All articles abouts เที่ยวจอร์เจีย

จอร์เจีย เปิดให้ท่องเที่ยวต่างชาติ 1 ก.ค. 64 ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส...ไม่ต้องกักตัว

จอร์เจีย เปิดให้ท่องเที่ยวต่างชาติ 1 ก.ค. 64 ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส...ไม่ต้องกักตัว

28 มิ.ย. 64

เปิดอีก 1 ประเทศ สำหรับจอร์เจีย (Georgia) ล่าสุดรัฐบาลจอร์เจียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จอร์เจียจะเริ่มให้มีการท่องเที่ยว และจะเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวได้ โดยเริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 จอร์เจียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าเที่ยว ด้วยดินแดนสุดขอบทวีปติดเอเชีย และมีบรรยากาศแบบยุโรปผสมกับโซเวียตทำให้ประเทศจอร์เจียสวยงามลงตัว เต็มไปด้วยที่เที่ยวธรรมชาติทั้งป่า แม่น้ำ ภูเขา ที่สำคัญคือ คนไทยไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้ถึง 365 วัน และค่าครองชีพถูกพอๆ กับบ้านเราเลย ใครได้รับวัคซีนโควิด19 ครบ 2 โดสแล้วก็เตรียมไปเที่ยวจอร์เจียได้โดยไม่ต้องกักตัว สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำจอร์เจีย ระบุว่าจอร์เจียยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยเครื่องบินและได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเชื้อก่อนเดินทางหรือกักตัวเมื่อไปถึง แต่นักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนก็สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เช่นกัน แต่ต้องมาทดสอบ PCR แล้วได้ผลเป็นลบภายใน 72 ชั่วโมง ติดตามผลในวันที่ 3 หลังจากเดินทางมาถึง และต้องกรอกแบบสอบถาม รายละเอียดการติดต่อ และประวัติการเดินทาง ทำความรู้จักกับจอร์เจียจอร์เจีย หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐจอร์เจีย นั้นตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย ทิศตะวันตกติดชายฝั่งทะเลดำ ทางใต้ติดกับประเทศตุรกี อาร์มีเนีย ทิศตะวันออกจรดพรมแดนอาเซอร์ไบจาน ส่วนทางเหนือจะติดกับรัสเซีย โดยมีเทือกเขาคอเคซัสเป็นตัวแบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรป และทวีปเอเชียด้วยกัน (ในอดีตจอร์เจียเคยเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียตด้วย)นอกเหนือจากค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาค่อนข้างสูงแล้ว (20,000 - 25,000 บาท ไปกลับ) การใช้ชีวิตในจอร์เจียนั้นพอๆ กันกับในเมืองไทย ค่าที่พักมีตั้งแต่ราคา 600 - 2,000 บาทแล้วแต่ประเภทที่พัก ค่าอาหารปกติประมาณ 40-100 บาท -ค่าเงินของจอร์เจีย 1 ลารีจอร์เจีย (Georgian Lari) = ประมาณ 10.59 บาท-ไม่มีร้านแลกเงินในไทยเปิดแลกสกุลเงินลารีจอร์เจีย ดังนั้นให้แลกเงิน US หรือเงิน Euro สามารถไปแลกเป็นลารีที่ประเทศจอร์เจียได้  อาหารจอร์เจีย ไปแล้วห้ามพลาดอาหารจอร์เจียนั้นคนไทยน่าจะคุ้นเคย  กินง่ายสไตล์ยุโรป แต่เมนูที่ห้ามพลาดจริงๆ ก็คือ Khachapuri เป็นขนมปังที่รสสัมผัสคล้ายแป้งพิซซ่าแบบหนานุ่ม มีไข่ ชีส เนย อยู่ตรงกลาง ก่อนกินก็คนๆ ให้ส่วนผสมตรงกลางทั้ง 3 อย่างเข้าด้วยกัน จะได้ความหอมหวาน มันๆ ครีมๆ  ส่วนอีกเมนูคือ Khinkali เกี๊ยวสไตล์ยุโรป หน้าตานั้นคนไทยน่าจะบอกได้ว่าเหมือนเสี่ยวหลงเปาก้อนยักษ์ ข้างในมีน้ำซุปร้อนๆ ขลุกขลิกอยู่ด้วย จอร์เจีย เดินทางไปยังไง ?ปัจจุบัน (2021) ยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากไทยไปลงที่เมืองหลวงจอร์เจีย ทบิลิซี (Tbilisi) ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องเท่านั้น เปลี่ยนที่ไหนก็แล้วแต่สายการบิน เช่น Qatar Airways ไปเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา Turkish Airlines เปลี่ยนเครื่องที่ตุรกี เป็นต้น ใช้เวลาบินรวมเปลี่ยนเครื่องทั้งสิ้น ประมาณ 11-13 ชั่วโมง 

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี ที่นี่มีคำตอบ มาดูกันเลย
เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี ที่นี่มีคำตอบ มาดูกันเลย

12 ก.พ. 63

ถ้าพูดถึงเรื่องเทรนด์การเที่ยวต่างประเทศแล้วละก็คงหนีไม่พ้นชื่อนี้กันอย่างแน่นอน ใช่แล้วที่นั่นคือ “จอร์เจีย” นั่นเอง ซึ่งตอนนี้กระแสมาแรงแซงทางโค้งในโลกโซเชียลกันเลยล่ะ เพราะด้วยความสวยงามของธรรมชาติ และ วัฒนธรรมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ หนึ่งประเทศที่เป็นดั่งเพชรเม็ดงามไม่แพ้ที่ใด จนทำให้นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาชมความสวยงามนี้และแชร์กันไปจนติดเทรนด์ท่องเที่ยวนั่นเอง  หากเพื่อนๆคนไหนสนใจทัวร์จอร์เจีย ราคาสุดคุ้ม คลิกดูได้ที่นี่ ทำความรู้จักประเทศจอร์เจีย จอร์เจีย ประเทศเล็กๆอยู่แถวเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ ประเทศจอร์เจีย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ทางเหนือของประเทศจอร์เจียนั้นติดกับประเทศรัสเซีย ทางใต้ติดกับประเทศตุรกี ประเทศอาร์มีเนีย และประเทศอาเซอร์ไบจาน นอกจากจอร์เจียนั้นมีภูมิประเทศที่สวยงามและภาษาที่เก่าแก่แล้ว จอร์เจียยังมีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกด้วย แม้จอร์เจียจะตั้งอยู่ในเอเชียแต่สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมนั้นสวยงามเหมือนกับทวีปยุโรป นอกจากนี้ค่าเงินของจอร์เจียนั้นนับบว่าอยู่ในระดับที่นักท่องเที่ยวอย่างเรารับได้ และค่าครองชีพก็ไม่สูงมากนัก จึงเป็นเส้นทางใหม่ที่นักท่องเทียวต่างใฝ่ฝัน แถมยังเดินทางจากประเทศไทยไปจอร์เจียใช้เวลาเพียง 11-12 ชั่วโมงเท่านั้น เที่ยวจอร์เจีย ได้ทุกเดือน ไม่ต้องขอวีซ่า ! ใช่แล้วครับ เพราะประเทศจอร์เจียเป็นอีกหนึ่งประเทศใน 32 ประเทศที่คนไทยสามารถเดินทางไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า โดยผู้ที่ถือหนังสือเดินทางไทยสามารถเข้าไปเที่ยวในประเทศจอร์เจียได้เป็นระยะเวลายาวๆถึง 365 วัน !! ถึงแม้จะไม่ต้องขอวีซ่าแต่ถ้าลืมนำพาสปอตไปก็เข้าประเทศไม่ได้นะครับ อย่าลืมเช็คให้ดีๆล่ะ  เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี ??? มาถึงคำถามที่ใครๆก็อยากรู้คำตอบว่า เราจะไปเที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี เพราะเราไม่รู้ว่าไปช่วงไหนจะเจออากาศแบบไหน เป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวจอร์เจียได้อย่างดีเลยล่ะครับ ซึ่งประเทศจอร์เจียนั้น มีอยู่ 4 ฤดูเหมือนประเทศยุโรปทั่วไปเลยครับ ซึ่งในแต่ละฤดู ในแต่ละช่วงเดือนก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป ชอบเที่ยวฤดูไหนไปดูกันเลย  เที่ยวจอร์เจีย ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์)  เที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดี ถ้าใครอยากสัมผัสหิมะหรือเล่นสกี แน่นอนว่ามาช่วงฤดูหนาวได้เลย เพราะจอร์เจีย เป็นอีกจุดหมายปลายทางของคนเล่นสกีนั่นเอง ช่วงฤดูหนาวนี้สกีรีสอร์ทนั้นส่วนใหญ่จะถูกจองเต็มกันหมด จอร์เจีย ฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวจัด อุณหภูมิเลขตัวเดียวไปจนถึงเลขติดลบ ข้อเสียของการเที่ยวจอร์เจียช่วง ฤดูหนาวคือ ใช้ชีวิตลำบากถ้าวันไหนหิมะตกหนัก ถนนปิดบ้างจากกองหิมะขว้างถนน และช่วงกลางวันจะสั้นมาก มืดเร็ว แต่ถ้าใครอยากเจอหิมะ มาเล่นสกี ฤดูหนาวนี่แหละเหมาะที่สุด   เที่ยวจอร์เจีย ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม - พฤษภาคม)  เที่ยวจอร์เจียในฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-24 องศา เที่ยวจอร์เจีย ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่คนไทยชอบมากที่สุด ด้วยอากาศที่เย็นสบายตอนกลางวัน ตกดึกอากาศจะหนาวตามลำดับ เวลาเดินตามเวลาปกติ เป็นช่วงที่ดอกไม้ใบไม้เริ่มผลิดอกออกใบ ตามภูเขาที่สูงยังมีหิมะขาวโพลน ใครที่พลาดเล่นสกีช่วงฤดูหนาว มาฤดูก็ยังทันนะ เที่ยวจอร์เจีย ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - สิงหาคม)  เที่ยวจอร์เจีย ฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16-31 องศา ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะที่สุดและเป็น High Season ของจอร์เจีย ข้อดีของช่วงฤดูร้อนนี้ก็คือ กลางวันนาน เที่ยวได้นานตลอดทั้งวัน มีแสงถ่ายรูปทั้งวัน และไม่ค่อยเจอฝน ไม่เจอปัญหาหิมะถล่ม และอีกหนึ่งไฮไลท์ในฤดูร้อนของที่นี่ก็คือผลไม้หลากหลายชนิด เช่น พีช เบอร์รี่ เชอร์รี่ องุ่น ที่ออกมาให้ทานกันสดๆ หวาน อร่อย และราคาถูกมาก เที่ยวจอร์เจีย ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน - พฤศจิกายน)  เที่ยวจอร์เจีย ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในฤดูนี้จะเย็นสบายไปทางเริ่มหนาว ฤดูนี้ค่อนข้างคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิช่วงนี้ใบไม้จะออกสีโทนจะส้มๆ ใบไม้เริ่มแห้งเพื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ช่วงนี้อากาศจากเย็นตอนกลางวัน แล้วหนาวเลขตัวเดียวตอนกลางคืน มาพร้อมกับวิวของต้นไม้ตามภูเขาที่กำลังเปลี่ยนสีเพื่อเตรียมต้อนรับฤดูหนาว ที่จริงแล้วจอร์เจียสามารถเที่ยวได้ทุกฤดู อยู่ที่ว่าชอบอากาศแบบไหนมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะรู้ใจตัวเองแล้วว่าอยากไปเที่ยวจอร์เจียเดือนไหนดี และพร้อมกับการไปเที่ยวจอร์เจียมากขึ้น  สถานที่เที่ยวจอร์เจีย แนะนำ 1.ทบิลิซี  แผนที่: Tbilisi ทบิลิซีคือเมืองหลวงของประเทศจอร์เจียและเป็นจุดหมายหลักในการเริ่มต้นสำรวจประเทศน่าเที่ยวแห่งนี้ เสน่ห์ของทบิลิซีคือการรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 ควบคู่ไปกับการพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเมืองตั้งอยู่ในหุบเขาถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยแม่น้ำมิกวาริ  อาคารบ้านเรือนของที่นี่สวยงาม ตัวบ้านทาสีพาสเทลหลังคาโทนสีส้มสดใส เป็นลักษณะแบบเดียวกันทุกพื้นที่คล้ายกับประเทศฝั่งยุโรป  2.มหาวิหารจวารี  แผนที่: Jvari Monastry สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจอร์เจียนับถือสูงสุด โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ของศานาคริสต์นิกายออโธด๊อก สร้างขึ้นเมื่อคริสตวรรษที่ 6 ภายในโบสถ์มีไม้กางเขนขนาดใหญ่ ซึ่งชาวเมืองกล่าวกันว่า นักบุญนีโน่ หรือแม่ชีนีโน่ แห่งคัปปาโดเกีย ได้นำไม้กางเขนนี้เข้ามาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นครั้งแรกในช่วงโบราณกาล 3.เทือกเขาคอเคซัส  แผนที่: Caucasus Mountains เทือกเขาคอเคซัส เป็นเทือกเขาสูงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปยุโรป โดยมียอดเขาเอลบรูสที่มีความสูงกว่า 5,642 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ได้ชื่อว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป ทำหน้าที่แบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ทำให้เกิดกลุ่มประเทศที่อยู่ในสองทวีปขึ้น ซึ่งบนเทือกเขาคอเคซัสในฝั่งประเทศจอร์เจีย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ยอดเขาคาสเบก หนึ่งในภูเขาบนเทือกเขาคอเคซัส ที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวได้อย่างสุดลูกหูลูกตา 4.โบสถ์สมินดา ซาเมบา  แผนที่: Tsminda Sameba โบสถ์สมินดา ซาเมบา หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โบสถ์เกอเกติ เป็นโบสถ์เก่าแก่ของประเทศจอร์เจีย สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ตั้งอยู่ในเมืองคาสเบกิ บนหน้าผาริมแม่น้ำเชเครี สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตร ท่ามกลางวิวของเทือกเขาคอเคซัสเป็นฉากหลัง ซึ่งทัศนียภาพที่สวยงามของโบสถ์นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจอร์เจียไปอีกที่ที่ไม่ควรพลาด 5.โบสถ์เกอลาติ  แผนที่: Gelati Monastery โบสถ์เกอลาติ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของจอร์เจียที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1106 นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุคทองของเศรษฐกิจและการเมือง ในจอร์เจียช่วงยุคกลางระหว่างศตวรรษที่ 11 และ 13 ตัวโบสถ์โดดเด่นด้วยด้านหน้าของตัวอาคารที่ใช้อิฐบล็อกขนาดใหญ่ ช่องประตูและหน้าต่างโค้งได้สัดส่วนสวยงาม โบสถ์เกอลาติเป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์และการศึกษา อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในจอร์เจียโบราณอีกด้วย เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มกันทุกที่เลยใช่มั้ยล่ะครับ ทั้งเที่ยวจอร์เจีย เดือนไหนดีและสถานที่เที่ยวจอร์เจียแนะนำ พอจะทำให้เพื่อนๆ เกิดไอเดียในการเที่ยวจอร์เจียได้บ้างไหมเอ่ย หากใครที่กำลังอยากไปเที่ยวจอร์เจีย แต่ไม่อยากไปเที่ยวเองวางแพลนให้ยุ่งยาก ก็จองทัวร์จอร์เจียร์กับทัวร์ครับกันได้เลย 

อ่านเพิ่มเติม
ตะลุยสุดขอบเอเชียกับ 10 ที่เที่ยวจอร์เจีย ไปแล้วไม่เสียใจ
ตะลุยสุดขอบเอเชียกับ 10 ที่เที่ยวจอร์เจีย ไปแล้วไม่เสียใจ

06 ม.ค. 63

หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยมีข้อมูลเรื่องประเทศจอร์เจียสักเท่าไร แต่บอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์ที่เหล่านักเดินทางต้องไม่พลาดและต้องไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต!! สำหรับใครที่สนใจจะเดินทางไปท่องเที่ยวจอร์เจีย ทัวร์ครับ (Tourkrub) พร้อมมาแนะนำ 10 ที่เที่ยวในจอร์เจีย ให้นักเดินทางที่ชอบเรื่องราวใหม่ๆ ตามกันไปดูว่าจอร์เจียร์น่าเที่ยวแค่ไหน   จองทัวร์จอร์เจียร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   10 ที่เที่ยวจอร์เจีย   1. Gudauri Ski Resort มาเริ่มกันที่แรก กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวที่หลงใหลในการเล่นสกีหิมะ ประเทศจอร์เจียนั้นตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาคอเคซัส ทำให้สถานที่แห่งนี้มีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง กระจายไปทั่วประเทศ แต่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็ต้องยกให้เมือง Stepantsminda ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาคอเคซัสที่มีความสูงมากกว่า 2,200 เมตร ยิ่งเป็นบริเวณ Gudauri Ski Resort จะมีลานสกีขนาดใหญ่และยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเอาเป็นว่าเหมือนคุณได้ไปพักผ่อนพร้อมมีกิจกรรมสนุกๆ ให้คุณได้เล่นคลายเครียด แค่นี้ก็คุ้มสุดๆ แล้ว   2. Gergeti Trinity Church สำหรับใครที่ชื่นชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณคงไม่อยากจะพลาดที่จะไปชมความสวยงามของโบสถ์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของ จอร์เจีย ตั้งอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,170 เมตร ภายใต้ยอดเขา Kazbegi ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Gergeti ในเมือง Stepantsmindaโดยตัวโบสถ์นั้นสร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 เป็นคริสตจักรที่ผสมผสานแบบออร์ทอดอกซ์ และ Apostolic Church แน่นอนว่าต้องมีความสวยงามแต่ยังไม่ลืมความคลาสสิคแถมยังได้วิวภูเขาทางด้านหลังชวนให้คุณได้หลงไหลอย่างแน่นอน เตรียมกล้องในมือคุณไว้ให้ดีแล้วเก็บความประทับใจไปฝากคนที่บ้านกัน   3. Gelati Monastery มาเที่ยวจอร์เจียสถานที่ๆ เราจะพลาดไม่ได้นั่นก็คือสถาปัตยกรรมเก่าแก่อย่าง โบสถ์เกอลาติ ที่ปัจจุบันได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1106 ในช่วงยุคทองของเศรษฐกิจและการเมืองของจอร์เจียเลยก็ว่าได้ ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ทุกวันก็ยังสามารถชมความงามได้อยู่ นอกจากด้านนอกจะมีความสวยงามควรค่าแก่การมาชมแล้วภายในโบสถ์ก็ยังมีมีจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูและนักบุญต่างๆ ของศาสนาคริสต์ให้ชมอีกด้วยถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด   4. Mtskheta มาถึงเมืองหลวงของจอร์เจียกันบ้างถือเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่แต่คลาสสิค สวยงามในตัวเองอย่างมาก ที่นี่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาเขาริมแม่น้ำ Mtkvari รายล้อมไปด้วยไร่องุ่นเพื่อการทำไวน์ แน่นอนว่าจอร์เจียก็เด่นเรื่องการทำไวน์ไม่แพ้ที่อื่นใครได้แวะเวียนมาอย่าลืมรสไวน์ของประเทศเขาด้วยล่ะ นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่มีความงดงาม หรือจะเป็นโบสถ์ชื่อดัง ทั้ง 3 แห่งอย่าง  Svetitskhoveli Cathedral, Samtavro Church and Monastery และ Mtskhetis Jvari ที่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นโลกทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง Shio-Mgvime monastery, Chateau Mukhrani Wine Tour และ Bebris Tsikhe Fortress สำหรับใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุคกลางต้องไม่พลาด รับรองว่าอยู่ได้ยาวๆ ทั้งอาทิตย์ยังไม่เบื่อเลยล่ะ   5. Caucasus Mountains เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ เทือกเขาคอเคซัสกันมาบ้าง เพราะที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความสูงขนาดใหญ่ทำภูเขาแห่งนี้ทำหน้าที่แบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ถือเป็นเทือกเขาที่สำคัญในแถปยุโรปเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าในวิชาภูมิศาสตร์เราคงต้องเคยเจอชื่อของเทือกเขาแห่งนี้กันมาบ้าง แต่ถ้าพูดถึงแง่ของสถานที่ท่องเที่ยว ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวที่สวยงามไกลสุดลูกหูลูกตาได้ แต่ก่อนที่จะได้ชมวิวที่สวยงามนั้นการเดินทางไปที่นี่ค่อนข้างทรหดพอสมควรเพราะฉะนั้นใครที่เมารถต้องระวังเตรียมพกยาดมยาหอมเอาไว้ให้ดีเพราะทางค่อนข้างหินพอสมควร แต่รับรองว่าคุ้มค่าการเดินทางแน่นอน รับรองไม่ผิดหวังมาจอร์เจียต้องไม่พลาดสถานที่แห่งนี้   6. Uplistsikhe สำหรับใครที่อยากมาดูสถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 8-7 ก่อนคริสตกาลต้องมาที่เมืองนี้เลยเมืองอัพลิสต์ซิเคห์ (Uplistsikhe) บริเวณถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคการเริ่มต้น เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อย่างมากซึ่งในอดีตบริเวณพื้นที่นี้เป็นเส้นทางการค้าขายสินค้าระหว่างหมู่บ้านมทวารี ไปยังทะเลดำและต่อไปยังด้านตะวันตก ทำให้บริเวณแห่งนี้เกิดเป็นเมืองต่างๆ และอัพลิสต์ซิเคห์ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการค้า ที่นี่ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำมีเนื้อที่กว้างประมาณ 50 ไร่ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนใต้ ส่วนกลางและส่วนเหนือนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางไปชมบริเวณส่วนกลางเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมการสร้างตัดหินและเจาะลึกเข้าไปเป็นที่อยู่อาศัย แน่นอนว่าถ้ำแห่งถูกเก็บรักษาไว้แบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ยิ่งดูมีความเก่าแก่คลาสสิคและสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถหาดูได้ที่ไหนต้องมาที่นี่เท่านั้น!   7. Vardzia มาต่อกันที่ Vardzia สถานที่สำคัญของจอร์เจีย เป็นอารามถ้ำหินที่อยู่ริมหน้าผาของภูเขา Erusheti ใกล้กับแม่น้ำ Kura ในเมือง Aspindza เขตซัมซเค-จาวาเคตี (Samtskhe-Javakheti) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 สถานที่แห่งนี้มีความคล้ายกับ Uplistsikhe เป็นอย่างมาก ซึ่งภายในถ้ำมีทั้งหมด 19 ชั้น แบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยมากกว่า 400 ห้อง โดยบริเวณ Church of the Dormitionเป็นจุดสำคัญและมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ นับเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาชมความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ในความรู้สึกของเราเหมือนได้หลุดไปอยู่ในภาพยนตร์ใดสักเรื่องนึงเลยล่ะ มีทั้งความขลังและความคลาสสิคอยู่ในตัวชวนให้สะกดสายตา   8. Tbilisi มาถึงเมืองหลวงของจอร์เจียกันบ้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Mtkvari เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 ซึ่งผสมผสานทั้งสถาปัตยกรรมของยุคกลาง สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก สถาปัตยกรรมโบซาร์ สถาปัตยกรรมสตาลิน และสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล และยังถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาสูงพร้อมกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่แห่งเป็นที่นิยมของเหล่าช่างภาพจำนวนมากเพราะความสวยงามและสภาพแวดล้อมที่ลงตัวแบบที่เมื่อได้มาลองสัมผัสครั้งแรกแล้วก็อยากจะกลับมาสัมผัสอีกสักครั้งให้ได้ยังไงยังงั้นเลย    9. The Bridge of Peace มาถึงเมือง Tbilisi ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง สะพานแห่งสันติภาพ (The Bridge of Peace) สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบดั้งเดิมที่ออกแบบโดย Michele De Lucchi ซึ่งสะพานแห่งนี้มีความยาว 150 เมตร แน่นอนว่าสะพานแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาชมความสวยงามของสะพานแห่งนี้ ที่นี่ยังสามารถมองเห็นได้หลายมุมจากในเมืองไม่ว่าจะเป็น illuminating หรือนั่งกระเช้าชมจากมุมสูงก็ยังได้แล้วยิ่งเป็นช่วงกลางคืนก่อนพระอาทิตย์จะตกดินจะมีการแสดงแสงสีบริเวณสะพานเป็นเวลา 90 นาทีชวนให้คุณมาเก็บภาพบรรยากาศ สะพานแห่งนี้ถูกเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2010   10. Holy Trinity Cathedral  มาถึงสถานที่สุดท้ายอย่างวิหารศักดิ์สิทธิ์ของทบิลิซี (Holy Trinity Cathedral) ที่เรียกกันว่า Sameba ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของจอร์เจีย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1995-2004 เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของคริสตจักรออร์โธดอก และเป็นวิหารที่สูงที่สุด อันดับที่ 3 ของโบสถ์ออร์โธดอกในโลก สถานที่แห่งนี้โดดเด่นอย่างมากจึงทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมาชมความงดงามของสถาปัตยกรรมของสถานที่แห่งนี้ สำหรับใครที่เดินทางมายังเมือง Tbilisi คงจะไม่อยากพลาดที่จะมาชมความงดงามของวิหารศักดิ์สิทธิ์ของทบิลิซีอย่างแน่นอน ว่ากันว่าถ้ามาจอร์เจียแล้วไม่ได้มาสถานที่แห่งนี้ถือว่ามาไม่ถึงกันเลย   10 สถานที่เที่ยวจอร์เจีย เรียกได้ว่าสวยสุดๆ จนลืมหายใจกันทุกที่เลยใช่มั้ย พอจะทำให้เพื่อนๆ เกิดไอเดียในการเที่ยวจอร์เจียได้บ้างไหม ใครที่กำลังอยากไปเที่ยว แต่ก็ไม่อยากไปเที่ยวเองวางแพลนเยอะแยะยุ่งยาก ก็จองทัวร์จอร์เจียร์กับ ทัวร์ครับ https://tourkrub.co/georgia-tour ได้เลย

อ่านเพิ่มเติม