เที่ยวทัวร์ประเทศไหนดี?

หาทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ

กิจกรรมและโปรโมชั่น

พบกับโปรโมชั่นกิจกรรมน่าสนใจมากมายจากทัวร์ครับ

แพ็กเกจทัวร์ลดราคา

แพ็กเกจทัวร์ลดราคาสุดคุ้ม ให้คุณได้เลือกมากมาย

แพ็กเกจทัวร์วันหยุดยาว

เที่ยววันหยุดยาว กับ แพ็กเกจทัวร์ช่วงเทศกาลที่น่าสนใจ

บทความทัวร์ครับ

ทัวร์ครับพา เที่ยว กิน ช้อป เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง รวมถึงอัพเดทเรื่องราวท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

บทความล่าสุด ดูทั้งหมด

รีวิวเที่ยวเน้นๆ ญี่ปุ่น โอซาก้า 6 วัน 4 คืน จัดว่าเด็ด !

รีวิวเที่ยวเน้นๆ ญี่ปุ่น โอซาก้า 6 วัน 4 คืน จัดว่าเด็ด !

  เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 1 เริ่มต้นที่ “สนามบินคันไซ,ญี่ปุ่น” ให้เราเดินไปที่เค้าเตอร์ “Kansai Tourist” เพื่อที่จะซื้อบัตรท่องเที่ยว “Osaka Amazing Pass (OSA)” บัตรนี้มีประโยชน์มากตรงที่ใช้เข้าแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในโอซาก้าฟรี และยังสามารถใช้เดินทางในโอซาก้าด้วยรถไฟฟ้าฟรีอีกด้วย (ยกเว้นสายJR) โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบ 1 วัน ที่ราคา 2,500 เยน และแบบ 2 วัน ราคา 3,300 เยน (แนะนำให้ซื้อแบบ 2 วัน เพราะที่เที่ยวฟรีเยอะมาก) เมื่อได้บัตรแล้ว เราก็ออกจากสนามบินมาที่ชั้น 2 เพื่อข้ามไปยัง “สถานีรถไฟคันไซ” ได้เลยจ้า โดยรถไฟจะมีให้เลือก 2 แบบ ทั้งแบบธรรมดา ( 920 เยน ) และแบบ Express ( 1,430 เยน ) ซึ่งจะแตกต่างกันนิดหน่อยตรงระยะเวลาในการเดินทาง ถ้าใครรีบก็สามารถเลือกแบบ Express ได้ แต่สำหรับผมมาชิวๆ ขอนั่งแบบธรรมดาชมวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นแล้วกันครับ  ตั๋วจากสนามบินคันไซ ไปลง นัมบะ ถ้าใคร " งง ? " เรื่องเส้นทางรถไฟ ผมแนะนำให้ใช้ Google Map นะครับ แล้วเลือกหมวด “รถไฟ” เวลาจะเดินทางไปไหน ตัวแอพจะบอกเส้นทางให้เราแบบละเอียดมากๆ ว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน ลงสถานีไหน สบายๆไม่ต้องกลัวหลงเลยจ้า แถมการท่องเที่ยวในโอซาก้านั้น สะดวกมากๆ เพราะแหล่งท่องเที่ยวทุกที มีสถานีรถไฟเข้าถึงทั้งหมด พูดง่ายๆก็คือ มีบัตร “OSA” ใบเดียว เที่ยวได้ทุกที่ ฟรีตลอดงานจ้า 5555 + เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 2 หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็พร้อมลุยกันทันที ที่เที่ยวแรกของวันนี้ก็คือ “หอคอยสึเทนคาคุ” ถูกสร้างขึ้นในปี 1912 แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หอคอยแห่งนี้ถูกทำลายลง และถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี 1956 แต่มีความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 103 เมตร ตั้งอยู่ย่าน ซินเซไก เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโอซาก้า โดยที่ชั้น 5 จะมีรูปปั้นบิลลิเคน ( Billiken ) ที่เป็นเทพแห่งโชคลาภ เชื่อกันว่าใครได้ลูบเท้าของบิลลิเคนที่ชั้น 5 ครบทุกองค์จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง ( ค่าเข้า700เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตรOSA )   ต่อมาเราก็นั้งรถไฟมาเที่ยวที่ “ปราสาทโอซาก้า” เป็นแลนมาร์คสำคัญ อันดับ 1 ของเมืองโอซาก้าเลยก็ว่าได้ ตัวปราสาทถูกล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงหินหนา คูน้ำและสวนปนิชิโนมารุ ตัวปราสาทมีทั้งหมด 8 ชั้น ด้านในมีการจัดนิทรรศการประวัติศ่สตร์เอาไว้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีความงดงามอย่างมาก เนื่องจากบริเวณสวนรอบๆปราสาท มีต้นซากุระอยู่กว่า 600 ต้น จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวไม่ขาดสาย ( ค่าเข้า600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) หากใครสนใจจะไปเที่ยว ปราสาทโอซาก้า คลิกตรงนี้ได้เลย ที่ต่อไปที่เรามาก็คือ "ชิงช้าสวรรค์ Hep Five HEP5 ヘップ ファイブ" เป็นชิงช้าสวรร์สีแดงที่ตั้งอยุ่ชั้นบนของห้าง HEP5 นั้นเอง เป็นชิงช้าสวรร์ที่อยู่ใจกลางเมืองโอซาก้า ทำให้เราสามารถชมวิวรอบๆตัวเมืองได้ทั้งหมดเลย โดยปกติจะเสียค่าขึ้นคนละ 500เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA (ฟรีอีกแล้ว อิอิ) ตกเย็นแล้ว ใครอยากชมพระอาทิตย์ตก ชมแสงไฟยามค่ำคืน ต้องที่นี่เลย “Umedaskybuilding” ด้วยตัวตึกมีความสูงถึง 173เมตร บวกกับรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ตึดนี้เป็นตึกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ด้านบนเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวิวเมืองยามค่ำคืนได้ และยังมีคาเฟ่ลอยฟ้าไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวให้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศยามค่ำคืนอีกด้วย ที่ลานด้านล่างของตัว ก็มีจัดงานคริสมาสและโซนร้านอาหารไว้ด้วยนะ สาวๆคนไหนพาคุณแฟนมาด้วยนี่ อากาศหนาวๆกับแสงไฟสวยๆ โรแมนติคมากอ่ะขอบอก ^^ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 3 วัด “ Shitennō-ji ,ชิเทนโนจิ ” เป็นวัดพุทธแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 593 ปัจจุบันมีอายุกว่า 1,400 ปีมาแล้ว เป็นวัดที่อยู่คู่กับประวิติศาสตร์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญต่อชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ตัววัดจะตกแต่งเน้นสีแดงเป็นหลัก บริเวณภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบมาก เหมาะแก่การมาทำจิตใจให้สงบ ( ค่าเข้าชม300เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) หลังจากไหว้พระขอพรกันแล้ว เราก็มาเที่ยวกันต่อที่ย่าน “Dōtonbori” เป็นแหล่งShopping ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและที่เที่ยวมากมาย ให้เราเดินช๊อปได้ไม่รู้จบ ร้านค้าส่วนมากของที่นี่ จะเปิดตลอด 24ชม. ให้เราเลือกช๊อปกันได้ทั้งวันทั้งคืน ใครสายกินสายเที่ยวแล้วไม่มาเช็คอินที่นี่ ถือว่าเอ้าท์มากนะคร้าบบบ!! :D เดินเลยมาอีกหน่อยตรงทางเดินเรียบแม่น้ำทมโบริ ก็จะเจอที่ขายตั๋วล่องเรืออยู่หน้าตึกเลย ( ชิงช้าสีเหลือง ) “ Tombori River Cruise ” เรือทมโบริ จะพาเราชมวิว 2 ฝั่งแม่น้ำ ผ่าน 9 สะพานของย่านนัมบะ อารมณ์เหมือนคลองแสนแสบบ้านเรา แต่สะอาดกว่าและไม่เหม็น 5555+ ( ราคาตั๋ว 700เยน / แต่ฟรีเมื่อใช้บัตร OSA ) เรือเปิดให้บริการตั้งแต่ 13.00 - 21.00 น. ทัวร์โอซาก้า ล่องเรือทมโบริ คลิก !! ล่องเรือเล็กกันแล้ว เราก็มาล่องเรือใหญ่กันบ้าง กับ “Santa Msria Cruise Ship” เป็นเรือสำราญที่ให้บริการล่องเรือในอ่าวโอซาก้า ตัวเรือสร้างเลียนแบบเรือ Santa Maria ของโคลัมบัสที่ใช่ล่องไปยังทวีปอเมริกา โดยตัวเรือจะแบ่งออกเป็น 4 โซนคือ 1.โซนหัวเรือ 2.โซนกลางลำเรือ 3.โซนห้องอาหาร 4.โซนด่านฟ้าท้ายเรือ ( ค่าบัตร 1,600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) “โดยเรือจะล่องไปตามอ่าวโอซาก้า ใช้เวลาประมาณ 45 นาที”   ข้อควรระวังหลักๆ หลังจากที่ขึ้นเรือมาแล้วก็คือ ขอบระเบียงของเรือบางช่วงไม่ค่อยสูงนัก ระวังจะตกน้ำเอาได้ และอีกข้อก็คือลม ลมแรงมากๆๆ หนาวฝุดๆ แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าหนาๆมาด้วยนะจ้ะ ^^ “วิวดีขนาดนี้ ขอเซลฟี่ซักรูปแล้วกัน 555+” “โซนหัวเรือ : ห้องอาหาร” สถานที่ต่อไปก็คือ “Osaka Aquarium” เป็นอควาเรียมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวโอซาก้า อยู่ติดกับท่าเรือ Santa Maria เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น. (ค่าเข้าชมราคา 2,300เยน/ถ้ามีบัตรOSAจะได้รับส่วนลด100เยน) สนใจทัวร์โอซาก้า Aquarium คลิกเลย!!   เดินจาก Aquarium มานิดหน่อยก็จะเห็น “Tempozan Ferris Wheel” หรือชิงช้าสวรรค์เทมโพซาน มีความสูง 113 เมตร ในอดีตเคยเป็นชิงช้าที่สูงที่สุดในโลก แต่ในปัจจุบันกลางเป็นชิงช้าที่ใหญ่เป็นอันดับ4ในญี่ปุ่นแทน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสวยนะเอ้อ อิอิ ห้องขายตั๋วขึ้น Tempozan Ferris Wheel ( ค่าเข้า 800เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) ตัวตู้ชิงช้า จะมีให้เราเลือก2แบบด้วยกันคือ 1.ตู้ธรรมดาแบบสี 2.ตู้ขาวแบบใส ตู้สีก็จะเหมือนๆกับชิงช้าของที่อื่น แต่ตู้ขาวแบบใสนั้น ตัวตู้จะเป็นกระจกใสทั้งหมด รวมถึงตัวพื้นก็ยังเป็นกระจกใสด้วย ถ้าใครชอบความตื่นเต้นท้าทายก็จัดตุ้ใสได้เลย แต่ถ้าใครไม่ชอบรอนาน อยากไปเที้ยวที่อื่นต่อก็นั่งตู้สีๆได้นะคร้าบ ^^ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 4 หมู่บ้านอเมริกา หรือ America Mura หากจะกล่าวว่าชิบูย่า คือ แหล่งรวมเด็กฮิปแห่งโตเกียว ทางฝั่งโอซาก้าเห็นจะมี หมู่บ้านอเมริกา America Mura นี่แหละที่เป็นศุนย์กลางแห่งแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ เรียกได้ว่า หมู่บ้านอเมริกา โอซาก้า เป็นแหล่งรวมเด็กแนวของแถบนี้ จนได้รับฉายา Shibuya west มาครอง ด้วยประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1970 เริ่มจากการเป็นโกดังเก็บและขายสินค้าเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากอเมริกา ในปัจจุบัน หมู่บ้านอเมริกา โอซาก้า กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งความทันสมัย ที่ประชันแฟชั่น กิจกรรมเจ๋งๆ การแสดง แหล่งช๊อปปิ้ง อันมีตั้งแต่ แฟชั่นแนว Street Ware แบรนด์เนม สินค้านำเข้าจากอเมริกา และไอเทมเก๋ชิค มากมาย รวมไปถึงร้านรวงอันเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ความสดใส “บัตร Osaka Oneday Pass ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินฟรี 1 วัน ราคา 800 เยน”   ชุมชนเกาหลี หรือ Korean Town ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เรียงรายไปด้วยร้านขายของชำ วัตถุดิบประกอบอาหาร ร้านอาหารเกาหลี ตลอดจนร้านเครื่องแต่งกายประจำชาติเกาหลีกว่า 150 ร้าน ตั้งอยู่ระหว่าง Tsuruhashi Sta. และ Momodani Sta /Osaka loop Line ตลอดระยะทางยาวราว 300 ม.เรียงรายไปด้วยร้านขายวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร เช่นผักดองกิมจิ ชิจิมิ ร้านอาหารเกาหลี ตลอดจนร้านขายเครื่องแต่งกายประจำชาติ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 5 ศาลเจ้าสุมิโยชิ Sumiyoshi เป็นศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรตที่ 3 เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความเก่าแก่เท่านั้น หากยังเป็นเพราะความศักดิสิทธิ์ของเทพคามิ (เทพเจ้าชินโต) ที่เชื่อว่าเมื่อสักการะแล้วจะเดินทางปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง   Nakanoshima Park เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่า 65 ไร่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นโอเอซิสของเมืองโอซาก้า ตั้งอยู่ระหว่างสองแม่น้ำสำคัญอย่างแม่น้ำโดจิมะกาวะและแม่น้ำโทซาบาริกาวะ นับเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเดินเล่นชิลๆ ชมความสวยงามของสวนดอกไม้และวิว2แม่น้ำเพลินๆ แต่ช่วงที่ผมมานั้นเป็นช่วงปลายปี เลยไม่มีดอกไม้ให้เห็นเลยอะ 555+ เอาเป็นว่า มาเดินเล่นรอบๆแทนแล้วกัน ^^”   พิพิธภัณฑ์โอซาก้า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างเมืองจำลองยุคเอโดะ ภายในอาคารจะมีเมืองจำลองขนาดเท่าจริง พร้อมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมากมายอยุ่ในนั้นเพื่อให้เราได้รู้สึกเหมือนย้อนหลับไปในยุคเอโดะ ตัวเพดานของพิพิธภัณฑ์นั้น สามารถปรับแสงสี เปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน หรือจำลองสภาพอากาศที่มีฝนตกได้ด้วยนะ ( ค่าเข้า 600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) “ สามารถเช่าชุดกิโมโนใส่ในงานได้ 30 นาที ราคา 500เยน ” เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 6 และในที่สุดก็ถึงวันที่เราต้องบินกลับไทยกันแล้ว ก็เหมือนเดิมครับง่ายๆ ให้เรานั่งรถไฟไปลง “สถานีนัมบะ” แล้วต่อรถไฟจากสถานีนัมบะไปลงที่ สถานี “Kansai Airport” การเดินทางจากสถานีนัมบะไปสนามบิน จะใช้เวลาประมาน 50 นาที ( ไม่รวมเวลารอรถไฟ ) ควรเผื่อเวลาให้ไปถึงสนามบินก่อนไฟท์ออกอย่างน้อย 2ชม. นะครับ สุดท้ายนี้ กระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ ฮ่าๆ ถ้ามีผิดพลาดประการใด ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหนอีก จะมารีวิวให้นะครับ ครั้งนี้คงต้องขอตัวลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่นะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม บ๊ายบายจ้าาาา ~~`` ^^ สำหรับใครที่สนใจไปท่องเที่ยวทัวร์โอซาก้า คลิกที่นี่ได้เลย!! เรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกสรรอีกมากมาย เที่ยวสนุก สุดสบาย ต้องทัวร์ครับ นะครับ :) By. Boat Tid Tiew . โบ๊ทติดเที่ยว

ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?

ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?

นอกจาก ดานัง เส้นทางเดียวกันที่สามารถเดินทางไปไม่ยากมากก็มีเมือง เว้ และเราขอแถมเมือง นาตรัง ซึ่งเราเลือกเป็นทางผ่านไปยังเวียดนามใต้ สู่ ไซง่อน อีกด้วย (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนไปไซง่อน) เที่ยวเวียดนาม ดานัง ฮอยอัน ดานัง (Da Nang) เป็นเมืองติดทะเล ถ้าเลือกไปพักแถบย่านติดทะเล เราจะเจอรีสอร์ทมากมาย ตั้งแต่โซโล ยันไฮโซราคาแล้วแต่ตามงบประมาณที่เราแพลน เราว่าโซนนี้คล้ายๆ หัวหิน บ้านเรา มีทั้งรีสอร์ทติดหาด และโรงแรมที่แค่เห็นวิวทะเล ทัวร์ดานัง เที่ยวเวียดนามกับสถานที่ไฮไลท์สุดฮิต คลิก!! เลย หาดทราย ดานัง เม็ดทรายไม่ได้ขาวละเอียด แต่ก็สะอาดในระดับนึง น้ำทะเลก็ไม่ได้ฟ้าสวยใสมาก นี่แหละ เหมือนหัวหินเป๊ะๆ แถมมีหาดสาธารณะให้คนทั่วไปลงไปบันเทิงเริงรมณ์ตามอัธยาศัย จากการสำรวจโดยรอบ หาดเต็มไปด้วยคนเวียดนามทั้งสิ้น แล้วเค้าจริงจังมากนะจ้ะ ใส่ชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำทะเลกันด้วย อันนี้ถือว่าให้เกียรติสถานที่เนอะ 55555555 + เราว่าไฮไลท์ โซนทะเลนี้ ก็คงหนีไม่พ้น อาหารทะเล ซึ่งร้านอาหารทะเลมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ และกุ้ง หอย ปู ปลา สด มากกกกก (ก็เค้าขายแบบตอนที่มันยังเป็นๆอยู่เลย) ราคาก็ไม่รุนแรงเท่าหัวหินบ้านเรา แต่ได้ทานของสด สามารถเลือกได้ว่าเราจะให้เค้าปรุงแบบไหน ต้ม ผัด นึ่ง เผา ทอด มีให้เลือกทุกแบบ จะทานมากทานน้อย ก็เราอีกนั่นแล่ะเลือกชั่งนน.ได้เลย ร้านที่เราไป มีคนแนะนำค่อนข้างมาก ร้านนี้เลย “Quan Be Man” รสชาติถูกปาก แต่ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ด คงแซ่บซี๊ด จากโซนทะเล มาสู่โซนเมืองกันบ้าง เราว่าผังเมืองเข้าใจง่ายเดินทางไม่ยุ่งยากมาก คล้ายๆไซง่อน จากสนามบินมาย่านตัวเมืองฟากที่เป็น Tourist Spot ค่อนข้างใกล้ สัญจรไปไหนมาไหนใช้ GRAB CAR นี่ราคาโอเคมากและไม่วึ่นวือ ฟากเมืองที่พักยอดฮิต ส่วนมากจะเป็นฝั่งที่ติดแม่น้ำฮัน และได้เห็นวิวสะพานมังกร ซึ่งราคาก็หลากหลาย มีให้เลือกเยอะพอสมควร แต่บรรยากาศเมืองนี้ ที่เราดูว่าแปลกตาไปจากทุกเมืองใหญ่ในเวียดนามและเจอตลอดๆก็คือนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี เยอะมาก คาเฟ่ ร้านเก๋ๆ ร้านขายเสื้อผ้า กระเป๋าสาน ทุกทีเต็มไปด้วยชาวเกาหลี ถึงว่าล่ะ คาเฟ่ที่ดานัง ดีไซน์นี่เหมือนหลุดมาจาก Seoul Coffee Book เลย แถมคนเวียดนามเอง แต่งตัวเหมือนคนเกาหลีมากกก มากจนตกใจ เราก็เลยไปหาข้อมูลว่าทำไมคนเกาหลีมาเยอะจัง ก็ได้ความว่าที่เกาหลีเค้าทำการโปรโมทท่องเที่ยวเมืองดานัง ค่อนข้างมาก ฉนั้นเอง คนเกาหลีเลยแห่แหนกันมามากมาย ร้านกาแฟ แนะนำ ** Cong Kopi , Brewman Coffee Concept , I’m here coffee , MIA coffee roastery , Wonderlust , Colem Coffee  2 วันก็จะได้ประมาณนี้ จริงๆยังมีอีกเยอะมากกกกก และอีกหนึ่ง Destination นอกเหนือจากร้านกาแฟแล้ว ร้านขายกระเป๋าสานยอดฮิต มีเยอะมาก และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แถมราคาดีกว่าเมืองไทยที่ขายกันอยู่ พิกัด อยู่รอบนอกตลาด Han Market (ฟากที่ขายดอกไม้ อาหารแห้ง) ส่วนอาหารเวียดนาม ทางฝั่งเวียดนามกลาง เราว่ามีให้เลือกทานเยอะมาก หลายอย่างคือเราไม่เคยทานจากตอนเหนือและตอนใต้ เช่น Mi Quang , Banh Canh (ที่นี่มีน้ำกะปิให้ปรุงรสแยกวางบนโต๊ะเลย) , Banh Beo และที่เค้าฮิตกินกันก็ ก๋วยเตี๋ยวขาหมู นอกนั้นก็เหมือนโซนอื่นๆของเวียดนาม ถ้าใครมีเวลาน้อยและอยากทานแบบครบๆ ก็แนะนำร้านนี้เลยครับ Nha Hang Madame Lan จบในร้านเดียว ราคาไม่รุนแรง กลับมา Tourist Spot นิดนึง ที่เราเห็นไปกันเยอะๆ ก็คงไม่พ้นโบสถ์ และสะพานมังกร .... โดยเฉพาะ night view ที่สะพานเค้าจะเล่นไฟสลับสีไปมา สวยงาม และดูเป็น Landmark ของดานัง เช่นกัน เที่ยวเวียดนาม Ba Na Hills นอกจากนี้แล้ว หากมีเวลา สถานที่ยอดนิยม ที่เพิ่งเปิดบริการไม่นานอย่าง Ba Na Hills ก็เป็นตัวเลือกแบบไปเที่ยว one day trip หรือจะค้างคืนบนนั้นก็ได้ (ส่วนตัวไม่ชอบเที่ยวอะไรที่ประดิษฐ์มากๆ เลยขอผ่าน ประกอบกับช่วงที่ไปเจอฝนตก คิดว่าขึ้นไปแล้วจะไม่คุ้ม ถ่ายรูปมาคงมัวหมองยิ่งนัก ก็ตัดโปรแกรมนี้ออกไปเลยจร้า // แต่ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป เราว่าที่นี่มีซีนให้เลือกถ่ายรูปได้โคตรเยอะ ลองพิจารณาเป็นตัวเลือกดูได้) ทีนี้ว่า ดูเหมือนเที่ยว ดานัง เมืองเดียวก็จะใช้เวลาไม่มาก เราก็เลยแพลนไปเที่ยว Hoi An , Ancient City แบบวันเดย์ทริป หรือ Half Day Trip ก็ได้ เพราะนั่งรถไปไม่ไกลมากจาก ดานัง ( หาซื้อทัวร์ได้ที่ รร. ที่เราพักหรือบริษัท Hoi An Express ออฟฟิศอยู่ติดกับตลาด Han ฟากริมน้ำ ) หรือซื้อ ทัวร์เวียดนาม กับทัวร์ครับได้ ที่นี่ เลย  เที่ยวเวียดนาม ฮอยอัน ฮอยอัน (Hoi An) เป็นเมืองเก่า และเป็นมรดกโลก ปัจจุบันเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน เยอะสุดๆไปเลยจร้า เราเคยมาเที่ยวเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสวยกว่าตอนนี้มากกก (ล่าสุดคือปลายปี 61) คนยังเดินทางมาเที่ยวน้อยกว่านี้มากก ตึกอาคารยังดูไม่ค่อยปรับมาทำการพาณิชย์เท่าตอนนี้เลย สมบูรณ์สุดๆ เราว่าเมื่อก่อนคำว่า ancient city มันถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะอาคารริมแม่น้ำ ล่องเรือ บรรยากาศยามเย็น ช่างโรแมนติกสุดๆ หากใครไปเที่ยว ฮอยอัน (Hoi An) ปัจจุบันจะพบว่า มีบริการล่องเรือพาไปลอยโคม (เหมือนลอยกระทง) กันเกลื่อนกลาด และที่สำคัญ ไฮไลท์ ของเมืองนี้ คือ สะพานญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยหัวคนตลอดเวลานั้น เมื่อก่อนจำนวนคนน้อย ถ่ายรูปมาแบบไม่ต้องกลัวว่าจะติดคนอื่นเลย เราเสียดายความงามดั้งเดิมของเมืองนี้มาก เราว่าการท่องเที่ยวของเมืองนี้ ควรจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวที่นี่ เมื่อความเจริญและจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดร้านอาหาร คาเฟ่ เยอะตามเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ร้านยอดฮิต ก็ร้านนี้เลย FAIFO COFFEE ทำไมถึงฮิตกันน่ะหรอ ก็เพราะว่าทุกคนตามไปปักหมุดกับวิวบนดาดฟ้าของร้านนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน จะได้เห็นความสวยงาม พาโนรามา ของเมืองเก่า ซึ่งสวยจริง แต่อย่างที่บอกว่ายอดฮิต ดังนั้น มวลมหาชนก็ล้นหลามกันแน่นดาดฟ้าเลยทีเดียว 5555 ++ และเมนูแนะนำ เราว่าอันนี้แปลกจริง “ข้าวมันไก่ฮอยอัน” แค่ข้าวมันไก่ ทำไมต้องเป็นเมนูแนะนำ ซึ่งเราก็ลองสิครับว่ามันต่างยังไง ในเมนูถึงขนาดเขียนอธิบายไว้เลยว่า ข้าวมันไก่ฮอยอัน ต้องกินที่นี่เท่านั้น ซึ่งอร่อยต่างจากที่อื่น // นี่คือคำบรรยายจร้า....เมื่อมาเสิร์ฟ หน้าตาเราว่าต่างจริง แต่ก็ไม่ถึงกับพลิก แต่ที่ดีคือ อร่อยจริงว่ะ!! รสชาด ละมุนสุด ** อันนี้อยากให้ได้ลองจริงๆ คือเรายังไม่ค่อยเจอใครรีวิวให้ทานนะ เพราะมันดูไม่ใช่อาหารท้องถิ่น และพิสดารอะไร แต่ก็ดีจริงๆ จนอยากบอกต่อ ..... ถึงแม้ว่า นักเที่ยวจะล้นหลาม แต่สเน่ห์ของฮอยอัน ที่ยังประทับใจคือ สถาปัตยกรรม ตึก อาคาร และสีเหลืองนวลๆ + โคมไฟที่ห้อยตกแต่งทั่วเมือง ถ่ายรูปออกมาทีไรยังสวยสดงดงามเสมอ 😊 ยิ่งบรรยากาศพลบค่ำ ฮอยอัน มักดูสวยเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม เราว่าหลายคนต่างก็ตกหลุมรักเมืองนี้ในยามค่ำคืนเช่นกัน  

ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป

ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป

ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมไปชมสถานที่สุดโรแมนติกในยุโรปไปพร้อมๆ กับ ทัวร์ครับ กันเลยจ้าาา 1.หอไอเฟล (Tour Eiffel) พิกัด : Tour Eiffel ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกแล้ว ไม่มีชื่อของหอไอเฟลก็คงไม่ได้ เพราะหลายๆ คู่รักก็เลือกที่จะสารภาพรักกัน หรือขอแต่งงานกัน ณ ที่แห่งนี้ครับ ด้วยความที่มีสักขีพยานเป็นหอไอเฟลขนาดใหญ่ และบรรยากาศโดยรอบที่เป็นใจเหลือเกิน มันอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะร่วมกันสร้างความโรแมนติกที่นี่ ห้ามพลาด!! เที่ยวสถานที่สุดโรแมนติกกับ ทัวร์ฝรั่งเศส กันได้ที่นี่ 2. ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Paris) พิกัด : Disneyland Paris ยังอยู่กันที่ปารีสนะครับ ซึ่งพอฟังชื่ออาจจะคิดว่า อ้าว! สวนสนุกเนี่ยนะจะไปโรแมนติกอะไร? แต่อยากขอบอกให้ลองดูสักครั้งครับ เพราะเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปยังดินแดนแห่งเทพนิยายแห่งนี้แล้ว คุณจะตกไปอยู่ในห้วงของความโรแมนติกเลยครับ ตอนกลางวันก็สนุกสุดๆ ไปกับเครื่องเล่นต่างๆ ส่วนตอนกลางคืนก็เพลิดเพลินไปกับแสงสี และขอให้สังเกตุช่วงเวลาที่เค้าจุดพลุดีๆ นะครับ เพราะมีคู่รักคุกเข่าขอแต่งงานกันหลายคู่เลยล่ะ 3. เวนิส (Venice) พิกัด : Venice รักใครให้พามา “เวนิส” เพราะที่นี่มีแต่ความโรแมนติกแทรกตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เต็มไปหมด ด้วยสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบ และสรรค์สร้างมาอย่างดี ทำให้จะมุมไหนก็สวยงาม อย่าลืมชวนคนที่คุณรักไปล่องเรือกอนโดลา ด้วยนะครับ ความโรแมนติกจะได้คูณสอง คูณสาม หรือคูณสิบไปเลย !!! ทัวร์อิตาลี ล่องเรือสุดโรแมนติกที่ เวนิส คลิกเลย!! 4. ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) พิกัด : Neuschwanstein Castle ปราสาทแห่งเทพนิยาย แน่นอนเมื่อพูดถึงเทพนิยายแล้วนั้นก็ต้องนึกถึงเจ้าชายกับเจ้าหญิงนั่นเอง ชวนแฟนไปสัมผัสกับความโรแมนติกของเมืองมิวนิคสักครั้ง และสัมผัสกับความรู้สึกแสนพิเศษประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงดู โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะครับ 5. กรุงปราก (Prague) พิกัด : Prague ไม่ติดโผคงไม่ได้ เพราะกรุงปราก ประเทศเช็ค ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ได้ขึ้นชื่อของความโรแมนติก ที่เหล่าคู่รักต่างพากันมาใช้ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันที่นี่ นอกจากความโรแมนติกของสถาปัตยกรรมต่างๆ แล้ว ถนนหนทางมากมายก็มีความโรแมนติกคลอบงำเต็มไปหมด แถมที่เมืองนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหาอร่อยอีกด้วย เหมาะที่สุดที่จะมาดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับคนรู้ใจนะครับ 6. เมืองบูดาเปสต์ (Budapest) พิกัด : Budapest เมืองหลวงของกรุงฮังการี ที่มีแม่น้ำไหลผ่านตรงกลาง เมื่อนำมาผสมกันกับสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่เรียงรายกันทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ และท้องฟ้าที่ถูกทอแสงสีทองในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ทำให้เมืองนี้นั้นได้กลายเป็นสถานที่สุดโรแมนติกที่ทุกอย่างดูเข้ากันเป็นอย่างดี ลงตัวสุดๆ ชวนคุณแฟน ควงแขนกันมาเดินเล่นรับลม เป็นช่วงเวลาที่ถือว่าเป็น Golden Hour สุดๆ เลยล่ะ 7. เมืองลูเซิร์น (Luzern) พิกัด : Luzern ประเทศในฝันของใครหลายๆ คนอย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะพลาดไม่ติดโผสถานที่สุดโรแมนติกได้ยังไงล่ะครับ ที่นี่เป็นเมืองริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม ทั้งหมดถูกรวมเข้าด้วยกันทำให้ดู Perfect สำหรับวันพักผ่อนสุดๆ เป็นความโรแมนติกแบบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย 8. หมู่บ้านฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) พิกัด : Hallstatt นั่งรถออกมาจากเวียนนาสักหน่อย เพื่อให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศโรแมนติกเต็มๆ กับหมู่บ้านริมทะเลสาบอันโรแมนติกแห่งนี้ จะมาในฤดูร้อนก็ได้เห็นความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ หรือจะมาในฤดูหนาวก็ยิ่งฟิน เพราะจะมีหิมะตกโปรยปราย เดินจับมือกับคนรักฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ 9. เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) พิกัด : Florence แค่ฟังชื่อก็รู้สึกได้ถึงความโรแมนติกแล้วล่ะ กับเมืองใหญ่ของประเทศอิตาลีแห่งนี้ ที่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามมากมาย บวกกับศิลปะเข้าด้วยกัน ทำให้ที่นี่ถูกแต่งแต้มไปด้วยความโรแมนติกไปซะทุกพื้นที่ ถึงเมืองจะใหญ่แค่ไหนแต่รับรองว่ามาคนเดียวเหงาแน่นอน เพราะฉะนั้นมากับแฟนดีที่สุดนะครับ 10. ซานโตรินี่ (Santorini) พิกัด : Santorini ปิดท้ายกันที่เมืองอันโด่งดังของประเทศกรีซ ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์กับคนรู้ใจ ท้องฟ้าสดใส กับน้ำทะเลสุดสวย บวกกับความสวยงามของอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่นี่ เป็นการเติมเต็มช่วงเวลาได้ดีสุดๆ จูงมือคนรักขึ้นดาดฟ้าของที่พัก แล้วรอดูพระอาทิตย์ตกดินไปด้วยกัน รับรองว่ามีมดขึ้น ได้ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรปกันไปแล้ว เลือกได้หรือยังครับว่าจะชวนแฟนไปเที่ยวไหนดี ? หรือหากใครมีเวลา วางแผนดีๆ แล้วเก็บให้ครบทั้ง 10 ที่เลยก็ดีนะ หรือสนใจ ทัวร์ยุโรป ราคาสุดคุ้ม ดูได้ ที่นี่ เลย