ทัวร์ครับพาพร้อม
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
รู้ไว้ไม่เสียหาย แมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น พร้อมวิธีป้องกัน
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
รู้ไว้ไม่เสียหาย แมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น พร้อมวิธีป้องกัน
เป็นข่าวดังกันอยู่พักใหญ่ เกี่ยวกับข้อข้องใจเรื่องแมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น เพราะเนื่องจาก กรณี บอย-ปกรณ์ ที่ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดด่วนหลังถูกแมลงกินเนื้อกัดที่ประเทศญี่ปุ่นจากการลงแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดอาการคัน แต่แผลอักเสบและลามถึง 2 ฝ่ามือหลังกลับจากไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซึ่งข่าวนี้อาจจะทำให้ใครหลายคนที่จะกำลังเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นหวั่นใจกันหน่อยๆ แต่อย่าเพิ่งตกใจกันครับ เพราะมันมีวิธีป้องกันและวิธีรักษามานานแล้ว ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ เราก็ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับแมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่นหรือโรคเนื้อเน่ามาให้ได้อ่าน จะได้ไปทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นกันแบบสบายใจหายห่วง ตามไปอ่านกันเลย บอกตามตรงเลยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยประสบเหตุการณ์แบบเดียวกันกับคุณบอย-ปกรณ์ ของเราครับ หลายคนอาจจะรู้จัก การเกิดโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือที่ติดหูกันว่า แมลงกินเนื้อคน กันมาคร่าวๆบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาบอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยปกติคนที่ถูกแมลงกัดจะมีอาการอยู่ประมาณ 4 แบบ 1. แมลงที่กัดแล้วมีบาดแผล มีอาการ ปวดแสบ ปวดร้อน มีอาการอยู่ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ 2. แมลงบางประเภท อาจจะทำให้คนที่ถูกกัดหรือต่อยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันที่ไวเกินเกิด ภาวะแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นช็อค หายใจไม่ออกเพราะหลอดลมหายใจหดเกร็ง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด 3. แมลงบางชนิดมีสารพิษในตัว เช่น แมลงก้นกระดก หากกัดแล้วปัดทิ้งธรรมดาจะเจ็บปวดเป็นปกติ แต่ถ้าตบ ตัวแมลงก้นกระดกแตกออกจะมีสารพิษออกมาสัมผัสผิวหนังทำให้ระคายเคือง เป็นผื่น มีตุ่มน้ำ เจ็บปวด แสบร้อน มีอาการคันร่วมด้วย 4. แมลงบางประเภทกัด ต่อยจะปล่อยวัสดุบางอย่างเข้ามาในร่างกาย เช่น ผึ้ง ต่อ จะปล่อยเหล็กใน ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายพยายามขับออก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจะกลายเป็นฝี เป็นหนองได้ สาเหตุของการเกิดโรคเนื้อเน่า หรือ โรคแมลงกินเนื้อ สาเหตุของการเกิดโรคแมลงกินเนื้อคนนั้น หากมาจากแมลง มักจะเป็นแมลงที่กัดแล้วเกิดรู และรอยแดงบนผิวหนัง เมื่อถูกแมลงกัดเข้าไปที่ผิวหนัง ผิวหนัง และหากปล่อยละเลยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ จนทำให้เลือดเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นๆ ไม่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาย และเชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าแสเลือดและลามไปทั่วร่างกาย ถ้าติดเชื้อลึกลงไปถึงใต้ชั้นเนื้อเยื่อพังผืด เข้าไปที่กล้ามเนื้อ เชื้อจะมีความรุนแรง ไปทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดงเสียหาย การส่งเลือดไปเลี้ยงไม่ดี ทำให้เกิดเนื้อตาย และเชื้อแบคทีเรียตัวนั้นก็ยังเกาะอยู่ที่บริเวณเนื้อตาย ถ้าไม่รีบรักษาบริเวณที่เนื้อตายจะขยายวงกว้างและอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ น่ากลัวอยู่นะครับ อาการของโรคแมลงกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า ระยะแรกหลังการติดเชื้อภายใน 1 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ดังนี้ ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ บาดแผลร้อนหรือมีสีแดง รู้สึกปวดบาดแผลมากผิดปกติ บริเวณที่เกิดการติดเชื้อเกิดการเปลี่ยนสี หรือมีของเหลวซึมออกมา มีตุ่มแดงเล็ก ๆ ถุงน้ำ จุดดำ หรือความผิดปกติอื่น ๆ เกิดขึ้นบนผิวหนังร่วมกับเกิดความเจ็บปวดบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาการบนผิวหนังมักกระจายออกไปและทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากแบบไม่สัมพันธ์กับแผล ตึงบริเวณกล้ามเนื้อ มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นต้น มีภาวะขาดน้ำ โดยมีอาการ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย หลังจากนั้น เมื่อติดเชื้อไปแล้ว 3-4 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น บริเวณที่เกิดการติดเชื้ออาจมีอาการบวม มีผื่นสีม่วงขึ้น หรือมีตุ่มน้ำสีเข้มที่ส่งกลิ่นเหม็น ผิวหนังอาจเกิดการเปลี่ยนสี และเนื้อเยื่อที่ตายแล้วอาจหลุดลอกออก เป็นต้น และเมื่อการติดเชื้อเข้าสู่วันที่ 4-5 ผู้ป่วยอาจมีภาวะวิกฤติ ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำ ช็อค หรือหมดสติได้ การป้องกัน โรคเนื้อเน่า หากเกิดบาดแผล ให้ห้ามเลือดทันทีแล้วทำความสะอาดบริเวณนั้นโดยเปิดให้น้ำไหลผ่านบาดแผล จากนั้นจึงซับด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง ปิดบาดแผลด้วยวัสดุที่ปลอดเชื้อ เช่น พลาสเตอร์ หรือผ้าพันแผล เป็นต้น และเปลี่ยนผ้าพันแผลเมื่อเปียกน้ำหรือสกปรก เพื่อให้แผลแห้งและสะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรแช่ตัวในอ่างอาบน้ำหรือว่ายน้ำในช่วงที่มีบาดแผลตามร่างกาย หากถูกแมลงกัด ให้หมั่นสังเกตตัวเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผล ที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆหรือไม่ ถ้าเกิดมีแผลที่บริเวณที่ถูกแมลงกัด ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาทันที ก่อนที่โรคจะมีการลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากกว่าเดิม โดยในระหว่างที่มีอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังก่อนเดินทางไปพบแพทย์ ควรดูแลรักษาทำความสะอาดผิวหนังบริเวณนั้นให้ดีที่สุด อย่าปล่อยละเลยนะครับเพราะถ้าติดเชื้อขึ้นมาล่ะก็เรื่องใหญ่แน่นอนครับ สรุปง่ายๆ ก็คือโรคแมลงกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่านี้ไม่ใช่โรคใหม่ ในประเทศไทยมีรายงานคนป่วยโรคเนื้อเน่าปีละประมาณ 100-300 คน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ที่มีความเสี่ยงเกิดบาดแผลง่าย บริเวณที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่คือเท้า และขา ซึ่งหลายรายมีประวัติกับการสัมผัสสารเคมี ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เกิดบาดแผล ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิวได้ง่าย เพราะฉะนั้นโรคนี้ไม่เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นแต่อย่างไหน สบายใจหายห่วง
รู้ไว้ก่อนไม่พลาด เที่ยวบาหลี เดือนไหนดี !?
พาพร้อม
อินโดนีเซีย
รู้ไว้ก่อนไม่พลาด เที่ยวบาหลี เดือนไหนดี !?
บาหลี เป็นอีกหนึ่งพิกัดเมืองน่าเที่ยวของประเทศอินโดนีเซียอันทรงเสน่ห์ ชวนค้นหา น่าหลงใหลใกล้ ๆ เมืองไทย ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ น่าเที่ยวมากมาย อีกทั้งยังมีลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่ค่อนข้างเมืองไทยอีกด้วย ทำให้การเดินทางไปยังบาหลีนั้นทั้งง่าย และสะดวกสบาย แถมสถานที่ท่องเที่ยวก็เยอะ และหลากหลายบรรยากาศมากอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมขลัง ๆ อลังการสุดคลาสสิค บรรยากาศท้องทะเลสวย ๆ ชิลล์ ๆ ทุ่งนาขันบันไดบนขุนเขาสีเขียวสุดโรแมนติก และชุนชมเล็ก ๆ น่ารัก ๆ เป็นมิตร เป็นกันเองสุด ๆ เป็นต้น ที่ทำให้บาหลีเป็นพิกัดท่องเที่ยวชิค ๆ ที่เป็นที่จับตามองจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ว่าแต่ตั้งใจวางแผนจะเที่ยวแล้วทั้งที จะให้ดีต้องตามมาส่องทางนี้เลย กับ “เที่ยวบาหลีเดือนไหนดี” ไปดูกันเลย แต่ถ้าได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวบาหลีแบบที่ใช่ในสไตล์คุณแล้วละก็ เพียงเท่านี้ก็พร้อมเตรียมตัวออกเดินทางกันได้แล้ว เพราะสำหรับเรื่องอื่น ๆ แล้ว วางใจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพอย่าง ทัวร์ครับเว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดีที่สุดไว้ให้คุณ จองทัวร์เที่ยวบาหลี กับ ทัวร์ครับ เพียงแค่คลิก บาหลี เป็นเกาะเล็ก ๆ ของประเทศแบบหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซีย มีพื้นที่เพียง 5,620 ตารางกิโลเมตร ชาวเมืองมีวิถีชีวิตเรียบ ๆ ง่าย ๆ อย่างมีสไตล์เป็นของตัวเอง ในฉบับชาวฮินดูพื้นเมืองท้องถิ่น ที่มีสภาพภูมิอากาศคล้ายภาคใต้ของเมืองไทย คือมีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี แบบป่าฝนเขตร้อน และมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ย ซึ่งบริเวณที่ราบสูงบนภูเขาจะมีอากาศหนาวเย็นกว่าที่ราบทางชายฝั่งทะเลประมาณ 5 องศาเซลเซียส มีลมมรสุมประจำปีที่ทำให้บาหลีนั้นมีเพียง 2 ฤดูเท่านั้น คือ ช่วงฤดูร้อน และ ช่วงฤดูฝน ช่วงฤดูร้อน (เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม) ในประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 23 - 31 องศาเซลเซียส แม้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าในช่วงฤดูฝน แต่ช่วงนี้จะมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น โดยช่วงที่มีโอกาสร้อนที่สุดคือ ราว ๆ เดือนตุลาคม และในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด คือ เป็นช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีฝนตกเลย และอากาศไม่ร้อนมากนัก เหมาะแก่การท่องเที่ยวบาหลีเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยวตามภูเขา น้ำตก โบราณสถาน หรือสถาปัตยกรรมเก่าแก่ต่าง ๆ รวมไปจนถึงการเดินเท้าเที่ยวชมภูเขาไฟ Bromo อันโด่งดัง สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำช่วงฤดูร้อน : Ubud, Bromo, Tanah Lot Temple, Uluwatu Temple และ Sekumpul Waterfall กิจกรรมแนะนำในช่วงฤดูร้อน : ชมวิวทุ่งนา นาขั้นบันได้ เที่ยวชมภูเขาไฟ Bromo เที่ยวชมโบราณสถานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ช่วงฤดูฝน (เดือนพฤศจิกายน – เมษายน) ประมาณเดือนพฤศจิกายน - เมษายน และจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ราว ๆ 26 - 35 องศาเซลเซียส แต่มีอากาศค่อนข้างเย็นสบายในช่วงที่มีฝนตก และเป็นช่วงที่มีคลื่นลมแรง คลื่นในทะเลมีลักษณะเป็นคลื่นระลอกลูกใหญ่ ๆ เหมาะแก่การโต้คลื่นเป็นที่สุด จึงทำให้ช่วงฤดูฝนเป็นหน้า High Season ของนักเซิร์ฟจากทั่วทุกมุมโลก ที่พร้อมใจกันมาเช็คอินที่สวรรค์ของโต้คลื่นแห่งนี้ โดยในช่วงเดือนเมษายน เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาน่าเที่ยวของบาหลี ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย แต่เป็นช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศค่อนข้างดี อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ค่าที่พักราคาไม่สูงมากนักอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำช่วงฤดูฝน : Tergalalang Rice Terrace วัดเบซากีห์ (Pura Besakih) และ หาดคูต้า (Kuta Beach) กิจกรรมแนะนำในช่วงฤดูฝน : Bali Swing กิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ การดำน้ำดูปะการัง การเล่นกระดานโต้คลื่น นั่งเรือจังโกลานชมโลมา ครบกันไปแล้วกับ “เที่ยวบาหลีเดือนไหนดี” ที่รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวบาหลีในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ให้แบบจัดเต็ม ได้ช่วงเหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวบาหลีที่ใช่ในฉบับของตัวเองกันแล้ว ก็อย่าลืมเตรียมพร็อพ เตรียมเสื้อผ้า เตรียมอุปกรณ์การเที่ยวที่ลงตัวสำหรับทริปบาหลีคราวนี้กันไว้ด้วยนะ นอกจากจะได้เที่ยวบาหลีแบบฟิน ๆ กันแล้ว จะได้รูปทริปบาหลีชิค ๆ ติดมือกลับมากันอีกด้วย ได้เที่ยวบาหลีฟิน ๆ ใช้งบน้อยได้รูปเยอะ คือดีย์แน่นอน ... พูดเลย
คู่มือ เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวออสเตรเลีย ฉบับ 2020
พาพร้อม
ออสเตรเลีย
คู่มือ เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวออสเตรเลีย ฉบับ 2020
ออสเตรเลีย ดินแดนอันทรงเสน่ห์แห่งท้องทะเล แสงแดด และธรรมชาติ กับทัศนียภาพสุดอลังการน่าประทับใจ ท่ามกลางอากาศดี ๆ ของเมือง และมิตรภาพของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมที่เป็นกันเลย ที่ทำให้พิกัดเที่ยวแห่งนี้กลายเป็นปลายทางสุดฮิตยอดนิยมในเช็คลิสต์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก กับทวีปที่เล็กที่สุดในโลกทางซีกโลกใต้ที่ตั้งอยู่บนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ว่าแล้วปี 2020 นี้นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการออกเที่ยวออสเตรเลียกันสักที ยิ่งข่าวไฟป่าในออสเตรเลียที่เพิ่งดับไปด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบไปให้กำลังใจเหล่าน้องหมีโคอาล่าแสนน่ารักกันสักหน่อย แต่ก่อนออกเที่ยวออสเตรเลียต้องตามมาส่องทางนี้กันก่อนเลย กับ “คู่มือ เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวออสเตรเลีย ฉบับ 2020” ส่วนสายชิลล์ที่ต้องการความสะดวกสบายและกำลังมองหาทัวร์ออสเตรเลีย ขอปล่อยผ่านข้อมูลเกี่ยวกับออสเตรเลียไปก่อน ให้มืออาชีพที่เชื่อถือได้เตรียมการให้ดีกว่า แล้วค่อยไปศึกษาข้อมูลจากกูรูไป เที่ยวไปเพลิน ๆ ระหว่างเที่ยวทีเดียวเลย ว่าแล้วมองหาทัวร์ออสเตรเลียมาทางนี้เลย ทัวร์ครับเว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดีที่สุดไว้ให้คุณ จองทัวร์ออสเตรเลีย กับ ทัวร์ครับ คลิกที่นี่ 1.การขอวีซ่าออสเตรเลีย ก่อนอื่นเลยก็ต้องมีวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียก่อน สำหรับการขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียนั้นมีหลายประเภทด้วยกัน ทั้งเดินทางทำธุรกิจ เดินทางเพื่อศึกษาต่อ หรือเดินทางเพื่อท่องเที่ยวและทำงาน โดยในส่วนของวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวออสเตรเลียนั้น ต้องเลือกเป็นการขอวีซ่าประเภทท่องเที่ยว หรือ Visitor Subclass 600 มีขั้นตอนและเอกสารที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่าไม่ต่างกับการขอวีซ่าเข้าประเทศอื่น ๆ ทั้งยังสะดวกสบายด้วยการยื่นแบบฟอร์มออนไลน์ได้ด้วย หรือจะยื่นด้วยตนเองที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS)ก็ได้ ราคาค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าท่องเที่ยวทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 4,350 บาท กับขั้นตอนเพียง 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ เตรียมเอกสาร สมัครพร้อมกรอกข้อมูลวีซ่าออนไลน์ เก็บข้อมูล Biometric ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) และสุดท้ายคือรอรับผลวีซ่าทางอีเมล์ เพียงเท่านี้ก็สามารถเดินทางเที่ยวออสเตรเลียอย่างถูกต้องได้แล้ว ชิลล์ ๆ 2.การเดินทาง สนามบิน และเที่ยวบิน เรื่องถัดมาหลังจากวีซ่าผ่านเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเรื่องการศึกษาข้อมูลการเดินทางเป็นสิ่งต่อมาที่ควรรู้ โดยควรต้องศึกษาข้อมูลการเดินทางเอาไว้ ตั้งแต่เรื่องข้อมูลของสนามบิน เพราะบางเมืองในออสเตรเลียโดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ อาจมีสนามบินมากกว่าหนึ่งสนามบิน จึงต้องรู้ด้วยว่าสายการบินที่เราใช้เดินทางนั้น เครื่องลงที่สนามบินไหน จะได้นัดหมายกับรถ หรือพนักงานโรงแรมที่มารอรับได้ถูกต้อง รวมถึงจะได้วางแผนการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองด้วยตัวเองได้ด้วย สำหรับการเดินทางในออสเตรเลียนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง รถโดยสารประจำทาง และเรือเฟอร์รี่ให้บริการ แต่สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างเมืองส่วนมากนิยมเช่ารถขับเที่ยว โดย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็กแบบ Eco Car หรือจะเป็นแบบรถบ้านที่จะช่วยประหยัดเรื่องค่าที่พักระหว่างทางไปในตัวเลยอีกด้วย โดยราคารถเช่าแบบรถบ้านจะตกอยู่ที่ราว ๆ 60 AUD ต่อวัน 3.ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพอากาศ และเวลา ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ กินพื้นที่กว้างขวาง ครอบคลุมภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งชายหาด ท้องทะเล ไปจนถึงทะเลทราย โดยมีสภาพอากาศตั้งแต่อากาศแบบเขตร้อนไปจนถึงอากาศแบบอบอุ่น พื้นที่ ๆ ร้อนที่สุดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศมีอุณหภูมิสูงที่สุดประมาณ 33 – 35 องศาเซลเซียส และพื้นที่ ๆ มีอากาศหนาวเย็นที่สุดอยู่ที่เกาะแทสเมเนียทางตอนใต้สุดของประเทศ โดยช่วงที่อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 0 – 12 องศาเซลเซียส ทั้งนี้แต่ละภูมิภาคของประเทศออสเตรเลียยังมีช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยมีเวลาเร็วกว่าเวลาในเมืองไทยตั้งแต่ 1 – 4 ชั่วโมงขึ้นกับพื้นที่ เมืองทางฝั่งตะวันตกอย่างเพิร์ทเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ทางเหนือและตอนกลางเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง ทางตะวันออกเฉียงเหนือเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง ทางตอนใต้เร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมงครึ่ง และทางตะวันออกเฉียงใต้อย่างเมลเบิร์นเร็วกว่าไทยถึง 4 ชั่วโมง ในเรื่องของฤดูกาลนั้น ออสเตรเลียมีอยู่ 4 ฤดูกาลด้วยกัน คือ ฤดูใบไม้ผลิ (ช่วงเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน) เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายกำลังดี ดิกไม้กำลังผลิบาน ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 14 – 23 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน (ช่วงเดือนธันวาคม ถึงกุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดและแห้งแล้ง มีอุณหภูมิประมาณ 20 – 27 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วง (ช่วงเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม) เป็นช่างที่อากาศเริ่มเย็นลง อุณหภูมิลดลงอยู่ในช่วง 12 – 20 องศาเซลเซียส แต่เมืองทางตอนใต้จะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกในช่วงนี้ และสุดท้ายฤดูหนาว (ช่วงเดือนมิถุนายม ถึงสิงหาคม) มีอุณหภูมิประมาณ 8 - 17 องศาเซลเซียส อากาศจะเริ่มหนาวเย็นและมีหิมะตกบริเวณเทือกเขาสูง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลายของออสเตรเลีย ใครที่วางแผนจะเดินทางเที่ยวเมืองไหนในออสเตรเลียก็อย่าลืมตรวจสอบเรื่องเวลาที่แตกต่างกัน อุณหภูมิ และฤดูกาลกันให้ดีก่อนเดินทาง ยิ่งถ้าต้องเดินทางเที่ยวหลากเมืองด้วยแล้ว ยิ่งต้องหาข้อมูลกันให้ดี ๆ จะได้เตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้ากันได้ถูก 4.ค่าใช้จ่ายในออสเตรเลีย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกติดอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ อัตราค่าเงินออสเตรเลียดอลล่าร์ หรือ AUD กับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 20.50 บาทต่อ 1 AUD (ขึ้นกับช่วงเวลา) สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในออสเตรเลียนั้น ค่าอาหารในออสเตรเลียเฉพาะมื้อธรรมดา ๆ แบบประหยัดก็มีสนนราคาขั้นต่ำราว ๆ 10 AUD เป็นอย่างต่ำ หรือประมาณ 200 บาท ดังนั้นใครที่กำลังจะไปเที่ยวออสเตรเลียก็อย่าลืมคาดการเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวแบบเผื่อ ๆ เอาไว้หน่อยก็ดี หรือจะให้ Save ก็อย่าลืมติดบัตรเครดิตเอาไปไว้เผื่อด้วยสำหรับในเมืองใหญ่ แต่สำหรับในเมืองเล็ก ๆ ก็อาจจะต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเท่านั้น ฉะนั้นแลกเงินเผื่อ ๆ ไว้ด้วย โดยจะแลกเป็น AUD หรือ US ก็สามารถใช้ได้เหมือนกันในออสเตรเลีย 5.ที่พักในออสเตรเลีย ด้วยค่าครองชีพในออสเตรเลียที่สูงทีเดียว จึงส่งผลต่อเนื่องให้ค่าที่พักในออสเตรเลียค่อนข้างแพงตามไปด้วย แต่ออสเตรเลียก็มีที่พักให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ บริการพื้นที่จอดรถบ้าน ที่พักแบบเต้นท์ในเขตอุทยานต่าง ๆ หอพัก ที่พักแบบโฮมสเตย์ ห้องพักแบบ Shared apartment ไปจนถึงโรงแรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แบบทั่ว ๆ ไปจนถึงหรูหราเว่อร์วังมาก โดยค่าที่พักแบบโรงแรมทั่ว ๆ ไปในออสเตรเลียมีราคาเริ่มต้นประมาณ 59 - 276 AUD หรือประมาณ 1,300 – 6,000 บาทต่อคืน ขึ้นกับพื้นที่ของแต่ละเมือง และความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก 6.ระบบไฟฟ้า ในโลกยุคดิจิตัลแบบทุกวันนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า อย่าง สมาร์ทโฟน เป็นหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย จึงควรต้องศึกษาเรื่องระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียเอาไว้ด้วย ประเทศออสเตรเลียใช้ไฟฟ้าแบบเดียวกับเมืองไทย คือ ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 240 – 250 V (50Hz) ดั้งนั้นอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดจากเมืองไทยจึงสามารถนำไปใช้ได้ แต่จะต้องเตรียม Adaptor ไปด้วย เพราะปลั๊กไฟในออสเตรเลียไม่เหมือนกับของบ้านเรา เนื่องจากที่ออสเตรเลียปลั๊กไฟจะมีลักษณะเป็นปลั๊ก 3 ตาแบบแบน 7.เทศกาลสำคัญ ๆ ที่น่าสนใจ และไม่ควรพลาดในออสเตรเลีย ด้วยลักษณะทำเลที่ตั้งของประเทศออสเตรเลีย ที่อยู่ในพื้นที่อากาศดี บรรยากาศปลอดโปร่ง อากาศบริสุทธิ์ ใกล้ชิดธรรมชาติ จึงทำให้ชาวออสเตรเลียมักนิยมงานอีเว้นท์ และเทศกาลกลางแจ้ง ที่จะได้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติท้าทายแสงแดงของดวงอาทิตย์ สำหรับเทศกาลสำคัญ ๆ ของออสเตรเลียนั้นมีอยู่มากมาย แต่ขอหยิบยกเอาแบบที่เด็ด ๆ ห้ามพลาดมาแนะนำกัน ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง เทศกาล Vivid Sydney เทศกาลงานแสดงแสงสีเสียงสุดอลังการตระการตาบนแลนด์มาร์คสุดฮอตของออสเตรเลีย กับเทศกาล Vivid Sydney ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงราว ๆ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึง กลางเดือนมิถุนายนของทุกปี กับการใช้เทคโนโลยีการฉายภาพลงบนตัวอาคารอันโดดเด่น ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าประทับใจของปากอ่าวซิดนีย์ยามค่ำคืน Sydney New Year’s Eve เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดอลังการติดระดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 31 ธันวาคม ที่บริเวณริมอ่าวซิดนีย์ ไม่ไกลจากแลนด์มาร์คอันโด่งดังอย่าง Sydney Opera House และ สะพาน Habour bridge เพียงเท่านี้ก็ครบหมดทุกเกร็ดความรู้เรื่องออสเตรเลียเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวออสเตรเลีย ฉบับปี 2020 กันแล้ว ที่เหลือก็แค่ลั้ลลา จดจ่อรอเวลาเดินทางเท่านั้นเอง Australia 2020 Let’s go …
10 เหตุผล ไปเที่ยวเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่ามันดียังไง !
พาพร้อม
เกาหลี
10 เหตุผล ไปเที่ยวเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่ามันดียังไง !
เที่ยวเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่ามันดียังไง .. มือใหม่หัดเดินทางฟังทางนี้ เชื่อว่าก่อนเริ่มต้นเดินทางหลายคนคงจะมีความกังวลกันอยู่ในใจแน่นอน ว่าเอาล่ะฉันจะรอดมั้ยในทริปนี้ไหนจะภาษางูๆ ปลาๆ เยสไอแอม ไหนจะความรู้เรื่องบ้านเมืองของเขาที่ต้องศึกษา มารยาท วิธีการเดินทางนี่ไม่ต้องพูดถึง BTS บ้านเรายังขึ้นสลับสายเลยจ้า ไหนจะอากาศ ผู้คนที่ต่างกับประเทศ โอ้ยย สุดแสนจะแพนนิคยิ่งคิดยิ่งเครียด และวันนี้ Tourkrub เราจะแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเริ่มทริปให้ตรงดิ่งมาที่ช้อยส์นี้ก่อนเลย ไปกับทัวร์ซะทุกอย่างจะจบปิ๊ง อย่างบทความนี้เราจะพาทุกคนมาพูดถึง 10 เหตุผลควรไปเกาหลีกับทัวร์ ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีที่ถือว่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ยังคงฮอตฮิตติดอันดับเลยล่ะ ก่อนอื่นเราขอให้ทำใจให้สงบงดแพนนิคแล้วตามมาดูกัน! จะรู้ว่าการไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด! 1. สามารถควบคุมกำหนดการและค่าใช้จ่ายได้ เดี๋ยวนี้ราคาทัวร์เกาหลีเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท เรียกได้ว่าถูกมากจ้า ถูกจนงงเลยแม่นี่คือรวมการเดินทาง ค่าโดยสาร ไกด์ทัวร์ อาหาร โรงแรมที่พักเอยไรเอย ราคาก็จะปรับตามสถานที่ที่เราอยากไป แต่แค่หมื่นอัพก็ได้เที่ยวที่สวยๆ ฮิตๆ แล้วนะเอาจริงที่พักอาหารก็ไม่ไก่กาอาราเล่ เผลอๆ อร่อยกว่าหาเดินซื้อเองก็มีจ้ะแม่จ๋า เมื่อมาบวกลบค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมแล้ว ทางทัวร์จะถูกกว่ามากแล้วยิ่งเป็นช่วงโปรโมชั่นนะลด 30-40% กันเลยลดแบบหูดับตับไหม้กันเลย ซึ่งสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นและไม่เกินงบที่ตั้งไว้ แถมยังกันเงินสำหรับค่าช้อปปิ้งไว้ได้แบบชิลล์ๆ สวยๆ อีกด้วยนะ 2.ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลและเตรียมตัวเยอะ เมื่อเราจองทัวร์ ก็ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลและเตรียมโปรแกรมให้ยุ่งยาก เพราะเขามีการจัดโปรแกรมการเดินทาง จัดสรรเวลา สถานที่เที่ยวไว้ให้เราหมดแล้ว แต่ละที่ก็เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวทำให้หมดปัญหาเรื่องการไม่มีเวลาเตรียมตัว ไม่มีเวลาศึกษาหาข้อมูลการท่องเที่ยวหรือที่พัก ให้ยุ่งยาก พร้อมทั้งยังมีคำแนะนำที่จำเป็นในการไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่นถ้าเราไปพระราชวังเคียงบกกุง ไกด์ทัวร์ก็จะให้ข้อมูลกับเราเลยว้าต้องแต่งตัวยังไง ถ่ายรูปตรงไหนดีงามเอยอะไรเอย เรียกได้ว่าหัวโล่งๆ ไปเที่ยวก็สบายหายห่วง 3.หมดกังวลเรื่องภาษา อื้อหือมาที่ปัญหาหลักของชาวเราเวลาอยากไปเที่ยวต่างประเทศแต่กลัวมากเรื่องภาษา บางแห่งใช้ภาษาสากลที่เข้าใจได้ง่าย บางที่ก็ใช้ภาษาท้องถิ่น หรือไม่ถนัดทางด้านภาษาหมดกังวลเรื่องภาษาที่จะใช้ในการสื่อสารอย่างแน่นอนเพราะเรามีไกด์ที่เป็นคนไทยและไกด์ท้องถิ่นที่จะค่อยช่วยเหลือเราตลอดการเดินทางเอาไว้ให้คุณเรียบร้อย หมดห่วงอย่างแน่นอน พร้อมมีบริการแนะนำคำศัพท์จากไกด์ในเวลาที่คุณเลือกซื้อของจะได้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย ยิ่งเป็นเกาหลีด้วยแล้วเขาจะไม่ค่อยนิยมใช้ภาษาอังกฤษกันเท่าไรถ้าไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวจ๋า ถึงพูดภาษาอังกฤษก็จะมีสำเนียงที่ต่างจากบ้านเราอยู่พอสมควรทำให้ต้องฟังกันดีๆ ช้าๆ ชัดๆ 4.หมดห่วงเรื่องเอกสาร แน่นอนว่าสำหรับที่เดินทางไปประเทศเกาหลีครั้งแรกคงกังวลเรื่องเอกสารอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีระเบียบขั้นตอนการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ยิ่งวุ่นวายหนัก เอกสารไม่พร้อม กรอกข้อมูลผิด แต่เมื่อเลือกเดินทางกับทัวร์หมดปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการดำเนินการเรื่องเอกสารจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการจัดการเรื่องเอกสารการเดินทางต่าง ๆ เป็นอย่างดีพร้อมกับให้คำแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเอกสารอะไรบ้างให้ผ่าน ตม.เกาหลี ทางทัวร์ก็จะแนะนำและข้อปฏิบัติ ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ชาวไทยเจอะบ่อยเวลาต้องเข้า ตม. เกาหลี แต่พอกับทัวร์ก็สบายใจไปได้อีกหนึ่งขั้นว่ามีคนช่วยฉันจากห้องเย็นแล้วล่ะ 5.มีไกด์ทัวร์ ชัวร์แน่นอน แม้แต่คนที่เดินทางเป็นประจำยังเจอปัญหาระหว่างการท่องเที่ยวจนทำให้เสียอารมณ์ในการเดินทาง เนื่องจากในแต่ละจุดหมายสถานที่ท่องเที่ยวย่อมมีกฎระเบียบข้อบังคับมีการเปลี่ยนแปลงตลอดแล้วแต่ผู้บริหารของประเทศ โอกาสจะเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการเที่ยวจึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ สำหรับทัวร์จึงเป็นเรื่องปกติที่จะค่อยเตรียมแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ยิ่งเป็นประเทศเกาหลีแล้วนั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากเรื่อง ตม.เข้าประเทศ เป็นอะไรที่กังวลอย่างมาก สำหรับคนที่เคยเดินทางมาบ่อยยังพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า ตม. เกาหลีเข้มงวดอย่างมาก นักท่องเที่ยวบางคนที่เพิ่งเคยได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยีอนเกาหลีหลายคนถูกส่งตัวกลับประเทศแบบหมดโอกาสเที่ยวอย่างกะทันหัน ถ้าเลือกเดินทางกับทัวร์หมดกังวลอย่างแน่นอนเพราะทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และไกด์นำเที่ยวมีประสบการณ์พร้อมที่ช่วยดูแลช่วยแก้ปัญหาให้กับคุณ 6.ได้รับข้อมูลความรู้เที่ยวเกาหลีตลอดการเดินทาง ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะได้รับข้อมูลความรู้ตลอดการเดินทางจึงไม่ต้องห่วงเลยว่าเราจะไม่ได้อะไรกลับมาเพราะเรามีเจ้าหน้าที่ และไกด์นำเที่ยวที่มีความรู้ไว้คอยให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวเรียกได้ว่าละเอียดทั้งประวัติศาสตร์ในอดีต ลากยาวมาถึงปัจจุบัน และยังให้ข้อแนะนำต่างๆ จุดไฮไลท์ของแต่ละสถานที่ข้อควรปฏิบัติ เปรียบเสมือนเราเข้า Google กันเลย 7.ปลอดภัยตลอดการเดินทาง ใครคนคงกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรกๆเพราะอยู่ไกลบ้าน แต่เมื่อเดินทางกับทัวร์ จะรับประกันความปลอดภัยตลอดการเดินทาง เพราะนอกจากเราจะเตรียมทำประกันการเดินทางเอาไว้ให้ลูกทัวร์รวมอยู่ในแพ็คเกจทัวร์แล้ว ไม่ว่าเกิดปัญหาใดๆ จะมีเจ้าหน้าคอยช่วยเหลือและมีผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ดูแลเรียกได้ว่าหมดกังวลกันเลย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถก็ได้มีการตรวจสอบอย่างดี เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทางทัวร์จะประเมินความเสี่ยงต่อลูกค้าเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ลูกค้า 8.ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง สำหรับใครที่ชื่นชอบความสบายคงเลือกที่จะใช้บริการทัวร์เพราะการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งนั้นห่างไกลแน่นอนว่าต้องเหนื่อยและเสียพลังงานไปเยอะบางทีกว่าจะไปถึงก็เหนื่อยอ่อนเสียก่อน ทั้งวุ่นวาย ปวดหัว นี่ยังไม่นับว่าต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ๆ เรื่องการเดินทางเป็นอุปสรรคอันดับแรกของการไปเที่ยวต่างประเทศเลยก็ว่าได้ คนส่วนมากจึงเลือกที่จะเดินทางไปกับทัวร์เนื่องจากมีรูปแบบการเดินทางที่สะดวกสบายเรียกได้ว่าเมื่อถึงจุดปลายทางก็แค่เดินเท่ๆ ลงรถพร้อมกล้องถ่ายรูปไปเก็บภาพบรรยากาศไม่ต้องมานั่งเดินทางให้เหนื่อยเลย 9.ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ สำหรับใครที่เดินทางไปเกาหลีครั้งแรกคงกังวลทุกเรื่องอย่างแน่นอน หลายๆ คนกลัวเพราะไม่มีประสบการณ์การเดินทาง แต่ถ้าคุณเลือกเดินทางกับทัวร์คุณจะหมดกังวลไปเลย เนื่องจากเรามีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพื้นที่ และสถานที่ท่องเที่ยวได้วางแผนไว้อย่างดี ทั้งร้านอาหาร ช้อปปิ้ง สถานที่ชื่อดัง จึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เดินทางมาเลย ก็สามารถเที่ยวได้อย่างสบายๆ แน่นอน 10.ได้เพื่อนใหม่ ยิ่งถ้าใครไปคนเดียวการเดินทางไปกับทัวร์ก็ยิ่งสะดวกสบาย ทั้งอาหารดี โรงแรมดี เดินทางสบาย แถมยังได้จอยกับเพื่อนร่วมเดินทางในกรุ๊ปใหม่ๆ เผลอๆ เจอเพื่อนถูกคอสไตล์เดียวกัน ทริปหน้าก็สามารถนัดมาจอยกันจัดกลุ่มไพรเวทได้อีกต่างหาก เหมือนเป็นการออกจากเซฟโซนอย่างหนึ่ง แล้วเที่ยวให้สุดเหวี่ยงลืมโลกปัจจุบันกันไปเลย ใครอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอเราว่านี่ก็น่าสนใจ ถึงแม้การไปทัวร์จะน่าสนใจและมีข้อดี แต่ที่สำคัญที่เราไม่อยากให้เพื่อนๆ พลาดนั่นก็คือการเลือกบริษัททัวร์ที่ถูกกับไลฟ์สไตล์ของตัวเราเอง ทั้งเรื่องของงบประมาณ สถานที่ท่องเที่ยว จำนวนวันเดินทาง ความน่าเชื่อของบริษัทและตัวไกด์ เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนจองทัวร์ มาหาเราได้เลย ทัวร์ครับ.คอมที่รวมแพคเกจหลากหลายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคนมีให้เลือกทั้งงบประมาณเริ่มต้นไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ แถมยังมีความน่าเชื่อถือสูงอีกด้วย ใครที่มองหาบริษัททัวร์ดีๆ สักแห่งเราขอแนะนำอันนี้เลย!
ปีใหม่ ทำอะไรดี 10 กิจกรรมส่งท้ายปี 2019
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ปีใหม่ ทำอะไรดี 10 กิจกรรมส่งท้ายปี 2019
1. เคาท์ดาวน์ 5 4 3 2 1…คงเป็นกิจกรรมอันดับแรกๆ เลยที่ผู้คนต่างทำกันในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ยิ่งในช่วงเทศกาล เบื่อออกไปเจอรถติดๆ ในต่างจังหวัดหลายคนคงเลือกที่จะหาที่เคาท์ดาวน์ใกล้กรุงเทพแทนดีกว่า ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องรถติด เน้นกิจกรรมเดินเที่ยวเล่น ชมแสงสีเสียง พลุดอกไม้ไฟ พร้อมกับนับ 5 4 3 2 1ให้ดังกึกก้อง เพลิดเพลินไปกับปาร์ตี้กับศิลปินดารามากมาย ซึ่งบริเวณกรุงเทพมีสถานที่จัดงานอยู่หลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เมกาบางนา หรือห้างน้องใหม่อย่างไอคอนสยาม เป็นต้น ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามายิ่งทำให้งานเทศกาลมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็นิยมมาเคาท์เดาน์ที่กรุงเทพเป็นส่วนใหญ่ 2. สวดมนตร์ข้ามปี สายธรรมมะ ธรรมโม สำหรับคนที่ไม่ต้องการความวุ่นวาย คงหนีไม่พ้นกับกิจกรรมสวดมนตร์ข้ามปี เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผู้คนต่างสนใจ เพื่อต้อนรับปีใหม่ เป็นมงคลกับชีวิต ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ตามแบบวิถีไทย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ซึ่งสถานที่จัดงาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หรือวัดที่มีการจัดงานในปัจจุบันมีหลายคนให้ความสนใจอย่างมากไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือเหล่านักท่องเที่ยวที่ต่างพากันไปสวดมนตร์ข้ามปี ใครที่มองหากิจกรรมดีๆ ลองมาสวดมนตร์ข้ามปีเอาฤกษ์เอาชัยอิ่มบุญอิ่มใจได้พลังสู้กับอุปสรรคปัญหาตลอดทั้งปี 3. ท่องเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศไม่ไหว ขอเที่ยวต่างจังหวัดแทน ยิ่งช่วงหยุดยาวแบบนี้เป็นอีกกิจกรรมที่นิยมอย่างมากในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็ต้องจัดหนักจัดเต็มกันหน่อยกับการเที่ยวครั้งนี้ จัดแพลนจองที่พักต่างจังหวัด แต่ต้องวางแพลนดีๆ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน เนื่องจากในช่วงเทศกาลก็จะมีผู้คนจำนวนมากต่างพากันไปพักผ่อนทำให้ต้องวางแผนดีๆ อีกทั้งเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ต้องเตรียมความพร้อมเสมอ ใครๆที่มองหากิจกรรมท่องเที่ยวช่วงปีใหม่อันนี้ก็ถือเป็นการออกไปพักผ่อนอย่างดีเลยทีเดียว 4. ปาร์ตี้กับครอบครัว สำหรับใครหลายๆ คนที่ไม่ได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัว วันหยุดยาวนี้ก็ทำให้ได้โอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แล้วหากิจกรรมสนุกๆ ทำกันไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารด้วยกันหรือสั่งอาหารมากินกัน อย่างเช่น หมูกระทะ ชาบู ปิ้งย่างก็เป็นอีกทางเลือกนึงหรือ ไปดูหนัง ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาในค่ำคืนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อบอุ่น เรียกได้ว่าความสุขคูณสองกันเลย ถ้าใครที่ไม่มีเพลนใดๆ ก็ลองหาโอกาสอยู่กับครอบครัวที่คุณรักแล้วทำอะไรที่ง่ายๆ ธรรมดาๆ ก็อาจจะเป็นความสุขที่ดีที่สุดก็ได้ 5. ทำความสะอาดบ้าน สำหรับคนที่ไม่อยากออกไปวุ่นวายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็คงเลือกที่จะทำกิจกรรมอยู่บ้านอย่างทำความสะอาดบ้านต้อนรับปีใหม่ หลายคนคงไม่มีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านได้อย่างเต็มที่จึงเลือกช่วงเทศกาลหยุดยาว จัดการบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน ออกไปซื้อของตกแต่งบ้าน ยิ่งทำให้เกิดความคิดในการจัดบ้านใหม่ให้ดูสบายตา อีกทั้งยังช่วยให้เราไม่เหงาไม่เบื่อในช่วงเทศกาลหยุดยาว ดังนั้นคงใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลากับปีใหม่นี้ไม่ได้แล้ว 6. มอบของขวัญวันปีใหม่ วันปีใหม่แล้ว กับกิจกรรมดีๆ การมอบของขวัญวันปีใหม่ให้แก่คนที่เรารัก เพื่อเป็นสิ่งแทนคำขอบคุณ ความสุขที่มีให้ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รับคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าผลไม้ ต้นไม้มงคล ของตกแต่งบ้าน หรืออาจจะเป็นกิจกรรมจับฉลาก เล่นเกมชิงรางวัล ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนุกสนานในหมู่เพื่อนหรือครอบครัว บรรยากาศมีความอบอุ่น เรียกรอยยิ้มในคืนที่แสนสุขสันต์ของวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างสมบูรณ์ 7. ส่งข้อความผ่านแอพ ในยุคปัจจุบันสิ่งที่ขาดไม่เลยคือโทรศัพท์ ก็เป็นอีกกิจกรรมนึงที่คนหลายคนทำกันในช่วงเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คือการส่งข้อความอวยพร บอกสวัสดีปีใหม่ หรือจะเป็นการโทรไปหา ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมข้อความหรือคำอวยพรดีๆ โดนๆ ให้พร้อมหลังจากเคาท์ดาวน์นับถอยหลัง 5 4 3 2 1 มาถึงคุณก็กดส่งไปยังครอบครัว เพื่อนฝูงและคนที่คุณรักได้เลย กิจกรรมนี้ถือว่าได้รับความนิยมกันอย่างมาก เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยคำอวยพร 8. ดูพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันปีใหม่ ใครๆ ที่ชื่นชอบการตื่นเช้าคงไม่อยากพลาดกิจกรรมนี้อย่างแน่นอนนั่นก็คือดูพระอาทิตย์ในเช้าวันใหม่ของปีใหม่ เป็นความเชื่อของประเทศญี่ปุ่นว่า การขออธิษฐานในยามที่ดวงอาทิตย์แตะขอบฟ้าเป็นครั้งแรกของวันขึ้นปีใหม่จะนำโชคดีมาให้สมคำอธิษฐาน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ต้องเสียค่าเดินทางหรือเสียเวลารถติดแค่คุณตื่นมาชมแสงแรกในตอนเช้าของวันปีใหม่ ก็จะได้รับกลิ่นอายของบรรยากาศช่วงเช้าวันใหม่ และถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ยังสามารถไปเสริมสิริมงคลด้วยการใส่บาตรเช้าของวันใหม่ในปีใหม่ ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างมากพร้อมที่จะสตาร์ทเริ่มต้นในวันแรกของปี 9.ไหว้พระ 9 วัด กิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่คงขาดไม่ได้เลยสำหรับเมืองพุทธอย่างเรา คือกิจกรรมทำบุญไหว้พระ9วัด วันหยุดยาวทั้งที ใครที่เบื่อรถติดไม่อยากออกต่างจังหวัด ไม่อยากไปเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวคนอื่นให้วุ่นวาย ไหว้พระ9วัดในกรุงเทพก็เป็นอีกทางเลือกนึง ในการทำบุญปีใหม่ กับ 9 วัด เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็น วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์ และวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าในกรุงเทพมีวัดมากมายให้เลือกทำบุญกันในวันเดียวแทบจะไม่หมดเลย มีการเดินทางที่สะดวกสบายมีทั้ง การนั่งเรือ MRT BTS รถประจำทาง หรือจะเป็นรถตุ๊กตุ๊ก ก็สามารถทัวร์ไหว้พระ 9 วัดได้ครบ 10. แก้ปีชง เป็นอีกกิจกรรมนึงที่มีผู้คนต่างพากันสนใจ นั้นคือแก้ปีชง เป็นความเชื่อเรื่องปีเกิด ปีชงของแต่ละราศี ซึ่งในปัจจุบันนิยมอย่างมาก หากในปีใดที่ตรงกับปีเกิดกับตัวเอง ส่วนใหญ่จะนิยมไปกราบไหว้ ขอพร ต่อองค์ทวยเทพ เจ้าแม่กวนอิม ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิต่างๆ ในวัด โดยวัดที่สามารถแก้ปีชงได้ในกรุงเทพก็มีหลากหลายวัดอาทิเช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ วัดมังกรกมลาวาส(วัดเล่งเน่ยยี่) วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์(วัดเล่งเน่ยยี่2) เป็นต้น แล้วยิ่งเป็นช่วงสิ้นปีใครหลายคนที่สนใจหรือเกิดปีชงขึ้นมาก็แนะนำให้ไปวัดเพื่อเสริมดวงชะตาและแก้ปีชง เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ ปีใหม่ เที่ยวไหนดี ไปเที่ยวกับทัวร์ครับกันเลยย ! วันหยุดยาวทั้งทีจะให้นั่งง่วงอยู่บ้านคนเดียวก็คงจะน่าเบื่อแย่ เราเลยเอากิจกรรมสนุกๆ ที่ทำได้ฉบับคนปีใหม่ไม่รู้จะทำอะไรมาฝากกัน หยุดพักผ่อนทั้งทีแบบนี้ลองชวนคนที่คุณหาอะไรทำกันสนุกๆ ดูสิ การเริ่มต้นปีใหม่จะได้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
8 วิธีลางานแบบมืออาชีพ! เจ้านายจับไม่ได้แน่นอน
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
8 วิธีลางานแบบมืออาชีพ! เจ้านายจับไม่ได้แน่นอน
ทำงานมาทั้งปี อยากพักผ่อนเที่ยวต่างประเทศให้ร่างกายได้เฟรชบ้าง จะลางานไปเที่ยวหลายวัน ก็ห่วงว่าหัวหน้าจะไม่ให้ลา แต่ครั้งนี้ต้องลาได้เพราะ ทัวร์ครับ (Tourkrub) รวมมาให้แล้วกับ 8 วิธี หลอกนาย เอ้ย!ลางานยังไงให้นายเชื่อถือ ใครกำลังจะลางานพักร้อนเที่ยวปลายปี ก็ตามไปเก็บเทคนิคนี้กันได้เลย 1. ลาป่วย คือเหตุผลการลางานยอดนิยมที่ทัวร์ครับเชื่อว่าหลายคนเคยทำ เพราะเราสามารถลาป่วยได้ 1 วันโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวหรือหน้าฝน ก็จะยิ่งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นก็อากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็เลยป่วย และอย่าลืมบ่นว่าหนาวและเพลียมาก หากเป็นหน้าร้อนก็ต้องบอกไปว่า อาหารเป็นพิษ ท้องเสียหรือท้องร่วง ซึ่งใครๆก็เป็นกัน แต่อย่าใช้บ่อยเกินไปนะคะ เกิดป่วยจริงขึ้นมา เจ้านายจะไม่เชื่อเอา 2. ก็มันเป็นอุบัติเหตุ อุบัติเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด โดยเฉพาะคนเมืองกรุงที่เรื่องการจราจรคือปัญหาที่เราต้องเผชิญกันทุกวัน ซึ่งหากใครต้องลางานด่วนจริงๆ ก็สามารถใช้เหตุผลเรื่องอุบัติเหตุไปบอกเจ้านายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติดมาก รถไฟฟ้าหยุดวิ่งฉุกเฉิน โดนแท็กซี่ชนท้าย โดนรถเมล์เฉี่ยว อันนี้ครีเอทดีๆหน่อยรับรองไม่ซ้ำแน่่นอน 3. อยากลาต้องใจใหญ่ อย่าคิดมาก หากคุณป่วย อย่าได้ลังเลว่าการหยุดงานของคุณจะทำให้บริษัทเสียงานหรือเพื่อนเสียความรู้สึก เพราะหากคุณป่วยแต่ไม่ได้ลา การมาทำงานของคุณในสภาพแบบนั้นอาจไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และที่สำคัญยังเป็นตัวแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงานอีกด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ป่วยจริง ก็อย่าแสดงความตื่นเต้นออกมามากเกินไป เดี๋ยวโดนจับได้ไม่รู้นะ! 4. รีบโทรบอกแต่เช้า สิ่งที่ไม่ควรทำคือการเขียนอีเมลหานายของคุณหากคุณจะลางานแต่ควรส่งข้อความส่วนตัวไปลาตั้งแต่เช้า หลังจากนั้นสักพักจึงโทรไปย้ำอีกครั้ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่องาน 5. สั้น-กระชับ-ฉับไว เมื่อแจ้งเรื่องลาไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกเล่าเก้าสิบอาการป่วยของคุณมาก แค่ใจความสำคัญให้ทราบว่าคุณเป็นอะไรหรือมีธุระเรื่องด่วนอะไร ? การไอหรือทำเสียงแหบในสายโทรศัพท์ บางครั้งอาจทำให้คนปลายสายคิดว่าคุณทำตัวป่วยเกินจริงได้ มันดูเป็นการลาที่อาจจะปลอมไปหน่อย 6. แสดงความห่วงงาน อย่าลืมปิดท้ายการลางานของคุณด้วยการถามนายเจ้านายว่า มีงานค้างอะไรที่สามารถทำจากบ้านได้ไหมอย่างเช่น การอ่าน การเช็คอีเมล หรือการช่วยตรวจสอบเอกสารคร่าวๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบงานของคุณนั่นเอง 7. งดการโพสลง Social Media ทั้งหลาย หลายคนกลัวว่าการป่วยจริงของตัวเอง จะถูกสงสัยหรือไม่ได้รับความไว้วางใจ ตราบใดที่คุณไม่ได้ลาป่วยในวันจันทร์หรือวันศุกร์บ่อยๆ (ซึ่งมักเกิดจากอารมณ์อยากพักผ่อนเพิ่มเติมหรืออยากหยุดไปเที่ยว) และคุณได้ทำทุกอย่างตามข้อข้างต้นไปแล้วก็อย่าได้กลัวไปเลย เพราะการพิสูจน์ว่าคุณป่วยด้วยการแชร์พิกัดบน Facebook หรือการถ่ายรูปหน้าเปล่าเปลือยจากบนเตียง แล้วแท็กหาเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย ไม่ใช่การเรียกร้องความเห็นใจที่ดีเลย และที่สำคัญมีเพียง 20 % ของบริษัททั้งหมดเท่านั้นที่ต้องการหลักฐานพิสูจน์ในการลาป่วยของพนักงาน 8.กล่าวขอบคุณ ในช่วงที่คุณลาป่วยซึ่งอาจไม่ใช่วันเดียว เจ้านายของคุณอาจขอให้เพื่อนในแผนกเดียวกัน ทำงานแทนคุณ ดังนั้น เมื่อคุณกลับมาทำงานได้ตามปกติ ก็ควรไม่ลืมที่จะขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และเจ้านายที่คอยช่วยเหลือระหว่างที่คุณลางานด้วยนะคะ เป็นไงบ้าง ? สำหรับเคล็ดลับการลางานที่ทัวร์ครับรวบรวมมาให้ในวันนี้ แต่ทัวร์ครับขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า อย่าใช้กันบ่อยจนเกินไป ทางที่ดีควรใช้กับเหตุฉุกเฉิน หรือเรื่องด่วนๆ จริงๆ ไม่งั้นเจ้านายอาจจับได้ไม่รู้ด้วยนะ
เก็บมานาน 5 เรื่องจริงใน “สิงคโปร์” ที่บางคนอาจไม่เคยรู้
พาพร้อม
สิงคโปร์
เก็บมานาน 5 เรื่องจริงใน “สิงคโปร์” ที่บางคนอาจไม่เคยรู้
วันนี้ ทัวร์ครับ เราจะพาไปดูกันเองว่าประเทศสิงคโปร์เนี่ยเค้ามีเรื่องอะไรที่เรามองข้ามไปกันบ้างนะ บอกเลยนะคะว่าแต่ละข้อเด็ดมาก จนถึงขนาดที่ว่า รู้แล้วแทบจะอุทานออกมาเลยว่า จริงป่ะเนี่ย !!! 1.มีภาษาอังกฤษแบบฉบับของตัวเอง คนประเทศสิงคโปร์เค้าจะสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษก็จริงนะคะ แต่ไม่ใช่ว่ามันเป็นอังกฤษจ๋าแบบ US/UK นะ แต่มันเป็นภาษาอังกฤษในสไตล์เค้าเอง เช่น การเติม ‘ล่ะ’ ไปท้ายประโยค หรือการใช้ศัพท์ Chope ที่หมายถึงการจองที่ เหล่านี้นี่แหละค่ะ ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วภาษาอังกฤษของเค้าไม่เหมือนกับที่ไหนเลยจริงๆ แถมยังมีภาษาราชการมากถึง 4 ภาษาอีกต่างหาก ใช้กันหมดยังไงเนี่ย งงแย่เลย 2.เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก ถึงแม้ตึกสิงคโปร์จะสูงเทียมฟ้า และเกาะบ้านเค้าจะขนาดเล็กนิดเดียว แต่บอกเลยค่ะว่าการจัดการทรัพยากรต่างๆ ที่นี่ทำได้ดีมาก ถึงขนาดถูกยกย่องให้เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลย แถมยังมีอุทยานและสวนสาธารณะที่สวยงามอีกมากมาย คงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นับเป็นประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ นะคะ ที่เที่ยวสิงคโปร์เนี่ย 3.มีงานเลี้ยงฉลองตลอดทั้งปี ถ้าคิดว่าบ้านเรามีวันหยุดนักขัตฤกษ์เยอะแล้วล่ะก็ ขอให้ย้อนกลับไปดูสิงคโปร์เลยค่ะ เพราะที่นี่มีเทศกาลเฉลิมฉลองกันได้ตลอดทั้งปี ทั้งงานทางวัฒนธรรม งานการแข่งขันกีฬา งานกิจกรรม งานไลฟ์สไตล์ งานศิลปะ และที่สำคัญเลยนะ งานเซลล์สุดอลังการประจำปีที่จัดขึ้นทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นแหล่งรวมตัวของคนรักแสง สี เสียง และการช้อปปิ้งอย่างแท้จริง 4.กฎระเบียบเยอะ จนถึงขนาดถูกเรียกว่า ‘เมืองค่าปรับ’ เพราะที่ประเทศนี้เค้ามีพื้นที่น้อย ดังนั้นถ้าคนทำอะไรผิดระเบียบไปนิดหน่อยมันก็เลอะเทอะ หรือทำให้สังคมแย่ลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นกฎระเบียบของที่นี่เค้าต้องเข้มงวดกันเป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งที่นี่มีกฎเยอะมากที่เราต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถ้าฝ่าฝืนก็โดนปรับกันไปตามระเบียบ แค่ทิ้งขยะลงพื้นเรี่ยราด เราก็อาจจะโดนค่าปรับที่สูงถึง 25,000 บาทได้เลย ใครจะเสี่ยงก็ลองดู 5.คนสิงคโปร์เดินเร็วที่สุดในโลก เพราะการคมนาคมหลักของสิงคโปร์คือการเดินนี่แหละค่ะ ทำให้ประชากรบ้านเค้าติดนิสัยเดินเร็วกันไปโดยปริยาย แถมสถานที่ต่างๆ ก็อยู่ใกล้ๆ กันด้วย เดินไปมาหาสู่กันได้สบายๆ จึงไม่แปลกเลยที่คนประเทศนี้จะเดินไวกว่าใคร ส่วนคนไทยที่มาใหม่ๆ ก็ไม่ต้องไปเดินตามเค้านะคะ เดินไปตามจังหวะของเรานี่แหละพอแล้ว ดู ทัวร์สิงคโปร์ ราคาสุดคุ้ม กับ Tourkrub มีเรื่องแปลกๆ ให้น่าทึ่งกันเยอะแยะเลยเนอะที่ประเทศนี้ เพื่อนๆ ที่อยากไปเปิดประสบการณ์ สัมผัสกับบรรยากาศที่ประเทศสิงคโปร์แบบตัวเป็นๆ ก็จอง ทัวร์สิงคโปร์ ไปกับ ทัวร์ครับ กันได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวครบ เก็บทุกบรรยากาศ คุ้มค่ากับการมาเยือนแน่นอน
10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย เที่ยวให้ไกลไปให้รอด
พาพร้อม
อินเดีย
10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย เที่ยวให้ไกลไปให้รอด
เพราะต้องบอกก่อนว่าอินเดียเป็นประเทศที่รวมชนชั้นตั้งแต่จนสุดๆ ไปจนถึงรวยสุดๆ เพราะฉะนั้นก็จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างแล้วแต่แถบที่เราตั้งใจไปเที่ยว แต่ถึงแม้ว่าการมาเที่ยวอินเดียจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนเราไปที่อื่น แต่บอกเลยว่าที่นี่คือแหล่งขุมทรัพย์ชั้นดีที่เราจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ มากมายที่หาไม่ได้จากประเทศอื่น ความผิดพลาดบางอย่างอาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันทำให้เรานึกแล้วก็ชวนขำได้หลังจากกลับมาจากทริปอินเดียก็ได้ หลังจากที่เราได้ศึกษาชื่อเสียงเรียงนามของประเทศอินเดียเขามาบ้างแล้ว ก็ต้องเริ่มเตรียมตัวเที่ยวอินเดียกันก่อน จะได้ไปแล้วไม่พลาด วันนี้ Tourkrub เลยนำทริคเล็กๆ 10 วิธีเตรียมตัวเที่ยวอินเดีย..เที่ยวให้ไกลไปให้รอด ใครมีลิสต์ไปเที่ยวทัวร์อินเดียอยู่ในใจกันอยู่ แต่ในใจก็แอบหวั่นๆ ล่ะก็เชื่อว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนได้ดีเลยทีเดียว 1.ไปอินเดียอย่าลืมทำวีซ่า เห็นเป็นประเทศในแถบเอเชียแบบนี้เขาก็มีวีซ่านะ เตรียมตัวเที่ยวอินเดียวิธีแรกเลยคือ ทำวีซ่ากันก่อนไปด้วยล่ะ ไม่งั้นอาจจะได้ลากกระเป๋ากลับบ้านก่อนเครื่องบินออกเราไม่รู้ด้วยน้า แต่การทำวีซ่าของอินเดียเขาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดนะครับเพราะเราสามารถทำ e-visa ผ่านทางเวปไซต์ https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.htmlได้เลย ทำให้การทำวีซ่าเป็นเรื่องง่ายดาย แถมวิธีนี้ยังสะดวก และรวดเร็วเพราะรู้ผลภายใน 3 วัน หลังจากผ่านแล้วเราก็แค่ปริ้นท์แบบฟอร์มยืนยัน เอาไว้ยื่นให้ ตม. ดูจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋ากลับบ้านกันนะครับ 2.อาหารอินเดีย เป็นการเตรียมตัวเที่ยวอินเดียอีกหนึ่งสิ่งที่เราอยากจะให้ระวังกันเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ แต่แค่บางเมนูอาจจะไม่ถูกปาก ถูกใจคนบ้านเราเท่านั้นเอง แนะนำวิธีกันตายสั่งไข่ทอดไปเลยจ้า ไม่งั้นก็ตุนเสบียงมาม่ากันเอาไว้เผื่อหิว หรือไม่ไหวจริงๆ แต่เอาจริงๆ เราแนะนำให้ลองกินดูก่อนเพราะของอร่อยก็มีอยู่ ดีไม่ดีอาจจะถูกปากเราก็ได้ใครจะไปรู้ 3.แนะนำให้ใช้บริการ Uber เพราะการใช้บริการของทาง Uber นั้น ราคาเท่าๆ กับ Taxi Prepaid แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องชาร์จค่าเดินทางแบบแพงหูดับตับไหม้ เชื่อว่าคนไทยหลายคนน่าจะคุ้นชินกันอยู่แล้วกับอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากพลาดล่ะก็ Uber ไปเลยดีกว่าจ้าราคายุติธรรมที่สุดแล้ว ปลอดภัย สบายใจ 4.เทคนิคการสลับแบงค์ที่เหนือชั้นของพี่อินเดีย ที่หลายคนน่าจะกังวลกันอยู่แล้วเพราะไม่ใช่แค่คนทั่วไปเท่านั้นนะครับ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองเราก็ยังต้องระวัง เพราะฉะนั้นทำอะไรเราต้องมาสติ รอบคอบเสมอ ให้ยื่นเงินให้ใครก็ตรวจดูดีๆ ว่าถูกต้องไหม ครบไหม เผลอๆ อาจจะโดนชวนคุยจนลืมไปว่าเราให้แบงค์อะไรไป กลายเป็นโดนโกงได้แบบหน้าตาเฉย ก่อนไปเที่ยวอินเดียก็อย่าลืมเตรียมตัวให้ดีกันนะครับ 5.เดอะฟาสหรือจะสู้รถอินเดีย เพราะถนนของพี่อินเดียนั้นบอกเลยว่าโหดสุดอะไรสุด จะข้ามถนนกันแต่ละทีก็เสียวจะโดนรถชน เพราะฉะนั้นแนะนำให้มีสติแล้วเกาะกลุ่มกันเดินข้ามถนน ใครไปคนเดียวก็แนะนำให้เดินไปกับกลุ่มคนอินเดียครับ จะได้ไม่ต้องยืนงงในดงรถ 6.พาสปอร์ตของไทย บอกข้อระวังกันมาเยอะแล้วเรามาบอกข้อดีกันบ้างดีกว่า เพราะพาสปอร์ตของไทยเรานั้นเอาไว้ใช้เป็นค่าลดการเข้าเยี่ยมชมในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ในราคาเดียวกับคนอินเดียเลย หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีทริคนี้ด้วย เพราะฉะนั้นต่อไปเวลาไปเที่ยวอินเดียก็อย่าลืมพกพาร์สปอร์ตไปด้วย เป็นการเตรียมตัวเที่ยวอินเดียที่จะช่วยเซฟเงินไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว 7.ชอบเซลฟี่กันเป็นชีวิตจิตใจ อันนี้เป็นข้อที่เห็นแล้วเรายังรู้สึกว่าขำแถมน่ารักซะอย่างงั้น เพราะพี่อินเดียเห็นหน้าโหดๆ แบบนี้พี่แกชอบเซลฟี่กันเป็นชีวิตจิตใจขนาดที่ว่าไม่รู้จักกันยังมาขอเซลฟี่ร่วมวงด้วย อะไรมันจะขนาดนั้น คำนี้ขึ้นมาในหัวเพื่อนๆ แล้วใช่ไหม แนะนำว่าไปลองเดี๋ยวรู้เองจ้า 8.ต่อราคา ไปอินเดียแน่นอนว่าต้องเจอพ่อค้าแม่ค้ามาคอยตื๊อตามซื้อของแน่นอน เพราะฉะนั้นแนะนำว่าต่อราคาไปเลย ต่อให้ถึง 50% ไปเลยก็ได้ถ้าเราอดทนมากพอรับรองว่ายังไงก็ต้องได้ส่วนลด ตื๊อนักใช่ไหม เจอเราต่อราคาซะเลย 9.ทิชชู่ไอเทมช่วยชีวิต แนะนำให้พกเตรียมกันไปเยอะๆ เพราะทิชชู่ของพี่อินเดียนั้นแข็งบาดหน้ากันเลยทีเดียว อันนี้สาเหตุก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่แนะนำว่าควรตุนไปเผื่อเหตุฉุกเฉิน รวมไปถึงทิชชู่เปียกที่ควรมีเพื่อใช้ตอนเข้าห้องน้ำด้วย เพราะไม่บอกก็คงรู้กันว่าห้องน้ำอินเดียสนุกสนานแค่ไหน 10.อินเดีย ดินแดนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย ลบภาพประเทศอินเดียแบบเดิมๆ ไปได้เลย ถ้าได้รู้จักแคชเมียร์ อีกเมืองหนึ่งของประเทศอินเดียที่ครั้งหนึ่งอยากให้ทุกคนได้ไป ได้รับการขนานนามว่าเป็น ดินแดนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย การเดินทางก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพียงแค่นั่งเครื่องต่อไปจากเมืองหลวงรับรองว่าจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ในราคาเอเชีย แต่ได้วิวสวยเหมือนกับไปยุโรปแน่นอน ทัวร์เที่ยวอินเดียราคาสุดคุ้ม เริ่มต้นแค่ 16,900 บาท
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
แต่สำหรับใครที่เป็นเจ้าแห่งการวางแผน ตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองแล้ว ที่พักก็จองแล้ว แอพพยากรณ์อากาศบอกว่าเมื่อไหร่ดอกซากุระบานก็มีแล้ว แต่พอไปถึงแล้วถ่ายรูปกับต้นซากุระออกมา ปรากฏว่าโป๊ะแตก กลายเป็นดอกท้อหรือต้นพลัมซะงั้น! เพราะทั้งต้นซากุระ ต้นพลัม และต้นท้อ ล้วนออกดอกสีชมพูเล็กๆคล้ายๆกันหมด จึงไม่แปลกที่จะมีหลายคนสับสนและถ่ายรูปต้นซากุระมาผิด คงเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะครับ อุตส่าห์ดั้นด้นวางแผนอย่างดีเพื่อไปชมซากุระถึงที่ญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายรูปมาผิดต้น น้ำตาเช็ดหัวเข่ากันมาแล้วหลายราย ไม่เป็นไรนะครับในวันนี้ พี่หมีจะมาบอกเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆแยกออกว่าต้นไหนคือต้นซากุระ ต้นไหนคือต้นพลัมหรือต้นท้อ เพื่อนๆจะได้ชมซากุระได้อย่างสบายใจว่าเราจะถ่ายรูปดอกซากุระถูกต้น แบบ authentic ของแท้ พี่หมีมี 3 ข้อง่ายๆให้สังเกตกันครับ 1.สังเกตรูปทรงของกลีบดอก ถ้าอยากรู้ว่าสถานที่ที่เพื่อนๆไปชมซากุระมีต้นซากุระจริงๆอยู่หรือเปล่า ก็ให้ดูลักษณะของดอกเป็นหลักเลยครับ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสังเกต โดยดอกซากุระนั้นจะมีรอยหยักที่บริเวณปลายกลีบดอก ดังเช่นที่เพื่อนๆมักเห็นตามรูปวาดหรือรูปโปรโมทส่วนใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของดอกซากุระที่ไม่เหมือนดอกไม้อื่นๆ ส่วนดอกของต้นพลัมนั้น แม้จะมีลักษณะดอกที่เล็กจิ๋วเช่นเดียวกับดอกซากุระ แต่ว่ากลีบดอกจะเป็นกลีบกลมมน ไม่ได้เป็นกลีบแบบมีแฉกเหมือนดอกซากุระ แต่ถ้าเป็นดอกท้อ รูปทรงของกลีบจะยาวยิ่งขึ้น โดยมีกลีบดอกเป็นรูปหยดน้ำนั่นเองครับ 2.สังเกตสีของกลีบดอก แม้ว่าดอกไม้ทั้ง 3 ประเภทจะมีโทนสีชมพูเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนมักสับสนเวลาไปชมซากุระ เพราะมักมีโทนสีใกล้ๆกัน แต่ถ้าหากเพื่อนๆลองสังเกตดีๆ ก็จะสามารถแยกความแตกต่างของโทนสี ดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดได้ครับ สำหรับดอกซากุระและดอกพลัม ทั้งคู่อาจจะมีสีแตกต่างกันไปได้ทั้งสีชมพูรวมไปถึงสีขาว แต่สำหรับ ดอกพลัมแล้ว กลีบดอกจะเป็นสีออกโทนม่วงมากกว่า และบางทีก็จะเป็นสีชมพูที่เข้มมากกว่าต้นซากุระทำให้สามารถแยกความแตกต่างได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากเป็นดอกท้อแล้วละก็ นอกจากจะมีกลีบดอกสีชมพูจางๆแล้ว ในส่วนตรงกลางก็จะมีสีออกแดงม่วงแทนครับ 3.สังเกตกิ่งก้านที่ติดกับตัวดอก ถ้าเพื่อนๆจะไปชมซากุระ แล้วทั้งสองวิธีข้างต้นยังไม่ช่วยให้เราดูออก ก็มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆสังเกตได้ ก็คือการดูในส่วนของกิ่งก้านที่มีดอกบานอยู่ครับ ถ้าเป็นดอกซากุระ จะมีกิ่งก้านที่ยาว เรียวเล็ก แล้วในส่วนเป็นกิ่งก้านนี้ก็จะแตกออกมาเป็นกลุ่มดอกซากุระที่กระจุกอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ถ้าเป็นดอกพลัม ตัวดอกจะบานออกจากกิ่งก้านโดยตรง และไม่ได้แตกเป็นหน่อๆหรือกลุ่มก้อนกระจุกตัวแบบดอกซากุระ ส่วนถ้าเป็นดอกท้อ จะมีกิ่งก้านที่สั้นกว่า และมักแตกหน่อออกมาเป็นดอกคู่ 2 ดอกอยู่ใกล้ๆกัน เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถชมซากุระได้อย่างแฮปปี้ และมั่นใจได้ว่าจะไม่ชมผิดต้นแน่นอน ให้ไปชมซากุระที่ไหนก็ไม่กลัว แต่อย่างไรก็ดี ก่อนเดินทางไปชมซากุระก็อย่าลืมทำประกันเดินทางญี่ปุ่นติดตัวเอาไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจจะส่งผลได้มากกว่าการชมซากุระผิดต้นนะครับ เพื่อนๆสามารถเปรียบเทียบประกันเดินทางญี่ปุ่นได้ที่ เว็บไซต์ GoBear เลยนะครับ
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน  เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??
พาพร้อม
จีน
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??
ใครที่มีความสนใจที่จะไปเที่ยวประเทศจีนนั้น หลายคนคงงงกับปัญหาว่าจะบินสายการบินไหนดี เพราะสายการบินของจีนนั้นมีเยอะมากและชื่อแต่ละสายการบินก็ยังคล้ายๆกัน เยอะจนนักท่องเที่ยวจำกันไม่หวั่นไม่ไหวกันเลยทีเดียวครับ งั้นตามทัวร์ครับมาดูกันดีกว่าว่าสายการบินของจีนนั้นมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยครับบบบ !! สายการบินประเทศจีน : Air China (CA) แอร์ไชน่า (Air China) เป็นหนึ่งในสายการบินที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่ง มีฐานการบินอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสายการบินไชนาเซาต์เทิร์นแอร์ไลน์ สายการบินนี้มีฐานปฎิบัติการบินหลักอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้ และเป็นเป็นสมาชิกของกลุ่ม Star Alliance และยังมี Phoenix Miles เป็นรายการสะสมไมล์ของสายการบินแอร์ไชน่าและสายการบินพันธมิตร สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ น้ำหนักกระเป๋าเช็กอินได้ 23 กิโลกรัม /2ชิ้น และสัมภาระถือขึ้นเครื่องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ในด้านการบริการ สายการบินนี้มีความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันพร้อมความบันเทิงตลอดเที่ยวบิน เเละมีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มตลอดการเดินทาง การโหลดกระเป๋าการโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax ทัวร์จีนราคาสุดคุ้ม ราคาเริ่มต้นที่ 8,999 บาท สายการบินประเทศจีน : Lucky Air (8L) ลัคกี้แอร์ (Lucky Air) เป็นสายการบินราคาประหยัด อยู่ภายใต้การบริหารงานของไห่นาน แอร์ไลน์ เพื่อเป็นสายการบินที่ดำเนินการบินเเละมีฐานการบินในมณฑลยูนาน มีสนามบินปฎิบัติการอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงฉางซุย และสนามบินนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว เป็นหนึ่งในสี่สมาชิกผู้ก่อตั้งของ U-FLY Alliance มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Fortune Wings Club สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 10 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 3 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มอย่างครบครันตลอดการเดินทาง พร้อมกับระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทาง สายการบินนี้สายการบินนี้ไม่ได้ถูกจัดเรตระดับสายการบิน สายการบินประเทศจีน : Sichuan Airlines (3U) เสฉวนแอร์ไลน์ (Sichuan Airlines) เป็นสายการบินนานาชาติของเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และยังเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของจีน สายการบินนี้ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศเป็นหลักในสนามบินปฎิบัติการที่สนามบินเฉิงตูซวงหลิว สนามบินนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย และสนามบินนานาชาติคุนหมิงฉางซุย มีเส้นทางจีนโดยเครื่องขึ้น - ลง ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Golden Panda สายการบินนี้ ใช้เครื่อง Airbus และ Comac C919 ที่ผลิตและพัฒนาโดยประเทศจีน การเเบ่งชั้นที่นั่งในเเต่ละเที่ยวบินออกเป็นระดับชั้นเดียว คือชั้นประหยัด โดยสายการบินนี้สามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม เเละสามารถนำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shanghai Airlines (FM) เซี่ยงไฮ้แอร์ไลน์ (Shanghai Airlines) เป็นสายการบินที่มีสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ , ประเทศจีน เป็นบริษัทในเครือของไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ให้บริการในประเทศและต่างประเทศ มีสนามบินปฎิบัติการหลักคือท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง และ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว เป็นสมาชิกพันธมิตรของ SkyTeam เป็นสายการบินจีนตะวันออก มีโปรแกรมสะสมไมล์ที่เรียกว่า Eastern Miles สามารถใช้ร่วมกับสายการบิน China Eastern ได้ สายการบินนี้มีคู่แข่งสำคัญในประเทศคือแอร์ไชน่า สายการบินนี้ใช้เครื่องบิน Airbus A330 / Boeing 737/787 และ Comac ARJ21 การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ชั้นประหยัดเอ็กตร้า และชั้น W : โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สำหรับการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : China Eastern Airlines (MU) ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ (China Eastern Airlines) เป็นสายการบินที่ให้บริการทั้งเส้นทางภายในประเทศ และเส้นทางระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง และท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว และยังมีฐานการบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้า และท่าอากาศยานนานาชาติซีอานเสียนหยาง เป็นสายการบินอันดับสองของประเทศจีน โดยเป็นหนึ่งในสายการบินสมาชิกของกลุ่มสกายทีม มีเส้นทางบินภายในประเทศครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของจีนเเละมีเส้นทางบินระหว่าประเทศที่ครอบคลุมอย่างมาก โดยฝูงบินขนาดใหญ่กว่า 430 ลำ เเละมีจุดหมายปลายทางกว่า 1,000 เมืองทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสายการบินที่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่งสำหรับวงการการบินโลก สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้ารวมไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว เเละท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง โดยมีเส้นทางบินยอดนิยมคือเส้นทางบินปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ เเละเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง รวมไปถึง เซี่ยงไฮ้-สิงคโปร์อีกด้วย สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของสายการบินไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์นั้น นับว่าพอใช้สำหรับสายการบินที่บริการเเบบฟูลเซอร์วิสจากประเทศจีนรายนี้ เเม้ว่าที่นั่งเเละสิ่งอำนวยความสะดวกในเครื่องบินจะมีความสะดวกสบาย เเต่เมนูอาหารกลับไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจผู้โดยสารเท่าใดนัก เเต่สายการบินก็พยายามจะปรับปรุงเมนูอาหารต่างๆ อยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : China Southern Airlines (CZ) ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ (China Southern Airlines) เป็นสายการบินหนึ่งในสามสายการบินหลักสัญชาติจีน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เขตไป่หยวน เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลกในจำนวนผู้โดยสาร เป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย, และอันดับ 4 ของโลกในจำนวนผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศ มีฐานบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวนและท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง กับ 121 จุดหมายปลายทาง ปัจจุบันเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางการบินสกายทีม สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง, ท่าอากาศยานนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย์, ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวน เเละท่าอากาศยานนานาชาติอูหลู่มู่ฉีตี้วอปู้ โดยสีเส้นทางบินยอดนิยมเป็นเส้นทางบินภายในประเทศ ซึ่งในเเต่ละปีนั้นมีผู้โดยสารจำนวนมาก ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศนั้นก็มีความคึกคักอย่างมากอย่างเส้นทางบิน ปักกิ่ง-โตเกียว, ปักกิ่ง-ฮ่องกง, ปักกิ่ง-นิวยอร์ก, ปักกิ่ง-ลอนดอน เเละ ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของ สายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ นั้นก็นับว่าสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารตั้งเเต่ที่นั่งที่มีความทันสมัยเเละสะดวกสบาย พร้อมการบริการอาหาร เครื่องดื่ม เเละบริการเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารประทับใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับความตรงต่อเวลาของเที่ยวบินก็ถือว่าเป็นอีกจุดเเข็งของสายการบินเเห่งนี้ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 4 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shenzhen Airlines (ZH) สายการบินเซินเจิ้น(Shenzhen Airlines) แอร์ไลน์ เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้นเป้าอั่น เขตเป้าอั่น เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และเป็นสมาชิกของสตาร์อัลไลแอนซ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 และเป็น 1 ใน 2 สายการบินของจีน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสายการบินโลก บินไปยังจุดหมายปลายทางมากกว่า 65 แห่งภายในประเทศจีน รวมถึงท่าอากาศยานในฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และไทย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบินเซินเจิ้น เริ่มจากเซินเจิ้น ไป กรุงเทพมหานคร ,เฉิงตู ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป อู๋ซี , ภูเก็ต ไป เซินเจิ้น , ภูเก็ต ไป กว่างโจว , กรุงเทพมหานคร ไป กว่างโจว , กว่างโจว ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป เซินเจิ้น , คุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร , ซินเจิ้น ไป ภูเก็ต , กรุงเทพมหานคร ไป เฉิงตู , Quanzhou ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง , อู๋ซี ไป กรุงเทพมหานคร และ กว่างโจว ไป ภูเก็ต สำหรับการบริการบนเครื่องของสายการบินเซินเจิ้น ที่นั่งจะจัดเป็นแบบ 3 – 3 การเสิร์ฟอาหารจะเป็นแบบ Full service และเครื่องดื่มร้อน เย็น น้ำผลไม้ ตลอดการเดินทาง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Economy class 20 กิโลกรัม 1 ใบเท่านั้น ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม Business class 30 กิโลกรัม สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม First class 40 กิโลกรัม สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับสามดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Shandong Airlines (SC) สายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) ใช้รหัสสายการบิน คือ SC ตั้งอยู่ในเมืองจี่หนานของประเทศจีน มีศูนย์กลางที่สนามบินนานาชาติจี่หนานเหยาเฉียง และให้สนามบินนานาชาติชิวต่าว หลิวติง และสนามบินนานาชาติ Yantai Penglai เป็นเมืองสำคัญ สายการบินให้บริการบินไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 60 ปลายทาง ส่วนใหญ่เป็นปลายทางในประเทศ แต่สายการบินยังมีบริการบินระหว่างประเทศถึง 10 ปลายทาง เส้นทางการบินของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) มีเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ดังนี้ เที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย อินเดีย เป็นต้น การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ได้ไม่เกิน 40 กิโลกรัม • Business Class 30 กิโลกรัม • Premium Class 20 กิโลกรัม • Infant 10 กิโลกรัม • กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ขนาด 20×40×55 cm หรือ 15×35×55 การบริการบนเครื่องบิน ที่นั่งจะมีหน้าจอแอลซีดีขนาด 12.1 นิ้ว โดยโปรแกรมความบันเทิงจะปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และอาหารและเครื่องดื่ม สายการบินเตรียมอาหารหลากหลายเมนูให้ผู้โดยสารได้เลือกทาน มีขนมปัง ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ และเมนูอื่นๆอีกมากมาย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ มีเส้นทางจาก ชิงเต่า Qingdao ไป ไทเป ไต้หวัน เถาหยวน และสนามบินอื่นๆ ,จี๋หนาน ไป กรุงเทพมหานคร, ชิงเต่า ไป กรุงเทพมหานคร , ฉงชิ่ง ไป เชียงใหม่ , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง , กรุงเทพมหานคร ไป ชิงเต่าและคุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Hainan Airlines (HO) ไห่หนานแอร์ไลน์ (Hainan Airlines) เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินเอกชนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของจีน ให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไห่หนานแอร์ไลน์ นั้นก่อตั้งมาตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2532 โดยแกรนด์ไชน่าแอร์ เป็นสายการบินเอกชนที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนถูกจัดอันดับจากสกายแทร็ค ให้อยู่ในระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นสายการบินเดียวของจีนที่ได้ 5 ดาว และเป็นสายการบิน Full service เส้นทางบินยอดนิยม ท่าอากาศยานนานาชาติไหโข่วเม่ยหลัน เเละ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง เป็นฐานการบินหลักของสายการบิน โดยมีเส้นทางบินทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยเส้นทางยอดนิยมก็มีทั้ง ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง-ซีอาน, ปักกิ่ง-ไท่หยวน, ปักกิ่ง-อูหลู่ รวมทั้ง เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพ เเล้วก็เส้นทางปักกิ่ง-ภูเก็ต การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Business Class 30 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม Economy class 20 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 5 ดาว จาก Skytrax สายการบินประเทศจีน : Xiamen Air (MF) เซี่ยเหมินแอร์ไลน์ (Xiamen Air) เป็นสายการบิน Full service ถือว่าเป็นสายการบินเอกชนเเห่งเเรกของประเทศจีน โดยมีจำนวนเครื่องบินประจำฝูงถึง 146 ลำ ครอบคลุมจุดหมายปลายทางมากกว่า 70 เเห่งทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยเหมิน เกาฉี, ท่าอากาศยานนานาชาติฝูโจว ชานเกิน เเละท่าอากาศยานนานาชาติหางโจว เซียวซาน โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกของพันธมิตรการบินสกายทีม โดยมีโค้ดเเชร์กับสายการบินอื่นๆ อีกอย่าง ไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์, ไชน่า อีสต์เมิร์น แอร์ไลน์, การูดา อินโดนีเซีย, เคแอลเอ็ม, โคเรียน แอร์, มาเลเซีย แอร์ไลน์, เเมนดาริน แอร์ไลน์ เเละฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ โดยมีเส้นทางบินที่สำคัญทั้ง เซี่ยเหมิน - เฉินตู,เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมิน, เซี่ยเหมิน - เซิ่นเจิน, เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมย, เซี่ยเหมิน - ซีอาน, เซี่ยเหมิน - นานกิง, เซี่ยเหมิน - ซานซี, เซี่ยเหมิน - ไหนาน, เซี่ยเหมิน - ซูโจว, เซี่ยเหมิน - หางโจว, เซี่ยเหมิน - หนานนิง, เซี่ยเหมิน - ซัวเถา, เซี่ยเหมิน - ซินเจียง, เซี่ยเหมิน - ไหโขว่, เซี่ยเหมิน - ฟูโจว เเละ เซี่ยเหมิน – ฮ่องกง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • First Class โหลดได้ 3 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม• Business Class โหลดได้ 2 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม • Premium Class โหลดได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้ ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax