ไปตามรอยบ้าง !!!   บทความแนะนำ !! >> กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น << >> เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ <<  

อ่านเพิ่มเติม
แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ
แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ

Dec 10, 2018

นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ รู้กันดีอยู่แล้วว่า การจะไปเที่ยวแต่ละทีต้องใช้เงินเยอะขนาดไหน เอาแค่ต่างจังหวัดบ้านเรา บางทีแค่แบงค์พัน 5 ใบยังแทบจะเอาไม่อยู่ และถ้าหากต้องไปแบบเหนียมๆ มีงบแบบจำกัดก็คงจะเที่ยวไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นวันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอเสนอ 10 ไอเดียออมเงิน ที่ได้ผลดี๊ดี เอาไว้เป็นบัดเจ็ทในการไปเที่ยวทริปต่อกันไปครับ 1. เก็บแบงค์ 50 วิธียอดฮิตตลอดกาล ที่หลายๆ คนคงใช้วิธีนี้อยู่ และบอกเลยว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากๆ ด้วยนะครับ ถึงแม้บางครั้งอาจจะเก็บได้ช้าหน่อย เพราะเราไม่ค่อยได้รับแบงค์ 50 แต่พอได้มาแล้วเราเก็บอย่างเดียว ไม่ใช้ ไม่ไปแตะต้องมันเลย สะสมไว้มากๆ ก็กลายเป็นเงินก้อนได้เหมือนกันนะ 2. เก็บแบงค์ใหม่ เวลาได้รับแบงค์ใหม่มาจากเงินทอน ไม่ว่าจะเป็นแบงค์ยี่สิบ แบงค์ร้อย หรือแบงค์พัน ก็ต้องเก็บเข้ากระปุกทั้งหมดนะครับ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีวินัยและแน่วแน่ เพราะบอกเลยว่าแอบโหดนิดๆ เวลากดเงินจากตู้ ATM แล้วเจอแบงค์ใหม่ก็ต้องเก็บเช่นเดียวกัน แต่บอกเลยว่าได้ผลดี แถมเห็นผลไวอีกต่างหาก 3. เก็บเหรียญทั้งหมด ห้ามมีกระเป๋าใส่เหรียญแยกเด็ดขาด ใครมีเอาไปทิ้งด่วนๆ เพราะต่อจากนี้เราจะไม่เก็บเหรียญกัน! ได้ทอนมา หรือได้จากไหนมาต้องนำมาหยอดกระปุกให้หมด ห้ามเบี้ยว ห้ามขี้โกงเด็ดขาด ผ่านไปหนึ่งปีแล้วนำออกมานับกันว่าได้กี่บาทน๊า 4. เก็บเงินแต่ละชนิด ในแต่ละวัน ตั้งกฎเหล็กในแต่ละวันเลย ว่าจะเก็บเงินอะไรบ้าง เช่น วันจันทร์ เราจะเก็บแบงค์ยี่สิบ เพราะฉะนั้นได้จากไหนมาก็ห้ามใช้ วันอังคาร เราจะเก็บเหรียญสิบทั้งหมด อะไรแบบนี้ วิธีนี้ก็จะทำให้เราเก็บเงินได้ไว แล้วก็ไม่อึดอัดเกินไปด้วยครับ 5. เก็บเงินตามวันที่ แบบเบๆ อนุบาลๆ เพิ่งเริ่มต้น ก็เอาแค่วันที่ 1 - 31 หรือ 1 - 100 พอ แต่ระดับรุ่นใหญ่เค้านับกันเป็นปี! ตั้งแต่วันที่ 1 - 365 เลยทีเดียว วิธีนี้แรกๆนี่ชิลๆ แทบจะหยอดกระปุกเผื่อวันต่อๆ ไป แต่พอผ่านไปสักสามเดือนเริ่มปาดเหงื่อเพราะยอดมันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่บอกเลยผลคุ้มค่ามาก เพราะหากทำครบปีจะมีเงินเก็บเกือบ 70,000 เลยล่ะ!! 6. เก็บเงินวันละ 20 - 100 บาท วิธีนี้ง่ายมากๆ ตั้งเป้าหมายไปเลยว่าเราจะเก็บนานแค่ไหน และอยากมีเงินเก็บเท่าไหร่ แต่บอกก่อนว่า ต้องทำทุกวัน ห้ามขาดเลยนะครับ วันไหนลืมก็ต้องเอามาหยอดกระปุกคืนด้วยนะ ถึงแม้จะดูว่าเราเก็บเงินทีละนิด แต่สะสมจนถึงวันที่เราตั้งเป้าไว้ ก็เรียกรอยยิ้มได้เหมือนกันนะ 7. เก็บเงินแยกกระปุก ในที่นี้หมายถึง เรามีเป้าหมายชัดเจนไปเลยครับ ว่าเราอยากจะไปเที่ยวที่ไหน แล้วลองคำนวณงบคร่าวๆ นำมาหารกับระยะเวลาที่เหลือก่อนไปเที่ยว เราก็จะได้รู้ว่าเราต้องเก็บวันละกี่บาท หรือหากใครยังไม่มีแพลน ก็เก็บแยกกระปุกเฉยๆ ไปก่อนก็ได้ เป็นค่าช้อปปิ้ง ค่าทริป หรือเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เป็นต้น 8. แบ่งเงินใช้เป็นรายวัน ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราก็จะได้ค่าขนมจากผู้ปกครองกันใช่ไหมล่ะ วิธีนี้ก็เหมือนกันเลย เป็นการให้ค่าขนมตัวเองในแต่ละวันนั่นเอง กำหนดให้เราใช้เงินได้แค่นี้เท่านั้นในแต่ละวัน ถ้าอยากใช้เกินให้ไปยืมของวันถัดไปมา แล้ววันถัดไปก็ต้องเหลือใช้น้อยลง หากไว้ไหนใช้ไม่หมด อนุญาตให้ทบไว้ใช้วันถัดไปได้ หรือจะหยอดลงกระปุกก็ได้นะ 9. เศษของเงินเดือนคือเงินเก็บ หลายๆ บริษัทมักจะจ่ายเงินเดือนเป็นเศษ เพราะต้องหักค่าประกัน หรือค่าอื่นๆ เพราะฉะนั้นเราก็แค่เอาเศษพวกนั้นมาออมเป็นเงินเก็บ แล้วเหลือเงินใช้จ่ายเป็นเลขกลมๆ พอครับ แต่วิธีนี้ขอแนะนำให้หักเศษหลักพันขึ้นไป ถึงจะได้ผลดีนะจ๊ะ 10. จ่ายค่าข้าวเท่าไหร่ เก็บเงินเท่านั้น จะมื้อกลางวัน หรือมื้อเย็น เอาที่สะดวกเลยครับ (หรือใครโหดๆ หน่อยจัดสองมื้อไปเล้ย) วันไหนทานน้อย ก็ออมน้อย วันไหนทานมื้อใหญ่ ก็ออมเยอะตามราคาที่จ่ายไป นอกจากนี้ใครจะนำไปปรับเป็นการออมเงินเท่าค่าเสื้อผ้า ค่าช้อปปิ้ง ก็ไม่ผิดนะ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิธีออมเงินเท่านั้นนะครับ จริงๆ ยังมีอีกหลากหลายวิธีเลย ลองหาวิธีที่เข้ากับตัวเองมากที่สุดแล้วทำดูนะ หรือจะนำหลายๆ วิธีมาผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ได้ สำคัญคือเราต้องมีวินัย กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไปตึงหรือหย่อนไป เงินออมคือเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นไม่ควรทำให้ตัวเองลำบากเพราะการออมเงินน๊า   บทความแนะนำ  >> 10 อุบายที่สายเที่ยวควรระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในต่างแดน <<    

อ่านเพิ่มเติม
ตะลอนเที่ยว 1 วัน >> S.E.A. Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดอลังที่สิงคโปร์ !!
ตะลอนเที่ยว 1 วัน >> S.E.A. Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดอลังที่สิงคโปร์ !!

Dec 4, 2018

ซึ่งนอกจากจะดึงดูดเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ขอบอกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็จะอินและฟินไปตามๆ กันด้วยล่ะครับ ใครมีแพลนไปสิงคโปร์ อยากให้อ่านรีวิวนี้ของเราให้ดีๆ นะครับ รับรองว่าจะอยากจัด S.E.A. Aquarium Singapore ใส่ลงไปในแพลนด้วยอย่างแน่นอนเลยล่ะ 🐋 แผนที่ : S.E.A. Aquarium Singapore เริ่มจากวิธีเดินทางไปกันก่อน ง่ายมากๆ เพียงแค่นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Habourfront 🚇 จากนั้นเดินเข้าไปที่ห้าง VivoCity และขึ้นไปที่ชั้น 3 เพื่อต่อรถไฟฟ้าข้ามไปยังเกาะ Sentosa ที่เดียวกับที่ Universal Studio นั่นแหละครับ และพอลงรถไฟฟ้ามาแล้ว ก็จะเจอกับป้ายบอกทางไปยัง Aquarium เลย (Universal จะมุ่งไปทางขวา ส่วน S.E.A. Aquarium Singapore จะเดินไปทางซ้าย) แล้วก็ไปซื้อบัตรเข้าชมที่ด้านหน้าได้เลย หรือหากใครจะซื้อมาก่อนจากเว็บไซต์ หรือเอเจนซี่ต่างๆ ก็ได้นะครับ ประหยัดเวลาต่อแถวไปอีก หรือเหมา ทัวร์สิงคโปร์ เที่ยว S.E.A. Aquarium กับทางทัวร์ครับได้เลย อิอิ เมื่อซื้อบัตรเสร็จแล้วก็จะพบกับส่วนแรก ที่เป็น พิพิธภัณฑ์เรือ หรือ Maritime Experiential Museum ⛵️ครับ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบ Interactive ที่ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ถ่ายทอดประวัติการเดินเรือทะเลของเอเชีย และมรดกของสิงคโปร์ในฐานะท่าเรือการค้า ภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีหลายโซนให้เดินชมเลยครับ เช่น โซน MEET the Explorers นำเสนอประวัตินักเดินเรือจาก 4 ชาติ ที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ในอดีต และยังได้ลองเล่นหน้าจอ Interactive ที่เราสามารถเปลี่ยนชุดเป็นกะลาสีเรือได้ด้วยนะ ขอบอกว่าพิพิธภัณฑ์ของสิงคโปร์เค้าขึ้นชื่ออยู่แล้ว บอกเลยว่าถูกใจทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ พอเดินจนสุดทางของพิพิธภัณฑ์ ก็จะพบกับทางเชื่อมเพื่อเข้าสู่ S.E.A Aquarium Singapore 🐠 กันซึ่งสองแห่งนี้จะอยู่ตึกเดียวกัน แต่ทางเข้าคนละทางนะครับ  และอย่างที่บอกว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่มากๆ จึงมีสัตว์ทะเลกว่า 100,000 ตัว จาก 800 สายพันธุ์ และที่โดดเด่นที่สุด ถือว่าเป็นพระเอกของที่นี่เลยก็คือ ปลากระเบนแมนต้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก! และยังมีปลากระเบนราหูอีกจำนวนมากด้วยครับ สำหรับส่วนแรกเมื่อเข้าสู่ S.E.A Aquarium Singapore นั้น จะเป็นห้องที่จำลองซากปรักหักพังของเรือสำเภาจีน (เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากพิพิธภัณฑ์เรือที่เราเพิ่งเดินผ่านมาครับ) เพื่อบอกเล่าว่าซากเรือนี้ก็จะกลายเป็นแหล่งปะการัง และช่วยสร้างระบบนิเวศใต้น้ำไปด้วย 🦑 จากนั้นเราจะพบกับห้องของเจ้าฉลามครับ 🦈 ที่ห้องนี้เราจะได้เห็นเจ้าฉลามแบบใกล้ๆ เลยทีเดียว และมีมากมายนับร้อยตัว!! ตื่นตาตื่นใจมากๆ แต่บางทีก็แอบกลัวเบาๆ คงเพราะดูหนังฉลามอย่างเรื่อง Megalodon มากเกินไป ฮ่าๆ แต่ฉลามที่นี่ไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นนะครับ ขนาดปกตินี่แหละ จากห้องฉลาม เราก็เดินลอดอุโมงค์มาโผล่ที่ตู้ปลาทะเลสวยงามขนาดยักษ์ ที่ตั้งอยู่กลางโถงทางเดิน ขอบอกว่ามันใหญ่มว๊าก น่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ ทั้งยังมีตู้ปลาแบ่งชนิดต่างๆ กว่า 30 ตู้เรียงรายกันไปตามทางเดิน มันละลานตาไปหมดเลยครับ ซึ่งนอกจาก S.E.A Aquarium Singapore จะรวบรวมสัตว์น้ำทะเลของภูมิภาคอาเซียนมาไว้ที่นี่แล้ว ยังขนกองทัพสัตว์ทะเลน้อยใหญ่จากทุกๆ มหาสมุทรของโลกมาไว้ด้วยเช่นกันนะครับ บอกแล้วว่ามาที่นี่มีแต่คุ้มกับคุ้ม 🦀 🦑 🐠 🐋 และสำหรับเด็กๆ (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ) คงจะฟินไม่น้อยหากได้สัมผัสกับของจริง! และที่ S.E.A Aquarium ก็มีอ่างที่เราจะได้สัมผัสกับปลาดาว ปลิงทะเล และสัตว์น้ำเล็กๆ น้อยๆ หลากหลายชนิดที่สามารถสัมผัสได้ ไม่มีอันตรายครับ อีกส่วนหนึ่งที่อลังการดาวล้านดวงมากๆ คือจุดไฮไลท์ที่เราจะได้เห็นโลกใต้สมุทรผ่านกระจกบานใหญ่โตมหึมา เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกกกก มีความใหญ่เป็น 2 เท่าของจอภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ และมีความหนากว่า 70 เซนติเมตร เอาจริงๆ เราสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้เป็นวันๆ เลยนะครับ ชอบมาก เพลินมากๆ เลยครับ แค่นี้ยังไม่หมดนะครับ เพราะนอกจากจะมีทั้งอุโมงค์ขนาดยักษ์ และตู้ปลาขนาดมหึมาที่รวบรวมสัตว์น้ำจากหลายๆ ที่มาไว้ให้เราได้ชมเป็นขวัญตาแล้ว ที่ S.E.A Aquarium Singapore ยังมีให้บริการห้องพักอีกด้วย ชื่อว่า Ocean Suites ซึ่งขอบอกว่า มันเป็นอะไรที่คนบ้า Aquarium อย่างเรากรี๊ดมากๆ เพราะมันเหมือนเราได้นอนอยู่ในห้องใต้ทะเลส่วนตัวเลยล่ะ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับการชมสัตว์น้ำที่แหวกว่ายอยู่บนหลังคาห้องเราไปเรื่อยๆ อีกด้วย เพลินกว่านี้ไม่มีแล้ว หรือหากใครไม่ได้พักที่นี่ แต่ยังรู้สึกไม่จุใจกับ S.E.A Aquarium Singapore ที่เราได้เดินชมมาแล้วนั้น สามารถจองที่นั่งในร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ภายใน S.E.A Aquarium Singapore ได้ด้วยนะครับ 🦀 ทานดินเนอร์กับคนพิเศษ ไปพร้อมๆ กับการชมวิวใต้ท้องทะเล โรแมนติกได้อีก และขอบอกว่าอาหารของที่นี่นั้น อร่อยมาก เพราะถูกรังสรรค์มาจากปลายจวักของเชฟ Cat Cora เชฟสาวชื่อดังจากรายการ Iron Chef ที่ทำอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน - แคลิฟอเนียน และผสมผสานความเป็นเอเชียลงไป จากนั้นเสิร์ฟมาในรูปแบบของ Fine-Dining เก๋ๆ หรูๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Bucket List ที่ต้องทำเลยนะครับ หมดไปแล้ว 1 วันเต็มๆ กับการมาเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้ แต่ว่าที่สิงคโปร์ยังมีอะไรอีกมากมายรอให้เราไป Explore กัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสนุก 🎡 Universal Studio , ถนน Orchard แห่งการช้อปปิ้ง , ร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย และวิวสวยๆ ริมอ่าว Marina Bay ถือว่าเป็นประเทศที่ใครมีเวลาไม่มาก แต่อยากมาพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ต้องลองมาดูสักครั้งนะครับ : )   อ่านต่อ  >> 8 ร้านอาหารยอดนิยม!! ตะลอนกินฟินๆที่สิงคโปร์    

อ่านเพิ่มเติม
กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น
กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น

Dec 3, 2018

เดี๋ยวทัวร์ครับจะพาไปดู 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ ที่บอกเลยว่า คุ้มค่าคุ้มราคาที่จ่าย แถมยังฟินสุดๆ ด้วยล่ะ 1. Luxe Dining Hapuna Tokyo cr. jw web magazine cr.wongnai.com ร้านอาหารสุดหรู บนโรงแรม Shinakawa Prince Hotel ที่นี่มีไลน์อาหารให้เลือกทานหลากหลายเลยล่ะครับ แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นที่หมายปองของเหล่านักท่องเที่ยว ก็คงหนีไม่พ้นเจ้า ‘ขาปูยักษ์’ นั่นเอง ทำให้ที่นี่ต้องเสิร์ฟขาปูถึงวันละ 350 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อให้เพียงพอกับลูกค้าทุกคนเลยนะครับ แต่บอกก่อนว่าที่นี่คิวเต็มไวมาก ใครอยากลิ้มลองแนะนำว่าให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ครับ ราคา : มื้อกลางวัน ผู้ใหญ่ 3,800 เยน เด็ก 2,800 เยน / มื้อเย็น ผู้ใหญ่ 6,000 เยน เด็ก 3,800 เยน การเดินทาง : เดินออกจากสถานีรถไฟ Shinagawa ทาง Tanakawa Exit (west exit) ข้ามทางม้าลายเดินต่อประมาณ 5 นาที 2. Tokyo Station Buffet cr.pantip.com อยากเดินทางง่ายๆ ต้องร้านนี้เลย เพราะตั้งอยู่บนชั้น 12 ของ ห้าง Daimaru ณ สถานี Tokyo นั่นเอง ถึงแม้ว่าขาปูยักษ์ของที่นี่จะมีขนาดกลางๆ แต่รับรองว่าสดหวานไม่แพ้ใครเลยล่ะครับ และนอกจากขาปูแล้ว อาหารญี่ปุ่น หรืออาหารทะเลอื่นๆ ก็มีให้เลือกสรรเต็มไลน์บุฟเฟ่ต์ไปหมด ฟินไปอีกมื้อ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 90 นาที ราคา 1,890 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 120 นาที ราคา 2,730 เยน 3. Prince Viking cr.japanwow ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในหมู่ชาวญี่ปุ่นเองด้วย ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น B2 ใน โรงแรม Shinjuku Prince Hotel  สิ่งที่พิเศษสุดๆ ของห้องอาหารแห่งนี้ นอกจากขาปูยักษ์แล้ว ยังมีไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ทางโรงแรมจะผลัดเปลี่ยนอาหารทุกๆ 2 เดือน เพื่อไม่ให้จำเจด้วยล่ะ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 90 นาที ราคา 3,800 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 120 นาที ราคา 6,000 เยน การเดินทาง : อยู่ติดกับสถานี Seibu Shinjuku Station ดูแผนที่  http://www.princehotels.com/en/shinjuku/map-direction 4. Kani Doraku ข้ามฟากมาที่ฝั่งโอซาก้ากันบ้าง ใครผ่านไปที่ ย่าน Dotonburi จะต้องสะดุดตากับร้านที่มีเจ้าปูยักษ์เกาะอยู่แน่นอน และถ้าหากเจอแปลว่ามาถูกแล้วววว เพราะที่นี่คือร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากๆ ซึ่งเมนูของที่นี่จะมีส่วนผสมของปูทั้งนั้นเลย และถึงแม้จะไม่ได้ขายแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ก็สามารถเลือกได้ครับว่าจะรับประทานเป็นอาหารจานเดียว หรือจะรับประทานแบบคอร์สปูให้หนำใจ ราคา : คอร์สปู เริ่มต้นที่ 5,184 เยน 5. Nanda cr.komachijp.com ปิดท้ายกันแบบกระโดดจากใต้มาที่เหนือ เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Sapporo นั่นเอง ใครที่ชอบกินปูจะต้องฟินมากแน่ๆ เพราะที่นี่มีปูให้เลือกถึง 3 สายพันธุ์เลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นปูขน ปูสึไว หรือปูทาราบะ และทีเด็ดคืออะไรรู้มั้ยครับ ? ที่นี่มีน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทยให้ด้วย !!! เป็นการยืนยันว่านักท่องเที่ยวไทยไปกินขาปูที่นี่เยอะจริงๆ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 70 นาที ราคา 3,700 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 100 นาที ราคา 4,780 เยน (ราคายังไม่รวมภาษี) สถานที่ตั้งร้าน : อาคาร Ciber City ชั้น B2 Susukino, Sapporo, Hokkaido การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toho Line ลงสถานี Hosuisusukino แล้วเดินต่อจากสถานีมาอีกประมาณ 2 นาที อ่านจบแล้วหิวเลยใช่ไหมล่ะครับ? เพราะฉะนั้นหากใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ห้ามพลาดที่จะไปลิ้มรส ‘ขาปูยักษ์’ ถึงถิ่นดูสักครั้งนะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอน และสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นของทัวร์ครับนั้นก็มีพาลูกทัวร์ไปลิ้มลองบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์กันด้วยนะครับ   หากใครที่สนใจไปทัวร์ญี่ปุ่น กินขาปูยักษ์ >> จองได้ที่นี่เลย  

อ่านเพิ่มเติม
10 ทริคเด็ดก่อน ‘เที่ยวรัสเซีย’ ทำตามนี้ไม่มีเพลียแน่นอน
10 ทริคเด็ดก่อน ‘เที่ยวรัสเซีย’ ทำตามนี้ไม่มีเพลียแน่นอน

Nov 29, 2018

‘ทัวร์ครับ’ เลยไม่พลาดที่จะตามเทรนด์ ด้วยการจัดหาโปรแกรมทัวร์รัสเซียแบบ ‘จัดเต็ม’ !! มาคอยเสิร์ฟให้เพื่อนๆ ได้เลือกกันด้วย บอกเลยว่าทุกโปรแกรมพาไปแลนด์มาร์กรัสเซียแบบแน่นๆ ได้ทั้งความประทับใจ และความทรงจำที่ดีแน่นอน ดูเลย ทัวร์เที่ยวรัสเซีย สุดคุ้ม เริ่มต้น 34,999 บาท!! แต่ก่อนจะไป ‘ทัวร์ครับ’ ก็ขอจัด 10 ทริคเด็ด ที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้ไปฟินที่รัสเซียแบบไม่ติดขัด รับรองว่าทำตาม 10 ทริคนี้ ได้เที่ยวรัสเซียแบบไม่มีเพลีย มีแต่เพลินแน่นอน เลื่อนไปดูกันเลยยย~ 1. รัสเซีย Free Visa 📋 ใครที่คิดว่าไปเที่ยวรัสเซียจะยุ่งยาก ขอบอกเลยว่าคิดผิดมากๆ เพราะที่นี่เค้าฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 30 วันเลยล่ะครับ มีแค่พาสปอร์ตเล่มเดียวก็ไปฟินไกลถึงรัสเซียได้แล้ว หรือถ้าไปเที่ยวกับทัวร์ครับก็หมดห่วงเรื่องนี้ไปได้เลย ทัวร์ครับจัดการให้ :D 2. แลกเงินก่อนไป 💵 ที่รัสเซียจะให้เงินสกุล รูเบิ้ลรัสเซีย (RUB) ซึ่งแลกจากเมืองไทยไปเลยจะสะดวกกว่าครับ แต่หากใครกลัวไม่พอ และหวังจะไปแลกเพิ่มที่รัสเซีย ขอแนะนำให้แลกเป็น USD ไปก่อน จะได้เรทที่ดีกว่า นอกจากนี้ที่รัสเซียยังสามารถใช้บัตรเครดิตได้แบบไม่มีชาร์จด้วยนะ สะดวกมากๆ เลยครับ 3. เลือกซื้อซิมการ์ดให้ดี  แน่นอนว่ามาเที่ยวต่างประเทศทั้งที จะให้มาอดใจไม่ให้เช็คอิน หรืออัพโหลดรูปสวยๆ ลงโซเชียลก็คงไม่ได้ ครั้นจะรอใช้แต่ Wifi ฟรีที่โรงแรมก็คงจะไม่ทันใจ เพราะฉะนั้นแนะนำให้ซื้อซิมการ์ดไปเลย ที่รัสเซียมี 4G ที่ลื่นปรื๊ด โดนใจชาวเราสุดๆ แต่ที่สำคัญก็คือ ตอนซื้อต้องบอกพนักงานด้วยนะครับว่า ขอเป็นซิมการ์ดที่ใช้ได้ทั่วรัสเซีย ไม่งั้นเดี๋ยวจะได้ซิมการ์ดเฉพาะเมืองที่เราซื้อ แล้วพอเปลี่ยนเมืองจะใช้ไม่ได้ครับ 4. เวลาบิน และเวลาท้องถิ่น ✈️ เราใช้เวลาบินจากประเทศไทย ไปยังประเทศรัสเซียประมาณ 9 ชั่วโมงถ้าหากบินตรงครับ ถ้าบินแบบมีเปลี่ยนเครื่องก็บวกเข้าไปอีก ส่วนเวลาท้องถิ่นที่รัสเซีย เวลาจะเดินช้ากว่าประเทศไทยเรา 4 ชั่วโมงครับ เพราะฉะนั้นลงจากเครื่องมาอย่าลืมปรับเวลากันด้วยนะครับ 5. สภาพอากาศ ⛅️ ดูสภาพอากาศรัสเซีย คลิก   จริงๆ แล้วประเทศรัสเซียถือว่าเป็นประเทศที่เที่ยวได้แทบจะทั้งปี เพราะอากาศเค้าไม่ได้ร้อนมาก เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 10-30 องศา แต่หากใครอยากสัมผัสอากาศหนาวแบบติดลบ แนะนำให้ไปช่วงฤดูหนาว ในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะมีหิมะปกคลุมไปทั่วเลยล่ะครับ ส่วนช่วงที่ถือว่าเป็น Peak Period ที่สุดก็คือช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพราะจะมีกลางวันที่ยาวนานมากๆ สว่างจนถึงเที่ยงคืนเลยล่ะ ถ่ายรูปเพลินไปเลยทีนี้ อ่านต่อ : รู้ไว้ไม่พลาด! เที่ยวรัสเซีย เดือนไหนดี เดือนไหนโดน!   6. App สามัญประจำเครื่อง ทัวร์ครับขอบอกไว้ก่อนว่าที่รัสเซียเค้าใช้ Line ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นควรบอกเพื่อนๆ ไว้ล่วงหน้าก่อนว่าหากจะติดต่อ ให้ติดต่อผ่านทางแอพแชทอื่นๆ เช่น FB Messenger หรือ Whatsapp นอกจากนี้ควรโหลดแอพ Yandex Metro ที่เป็นแอพใช้ดูเส้นทางรถไฟใต้ดิน ซึ่งสามารถใช้สลับภาษารัสเซียกับอังกฤษได้ ที่สำคัญ แอพแปลภาษาก็ขาดไม่ได้เลยครับ   7. คนรัสเซีย 🕺🏻 จริงๆ แล้วคนรัสเซียส่วนมากจะเป็นพวกยิ้มไม่เก่ง หน้าตาดูเคร่งขรึม นิ่งๆ แถมยังไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษอีกต่างหาก แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือคนที่ทำงานบริการ จะต่างกันเลยล่ะครับ เพราะเค้าจะยิ้มเก่ง และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเลยทีเดียว 8. มิจฉาชีพ 🔪 ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปลอดภัย 100% และที่รัสเซียก็เช่นกัน โดยมิจฉาชีพที่รัสเซียส่วนมากจะเล็งนักท่องเที่ยวที่มากันไม่ค่อยเยอะ เพราะง่ายต่อการลงมือ ส่วนมากจะอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า และจุดแลนด์มาร์กที่คนหนาแน่น นอกจากนี้พวกมาสคอตตามสถานที่ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นมิจฉาชีพรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน หากเราเผลอไปถ่ายรูปหรือจับมือด้วย ก็อาจจะโดนเรียกเก็บเงินก็ได้ครับ 9. ของฝากรัสเซีย   ของฝากรัสเซียที่นิยมม๊ากมาก ก็คือ ตุ๊กตาแม่ลูกดก นั่นเอง นอกจากนี้พวกของตั้งโชว์ แม่เหล็กติดตู้เย็น ก็ถือเป็นของฝากยอดฮิตเช่นกัน จริงๆ เสื้อผ้า หรือของแฟชั่นต่างๆ ที่รัสเซียราคาไม่แพงเลยครับ เพราะฉะนั้นใครที่ชอบช้อปปิ้ง แต่ไม่ซีเรียสว่าจะต้องเป็นคอลเลคชั่นใหม่เท่านั้น เตรียมเงินมาช้อปให้จุใจได้เลยนะครับ ส่วนพวกขนม ช็อกโกแลตต่างๆ แนะนำซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตครับ มีให้เลือหลากหลาย และราคาถูกมากๆ อ่านต่อ : ชี้ลายแทง! ของฝากรัสเซีย ไปเที่ยวรัสเซีย ซื้ออะไรดีนะ ? 10. เตรียมอะไรไปเที่ยวรัสเซียบ้าง 🧣 อันดับแรกเลยก็คือ กายและใจ !! ตามมาด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ยาสามัญประจำตัว ทิชชูเปียก คล้ายๆ กับการไปเที่ยวต่างประเทศทั่วไปล่ะครับ แต่ขอเพิ่มเติมนิดนึงกับ ‘กระเป๋าคาดเอว’ หรือ ‘กระเป๋าคล้องคอ’ เพื่อใส่เงินและเอกสารสำคัญอย่างพาสปอร์ตไว้ในนั้น แนะนำว่าอย่านำของเหล่านี้ใส่กระเป๋าสะพายข้างนะครับ ถึงแม้ว่าจะไปเที่ยวกับทัวร์ แต่ทั้ง 10 ทริคที่เราจัดมาให้ ต้องจำให้แม่น เพราะรับรองว่าจะได้ใช้แน่นอนครับ เอ้ารู้แล้วจะรออะไร กดไปจองทัวร์รัสเซียกันเลยดีกว่า ขอให้เที่ยวรัสเซียให้สนุกนะครับผม   อ่านต่อ .. เที่ยวรัสเซียช่วงไหนดี..เดือนไหนมีอะไรให้ไปบ้าง?    

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่

Nov 27, 2018

เอาล่ะ! ถึงเวลาแนะนำ ‘กิจกรรมน่าทำ’ และ ‘สถานที่ท่องเที่ยวน่าไป’ กันแล้ว เตรียมจดไว้ดีๆ แล้วจับลงแพลนด้วยนะครับ จะได้สนุกยิ่งขึ้น : )   1. ไปจับ Lucky Bag เริ่มจากกิจกรรมที่น่าทำกันก่อน กับหนึ่งสิ่งที่เราชอบมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงชอบเช่นกัน นั่นก็คือการได้เปิด “ถุงโชคดี” หรือ “Lucky Bag” นั่นเอง มันเป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่ง ที่เราต้องมาลุ้นว่าของข้างในที่ได้จะเป็นอะไร แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความคุ้มค่านะครับ เพราะของในถุงโชคดีส่วนใหญ่ มักมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งเจ้าถุงโชคดีที่ว่านี้ หาซื้อง่ายมากในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กๆ หรือร้านค้าใหญ่ๆ ดังๆ ก็ต่างมี Lucky Bag เตรียมไว้ให้ลูกค้าทั้งนั้น เอาเป็นว่าหากใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็อย่าพลาดเชียวนะครับ 2. ไปตีระฆัง และกินโซบะข้ามปี ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญมากเลยล่ะครับ ซึ่งการกินโซบะข้ามปีเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างฮิตทีเดียว เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการกินโซบะข้ามปีนั้นจะช่วยให้อายุยืนยาว นอกจากนี้ที่วัดก็จะมีการตีระฆัง จำนวน 108 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับกิเลสของมนุษย์ (ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น) เหมือนเป็นการไล่กิเลสและเริ่มต้นปีใหม่นั่นเอง ใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ อย่าลืมไปร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้ดูนะครับ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กัน 3. ไปไหว้ขอพรที่วัดหรือศาลเจ้า ปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะไหว้เจ้าขอพรในช่วงวันที่ 1 - 3 มกราคม ของทุกปี เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่อย่างสดใส และเป็นมงคลกับชีวิต ซึ่งวัดฮิตๆ อย่าง วัดอาซากุสะ หรือวัดคิโยมิสึ ก็จะคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายเลยล่ะครับ ทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และนักท่องเที่ยวเลย เพราะทุกคนก็ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นเอง 4. ไปแต่งกิโมโน ใครที่ไปญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ จะเห็นได้ว่าท้องถนน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะวัด ศาลเจ้า หรือสวนสาธารณะ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดกิโมโนเต็มไปหมด เพราะช่วงนี้ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุข และชาวญี่ปุ่นก็มักจะเฉลิมฉลองกันครับ บอกเลยว่ามันได้ฟีลสุดๆ ลองเลือกร้านกิโมโนดีๆ แล้วแต่งตัวกด้วยกิโมโนเที่ยวสักหนึ่งวัน รับรองว่านอกจากจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพอวดเพื่อนแล้ว ยังได้ความประทับใจด้วยล่ะ 5. ช้อปปิ้ง ณ ชินจุกุ - ฮาราจุกุ พิกัด : Shinjuku , Harajuku แนะนำกิจกรรมกันไปแล้ว มาต่อกันที่สถานที่ที่น่าไปกันบ้างครับ ปกติแล้วเวลาเราๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็มักช้อปปิ้งจนวงเงินบัตรเต็มอยู่แล้ว แต่ว่าการช้อปปิ้งในช่วงปีใหม่เป็นอะไรที่พิเศษมากๆ เพราะของจะลดราคาแบบสุดๆ แถมมักยังมีสินค้าน่ารักๆ สินค้า Limited Edition ให้ได้ช้อปกันด้วยล่ะ อ้อ! แล้วก็อย่างที่บอกไปแต่แรก นั่นก็คือ Lucky Bag นั่นเอง เพราะฉะนั้นย่านชินจุกุ - ฮาราจุกุ จึงเป็นสถานที่ที่ห้ามพลาด ต้องไปให้ได้ จดไว้ในแพลนเลยนะครับ 6. ไหว้พระ ณ วัดอาซากุสะ - วัดคิโยมิสึ ถ้าไปโตเกียว ก็ต้องห้ามพลาดวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดงอันโด่งดัง ไปไหว้ขอพรที่นั่น พร้อมกับเลือกซื้อเครื่องรางของขลังติดกระเป๋า ก่อนปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียวเลเวลสิบ ให้ฟินๆ ฉ่ำๆ กันไปเลย ส่วนใครเลือกเที่ยวแถบคันไซ โอซาก้า - เกียวโต - โกเบ ก็ต้องอย่าลืมจดวัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใสลงไปในแพลนด้วยนะครับ 7. เที่ยวเมืองเก่า คานาซาว่า - ทาคายาม่า พิกัด : Kanazawa , Takayama สำหรับคนที่อยากสัมผัสกับความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่น แบบ Original ดั้งเดิมของแท้ ก็ต้องจับย่านเมืองเก่าวางลงไปในแพลนด้วยนะครับ ซึ่งเมืองที่เราแนะนำก็มี คานาซาว่า เมืองที่มีหมู่บ้านแบบชุมชนญี่ปุ่นดั้งเดิม และปราสาทคานาซาว่าชื่อดัง โดยสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวราว 2 ชั่วโมงครึ่ง , ทาคายาม่า เมืองฝาแฝดของเกียวโต ที่ใครมีแพลนไปชิราคาว่าโก ก็ควรที่จะต้องแวะดู รับรองว่าจะหลงรักเสน่ห์ของเมืองนี้อย่างแน่นอน 8. ไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ใช่เฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่การได้แห่งแสงแรก ชมพระอาทิตย์แรกของปี ไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ เลยล่ะครับ แล้วอย่างยิ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ถือว่าการได้ชมพระอาทิตย์แรกของปีนั้นจะได้รับพลังมหาศาล ขอพรอะไรก็จะสำเร็จสมความปรารถนา มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงตลอดปีเลย ดังนั้นถ้ามีโอกาส อย่าลืมขึ้นเขาเพื่อไปชมแสงแรกกันด้วยนะครับ 9. ขึ้นภูเขาทาคาโอะ รับวิวใหม่ๆ พิกัด : Takaosan อย่างที่บอกว่า หนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นก็คือ การชมพระอาทิตย์แรกของปี และภูเขาที่ยอดฮิต และเดินทางง่าย อยู่ใกล้โตเกียวก็คือ ภูเขาทาคาโอะ ครับ ซึ่งนอกจากจะได้เห็นแสงแรกของปี ณ ที่แห่งนี้แล้ว ยังสามารถเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วยนะครับ เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ถึงสองเลย คุ้มค่ากับการใส่ลงไปในแพลนมากๆ 10. ดูไฟฟินๆ โรแมนติกสุดๆ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ที่ญี่ปุ่นก็จะมีงานจัดแสดงไฟมากมายเลยล่ะครับ แล้วยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไฟก็จะถูกประดับออกมาสวยเป็นพิเศษ ถ้าหากใครไม่ได้ไปนาโกย่า ที่มีงานประดับไฟชื่อดังอย่าง Nabana No Sato ก็สามารถเลือกชมไฟตามสถานที่ต่างๆ เช่น ย่านรปปงงิ , Tokyo Dome , ย่านชิบูย่า แทนก็ได้นะครับ สวยไม่แพ้กัน ที่สำคัญชมฟรีด้วยนะเออ และนี่ก็เป็น Guideline เล็กๆ ที่ทัวร์ครับ นำมาแนะนำให้ทุกคนกัน ลองเลือกสถานที่ที่น่าสนใจ และกิจกรรมที่น่าทำ แล้วจับวางลงแพลนดูนะครับ การเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ครั้งนี้ จะได้ไม่จำเจ และสร้างความประทับใจแบบไม่รู้จบไปเลยย  อ่านต่อ พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!  

อ่านเพิ่มเติม
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!

Nov 26, 2018

สำหรับ 🎆 Nabana No Sato Winter Illumination 🎇 ถือได้ว่าเป็นเทศกาลไฟประดับที่โด่งดังไปทั่วโลก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆ คนตั้งใจมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่องานนี้เลยครับ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ธีมพาร์คสวนดอกไม้ใน Nagashima Resort เมืองคุวานะ ของจังหวัดมิเอะ ในภูมิภาคคันไซ แต่จะสะดวกกว่าถ้าหากเดินทางมาจากนาโกย่าครับ โดยสำหรับปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม – พฤษภาคม ยาวๆ กันไปเลย มาๆ ก่อนอื่นต้องขอป้ายยา รีวิวกันแบบจัดหนักก่อน ใครลังเลอยู่จะได้รีบกดจองตั๋วให้ไว : ) cr.pantip.com/topic/36927733 เริ่มจากการเดินทาง ขอบอกว่าง่ายมากๆ ง่ายสุดๆ ไปเลย เพราะสามารถ Take Bus จาก Meitetsu Bus Center ที่นาโกย่า ต่อเดียวถึง เดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงเอง สะดวกสุดๆ ไม่ต้องต่อรถให้วุ่นวาย นั่งชมวิวเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมายแล้วล่ะ รถจะจอดที่หน้ารีสอร์ทเลยครับ ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ Nabana No Sato Winter Light Illumination นั่นเอง เห็นมั้ยบอกแล้วว่าสะดวกฝุดๆหรือถ้าซื้อทัวร์มากับทัวร์ครับแล้วล่ะก็มีรถรับส่งสบาย  พิกัด : Nabana No Sato Winter Light Illumination cr.pantip.com/topic/36927733 พอไปถึงที่หน้ารีสอร์ท ก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมกันเล้ยยย ราคาค่าเข้าคนละ 2,300 เยน แต่มีคูปองสำหรับซื้อขนม อาหาร หรือของฝากภายในงานให้ด้วย 2 ใบ ใบละ 500 เยนครับ หักลบออกมาแล้วก็ไม่แพงเลยนะครับ และยิ่งไปกว่านั้น เราขอแนะนำให้มาถึงช่วงประมาณ 4 โมงเย็น เพื่อเดินชมและถ่ายรูปกับเจ้าดอกไม้สวยๆ กันก่อน ส่วนเวลาเปิดไฟของงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ก็จะประมาณ 6 โมงกว่าๆ มาทีเดียวควบ 2 ไปเลย คุ้มมว๊ากกก นอกจากสวนดอกไม้สดใสสวยงามแล้ว ทัศนียภาพของรีสอร์ทแห่งนี้ก็สวยไม่แพ้กันนะครับ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก เตรียมแบตกล้องไปให้พอล่ะ แล้วก็มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย หากเดินชมสวนจนเหนื่อยแล้วมานั่งทานมื้อเย็น พักก่อนจะไปลุยดูไฟตอนกลางคืนกันต่อก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีเหมือนกันนะ ราคาอาหารก็ไม่แพงเลย พันกว่าเยนเท่านั้น!! สามารถใช้คูปองที่ได้มาตอนซื้อบัตรจ่ายแทนเงินสดแล้ว Top Up เพิ่มเข้าไปได้เลย สุดยอดไปเลยครับ และแล้วก็ถึงเวลาค่ำที่เรารอคอย ไฟมาแล้วฮะ บอกเลยว่าสวยมากกกก!! พูดคำว่า สวย สวย สวย ทุกย่างก้าวที่เดิน เพราะมันสวยจริงๆ ครับ มีการประดับไฟเป็นรูปต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟฟูจิ แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ต้นคริสมาสต์ และอีกหลากหลายเรื่องราวสลับกันไป พร้อมกับดนตรีบรรเลงคลอไปด้วยกัน โรแมนติกสุดๆ อากาศเย็นๆ เดินจับมือแฟน ซุกมือไว้ในกระเป๋าของเสื้อโค้ท โอ๊ยยย พระเอกนางเอกซีรี่ย์มาเองเลยนะเนี่ย (แอบกระซิบสาวๆ ว่า ใครที่คบหาดูใจกันมาถึงขั้นวางแผนอนาคตร่วมกัน อย่าลืมแต่งตัวสวยๆ เผื่อคุณผู้ชายจะคุกเข่าเซอร์ไพร์เราก็เป็นได้นะครับ อิอิ มาถึงจุดพีค ที่เป็นไฮไลท์ของงานกัน แอบต้องแย่งชิงพื้นที่นิสนุง เพราะทุกคนต่างมะรุมมะตุ้มที่นี่ แนะนำให้ใจเย็นๆ แล้วจะได้รูปสวยๆ นะจ๊ะ จุดที่ว่าก็คือ Tunnel of Light หรืออุโมงค์ไฟความยาวกว่า 200 เมตร นั่นเอง มันสวยมว๊ากกก อลังการดาวล้านดวงสุดๆ เลยล่ะ ตลอดเส้นทางก็จะถูกประดับด้วยไฟเล็กๆ กุ๊กกิ๊กปุ๊กปิ๊ก น่ารักสุดๆ จนลั่นชัตเตอร์แทบไม่ทัน และในแต่ละปีก็จะมี Theme ที่แตกต่างกันไปด้วยนะครับ หากใครอยากชมงานแบบ 360 องศา บนความสูงกว่า 45 เมตร เราแนะนำให้จ่ายเงินเพิ่มอีก 500 เยน เพื่อขึ้นไปชมวิวบนหอคอยที่มีชื่อว่า Island Fuji  ขอบอกว่านอกจากจะสูงและเสียวแล้ว ยังสวยมากๆ อีกด้วย เพราะเราจะได้มองเห็นวิวของ Nabana No Sato Winter Light Illumination แบบรอบด้าน ประหนึ่งว่ากำลังดูทะเลดาวอยู่เลยล่ะ รอคิวนิดนึงแต่แลกกับความสวยงามตื่นตาตื่นใจ และทำให้การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ประทับใจไม่รู้ลืม เราว่าคุ้มมากๆ เลยนะครับ เมื่อเราเดินชมงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination จนหนำใจแล้ว ก็ถึงเวลากลับกันแล้วล่ะ เราขอแนะนำว่าให้ออกก่อนงานปิดประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแย่งกันขึ้นบัส คนเยอะจะรอนานครับ และที่สำคัญ ควรเช็ครอบรถบัสก่อนนะครับ จะได้วางแผนและกะเวลาให้ถูก ส่วนจุดขึ้นรถบัสก็คึอที่หน้ารีสอร์ท จุดเดียวกับตอนขามาเลยครับ นั่งครึ่งชั่วโมง ถึงนาโกย่าอย่างปลอดภัย ย้ำกันอีกที สำหรับงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ในปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2018 – 6 พฤษภาคม 2019 นะครับ เพราะฉะนั้นหากใครอยากไปดูไฟประดับ และเที่ยวญี่ปุ่นแบบสัมผัสอากาศหนาวไปด้วย ช่วงปลายปีนี้กำลังเหมาะสมสุดๆ หรือใครอยากได้แค่อากาศดีๆ ไม่ต้องหนาวมาก แถมหากดวงดีก็อาจจะได้เห็นซากุระด้วย แนะนำหลบร้อนจากเมืองไทยเราไปเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม ปีหน้าก็ดีเหมือนกันครับ บอกเลยว่ามันสวยจริงๆ และอยากให้ทุกคนได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองสักครั้งนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน : ) สามารถดูทัวร์ญี่ปุ่น ได้ที่นี่เลย คลิก!! อ่านต่อ : หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร  

อ่านเพิ่มเติม
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019

Nov 19, 2018

และจุดมุ่งหมายของเหล่านักท่องเที่ยวสายอากาศเย็น ก็คงต้องมี ‘ซัปโปโร’ ติดโผไปด้วยแน่ๆ แล้วที่สำคัญนะ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร ปี 2019 จัดขึ้นในช่วงวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ ด้วย ประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ ฮิฮิ ~ ตามมาเดี๋ยว ทัวร์ครับ จะพาไปดูว่า Sapporo Snow Festival มีดีอะไร ทำไมคนที่นิยมไปกันจังนะ? ❄️ทำความรู้จัก Sapporo Snow Festival ❄️ หรือที่เราอาจจะเคยได้ยินกันในชื่อ Sapporo Snow Festival นั่นเอง ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นมาจากเมื่อปี 1950 มีนักเรียนม.ปลายได้สร้างรูปปั้นหิมะจำนวน 6 ตัวที่สวนโอโดริ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 50,000 คน ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายมากๆ และก็เลยถือเป็นปีแรกของงานเทศกาลหิมะนั่นเอง จากนั้นมาจึงได้กลายมาเป็นงานเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันครับ ภายในงานก็จะมีการจัดแสดงผลงานจากหิมะและน้ำแข็งกว่า 200 ผลงานเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการประกวดประติมากรรมหิมะจากนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราก็ไปร่วมทุกปี แถมได้รางวัลติดไม้ติดมือมาด้วยนะครับ ☃️ส่วนจัดแสดง Sapporo Snow Festival☃️ Sapporo Snow Festival จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันครับ ส่วนแรกจะจัดที่สวนโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดงานหลัก โดยจะมีผลงานของศิลปินจากทั่วโลก เข้ามาประชันฝีมือกันกับผลงานแกะสลักหิมะและน้ำแข็ง โดยส่วนนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นโซนย่อยอีกถึง 12 โซนด้วยกัน เรียกว่าเดินกุมมือกับแฟนเที่ยวชมงานจนจุใจเลยล่ะครับ พิกัด : odori park  ส่วนที่สอง จะจัดที่ย่านซูซูกิโนะ ซึ่งเป็นย่านแห่งความบันเทิงของที่ซัปโปโร โดยที่นี่จะเป็นส่วนของการจัดการแข่งขันผลงานการแกะสลักน้ำแข็ง ซึ่งมีทีมส่งผลงานเข้าประกวดถึง 60 ชิ้น ในธีมการแข่งขันที่มีชื่อว่า Enjoy the Ice บอกเลยว่าที่นี่ตอนกลางคืนสวยมากๆ เพราะนอกจากจะมีการเปิดไฟประดับแล้ว ยังได้แสงไฟจากย่านอันคึกคักนี้มาประกอบด้วยล่ะ พิกัด : susukino sapporo   ส่วนสุดท้าย Sapporo Snow Festival จะจัดที่ Tsudome ครับ ที่นี่จะมีกิจกรรมที่แตกต่างจากสวนโอโดริและย่านซูซูกิโนะ เพราะจะเน้นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานเป็นหลัก โดยมีกิจกรรมที่ให้เราได้สนุกกับหิมะและน้ำแข็งมากมายเลย เช่น Tube Slider ความยาว 100 เมตร, Snow rafting และอีกมากมายเลย พิกัด : Tsudome 🏂 รีวิวความน่าไปเที่ยว Sapporo Snow Festival🏂  จะบอกว่า ขอให้เต็ม 10 ดาวเลยครับกับงานนี้ เพราะว่านอกจากจะได้ไปสัมผัสอากาศหนาว (แบบที่ประเทศไทยเราไม่มีแล้ว) ยังได้เพลิดเพลินไปกับเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ เราจะได้ทึ่งกับความสามารถของเหล่าศิลปินที่นำผลงานมาแสดง ได้ชื่นชมความงดงามของประติมากรรมจากน้ำแข็งและหิมะ ที่สำคัญ ยังได้ใช้เวลาที่พิเศษกับคนพิเศษอีกด้วย น่าประทับใจสุดดดดดดดดดดดด ใครอยากลองไปสัมผัสกับ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร หรือ Sapporo Snow Festival สักครั้ง บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เลยนะครับ เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรอคอยเช่นเดียวกัน จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักกันข้ามปีเลยทีเดียว ช้าไม่ได้เลยล่ะ แต่ๆๆ ถ้าหากใครอยากไปเที่ยวแบบสบายๆ ชิลๆ ไม่ต้องคิดเยอะแยะให้ปวดหัว แนะนำว่าให้ ‘ทัวร์ครับ’ พาไป เพราะเราจัดการให้หมดทู้กอย่าง เพื่อนๆ เตรียมแค่ตัวกับใจ แล้วไปเที่ยวกับทัวร์ครับ ก็พอ สบายสุดๆ ~ อ่านต่อ : ตะลุย 9 สถานที่ 9 กิจกรรม หน้าหนาวนี้ที่ฮอกไกโด

อ่านเพิ่มเติม
7 แลนด์มาร์กต้องห้าม (พลาด) เมื่อไปเยือน ‘ตุรกี’
7 แลนด์มาร์กต้องห้าม (พลาด) เมื่อไปเยือน ‘ตุรกี’

Nov 14, 2018

วันนี้ ทัวร์ครับ เลยจะพาไปดู 7 แลนด์มาร์กที่ต้องห้าม(พลาด) เด็ดขาด ไปเที่ยวตุรกีทั้งที นั่งเครื่องบินก็ใช่ว่าจะแป๊บเดียว ต้องเอาให้คุ้ม ห้ามพลาดแม้แต่จุดเดียวนะครับ 1. เที่ยวตุรกี - พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) แผนที่ : Hagia Sophia สิ่งก่อสร้างที่เรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในเมืองอิสตันบูลเลยครับเดิมเคยเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ และถูกดัดแปลงให้เป็นสุเหร่าแทน และปัจจุบันก็ถูกดัดแปลงให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด จุดเด่นของที่นี่คือยอดโดมขนาดใหญ่ และความงดงามของสถาปัตยกรรมการตกแต่ง ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไบแซนไทน์กับศิลปะออตโตมันเข้าด้วยกันครับ นี่ก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวที่ใครไปเที่ยวตุรกีต้องห้ามพลาดที่จะไปถ่ายรูปกันให้นะครับ 2. เที่ยวตุรกี - มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) แผนที่ : Blue Mosque ที่นี่มีการตกแต่งออกแบบภายในด้วยกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นในสีฟ้าสดใส เป็นลายดอกไม้ มีหอมินาเร็ต 7 หอ การจัดวางพื้นที่ของอาคารถูกจัดวางเป็นรูปตัวยูได้อย่างสวยงาม โดยสามารถมองเห็นได้จากสุเหร่าโซเฟียเลยเพราะตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งเราจะเห็นมัสยิดสีขาวหินอ่อนที่ตั้งตระหง่าน และถูกยึดไว้ด้วยเสาคอลัมน์ปลายยอดแหลมสูงเสียดฟ้า ทริปเที่ยวทัวร์ตุรกี  อิสตันบูล  >> คลิก  3. เที่ยวตุรกี - คัปปาโดเกีย (Cappadocia) แผนที่ : Cappadocia เชื่อว่าหลายๆ คนที่อยากมาเที่ยวเยือนประเทศตุรกี ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเห็นรูปของบอลลูนหลากสี ลอยเด่นเหนือทัศนียภาพอันงดงามแน่นอน และที่นี่ก็คือเมืองคัปปาโดเกีย มาถึงตุรกีทั้งที ต้องลองขึ้นบอลลูนชมวิวจากมุมสูงดูสักครั้ง รับรองว่าจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ และเป็นความทรงจำที่ประทับใจที่ตุรกีแบบไม่รู้ลืมเลยล่ะครับ 4. เที่ยวตุรกี - พระราชวังโทพคาปี (Topkapi Palace) แผนที่ : Topkapi Palace เดิมที่นี่เป็นที่ประทับหลักของสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นสถานที่จัดงานรับรองของรัฐบาลประเทศตุรกี พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นตัวอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่มพระราชวังในสมัยออตโตมันเลยนะครับ เพราะมีการตกแต่งอย่างหรูหรา มีอาณาบริเวณกว้าง ทั้งยังตั้งอยู่ในจุดที่สามารถชมวิวช่องแคบบอสฟอรัสได้อย่างสวยงาม 5. เที่ยวตุรกี - ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) แผนที่ : Cotton Castle ใครที่ชอบทำสปา จะต้องเลิฟที่นี่อย่างแน่นอนครับ เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ เกิดจากความดันความร้อนใต้พื้นดินที่ 35- 36 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ว่ากันว่าน้ำพุร้อนที่นี่มีอายุมากว่า 14,000 ปี ทำให้ตะกอนที่ไหลฝั่งตัวทับรวมกันจนเป็นตะไคร่น้ำสีขาว และกลายเป็นปราสาทปุยฝ้ายแบบนี้นั่นเองล่ะครับ 6. เที่ยวตุรกี - ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar, Istanbul) แผนที่ : Grand Bazaar, Istanbul ที่นี่คือแหล่งของฝากชั้นดี เป็นตลาดในร่มเก่าแก่ ที่มีสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในตลาดแกรนด์บาซาร์มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้าน มีทางเข้ามากกว่า 21 ทาง แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทสินค้าชัดเจน ใครอยากจะซื้อของขวัญของฝากต้องมาที่นี่เลยนะครับ 7. เที่ยวตุรกี - เมืองอีเฟซัส (Ephesus) แผนที่ : Ephesus เมืองหลวงของโรมันในอดีต และได้รับการยกย่องว่าเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในเอเชีย เป็นเมืองโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล มีศิลปะและสถาปัตยกรรมภายในเมืองแบบกรีก–โรมัน และหากไปเที่ยวตุรกีอย่าลืมแวะไปเช็คอินที่ วิหารเทพีอาร์ทีมิส นะครับ และนี่ก็เป็น 7 แลนด์มาร์กหลักที่ไปเยือนตุรกีแล้วต้องห้ามพลาด นะครับ แต่บอกเลยว่าที่ประเทศนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่นี้แน่นอน นี่เรียกได้ว่าเป็นน้ำจิ้มเบาๆ เท่านั้นเอง แนะนำว่าต้องไปเยือนไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิตนะครับ รับรองว่าสนุกไม่รู้ลืมแน่นอน ทัวร์ครับแนะนำ !! อ่านต่อ : จัดกันมันส์ทุกทริป ! 10 ทริคเที่ยวต่างประเทศแบบประหยัด

อ่านเพิ่มเติม