All articles abouts indonecia

โชว์เปลี่ยนหน้ากาก Bian lian

โชว์เปลี่ยนหน้ากาก Bian lian

Jul 19, 2017

Chinese Magic Dress Change and Mask Change โชว์เปลี่ยนหน้ากาก change mask (变脸) หรือที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า “เปี้ยนเหลี่ยน” เป็นการแสดงที่ประเทศจีน ให้ความสำคัญ และยกย่องให้การแสดงนี้เป็นความลับอันดับ 2 ของจีน โชว์เปลี่ยนหน้ากาก ศิลปะการแสดงชั้นสูงของเสฉวน การเปลี่ยนหน้ากากแต่ละฉากใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที โดยที่ไม่สามารถจับตาได้ทัน มักจะมีในรายการทัวร์ที่ไป เฉินตู จิ่วจ้ายโกว เท่านั้น ที่จะได้เห็นโชว์แบบสมจริงกันเลยทีเดียว ที่สำคัญการแสดงนี้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไม่มีการถ่ายทอดให้บุคคลภายนอกได้รู้ “เคล็ดลับ” เป็นความลับเฉพาะลูกหลานชาวเสฉวนเท่านั้น ห้ามสอนเคล็ดวิชานี้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด เมืองเฉินตูเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั้งทางเครื่องบินและรถไฟ อาหารที่นี่รสชาติดี เผ็ดนำ ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยนกับอาหารจืดๆ มันๆ ที่ต้องกินทุกมื้อ โชว์เปลี่ยนหน้ากากที่เฉิงตู เป็นการแสดงที่จะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานเท่านั้น หน้ากากนั้นทำด้วยเส้นไหมอย่างดี กลายเป็น “ภูมิปัญญา” ของที่นี่ไว้อวดชาวโลกอย่างภาคภูมิใจ เมื่อถึงเวลาเข้าชมโชว์ต้องรีบไปให้ทันเวลา อย่างน้อยก็จะได้ที่นั่งตำแหน่งดีๆ เพื่อให้เห็นกันชัดๆ เพราะแค่เสี้ยวของเสี้ยววินาที การแสดงมันจะดำเนินไปค่อนข้างเร็วมากๆ จึงเป็นอีกหนึ่งรายการโชว์ที่น่าติดตามของทัวร์จีนเป็นอย่างมาก

อ่านเพิ่มเติม
อินโดนีเซีย Chill & Adventure
อินโดนีเซีย Chill & Adventure

Aug 3, 2018

ดังนั้น วันนี้ที่ทางทัวร์ครับ จะมาพูดถึงก็คือ แน่นอนว่าต้องเป็นอินโดนีเซีย เพราะห่างจากประเทศไทยเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น [ +-1 ชม. ]  อุ๊ต๊ะ ...!! หลายคนอาจมองว่า 4 ชั่วโมงนี่บินไปญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกงได้เลยนะเนี้ย แต่...อย่าเพิ่งค่ะ เพราะอินโดนีเซีย มีความคุ้มค่าทางธรรมชาติ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันเนอะ เน้นไปทางประเทศเขตร้อนชื้น มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ค่อนข้างครบถ้วน แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย ซึ่งวันนี้ทัวร์ครับก็จะแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวอินโดนีเซียที่เหมาะกับ 2 สายนักเดินทางของเรา คือ สาย Chil Chill  สไตล์พักผ่อน สามารถไหว้พระ ชมทะเล ถ่ายรูปเพลินๆได้ในเกาะบาหลี  1.วัดอูลันดานู บราตัน Pura Ulun Danu Bratan เป็นวัดที่สำคัญ 1 ใน 5 ของเกาะบาหลี ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบบราตันที่มีความสวยงาม และมีมนต์ขลัง มีฉากหลังเป็นภูเขาที่สวยงามบนความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร 2.วัดเตียร์ตาอัมปีล หรือวัดน้ำพุศักดิ์สิทธ์ Pura Tirta Empul คนไทยมักจะเรียกกันว่า วัดตัมปะซีริง ภายในวัด ท่านจะได้พบกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันยังมีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา ชาวบาหลีเชื่อว่าถ้าได้มาอาบน้ำ จะเป็นสิริมงคลและขับไล่สิ่งเลวร้าย และรักษาโรคต่างๆ ในทุกๆปี ผู้คนนิยมเดินทางมาเพื่อชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ ที่น้ำพุแห่งนี้เป็นจำนวนมาก 3.วัดทานาล็อต Pura Tanah Lot เป็นวิหารที่เอาไว้บูชาเทพเจ้าแห่งท้องทะเล เป็น 1 ใน 7 วัดที่ถูกสร้างริมชายฝั่งทะเลของเกาะบาหลี ถือเป็นเสน่ห์หรือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของบาหลีเลยก็ว่าได้ เพราะตกเย็นจะมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากในบริเวณริมทะเล นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมมาเพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ 4.วัดอูลูวาตู Uluwatu วัดนี้ ตั้งอยู่บนหน้าผา ใครมาบาหลีแล้วไม่ได้มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง ภายใน ก่อนเข้าไปในวัด ต้องนุ่งโสร่งทุกคน มีการแสดง ระบำเกอจัก (Kecak Dance) การแสดงพื้นเมืองของชาวบาหลีที่หาดูได้ยาก  ใกล้ๆวัดมี Puncak Karang Boma Pecatu หน้าผาที่ยื่นออกไปกลางทะเล ซึ่งเป็น hidden place ของบาหลีเลยก็ว่าได้  5.ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่นาข้าวขั้นบันได Tegallalang Rice Terrace อันเขียวขจี เป็น signature ของบาหลี ถือเป็นประเทศแรกๆ ของประเทศบุกเบิกในการปลูกนาขั้นบันได เราจะได้พบกับความสวยงามตระการตา และบรรยากาศของธรรมชาติอันน่าประทับใจ แถมด้านบนนาขั้นบันได้ ยังมีร้านกาแฟ ให้เราได้นั่งพักผ่อน หย่อนใจ ชิวๆ ลิ้มรสธรรมชาติอีกด้วย 6. แช่น้ำร้อนธรรมชาติชิลๆจากภูเขาไฟคินตามณี Kintamani สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ บรรยากาศการแช่น้ำพุร้อน ก็ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น หรือไต้หวัน เพราะที่นี่อินโดนีเซีย ใบบริเวณหมู่บ้านคินตามณี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ก็มีบ่อน้ำพุร้อนให้เราได้ลงไปแช่กันชิวๆ หรือจะเป็นสปา ที่บรรยากาศภายนอก สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ ภูเขาไฟ เราจะได้สัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว ชิวสุดๆไปเลย  7. Pura Luhur Lempuyang วัดเล็มปูยังซึ่งเป็นวัดที่อยู่บน Lempuyang mountain ซึ่งอยู่ใต้เงาของภูเขาไฟอากุง เส้นทางไปค่อนข้างลำบาก จุดหมายของเราคือประตูที่ฝรั่งเรียกว่า “Heaven Gate” หรือประตูสวรรค์ ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟอากุง หนึ่งในภูเขาที่ยังคงมีพลังบนเกาะบาหลี 8. วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple) หรือเป็นที่รู้จักสำหรับคนท้องถิ่นว่า โรโร จองกรัง (Roro Jonggrang) ถือว่าเป็น 1 ในวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่จะมีแท่นบูชาหลัก 3 ที่ ซึ่งอุทิศให้แก่เทพเจ้าฮินดู 3 องค์ ได้แก่ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ สำหรับผู้มาเยี่ยมชมและนักท่องเที่ยวทั้งหลายนั้นจะได้รับอนุญาตให้เข้าชมเป็นบางส่วนเท่านั้น เพราะบางส่วนได้รับความเสียหายจากในอดีต และสิ่งที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งเลยก็ คือการชมพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณหลังวัดแห่งนี้ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดก็คงจะเป็นประมาณตี 5 ที่เหมาะที่สุดในการรับชมวิวทิวทัศน์แห่งนี้ 9. วัดบุโรพุทโธ Borobudur ตั้งอยู่ที่เมืองยอร์กยาการ์ตา หรือ ยอกยา บนเกาะชวา ถูกนับว่าเป็นพุทธสถาน ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก"มรดกโลกที่ใหญ่ที่สุด" โดยสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงความเป็นอัจฉริยะสูงสุดทางศิลปะสมัยไศเลนทรา ที่แตกต่างจากโบราณสถานทุกแห่งในชวา และยังเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธมาอย่างช้านาน อีกด้วย 10. หุบเขาบาเลียม Baliem Valley เยี่ยมชมวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวดานี่ เช่น การจำลองการรบและการโชว์ปรุงอาหารในเตาดิน อยู่ในเขตบริเวณที่สูงทางทิศตะวันตกของนิวกินีเป็นหนึ่งในสถานที่ที่พลาดไม่ได้ หากมองแบบเผิน ๆ จะพบว่าที่แห่งนี้คล้ายกับโลกยุคหิน หุบเขาแห่งนี้ไม่เคยมีใครรู้จักจนกระทั่งปี 1938 มีนักบินลาดตะเวนจากฮอลแลนเดียมาพบหุบเขาแห่งนี้โดยบังเอิญ โดยที่หุบเขาบาเลียมมีเมืองหลักอย่าง "วาเมนา" ซึ่งมีคนท้องถิ่นที่เรียกกันว่า "ดานี่" อาศัยอยู่ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะได้รับการต้อนรับอันแสนอบอุ่นจากชนพื้นเมืองเหล่านี้อีกด้วย 11. เมือง BANDUNG (บันดุง) เมืองนี้อยู่เกาะชวาตะวันตกได้ฉายาเรียกว่า Paris van java เมืองบันดุงรุ่มรวยไปด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียล เบ่งบานไปด้วยวัฒนธรรมศิลปะและร้านกาแฟชั้นดี เมืองนี้สามารถมาพักผ่อนหรือจะสายลุยๆก็ได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับการออกสำรวจภูเขาและภูเขาไฟที่รายล้อมอยู่ไม่ไกลสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยม คือ ภูเขาไฟ Tangkuban Perahu ภูเขาไฟนี้ อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักประมาณ 29 กิโลเมตร(ชั่วโมงกว่าๆ) ภูเขาไฟแห่งนี้มีความสูง 1,830 เมตร จัดเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในชวาตะวันตกมองลงไปจะเห็นปากปล่องเป็นหลุมกว้าง ในปล่องมีเศษหินสีเทากระจายอยู่จากการระเบิดในอดีต ที่ก้นปล่องมีแอ่งโคลนสีขาวซึ่งบางจุดยังมีควันขาวๆ พวยพุ่งออกมา ไม่ไกลกันเท่าไร เราสามารถออกไปเที่ยวไร่ชา ไร่สตรอเบอรี่ และน้ำตกร้อน Ciater – Sari Ater ที่เชื่อกันว่า ถ้าใครได้ไปแช่ จะคงความเป็นหนุ่มสาว น้ำตกเป็นน้ำร้อนๆ โดยธรรมชาติ มีไอน้ำลอยไปทั่ว แค่ได้กลิ่นก็สดชื่น เราเดินเลือกบ่อที่จะแช่ได้ตามความพอใจ อยากลงไปแค่เท้า หรือลงไปทั้งตัวก็ได้  น้ำร้อนสะใจ เหมือนแช่ออนเซ็น บนภูเขา Dago Pakar  จะมี Gua Jepang ถ้ำญี่ปุ่น   เดินขึ้นเขาไปอีกนิดจะเจอ Gua Belanda ถ้ำเนเธอร์แลนด์ หรือที่มักเรียกกันว่า ฮอลแลนด์ ตลอดทางเดินขึ้นภูเขา Dago Pakar นี้ จะมีจุดชมเยอะแยะ เดินขึ้นไปอีก 4 กิโล จะเจอน้ำตก Curug Omas 12. ภูเขาไฟ Kawah Putih เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดอีกหนึ่งแห่งของเมืองบันดุง จะมีร้านอาหารลักษณะเป็นเรือใหญ่ที่สามารถขึ้นไปชมวิวทะเลทราบของที่นี้ Green Canyon ได้ฉายาว่า "A piece of heaven on earth" ความหมายประมาณว่า "สรรค์บนดิน" Adventure สไตล์ลุยๆ บุกป่า ลุยเขา ปีนภูเขาไฟในอินโด และจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างไกล้ชิด 1. Campuhan Ridge Walk ที่เป็นทางเดินบนสันเขา 2 ข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีเขียว อยู่กลางเมืองอูบุด ในบาหลี มีธรรมชาติอันงดงาม 2. น้ำตก Tibumana Waterfall ในบาหลี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ค่าเดินทางหลักพัน แต่วิวทิวทัศน์นั้นสวยหลักล้านไปเลย เพราะน้ำตกนี้มีลักษณะเหมือนแสง สอดส่องลงมาจากฟ้าข้างบน คล้ายๆแสงจากสวรรค์ ถ่ายรูปสวยๆ สุดๆ ไปเลย แอบกระซิบนิดนึง สำหรับผู้ที่อยากเดินทางไปถ่ายรูปสวยๆ ทางทัวร์ครับขอแนะนำให้เดินทางไปช่วงเช้า ช่วงที่แสงพระอาทิตย์กำลังขึ้น และไร้วีแววผู้คน เราจะได้รูปที่สวยสุดๆไปเลยทีเดียว 3. ปีนภูเขาไฟบาตูร์ Gunung Batur ในบาหลี ซึ่งทางขึ้นค่อนข้างชัน เกิดขึ้นหลังจากการยุบตัวของภูเขาไฟลูกใหญ่ แล้วก่อเกิดเป็นภูเขาไฟบาตูร์อยู่ตรงกลาง และมีทะเลสาบบาตูร์เกิดขึ้นใกล้ๆภูเขาไฟ ลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟรินจานี่ แต่ต่างกันตรงที่ภูเขาไฟบาตูร์ที่เกิดใหม่มีความสูงกว่าปากปล่องภูเขาไฟเดิมที่เกิดจากการยุบตัวลงไปของภูเขาไฟ ซึ่งจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั้งหมด 360 องศา ระหว่างทางเดินก็จะมีอุปสรรคบ้าง ไม่ถึอว่าเป็นการเดินปีนเขาแบบสบายๆ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหมาะมากๆสำหรับการผจญภัย เพราะเราจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน 4. เกาะโคโมโด (Komodo Island) แน่นอนว่าเกาะนี้ชื่อดังมากในอินโดนีเซีย เป็นบ้านที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของกิ้งก่ายักษ์ มังกรโคโมโด นั่นเอง เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะซุนดาน้อย ประกอบด้วยเกาะใหญ่ ๆ 3 เกาะ คือเกาะโคโมโด เกาะริงกา และเกาะปาดาร์ และยังมีเกาะเล็กๆ อีก 26 เกาะ ช่วงที่อากาศดีที่สุด คือ ระหว่างเดือนเมษายน-เดือนตุลาคม ที่นี่จึงจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และใกล้บ้านเรามาก จากนั้นสามารถไปดำน้ำตื้นต่ออีกสองที่โดยเรือ พิ้งค์ บีช (Pink Beach) ทรายหาดสีชมพู ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะชอบมาว่ายน้ำเล่นกันที่ทะเลสาบแห่งนี้ ที่ไม่ต้องไปไกลถึงโซนยุโรป หรือทะเลแคริบเบียน และเกาะรินจา (Rinca Island)  ซึ่งเกาะรินจานี้เป็นอีกที่หนึ่งที่มีเจ้ามังกรโคโมโดเช่นกัน จุดต่อไปก็คือ manta point ที่เป็นจุดดำน้ำที่เราจะเห็นปลากระเบนแมนตา จากนั้นสามารถมาถ่ายรูปเล่นต่อได้ที่ Spider Web Ricefield นาขั้นบันไดรูปใยแมงมุม และสามารถนั่งเรือหรือเครื่องบิน ต่อมาที่ Kelimutu (เกอลิมูตู) มหัศจรรย์ธรรมชาติ ทะเลสาบ 3 สีได้  เป็นทะเลสาบที่อยู่บนปล่องภูเขาไฟเคลิมูตู (Kelimutu Volcano) บนเกาะฟลอเรส (Flores Island) เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซุนดาน้อย (Lesser Sunda Islands)  ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ประกอบด้วยทะเลสาบ 3 แห่งซึ่งอยู่ติดๆ กัน แต่ละแห่งมีสีน้ำต่างกัน และเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตลอดปี เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดที่จะไปเลย ซึ่งทางเดินขึ้นไปชมทะเลสาบนั้นเป็นทางเดินอย่างดี สามารถเดินเที่ยวชมได้อย่างง่ายๆ 5. ภูเขาไฟโบรโม่ (Mount Bromo) หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในเทือกเขาเทงเกอร์ ในทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งภูเขาไฟแห่งนี้ยังคุกรุ่นอยู่ เป็นสถานที่ที่ค่อนเป็นที่รู้จักมากที่สุด เพราะมีจุดชมวิวที่สวยงาม มองวิวได้แบบพาโนรามาจากยอดภูเขาไฟ มองไปยังเถ้าภูเขาไฟข้างล่าง และวิวโดยรอบได้ เมื่อลงจากปากปล่องภูเขาไฟแล้ว จุดไฮไลที่พลาดไม่ได้ คือ ถ่ายรูปกับรถจี๊ป แนะนำ : ควรมารอรับอรุณบนยอดภูเขาไฟแห่งนี้ เพื่อให้ทันเวลาชมดวงอาทิตย์ขึ้น โดย สามารถนั่งรถจี๊ปไปยังจุดชมวิวบน ยอดเขา Penanjakan เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาไฟโบรโม่ ภูเขาไฟสุเมรุ และภูเขาไฟบาตอก ซึ่งบาตอกเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว แนะนำ : ให้เตรียมแจ็คเก็ตหนาๆอุ่นๆ เพราะจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นอยู่สูงมาก โดยการเดินทาง เพื่อขึ้นชมปากปล่องภูเขาไฟ สามารถเดินหรือขี่ม้า ซึ่งระหว่างทางจะมีที่พักให้เป็นระยะ โดยส่วนมากแล้วจุดประสงค์หลักๆ ของนักท่องเที่ยวที่มา คือ เดินชมรอบปล่องภูเขาไฟ และในด้านความเชื่อของคู่รัก การนำดอกไม้ที่ซื้อจากชาวบ้านมาอธิษฐานแล้วโยนลงไป จะเป็นการขอให้ความรักสมหวัง และครองรักกันตราบนาน แนะนำ : ทางขึ้นจากรถจิ๊บนั้น ฝุ่นจากทรายดำ จะฟุ้งกระจายเยอะมาก ใครที่จะมาเที่ยว ให้นำผ้าปิดจมูก หรือหน้ากากกรองมาเลยก็จะดีมาก สามารถช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ช่วงเวลาดีที่สุดของการเที่ยว Bromo คือ เดือนเมษายนกับเดือนสิงหาคมและสามารถชมทุ่งหญ้า Savana กันต่อ ขากลับแวะถ่ายรูปกับ Whispering Sand ซึ่งเป็นทะเลทรายสีเทาดำที่เกิดจากการทับถมของเถ้าถ่านภูเขาไฟ จากนั้นขับรถลงเขาเพื่อมาแวะที่ น้ำตก Madakaripura มีความสวยงามมากๆ และควรเตรียมเสื้อกันฝนไปกันเปียกจากละอองน้ำตก เดินทางจากโบรโมลิงโกไปสุดชวาตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของคาวาอีเจี้ยน เป็นภูเขาสูง 2,799m ด้านบนยังเป็นปากปล่องที่ยังมีชีวิตอยู่ มีทะเลสาปสีเทอร์ควอยส์ที่เป็นกรด และเหมืองกำมะถันที่ยังใช้งานได้อยู่ ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 6 ชั่วโมงทางขึ้นคาวาอีเจี้ยนโหดอยู่ต้องเดินขึ้นทางชันประมาณ 3 ก.ม. จุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวนี้ คือ เปลวสีน้ำเงิน ซึ่งต้องดูใน ช่วงกลางคืนเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะดูตอนสาย พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว ซึ่งต้องมาดูการเก็บกำมะถัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมานั่งชมวิวขอบปล่องและทิวทัศน์ทะเลสาปสีเขียวมรกต เมื่อแดดยิ่งจัดผืนน้ำในทะเลสาปสีก็ยิ่งเข้มขึ้น จัดว่าเป็นความสวยงามที่แฝงเร้นด้วยพิษภัยอันตรายที่เราต้องพึงระวังอย่างสูงเลยทีเดียว เมื่อเดินลงมาถึงด้านล่าง สามารถเดินทางไปยัง น้ำตก Blawan ได้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ไกล้ๆกัน เพียงแต่เล็กกว่า Madakaripura และสามารถเดินได้ใกล้กว่า แต่ภายใน น้ำมีกระแสที่ค่อนข้างแรงมากๆ จึงต้องระวังอย่างเป็นที่สุด ในการท่องเที่ยว ซึ่งหากใครสนใจเดินทางไปเที่ยวอินโดนีเซีย หรือจะเป็นเที่ยวบาหลี ก็คลิกเล้ย ทัวร์ครับจัดให้ !!  

อ่านเพิ่มเติม