ทัวร์ครับพาพร้อม
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย เที่ยวให้ไกลไปให้รอด
พาพร้อม
อินเดีย
10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย เที่ยวให้ไกลไปให้รอด
เพราะต้องบอกก่อนว่าอินเดียเป็นประเทศที่รวมชนชั้นตั้งแต่จนสุดๆ ไปจนถึงรวยสุดๆ เพราะฉะนั้นก็จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างแล้วแต่แถบที่เราตั้งใจไปเที่ยว แต่ถึงแม้ว่าการมาเที่ยวอินเดียจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนเราไปที่อื่น แต่บอกเลยว่าที่นี่คือแหล่งขุมทรัพย์ชั้นดีที่เราจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ มากมายที่หาไม่ได้จากประเทศอื่น ความผิดพลาดบางอย่างอาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันทำให้เรานึกแล้วก็ชวนขำได้หลังจากกลับมาจากทริปอินเดียก็ได้ หลังจากที่เราได้ศึกษาชื่อเสียงเรียงนามของประเทศอินเดียเขามาบ้างแล้ว ก็ต้องเริ่มเตรียมตัวเที่ยวอินเดียกันก่อน จะได้ไปแล้วไม่พลาด วันนี้ Tourkrub เลยนำทริคเล็กๆ 10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย..เที่ยวให้ไกลไปให้รอด ใครมีลิสต์ไปเที่ยวทัวร์อินเดียอยู่ในใจกันอยู่ แต่ในใจก็แอบหวั่นๆ ล่ะก็เชื่อว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนได้ดีเลยทีเดียว 1.ไปอินเดียอย่าลืมทำวีซ่า เห็นเป็นประเทศในแถบเอเชียแบบนี้เขาก็มีวีซ่านะ เตรียมตัวเที่ยวอินเดียวิธีแรกเลยคือ ทำวีซ่ากันก่อนไปด้วยล่ะ ไม่งั้นอาจจะได้ลากกระเป๋ากลับบ้านก่อนเครื่องบินออกเราไม่รู้ด้วยน้า แต่การทำวีซ่าของอินเดียเขาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดนะครับเพราะเราสามารถทำ e-visa ผ่านทางเวปไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.htmlได้เลย ทำให้การทำวีซ่าเป็นเรื่องง่ายดาย แถมวิธีนี้ยังสะดวก และรวดเร็วเพราะรู้ผลภายใน 3 วัน หลังจากผ่านแล้วเราก็แค่ปริ้นท์แบบฟอร์มยืนยัน เอาไว้ยื่นให้ ตม. ดูจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋ากลับบ้านกันนะครับ 2.อาหารอินเดีย เป็นการเตรียมตัวเที่ยวอินเดียอีกหนึ่งสิ่งที่เราอยากจะให้ระวังกันเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ แต่แค่บางเมนูอาจจะไม่ถูกปาก ถูกใจคนบ้านเราเท่านั้นเอง แนะนำวิธีกันตายสั่งไข่ทอดไปเลยจ้า ไม่งั้นก็ตุนเสบียงมาม่ากันเอาไว้เผื่อหิว หรือไม่ไหวจริงๆ แต่เอาจริงๆ เราแนะนำให้ลองกินดูก่อนเพราะของอร่อยก็มีอยู่ ดีไม่ดีอาจจะถูกปากเราก็ได้ใครจะไปรู้ 3.แนะนำให้ใช้บริการ Uber เพราะการใช้บริการของทาง Uber นั้น ราคาเท่าๆ กับ Taxi Prepaid แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องชาร์จค่าเดินทางแบบแพงหูดับตับไหม้ เชื่อว่าคนไทยหลายคนน่าจะคุ้นชินกันอยู่แล้วกับอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากพลาดล่ะก็ Uber ไปเลยดีกว่าจ้าราคายุติธรรมที่สุดแล้ว ปลอดภัย สบายใจ 4.เทคนิคการสลับแบงค์ที่เหนือชั้นของพี่อินเดีย ที่หลายคนน่าจะกังวลกันอยู่แล้วเพราะไม่ใช่แค่คนทั่วไปเท่านั้นนะครับ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองเราก็ยังต้องระวัง เพราะฉะนั้นทำอะไรเราต้องมาสติ รอบคอบเสมอ ให้ยื่นเงินให้ใครก็ตรวจดูดีๆ ว่าถูกต้องไหม ครบไหม เผลอๆ อาจจะโดนชวนคุยจนลืมไปว่าเราให้แบงค์อะไรไป กลายเป็นโดนโกงได้แบบหน้าตาเฉย ก่อนไปเที่ยวอินเดียก็อย่าลืมเตรียมตัวให้ดีกันนะครับ 5.เดอะฟาสหรือจะสู้รถอินเดีย เพราะถนนของพี่อินเดียนั้นบอกเลยว่าโหดสุดอะไรสุด จะข้ามถนนกันแต่ละทีก็เสียวจะโดนรถชน เพราะฉะนั้นแนะนำให้มีสติแล้วเกาะกลุ่มกันเดินข้ามถนน ใครไปคนเดียวก็แนะนำให้เดินไปกับกลุ่มคนอินเดียครับ จะได้ไม่ต้องยืนงงในดงรถ 6.พาสปอร์ตของไทย บอกข้อระวังกันมาเยอะแล้วเรามาบอกข้อดีกันบ้างดีกว่า เพราะพาสปอร์ตของไทยเรานั้นเอาไว้ใช้เป็นค่าลดการเข้าเยี่ยมชมในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ในราคาเดียวกับคนอินเดียเลย หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีทริคนี้ด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปเวลาไปเที่ยวอินเดียก็อย่าลืมพกพาร์สปอร์ตไปด้วย เป็นการเตรียมตัวเที่ยวอินเดียที่จะช่วยเซฟเงินไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว 7.ชอบเซลฟี่กันเป็นชีวิตจิตใจ อันนี้เป็นข้อที่เห็นแล้วเรายังรู้สึกว่าขำแถมน่ารักซะอย่างงั้น เพราะพี่อินเดียเห็นหน้าโหดๆ แบบนี้พี่แกชอบเซลฟี่กันเป็นชีวิตจิตใจขนาดที่ว่าไม่รู้จักกันยังมาขอเซลฟี่ร่วมวงด้วย อะไรมันจะขนาดนั้น คำนี้ขึ้นมาในหัวเพื่อนๆ แล้วใช่ไหม แนะนำว่าไปลองเดี๋ยวรู้เองจ้า 8.ต่อราคา ไปอินเดียแน่นอนว่าต้องเจอพ่อค้าแม่ค้ามาคอยตื๊อตามซื้อของแน่นอน เพราะฉะนั้นแนะนำว่าต่อราคาไปเลย ต่อให้ถึง 50% ไปเลยก็ได้ถ้าเราอดทนมากพอรับรองว่ายังไงก็ต้องได้ส่วนลด ตื๊อนักใช่ไหม เจอเราต่อราคาซะเลย 9.ทิชชู่ไอเทมช่วยชีวิต แนะนำให้พกเตรียมกันไปเยอะๆ เพราะทิชชู่ของพี่อินเดียนั้นแข็งบาดหน้ากันเลยทีเดียว อันนี้สาเหตุก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่แนะนำว่าควรตุนไปเผื่อเหตุฉุกเฉิน รวมไปถึงทิชชู่เปียกที่ควรมีเพื่อใช้ตอนเข้าห้องน้ำด้วย เพราะไม่บอกก็คงรู้กันว่าห้องน้ำอินเดียสนุกสนานแค่ไหน 10.อินเดีย ดินแดนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย ลบภาพประเทศอินเดียแบบเดิมๆ ไปได้เลย ถ้าได้รู้จักแคชเมียร์ อีกเมืองหนึ่งของประเทศอินเดียที่ครั้งหนึ่งอยากให้ทุกคนได้ไป ได้รับการขนานนามว่าเป็น ดินแดนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย การเดินทางก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพียงแค่นั่งเครื่องต่อไปจากเมืองหลวงรับรองว่าจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ในราคาเอเชีย แต่ได้วิวสวยเหมือนกับไปยุโรปแน่นอน ทัวร์เที่ยวอินเดียราคาสุดคุ้ม เริ่มต้นแค่ 16,900 บาท
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
แต่สำหรับใครที่เป็นเจ้าแห่งการวางแผน ตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองแล้ว ที่พักก็จองแล้ว แอพพยากรณ์อากาศบอกว่าเมื่อไหร่ดอกซากุระบานก็มีแล้ว แต่พอไปถึงแล้วถ่ายรูปกับต้นซากุระออกมา ปรากฏว่าโป๊ะแตก กลายเป็นดอกท้อหรือต้นพลัมซะงั้น! เพราะทั้งต้นซากุระ ต้นพลัม และต้นท้อ ล้วนออกดอกสีชมพูเล็กๆคล้ายๆกันหมด จึงไม่แปลกที่จะมีหลายคนสับสนและถ่ายรูปต้นซากุระมาผิด คงเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะครับ อุตส่าห์ดั้นด้นวางแผนอย่างดีเพื่อไปชมซากุระถึงที่ญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายรูปมาผิดต้น น้ำตาเช็ดหัวเข่ากันมาแล้วหลายราย ไม่เป็นไรนะครับในวันนี้ พี่หมีจะมาบอกเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆแยกออกว่าต้นไหนคือต้นซากุระ ต้นไหนคือต้นพลัมหรือต้นท้อ เพื่อนๆจะได้ชมซากุระได้อย่างสบายใจว่าเราจะถ่ายรูปดอกซากุระถูกต้น แบบ authentic ของแท้ พี่หมีมี 3 ข้อง่ายๆให้สังเกตกันครับ 1.สังเกตรูปทรงของกลีบดอก ถ้าอยากรู้ว่าสถานที่ที่เพื่อนๆไปชมซากุระมีต้นซากุระจริงๆอยู่หรือเปล่า ก็ให้ดูลักษณะของดอกเป็นหลักเลยครับ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสังเกต โดยดอกซากุระนั้นจะมีรอยหยักที่บริเวณปลายกลีบดอก ดังเช่นที่เพื่อนๆมักเห็นตามรูปวาดหรือรูปโปรโมทส่วนใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของดอกซากุระที่ไม่เหมือนดอกไม้อื่นๆ ส่วนดอกของต้นพลัมนั้น แม้จะมีลักษณะดอกที่เล็กจิ๋วเช่นเดียวกับดอกซากุระ แต่ว่ากลีบดอกจะเป็นกลีบกลมมน ไม่ได้เป็นกลีบแบบมีแฉกเหมือนดอกซากุระ แต่ถ้าเป็นดอกท้อ รูปทรงของกลีบจะยาวยิ่งขึ้น โดยมีกลีบดอกเป็นรูปหยดน้ำนั่นเองครับ 2.สังเกตสีของกลีบดอก แม้ว่าดอกไม้ทั้ง 3 ประเภทจะมีโทนสีชมพูเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนมักสับสนเวลาไปชมซากุระ เพราะมักมีโทนสีใกล้ๆกัน แต่ถ้าหากเพื่อนๆลองสังเกตดีๆ ก็จะสามารถแยกความแตกต่างของโทนสี ดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดได้ครับ สำหรับดอกซากุระและดอกพลัม ทั้งคู่อาจจะมีสีแตกต่างกันไปได้ทั้งสีชมพูรวมไปถึงสีขาว แต่สำหรับ ดอกพลัมแล้ว กลีบดอกจะเป็นสีออกโทนม่วงมากกว่า และบางทีก็จะเป็นสีชมพูที่เข้มมากกว่าต้นซากุระทำให้สามารถแยกความแตกต่างได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากเป็นดอกท้อแล้วละก็ นอกจากจะมีกลีบดอกสีชมพูจางๆแล้ว ในส่วนตรงกลางก็จะมีสีออกแดงม่วงแทนครับ 3.สังเกตกิ่งก้านที่ติดกับตัวดอก ถ้าเพื่อนๆจะไปชมซากุระ แล้วทั้งสองวิธีข้างต้นยังไม่ช่วยให้เราดูออก ก็มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆสังเกตได้ ก็คือการดูในส่วนของกิ่งก้านที่มีดอกบานอยู่ครับ ถ้าเป็นดอกซากุระ จะมีกิ่งก้านที่ยาว เรียวเล็ก แล้วในส่วนเป็นกิ่งก้านนี้ก็จะแตกออกมาเป็นกลุ่มดอกซากุระที่กระจุกอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ถ้าเป็นดอกพลัม ตัวดอกจะบานออกจากกิ่งก้านโดยตรง และไม่ได้แตกเป็นหน่อๆหรือกลุ่มก้อนกระจุกตัวแบบดอกซากุระ ส่วนถ้าเป็นดอกท้อ จะมีกิ่งก้านที่สั้นกว่า และมักแตกหน่อออกมาเป็นดอกคู่ 2 ดอกอยู่ใกล้ๆกัน เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถชมซากุระได้อย่างแฮปปี้ และมั่นใจได้ว่าจะไม่ชมผิดต้นแน่นอน ให้ไปชมซากุระที่ไหนก็ไม่กลัว แต่อย่างไรก็ดี ก่อนเดินทางไปชมซากุระก็อย่าลืมทำประกันเดินทางญี่ปุ่นติดตัวเอาไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจจะส่งผลได้มากกว่าการชมซากุระผิดต้นนะครับ เพื่อนๆสามารถเปรียบเทียบประกันเดินทางญี่ปุ่นได้ที่ เว็บไซต์ GoBear เลยนะครับ
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน  เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??
พาพร้อม
จีน
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??
ใครที่มีความสนใจที่จะไปเที่ยวประเทศจีนนั้น หลายคนคงงงกับปัญหาว่าจะบินสายการบินไหนดี เพราะสายการบินของจีนนั้นมีเยอะมากและชื่อแต่ละสายการบินก็ยังคล้ายๆกัน เยอะจนนักท่องเที่ยวจำกันไม่หวั่นไม่ไหวกันเลยทีเดียวครับ งั้นตามทัวร์ครับมาดูกันดีกว่าว่าสายการบินของจีนนั้นมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยครับบบบ !! สายการบินประเทศจีน : Air China (CA) แอร์ไชน่า (Air China) เป็นหนึ่งในสายการบินที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่ง มีฐานการบินอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสายการบินไชนาเซาต์เทิร์นแอร์ไลน์ สายการบินนี้มีฐานปฎิบัติการบินหลักอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้ และเป็นเป็นสมาชิกของกลุ่ม Star Alliance และยังมี Phoenix Miles เป็นรายการสะสมไมล์ของสายการบินแอร์ไชน่าและสายการบินพันธมิตร สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ น้ำหนักกระเป๋าเช็กอินได้ 23 กิโลกรัม /2ชิ้น และสัมภาระถือขึ้นเครื่องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ในด้านการบริการ สายการบินนี้มีความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันพร้อมความบันเทิงตลอดเที่ยวบิน เเละมีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มตลอดการเดินทาง การโหลดกระเป๋าการโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax ทัวร์จีนราคาสุดคุ้ม ราคาเริ่มต้นที่ 8,999 บาท สายการบินประเทศจีน : Lucky Air (8L) ลัคกี้แอร์ (Lucky Air) เป็นสายการบินราคาประหยัด อยู่ภายใต้การบริหารงานของไห่นาน แอร์ไลน์ เพื่อเป็นสายการบินที่ดำเนินการบินเเละมีฐานการบินในมณฑลยูนาน มีสนามบินปฎิบัติการอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงฉางซุย และสนามบินนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว เป็นหนึ่งในสี่สมาชิกผู้ก่อตั้งของ U-FLY Alliance มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Fortune Wings Club สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 10 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 3 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มอย่างครบครันตลอดการเดินทาง พร้อมกับระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทาง สายการบินนี้สายการบินนี้ไม่ได้ถูกจัดเรตระดับสายการบิน สายการบินประเทศจีน : Sichuan Airlines (3U) เสฉวนแอร์ไลน์ (Sichuan Airlines) เป็นสายการบินนานาชาติของเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และยังเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของจีน สายการบินนี้ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศเป็นหลักในสนามบินปฎิบัติการที่สนามบินเฉิงตูซวงหลิว สนามบินนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย และสนามบินนานาชาติคุนหมิงฉางซุย มีเส้นทางจีนโดยเครื่องขึ้น - ลง ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Golden Panda สายการบินนี้ ใช้เครื่อง Airbus และ Comac C919 ที่ผลิตและพัฒนาโดยประเทศจีน การเเบ่งชั้นที่นั่งในเเต่ละเที่ยวบินออกเป็นระดับชั้นเดียว คือชั้นประหยัด โดยสายการบินนี้สามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม เเละสามารถนำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shanghai Airlines (FM) เซี่ยงไฮ้แอร์ไลน์ (Shanghai Airlines) เป็นสายการบินที่มีสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ , ประเทศจีน เป็นบริษัทในเครือของไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ให้บริการในประเทศและต่างประเทศ มีสนามบินปฎิบัติการหลักคือท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง และ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว เป็นสมาชิกพันธมิตรของ SkyTeam เป็นสายการบินจีนตะวันออก มีโปรแกรมสะสมไมล์ที่เรียกว่า Eastern Miles สามารถใช้ร่วมกับสายการบิน China Eastern ได้ สายการบินนี้มีคู่แข่งสำคัญในประเทศคือแอร์ไชน่า สายการบินนี้ใช้เครื่องบิน Airbus A330 / Boeing 737/787 และ Comac ARJ21 การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ชั้นประหยัดเอ็กตร้า และชั้น W : โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สำหรับการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : China Eastern Airlines (MU) ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ (China Eastern Airlines) เป็นสายการบินที่ให้บริการทั้งเส้นทางภายในประเทศ และเส้นทางระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง และท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว และยังมีฐานการบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้า และท่าอากาศยานนานาชาติซีอานเสียนหยาง เป็นสายการบินอันดับสองของประเทศจีน โดยเป็นหนึ่งในสายการบินสมาชิกของกลุ่มสกายทีม มีเส้นทางบินภายในประเทศครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของจีนเเละมีเส้นทางบินระหว่าประเทศที่ครอบคลุมอย่างมาก โดยฝูงบินขนาดใหญ่กว่า 430 ลำ เเละมีจุดหมายปลายทางกว่า 1,000 เมืองทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสายการบินที่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่งสำหรับวงการการบินโลก สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้ารวมไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว เเละท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง โดยมีเส้นทางบินยอดนิยมคือเส้นทางบินปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ เเละเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง รวมไปถึง เซี่ยงไฮ้-สิงคโปร์อีกด้วย สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของสายการบินไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์นั้น นับว่าพอใช้สำหรับสายการบินที่บริการเเบบฟูลเซอร์วิสจากประเทศจีนรายนี้ เเม้ว่าที่นั่งเเละสิ่งอำนวยความสะดวกในเครื่องบินจะมีความสะดวกสบาย เเต่เมนูอาหารกลับไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจผู้โดยสารเท่าใดนัก เเต่สายการบินก็พยายามจะปรับปรุงเมนูอาหารต่างๆ อยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : China Southern Airlines (CZ) ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ (China Southern Airlines) เป็นสายการบินหนึ่งในสามสายการบินหลักสัญชาติจีน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เขตไป่หยวน เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลกในจำนวนผู้โดยสาร เป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย, และอันดับ 4 ของโลกในจำนวนผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศ มีฐานบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวนและท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง กับ 121 จุดหมายปลายทาง ปัจจุบันเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางการบินสกายทีม สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง, ท่าอากาศยานนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย์, ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวน เเละท่าอากาศยานนานาชาติอูหลู่มู่ฉีตี้วอปู้ โดยสีเส้นทางบินยอดนิยมเป็นเส้นทางบินภายในประเทศ ซึ่งในเเต่ละปีนั้นมีผู้โดยสารจำนวนมาก ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศนั้นก็มีความคึกคักอย่างมากอย่างเส้นทางบิน ปักกิ่ง-โตเกียว, ปักกิ่ง-ฮ่องกง, ปักกิ่ง-นิวยอร์ก, ปักกิ่ง-ลอนดอน เเละ ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของ สายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ นั้นก็นับว่าสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารตั้งเเต่ที่นั่งที่มีความทันสมัยเเละสะดวกสบาย พร้อมการบริการอาหาร เครื่องดื่ม เเละบริการเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารประทับใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับความตรงต่อเวลาของเที่ยวบินก็ถือว่าเป็นอีกจุดเเข็งของสายการบินเเห่งนี้ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 4 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shenzhen Airlines (ZH) สายการบินเซินเจิ้น(Shenzhen Airlines) แอร์ไลน์ เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้นเป้าอั่น เขตเป้าอั่น เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และเป็นสมาชิกของสตาร์อัลไลแอนซ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 และเป็น 1 ใน 2 สายการบินของจีน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสายการบินโลก บินไปยังจุดหมายปลายทางมากกว่า 65 แห่งภายในประเทศจีน รวมถึงท่าอากาศยานในฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และไทย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบินเซินเจิ้น เริ่มจากเซินเจิ้น ไป กรุงเทพมหานคร ,เฉิงตู ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป อู๋ซี , ภูเก็ต ไป เซินเจิ้น , ภูเก็ต ไป กว่างโจว , กรุงเทพมหานคร ไป กว่างโจว , กว่างโจว ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป เซินเจิ้น , คุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร , ซินเจิ้น ไป ภูเก็ต , กรุงเทพมหานคร ไป เฉิงตู , Quanzhou ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง , อู๋ซี ไป กรุงเทพมหานคร และ กว่างโจว ไป ภูเก็ต สำหรับการบริการบนเครื่องของสายการบินเซินเจิ้น ที่นั่งจะจัดเป็นแบบ 3 – 3 การเสิร์ฟอาหารจะเป็นแบบ Full service และเครื่องดื่มร้อน เย็น น้ำผลไม้ ตลอดการเดินทาง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Economy class 20 กิโลกรัม 1 ใบเท่านั้น ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม Business class 30 กิโลกรัม สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม First class 40 กิโลกรัม สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับสามดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shandong Airlines (SC) สายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) ใช้รหัสสายการบิน คือ SC ตั้งอยู่ในเมืองจี่หนานของประเทศจีน มีศูนย์กลางที่สนามบินนานาชาติจี่หนานเหยาเฉียง และให้สนามบินนานาชาติชิวต่าว หลิวติง และสนามบินนานาชาติ Yantai Penglai เป็นเมืองสำคัญ สายการบินให้บริการบินไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 60 ปลายทาง ส่วนใหญ่เป็นปลายทางในประเทศ แต่สายการบินยังมีบริการบินระหว่างประเทศถึง 10 ปลายทาง เส้นทางการบินของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) มีเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ดังนี้ เที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย อินเดีย เป็นต้น การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ได้ไม่เกิน 40 กิโลกรัม • Business Class 30 กิโลกรัม • Premium Class 20 กิโลกรัม • Infant 10 กิโลกรัม • กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ขนาด 20×40×55 cm หรือ 15×35×55 การบริการบนเครื่องบิน ที่นั่งจะมีหน้าจอแอลซีดีขนาด 12.1 นิ้ว โดยโปรแกรมความบันเทิงจะปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และอาหารและเครื่องดื่ม สายการบินเตรียมอาหารหลากหลายเมนูให้ผู้โดยสารได้เลือกทาน มีขนมปัง ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ และเมนูอื่นๆอีกมากมาย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ มีเส้นทางจาก ชิงเต่า Qingdao ไป ไทเป ไต้หวัน เถาหยวน และสนามบินอื่นๆ ,จี๋หนาน ไป กรุงเทพมหานคร, ชิงเต่า ไป กรุงเทพมหานคร , ฉงชิ่ง ไป เชียงใหม่ , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง , กรุงเทพมหานคร ไป ชิงเต่าและคุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Hainan Airlines (HO) ไห่หนานแอร์ไลน์ (Hainan Airlines) เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินเอกชนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของจีน ให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไห่หนานแอร์ไลน์ นั้นก่อตั้งมาตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2532 โดยแกรนด์ไชน่าแอร์ เป็นสายการบินเอกชนที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนถูกจัดอันดับจากสกายแทร็ค ให้อยู่ในระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นสายการบินเดียวของจีนที่ได้ 5 ดาว และเป็นสายการบิน Full service เส้นทางบินยอดนิยม ท่าอากาศยานนานาชาติไหโข่วเม่ยหลัน เเละ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง เป็นฐานการบินหลักของสายการบิน โดยมีเส้นทางบินทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยเส้นทางยอดนิยมก็มีทั้ง ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง-ซีอาน, ปักกิ่ง-ไท่หยวน, ปักกิ่ง-อูหลู่ รวมทั้ง เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพ เเล้วก็เส้นทางปักกิ่ง-ภูเก็ต การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Business Class 30 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม Economy class 20 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 5 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Xiamen Air (MF) เซี่ยเหมินแอร์ไลน์ (Xiamen Air) เป็นสายการบิน Full service ถือว่าเป็นสายการบินเอกชนเเห่งเเรกของประเทศจีน โดยมีจำนวนเครื่องบินประจำฝูงถึง 146 ลำ ครอบคลุมจุดหมายปลายทางมากกว่า 70 เเห่งทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยเหมิน เกาฉี, ท่าอากาศยานนานาชาติฝูโจว ชานเกิน เเละท่าอากาศยานนานาชาติหางโจว เซียวซาน โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกของพันธมิตรการบินสกายทีม โดยมีโค้ดเเชร์กับสายการบินอื่นๆ อีกอย่าง ไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์, ไชน่า อีสต์เมิร์น แอร์ไลน์, การูดา อินโดนีเซีย, เคแอลเอ็ม, โคเรียน แอร์, มาเลเซีย แอร์ไลน์, เเมนดาริน แอร์ไลน์ เเละฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ โดยมีเส้นทางบินที่สำคัญทั้ง เซี่ยเหมิน - เฉินตู,เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมิน, เซี่ยเหมิน - เซิ่นเจิน, เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมย, เซี่ยเหมิน - ซีอาน, เซี่ยเหมิน - นานกิง, เซี่ยเหมิน - ซานซี, เซี่ยเหมิน - ไหนาน, เซี่ยเหมิน - ซูโจว, เซี่ยเหมิน - หางโจว, เซี่ยเหมิน - หนานนิง, เซี่ยเหมิน - ซัวเถา, เซี่ยเหมิน - ซินเจียง, เซี่ยเหมิน - ไหโขว่, เซี่ยเหมิน - ฟูโจว เเละ เซี่ยเหมิน – ฮ่องกง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • First Class โหลดได้ 3 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม• Business Class โหลดได้ 2 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม • Premium Class โหลดได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ
พาพร้อม
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ
1.หนังสือเดินทาง จะไปต่างประเทศทั้งทีลืมหนังสือเดินทางนี่อาจต้องเดินทางกลับบ้านก่อนขึ้นเครื่องนะจ๊ะ ของสำคัญเพื่อยืนยันตัวตนขณะอยู่ต่างประเทศสำคัญพอๆกับบัตรประชาชนเมื่ออยู่ประเทศไทยเลยก็ว่าได้แนะนำควรเตรียมกระเป๋าพกติดตัว เพื่อไว้เก็บหนังสือเดินทางโดยเฉพาะเลย และสิ่งสำคัญที่หลายคนมักพลาดไปก็คือหนังสือเดินทางควรมีอายุมากกว่า 6 เดือน หรือ 180 วัน นับตั้งแต่วันที่เราเดินทางไป ถ้าหนังสือเดินทางของคุณใกล้จะหมดอายุแนะนำให้ไปต่อก่อนดีกว่าเพราะมีหลายคนพลาดเดินทางไปอย่างน่าเสียดายด้วยกรณีหนังสือเดินทางใกล้หมดอายุ กันมาหลายรายแล้วล่ะ 2.ยาประจำตัว ใครที่เป็นโรคประจำตัวอะไรสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยาประจำตัวของคุณหรือใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรก็ควรพกยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านอย่างเช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้ท้องเสีย เป็นต้น ติดตัวกันไว้ดีกว่าเพราะบางประเทศอาจจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจจะป่วยกันได้ง่าย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหายากันที่ต่างแดนที่เราไม่รู้ว่าควรกินยาอะไร พกไว้ให้อุ่นใจดีกว่า 3.กล้องถ่ายรูป ของสำคัญเวลาไปต่างแดนถึงแม้เราจะมีกล้องโทรศัพท์ที่ถ่ายได้อย่างรวดเร็ว แต่ไหนๆ ไปไกลทั้งทีก็อยากจะเก็บรูปถ่ายที่คุณภาพชัดๆ แน่นๆกันใช่ไหมล่ะเพราะฉะนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของทริปอีกอย่างนั่นก็คือ "กล้องถ่ายรูปดีๆ สักตัว" ถ้าให้ดียิ่งกว่านั้นลองหาตากล้องคู่ใจไปด้วยสักคนทีนี้ก็เป็นทริปที่มีเก็บความทรงจำกันได้ยาวๆ แล้วสำหรับใครที่ไปคนเดียวการใช้ขาตั้งกล้องที่พับเก็บได้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราว่าเวิร์คในยุคสมัยนี้เพราะสะดวก แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายใครด้วยแต่แนะนำว่าเลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่านเท่าไรจะได้ไม่รบกวนเขาด้วยเนอะ 4.อุปกรณ์แปลภาษา ไปต่างประเทศจะไปงูๆ ปลาๆก็พอได้สำหรับบทสนทนาง่ายๆแต่หากเกิดเรื่องฉุกเฉินหรือเกินความสามารถเราขึ้นมาทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่แนะนำให้พกอุปกรณ์แปลภาษาไปด้วยดีกว่าเผื่อบางประเทศเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเราจะลำบากได้ สำคัญมากๆเวลาซื้อของจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง ไม่ใช่สั่งเนื้อไก่ แต่ได้เนื้อสุนัขอะไรแบบนี้ดูจะล้ำเกินไปจริงไหม 555 5.หัวปลั๊กไฟ หัวปลั๊กประจำประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะใช้ปลั๊กแบบเราเพราะฉะนั้นทางที่ดีควรศึกษาก่อนว่าประเทศที่เราจะไปนั้นเขาใช้หัวปลั๊กแบบไหนจะได้ไม่พลาด ทางที่ดี ควรนำหัวปลั๊ก universal ที่ใช้ได้กับทุกประเทศไปด้วย หรือทำการบ้านว่าประเทศที่เราจะไปนั้นใช้หัวปลั๊กแบบไหนแล้วเตรียมไปให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่กันที่ต่างประเทศกันให้วุ่นวายใจ 6.เงินสด เงินสด ควรพกเงินสดติดตัวไว้ด้วยเผื่อเหตุฉุกเฉินหรือต้องการใช้เล็กๆ น้อยๆ จะได้มีเงินใช้จ่ายในกรณีที่บางร้านค้าอาจจะไม่รับบัตรแล้วควรแลกเงินจากไทยไปก่อนเพราะสวนใหญ่จะได้ rate ดีกว่าแลกเมืองนอก ร้านที่ใช้บริการบ่อยคือ Super Rich ลองดูใน googleได้เลยครับ มีSuper rich thailand กับ super rich 1992 ต้องลองเช็คเรทราคาดูอีกทีเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดอยู่แล้ว 7.ร่มหรือเสื้อกันฝน เพราะเราไม่รู้เลยว่าอากาศต่างประเทศจะเป็นยังไงบางประเทศฝนตกตลอดปีก็มีถึงจะดูกรมอุตุของบ้านเขาไว้แล้วก็เถอะแต่เราก็ไม่อยากเปียกขณะเดินทางจริงไหม เผลอๆ ก็อาจจะป่วยยาวไปทั้งทริปจะหมดอรรถรสในการเดินทางซะเปล่าๆเพราะฉะนั้นอย่าลืมกันไว้ดีกว่าแก้เสมอ 8.เสื้อกันหนาว สำคัญมากๆยิ่งเดินทางไปในประเทศยุโรปโซนที่หนาวจัดๆ ควรมีเสื้อกันหนาวแน่นๆไว้สักตัวเพราะอากาศดีของเขาอาจจะหนาวมากสำหรับชาวไทยอย่างเราๆที่ไม่เคยเจออากาศหนาวจัดมาก่อนเครื่องกันหนาวไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว รองเท้าบู๊ท ถุงมือหรือผ้าพันคออุ่นๆจะช่วยปกป้องร่างกายของคุณให้ปลอดภัยจากอากาศหนาวของบ้านเขาได้ดี แนะนำให้เตรียมไปให้พร้อมจะได้ไม่ไปเป็นหวัดที่นู่น 9.รองเท้าสำรอง ควรพกติดตัวมาด้วยเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินไม่ว่าจะรองเท้ากัดหนักมากเพราะการมาต่างประเทศแต่ละทีบอกเลยว่าเดินเยอะแน่นอนหรือรองเท้าเปียกฝนหลายเหตุการณ์ฉุกเฉินทางที่ดีเราควรนำรองเท้ามาเปลี่ยนด้วยจะได้สนุกกับทริปให้เต็มที่แบบหมดห่วง ไม่ต้องคอยมานั่งพัก นั่งเซ็งว่ารองเท้ากัดส่วนการเลือกรองเท้าก็ต้องดูสภาพแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เช่น หากเดินเที่ยวในเมือง รองเท้าผ้าใบดีๆ สักคู่ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องเดินป่า หรือต้องไปตะลุยหิมะก็ควรเลือกรองเท้าที่เป็นแบบเฉพาะกันหิมะไม่ให้กัดเท้าเราได้ 10.แผนที่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรลืมไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามเพราะเราไปต่างถิ่นต่างที่แถมภาษาบ้านเขาเราก็จะอาจจะงงๆถามทางแต่ละทีก็ต้องรวบรวมความกล้าจนปวดใจเพราะกลัวสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องแนะนำให้พกแผนที่หรือไฮเทคหน่อยก็หาโหลดแอพแผนที่ที่ใช้กับประเทศเขาได้ เอาที่แบบเราดูแล้วเข้าใจไม่งงกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่พลาดเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ หรือเกิดหลงทางขึ้นมาจะได้กลับถูก หลงทางบ้านเขาไม่คูลเลยจริงไหม เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส ทางที่ดีเตรียมจดลิสต์สถานที่ที่เราอยากไปเอาไว้ด้วยพร้อมกับพิกัดเดินทางเอาไว้ด้วยดีกว่าจะได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลาเดินทาง และยังคำนวณเวลาการเที่ยวได้ จะได้เป็นทริปที่น่าจดจำอีกทริปหนึ่ง บทความแนะนำ >>13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??<<
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
พาพร้อม
ยุโรป
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ใครที่อยากจะหนีร้อนไปพึ่งเย็นและเห็นความงามของเทศกาลดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งในอยู่ในช่วงเดือนดังกล่าว ก็ต้องไม่พลาดเด็ดขาด ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปดูเองว่าจะไปชมเทศกาลดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แต่งตัวยังไงไปถึงจะเหมาะสมที่สุด ตัดสินใจเลือกเดือนให้ถูกต้อง สำหรับการไปรับชมเทศกาลดอกไม้เหล่านี้ก็ต้องดูด้วยนะครับ ว่าเราจะไปชมกันที่ไหน เพราะอย่างทางซีกโลกเหนือเนี่ย ก็จะมีเทศกาลดอกไม้ หรือฤดูใบไม้ผลิอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้มันตรงกับหยุดยาวของเราและน่าเที่ยวสุดๆ อย่างพวกเกาหลี ญี่ปุ่น เนี่ยแหละครับใกล้ๆ แถมได้เห็นต้นซากุระแบบเป็นๆ เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีชมพูสวยสะดุดตามาก ส่วนใครที่อยากไปชมเทศกาลดอกไม้ที่ไกลขึ้นมาหน่อยอย่างทางออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ช่วงเดือนที่เหมาะสมก็คือ กันยายน - ธันวาคม นั่นเองครับ ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกันนะ ว่าเราอยากจะไปเที่ยวโซนไหน จะได้วางแผน จัดตารางเวลาต่างๆ ได้ถูกต้องด้วย เพราะแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป แถมการเบ่งบานของดอกไม้ก็ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เทศกาลดอกไม้จะไม่ทำให้เพื่อนๆ ผิดหวังแน่นอน !!! จัดกระเป๋าเตรียมตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ เตรียมให้พร้อมจัดเสื้อผ้าตามโซนให้ถูกต้อง อย่างที่บอกไปนะครับ ว่าเทศกาลดอกไม้มันมีจัดขึ้นทั่วทั้งโลกนั่นแหละ แถมแต่ละโซนก็มีทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และความงดงามของดอกไม้ที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เราก็ควรเตรียมตัวไปให้สอดคล้องกับสถานที่นั้นๆ ด้วย ซึ่ง ทัวร์ครับ เองก็ได้รวบรวมข้อมูลทั้ง 3 โซนหลักๆ แลนด์มาร์กสำคัญในการรับชมเทศกาลดอกไม้มาฝากกัน ต้องแต่งตัวยังไงนั้น ไปชมกันเลย แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนเกาหลี-ญี่ปุ่น สำหรับโซนนี้นะครับ ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้สภาพแวดล้อมอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอุณหภูมิของบ้านเค้าที่อุ่นแล้วก็จะยังอยู่ที่ 10-22 องศา อยู่ดี ดังนั้นชาวไทยอย่างเราก็อาจจะยังคงหนาวสักหน่อยเนอะ เสื้อผ้าแฟชั่นที่เหมาะสมเลยจะเน้นใส่แบบสบายๆ แต่แขนยาวสักนิด ไม่ต้องหนามากหรอกครับ เอาแค่พอให้ไม่โป๊ ไม่เปลือย เท่านั้นก็พอ เพราะถ้ามันถึง 10 องศาจริงๆ มันก็ยังคงหนาวอยู่ดี อาจจะเอาเป็นแจ็คเก็ตหนาๆ ไปเตรียมไว้เพื่อคลายหนาวก็ยังได้ ส่วนวันไหนอากาศอุ่นๆ ขึ้นหน่อยก็ค่อยใส่เสื้อยีนอะไรแบบนี้ก็ยังเวิร์คอยู่ หรือถ้าอยากมีพร็อปสวยๆ ก็จัดผ้าพันคอด้วยเลยครับ รับรองว่าเลิศ แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนยุโรป สำหรับยุโรปนั้นเป็นอีกหนึ่งโซนที่มีเทศกาลดอกไม้สวยงามอลังการงานสร้างมากๆ ไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย เพราะมีให้เลือกหลากหลายประเทศ อยู่ที่ว่าเราสะดวกเดินทางไปที่ไหน ซึ่งอุณหภูมินั้นจะอยู่ที่ 11-20 องศา กลางๆ ไม่ร้อน หนาวเย็นกำลังดี และบางทีก็มีฝนตกแซมๆ มาเช่นกัน เพราะอย่างประเทศฝรั่งเศสเนี่ย ต่อให้เป็นฤดูไหนๆ ก็มีฝนตกได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้แนะนำให้เผื่อเสื้อหนาว หรือเสื้อโค้ทมาด้วยจะดีที่สุด เพราะยังไง๊ยังไงก็ได้ใช้แน่นอน แนะนำ >>ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’<< แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนซีกโลกใต้ โซนนี้จะมีประเทศที่น่าสนใจและน่าไปมากๆ อยู่ 2 ประเทศคือ ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ ซึ่งอากาศบ้านเค้าจะเหมือนหน้าหนาวบ้านเราเลยครับ คือเฉลี่ยอยู่ที่ 15-28 องศา เท่านั้นเอง ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่งเหมือนอยู่ไทยได้เลย เพราะอากาศหนาวเย็นนิดๆ หน่อยๆ คนไทยชิลอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากใส่เสื้อกันหนาว เสื้อคลุมเท่ๆ อันนี้แนะนำมากเลย เพราะบางทีเผื่ออุณหภูมิมมันดิ่งไปตามสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น ลดมาเหลือ 15 องศาจริงๆ เราก็ยังเอาอยู่ เตรียมไว้ทั้งชุดเที่ยวฤดูหนาว และฤดูร้อนเลยครับดีที่สุด เห็นมั้ยล่ะว่าโลกเราเนี่ยยังมีเทศกาลดอกไม้รอให้เพื่อนๆ ไปรับชมความงดงามของมันอยู่อีกตั้งมากมายหลายที่จริงๆ เลยล่ะครับ สามารถเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเลย อยู่ที่ว่าเราจะว่างช่วงไหน และอยากจะบินไปแถบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง ฤดูใบไม้ผลินี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว เพราะฉะนั้นเป็นช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดช่วงหนึ่งแล้วล่ะครับ สำหรับใครที่มีแพลนอยากคืนความสุขให้ตัวเอง หรือคนในครอบครัว ก็มาจอง ทัวร์ยุโรปทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ ไปเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้สุดสวยงามเหล่านี้กันได้เลย เพื่อเปิดรับประสบการณ์ดีๆ พาตัวเองและคนที่คุณรักไปพักผ่อนหย่อนใจ ได้เที่ยวต่างประเทศในราคาสุดคุ้ม ถูกแสนถูก แถมมีคนให้บริการทุกอย่างเรียบร้อยแบบไม่ต้องทำอะไรเองอีกต่างหาก สบายขนาดนี้ รีบมาจองกันด่วนเลยยยย อ่านต่อ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
ไม่เป็นไรวันนี้เรามีทริคเด็ดๆมาให้ทุกคน จะได้ไม่ต้องไปแก้เขินกันบนเครื่องไม่ใช่อะไรหรอกเพราะตัวเราก็มีประสบ การณ์แบบนั้นเหมือนกัน 5555 จะเป็นยังไงไปดูกันเลยจ้า 1.หาข้อมูลการเดินทาง ใครที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกควรเช็คข้อมูลการเดินทางไปสนามบิน และตรวจสอบเวลาเครื่องบินให้ดีๆคงไม่มีใครอยากวิ่งหน้าตั้งไปขึ้นเครื่องใช่ไหมล่ะครับ ไม่คูลเลยว่าไหม เพราะฉะนั้นเราควรเผื่อเวลาล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ไปถึงสนามบินเร็วก็มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นกันตกเครื่องด้วย ถ้าบินไกลส่วนใหญ่จะต้องไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ถ้าในประเทศส่วนใหญ่ก็จะขึ้นที่ดอนเมือง แนะนำเช็คเส้นทางเลี่ยงรถติดกันให้ดีๆ นะครับ แหล่งข้อมูลเวลา นาฬิกา โลก : http://th.thetimenow.com/worldclock.php 2.ขั้นตอนการเช็คอิน เมื่อไปถึงสนามบินแล้วต่อไปจะเป็นขั้นตอนในการเช็คอินและตรวจสอบเอกสารใครที่ไม่เคยขึ้นเครื่องแนะนำให้อ่านข้อนี้หนักๆ เลยยย !! 2.1 การเช็คอินและโหลดกระเป๋า เมื่อไปถึงแล้วให้ดูที่จอดิจิตอลที่สนามบิน ซึ่งจะแสดงเลขเที่ยวบินสายการบิน และเวลาเดินทางไว้ (ดูได้จากใบรายละเอียดการเดินทาง)พร้อมระบุหมายเลขเค้าเตอร์สำหรับเช็คอินให้นำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต(กรณีไปต่างประเทศ)และใบรายละเอียดการเดินทางยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จแล้วเราจะได้รับ Boarding Pass และใบตม.(สำหรับเดินทางออกนอกประเทศ) 2.2 การสแกนสัมภาระ เมื่อมาถึงจุดตรวจให้แสดงพาสปอร์ตและBoarding Pass กับเจ้าหน้าที่ วางกระเป๋าหรือสัมภาระทั้งหมดลงในถาดที่จัดไว้ 2.3 สำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศให้มองหาป้ายตรวจหนังสือเดินทาง Passport Control เมื่อถึงจุดตรวจ ให้ยื่นพาสปอร์ตและใบตม.ที่กรอกแล้วให้กับเจ้าหน้าที่ 2.4 ดูเกตที่เราจะต้องขึ้นเครื่องบน Boarding Pass จากนั้นให้เดินเข้าไปรอในเกตดีกว่าเพราะบางที่เกตอยู่ไกลพอสมควร 3. สิ่งต้องห้ามเอาขึ้นเครื่องบิน รู้ไว้ก่อนสิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินถ้าไม่อยากถูกโยนของใช้ทิ้งลงถังขยะ อ่านก่อนเถิดหนา 3.1 ของเหลวทุกชนิดที่มีความจุต่อชิ้นเกิน 100 มล. เช่น เจล น้ำหอม สบู่เหลว สเปรย์ ห้ามพกติดตัวขึ้นเครื่องบินแนะนำให้ใส่กระเป๋าที่จะโหลดดีกว่าหรือใครจำเป็นต้องใช้จริงๆให้แบ่งใส่ขวดเล็กๆ เอาไว้ก็ได้ครับ ชิ้นต่อไป 3.2 แบตเตอรี่สำรองต้องมีค่าความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh 3.3 อาวุธ 3.4 ของมีคมต่างๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บ คัตเตอร์ 3.5 วัตถุไวไฟ เช่น ไฟแช็ค 3.6 อาหารที่มีกลิ่นแรง ต้องแพ็คมาอย่างเหมาะสม 3.7 สัตว์มีพิษ สัตว์ดุร้าย 3.8 สารอันตรายต่างๆ เช่น สารกำจัดแมลง สารหนู 3.9 สิ่งของอื่นๆ เช่น แม่เหล็ก น้ำแข็งแห้ง 4.สัมภาระขึ้นเครื่องอย่าใหญ่จนเกินไป เพราะตอนยกขึ้นเก็บบนช่องเก็บเหนือศีรษะอาจไปกระแทกหัวคนอื่นเขาได้ แถมยังลำบากตอนเอาขึ้นเอาลงเครื่องอีกต่างหากโดยกฎทั่วไปมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องได้แบบ 1+1 ครับ คือกระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ บวกกับสัมภาระอีก 1 ใบ โดยทั้งสองใบต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม บางครั้งสายการบินอาจจะไม่ได้เคร่งเรื่องขนาดมากเท่าไร แต่แนะนำไว้จะได้หมดปัญหาเพื่อนร่วมทางมองแรง 5.ควรยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นช่องเก็บเหนือศีรษะด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้แอร์โฮสเตสเข้ามาช่วยเหลือยิ่งถ้าหากเป็นผู้ชายแล้วล่ะก็ยกเองดีกว่าน้าจะให้ผู้หญิงมาช่วยก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะเท่าไรเพราะอันนี้เป็นหน้าที่นอกเหนือของแอร์แล้วถือว่าช่วยกันเป็นน้ำใจน่ารักๆ ของชาวไทยเรา เพื่อประหยัดเวลาในการออกเดินทางด้วย แต่ถ้าใครตัวเล็กยกไม่ไหวจริงๆก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ครับ 6.มองซ้ายขวาก่อนยกกระเป๋า ก่อนยกกระเป๋ามองด้านหลังก่อนเผื่อมีคนเดินตามเรามาหลบทางให้เขาก่อนที่เราจะยกกระเป๋าขึ้นเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าจะให้ผู้โดยสารทั้งลำหยุดชะงักเพราะเราแค่คนเดียวดูจะไม่เวิร์คเท่าไรใช่ไหมครับ เผลอๆ เราอาจเป็นต้นเหตุทำให้เครื่อง Delay แบบไม่รู้ตัวด้วยก็ได้นะ กันไว้ดีกว่าแก้นะทุกคนนนน 7.เอาเบาะที่นั่งพอประมาณ อย่าให้ถึงกับติดขาคนข้างหลังยิ่งถ้าเป็นชั้นประหยัดนี่บอกเลยว่าแน่นมากครับ สบายเราแต่ลำบากคนอื่นก็อาจจะโดนก่นด่ากันไปตลอดทางไม่น่าเป็นไอเดียที่เวิร์คเท่าไรครับ เอาแต่พอประมาณดีกว่าและที่สำคัญตอนเสิร์ฟอาหารแนะนำให้เอนเบาะตั้งตรงก่อนเพราะไม่งั้นแถวด้านหลังอาจจะกินไม่สะดวก 8.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนอยากให้เคารพกฎตรงนี้กันเนอะ เพราะอุบัติเหตุทางอากาศเราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ถ้าเกิดเครื่องบินตกหลุมอากาศเครื่องกระแทกแรง ตัวเราอาจลอยไปกระแทกกับผนังด้านบนได้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้แนะนำให้คาดเข็มขัดเอาไว้ตลอดดีกว่าน้า สามารถปรับระดับให้พอดีตัวเราได้แบบไม่อึดอัด ทำกันให้เป็นนิสัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง 9.นั่งที่นั่งตามเลขบนบอร์ดดิ้งพาส นั่งที่นั่งตามเลขที่ที่ปรากฏบนบอร์ดดิ้งพาส ไม่ย้ายที่นั่งด้วยตัวเองบางไฟล์ทอาจจะมีคนน้อยทำให้มีที่นั่งว่าง แต่ รู้หรือไม่ว่าทุกเที่ยวบินนักบินต้องดูเรื่องของการกระจายน้ำหนักผู้โดยสารบนเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินเกิดความสมดุลด้วย การย้ายที่นั่งด้วยตัวเองถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเท่าไรนัก 10.ดูหนัง ฟังเพลงบนเครื่องบิน บางสายการบิน ที่พนักของที่นั่งด้านหน้าจะมีจอที่สามารถเล่นเกมส์ ฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าต้องการอ่านหนังสือ ก็จะมีไฟสำหรับอ่านหนังสืออยู่เหนือศรีษะ สามารถกดใช้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจะดูหนังแนะนำให้ใส่หูฟังจะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นขณะโดย สารด้วยครับ 11.ดูสัญญาณไฟบนเครื่อง เมื่อเครื่องขึ้นบินได้ระดับแล้ว ไฟสัญญาณสีเขียวจะสว่างสามารถลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำตามจุดต่าง ๆ บนเครื่องได้แต่บนเครื่องจะมีห้องน้ำน้อยอย่างชั้น Economy โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1ห้องต่อผู้โดยสารประมาณ 28-30 คนเพราะฉะนั้นอย่าใช้ห้องน้ำนานเกินไป รักษาความสะอาดและที่สำคัญคืออย่าทิ้งขยะลงไปในส้วมเพราะอาจจะทำให้ส้วมตันแล้วต้องปิดห้องน้ำไปจนถึงที่หมายก็เป็นได้ 12.ขึ้น-ลงเครื่องบิน มีปัญหาปวดหู หูอื้อ ทำอย่างไรดี แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยได้มากครับ เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหูเวลาขึ้น/ลงเครื่องบินหนักๆควรพกยาหดหลอดเลือดชนิดพ่น และชนิดรับประทานไว้ด้วยเสมอเท่านี้ โดยต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์อีกที เท่านี้การเดินทางก็จะราบรื่นปราศจากอาการของหูที่จะรบกวนอีกต่อไป 13.ข้อแนะนำก่อนลงเครื่อง เมื่อถึงที่หมายหยิบสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยระวังไม่ให้กีดขวางทางเดิน และไม่ควรลุกออกจากที่นั่งก่อนเครื่องจอดสนิท หากเป็นเที่ยวบินในประเทศจะสามารถไปที่สายพานเพื่อรับกระเป๋าได้เลย แต่ถ้าเป็นเที่ยวบินต่างประเทศ จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้น ๆ แสดงบอร์ดดิ้งพาสพาสปอร์ต และใบตม.ที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่จากนั้นอาจจะมีการถามตอบเล็กน้อยก่อนประทับตราเข้าเมืองได้ จบไปแล้วกับ 13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบินนะครับ ถ้าหากใครที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศหรือขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎกันด้วยนะครับบ และทัวร์ครับก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวให้สนุก จบทริปกันด้วยดี แล้วไว้เจอกันใหม่ครับ ... อ่านต่อ >>แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ<<
10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน
พาพร้อม
ยุโรป
10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน
และเพื่อให้เพื่อนๆ ของทัวร์ครับได้เดินทางท่องเที่ยวยุโรปแบบฟินๆ เสมือนว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี วันนี้ทัวร์ครับเลยขอนำทริคเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวเที่ยวยุโรปที่จะทำให้การเดินทางของเพื่อนๆ ง่ายขึ้นมาฝากกันครับ ... 1.เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เวลา แน่นอนว่าข้ามไปอีกซีกโลก ใช้เวลาบินข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 10 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นการข้ามเวลาด้วย จะให้มาปรับตัวได้ง่ายๆ รวดเร็วเหมือนไปประเทศในเอเชียที่เวลาต่างกันแค่ 2 ชั่วโมงคงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวเที่ยวยุโรป ศึกษา Time Zone ของประเทศที่เราไปให้ดี จะได้กำหนดเวลานอนได้ถูกต้อง แรกๆ ก็คงมีอาการ Jet lag กันบ้าง ทัวร์ครับ เลยขอแนะนำว่าอย่าฝืนนอนกลางวัน แต่ให้นอนให้ดึกที่สุดในช่วง 2 วันแรก แล้วร่างกายก็จะค่อยๆ ปรับได้เองครับ 2. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กระเป๋าเดินทาง ไปยุโรปส่วนมากก็ไปกันในฤดูหนาว ทำให้ต้องนำเสื้อกันหนาวที่กินพื้นที่ในกระเป๋าไปหลายตัว และยิ่งใครที่เป็นสายแฟชั่นก็อาจจะเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะหน่อย ข้อแนะนำของแอดมินเลยก็คือ นำกระเป๋าใบที่จุได้เยอะที่สุดไปเพียงใบเดียวก็พอ จะได้ไม่ต้องลำบากขนกระเป๋า และที่สำคัญควรคำนวณน้ำหนักดีๆ อย่าให้เกิดที่สายการบินกำหนด และควรทำสัญลักษณ์พิเศษไว้ที่กระเป๋าของเราเพื่อป้องกันการหยิบผิดด้วยนะครับ 3. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เครื่องแต่งกาย ก่อนไปก็ควรเช็คสภาพอากาศให้ดี และที่สำคัญอยากแนะนำว่าอย่าเอาเสื้อผ้าไปเผื่อเลือกนะครับ ควรวางแผนชุดที่จะใส่ในแต่ละวันให้ดี จะได้ไม่ต้องเอาของมากไปเกินจำเป็น หากไปฤดูหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หมวกไหมพรม และลองจอร์นหรือฮีทเทคให้พร้อม ส่วนรองเท้าหากเป็นคู่ใหม่ควรทดลองใส่เดินก่อนสัก 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้รองเท้ารับได้พอดีกับเท้า และฝึกความคุ้นชินครับ 4. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กระเป๋า หนึ่งอย่างที่อยากบอกให้รู้ไว้เลยก็คือ ที่ยุโรปมิจฉาชีพค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ หรือสะพายกระเป๋า crossbody ที่โดดเด่นอาจทำให้ตกเป็นเป้าหมายของโจรพวกนี้ได้ สิ่งที่อยากแนะนำคือ ควรสะพายกระเป๋าคาดเอว คาดอก หรือกระเป๋าใบเล็กๆ ไว้ด้านในเสื้อผ้า ใส่พวกพาสปอร์ต เงิน และของที่สำคัญไว้ แล้วกระเป๋าด้านนอกก็สะพายแค่ไว้เป็นพร็อบ ใส่พวกกระดาษชำระ แว่นกันแดด หรือของที่ไม่ใช่ของสำคัญก็พอครับ>>10 อุบายที่สายเที่ยวควรระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในต่างแดน<< 5. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กล้องถ่ายรูป ใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กล้องถ่ายรูป แต่อยู่ที่แบตเตอรี่และเมมโมรี่การ์ดมากกว่า เพราะมันคงจะไม่สนุกแน่ หากกำลังลั่นชัตเตอร์ในจุดที่สวยงาม แต่แบตดันมาหมดและไม่ได้เตรียมแบตเตอรี่สำรองมา หรือลั่นชัตเตอร์เพลินจนเมมโมรี่การ์ดเต็ม เพราะฉะนั้นเตรียมไปเผื่อดีกว่าขาดนะครับ 6. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ยาสามัญประจำตัว แต่ละคนอาจจะมีโรตประจำตัวแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นยาประจำตัวคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่ยุโรปไม่ได้ซื้อยาง่ายเหมือนที่เมืองไทยเรานะครับ นอกจากนี้ใครที่ไม่ได้มีโรคประจำตัวอะไรก็อย่าชะล่าใจ ควรเตรียมพวกยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ไปด้วย เพราะเราไปเจอภูมิสภาพของเมืองที่เปลี่ยน อากาศเอย เชื้อโรคเอย ก็อาจจะทำให้เราป่วยได้ก็ได้ครับ กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ 7. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เงิน ห้าม! บอกเลยว่าห้ามเด็ดขาดที่จะพกเงินทั้งหมดติดตัวออกไปเที่ยว เพราะหากเกิดหายขึ้นมาก็จะเดือดร้อนทั้งทริปเป็นแน่ แต่หากใครพักที่โฮสเทล หรือไม่ใช่ตามโรงแรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดี ก็ไม่อยากให้เก็บเงินไว้ที่ห้องพักเช่นเดียวกัน ทางแก้ง่ายๆ เลยก็คือ อยากให้ทุกคนทำบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินที่เป็น Visa หรือ Mastercard มาจากไทยครับ แล้วกดเงินจากตู้ ATM เอา อาจจะ 3 วันกดทีก็ได้ เสียค่าบริการครั้งละ 100 - 150 บาท แต่แลกมาด้วยความสบายใจก็คุ้มนะครับ 8. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ภาษา แม้จะไปเที่ยวยุโรปกับทัวร์ แต่ก็ต้องรู้ภาษาไว้บ้างนะครับ ง่ายๆ เลยก็คือภาษาอังกฤษ พวกคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ ศึกษาไว้บ้าง และภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ พวกคำว่า สวัสดี, ขอบคุณ, ขอโทษ รู้ไว้ไม่เสียหาย และจะทำให้การเดินทางครั้งนี้สนุกขึ้นเยอะเลยครับ 9. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - อาหาร ไปต่างถิ่นแน่นอนว่าอาหารคงจะไม่ถูกปากไปทั้งหมด แล้วอย่างยิ่งใครที่ทานรสจัด คงไม่อินกับอาหารยุโรปที่มีแต่แป้ง นม ชีส เลี่ยนๆ แน่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำเลยก็คือการพกเครื่องปรุงส่วนตัวไปครับ อาจจะเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริก หรือน้ำปลาขวดเล็กๆ และพกอาหารสำเร็จรูป หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดกระเป๋าไปด้วย ทานข้างนอกไม่ถนัด อาจจะไม่อิ่ม อย่างน้อยกลับมาที่โรงแรมแล้วได้เจอรสชาติที่คุ้นเคยก็ยังดีครับ 10. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ซ้อมอาบน้ำแต่งตัว ข้อสุดท้ายนี้อาจจะฟังดูตลก แต่นี่คือเรื่องจริงนะครับ เพราะการไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือแพลน และหากเวลาผิดไปก็อาจจะทำให้แพลนคลาดเคลื่อนได้ ยิ่งไปกับคนหมู่มากยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากๆ เพราะฉะนั้นหากเพื่อนๆ คนไหนรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนทำอะไรนาน หรือมีหลายขั้นตอนกว่าจะออกจากบ้านได้ ก่อนไปก็ลองซ้อมดู ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงพร้อมออกไปข้างนอกเนี่ยเราใช้เวลาเท่าไหร่ เมื่อไปเที่ยวแล้วจะได้กะเวลาตื่นถูกครับ ทั้ง 10 ทริคที่ ทัวร์ครับ เราจัดมาให้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ และสามารถนำไปปรับใช้กันนะครับและไม่ใช่แค่ไปยุโรปเท่านั้น แต่ทริคเหล่านี้ยังปรับใช้ได้กับการไปเที่ยวทุกที่เลย เตรียมตัวให้พร้อมในทุกด้าน จะช่วยให้ทริปสนุกและราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลย เที่ยวให้สนุกกันนะครับ หากใครสนใจไปเที่ยวยุโรป สามารถปรึกษาหรือดู ทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ กันก่อนได้เลยครับ รับลองว่าสะดวกฟินแน่นอนนน !!
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
แถมระยะเวลาในการเบ่งบานแบบเต็มที่ของซากุระยังมีแค่ 10 วันเท่านั้นเอง ดังนั้นไปแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม นั่งปิ๊กนิกชิลๆ กันไปเลยทั้งวัน ซึ่งสิ่งของที่ต้องเตรียมไว้เพื่อจะได้อยู่กันได้ยาวๆ ก็คือ 6 ไอเทมเหล่านี้นี่เอง! 1. ขนมกินเล่น และข้าวกล่อง เพราะเราจะเสียเวลากับการดื่มด้ำบรรยากาศรับชมซากุระนานมาก เพราะฉะนั้นอาหารขนมเนี่ยต้องเตรียมตัวกันมาอย่างดีเลยนะ เรียกได้ว่านั่งชิลกันสัก 3-4 ชั่วโมง ก็ซื้อมาเยอะๆ ตุนเอาไว้ได้เลย เพราะจะได้เอาไว้หยิบกินเพลินๆ คุยกับเพื่อน เล่นกับเพื่อน อ่านหนังสือไป กินไป แต่อย่าลืมล่ะว่ากินเสร็จแล้วต้องเก็บขยะทุกชิ้นกลับไปด้วยนะ อย่าให้ใครว่าเราได้ล่ะว่าเป็นคนไทยไร้มารยาท ส่วนอาหารขนมเหล่านี้ก็หาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อเลย 2. จานกระดาษ ตะเกียบ แก้วพลาสติก สำหรับใครชอบดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ก็สามารถหยิบจับมาจากซูเปอร์มาเก็ตพร้อมขนมตามข้อด้านบนได้ และไอเทมที่ขาดไม่ได้ชิ้นต่อไปในการนั่งชมซากุระคือ จานกระดาษ ตะเกียบ และแก้วเนี่ยแหละ แต่อย่าลืมเขียนชื่อไว้ที่แก้วด้วยนะครับ เพราะเวลากินเพลินๆ ขยับที่กันบ่อยๆ อาจหลงลืมได้ว่าใครกินอะไร บางคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะได้รู้ด้วยไม่หยิบผิด และที่สำคัญก็รักษาความสะอาดให้สถานที่เค้าด้วยแล้วกันนะ 3. เตรียมเสื่อมาให้พร้อม การนั่งชมซากุระเนี่ยถึงจะเป็นกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวชั้นดี แต่ไม่ใช่ว่าเค้าจะมีเสื่อไว้ให้บริการนะเราต้องเตรียมไปเองนะ คือ บางที่เค้าอาจจะมีการจัดเตรียมเก้าอี้ให้ได้นั่งแบบสบายๆ ก็จริง แต่ก็มีอีกหลายที่เลยที่ไม่มี ดังนั้นเตรียมเสื่อไว้ให้พร้อมสำหรับจับจองพื้นที่ ให้พอดีกับปริมาณคนก็ถือเป้นเรื่องดีที่สุด จะได้ไม่นั่งเบียดกันจนเกินไป และแนะนำให้ใช้เสื่อที่เป็นเหมือนผ้านิ่มๆ หนาๆ ด้วยนะครับเพราะพื้นที่ที่เราปูไปบางทีอาจจะขรุขระหรือมีเศษหินต่างๆ ทำให้นั่งไม่สะดวก เสื่อนิ่มๆ จะช่วยลดแรงกดทับและการบาดเจ็บได้เยอะเลย 4. ทิชชู่ของมันต้องมี หนึ่งในไอเทมที่หลายๆ คนชอบลืมกันไปแต่ต้องใช้กันบ่อยมาก ก็คือเจ้าทิชชู่นี่แหละ เพราะหลังจากกินนั่นนี่เสร็จ หยิบจับขนมต่างๆ มือเราก็อาจจะเลอะ หรือบ่อยครั้งที่ชอบเกิดเหตุการณ์ทำน้ำหกเลอะเสื่อเกิดขึ้น ทำให้หมดสนุกต้องมาระวังไม่ให้นั่งทับน้ำอีก การเตรียมทิชชู่ไปจะช่วยเราได้อย่างมากเลย แถมเวลาไปเข้าห้องน้ำก็สามารถพกทิชชู่เหล่านี้ที่เราเตรียมมาไปใช้ได้อีกด้วย เพราะห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ของบ้านเค้าจะไม่ค่อยมีทิชชู่ หรือไม่ก็มีจริงแต่นักท่องเที่ยวช่วงนี้เยอะมากจนทิชชู่หมดเอาได้ 5. ถุงขยะไว้ใส่ของทุกอย่างไปทิ้ง หลังจากสังสรรค์นั่งเม้ามอยกันใต้ต้นซากุระเสร็จเรียบร้อย อาหารต่างๆ รวมถึงขยะที่เราเอามาก็คงเกลื่อนเต็มเสื่อไปหมดแน่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้าถือเรื่องความสะอาดมากนะครับ ดังนั้นอย่ามักง่ายทิ้งตรงนั้นเด็ดขาด เก็บของทุกอย่างกลับไปด้วย รวมถึงขยะทุกชิ้น โดยเราควรเตรียมถุงขยะมาเองและต้องมีหลายๆ ใบด้วย เพื่อใช้ในการแยกขยะ ทั้งขยะกระป๋อง ขวด ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ เพื่อเป็นการลดภาระให้ทางพนักงานขยะบ้านเค้านั่นเอง ปลูกฝังจิตสำนึกดีๆ แบบนี้เอาไว้ดีที่สุดครับ 6. ของจิปาถะอื่นๆ ตามสถานการณ์ สุดท้ายแล้วไอเทมที่ต้องเตรียมไปก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วล่ะครับ บางคนมีหมอนเน่าที่ต้องติดไปด้วยทุกที่ บางคนอยากได้พร็อปสวยๆ ไว้ถ่ายรูปเล่น ทั้งตุ๊กตา ทั้งเสื้อกันฝน ทั้งเสื้อกันหนาว หยิบมาให้หมดครับ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่กับโซนนี้นานพอสมควร และจะได้รูปแถวนี้เยอะมาก (เนื่องจากช่วงซากุระบานมันสวยมากจริงๆ) เพราะฉะนั้นใครมีไอเทมชิ้นไหนที่อยากจะติดตัวเอาไว้ด้วยก็หยิบมาได้เลย จะได้ไม่เสียดายทีหลังว่า “รู้งี้เอา...มาด้วยก็ดีหรอก” ทั้งหมดนี้ก็เป็นเช็กลิสต์ดีๆ ทั้ง 6 ไอเทมที่คนอยากไปนั่งชมซากุระชิลๆ ต้องมีให้ได้เลย โดยเพื่อนๆ ที่ไม่อยากให้เกิดปัญหาต่างๆ วุ่นวาย หรือไม่อยากจัดแจงอะไรให้ปวดหัว ก็มาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวชมซากุระยามเบ่งบานที่สุดที่หาได้ยากยิ่ง มาครั้งนี้ได้ภาพประทับใจกลับไป พร้อมซึมซับบรรยากาศดีที่ไม่มีที่ไหนมอบให้ เราจัดตารางทัวร์ที่เจ๋งๆ เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกลัวที่พักเต็ม ไม่ต้องกลัวอาหารไม่อร่อย ทัวร์ครับ จัดหนักพาทัวร์ญี่ปุ่นแบบไม่ต้องมีภาระใดๆ จองคิว จองทัวร์ แล้วรอเที่ยวอย่างเดียวได้เลย!!! บทความแนะนำจากทัวร์ครับ >>4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น<<
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
วันนี้ ทัวร์ครับ จะพาทุกคนไปเปิดประวัติความเป็นมาของซากุระในประเทศญี่ปุ่นกัน ว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นยังไงกันบ้างก่อนจะกลายมาเป็นมาสคอตของญี่ปุ่นได้ 1.ซากุระมีชื่อเสียงเพราะถูกสอดแทรกไว้ในวัฒนธรรมต่างๆ กุญแจสำคัญที่ทำให้ต้นซากุระมีบทบาทและเป็นตัวแทนความรักและสงบสุขแบบทุกวันนี้ ก็เพราะความเก่งกาจและชาญฉลาดของคนญี่ปุ่นนี่แหละครับเพราะชาวญี่ปุ่นมักจะหยิบยกสิ่งต่างๆ รอบตัวมาสร้างคุณค่าและปลูกฝังมูลค่าให้มันน่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกับที่เราเห็นมาสคอตต่างๆ ในประเทศที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแท้ๆ แต่ก็กลับสร้างให้มีชื่อเสียงและกลายเป็นแลนด์มาร์กที่น่าสนใจได้ซะอย่างนั้น โดยซากุระเองก็ถูกหยิบจับมาสร้างเป็นผลงานทางวัฒนธรรมมากมายในอดีต อย่างเช่นบทกวีที่มีการแต่งออกมาประมาณว่า ‘ถ้าหากโลกนี้ไม่มีดอกซากุระ ก็คงดำเนินชีวิตได้อย่างสงบ ไม่ต้องมาตื่นเต้นหรือเสียดายช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิหรอก’ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ ‘อะริวาระโนะ นาริฮิระ’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นซากุระนั้นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเค้าเฝ้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อถึงการผลิบานของมันมานับตั้งแต่อดีตแล้ว แถมจิตรกรในสมัยนั้นก็มักจะวาดภาพต้นซากุระบวกกับพื้นหลังของภูเขาไฟฟูจิ ทำให้ทั้งสองสิ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นฝังหัวคนทั้งโลกไปโดยปริยาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามในญี่ปุ่นมักจะมีซากุระอยู่ด้วยเสมอ ทำให้ความย้ำคิดเหล่านี้เองถูกปลูกฝังลงในจิตสำนึกของทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง 2.ทุกอย่างที่เป็นศิลปะ ซากุระต้องปรากฏตัว เรื่องของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการคนญี่ปุ่นเค้าล้ำเลิศไม่แพ้ใครอยู่แล้วล่ะครับเพราะฉะนั้นพวกการฝีมือ ตกแต่งต่างๆ เค้าจึงมักจะทำออกมาได้อย่างโดดเด่นมากเลย ซึ่งซากุระนั้นไม่ใช่ปรากฏแต่เพียงในรูปภาพ หรือบทกวี แต่ถูกส่งต่อมาจนถึงวิถีชีวิตอย่างเช่นอาหารการกิน และกลายเป็นขนมของฝากหน้าตาน่ารักที่ทำเลียนแบบดอกซากุระได้สวยงามสะดุดตามาก นำเอาเอกลักษณ์ของความเป็นซากุระมาใช้งาน สร้างมูลค่า และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำได้เป็นอย่างดี ทั้งสี รูปร่าง และกลิ่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ ก็ไม่มีทางทำได้ และไม่มีทางสื่อถึงความเป็นซากุระออกมาได้อย่างเรียบเนียนแบบนี้แน่นอน 3.คนญี่ปุ่นเริ่มชมซากุระมาตั้งแต่สมัย 1000 ปีก่อน ต้องบอกเลยนะครับว่าการชมซากุระในบ้านเค้าไม่ใช่เพิ่งจะมีเร็วๆ นี้ หรือเพิ่งฮิตกัน แต่จริงๆ เค้ามีมาเป็นพันปีแล้วล่ะครับ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ซากุระครองใจคนญี่ปุ่นได้เนิ่นนานแบบนั้น ก็เพราะสมัยก่อน เกษตรกรจะจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้น เพื่อคอยอธิษฐานให้การเก็บเกี่ยวพืชผลของเค้านั้นทำได้อย่างราบรื่นอุดมสมบูรณ์ และแน่นอนว่าแต่ก่อนก็ยังไม่มีการระบุเดือนระบุอะไรชัดเจนมากมาย คนสมัยนั้นเลยใช้การเบ่งบานของซากุระนี่แหละครับแทนปฏิทิน ทำให้ความสำคัญของซากุระมีมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย ซึ่งความที่สีของดอกซากุระนั้นอ่อน ขาว ชมพู แสดงถึงความบอบบาง น่าทะนุถนอม อ่อนโยน ทำให้กลายเป็นดอกไม้ขวัญใจคนญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งเอกลักษณ์ที่สวยงามดูผู้ดีแบบนี้แหละครับที่ถูกใจขุนนางในสมัยนั้นสุดๆ จนถูกสั่งให้นำไปปลูกในเมืองหลวงเพื่อประดับตกแต่งไปทั่ว แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดีมากๆ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้นั่นเองครับ 4.ความงามที่มาเพียงไม่นาน แต่ประทับใจไม่รู้ลืม เอกลักษณ์สุดท้ายที่ทำให้ดอกซากุระกลายเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงและคนชื่นชอบทั่วทั้งโลก ก็เพราะความงามของมันที่มีเวลาเชยชมที่จำกัดนี่แหละครับสิ่งใดที่สวยตลอดไป มองเมื่อไหร่ก็ได้ แบบนี้จ้องแป๊บเดียวก็คงเบื่อ แต่ซากุระนั้นแตกต่างกัน มันจะคอยเผยโฉมความสวยงามของมันในเฉพาะเวลาที่มันต้องการ ไม่ออกมาสวยพร่ำเพรื่อให้น่าเบื่อ แต่จะเบ่งบานแค่เพียงไม่กี่วัน และหลังจากนั้นความงดงามก็จะถูกเก็บไว้ รอวันเปิดเผยครั้งใหม่ต่อไป ทำให้ความลี้ลับในความสวยงามครั้งนี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้คนต้องมาคอยเฝ้ารอและรับชมโอกาสที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาสักที และกลายเป็นประสบการณ์การรับชมดอกไม้ที่สวยงามที่จะคอยสร้างความตราตรึงใจ และทำให้ทุกคนที่เห็นประทับใจแบบไม่มีวันลืม เรื่องราวอันยาวนานของซากุระนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปในประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้นี่แหละครับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรทำให้ได้สักครั้งก่อนตายจริงๆ เลย โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเนี่ยเป็นช่วงเดือนที่ซากุระผลิบานได้สวยที่สุดแล้ว เพื่อนๆ เลิกลังเล และไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลยเข้ามาจองทัวร์เที่ยวชมซากุระ กับทาง ทัวร์ครับ เพื่อประจักษ์ความงดงามและตำนานอันเป็นนิรันดฺร์นี้ไปพร้อมๆ กันได้เลย อ่านต่อ บทความแนะนำ >>ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น<<
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
ทำไมต้องไปนั่งชิลๆ ใต้ต้นซากุระด้วย? หนึ่งในกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่มักชอบทำกันในช่วงเมษายนนี้ก็คือ การได้ไปนั่งใต้ต้นซากุระสีชมพูขาวที่ดอกเยอะจนเปลี่ยนโลกนี้สู่ความสงบสุขนั่นเอง เพราะมันจะทำให้เราได้ใช้เวลาไปอย่างสบายๆ เพลิดเพลินกับการนั่งคุย นั่งเล่น กินขนมกันไป ทำนู่นทำนี่ไป ปล่อยตัวสู่ความเป็นธรรมชาติ แค่นอนรับลมเฉยๆ ก็ฟินมากแล้วล่ะครับเป็นบรรยากาศที่ปีหนึ่งจะหวนมาให้เราได้สัมผัสสักครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง และที่สำคัญเลยนะ ความสวยงามของซากุระนี้จะคงอยู่แค่ 7-10 วันเท่านั้น ก่อนจะร่วงโรยดับไปไม่สวยเหมือนเดิม ดังนั้นจึงควรซึมซับบรรยากาศตรงนี้เอาไว้ให้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสวยงามครั้งนี้เอาไว้ในใจ โดยการมานั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระนี่แหละครับถูกต้องที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมนะว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม และนี่คือ 4 มารยาทในการชมซากุระที่เราต้องยึดตามแบบอย่าง และห้ามทำพลาดเด็ดขาด 1. ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง อย่าลืมรักษาความสะอาดด้วย เพราะพื้นที่ในการรับชมซากุระนั้นมีจำกัดนะครับดังนั้นเราจึงต้องแบ่งสันปันส่วนให้กับใครหลายๆ คน ซึ่งเมื่อเราลุกออกไป พวกเศษขยะต่างๆ ที่เรากินเหลือทิ้งไว้ก็ต้องนำเก็บไปทิ้งด้วย และต้องรักษาความสะอาดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ห้ามทำเลอะเทอะเด็ดขาดนะ จะกินอะไรก็ไม่มีใครว่าหรอกครับสำคัญคือต้องไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงเนอะ เป็นมารยาทพื้นฐานง่ายๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะถ้าเผลอทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางอาจโดนปรับเอาได้ง่ายๆ เลย แค่ทำตามขั้นตอนนี้ก็จะทำให้เที่ยวชมซากุระได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ 2. อย่าส่งเสียงดังโวยวายรบกวนชาวบ้าน เอาจริงๆ แค่นั่งคุยกันใต้ต้นซากุระนี่ก็มีความสุขและฟินมากแล้วนะครับเพราะมันเหมือนถูกดูดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่มีทั้งความสวยงาม สงบ และน่าหลงใหล แต่ถึงแม้มันจะเป็นที่เปิดโล่งยังไง เราก็ห้ามส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเค้าเด็ดขาด เพราะตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ของเราคนเดียว ยังมีคนอื่นอีกมากมายที่หวังจะมาซึมซับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นจะคุยกันก็เอาให้มันพอดี ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นๆ เค้านะครับคุยกันสบายๆ จะทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ปรามๆ ตัวเองนิดนึง หรือบอกให้เพื่อนช่วยสะกิดด้วยก็ได้ เพราะบางทีเราเองก็โวยวายมากไปแบบไม่รู้ตัว 3. จับจองพื้นที่ให้พอดีคน อย่าเยอะเกินไปจนน่าเกลียด เรื่องของการจองพื้นที่นั่งชมซมซากุระ ถึงแม้จะไม่มีใครออกกฎหมายกำหนดมาว่าต้องนั่งจองแค่ไหน แต่ให้รู้กันเองเป็นมารยาทแล้วกันเนอะว่า จองได้ แต่ให้จองแบบพอดีคนก็พอ เพราะทุกคนก็คงอยากได้ทำเลดีๆ กันทั้งนั้นแหละครับเอาไว้รับชมบรรยากาศดีๆ นั่งดื่ม นั่งกินกันแบบสบาย ยืดแข้งยืดขาได้ แต่ก็ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นด้วย เพราะช่วงเวลาในการรับชมซากุระนั้นปีหนึ่งมีแค่ไม่กี่วัน ถ้าพลาดบรรยากาศดีๆ แบบนี้ไปอาจจะต้องรอถึงปีหน้าเลย ดังนั้นจับจองพื้นที่กันอย่างพอดี และเผื่อแผ่ให้คนรอบข้างด้วยดีที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งมารยาทสำคัญที่ควรทำตามอย่างยิ่ง 4. ห้ามจับต้นซากุระเด็ดขาด เพื่อให้ธรรมชาติอยู่คู่กับเราไปนานๆ ข้อนี้หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนนะครับว่าเค้ามีกฎข้อห้ามนี้ด้วย แต่ขอให้นึกเอาไว้ว่าซากุระเองก็เป็นต้นไม้ที่มีชีวิตเหมือนกัน แถมค่อนข้างจะบอบบางมากเลยล่ะ เห็นต้นใหญ่แบบนี้แต่ต้องการการดูแลที่ดีมากนะ เพราะฉะนั้นเราห้ามเด็ดขาดเลย ห้ามเอามือไปแตะต้องต้นซากุระ หรือหักกิ่งเล่น รวมถึงห้ามนั่งทับหรือกางเสื่อปูนั่งกันบนรากของต้นซากุระ เพราะจะทำให้ต้นไม้ตายได้ อย่าคิดว่าเรื่องนี้มันโอเวอร์นะครับลองคิดดูว่าปีปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมต้นซากุระเหล่านี้กี่หมื่น กี่แสนคน แล้วถ้าทุกคนจับ ทุกคนโหนกิ่งมาถ่ายรูป ต้นซากุระจะบอบช้ำมากแค่ไหน ดังนั้นการรักษากฎระเบียบของสถานที่ก็เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่ห้ามหลงลืม ทั้งหมดนี้ก็เป็นมารยาทพื้นฐานในการเยี่ยมชมซากุระที่เพื่อนๆ ต้องรู้เอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะครับและสำหรับใครที่ไม่อยากพลาดการชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่ออกดอกสวยมากที่สุดในปีนี้ ก็อย่าลืมมาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ของเราได้เลย ช่วยให้เพื่อนๆ สบายใจขึ้นอีกเยอะ ไม่ต้องกลัวโรงแรมเต็ม ไม่ต้องกลัวจะหาของกินอร่อยๆ ไม่ได้ เพราะ ทัวร์ครับ จัดหาทั้งที่เที่ยวดีๆ ของฝากที่น่าสนใจ รวมถึงโรงแรมที่พักสุดหรู พร้อมของกินสุดอร่อยไว้ให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ววววว อ่านต่อ บทความแนะนำ >>จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น<<