ทัวร์ครับพาอัพเดต
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ
พาพร้อม
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ
1.หนังสือเดินทาง จะไปต่างประเทศทั้งทีลืมหนังสือเดินทางนี่อาจต้องเดินทางกลับบ้านก่อนขึ้นเครื่องนะจ๊ะ ของสำคัญเพื่อยืนยันตัวตนขณะอยู่ต่างประเทศสำคัญพอๆกับบัตรประชาชนเมื่ออยู่ประเทศไทยเลยก็ว่าได้แนะนำควรเตรียมกระเป๋าพกติดตัว เพื่อไว้เก็บหนังสือเดินทางโดยเฉพาะเลย และสิ่งสำคัญที่หลายคนมักพลาดไปก็คือหนังสือเดินทางควรมีอายุมากกว่า 6 เดือน หรือ 180 วัน นับตั้งแต่วันที่เราเดินทางไป ถ้าหนังสือเดินทางของคุณใกล้จะหมดอายุแนะนำให้ไปต่อก่อนดีกว่าเพราะมีหลายคนพลาดเดินทางไปอย่างน่าเสียดายด้วยกรณีหนังสือเดินทางใกล้หมดอายุ กันมาหลายรายแล้วล่ะ 2.ยาประจำตัว ใครที่เป็นโรคประจำตัวอะไรสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยาประจำตัวของคุณหรือใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรก็ควรพกยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านอย่างเช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้ท้องเสีย เป็นต้น ติดตัวกันไว้ดีกว่าเพราะบางประเทศอาจจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจจะป่วยกันได้ง่าย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหายากันที่ต่างแดนที่เราไม่รู้ว่าควรกินยาอะไร พกไว้ให้อุ่นใจดีกว่า 3.กล้องถ่ายรูป ของสำคัญเวลาไปต่างแดนถึงแม้เราจะมีกล้องโทรศัพท์ที่ถ่ายได้อย่างรวดเร็ว แต่ไหนๆ ไปไกลทั้งทีก็อยากจะเก็บรูปถ่ายที่คุณภาพชัดๆ แน่นๆกันใช่ไหมล่ะเพราะฉะนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของทริปอีกอย่างนั่นก็คือ "กล้องถ่ายรูปดีๆ สักตัว" ถ้าให้ดียิ่งกว่านั้นลองหาตากล้องคู่ใจไปด้วยสักคนทีนี้ก็เป็นทริปที่มีเก็บความทรงจำกันได้ยาวๆ แล้วสำหรับใครที่ไปคนเดียวการใช้ขาตั้งกล้องที่พับเก็บได้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราว่าเวิร์คในยุคสมัยนี้เพราะสะดวก แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายใครด้วยแต่แนะนำว่าเลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่านเท่าไรจะได้ไม่รบกวนเขาด้วยเนอะ 4.อุปกรณ์แปลภาษา ไปต่างประเทศจะไปงูๆ ปลาๆก็พอได้สำหรับบทสนทนาง่ายๆแต่หากเกิดเรื่องฉุกเฉินหรือเกินความสามารถเราขึ้นมาทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่แนะนำให้พกอุปกรณ์แปลภาษาไปด้วยดีกว่าเผื่อบางประเทศเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเราจะลำบากได้ สำคัญมากๆเวลาซื้อของจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง ไม่ใช่สั่งเนื้อไก่ แต่ได้เนื้อสุนัขอะไรแบบนี้ดูจะล้ำเกินไปจริงไหม 555 5.หัวปลั๊กไฟ หัวปลั๊กประจำประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะใช้ปลั๊กแบบเราเพราะฉะนั้นทางที่ดีควรศึกษาก่อนว่าประเทศที่เราจะไปนั้นเขาใช้หัวปลั๊กแบบไหนจะได้ไม่พลาด ทางที่ดี ควรนำหัวปลั๊ก universal ที่ใช้ได้กับทุกประเทศไปด้วย หรือทำการบ้านว่าประเทศที่เราจะไปนั้นใช้หัวปลั๊กแบบไหนแล้วเตรียมไปให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่กันที่ต่างประเทศกันให้วุ่นวายใจ 6.เงินสด เงินสด ควรพกเงินสดติดตัวไว้ด้วยเผื่อเหตุฉุกเฉินหรือต้องการใช้เล็กๆ น้อยๆ จะได้มีเงินใช้จ่ายในกรณีที่บางร้านค้าอาจจะไม่รับบัตรแล้วควรแลกเงินจากไทยไปก่อนเพราะสวนใหญ่จะได้ rate ดีกว่าแลกเมืองนอก ร้านที่ใช้บริการบ่อยคือ Super Rich ลองดูใน googleได้เลยครับ มีSuper rich thailand กับ super rich 1992 ต้องลองเช็คเรทราคาดูอีกทีเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดอยู่แล้ว 7.ร่มหรือเสื้อกันฝน เพราะเราไม่รู้เลยว่าอากาศต่างประเทศจะเป็นยังไงบางประเทศฝนตกตลอดปีก็มีถึงจะดูกรมอุตุของบ้านเขาไว้แล้วก็เถอะแต่เราก็ไม่อยากเปียกขณะเดินทางจริงไหม เผลอๆ ก็อาจจะป่วยยาวไปทั้งทริปจะหมดอรรถรสในการเดินทางซะเปล่าๆเพราะฉะนั้นอย่าลืมกันไว้ดีกว่าแก้เสมอ 8.เสื้อกันหนาว สำคัญมากๆยิ่งเดินทางไปในประเทศยุโรปโซนที่หนาวจัดๆ ควรมีเสื้อกันหนาวแน่นๆไว้สักตัวเพราะอากาศดีของเขาอาจจะหนาวมากสำหรับชาวไทยอย่างเราๆที่ไม่เคยเจออากาศหนาวจัดมาก่อนเครื่องกันหนาวไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว รองเท้าบู๊ท ถุงมือหรือผ้าพันคออุ่นๆจะช่วยปกป้องร่างกายของคุณให้ปลอดภัยจากอากาศหนาวของบ้านเขาได้ดี แนะนำให้เตรียมไปให้พร้อมจะได้ไม่ไปเป็นหวัดที่นู่น 9.รองเท้าสำรอง ควรพกติดตัวมาด้วยเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินไม่ว่าจะรองเท้ากัดหนักมากเพราะการมาต่างประเทศแต่ละทีบอกเลยว่าเดินเยอะแน่นอนหรือรองเท้าเปียกฝนหลายเหตุการณ์ฉุกเฉินทางที่ดีเราควรนำรองเท้ามาเปลี่ยนด้วยจะได้สนุกกับทริปให้เต็มที่แบบหมดห่วง ไม่ต้องคอยมานั่งพัก นั่งเซ็งว่ารองเท้ากัดส่วนการเลือกรองเท้าก็ต้องดูสภาพแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เช่น หากเดินเที่ยวในเมือง รองเท้าผ้าใบดีๆ สักคู่ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องเดินป่า หรือต้องไปตะลุยหิมะก็ควรเลือกรองเท้าที่เป็นแบบเฉพาะกันหิมะไม่ให้กัดเท้าเราได้ 10.แผนที่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรลืมไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามเพราะเราไปต่างถิ่นต่างที่แถมภาษาบ้านเขาเราก็จะอาจจะงงๆถามทางแต่ละทีก็ต้องรวบรวมความกล้าจนปวดใจเพราะกลัวสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องแนะนำให้พกแผนที่หรือไฮเทคหน่อยก็หาโหลดแอพแผนที่ที่ใช้กับประเทศเขาได้ เอาที่แบบเราดูแล้วเข้าใจไม่งงกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่พลาดเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ หรือเกิดหลงทางขึ้นมาจะได้กลับถูก หลงทางบ้านเขาไม่คูลเลยจริงไหม เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส ทางที่ดีเตรียมจดลิสต์สถานที่ที่เราอยากไปเอาไว้ด้วยพร้อมกับพิกัดเดินทางเอาไว้ด้วยดีกว่าจะได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลาเดินทาง และยังคำนวณเวลาการเที่ยวได้ จะได้เป็นทริปที่น่าจดจำอีกทริปหนึ่ง บทความแนะนำ >>13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??<<
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
พาพร้อม
ยุโรป
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ใครที่อยากจะหนีร้อนไปพึ่งเย็นและเห็นความงามของเทศกาลดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งในอยู่ในช่วงเดือนดังกล่าว ก็ต้องไม่พลาดเด็ดขาด ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปดูเองว่าจะไปชมเทศกาลดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แต่งตัวยังไงไปถึงจะเหมาะสมที่สุด ตัดสินใจเลือกเดือนให้ถูกต้อง สำหรับการไปรับชมเทศกาลดอกไม้เหล่านี้ก็ต้องดูด้วยนะครับ ว่าเราจะไปชมกันที่ไหน เพราะอย่างทางซีกโลกเหนือเนี่ย ก็จะมีเทศกาลดอกไม้ หรือฤดูใบไม้ผลิอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้มันตรงกับหยุดยาวของเราและน่าเที่ยวสุดๆ อย่างพวกเกาหลี ญี่ปุ่น เนี่ยแหละครับใกล้ๆ แถมได้เห็นต้นซากุระแบบเป็นๆ เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีชมพูสวยสะดุดตามาก ส่วนใครที่อยากไปชมเทศกาลดอกไม้ที่ไกลขึ้นมาหน่อยอย่างทางออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ช่วงเดือนที่เหมาะสมก็คือ กันยายน - ธันวาคม นั่นเองครับ ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกันนะ ว่าเราอยากจะไปเที่ยวโซนไหน จะได้วางแผน จัดตารางเวลาต่างๆ ได้ถูกต้องด้วย เพราะแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป แถมการเบ่งบานของดอกไม้ก็ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เทศกาลดอกไม้จะไม่ทำให้เพื่อนๆ ผิดหวังแน่นอน !!! จัดกระเป๋าเตรียมตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ เตรียมให้พร้อมจัดเสื้อผ้าตามโซนให้ถูกต้อง อย่างที่บอกไปนะครับ ว่าเทศกาลดอกไม้มันมีจัดขึ้นทั่วทั้งโลกนั่นแหละ แถมแต่ละโซนก็มีทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และความงดงามของดอกไม้ที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เราก็ควรเตรียมตัวไปให้สอดคล้องกับสถานที่นั้นๆ ด้วย ซึ่ง ทัวร์ครับ เองก็ได้รวบรวมข้อมูลทั้ง 3 โซนหลักๆ แลนด์มาร์กสำคัญในการรับชมเทศกาลดอกไม้มาฝากกัน ต้องแต่งตัวยังไงนั้น ไปชมกันเลย แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนเกาหลี-ญี่ปุ่น สำหรับโซนนี้นะครับ ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้สภาพแวดล้อมอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอุณหภูมิของบ้านเค้าที่อุ่นแล้วก็จะยังอยู่ที่ 10-22 องศา อยู่ดี ดังนั้นชาวไทยอย่างเราก็อาจจะยังคงหนาวสักหน่อยเนอะ เสื้อผ้าแฟชั่นที่เหมาะสมเลยจะเน้นใส่แบบสบายๆ แต่แขนยาวสักนิด ไม่ต้องหนามากหรอกครับ เอาแค่พอให้ไม่โป๊ ไม่เปลือย เท่านั้นก็พอ เพราะถ้ามันถึง 10 องศาจริงๆ มันก็ยังคงหนาวอยู่ดี อาจจะเอาเป็นแจ็คเก็ตหนาๆ ไปเตรียมไว้เพื่อคลายหนาวก็ยังได้ ส่วนวันไหนอากาศอุ่นๆ ขึ้นหน่อยก็ค่อยใส่เสื้อยีนอะไรแบบนี้ก็ยังเวิร์คอยู่ หรือถ้าอยากมีพร็อปสวยๆ ก็จัดผ้าพันคอด้วยเลยครับ รับรองว่าเลิศ แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนยุโรป สำหรับยุโรปนั้นเป็นอีกหนึ่งโซนที่มีเทศกาลดอกไม้สวยงามอลังการงานสร้างมากๆ ไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย เพราะมีให้เลือกหลากหลายประเทศ อยู่ที่ว่าเราสะดวกเดินทางไปที่ไหน ซึ่งอุณหภูมินั้นจะอยู่ที่ 11-20 องศา กลางๆ ไม่ร้อน หนาวเย็นกำลังดี และบางทีก็มีฝนตกแซมๆ มาเช่นกัน เพราะอย่างประเทศฝรั่งเศสเนี่ย ต่อให้เป็นฤดูไหนๆ ก็มีฝนตกได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้แนะนำให้เผื่อเสื้อหนาว หรือเสื้อโค้ทมาด้วยจะดีที่สุด เพราะยังไง๊ยังไงก็ได้ใช้แน่นอน แนะนำ >>ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’<< แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนซีกโลกใต้ โซนนี้จะมีประเทศที่น่าสนใจและน่าไปมากๆ อยู่ 2 ประเทศคือ ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ ซึ่งอากาศบ้านเค้าจะเหมือนหน้าหนาวบ้านเราเลยครับ คือเฉลี่ยอยู่ที่ 15-28 องศา เท่านั้นเอง ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่งเหมือนอยู่ไทยได้เลย เพราะอากาศหนาวเย็นนิดๆ หน่อยๆ คนไทยชิลอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากใส่เสื้อกันหนาว เสื้อคลุมเท่ๆ อันนี้แนะนำมากเลย เพราะบางทีเผื่ออุณหภูมิมมันดิ่งไปตามสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น ลดมาเหลือ 15 องศาจริงๆ เราก็ยังเอาอยู่ เตรียมไว้ทั้งชุดเที่ยวฤดูหนาว และฤดูร้อนเลยครับดีที่สุด เห็นมั้ยล่ะว่าโลกเราเนี่ยยังมีเทศกาลดอกไม้รอให้เพื่อนๆ ไปรับชมความงดงามของมันอยู่อีกตั้งมากมายหลายที่จริงๆ เลยล่ะครับ สามารถเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเลย อยู่ที่ว่าเราจะว่างช่วงไหน และอยากจะบินไปแถบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง ฤดูใบไม้ผลินี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว เพราะฉะนั้นเป็นช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดช่วงหนึ่งแล้วล่ะครับ สำหรับใครที่มีแพลนอยากคืนความสุขให้ตัวเอง หรือคนในครอบครัว ก็มาจอง ทัวร์ยุโรปทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ ไปเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้สุดสวยงามเหล่านี้กันได้เลย เพื่อเปิดรับประสบการณ์ดีๆ พาตัวเองและคนที่คุณรักไปพักผ่อนหย่อนใจ ได้เที่ยวต่างประเทศในราคาสุดคุ้ม ถูกแสนถูก แถมมีคนให้บริการทุกอย่างเรียบร้อยแบบไม่ต้องทำอะไรเองอีกต่างหาก สบายขนาดนี้ รีบมาจองกันด่วนเลยยยย อ่านต่อ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
ไม่เป็นไรวันนี้เรามีทริคเด็ดๆมาให้ทุกคน จะได้ไม่ต้องไปแก้เขินกันบนเครื่องไม่ใช่อะไรหรอกเพราะตัวเราก็มีประสบ การณ์แบบนั้นเหมือนกัน 5555 จะเป็นยังไงไปดูกันเลยจ้า 1.หาข้อมูลการเดินทาง ใครที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกควรเช็คข้อมูลการเดินทางไปสนามบิน และตรวจสอบเวลาเครื่องบินให้ดีๆคงไม่มีใครอยากวิ่งหน้าตั้งไปขึ้นเครื่องใช่ไหมล่ะครับ ไม่คูลเลยว่าไหม เพราะฉะนั้นเราควรเผื่อเวลาล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ไปถึงสนามบินเร็วก็มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นกันตกเครื่องด้วย ถ้าบินไกลส่วนใหญ่จะต้องไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ถ้าในประเทศส่วนใหญ่ก็จะขึ้นที่ดอนเมือง แนะนำเช็คเส้นทางเลี่ยงรถติดกันให้ดีๆ นะครับ แหล่งข้อมูลเวลา นาฬิกา โลก : http://th.thetimenow.com/worldclock.php 2.ขั้นตอนการเช็คอิน เมื่อไปถึงสนามบินแล้วต่อไปจะเป็นขั้นตอนในการเช็คอินและตรวจสอบเอกสารใครที่ไม่เคยขึ้นเครื่องแนะนำให้อ่านข้อนี้หนักๆ เลยยย !! 2.1 การเช็คอินและโหลดกระเป๋า เมื่อไปถึงแล้วให้ดูที่จอดิจิตอลที่สนามบิน ซึ่งจะแสดงเลขเที่ยวบินสายการบิน และเวลาเดินทางไว้ (ดูได้จากใบรายละเอียดการเดินทาง)พร้อมระบุหมายเลขเค้าเตอร์สำหรับเช็คอินให้นำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต(กรณีไปต่างประเทศ)และใบรายละเอียดการเดินทางยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จแล้วเราจะได้รับ Boarding Pass และใบตม.(สำหรับเดินทางออกนอกประเทศ) 2.2 การสแกนสัมภาระ เมื่อมาถึงจุดตรวจให้แสดงพาสปอร์ตและBoarding Pass กับเจ้าหน้าที่ วางกระเป๋าหรือสัมภาระทั้งหมดลงในถาดที่จัดไว้ 2.3 สำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศให้มองหาป้ายตรวจหนังสือเดินทาง Passport Control เมื่อถึงจุดตรวจ ให้ยื่นพาสปอร์ตและใบตม.ที่กรอกแล้วให้กับเจ้าหน้าที่ 2.4 ดูเกตที่เราจะต้องขึ้นเครื่องบน Boarding Pass จากนั้นให้เดินเข้าไปรอในเกตดีกว่าเพราะบางที่เกตอยู่ไกลพอสมควร 3. สิ่งต้องห้ามเอาขึ้นเครื่องบิน รู้ไว้ก่อนสิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินถ้าไม่อยากถูกโยนของใช้ทิ้งลงถังขยะ อ่านก่อนเถิดหนา 3.1 ของเหลวทุกชนิดที่มีความจุต่อชิ้นเกิน 100 มล. เช่น เจล น้ำหอม สบู่เหลว สเปรย์ ห้ามพกติดตัวขึ้นเครื่องบินแนะนำให้ใส่กระเป๋าที่จะโหลดดีกว่าหรือใครจำเป็นต้องใช้จริงๆให้แบ่งใส่ขวดเล็กๆ เอาไว้ก็ได้ครับ ชิ้นต่อไป 3.2 แบตเตอรี่สำรองต้องมีค่าความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh 3.3 อาวุธ 3.4 ของมีคมต่างๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บ คัตเตอร์ 3.5 วัตถุไวไฟ เช่น ไฟแช็ค 3.6 อาหารที่มีกลิ่นแรง ต้องแพ็คมาอย่างเหมาะสม 3.7 สัตว์มีพิษ สัตว์ดุร้าย 3.8 สารอันตรายต่างๆ เช่น สารกำจัดแมลง สารหนู 3.9 สิ่งของอื่นๆ เช่น แม่เหล็ก น้ำแข็งแห้ง 4.สัมภาระขึ้นเครื่องอย่าใหญ่จนเกินไป เพราะตอนยกขึ้นเก็บบนช่องเก็บเหนือศีรษะอาจไปกระแทกหัวคนอื่นเขาได้ แถมยังลำบากตอนเอาขึ้นเอาลงเครื่องอีกต่างหากโดยกฎทั่วไปมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องได้แบบ 1+1 ครับ คือกระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ บวกกับสัมภาระอีก 1 ใบ โดยทั้งสองใบต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม บางครั้งสายการบินอาจจะไม่ได้เคร่งเรื่องขนาดมากเท่าไร แต่แนะนำไว้จะได้หมดปัญหาเพื่อนร่วมทางมองแรง 5.ควรยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นช่องเก็บเหนือศีรษะด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้แอร์โฮสเตสเข้ามาช่วยเหลือยิ่งถ้าหากเป็นผู้ชายแล้วล่ะก็ยกเองดีกว่าน้าจะให้ผู้หญิงมาช่วยก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะเท่าไรเพราะอันนี้เป็นหน้าที่นอกเหนือของแอร์แล้วถือว่าช่วยกันเป็นน้ำใจน่ารักๆ ของชาวไทยเรา เพื่อประหยัดเวลาในการออกเดินทางด้วย แต่ถ้าใครตัวเล็กยกไม่ไหวจริงๆก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ครับ 6.มองซ้ายขวาก่อนยกกระเป๋า ก่อนยกกระเป๋ามองด้านหลังก่อนเผื่อมีคนเดินตามเรามาหลบทางให้เขาก่อนที่เราจะยกกระเป๋าขึ้นเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าจะให้ผู้โดยสารทั้งลำหยุดชะงักเพราะเราแค่คนเดียวดูจะไม่เวิร์คเท่าไรใช่ไหมครับ เผลอๆ เราอาจเป็นต้นเหตุทำให้เครื่อง Delay แบบไม่รู้ตัวด้วยก็ได้นะ กันไว้ดีกว่าแก้นะทุกคนนนน 7.เอาเบาะที่นั่งพอประมาณ อย่าให้ถึงกับติดขาคนข้างหลังยิ่งถ้าเป็นชั้นประหยัดนี่บอกเลยว่าแน่นมากครับ สบายเราแต่ลำบากคนอื่นก็อาจจะโดนก่นด่ากันไปตลอดทางไม่น่าเป็นไอเดียที่เวิร์คเท่าไรครับ เอาแต่พอประมาณดีกว่าและที่สำคัญตอนเสิร์ฟอาหารแนะนำให้เอนเบาะตั้งตรงก่อนเพราะไม่งั้นแถวด้านหลังอาจจะกินไม่สะดวก 8.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนอยากให้เคารพกฎตรงนี้กันเนอะ เพราะอุบัติเหตุทางอากาศเราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ถ้าเกิดเครื่องบินตกหลุมอากาศเครื่องกระแทกแรง ตัวเราอาจลอยไปกระแทกกับผนังด้านบนได้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้แนะนำให้คาดเข็มขัดเอาไว้ตลอดดีกว่าน้า สามารถปรับระดับให้พอดีตัวเราได้แบบไม่อึดอัด ทำกันให้เป็นนิสัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง 9.นั่งที่นั่งตามเลขบนบอร์ดดิ้งพาส นั่งที่นั่งตามเลขที่ที่ปรากฏบนบอร์ดดิ้งพาส ไม่ย้ายที่นั่งด้วยตัวเองบางไฟล์ทอาจจะมีคนน้อยทำให้มีที่นั่งว่าง แต่ รู้หรือไม่ว่าทุกเที่ยวบินนักบินต้องดูเรื่องของการกระจายน้ำหนักผู้โดยสารบนเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินเกิดความสมดุลด้วย การย้ายที่นั่งด้วยตัวเองถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเท่าไรนัก 10.ดูหนัง ฟังเพลงบนเครื่องบิน บางสายการบิน ที่พนักของที่นั่งด้านหน้าจะมีจอที่สามารถเล่นเกมส์ ฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าต้องการอ่านหนังสือ ก็จะมีไฟสำหรับอ่านหนังสืออยู่เหนือศรีษะ สามารถกดใช้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจะดูหนังแนะนำให้ใส่หูฟังจะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นขณะโดย สารด้วยครับ 11.ดูสัญญาณไฟบนเครื่อง เมื่อเครื่องขึ้นบินได้ระดับแล้ว ไฟสัญญาณสีเขียวจะสว่างสามารถลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำตามจุดต่าง ๆ บนเครื่องได้แต่บนเครื่องจะมีห้องน้ำน้อยอย่างชั้น Economy โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1ห้องต่อผู้โดยสารประมาณ 28-30 คนเพราะฉะนั้นอย่าใช้ห้องน้ำนานเกินไป รักษาความสะอาดและที่สำคัญคืออย่าทิ้งขยะลงไปในส้วมเพราะอาจจะทำให้ส้วมตันแล้วต้องปิดห้องน้ำไปจนถึงที่หมายก็เป็นได้ 12.ขึ้น-ลงเครื่องบิน มีปัญหาปวดหู หูอื้อ ทำอย่างไรดี แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยได้มากครับ เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหูเวลาขึ้น/ลงเครื่องบินหนักๆควรพกยาหดหลอดเลือดชนิดพ่น และชนิดรับประทานไว้ด้วยเสมอเท่านี้ โดยต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์อีกที เท่านี้การเดินทางก็จะราบรื่นปราศจากอาการของหูที่จะรบกวนอีกต่อไป 13.ข้อแนะนำก่อนลงเครื่อง เมื่อถึงที่หมายหยิบสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยระวังไม่ให้กีดขวางทางเดิน และไม่ควรลุกออกจากที่นั่งก่อนเครื่องจอดสนิท หากเป็นเที่ยวบินในประเทศจะสามารถไปที่สายพานเพื่อรับกระเป๋าได้เลย แต่ถ้าเป็นเที่ยวบินต่างประเทศ จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้น ๆ แสดงบอร์ดดิ้งพาสพาสปอร์ต และใบตม.ที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่จากนั้นอาจจะมีการถามตอบเล็กน้อยก่อนประทับตราเข้าเมืองได้ จบไปแล้วกับ 13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบินนะครับ ถ้าหากใครที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศหรือขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎกันด้วยนะครับบ และทัวร์ครับก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวให้สนุก จบทริปกันด้วยดี แล้วไว้เจอกันใหม่ครับ ... อ่านต่อ >>แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ<<
10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน
พาพร้อม
ยุโรป
10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน
และเพื่อให้เพื่อนๆ ของทัวร์ครับได้เดินทางท่องเที่ยวยุโรปแบบฟินๆ เสมือนว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี วันนี้ทัวร์ครับเลยขอนำทริคเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวเที่ยวยุโรปที่จะทำให้การเดินทางของเพื่อนๆ ง่ายขึ้นมาฝากกันครับ ... 1.เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เวลา แน่นอนว่าข้ามไปอีกซีกโลก ใช้เวลาบินข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 10 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นการข้ามเวลาด้วย จะให้มาปรับตัวได้ง่ายๆ รวดเร็วเหมือนไปประเทศในเอเชียที่เวลาต่างกันแค่ 2 ชั่วโมงคงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวเที่ยวยุโรป ศึกษา Time Zone ของประเทศที่เราไปให้ดี จะได้กำหนดเวลานอนได้ถูกต้อง แรกๆ ก็คงมีอาการ Jet lag กันบ้าง ทัวร์ครับ เลยขอแนะนำว่าอย่าฝืนนอนกลางวัน แต่ให้นอนให้ดึกที่สุดในช่วง 2 วันแรก แล้วร่างกายก็จะค่อยๆ ปรับได้เองครับ 2. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กระเป๋าเดินทาง ไปยุโรปส่วนมากก็ไปกันในฤดูหนาว ทำให้ต้องนำเสื้อกันหนาวที่กินพื้นที่ในกระเป๋าไปหลายตัว และยิ่งใครที่เป็นสายแฟชั่นก็อาจจะเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะหน่อย ข้อแนะนำของแอดมินเลยก็คือ นำกระเป๋าใบที่จุได้เยอะที่สุดไปเพียงใบเดียวก็พอ จะได้ไม่ต้องลำบากขนกระเป๋า และที่สำคัญควรคำนวณน้ำหนักดีๆ อย่าให้เกิดที่สายการบินกำหนด และควรทำสัญลักษณ์พิเศษไว้ที่กระเป๋าของเราเพื่อป้องกันการหยิบผิดด้วยนะครับ 3. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เครื่องแต่งกาย ก่อนไปก็ควรเช็คสภาพอากาศให้ดี และที่สำคัญอยากแนะนำว่าอย่าเอาเสื้อผ้าไปเผื่อเลือกนะครับ ควรวางแผนชุดที่จะใส่ในแต่ละวันให้ดี จะได้ไม่ต้องเอาของมากไปเกินจำเป็น หากไปฤดูหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หมวกไหมพรม และลองจอร์นหรือฮีทเทคให้พร้อม ส่วนรองเท้าหากเป็นคู่ใหม่ควรทดลองใส่เดินก่อนสัก 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้รองเท้ารับได้พอดีกับเท้า และฝึกความคุ้นชินครับ 4. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กระเป๋า หนึ่งอย่างที่อยากบอกให้รู้ไว้เลยก็คือ ที่ยุโรปมิจฉาชีพค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ หรือสะพายกระเป๋า crossbody ที่โดดเด่นอาจทำให้ตกเป็นเป้าหมายของโจรพวกนี้ได้ สิ่งที่อยากแนะนำคือ ควรสะพายกระเป๋าคาดเอว คาดอก หรือกระเป๋าใบเล็กๆ ไว้ด้านในเสื้อผ้า ใส่พวกพาสปอร์ต เงิน และของที่สำคัญไว้ แล้วกระเป๋าด้านนอกก็สะพายแค่ไว้เป็นพร็อบ ใส่พวกกระดาษชำระ แว่นกันแดด หรือของที่ไม่ใช่ของสำคัญก็พอครับ>>10 อุบายที่สายเที่ยวควรระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในต่างแดน<< 5. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - กล้องถ่ายรูป ใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กล้องถ่ายรูป แต่อยู่ที่แบตเตอรี่และเมมโมรี่การ์ดมากกว่า เพราะมันคงจะไม่สนุกแน่ หากกำลังลั่นชัตเตอร์ในจุดที่สวยงาม แต่แบตดันมาหมดและไม่ได้เตรียมแบตเตอรี่สำรองมา หรือลั่นชัตเตอร์เพลินจนเมมโมรี่การ์ดเต็ม เพราะฉะนั้นเตรียมไปเผื่อดีกว่าขาดนะครับ 6. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ยาสามัญประจำตัว แต่ละคนอาจจะมีโรตประจำตัวแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นยาประจำตัวคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่ยุโรปไม่ได้ซื้อยาง่ายเหมือนที่เมืองไทยเรานะครับ นอกจากนี้ใครที่ไม่ได้มีโรคประจำตัวอะไรก็อย่าชะล่าใจ ควรเตรียมพวกยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ไปด้วย เพราะเราไปเจอภูมิสภาพของเมืองที่เปลี่ยน อากาศเอย เชื้อโรคเอย ก็อาจจะทำให้เราป่วยได้ก็ได้ครับ กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ 7. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - เงิน ห้าม! บอกเลยว่าห้ามเด็ดขาดที่จะพกเงินทั้งหมดติดตัวออกไปเที่ยว เพราะหากเกิดหายขึ้นมาก็จะเดือดร้อนทั้งทริปเป็นแน่ แต่หากใครพักที่โฮสเทล หรือไม่ใช่ตามโรงแรมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดี ก็ไม่อยากให้เก็บเงินไว้ที่ห้องพักเช่นเดียวกัน ทางแก้ง่ายๆ เลยก็คือ อยากให้ทุกคนทำบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินที่เป็น Visa หรือ Mastercard มาจากไทยครับ แล้วกดเงินจากตู้ ATM เอา อาจจะ 3 วันกดทีก็ได้ เสียค่าบริการครั้งละ 100 - 150 บาท แต่แลกมาด้วยความสบายใจก็คุ้มนะครับ 8. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ภาษา แม้จะไปเที่ยวยุโรปกับทัวร์ แต่ก็ต้องรู้ภาษาไว้บ้างนะครับ ง่ายๆ เลยก็คือภาษาอังกฤษ พวกคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ ศึกษาไว้บ้าง และภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ พวกคำว่า สวัสดี, ขอบคุณ, ขอโทษ รู้ไว้ไม่เสียหาย และจะทำให้การเดินทางครั้งนี้สนุกขึ้นเยอะเลยครับ 9. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - อาหาร ไปต่างถิ่นแน่นอนว่าอาหารคงจะไม่ถูกปากไปทั้งหมด แล้วอย่างยิ่งใครที่ทานรสจัด คงไม่อินกับอาหารยุโรปที่มีแต่แป้ง นม ชีส เลี่ยนๆ แน่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำเลยก็คือการพกเครื่องปรุงส่วนตัวไปครับ อาจจะเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริก หรือน้ำปลาขวดเล็กๆ และพกอาหารสำเร็จรูป หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดกระเป๋าไปด้วย ทานข้างนอกไม่ถนัด อาจจะไม่อิ่ม อย่างน้อยกลับมาที่โรงแรมแล้วได้เจอรสชาติที่คุ้นเคยก็ยังดีครับ 10. เตรียมตัวเที่ยวยุโรป - ซ้อมอาบน้ำแต่งตัว ข้อสุดท้ายนี้อาจจะฟังดูตลก แต่นี่คือเรื่องจริงนะครับ เพราะการไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือแพลน และหากเวลาผิดไปก็อาจจะทำให้แพลนคลาดเคลื่อนได้ ยิ่งไปกับคนหมู่มากยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากๆ เพราะฉะนั้นหากเพื่อนๆ คนไหนรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนทำอะไรนาน หรือมีหลายขั้นตอนกว่าจะออกจากบ้านได้ ก่อนไปก็ลองซ้อมดู ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงพร้อมออกไปข้างนอกเนี่ยเราใช้เวลาเท่าไหร่ เมื่อไปเที่ยวแล้วจะได้กะเวลาตื่นถูกครับ ทั้ง 10 ทริคที่ ทัวร์ครับ เราจัดมาให้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ และสามารถนำไปปรับใช้กันนะครับและไม่ใช่แค่ไปยุโรปเท่านั้น แต่ทริคเหล่านี้ยังปรับใช้ได้กับการไปเที่ยวทุกที่เลย เตรียมตัวให้พร้อมในทุกด้าน จะช่วยให้ทริปสนุกและราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลย เที่ยวให้สนุกกันนะครับ หากใครสนใจไปเที่ยวยุโรป สามารถปรึกษาหรือดู ทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ กันก่อนได้เลยครับ รับลองว่าสะดวกฟินแน่นอนนน !!
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
แถมระยะเวลาในการเบ่งบานแบบเต็มที่ของซากุระยังมีแค่ 10 วันเท่านั้นเอง ดังนั้นไปแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม นั่งปิ๊กนิกชิลๆ กันไปเลยทั้งวัน ซึ่งสิ่งของที่ต้องเตรียมไว้เพื่อจะได้อยู่กันได้ยาวๆ ก็คือ 6 ไอเทมเหล่านี้นี่เอง! 1. ขนมกินเล่น และข้าวกล่อง เพราะเราจะเสียเวลากับการดื่มด้ำบรรยากาศรับชมซากุระนานมาก เพราะฉะนั้นอาหารขนมเนี่ยต้องเตรียมตัวกันมาอย่างดีเลยนะ เรียกได้ว่านั่งชิลกันสัก 3-4 ชั่วโมง ก็ซื้อมาเยอะๆ ตุนเอาไว้ได้เลย เพราะจะได้เอาไว้หยิบกินเพลินๆ คุยกับเพื่อน เล่นกับเพื่อน อ่านหนังสือไป กินไป แต่อย่าลืมล่ะว่ากินเสร็จแล้วต้องเก็บขยะทุกชิ้นกลับไปด้วยนะ อย่าให้ใครว่าเราได้ล่ะว่าเป็นคนไทยไร้มารยาท ส่วนอาหารขนมเหล่านี้ก็หาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อเลย 2. จานกระดาษ ตะเกียบ แก้วพลาสติก สำหรับใครชอบดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ก็สามารถหยิบจับมาจากซูเปอร์มาเก็ตพร้อมขนมตามข้อด้านบนได้ และไอเทมที่ขาดไม่ได้ชิ้นต่อไปในการนั่งชมซากุระคือ จานกระดาษ ตะเกียบ และแก้วเนี่ยแหละ แต่อย่าลืมเขียนชื่อไว้ที่แก้วด้วยนะครับ เพราะเวลากินเพลินๆ ขยับที่กันบ่อยๆ อาจหลงลืมได้ว่าใครกินอะไร บางคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะได้รู้ด้วยไม่หยิบผิด และที่สำคัญก็รักษาความสะอาดให้สถานที่เค้าด้วยแล้วกันนะ 3. เตรียมเสื่อมาให้พร้อม การนั่งชมซากุระเนี่ยถึงจะเป็นกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวชั้นดี แต่ไม่ใช่ว่าเค้าจะมีเสื่อไว้ให้บริการนะเราต้องเตรียมไปเองนะ คือ บางที่เค้าอาจจะมีการจัดเตรียมเก้าอี้ให้ได้นั่งแบบสบายๆ ก็จริง แต่ก็มีอีกหลายที่เลยที่ไม่มี ดังนั้นเตรียมเสื่อไว้ให้พร้อมสำหรับจับจองพื้นที่ ให้พอดีกับปริมาณคนก็ถือเป้นเรื่องดีที่สุด จะได้ไม่นั่งเบียดกันจนเกินไป และแนะนำให้ใช้เสื่อที่เป็นเหมือนผ้านิ่มๆ หนาๆ ด้วยนะครับเพราะพื้นที่ที่เราปูไปบางทีอาจจะขรุขระหรือมีเศษหินต่างๆ ทำให้นั่งไม่สะดวก เสื่อนิ่มๆ จะช่วยลดแรงกดทับและการบาดเจ็บได้เยอะเลย 4. ทิชชู่ของมันต้องมี หนึ่งในไอเทมที่หลายๆ คนชอบลืมกันไปแต่ต้องใช้กันบ่อยมาก ก็คือเจ้าทิชชู่นี่แหละ เพราะหลังจากกินนั่นนี่เสร็จ หยิบจับขนมต่างๆ มือเราก็อาจจะเลอะ หรือบ่อยครั้งที่ชอบเกิดเหตุการณ์ทำน้ำหกเลอะเสื่อเกิดขึ้น ทำให้หมดสนุกต้องมาระวังไม่ให้นั่งทับน้ำอีก การเตรียมทิชชู่ไปจะช่วยเราได้อย่างมากเลย แถมเวลาไปเข้าห้องน้ำก็สามารถพกทิชชู่เหล่านี้ที่เราเตรียมมาไปใช้ได้อีกด้วย เพราะห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ของบ้านเค้าจะไม่ค่อยมีทิชชู่ หรือไม่ก็มีจริงแต่นักท่องเที่ยวช่วงนี้เยอะมากจนทิชชู่หมดเอาได้ 5. ถุงขยะไว้ใส่ของทุกอย่างไปทิ้ง หลังจากสังสรรค์นั่งเม้ามอยกันใต้ต้นซากุระเสร็จเรียบร้อย อาหารต่างๆ รวมถึงขยะที่เราเอามาก็คงเกลื่อนเต็มเสื่อไปหมดแน่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้าถือเรื่องความสะอาดมากนะครับ ดังนั้นอย่ามักง่ายทิ้งตรงนั้นเด็ดขาด เก็บของทุกอย่างกลับไปด้วย รวมถึงขยะทุกชิ้น โดยเราควรเตรียมถุงขยะมาเองและต้องมีหลายๆ ใบด้วย เพื่อใช้ในการแยกขยะ ทั้งขยะกระป๋อง ขวด ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ เพื่อเป็นการลดภาระให้ทางพนักงานขยะบ้านเค้านั่นเอง ปลูกฝังจิตสำนึกดีๆ แบบนี้เอาไว้ดีที่สุดครับ 6. ของจิปาถะอื่นๆ ตามสถานการณ์ สุดท้ายแล้วไอเทมที่ต้องเตรียมไปก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วล่ะครับ บางคนมีหมอนเน่าที่ต้องติดไปด้วยทุกที่ บางคนอยากได้พร็อปสวยๆ ไว้ถ่ายรูปเล่น ทั้งตุ๊กตา ทั้งเสื้อกันฝน ทั้งเสื้อกันหนาว หยิบมาให้หมดครับ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่กับโซนนี้นานพอสมควร และจะได้รูปแถวนี้เยอะมาก (เนื่องจากช่วงซากุระบานมันสวยมากจริงๆ) เพราะฉะนั้นใครมีไอเทมชิ้นไหนที่อยากจะติดตัวเอาไว้ด้วยก็หยิบมาได้เลย จะได้ไม่เสียดายทีหลังว่า “รู้งี้เอา...มาด้วยก็ดีหรอก” ทั้งหมดนี้ก็เป็นเช็กลิสต์ดีๆ ทั้ง 6 ไอเทมที่คนอยากไปนั่งชมซากุระชิลๆ ต้องมีให้ได้เลย โดยเพื่อนๆ ที่ไม่อยากให้เกิดปัญหาต่างๆ วุ่นวาย หรือไม่อยากจัดแจงอะไรให้ปวดหัว ก็มาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวชมซากุระยามเบ่งบานที่สุดที่หาได้ยากยิ่ง มาครั้งนี้ได้ภาพประทับใจกลับไป พร้อมซึมซับบรรยากาศดีที่ไม่มีที่ไหนมอบให้ เราจัดตารางทัวร์ที่เจ๋งๆ เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกลัวที่พักเต็ม ไม่ต้องกลัวอาหารไม่อร่อย ทัวร์ครับ จัดหนักพาทัวร์ญี่ปุ่นแบบไม่ต้องมีภาระใดๆ จองคิว จองทัวร์ แล้วรอเที่ยวอย่างเดียวได้เลย!!! บทความแนะนำจากทัวร์ครับ >>4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น<<
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
วันนี้ ทัวร์ครับ จะพาทุกคนไปเปิดประวัติความเป็นมาของซากุระในประเทศญี่ปุ่นกัน ว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นยังไงกันบ้างก่อนจะกลายมาเป็นมาสคอตของญี่ปุ่นได้ 1.ซากุระมีชื่อเสียงเพราะถูกสอดแทรกไว้ในวัฒนธรรมต่างๆ กุญแจสำคัญที่ทำให้ต้นซากุระมีบทบาทและเป็นตัวแทนความรักและสงบสุขแบบทุกวันนี้ ก็เพราะความเก่งกาจและชาญฉลาดของคนญี่ปุ่นนี่แหละครับเพราะชาวญี่ปุ่นมักจะหยิบยกสิ่งต่างๆ รอบตัวมาสร้างคุณค่าและปลูกฝังมูลค่าให้มันน่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกับที่เราเห็นมาสคอตต่างๆ ในประเทศที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแท้ๆ แต่ก็กลับสร้างให้มีชื่อเสียงและกลายเป็นแลนด์มาร์กที่น่าสนใจได้ซะอย่างนั้น โดยซากุระเองก็ถูกหยิบจับมาสร้างเป็นผลงานทางวัฒนธรรมมากมายในอดีต อย่างเช่นบทกวีที่มีการแต่งออกมาประมาณว่า ‘ถ้าหากโลกนี้ไม่มีดอกซากุระ ก็คงดำเนินชีวิตได้อย่างสงบ ไม่ต้องมาตื่นเต้นหรือเสียดายช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิหรอก’ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ ‘อะริวาระโนะ นาริฮิระ’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นซากุระนั้นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเค้าเฝ้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อถึงการผลิบานของมันมานับตั้งแต่อดีตแล้ว แถมจิตรกรในสมัยนั้นก็มักจะวาดภาพต้นซากุระบวกกับพื้นหลังของภูเขาไฟฟูจิ ทำให้ทั้งสองสิ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นฝังหัวคนทั้งโลกไปโดยปริยาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามในญี่ปุ่นมักจะมีซากุระอยู่ด้วยเสมอ ทำให้ความย้ำคิดเหล่านี้เองถูกปลูกฝังลงในจิตสำนึกของทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง 2.ทุกอย่างที่เป็นศิลปะ ซากุระต้องปรากฏตัว เรื่องของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการคนญี่ปุ่นเค้าล้ำเลิศไม่แพ้ใครอยู่แล้วล่ะครับเพราะฉะนั้นพวกการฝีมือ ตกแต่งต่างๆ เค้าจึงมักจะทำออกมาได้อย่างโดดเด่นมากเลย ซึ่งซากุระนั้นไม่ใช่ปรากฏแต่เพียงในรูปภาพ หรือบทกวี แต่ถูกส่งต่อมาจนถึงวิถีชีวิตอย่างเช่นอาหารการกิน และกลายเป็นขนมของฝากหน้าตาน่ารักที่ทำเลียนแบบดอกซากุระได้สวยงามสะดุดตามาก นำเอาเอกลักษณ์ของความเป็นซากุระมาใช้งาน สร้างมูลค่า และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำได้เป็นอย่างดี ทั้งสี รูปร่าง และกลิ่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ ก็ไม่มีทางทำได้ และไม่มีทางสื่อถึงความเป็นซากุระออกมาได้อย่างเรียบเนียนแบบนี้แน่นอน 3.คนญี่ปุ่นเริ่มชมซากุระมาตั้งแต่สมัย 1000 ปีก่อน ต้องบอกเลยนะครับว่าการชมซากุระในบ้านเค้าไม่ใช่เพิ่งจะมีเร็วๆ นี้ หรือเพิ่งฮิตกัน แต่จริงๆ เค้ามีมาเป็นพันปีแล้วล่ะครับ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ซากุระครองใจคนญี่ปุ่นได้เนิ่นนานแบบนั้น ก็เพราะสมัยก่อน เกษตรกรจะจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้น เพื่อคอยอธิษฐานให้การเก็บเกี่ยวพืชผลของเค้านั้นทำได้อย่างราบรื่นอุดมสมบูรณ์ และแน่นอนว่าแต่ก่อนก็ยังไม่มีการระบุเดือนระบุอะไรชัดเจนมากมาย คนสมัยนั้นเลยใช้การเบ่งบานของซากุระนี่แหละครับแทนปฏิทิน ทำให้ความสำคัญของซากุระมีมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย ซึ่งความที่สีของดอกซากุระนั้นอ่อน ขาว ชมพู แสดงถึงความบอบบาง น่าทะนุถนอม อ่อนโยน ทำให้กลายเป็นดอกไม้ขวัญใจคนญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งเอกลักษณ์ที่สวยงามดูผู้ดีแบบนี้แหละครับที่ถูกใจขุนนางในสมัยนั้นสุดๆ จนถูกสั่งให้นำไปปลูกในเมืองหลวงเพื่อประดับตกแต่งไปทั่ว แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดีมากๆ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้นั่นเองครับ 4.ความงามที่มาเพียงไม่นาน แต่ประทับใจไม่รู้ลืม เอกลักษณ์สุดท้ายที่ทำให้ดอกซากุระกลายเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงและคนชื่นชอบทั่วทั้งโลก ก็เพราะความงามของมันที่มีเวลาเชยชมที่จำกัดนี่แหละครับสิ่งใดที่สวยตลอดไป มองเมื่อไหร่ก็ได้ แบบนี้จ้องแป๊บเดียวก็คงเบื่อ แต่ซากุระนั้นแตกต่างกัน มันจะคอยเผยโฉมความสวยงามของมันในเฉพาะเวลาที่มันต้องการ ไม่ออกมาสวยพร่ำเพรื่อให้น่าเบื่อ แต่จะเบ่งบานแค่เพียงไม่กี่วัน และหลังจากนั้นความงดงามก็จะถูกเก็บไว้ รอวันเปิดเผยครั้งใหม่ต่อไป ทำให้ความลี้ลับในความสวยงามครั้งนี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้คนต้องมาคอยเฝ้ารอและรับชมโอกาสที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาสักที และกลายเป็นประสบการณ์การรับชมดอกไม้ที่สวยงามที่จะคอยสร้างความตราตรึงใจ และทำให้ทุกคนที่เห็นประทับใจแบบไม่มีวันลืม เรื่องราวอันยาวนานของซากุระนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปในประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้นี่แหละครับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรทำให้ได้สักครั้งก่อนตายจริงๆ เลย โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเนี่ยเป็นช่วงเดือนที่ซากุระผลิบานได้สวยที่สุดแล้ว เพื่อนๆ เลิกลังเล และไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลยเข้ามาจองทัวร์เที่ยวชมซากุระ กับทาง ทัวร์ครับ เพื่อประจักษ์ความงดงามและตำนานอันเป็นนิรันดฺร์นี้ไปพร้อมๆ กันได้เลย อ่านต่อ บทความแนะนำ >>ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น<<
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
ทำไมต้องไปนั่งชิลๆ ใต้ต้นซากุระด้วย? หนึ่งในกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่มักชอบทำกันในช่วงเมษายนนี้ก็คือ การได้ไปนั่งใต้ต้นซากุระสีชมพูขาวที่ดอกเยอะจนเปลี่ยนโลกนี้สู่ความสงบสุขนั่นเอง เพราะมันจะทำให้เราได้ใช้เวลาไปอย่างสบายๆ เพลิดเพลินกับการนั่งคุย นั่งเล่น กินขนมกันไป ทำนู่นทำนี่ไป ปล่อยตัวสู่ความเป็นธรรมชาติ แค่นอนรับลมเฉยๆ ก็ฟินมากแล้วล่ะครับเป็นบรรยากาศที่ปีหนึ่งจะหวนมาให้เราได้สัมผัสสักครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง และที่สำคัญเลยนะ ความสวยงามของซากุระนี้จะคงอยู่แค่ 7-10 วันเท่านั้น ก่อนจะร่วงโรยดับไปไม่สวยเหมือนเดิม ดังนั้นจึงควรซึมซับบรรยากาศตรงนี้เอาไว้ให้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสวยงามครั้งนี้เอาไว้ในใจ โดยการมานั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระนี่แหละครับถูกต้องที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมนะว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม และนี่คือ 4 มารยาทในการชมซากุระที่เราต้องยึดตามแบบอย่าง และห้ามทำพลาดเด็ดขาด 1. ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง อย่าลืมรักษาความสะอาดด้วย เพราะพื้นที่ในการรับชมซากุระนั้นมีจำกัดนะครับดังนั้นเราจึงต้องแบ่งสันปันส่วนให้กับใครหลายๆ คน ซึ่งเมื่อเราลุกออกไป พวกเศษขยะต่างๆ ที่เรากินเหลือทิ้งไว้ก็ต้องนำเก็บไปทิ้งด้วย และต้องรักษาความสะอาดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ห้ามทำเลอะเทอะเด็ดขาดนะ จะกินอะไรก็ไม่มีใครว่าหรอกครับสำคัญคือต้องไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงเนอะ เป็นมารยาทพื้นฐานง่ายๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะถ้าเผลอทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางอาจโดนปรับเอาได้ง่ายๆ เลย แค่ทำตามขั้นตอนนี้ก็จะทำให้เที่ยวชมซากุระได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ 2. อย่าส่งเสียงดังโวยวายรบกวนชาวบ้าน เอาจริงๆ แค่นั่งคุยกันใต้ต้นซากุระนี่ก็มีความสุขและฟินมากแล้วนะครับเพราะมันเหมือนถูกดูดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่มีทั้งความสวยงาม สงบ และน่าหลงใหล แต่ถึงแม้มันจะเป็นที่เปิดโล่งยังไง เราก็ห้ามส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเค้าเด็ดขาด เพราะตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ของเราคนเดียว ยังมีคนอื่นอีกมากมายที่หวังจะมาซึมซับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นจะคุยกันก็เอาให้มันพอดี ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นๆ เค้านะครับคุยกันสบายๆ จะทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ปรามๆ ตัวเองนิดนึง หรือบอกให้เพื่อนช่วยสะกิดด้วยก็ได้ เพราะบางทีเราเองก็โวยวายมากไปแบบไม่รู้ตัว 3. จับจองพื้นที่ให้พอดีคน อย่าเยอะเกินไปจนน่าเกลียด เรื่องของการจองพื้นที่นั่งชมซมซากุระ ถึงแม้จะไม่มีใครออกกฎหมายกำหนดมาว่าต้องนั่งจองแค่ไหน แต่ให้รู้กันเองเป็นมารยาทแล้วกันเนอะว่า จองได้ แต่ให้จองแบบพอดีคนก็พอ เพราะทุกคนก็คงอยากได้ทำเลดีๆ กันทั้งนั้นแหละครับเอาไว้รับชมบรรยากาศดีๆ นั่งดื่ม นั่งกินกันแบบสบาย ยืดแข้งยืดขาได้ แต่ก็ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นด้วย เพราะช่วงเวลาในการรับชมซากุระนั้นปีหนึ่งมีแค่ไม่กี่วัน ถ้าพลาดบรรยากาศดีๆ แบบนี้ไปอาจจะต้องรอถึงปีหน้าเลย ดังนั้นจับจองพื้นที่กันอย่างพอดี และเผื่อแผ่ให้คนรอบข้างด้วยดีที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งมารยาทสำคัญที่ควรทำตามอย่างยิ่ง 4. ห้ามจับต้นซากุระเด็ดขาด เพื่อให้ธรรมชาติอยู่คู่กับเราไปนานๆ ข้อนี้หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนนะครับว่าเค้ามีกฎข้อห้ามนี้ด้วย แต่ขอให้นึกเอาไว้ว่าซากุระเองก็เป็นต้นไม้ที่มีชีวิตเหมือนกัน แถมค่อนข้างจะบอบบางมากเลยล่ะ เห็นต้นใหญ่แบบนี้แต่ต้องการการดูแลที่ดีมากนะ เพราะฉะนั้นเราห้ามเด็ดขาดเลย ห้ามเอามือไปแตะต้องต้นซากุระ หรือหักกิ่งเล่น รวมถึงห้ามนั่งทับหรือกางเสื่อปูนั่งกันบนรากของต้นซากุระ เพราะจะทำให้ต้นไม้ตายได้ อย่าคิดว่าเรื่องนี้มันโอเวอร์นะครับลองคิดดูว่าปีปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมต้นซากุระเหล่านี้กี่หมื่น กี่แสนคน แล้วถ้าทุกคนจับ ทุกคนโหนกิ่งมาถ่ายรูป ต้นซากุระจะบอบช้ำมากแค่ไหน ดังนั้นการรักษากฎระเบียบของสถานที่ก็เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่ห้ามหลงลืม ทั้งหมดนี้ก็เป็นมารยาทพื้นฐานในการเยี่ยมชมซากุระที่เพื่อนๆ ต้องรู้เอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะครับและสำหรับใครที่ไม่อยากพลาดการชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่ออกดอกสวยมากที่สุดในปีนี้ ก็อย่าลืมมาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ของเราได้เลย ช่วยให้เพื่อนๆ สบายใจขึ้นอีกเยอะ ไม่ต้องกลัวโรงแรมเต็ม ไม่ต้องกลัวจะหาของกินอร่อยๆ ไม่ได้ เพราะ ทัวร์ครับ จัดหาทั้งที่เที่ยวดีๆ ของฝากที่น่าสนใจ รวมถึงโรงแรมที่พักสุดหรู พร้อมของกินสุดอร่อยไว้ให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ววววว อ่านต่อ บทความแนะนำ >>จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น<<
จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น
การชมซากุระบานนี่เป็นความฟินอย่างหนึ่งเลยนะ ไม่ใช่แค่กับคนไทย แต่คนญี่ปุ่นที่ได้เห็นซากุระทุกปีเค้ายังชื่นชอบและนิยมทำกันมาจนถึงทุกวันนี้เลย เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายมากๆ และฟื้นฟูสภาพจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งปีได้เป็นอย่างดี แค่นั่งมองต้นซากุระ รับอากาศบริสุทธิ์ พร้อมนั่งเล่น นั่งคุยกันให้เวลาผ่านไปชิลๆ สายลมพัดเบาๆ ปัดความเหงา ความเหนื่อยให้หายไป เท่านี้ก็ฟินมากๆ แล้วล่ะครับ 1.อย่าจองพื้นที่เยอะมากเกินไป เพราะมีอีกหลายคนที่เค้าอยากดู เราไม่ใช่คนเดียวที่อยากดูซากุระเบ่งบาน แต่ยังมีเพื่อนๆ อีกมากที่เค้าก็ต้องการนั่งดูเพลินๆ ทำนู่นทำนี่ไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าจองพื้นที่มากเกินความจำเป็นเด็ดขาด มากี่คนก็จองเท่านั้นก็พอ อย่าถึงกับต้องปูกินพื้นที่เยอะๆ เลยครับแบ่งให้คนอื่นเค้าด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ในการรับชมซากุระก็มีจำกัดด้วย ดังนั้นเผื่อแผ่ให้คนอื่นบ้างจะได้ไม่โดนหาว่าเสียมารยาทเนอะ 2.หาคนเฝ้าพื้นที่ไว้ด้วยล่ะ อย่าปูไว้แล้วก็เดินจากไป พอได้พื้นที่ดีๆ มีทำเลที่เหมาะสม ร่ม สบายแล้ว ก็ให้เพื่อนๆ ทำการปูเสื่อจองพื้นที่นั่งมองซากุระได้เลยครับแต่ต้องไม่ลืมนะว่า หลังจากปูเสร็จแล้วเนี่ยเราต้องมีคนเฝ้าที่เอาไว้ด้วยนะ ก่อนจะลุกไปถ่ายรูปเล่น หรือซื้อขนมมากิน เพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่เค้าจะค่อนข้างซีเรียสนิดนึงตามระเบียบบ้านเค้านั่นแหละโดยถ้าเสื่อไหนที่ไม่มีคนอยู่เฝ้าเมื่อไหร่ เค้าจะทำการเก็บไปทันที เพื่อให้คนอื่นได้ใช้พื้นที่ต่อ 3.ศึกษากฎให้ดีๆ บางพื้นที่มีข้อห้ามด้วยนะ เวลาจะไปปูเสื่อปิกนิกชมซากุระต้องไม่ลืมศึกษากฎของแต่ละที่ไว้ด้วยนะครับเพราะบางที่เนี่ยเค้าก็จะมีกฎเฉพาะของเค้าเอง เช่น ห้ามปูเสื่อใกล้ต้นไม้มากเกินไป (เพราะอาจทำให้เรานั่งทับรากต้นซากุระ และส่งผลเสียต่อต้นไม้ได้) หรืออาจจะมีการเซฟพื้นที่ไว้ เป็นโซนห้ามเข้า ซึ่งก็ต้องตรวจสอบกฎข้อห้ามของสถานที่เหล่านั้นให้ดีๆ นิดนึงเนอะ จะได้ไม่เสียมารยาท 4.ปักหมุดให้ดี อย่าให้เสื่อปลิวไปเป็นภาระคนอื่น ไหนๆ ก็ได้พื้นที่มาไว้ชมซากุระแล้ว เพื่อนๆ ก็ต้องดูแลพื้นที่ของตัวเองดีๆ ด้วยนะครับอย่ากินขนม หรือทิ้งขยะหกเลอะเทอะ เพราะถึงมันจะอยู่บนเสื่อ แต่พอลุกขึ้นเก็บเสื่อแล้วมันก็อาจจะหกเปื้อนพื้นดินได้อยู่ดี ดังนั้นตรงส่วนของมุมทั้ง 4 ด้านของเสื่อให้เราหาหินแถวๆ นั้นมาวางทับเอาไว้ให้แน่นหนา หรือใครพร้อมหน่อยก็เตรียมหมุดมายึดเองก็ได้ (แต่ระวังอย่าให้โดนรากต้นไม้ล่ะ) การยึดมุมแบบนี้จะทำให้เสื่อไม่ปลิวกระเด็นไปรบกวนคนอื่น และช่วยให้เราปิกนิกได้ดีขึ้นนั่นเองครับ 5.ออกมาจองตั้งแต่เช้าเลย ไม่งั้นอาจพลาดที่ดีๆ ก่อนจะไปจองพื้นที่ชมซากุระแนะนำให้เช็กพยากรณ์อากาศและพยากรณ์ความเบ่งบานของต้นซากุระในละแวกนั้นดีๆ เลยค่ะ เพราะกิจกรรมนี้เป็นอะไรที่ชาวญี่ปุ่นเค้าตั้งหน้าตั้งตารอกันเลยนะ ดังนั้นหลายคนก็จะออกมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่คืนก่อนหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราคงไม่ไหวหรอกเนอะ เอาเป็นว่าตื่นเช้ามาค่อยรีบมาจองเนี่ยแหละค่ะเวิร์คสุด อย่าชะล่าใจรอบ่ายๆ เด็ดขาด เพราะจะไม่ทันการณ์และอดได้พื้นที่ของตัวเอง แบบนั้นน่าเสียดายแย่เลย 6.ระวังเจ้าอีกาตัวดี เพราะมันจะคอยขโมยทุกสิ่งอย่าง ช่วงเวลากลางวันเนี่ยให้ระมัดระวังอีกาเอาไว้ให้ดีเลยค่ะ เพราะมันเป็นสัตว์ขี้ขโมยมากๆ ยิ่งถ้าเราวางทั้งขนม นม เนยต่างๆ จองไว้เต็มพื้นที่ล่ะก็ เผลอแป๊บเดียวมันก็จะบินมาโฉบเอาไปแบบไม่ทันรู้ตัวเลย บางทีอาหารอยู่ในมือแท้ๆ มันยังกล้าบินมาจิกกินเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเอาขนมเก็บไว้ในกระเป๋าให้มิดชิด แล้วค่อยหยิบออกมาตอนจะกินดีที่สุดค่ะ จะได้ไม่เจอแย่งให้เสียอารมณ์ด้วย 7.อย่าลืมนึกถึงการเข้าห้องน้ำด้วยนะ เพราะเวลามานั่งปิกนิกดูซากุระแบบนี้ เราคงไม่นั่งกันแค่ 5-10 นาทีแน่นอนค่ะ แต่นั่งกันหลายชั่วโมงชิลๆ ไปเลย ซึ่งระหว่างนั้นก็ต้องมีการลุกไปเข้าห้องน้ำอยู่แล้ว โดยตามจุดชมซากุระต่างๆ เค้าก็จะมีห้องน้ำไว้บริการ แต่แนะนำว่าควรตั้งแลนด์มาร์กของเราไว้ไม่ให้ชิดห้องน้ำเกินไป และไม่ไกลเกินไป เอาแบบพอดีๆ เพราะจะได้ไม่ต้องเดินไกล และไม่ต้องรำคาญคนเดินพลุกพล่านนั่นเอง สุดท้ายแล้วเพื่อนๆ ที่อยากจะชมซากุระแบบพลาดไม่ได้จริงๆ เนี่ย แนะนำให้เดินทางไปกับ ทัวร์ครับ ดีที่สุดนะคะ เพราะต้องขอเตือนไว้ก่อนนะว่าซากุระมันจะมีระยะเวลาในการเบ่งบานเต็มที่จริงๆ ก็แค่ 7 วันเท่านั้น ถ้าเราพลาดแล้วก็คือพลาดเลยนะ อดชมซากุระสวยๆ แน่นอน แต่ถ้าไปกับทาง ทัวร์ครับ เราจะมีการบุ๊กวันที่ดีต่อใจ และพาเพื่อนๆ ไปชมดอกซากุระที่เบ่งบานแบบสวยงามที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ ทำให้วางใจได้เลยว่าการมาพักผ่อนครั้งนี้จะไม่ต้องเครียด หรืออดเห็นซากุระ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พัก และอาหารการกิน เพราะทางเราเตรียมบริการให้เพื่อนๆ เที่ยวได้แบบจุใจอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรให้วุ่นวายเลย อ่านต่อ บทความ'ทัวร์ครับ'แนะนำ >>ให้มันเป็นสีชมพู! รวม 7 ขนมซากุระดีต่อใจ พร้อมกลิ่นอายของ‘ดอกซากุระ’<<
Hello Oppa! รวม 10 ซีรีส์เกาหลีสุดฟิน ดูแล้วอินสุดๆ!!
พาพร้อม
เกาหลี
Hello Oppa! รวม 10 ซีรีส์เกาหลีสุดฟิน ดูแล้วอินสุดๆ!!
วันนี้ทัวร์ครับ เลยขอเอาใจแฟนซีรีส์เกาหลีสักหน่อย ด้วยการคัดซีรีส์เกาหลีหลากหลายแนว ที่มีความสนุก ความฟิน มาแนะนำเพื่อนๆ ถึง 10 เรื่องเลยทีเดียว จดชื่อไว้ แล้วดูวนไปเรื่อยๆได้ยาวๆหลายเดือนเลย 1. What’s Wrong With Secretary Kim ประเดิมกันด้วยเรื่องแรก ที่หากใครอ่านชื่อเต็มๆ อาจจะไม่คุ้นมาก แต่ถ้าบอกว่า “เรื่องเลขาคิม” คงร้องอ๋อ เพราะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดังมว๊ากกกก ในปี 2018 นี้ เพราะสาวๆ หลายคนคงอิน และฟินไปกับความหลัวของ “ท่านรองประธาน” จนอยากจะเข้าไปสิงร่างของคุณเลขาคิมเสียให้ได้ แถมยังจะได้จิ้นจนเขินตัวบิด จิกหมอนขาดไปตามๆ กัน กับความหวานน้ำตาลเรียกพี่ของคู่นี้ เป็นซีรีส์แนวน่ารักใสๆ ที่มีความกุ๊กกิ๊กมุ้งมิ้ง แถมโรแมนติกสุดๆ ไม่อยากสปอยล์มากเพราะเดี๋ยวจะไม่สนุก แต่ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ ห้ามพลาด! ใครดูแล้วไม่ฟินเอาไม้มาตีแอดมินได้เลยยย เรื่องนี้ขอเอาหัวเป็นประกันว่ามันส์แน่นอน! ตัวอย่าง : https://www.youtube.com/watch?v=KRcf-N-zvNA 2. Your House Helper ยังขออยู่กับซีรีย์โรแมนติกก่อน สาเหตุก็อย่างที่เราทราบกันดีว่า ซีรีส์ของเกาหลี ถ้าเป็นแนวโรแมนติกนี่ฟินจนถึงขีดสูงสุดเลยนะเออ สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวของพระเอก ที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้พ่อกับแม่ได้เห็น จึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งๆ ที่หน้าที่การงานกำลังไปได้ดี มารับบทเป็นพ่อบ้านที่ต้องคอยรับฟัง และช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งก็คือนางเอกที่เป็นเด็กฝึกงาน ที่กำลังต่อสู้เพื่อให้ตัวเองได้งานในบริษัทที่ฝึกงานอยู่ นอกจากจะได้ฟิน ได้อิน ได้จิ้นแล้ว เพื่อนๆ ยังจะได้คอยลุ้น และเอาใจช่วยคู่นี้ด้วยล่ะ เป็นอีกเรื่องที่ห้ามพลาดเลยนะครับ ตัวอย่าง : https://www.youtube.com/watch?v=-eGNb5ICB04 3. Are You Human? ความดราม่าบังเกิด เมื่อชายหนุ่มที่อยู่ในอากาศโคม่า จนครอบครัวต้องสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเป็นตัวแทนชั่วคราว แต่เจ้าหุ่นยนต์ตัวนั้นดันมีความรู้สึกราวกับคนจริงๆ! เพราะเขาดันไปตกหลุมรักนางเอก และแน่นอนว่าความลับที่ตัวเขาเป็นเพียงแค่หุ่นยนต์นั้น ก็ต้องถูกปิดบังและซ่อนเอาไว้ เป็นเรื่องราวที่น่าเอาใจช่วยสุดๆ และยังได้ลุ้นไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ความลับจะเป็นความลับหรือไม่ และความรักครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม? ใครที่ชอบซีรีย์ดกาหลีแนววิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับดราม่า ต้องจดเรื่องนี้ไว้เลยนะครับ ตัวอย่าง : https://youtu.be/B-UJ3PDo8rI 4. Life on Mars ขอเอาใจเพื่อนๆ ที่ชอบซีรีย์แนวสืบสวนสอบสวน และเรื่องราวเหนือธรรมชาติกันบ้างนะครับ ซีรีย์เรื่องนี้คือเรื่องราวของพระเอกที่เป็นนักสืบคนเก่ง ที่กำลังจะปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เขาตามสืบมานานได้สำเร็จ แต่จู่ๆ กลับเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองย้อนมาอยู่ในปี 1988 และรับบทเป็นนักสืบจำเป็นประจำสถานีตำรวจในเมืองห่างไกล และต้องตามสืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอีก! เอาล่ะสิเรื่องราวจะจบยังไง ต้องมาคอยลุ้นกันนะครับ สำหรับเรื่องนี้นอกจากจะได้ความตลก ลุ้นระทึกสนุกสนานแล้ว ขอบอกว่าสีของซีรีส์เรื่องนี้สวยมาก และได้เห็นเกาหลีในอดีตด้วยล่ะ อย่าพลาดนะครับ ตัวอย่าง : https://youtu.be/gZ2zZ3h7ykQ 5. Mr. Sunshine หากใครดูเรื่อง Life on Mars แล้วติดใจภาพสวยๆ สีสวยๆ ของซีรีย์ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ต่อเลยครับ เพราะเป็นซีรีย์เกาหลีแนวย้อนยุค ที่มีความโรแมนติกดราม่า กับเรื่องราวของชายหนุ่มเกาหลี ที่ต้องกลับมาบ้านเกิดในฐานะทหารอเมริกา ที่ดันมาตกหลุมรักนางเอกซึ่งเป็นลูกสาวของขุนนางเกาหลี นอกจากสงครามในสนามรบแล้ว ในสนามรักก็มีสงครามความรักที่แทบเป็นไปไม่ได้นี้เช่นกัน เตรียมทิชชู่ไว้ให้ดีๆ แล้วมาลุ้นเอาใจช่วยคู่นี้ไปพร้อมๆ กันนะ ตัวอย่าง : https://youtu.be/MHa0aw1odvE 6. Life (Drama – 2018) เรื่องราวสุดดราม่า และน่าเอาใจช่วย ภายใต้เสื้อกาวนด์ของพระเอกที่เป็นคุณหมอ ที่ต้องต่อสู้กับเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่โปร่งใส และเรื่องของการฆาตกรรมนองเลือด ทั้งยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้ค้นพบ และเขาต้องต่อสู้กับความอยุติธรรม เพื่อให้โรงพยาบาลแห่งนี้กลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง เรื่องนี้ขอแนะนำสำหรับคนที่ชอบซีรีย์เกาหลีที่มีเรื่องราวค่อนข้างเข้มข้น หนักหน่วง รับรองว่าสนุกไปกับการสืบสวนครั้งนี้อย่างแน่นอน 7. Radio Romance กลับมาที่ซีรีย์เกาหลีแนวน่ารัก หวานๆ น้ำตาขึ้นจอกันอีกครั้ง กับเรื่องราวสุดฟินของซุป’ตาร์หนุ่ม ผู้ซึ่งไม่สามารถพูดได้หากไม่มีสคริปต์ให้ กับนักเขียนสคริปต์วิทยุ ที่โตมากับแม่ที่ตาบอด เธอจึงมาเป็นนักเขียนสคริปต์แม้ว่าจะไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลยก็ตาม เรื่องราววุ่นๆ ระหว่างคู่นี้จึงเกิดขึ้น เพราะต้องช่วยกันดำเนินรายการให้ผ่านพ้นไปได้ดี มิเช่นนั้นรายการอาจถูกถอดได้ น่าดู น่าเอาใจช่วย และรับรองว่าจะฟินสุดๆ กับความเคมีเข้ากันของพระเอกนางเอก ได้เขินจนจิกหมอนขาดก็งานนี้แหละจ้า! ตัวอย่าง : https://youtu.be/KLRjQXpTlzY 8. While You Were Sleeping? ซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้ขออนุญาต Proudly Present นะครับ เพราะนำแสดงโดย อีจงซอก หวานใจของสาวหลายๆคนในทัวร์ครับนั่นเอง อิอิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่เธอสามารถมองเห็นอุบัติเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านความฝันของเธอ และพระเอกที่เป็นพนักงานอัยการ ที่จะทำทุกทางเพื่อยับยั้งให้ความฝันของนางเอกไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องราวลุ้นๆ ชวนให้ติดตาม บวกเข้ากับความโรแมนติก ดูเพลินๆ จนลืมเวลานอนเลยล่ะจะบอกให้ ตัวอย่าง : https://youtu.be/oM8ldaOAMuU 9. Revolutionary Love ไหนใครในที่นี้ชอบวง Super Junior บ้าง? ซีรีย์เกาหลีที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ มีนักแสดงนำก็คือ ซีวอน จากวง Super Junior นั่นเองครับ ซึ่งเขาจะเข้ามารับบททายาทมหาเศรษฐี ที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตให้มีความสุข และต้องมาเป็นศัตรูกับหัวหน้าทีมเลขานุการของบริษัทที่ครอบครัวตนเองเป็นเจ้าของ เพื่อแย่งชิงหัวใจของนางเอกผู้ซึ่งขยันขันแข็ง และต่อสู้เพื่อหน้าที่การงานที่ดีแม้จะมีการศึกษาที่ดีก็ตาม เพื่อนๆ จะได้สนุกไปกับรักวุ่นๆ ในครั้งนี้ และได้ติดแฮชแท็ก (#) เชียร์ชายหนุ่มที่ตนเองชอบแน่นอน ตัวอย่าง : https://youtu.be/nIOHbHXjxfk 10. A Korean Odyssey เห็นโปสเตอร์ซีรีย์เกาหลีเข้มๆ แบบนี้ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่อย่างที่คิดนะครับ เพราะเรื่องนี้มีหลายฉากที่ตลกมากๆ เรียกได้ว่าเรียกเสียงขำได้อยู่เรื่อยๆ ทั้งยังมีฉากโรแมนติกอีกเพียบ! เป็นเรื่องราวของการเดินทางแสวงหาความจริงในโลกยุคมืด ที่เทพแห่งความชั่วร้ายได้แพร่กระจายไปทั่ว เป็นอีกเรื่องที่น่าติดตาม และดูเพลินสุดๆ เลยครับ ไม่อยากให้พลาดจริงๆ จดชื่อไว้ดีๆ นะจ๊ะ ตัวอย่าง : https://youtu.be/Y35-OanurKM จัดไปให้เต็มๆ กับ 10 ซีรีย์เกาหลีสุดฟินแห่งปีใครชอบแนวไหนก็เชิญชมได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ แต่ขอรับรองว่าสนุกทุกเรื่องแน่นอนนนน!!!: > อ่านต่อ บทความแนะนำ >>ตามรอยพี่ไม่มีท้องร้อง!! รวมสุดยอด 10 ร้านอาหารในเกาหลี ไปทั้งทีต้องไปลอง<<
ยิ่งเที่ยว ยิ่งรัก 12 เหตุผล ทำไมต้องไป "เที่ยวกับแฟน"
พาพร้อม
ยิ่งเที่ยว ยิ่งรัก 12 เหตุผล ทำไมต้องไป "เที่ยวกับแฟน"
จากผลสำรวจความคิดเห็นของคู่รักถึง 1,000 คู่เกี่ยวกับความเข้าใจว่าการเดินทางส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างไรบ้าง เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม (63%) ระบุว่าการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันนั้นส่งผลที่ดีต่อความสัมพันธ์ ทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและน่าตื่นเต้นที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้อีกด้วย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ไปดูกันเลยครับ 1. มีการตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ร่วมกัน การตกลงไปเที่ยวสถานที่ใดที่หนึ่งร่วมกัน จะต้องมีการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ความคาดหวัง และความปราถนาไปในทิศทางเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเส้นทางไปเที่ยว กิจกรรมระหว่างทาง หรือแม้แต่การเลือกว่าจะกินอะไรดี และเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดมุ่งหมายนั้นทั้งสองคนจะต้องมีแบ่งปันทัศนคติ ความคิดเห็น ตลอดจนการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ 2. ได้ทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนข้อจำกัดระหว่างกัน การเดินทางไม่เพียงเผยให้เห็นเฉพาะโลกภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโลกภายในของกันและกันด้วย ทำให้รู้ว่าแต่ละคนมีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอย่างไรบ้าง จะช่วยอีกฝ่ายหาวิธีเติมเต็มได้อย่างไร มีตรงไหนที่เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางร่วมกันครับ 3. มีการสื่อสารที่ดีขึ้น จากการสำรวจพบว่าคู่รักที่เดินทางด้วยกัน จะมีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันและมีความขัดแย้งน้อยกว่าคู่รักที่ไม่ได้เดินทางด้วยกัน การเดินทางทำให้พวกเขาเข้าใจและอดทนต่อกันมากขึ้น ทำให้ต้องร่วมมือกันและคอยคิดหาวิธีตกลงกันให้ได้ สถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจร่วมกันนี้จะทำให้คุณสองคนสื่อสารกันได้ดีขึ้นและเข้าใจซึ่งกันและกัน แถมยังได้รู้จักการให้ การเสียสละเพื่ออีกฝ่าย ซึ่งจะทำให้ชีวิตรักของพวกคุณมีความสุขเพิ่มขึ้นครับ 4. สร้างความทรงจำร่วมกัน การเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ จะช่วยให้คุณได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีร่วมกันและประทับอยู่ในใจ การพาแฟนเที่ยวจะยิ่งทำให้คุณสองคนเติบโตไปด้วยกัน และเมื่อการผจญภัยสิ้นสุดลง ทั้งคู่ก็จะมีความทรงจำอันสุดพิเศษที่มีแค่คุณสองคนเท่านั้นเป็นพยานรับรู้ครับ 5.แสดงให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน เนื่องจากทั้งทริปนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา ทำให้คุณสามารถสังเกตถึงรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นการแสดงออกถึงตัวตน พฤติกรรม และความเคยชินของอีกฝ่าย เช่น อาจจะนอนกรน เข้าห้องน้ำนานมาก เป็นคนจุกจิก หรือเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้เราค้นพบตัวตนที่แท้จริงจากการเที่ยวกับแฟนและยังเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองคนในอนาคตได้ครับ 6.รู้จักการสร้างอารมณ์ขันเพื่อรักษาสถานการณ์ บ่อยครั้งที่เวลาไปเที่ยวแล้วต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นอย่างใจ ตั้งแต่ไฟลท์ดีเลย์ กระเป๋าสตางค์หาย ไปจนถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างแผนที่ไม่ตรงกับสถานที่จริง หรือร้านอาหารที่ตั้งใจต่อคิวยาวไม่อร่อยดังหวัง เราสามารถสังเกตนิสัยแฟนได้จากปฏิกิริยาที่เขาหรือเธอมีต่อสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กดดันและเคร่งเครียด ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่สำคัญก็คือการมองโลกในแง่ดี รู้จักการสร้างอารมณ์ขันเพื่อรักษาและแก้ไขสถานการณ์ ให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีความสุขและเป็นทริปที่น่าประทับใจ นอกจากนี้ในอนาคตคุณก็สามารถหาวิธีปรับตัวเข้าหากันได้ง่ายขึ้นด้วยครับ 7.คงความโรแมนติกไว้ ตรงนี้เป็นเรื่องหลักที่แตกต่างจากคู่รักที่ใช้เวลาดูหนัง หรืออ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ในฐานะคู่รักที่ใช้เวลาเดินทางด้วยกัน จะมีการแสดงออกถึงความโรแมนติกออกมาตามธรรมชาติ นี่เป็นเหตุผลที่ 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามในการสำรวจคู่รักเดินทางกล่าวว่าความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงมีความโรแมนติกอยู่แม้จะกลับจากทริปแล้วก็ตาม เมื่อเทียบกับ 73% ของคู่รักที่ไม่เคยเดินทางร่วมกันครับ 8.อยู่กับช่วงเวลาที่เป็นปัจจุบัน ในขณะที่คู่รักอื่น ๆ ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยกัน มักกังวลเกี่ยวกับอนาคตและสร้างข้อสงสัยในความสัมพันธ์ แต่คู่รักที่เดินทางร่วมกันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น เนื่องจากพวกเขาจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวระหว่างกันและกัน การเดินทางร่วมกันช่วยให้พวกเขาไม่ต้องใช้สมองไปกับการคิดคำนึงหรือหวาดระแวงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตเท่าไหร่นัก เพราะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ และสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ทำให้พวกเขามีเวลาชื่นชมกับช่วงเวลาที่เป็นปัจจุบันมากกว่านั่นเอง 9.ให้อภัยกันมากขึ้น ระหว่างการเดินทางด้วยกันนั้น มีโอกาสมากมายที่จะทำให้คุณเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ รวมถึงความไม่พอใจในความคิดเห็นหรือตัวตนของอีกฝ่าย คู่รักที่เดินทางด้วยกันจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการให้อภัยซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วและก้าวต่อไปครับ 10.ได้เรียนรู้ร่วมกัน การเดินทางเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้เปิดโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ บนเครื่องบิน ไปขับรถเที่ยว หรือกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน การไปเที่ยวกับแฟนทำให้คุณได้มีโอกาสใช้เวลาพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับทุกด้านของชีวิตแต่ละฝ่าย รวมไปถึงได้รับรู้ความคิดเห็น คุณค่า อุดมการณ์ ความกลัว และแรงบันดาลใจที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัวในชีวิต นอกจากคุณจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างแล้ว คนรักของคุณก็เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน 11.มิตรภาพแน่นแฟ้นมากขึ้น ยิ่งคุณใช้เวลาเที่ยวกับคนรักของคุณนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความผูกพันกับคนรักของคุณมากขึ้นเท่านั้น รวมทั้งยังสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้น อันจะเป็นปัจจัยให้ความสัมพันธ์ของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน ภายหลังจากการได้แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน คุณและคนรักก็จะกลายเป็นมากกว่าแค่แฟนหรือเพื่อนร่วมทาง แต่จะกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตที่จะสามารถอยู่เคียงข้างคุณไปตลอด 12.เคารพพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันนั้น ทั้งสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันเกือบจะตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ยังมีบางช่วงจังหวะเวลาที่อีกฝ่ายต้องการความเป็นส่วนตัว คู่รักที่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายๆ เคารพในความเป็นส่วนตัวยามที่อีกฝ่ายต้องการใช้ความคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหน่ึงต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ครับ บทความโดย : นันทรัช ชมภูแสง Content Writer ประจำเว็บไซต์ GoBear ผู้หลงใหลการอ่านหนังสือและเชื่อมั่นในพลังของการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเรื่องราว มีความสุขกับการฟังเพลง ดูซีรีส์ และทุกอย่างที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น บทความแนะนำจากทัวร์ครับ >>แนะ 8 เทคนิคเที่ยวอย่างสบายใจ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน !<<