ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
ใครสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ยกมือขึ้น! พาไปเที่ยวตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์ สุดฟินที่อังกฤษ !!
พาเที่ยว
อังกฤษ
ใครสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ยกมือขึ้น! พาไปเที่ยวตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์ สุดฟินที่อังกฤษ !!
บทความนี้ทั้งเอาใจแอดมินทัวร์ครับเองที่เป็นสาวกแฮรี่ และเพื่อนๆ ที่เป็นเหล่าพ่อมดแม่มดเหมือนกัน ได้เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ สถานที่ต่างๆ ไปพร้อมๆ กันครับ หยิบไม้กวาดมาขี่แล้วตามกันไปเลย !!! 1.King’s Cross Station เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์สถานที่ที่ทุกคนคงอยากมา เพราะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจจะมีสักครั้งที่จะได้พบกับชานชาลาที่ 9 ¾ แต่ถึงอย่างไรแล้วเราก็สามารถได้ความรู้สึกแบบนั้นได้ เพราะเค้าได้จัดเตรียมพร็อบไว้ให้ ในตอนกลางวันก็จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยถ่ายภาพให้ด้วยล่ะครับ แล้วเราก็สามารถซื้อภาพของเราได้ที่ชั้น 2 เอาเป็นว่าใครเป็นสาวกแฮรี่ พอตเตอร์ตัวจริงเสียงจริง จะต้องไม่พลาดมาเยือนที่นี่เด็ดขาดนะครับ แผนที่ :King’s Cross Station 2. ZSL London Zoo สวนสัตว์นี้เป็นที่ใช้ถ่าย Reptile House ที่แฮร์รี่ไปเที่ยวกับครอบครัวเดอร์สลีย์แล้วปล่อยงูออกมานั่นเอง นอกจากจะได้มาเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์แล้ว ยังได้มาเที่ยวสวนสัตว์ในแบบฉบับของเมืองผู้ดีด้วยนะ ขอบอกเลยว่าที่นี่ใหญ่มากๆ มีส่วนที่ต้องเดินข้ามถนนไปด้วย เรียกได้ว่าสามารถมาใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันเลยยยย แผนที่ :ZSL London Zoo 3. Millennium Bridge สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ ใช้ถ่ายทำฉากที่ผู้เสพความตายบุกลอนดอนตอนต้นภาค 6 ครับ ซึ่งจริงๆ สะพานนี้ก็มีชื่อเสียงในตัวมันเองอยู่แล้ว จึงไม่แปลกหากจะเห็นผู้คนจำนวนมากมาเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ถ่ายรูปกับสะพานนี้ โดยสะพานนี้เป็นสะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเทมส์ เชื่อมระหว่าง St Paul Cathedral กับ Tate Modern ครับ แผนที่ :Millennium Bridge 4. Warner Bros Studio Tour : The Making of Harry Potter สำหรับที่แห่งนี้คงเป็นที่ที่แฟนแฮร์รี่อยากมาที่สุดเลยล่ะครับ เพราะเป็นสตูดิโอที่ใช้ถ่ายทำจริงๆ เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ในภาพยนตร์เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ มีการพาทัวร์ชมฉาก คอสตูม พรอพ ขั้นตอนการทำต่างๆ บอกเลยว่าสามารถอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลย แถมบอกเลยให้มาอีกกี่รอบก็ไม่มีเบื่อนะครับ แผนที่ :Warner Bros Studio Tour 5. Christ Church College อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ที่คนเยอะมากๆ เพราะได้ตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบสมจริงนั่นเอง ทั้งโถงใหญ่ โถงบันได คอร์ทตรงกลาง หรือแม้กระทั่งทางเดินของที่นี่หลายจุดก็ใช้ถ่ายทำเต็มไปหมด เรียกได้ว่าได้ฟีลของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้บรรยากาศและความทรงจำเต็มๆ เลยครับ แผนที่ :Christ Church College 6. Bodleian Library เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ที่Bodleian Library แห่งนี้ นั่นมาจากฉาก ห้องพยาบาลเอย.. ห้องสมุดเอย.. หรือห้องเรียนเต้นรำเอย... ต่างถ่ายทำที่นี่ทั้งนั้นครับ แต่ด้วยความที่นี่เป็นห้องสมุด อาจจะไม่ได้มีอะไรให้เที่ยวมาก นอกจากชมสถาปัตยกรรม เพราะฉะนั้นหากไม่ได้ตั้งใจมาตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบ 100% มาที่นี่ก็อาจจะเบื่อๆ หน่อยนะครับ แผนที่ :Bodleian Library 7. The Shambles ที่นี่ไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด แต่หลายๆ คนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนตรอกไดแอกอนที่สุดแล้วครับ ตรงนี้เป็นตรอกเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารไม้ Timber-framed และร้านค้าของมากมาย นอกจากได้มาสัมผัสกับบรรยากาศคล้ายคลึงกับภาพยนตร์แล้ว ยังได้มาช้อปปิ้งด้วยนะครับ 8. Durham Cathedral ถ้าอยากเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์แล้วละก็ต้องมานะครับที่นี่ เพราะหลายฉากเลยล่ะที่ใช้ที่นี่เป็นที่ถ่ายทำ เช่น ฉาก “กินทากซะ มัลฟอย!” หรือฉากห้องเรียนแปลงร่าง นอกจากนี้ทางเดินต่างๆ ยังถูกใช้ถ่ายทำเต็มไปหมดเลยล่ะครับ เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้สัมผัสกับความเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบเต็มๆ เลยทีเดียว แผนที่ :Durham Cathedral 9. Alnwick Castle ไปฝึกบินกันครับ! ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ถ่ายทำแล้ว ยังมีกิจกรรมมากมายที่ให้เหล่าสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้ทดลองเป็นพ่อมดแม่มดจริงๆ เช่น กิจกรรมการสอนบิน ที่มีทั้งเด็กๆ จนไปถึงวัยผู้ใหญ่มาเล่นเต็มไปหมด หรือการขี่ไม้กวาดเล่นไปรอบๆ สนามหญ้า ที่มีเพื่อนๆ พ่อมดแม่มด แต่งตัวจัดเต็มมาประชันกัน สนุกมากๆ เลยล่ะครับ เหมือนได้คืนสู่เหย้าเลย อิอิ แผนที่ :Alnwick Castle 10. New College, University of Oxford ปิดท้ายกันที่มหาวิทยาลัยอีกหนึ่งแห่งที่ใช้ถ่ายทำหลายๆ ฉากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นฉากทางเดินต่างๆ ตรงคอร์ท หรือตรงห้องต่างๆ ซึ่งที่นี่เข้าได้ฟรี แล้วเข้าไปด้านในก็หาไม่ยาก เพราะจะมีสาวกแฮร์รี่เดินตามหาจุดเกิดเหตุในภาพยนตร์เต็มไปหมดเลยครับ แผนที่ :University of Oxford เป็นยังไงบ้างครับ? เพื่อนๆ พ่อมด แม่มด ทั้งหลาย เริ่มจะอิน และอยากเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ไปฟินแล้วล่ะสิ รีบๆ จองตั๋ว จองทัวร์ด่วนๆ จะได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศและความทรงจำที่พวกมักเกิ้ลไม่มีวันเข้าใจกันนะครับ
 ดี๊ดีนะจ๊ะนายจ๋า!! รวม 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสวยเวอร์ ที่ ชัยปุระ อินเดีย
พาเที่ยว
อินเดีย
ดี๊ดีนะจ๊ะนายจ๋า!! รวม 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสวยเวอร์ ที่ ชัยปุระ อินเดีย
และสำหรับเมืองที่ทางเราขอแนะนำ ก็คือเมือง ชัยปุระ หรือ จัยปูร์ (Jaipur) เรียกกันได้ตามสะดวก เป็นเมืองที่ควรเริ่มต้นมาทำความรู้จักอินเดียที่นี่ แล้วรับรองว่าจะหลงรักไปเลยครับ เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มีทัศนียภาพที่ดี ทำให้เราลั่นชัตเตอร์เพลินเลย ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างโรงแรม 5 ดาว หรือห้างร้านต่างๆ ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลยนะครับ เค้าก็มีเหมือนกันนะเออ มาครับตามเรามา เดี๋ยว ทัวร์ครับ จะพาไปแนะนำให้รู้จักกับ ชัยปุระ กัน และรวม 10 แลนด์มาร์กที่ควรไปเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปสวยๆ และประสบการณ์ดีๆ ด้วย ตามมาเลย 1. ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) หรือ พระราชวังสายลม พิกัด :Hawa Mahal เปิดมากับที่แรก ที่อยากให้หยิบเสื้อผ้าโทนสีอุ่น - โทนร้อน เช่น กางเกงสีแดงหรือส้มจี๊ดๆ กับเสื้อสีขาวหรือดำ แล้วไปเช็คอินที่นี่เลย ด้วยความที่ตัวพระราชวังเป็นสีพีชๆ และมีลายเส้นฉลุที่ตัดด้วยสีขาว ทำให้เวลาเราใส่เสื้อผ้าที่สีโดดเด่นขึ้นมานิดนึง จะได้รูปที่ออกมาแล้วลงตัวสุดๆ แนะนำว่ามาตอนเช้านะครับ เพราะแสงจะกระทบลงมากับพระราชวังได้งดงามสุดๆ เลยครับ 2. ป้อมไจการห์ (Jaigarh Fort) พิกัด :Jaigarh Fort ยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมได้อยู่เพราะจุดที่สองที่เราแนะนำ คือป้อมไจการห์ ที่มีปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ จุดนี้ต้องนั่งช้างขึ้นมานะครับ แต่บอกเลยว่าวิวข้างบนสวยมาก เป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่แต่ยังคงความงดงามคลาสสิคไว้อยู่ ตัวตึกเป็นสีออกเหลืองๆ บอกเลยว่าตัดกับสีชุดที่เราบอกไปนั้นเข้ากันดีมว๊าก รับรองว่าขึ้นมาถึงข้างบนนี้ ไม่มีใครไม่ได้ภาพสวยๆ กลับไปแน่นอนครับ 3. ชันตรมันตระ (Jantar Mantar) พิกัด :Jantar Mantar จุดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกเลยนะครับ สถาปัตยกรรมของที่นี่ผสมผสานระหว่างเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ และศิลปะให้เข้ากันได้อย่างลงตัวมากๆ เป็นที่ที่มหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 ทรงใช้ที่นี่เป็นเครื่องมือในการคำนวณพระจันทร์ ดวงดาว และพระอาทิตย์ เพื่องานสำคัญต่างๆ ครับ มีความเป็นสวนเขียวๆ ตัดกับสถาปัตยกรรมเหลืองๆ ดูดีทีเดียว 4. อัลเบิร์ตฮอลล์ (Albert Hall) พิกัด :Albert Hall ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางของชัยปุระ ขอบอกว่า ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอังกฤษ จึงทำให้ที่นี่มีความเป็นอินเดีย ผสมกับความตะวันตกอยู่ ดูแล้วเพลินตามากๆ แนะนำเรื่องชุดว่าถ้าเป็นไปได้ลองหาซื้อส่าหรีสีแซ่บๆ มาใส่ แล้วยืนถ่ายรูปที่ด้านหน้า สวยมากอย่าบอกใครเลยล่ะ แล้วยิ่งเจอกับลมเย็นๆ ทำให้ส่าหรีของเราพลิ้วๆ รูปออกมาดีเว่อร์!! เชิญเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้เลยจ้า 5. ใจมาฮาล (Jai Mahal) พิกัด :Jai Mahal หรือพระราชวังฤดูร้อน ยังคงให้ใส่ส่าหรีชุดเดิมอยู่นะครับ เพราะที่นี่คือพระรางวังที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ ที่มีความกว้างใหญ่ สวยงามมากๆ ครับ มีการจำกัดนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมเพราะต้องนั่งเรือเข้าไป แต่ถ้าใครไม่เข้าก็สามารถถ่ายรูป ณ จุดชมวิวก็ได้ บอกเลยว่าชุดส่าหรีที่เราบอก พอยืนอยู่ท่ามกลางวิวหลักล้านแบบนี้ ออกมาดูดีสุดๆ ชอบมากก 6. อนุสรณ์สถานมหาราชาแห่งชัยปุระ (Royal Gaitor) พิกัด :Royal Gaitor ใครหลงรักความ Marble หินอ่อนสวยๆ จะพลาดที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่อนุสรณ์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนเป็นรูปโดมแบบฮินดูสไตล์ของราชปุต มีความละเอียด และงดงามมากๆครับ เพื่อนๆ สามารถเดินถ่ายรูปรอบๆ ได้เพลินๆ ทั้งมุมสวน มุมตึกต่างๆ ดีงามพระรามเก้ามากๆ 7. สวาร์กาสูลี (Sargasuli tower jaipur) พิกัด :Sargasuli tower jaipur หอคอยสีเหลืองนวล ที่นักท่องเที่ยวต่างตบเท้าเข้ามาเพื่อชมวิวรอบๆ ชัยปุระจากมุมสูง ถ่ายภาพจากข้างล่างก็สวยงดงาม หรือจะขึ้นไปถ่ายภาพมุมสูงจากด้านบนก็ดี๊ดีแหละ มาชัยปุระทั้งที ไม่อยากให้พลาดที่นี่เลยนะครับ อ้อ! ชุดก็จัดสีสดๆ ส้มๆ ม่วงๆ มาเช่นเคย ได้รูปเก๋ๆ แน่นอน 8. ป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) พิกัด :Tiger Fort cr. อินเดีย อินเลิฟ India Inlove ต้องห้ามพลาด! กาดอกจันสักพันอันไว้เลยครับ เพราะที่นี่คือสวยมาก ต้องมามากๆ ขึ้นไปด้านบนจะได้เห็นเมืองชัยปุระทั้งหมด และยังได้เห็นกำแพงของเมืองชัยปุระด้วยนะครับ แนะนำว่าให้มาตอนเย็นๆ เพื่อขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตกบนนี้ และเพื่อนๆ จะได้พบกับ Magic Hour ที่ยากจะลืมเลือน 9.พระราชวังสีชมพู (City Palace) พิกัด :City Palace ข้างหน้าว่าสวยแล้ว แต่เราขอแนะนำให้ยอมเสียเงินค่าไกด์เพื่อเข้าไปชมด้านในด้วยนะ อาจจะเหนื่อยนิดๆ เพราะต้องเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วค่อยๆ เดินไล่ลงมาทีละชั้น แต่ขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ เลยล่ะ ทั้งห้องต่างๆ ที่มีสีสันสดใสต่างกัน ทั้งวิวด้านบนที่สวยมากๆ ทั้งสถาปัตกรรม และงานศิลปะมากมายด้านใน ไม่แนะนำให้พลาดที่นี่ด้วยประการทั้งปวง 10. Caffe Palladio พิกัด :Caffe Palladio ใครว่าอินเดียไม่มีคาเฟ่! มีนะเออ แถมสวยมากด้วยครับคุณขา ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาทานอาหาร หรือสั่งเครื่องดื่มมานั่งชิลๆ พร้อมแชะภาพสวยๆ ไปด้วย จ่ายเงินครั้งเดียวได้ทั้งอิ่มท้อง ได้ทั้งรูปสวยๆ เพราะมีหลายมุมให้ได้ลั่นชัตเตอร์กัน คุ้มนะจะบอกให้ เลื่อนมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนแอบจด ชัยปุระ ไว้ใน Bucket List แล้วใช่ไหมล่ะ? บอกแล้วว่า อินเดีย ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะมันสวยมากจริงๆครับ อยากให้เปิดใจลองไปสักครั้ง แล้วจะติดใจนะบอกเลย ... ใครสนใจทัวร์อินเดีย สามารถ "คลิก" ได้เลยนะครับ รับรองราคาสุดคุ้มโดนใจสุดๆ หรือ อ่านบทความน่าสนใจต่อ >>7 อาหารอินเดียนสไตล์..มาเที่ยวอินเดียกินอะไรดีนะ ??<<
ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’
พาเที่ยว
ยุโรป
ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’
เรียกได้ว่าเปลี่ยนบรรยากาศแบบเอเชียไปสู่แบ็กกราวนด์ทางฝั่งยุโรป ดูดอกซากุระ พร้อมมีสถาปัตยกรรมทรงต่างๆ ที่แปลกตามันก็สวยไปอีกแบบ วันนี้ ทัวร์ครับ เลยจะพาทุกคนไปชมกันเองว่า ต้นซากุระสวยๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กชมวิวของคนยุโรปนั้นเค้ามีที่ไหนกันบ้าง Stockholm ประเทศสวีเดน เริ่มต้นฉากความประทับใจกันที่ประเทศสวีเดนก่อนเลยครับ ที่นี่มีแลนด์มาร์กที่น่าสนใจอยู่นั่นก็คือ สต็อกโฮล์ม ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงาม เงียบสงบ และเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจของใครหลายๆ คน เพราะมีทั้งต้นซากุระให้รับชมได้ตลอดเวลา และมีสวนกุสตราด หรือสวนกษัตริย์ให้เราไปเยี่ยมเยียนเก็บภาพความประทับใจนอกเหนือจากซากุระด้วย โดยที่นี่ซากุระจะเริ่มบานช่วงเดือนเมษายนเนี่ยแหละครับ ทำให้สามารถมาเที่ยวได้เลยในช่วงหยุดยาว ซึ่งช่วงนี้ในเมืองเค้าจะมีการจัดเทศกาลทั้งขนม ของกิน และความบันเทิงต่างๆ เพียบ Hamburg ประเทศเยอรมนี ที่ประเทศเยอรมันเองก็มีต้นซากุระเหมือนกันนะครับ แถมที่สวนฮัมเบิร์กนี้ก็มีเทศกาลดอกซากุระที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลยด้วย จริงๆ แล้วเยอรมันเค้ามีที่ชมซากุระอยู่หลายแห่งนะ แต่ถ้าจะเอาแบบอลังการงานสร้าง สะดุดตา สะดุดใจที่สุดก็ต้องที่นี่แหละครับ โดยเค้าจัดการแสดงงานเทศกาลที่สวนนี้ติดกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1968 นู้นแหละ ซึ่งในงานนี้ก็จะมีศิลปวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาจัดแสดงโชว์ เพื่อสื่อถึงต้นฉบับของซากุระอย่างแท้จริง รวมถึงมีการออกร้านค้า ร้านอาหาร และมีการจุดพลุไฟแสงสีสวยงามอีกต่างหาก ใครที่สนใจก็ไปร่วมชมได้เลยในเดือนพฤษภาคมของทุกปี Paris ประเทศฝรั่งเศส ปารีส เมืองแห่งผู้ดีทั้งทีจะให้พลาดของดีอย่างต้นซากุระได้ไง จริงมั้ยครับ ซึ่งที่สวนสาธารณะกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เค้าก็มีการจัดเทศกาลดอกซากุระให้มาเยี่ยมชมกันด้วย แถมมีฉากหลังที่น่าประทับใจเป็นหอไอเฟลขนาดใหญ่ ลำพังแค่มาถ่ายรูปกับหอไอเฟลอย่างเดียวก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้วนะ นี่ยังมีต้นซากุระประดับประดาเป็นพร็อพอีก ขอบอกว่าดีต่อใจสุดๆ เลยล่ะครับ ซึ่งจุดชมซากุระของที่นี่ก็มีด้วยกันถึง 4 แห่งเลย นั่นคือ วิหารนอร์ธเธอดาม สวนตุยเรอรี่ สวนอัลเบิร์ต ข่าน และสุดท้าย ฌ็อง เดอ มาร์ นั่นเอง พักใกล้กับที่ไหนก็เลือกไปกันได้เลยนะครับ London ประเทศอังกฤษ อีกหนึ่งประเทศที่คนไทยมักนิยมมาเยี่ยมชมมากที่สุด ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว มาอะไรก็แล้วแต่ แต่รู้มั้ยครับว่าที่ลอนดอนนั้นมีเทศกาลดอกซากุระให้เราได้หัวใจพองโตกันด้วยนะ ซึ่งเค้าจะจัดเทศกาลนี้กันที่ สวนคิว ซึ่งเป็นสวนชื่อดังที่รวบรวมพันธุ์ไม้หลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือ ต้นซากุระนั่นเอง มองเห็นดอกซากุระเรียงรายยาวไปทั้ง 2 ข้างทางตลอดอาคารเรือนกระจก ซึ่งที่นี่มีซากุระหลายสีเลยล่ะครับ ทั้งสีขาว สีชมพู เลือกชมได้ตามสะดวกเลย ถ้าจะให้ดีแนะนำมาสักช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป ดอกซากุระจะบานสะพรั่งจนคุณเองต้องตกหลุมรัก และได้สัมผัสบรรยากาศแห่งดอกไม้บานที่ดีที่สุด ตบท้ายด้วยดอกคามิเลียและแมกโนเลียเองก็บานในช่วงเดือนนี้เช่นกัน หอมฟุ้งไปทั้งเมืองแบบไม่ต้องอาบน้ำเลย ฮ่าๆ Jerte Valley ประเทศสเปน ‘สเปนเนี่ยนะ จะมีซากุระกับเค้าด้วย’ มีสิครับ อย่าได้มองข้ามเด็ดขาด เพราะช่วงฤดูใบไม้ผลิ ณ หมู่บ้านเล็กๆ ริมหุบเขาที่ชื่อว่า ‘เฮิร์ต’ เค้าจะมีเทศกาลชมดอกซากุระทุกๆปี มีการมาออกร้านขายของกันแบบครึกครื้นมากๆ เลยล่ะครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เทศกาลเล็กๆ แล้วมีต้นซากุระแค่ 2-3 ต้นเอามาหลอกเด็กนะ แต่ที่นี่มีต้นซากุระอยู่มากกว่า 2 ล้านต้น!!! โห เยอะมากๆ คือเรียงรายกันแบบตามแนวเขาให้ได้เห็นสุดลูกหูลูกตาเลย ซึ่งใครที่ไม่อยากพบเจอคนแออัดก็ให้มาเที่ยวสเปนเก็บภาพประทับใจกับซากุระที่นี่ได้เลยครับ เพราะซากุระบ้านเค้าจะบานเต็มที่ราวๆ เดือนมีนาคม ทำให้ไม่ต้องไปเที่ยวหยุดยาวชนกับชาวบ้านเค้านั่นเอง จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกหลากหลายประเทศมากเลยนะในแถบยุโรปที่มีต้นซากุระให้เราไปดูด้วย เช่น อเมริกา บราซิล แคนาดา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักๆ ของคนไทยส่วนใหญ่กันทั้งนั้นเลย ส่วนวันนี้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในโซนยุโรป ก็มาจอง ทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ ให้ไวเลยนะ รับรองว่าจะได้เที่ยวคุ้มๆ เก็บครบทุกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ พร้อมได้พักโรงแรมสุดหรู ทานอาหารอร่อย แบบไม่ต้องเหนื่อยจัดการตารางชีวิตเองเลย มาทัวร์ยุโรปกับเราเป็นของขวัญให้กับคนสำคัญ ได้ใช้ชีวิตซึมซับบรรยากาศที่แสนดีไปด้วยกันแบบนี้แหละครับ นับเป็นอีกหนึ่ง Life Goal ที่ทุกคนไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง !!! อ่านต่อ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<
12 สถานที่ “เที่ยวดูไบ” ศรีวิไลในเมืองมหาเศรษฐี
พาเที่ยว
ดูไบ
12 สถานที่ “เที่ยวดูไบ” ศรีวิไลในเมืองมหาเศรษฐี
1. Burj Khalifa หรือ บุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ พิกัด :Burj Khalifa อ่ะอ่านยากนิดนึงเนอะเป็นภาษาของเขาพูดถึงความยิ่งใหญ่ดูไปนี่เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีแต่ความ “ที่สุด”ทั้งกว้างที่สุด ใหญ่ที่สุด สวยที่สุด รวมถึง สูงที่สุด อย่าง ตึก Burj Khalifa ที่สูงยิ่งกว่า ตึกไทเป101 ที่นักท่องเที่ยวหลายคนรู้จัก วิวจากชั้นบนของตึกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองไปเห็นถึงหาดดูไบ และ ความสวยงามของเมืองดูไบทั้งหมด แนะนำให้ไปในช่วงตอนเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยี่ยมตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa เพราะจะได้ทั้งช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก และช่วงหลังพระอาทิตย์ตกเป็นสถาปัตยกรรมรูปทรงเรขาคณิต ที่มีฐานเป็นรูปตัว Y ทำให้โครงสร้างอาคารมีความมั่นคงนั่นเองและยังได้มีการปลูกต้นไม้ที่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนในดูไบได้ไว้บนตึกอีกด้วยแนะนำว่าคุ้มค่ามากๆควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของสถานที่เที่ยวดูไบ 2.เที่ยวน้ำพุแห่งดูไบ Dubai Fountain พิกัด :Dubai Fountain น้ำพุอันนี้ตั้งอยู่ที่ด้านล่างของตึก Burj Khalifa และห้างสรรพสินค้าดูไบซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวดูไบที่เป็น ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกถ้ามาช่วงเย็นจะได้เห็นแสงสีเสียงตระการตาจากการโชว์แสงไฟ เอาจริงๆ คือหลายคนอาจจะบอกก็แค่น้ำพุป้ะ แต่ที่นี่ถ้าได้มาจริงๆคืออ้าปากค้างเว่ออ มันใหญ่มาก ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกกก มีความยาวกว่า 270 เมตร หรือประมาณสนามฟุตบอล 2 สนามรวมกันเยอะมาก สูงมาก นั่งดูน้ำพุอย่างเดียวก็คุ้มแล้วอะเอาจริงๆ แบบไม่โม้กันเลยดูไบนี่ความอลังต้องยกให้นางจริงๆ Notes ช่วงเวลาการแสดง • วันเสาร์ ถึงวันพฤหัส ตั้งแต่ 13.00 – 13.30 และตั้งแต่ช่วง 18.00 – 23.00 ทุกๆ 30 นาที • วันศุกร์ 13.30 ถึง 14.00 และ 18.00 – 23.00 ทุกๆ 30 นาที 3.สถานที่เที่ยวดูไบ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Dubai Mall Aquarium พิกัด :Dubai Mall Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกกเอาอีกแล้วจ้า อลังอีกแล้วว อยู่ในห้าง Dubai Mall ที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน และได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คว่าเป็นตู้กระจกอะคริลิกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เชื่อว่าเด็กๆ ต้องกรี๊ดแน่ๆ ไม่ใช่เพราะใครเหยียบเท้าแต่มันใหญ่มากจริงๆ ครับอยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาตัวเองง 4. เที่ยวดูไบ Mall of the Emirates หรือ Dubai Mall พิกัด :Dubai Mall พูดถึงมาหลายรอบได้เวลามารีวิวจริงๆ จังๆ เป็นห้าง 3 ชั้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความเป็นอาหรับและเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน ทั้งใหญ่ ทั้งหรูแน่นอนว่าเป็นศูนย์รวมช้อปแบรนด์เนมชื่อดังใครอยากช้อปปิ้งก็มาที่นี่ได้เลย เป็นอีกห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกอัดแน่นไปด้วยกิจกรรม และโซนต่างๆพูดได้เลยว่าสามารถเสียเวลาให้ที่นี่ไปได้เลยหนึ่งวันเต็มๆ ทั้งช้อป กิน เที่ยวกิจกรรมต่างๆ แน่นนมากกกก 5. สถานที่เที่ยวดูไบ - Ski Dubai (สกีดูไบ) พิกัด :Ski Dubai ที่ถูกขนานนามว่าเป็นสวนหิมะในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใน Mall of the Emirates เช่นกัน ใครอยากไปเที่ยวทะเลทรายและก็อยากจะเล่นสกีหิมะไปพร้อมๆกันแนะนำให้มาที่นี่เลยเป็นอีกหนึ่งที่ที่น่าทึ่งมากที่สามารถทำลานสกีให้อยู่กับภูมิประเทศที่มีทะเลทรายร้อนกว่า 50 องศาอยู่ใกล้ๆ ได้แบบสบายก็แน่แหละเขาคือดูไบ อะไรไม่อลัง อะไรไม่สุดจริง เขาไม่ทำกันภายในลานสกีนั้นมีร้านคาเฟ่ให้บริการได้บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองหนาวของจริงสุดๆ ไปเลย 6. สถานที่เที่ยวดูไบ - Burj Al Arab พิกัด :Burj Al Arab สมมติว่าเป็นเจ้าหญิงที่โรงแรม 7 ดาว Burj Al Arab ดูไบจบไปอีกหนึ่งวันเหนื่อยๆ กลับมาพักผ่อนกันที่โรงแรม 7 ดาว ห๊ะ โรงแรม 7 ดาว มีที่ไหนกัน ที่นี่แหละจ้า สุดไหมมล่ะ สุดจริงงง อลังจริง โรงแรม Burj Al Arab ดูไบ หรือโรงแรมเรือใบ หนึ่งในสัญลักษณ์ของดูไบ หรูที่สุดในโลก มีความสูง 321 เมตร หรือ 1,050 ฟุตและยังสูงเป็นอันดับ 32 ของโลก การตกแต่งภายในก็ทองอร่าม หรูหราหมาเห่าสมคำล่ำลือ คุณจะได้ใช้ชีวิตประหนึ่งเจ้าหญิงในโรงแรมสุดหรูแห่งนี้กันเลยล่ะ 7. สถานที่เที่ยวดูไบ - Dubai Creek พิกัด :Dubai Creek สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของเมืองดูไบที่ Dubai Creek สามารถล่องเรือ Abra ชมคลองได้แบบชิวๆซึ่งคลองนี้เป็นคลองที่เก่าแต่และสวยงามที่สุดของดูไบ สนน.ราคาเพียง 1 AED หรือประมาณ 9 บาท เขาบอกว่าถ้ามาตอนเย็นการล่องเรือข้ามคลองแห่งนี้จะยิ่งมีสีสันบรรยากาศความเป็นประเทศอาหรับมาเข้าไปอีกด้วยเสียงสวดละหมาดซึ่งดังมาจากสุเหร่าที่อยู่รอบๆ ตัวคลองแต่เรามาช่วงเช้าก็เลยอดไปตามระเบียบจ้า 8. สถานที่เที่ยวดูไบ - สวนน้ำ Wild Wadi พิกัด :Wild Wadi ล่องเรือเสร็จไปต่อกันที่สวนน้ำสุดล้ำที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ พื้นที่ทั้งหมด 12 เอเคอร์ ตั้งอยู่บนถนน Jumeirah Beach ใกล้ๆ กับโรงแรม Burj Al Arab นั่นแหละ จุดเด่นของที่นี่คือสไลเดอร์ที่ยาวและสูงที่สุดในโลก โอ้โหมาอีกแล้วความที่สุด สวนน้ำแห่งนี้ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า – 4 ทุ่ม และจะมีการปิดเพื่อบำรุงรักษาทุกปี ใครจะไปต้องเช็คช่วงเวลากันดีๆน้าเดี๋ยวพลาดแล้วจะหาว่าไม่เตือนน้า 9.เที่ยวตลาดพื้นเมือง Souk Madinat ดูไบ พิกัด :Souk Madinat มันคือความคลาสสิคที่แฝงไปด้วยความโรแมนติคที่นี่ตกแต่งสไตล์อาหรับผสมผสานกับวัฒนธรรมของตะวันออกกลางแบบดั้งเดิม ให้ความรู้สึกที่ไม่ซ้ำกับการเดินตลาดที่อื่นเลย มีคลองล้อมรอบเก๋ๆอีกหนึ่งแหล่งช้อปปิ้งที่หลายคนให้ความสนใจ จะถ่ายรูปก็สวยจะช้อปปิ้งก็ดี หรือจะหาอาหารกินที่นี่ไปเลยก็ได้นี่ว่าถ้ามากับแฟนคงโรแมนติคมากแน่ๆเลย 10. เที่ยวทะเลทรายอาหรับ ดูไบ วันที่ 3 ของการเดินทางชมความอลังการเมืองดูไบ ใครชอบความแอดเวนเจอร์ต้องชอบอันนี้เลย เที่ยวทะเลทรายอาหรับขับรถจี๊บซาฟารีลุยทะเลทราย ขี่อูฐ ให้สมกับที่มาทะเลทรายกันหน่อย คิดถึงหนังไทยเรื่อง เรา สองสาม คน ชื่อหนังบอกอายุกันเลยทีเดียว 5555 ทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,300,000 ตารางกิโลเมตร อาจจะมีฝุ่นเยอะหน่อยเตรียมผ้าปิดหน้ากันไปดีๆ นะครับ แต่ยังไงก็คุ้มค่าแน่นอนเพราะมันสวยมากกก แถมมีอูฐให้ขี่จริงๆ ไม่ใช่ขี่ในสวนสัตว์แบบบ้านเรานะ เก๋มากก เลิฟมากกก ได้ภาพสวยๆ กลับไปเพียบเลยยย 11. เที่ยวมัสยิด Sheikh Zayed พิกัด :Sheikh Zayed มาสวยๆ กันบ้าง มัสยิดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลกกกก มันจะสักแค่ไหนกันเชียวว แต่พอได้เห็นคือคุณพระ!! สวยจริงสวยจังไม่มโน ใหญ่โตมาก ออกแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีขาวสะอาดตาเหมือนวังในจินตนาการ และยังมีโคมไฟแชนเดอเลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เอาสิไปให้สุด มาดูไบต้องมาที่นี่อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของดูไบเลย เหมือนหลุดเข้าไปในเรื่องอลาดินยังไงยังงั้นเลยล่ะ 12. เที่ยวดูไบ - สวนสนุก Ferrari World พิกัด :Ferrari World เที่ยวที่สุดท้ายก่อนกลับไทยกับสวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสวนสนุก Ferrari World ที่นี่มีเครื่องเล่น และกิจกรรมหลากหลายไปเกาหลีต้องไปเอเวอร์แลนด์ฉันใดมาดูไบก็ต้องมาเฟอรารี่เวิลล์ฉันนั้นเหมาะมากๆ กับคนที่ชอบรถ ชอบความเร็ว และความตื่นเต้นเร้าใจโดยเฉพาะ มีตั้งแต่เครื่องเล่นสำหรับเด็กที่เสียวเบาๆไปจนถึงขั้นเสียวตับไตไส้พุงกันเลยทีเดียวก็เขาบอกแล้วว่าเป็นเฟอรร์รารี่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว แรงดรีมเวิลล์บ้านเราคือเบาไปเลยจ้า เป็นไงบ้างครับสมกับคำเคลมไหม ใหญ่จริง อลังการจริงไม่มโน ไม่จกตา ก็แน่ล่ะใครก็รู้ว่าดูไบเป็นเมืองมหาเศรษฐี จะมาเบาๆ ก็คงจะใช่ที่ใครที่อยากทดลองมาเป็นสุลต่านในเมืองเศรษฐี ทัวร์ครับ แนะนำว่าห้ามพลาดสถานที่เที่ยวดูไบเป็นอย่างยิ่งอาจจะเป็นประเทศนอกสายตาของใครหลายคน แต่เมืองร้อนก็ใช่ว่าจะไม่มีดีน้า มันดีมากต่างหากล่ะ !!
รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน
พาเที่ยว
ยุโรป
รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน
เนื่องจากเทศกาลดอกไม้นั้นส่วนมากจะจัดขึ้นแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลินั่นเอง ซึ่งถ้าอยากจะชมดอกไม้ให้สวยงามที่สุดเนี่ย เรื่องของบรรยากาศเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจสุดๆ เลย และเทศกาลดอกไม้ ณ ยุโรปนี้เองก็เป็นอะไรที่ขึ้นชื่อมาก เพราะเพื่อนๆ จะได้เห็นหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดที่เรียงรายกันสวยงามตระการตา แถมยังมีแบ็กกราวนด์เป็นสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก ยิ่งเพิ่มความฟินและทำให้รูปถ่ายสวยงามชนิดที่ว่าที่ไหนๆ ก็ให้ไม่ได้ วันนี้ ทัวร์ครับ ของเราเลยจะพาไปทำความรู้จักกับเทศกาลดอกไม้ฝั่งยุโรปกันเองว่ามันจะมีที่ไหนบ้างที่ดีต่อใจและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 1. สวนไมเนา ประเทศเยอรมัน แผนที่ :Mainau ที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรปเลย โดยความพิสดารของมันก็คือ เราจะได้เห็นดอกไม้สวยงามนานาพันธุ์ขึ้นอยู่เยอะแยะมากมาย และถูกเติมเต็มด้วยสีสันสะดุดตาที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็ยังเห็นถึงความงดงามมันได้อยู่ดี โดยที่แห่งนี้ดอกไม้จะผลิบานเต็มที่ในฤดูใบไม้ผลิ หรือเดือนมีนาคม-กรกฎาคม นั่นเองค่ะ จะทำให้เราเห็นถึงพันธุ์ไม้มากกว่า 500 ชนิดที่บานสะพรั่งจนอยากอยู่ถ่ายรูปสูดอากาศบริสุทธิ์ทั้งวันแบบไม่อยากกลับเลย 2. ราเวลโล อิตาลี แผนที่ :Ravello ราเวลโลนั้นเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนภูเขานี่แหละค่ะ ซึ่งถึงแม้จุดเด่นของมันจะไม่ใช่เทศกาลดอกไม้ที่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนที่อื่นๆ แต่ข้อดีคือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสีฟ้าคราม และสวนดอกไม้บนเนินเขาแห่งนี้แบบชัดเจน จัดเต็ม ได้ซึมซับเอาบรรยากาศที่แสนดีเก็บไว้เป็นความทรงจำ ลมเย็นๆ พัดผ่านร่างที่ยืนอยู่บนหุบเขา แค่คิดภาพก็ฟินแล้วล่ะค่ะ ซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากเลย เพราะเป็นสวนจากศตวรรษที่ 13 เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่วินเทจและคงอารมณ์ความศิลป์เอาไว้อย่างแน่นอน 3. เอดินเบิร์ก สก็อตแลนด์ แผนที่ :Edinburgh, Scotland ที่สวนแห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเป็นช่วงที่อากาศจะเริ่มอบอุ่น น่าอยู่ น่าเดินเล่นมากๆ ทำให้ในเมืองนี้เริ่มคึกคัก ซึ่งแน่นอนว่าฤดูใบไม้ผลินั้นดอกไม้ต่างๆ ก็จะเริ่มผลิบาน ทั้งดอกเชอร์รี่บลอสซัม ทั้งการเปิดตลาดขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเราจะได้กินผลไม้ต่างๆ จากเกษตรกรในท้องถิ่นจริงๆ ชนิดที่ว่าเด็ดสอยกันมาสดๆ จากต้นถึงมือเราโดยตรงเลย เหมือนไปงานแฟร์ที่มีดอกไม้ตระการตารอเราอยู่เลยล่ะค่ะ 4. โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก แผนที่ :Copenhagen ถนนในเมืองโคเปนเฮเกนแห่งนี้จะถูกย้อมไปด้วยสีชมพูทั่วทั้งน่านฟ้าเลยล่ะค่ะ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระผลิบานนั่นเอง ถ้าอยากรับชมความงามในสไตล์ญี่ปุ่นแต่มีพื้นฉากหลังเป็นยุโรป ที่นี่ตอบโจทย์ได้ดีสุดๆ สามารถครอสโอเวอร์กันได้อย่างลงตัว มาทัวร์ยุโรป แต่ดันได้ชมซากุระ ซึ่งเค้าก็มีช็อปขายของและตลาดเปิดให้เราเดินเล่นชมดอกไม้ไป ซื้อของกินไปตลอดทาง มีร้านสตรีทฟู้ดเปิดขายอาหารพื้นเมืองเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดจริงๆ 5.คูเคอนอฟ เนเธอร์แลนด์ แผนที่ :Keukenhof เทศกาลดอกไม้แห่งสุดท้ายที่ถูกหยิบยกให้เป็นอันดับหนึ่งด้านความยิ่งใหญ่และความสวยงามระดับโลกตั้งอยู่ที่นี่นั่นเองค่ะ โดยสวนแห่งนี้ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้กว่า 7 ล้านดอก บนพื้นที่กว่า 320,000 ตารางเมตร ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ใครจะไปเทียบได้ แถมเค้ายังมีไฮไลต์อีกนะคะ คือ ดอกทิวลิป ที่ใครๆ ต่างก็ต้องตกหลุมรัก หาดูได้ยากน้าดอกนี้ ซึ่งช่วงเวลาที่สวยที่สุดที่ทิวลิปจะผลิบานก็คือ เดือนเมษายนนั่นเองค่ะ รู้แบบนี้แล้วก็วางแพลนจัดตารางเวลากันดีๆ แล้วก็จองทัวร์ยุโรปเที่ยวมันให้จุใจกันไปเลย เห็นมั้ยคะว่าในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมายรอให้เพื่อนๆ ไปพบเจอ อย่างเช่นเทศกาลดอกไม้ของ 6 ประเทศนี้เนี่ยก็นับว่าน่าจับตามอง และควรจะเป็นจุดหมายปลายทางของการเที่ยวครั้งต่อไปอย่างยิ่งเลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้ว่าสงกรานต์นี้จะไปไหนดี ก็วางใจให้ ทัวร์ครับ ได้จัดตารางแผนการท่องเที่ยวของคุณกันดีกว่าค่ะ กับการทัวร์ยุโรปสุดคุ้ม ไปมันทุกที่ที่ใครว่าดี ใครว่าเด็ด ซอกมุมไหนที่น่าสนใจ แลนด์มาร์กใดที่คนฮอตฮิต ทัวร์ยุโรปจากทัวร์ครับ จัดเต็มพาคุณไปเยือนแน่นอนแบบไม่มีผิดหวัง รับรองว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้แบบจุใจอย่างที่เพื่อนๆ เคยฝันไว้แน่นอน อ่านต่อ>>10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน<<
ฮอกไกโดไม่ได้มีดีแค่หิมะ ! 9 สถานที่ท่องเที่ยวฮอกไกโด ไฮไลท์ที่ต้องห้ามพลาด
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
ฮอกไกโดไม่ได้มีดีแค่หิมะ ! 9 สถานที่ท่องเที่ยวฮอกไกโด ไฮไลท์ที่ต้องห้ามพลาด
อยากรู้ใช่ไหมล่ะครับว่าสถานที่เที่ยวฮอกไกโดมีที่ไหนบ้าง? มาเลย ... ตามมาดูกันเลยยยย 1.เที่ยวตลาดปลานิโจ (Nijo Fish Market) ในเมืองซัปโปโร แผนที่ :Nijo Fish Market เรื่องปากท้องต้องมาก่อน!! ใครที่หลงรักอาหารญี่ปุ่น อย่างพวกซูชิ ซาซิมิ หรืออาหารทะเลสดๆ จะพลาดสถานที่เที่ยวฮอกไกโดที่นี่ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่ฮอกไกโดนั้นถือว่าเป็นแหล่งของกินชั้นยอดเลยล่ะ เพื่อนๆ สามารถเดินเลือกหาอาหารทะเลสด ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอนสด ไข่ปลา ไข่หอยเม่น และอาหารทะเลต่างๆได้ทั้งวัน หรือแม้กระทั่งข้าวหน้าต่างๆ ก็มีให้ฟินเช่นกัน 2.จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) แผนที่ :Mount Hakodate จุดชมวิวของสถานที่เที่ยวฮอกไกโดแห่งนี้ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่สวยมากที่สุดในญี่ปุ่น จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะมีความสูงถึง 334 เมตรเลยทีเดียว เมื่อขึ้นมาบนนี้และมองลงไปก็จะได้เห็นเมืองฮาโกดาเตะในมุมกว้าง มีภูเขาและทะเลโอบล้อมอยู่อย่างสวยงาม ซึ่งสามารถขึ้นมาชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืนเลย 3.ริมคลองโอตารุ ซัปโปโร (Otaru) แผนที่ :Otaru ความโรแมนติกเต็ม 10 คะแนนต้องยกให้ซํปโปโร ที่นี่เลยนะ เพราะได้มีการปรับเปลี่ยนจากคลองเล็กๆ ธรรมดาๆ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ ปรับโกดังเก็บสินค้าให้กลายเป็นร้านอาหาร และยังติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปกับคลองโอตารุ บอกเลยว่ามาเที่ยวฮอกไกโดกับแฟนนะ ฟินได้ใจ!! 4.ฟาร์มโทมิตะ(Tomita Farm)เมืองฟูราโน่ แผนที่ :Tomita Farm ใครที่ชอบดอกไม้ และอยากได้ฉากหลังเป็นวิวสวยๆ สีม่วง ต้องมาที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่นี่เลยครับ บอกเลยว่าเป็นสถานที่เที่ยวฮอกไกโดจุดที่ ดอกลาเวนเดอร์สวยที่สุดในฮอกไกโด เพราะฟาร์มโทมิตะมีวิวทิวทัศน์สวยงามจากฉากหลังที่เป็นภูเขาโทกะชิ และที่สำคัญที่นี่ยังเข้าชมฟรีอีกด้วยนะครับนอกจากนี้รอบๆ ก็ยังมีคาเฟ่น่ารักๆ ให้ได้นั่งชมวิวเพลินๆ ด้วย 5.หุบเขานรกจิโงคุดานิ ฮอกไกโด (Jigokudani noboribetsu) แผนที่ :Jigokudani noboribetsu สถานที่เที่ยวฮอกไกโดที่นี่ชื่ออาจจะดูน่ากลัว แต่บอกเลยว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดน๊า ไม่งั้นนักท่องเที่ยวคงไม่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวกับเพียบหรอก ที่หุบเขาแห่งนี้มีแร่กำมะถันเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำร้อนที่ไหลไปตามลำธาร จึงทำให้ดูเหมือนมีควันพวยพุ่งไปตามหุบเขาอยู่ตลอดเวลา แต่วิวทิวทัศน์โดยรอบก็สวยมากๆ เลยล่ะ มาเที่ยวฮอกไกโดทั้งทีต้องห้ามพลาดที่นี่ 6.เที่ยวฮอกไกโด บ่อน้ำร้อนโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) แผนที่ :Noboribetsu อยากผิวสวยต้องไปแช่ออนเซ็น! และที่นี่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นออนเซ็นที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นเลยล่ะ เพราะมีบ่อน้ำร้อนที่มีความแตกต่างกันหลายชนิด แบ่งไปตามแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ เช่น บ่อน้ำพุร้อนกำมะถัน บ่อน้ำพุร้อนเกลือ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย 7.สวนสัตว์อะซาฮิยาม่า ฮอกไกโด (Asahiyama Zoo) แผนที่ :Asahiyama Zoo หากเบื่อกับการเที่ยวสวนสัตว์แบบเดิมๆ ต้องมาลองที่ฮอกไกโดครับ เพราะมีการจัดแสดงที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการที่เราได้เดินผ่านอุโมงค์แก้ว เพื่อชมนกเพนกวินว่ายน้ำ หรือการเดินผ่านโดมแก้วหิมะ เพื่อชมการใช้ชีวิตของหมีขั้วโลก และไฮไลท์เด็ดคือ เราจะได้ชมนกเพนกวินเดินขบวนแบบใกล้ๆ โดยไม่มีอะไรกั้นเลย กรี๊ดมาก! เป็นสถานที่เที่ยวฮอกไกโดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฮอกไกโดกันเลยล่ะ 8.โรงงาน Shiroi Koibito แผนที่ :Shiroi Koibito Park ยอมรับมาซะดีๆ ว่าขนมชนิดนี้เป็นของโปรดใครบ้างครับ? (แอดมินแล้วหนึ่งคน อิอิ) บริษัท Ishiya ผู้ผลิตนั้นได้ใจดีเปิดให้ชมโรงงานได้ โดยนักท่องเที่ยวจะได้เห็นการผลิตคุกกี้แสนอร่อยนี้แบบใกล้ชิดทุกขั้นตอนเลยทีเดียว หรือหากอยากทดลองทำเอง ที่นี่ก็มี Workshop ด้วยนะ ใครแวะมาเที่ยวฮอกไกโดก็อย่าลืมแวะซื้อของฝากกันที่นี่ได้ 9.Sapporo Beer Museum แผนที่ :Sapporo Beer Museum คอแอลกอฮอล์ต้องไม่พลาดที่แห่งนี้ เพราะนี่คือเบียร์ยี่ห้อที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และได้รับความนิยมมากที่สุดจนต้องมีการส่งออกไปขายทั่วโลก ทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของเบียร์ยี่ห้อนี้ แต่ทีเด็ดที่สุดคืออะไรรู้มั้ยครับ? คือการที่เราจะได้ชิมเบียร์สดฟรีๆ หลังจากชมพิพิธภัณฑ์จบยังไงล่ะ!!! จัดเต็มมาให้ถึง 9 สถานที่เที่ยวฮอกไกโดเด็ดๆ แบบนี้ รู้แล้วใช่ไหมล่ะครับว่าที่ฮอกไกโดไม่ได้มีดีแค่หิมะจริงๆ เพราะฉะนั้นบอกเลยว่าหากใครไม่สะดวกไปเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ก็ยังสามารถเที่ยวได้อีกทั้งปีเลยล่ะ เป็นเมืองที่หลากหลายมากๆ เลย อ่านมาถึงตรงนี้ สำหรับสถานที่เที่ยวในฮอกไกโด อีกทั้งฮอกไกโดสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ได้มีดีแค่ฤดูหนาวอย่างแน่นอน.. ถ้าหากใครที่ไม่เคยไปสัมผัสฮอกไกโดหรือเที่ยวญี่ปุ่นแล้วละก็แนะนำว่าให้วางแผนให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ที่พัก ตั๋วเครื่องบิน ศึกษาสถานที่เที่ยว หรือหากไม่มีเวลา แนะนำให้ลอง จอง ทัวร์ฮอกไกโด ไปดูก่อนครับ รับรองว่าสนุกไม่แพ้เที่ยวเอง.. แนะนำที่ ‘ทัวร์ครับ.คอม’ เลยยย เว็บไซต์ศูนย์รวมทัวร์ต่างประเทศราคาสุดคุ้ม แพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นกว่า 300 แพ็คเกจ และมีโปรแกรมทัวร์ ‘ฮอกไกโด’ ให้เลือกทุกฤดู !! ถ้าหากใครอ่านบทความนี้จบแล้วอยากไป ก็สามารถเลือกดูโปรแกรมได้เลยครับ
ชม ‘เทศกาลดอกทิวลิป’ ที่ประเทศแคนาดา พร้อมบอกประวัติความเป็นมาสุดเหลือเชื่อ
พาเที่ยว
ยุโรป
ชม ‘เทศกาลดอกทิวลิป’ ที่ประเทศแคนาดา พร้อมบอกประวัติความเป็นมาสุดเหลือเชื่อ
ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปเปิดประวัติความปังของดอกทิวลิปกับเทศกาลดอกทิวลิป ประเทศแคนาดากัน ว่าก่อนจะมาเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกอย่างทุกวันนี้ มันผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง พร้อมแนะนำจุดชมดอกทิวลิปที่สวยที่สุดในโลก จะเป็นที่ไหนนั้นตามไปชมกันเลย ดอกทิวลิปไม่ได้มีต้นกำเนิดในยุโรปแบบที่หลายคนคิด ตรงนี้ต้องบอกเลยนะคะว่าเข้าใจผิดกันเยอะว่าดอกทิวลิปนั้นมาจากยุโรปโดยตรง เพราะเห็นประเทศไหนๆ ก็ขึ้นดี ปลูกสวย มีเทศกาลดอกทิวลิปให้ชมเยอะแยะไปหมด แต่ความเป็นจริงแล้วทิวลิปเป็นดอกไม้พื้นเมืองที่ขึ้นตามธรรมชาติในเอเชีย ไม่ใช่ฝั่งยุโรปแม้แต่นิดเดียว ซึ่งดอกทิวลิปนั้นมีความสวยสด งดงาม และมีเอกลักษณ์ของความหรูหราจนทำให้ถูกใจราชวงศ์ออตโตมันอย่างมาก และมีการนำไปปลูกในบริเวณราชวัง รวมถึงแกะสลักเป็นงานศิลปะต่างๆ ออกมาให้เห็นทั่วไปหมด ซึ่งทำให้ดอกทิวลิปมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในปีค.ศ. 1559 ทิวลิปก็ถูกนำเข้ามาปลูกในยุโรปที่ประเทศเยอรมนีแห่งแรก และขยายวงกว้างสู่เอนเวิร์ป เบลเยียม และเวียนนา จนในที่สุดก็มาสร้างความยิ่งใหญ่อลังการอยู่ที่เทศกาลดอกทิวลิปประเทศแคนาดาอย่างทุกวันนี้นั่นเอง ใครได้ครอบครองดอกทิวลิป แสดงว่าเป็นคนรวย สาเหตุที่ทำให้ดอกทิวลิปในเทศกาลดอกทิวลิป แคนาดา เป็นดอกไม้ที่มีคุณค่าทางใจและมีมูลค่า ดูยังไงก็สวยหรูดูแพง ก็เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการผสมพันธุ์ดอกไม้เกิดขึ้น เพราะเค้าถือว่าเป็นความผิดตามหลักศาสนา ทำให้ทิวลิปที่ปลูกยากมีราคาแพงมาก จนมีแต่คนรวยเท่านั้นที่หามาครอบครองได้ ด้วยความต้องการอวดรวยของเหล่ากษัตริย์และขุนนางต่างๆ ทำให้แข่งขันแย่งชิงกันซื้อดอกทิวลิปมาปลูกไว้ในพื้นที่ของตัวเอง จนทำให้เดือนเดียวราคาทิวลิปกลับสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เท่า! ดอกทิวลิปแค่ดอกเดียวแพงเท่าบ้านหรือตึกตึกหนึ่งเลยล่ะครับซื้อกันระนาวราวกับเทรดหุ้น จนในที่สุดก็ต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมดูแลให้เป็นระบบ และจบลงด้วยความสวยงามตระการตาคงเอกลักษณ์ของความงดงามน่าค้นหาเอาไว้จนถึงยุคปัจจุบัน เทศกาลดอกทิวลิปที่สวยที่สุด อยู่ที่ประเทศแคนาคา สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาเทศกาลดอกไม้เพื่อเยี่ยมชมในช่วงวันหยุดยาวล่ะก็ บอกเลยว่าประเทศแคนาดาเป็นตัวเลือกที่ดีมากที่สุดเลยล่ะครับ เพราะชื่อเสียงเรียงนามของที่นี่เค้าโด่งดังมาก ถึงขนาดถูกยกย่องให้เป็นเทศกาลดอกทิวลิปที่ดีที่สุดในโลก โดยสอดคล้องกับวันหยุดช่วงสงกรานต์ของบ้านเราพอดี เพราะเทศกาลดอกทิวลิปของเค้าจะจัดขึ้นในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายน โดยถูกจัดที่เกาะซีเบิร์ด เป็นเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำที่ยาวที่สุดในแคว้นบริติช โคลัมเบีย นั่นก็คือ แม่น้ำเฟรเซอร์ นั่นเอง โดยที่นี่นับเป็นเทศกาลดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเราเลยล่ะครับมีดอกทิวลิปให้ชมมากกว่าหนึ่งล้านดอกเลยทีเดียว สามารถเรียกแขกและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้หลั่งไหลกันเข้ามาสร้างกระแสการเงินให้สะพัดได้มากถึง 500,000 คนต่อปี เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีเยี่ยมที่สุดในแคนาดา!! เพราะเค้าเปิดให้เราเข้าไปชมความงามของทุ่งดอกทิวลิปได้ฟรีๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญคือ สามารถเข้ามารับชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลย เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสะดุดตาของเทศกาลดอกทิวลิปของประเทศแคนาดานี้จริงๆ ปั่นจักรยานชิลๆ รอบทุ่งกว้าง สัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์แบบไม่รู้ลืม สุดท้ายแล้วอีกหนึ่งกิจกรรมน่าทำเวลามาเที่ยวชมเทศกาลดอกทิวลิป ณ ประเทศแคนาดาก็คือ เราไม่ต้องเดินเล่นให้เมื่อยตุ้มเลยครับขอแค่มีจักรยานสักคันก็สามารถปั่นมาแบบชิลๆ รับสายลมปะทะใบหน้า สูดบรรยากาศอันสดชื่นและหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุขได้เลย ซึ่งที่นี่จะมีดอกทิวลิปหลากสีไว้ต้อนรับเพื่อนๆ แบบชมได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย แต่แนะนำนิดนึงว่าให้มาช่วงเช้าๆ หน่อยนะครับเพราะแลนด์มาร์กที่นี่ดีต่อใจมากจริงๆ ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเค้าก็หวังเอาไว้ว่าอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองเช่นกัน ทำให้ตอนสายๆ หน่อยอาจจะคนเยอะมากจนถ่ายรูปยาก ถ่ายรูปไม่สวย ดังนั้นถ้ามาแต่เช้า คนน้อยๆ ก็จะถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจกลับไปได้เต็มที่เลย สำหรับใครที่อยากจะไปทัวร์ยุโรปชมความงดงามของเทศกาลดอกไม้ หรือสัมผัสทุ่งดอกทิวลิปที่แท้จริงด้วยตาตัวเอง ก็อย่าลืมมา จอง ทัวร์ยุโรป กับทาง ทัวร์ครับ ในช่วงเดือนเมษายนกันด่วนเลยนะครับเพราะถ้าช้าเนี่ยอดแน่นอน เนื่องจากเมษายนเป็นเดือนหยุดยาว เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เที่ยวเล่นแบบไม่มีใครมารบกวนมากที่สุดแล้ว ดังนั้นให้โอกาสตัวเองได้พักบ้าง มาเติมเต็มพลังชีวิตในการทำงาน และพัดพาเรื่องร้ายๆ ออกไปจากจิตใจ ด้วยการมาชมความงาม สูดอากาศบริสุทธิ์ ณ เทศกาลดอกไม้ที่ยุโรปกันเถอะ! อ่านต่อ .. บทความแนะนำ >>2 ปีมี 1 ครั้ง !! “เทศกาลพรมดอกไม้” บนจัตุรัสสวยสุดในโลก<<
2 ปีมี 1 ครั้ง !! “เทศกาลพรมดอกไม้” บนจัตุรัสสวยสุดในโลกกลางบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม
พาเที่ยว
ยุโรป
2 ปีมี 1 ครั้ง !! “เทศกาลพรมดอกไม้” บนจัตุรัสสวยสุดในโลกกลางบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม
เพราะที่ประเทศเบลเยียมเองเค้าก็มีเทศกาลดอกไม้เหมือนที่อื่นๆ เช่นกัน แต่ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ ของเค้าเป็นเทศกาลพรมดอกไม้ ที่จัดขึ้นกลางเมือง เปลี่ยนพื้นคอนกรีตธรรมดาให้กลายเป็นพรมผืนใหญ่ เหมือนทั่วทั้งเมืองถูกปลูกสร้างไว้บนสวนดอกไม้ขนาดยักษ์เลย เทศกาลพรมดอกไม้ คืออะไร?? สำหรับเทศกาลพรมดอกไม้นี้ต้องบอกว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมากในแถบยุโรป มีชื่อเรียกว่า Brussels Flower Carpet เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงบัสเซลล์ ของประเทศเบลเยียม ซึ่งมีผู้คนตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลนี้กันเยอะมากจริงๆครับ เพราะเราจะได้เห็นดอกไม้หลากหลายชนิดมากกว่า 5 แสนต้น ถูกปลูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามเต็มพื้นที่ที่มีขนาดกว้างถึง 1,800 เมตร คือใหญ่มากๆ และแน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกทำขึ้นด้วยคนคนเดียว แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างประณีตกว่า 100 คน จนกลายมาเป็นสวนดอกไม้สุดมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างแบบชนิดที่ว่าใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรักกันทุกคนแน่นอน จุดเริ่มต้นของเทศกาลพรมดอกไม้ แต่กว่าจะมาเป็นเทศกาลสุดยิ่งใหญ่แบบนี้ได้เนี่ย ไม่ใช่ว่ามาถึงก็จับมือร่วมแรงร่วมใจกันทำขึ้นมาเลยบนพื้นที่ขนาดนี้นะครับ เพราะมันเกิดจากประเพณีเล็กๆ ของชาวเบลเยียมเนี่ยแหละ ซึ่งมันมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1971 แล้วล่ะครับเป็นการเฉลิมฉลองที่เบลเยียมได้เป็นประธานของสหภาพยุโรป ทำให้เค้าต้องมีอะไรมาต้อนรับหน่อย เลยได้ทำการปูพรมด้วยดอกไม้หลากสีสันสะดุดตาน่าสนใจจนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีนับตั้งแต่ยุคนั้นมา มีเสียงชม เสียงเรียกร้องจากหลายๆ ฝ่ายบอกว่า การปูพรมดอกไม้ที่ทำในตอนนั้นมันเจ๋งมากเลย อยากให้มีอีกแบบนี้ทุกๆ ปี และสุดท้ายก็ได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์กันมาเรื่อยๆ จนทำให้การปูพรมดอกไม้ของประเทศเบลเยียมนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 2 ปี และมีผู้เข้าชมอย่างล้นหลามทุกครั้งที่มีการจัดแสดง 2 ปีครั้ง แถมจัดแค่ 4 วันเท่านั้น! ของดีแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะครับ เพราะเทศกาลดอกไม้ของเบลเยียมเองเนี่ยเค้าจัดไม่เหมือนใคร คนอื่นอาจจะจัดขึ้นทุกปีตามฤดูกาล แต่สำหรับที่นี่เค้าจะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ! แถมการจัดงานครั้งหนึ่งก็จะมีขึ้นแค่เพียง 4 วันเท่านั้นด้วย ต้องวางแผนกันมาเป็นอย่างดีเลยนะครับไม่อย่างนั้นอาจชวดเอาได้ง่ายๆ ใครที่อยากจะดูดอกไม้สวยๆ สะดุดตาของเบลเยียมในเทศกาลนี้จริงๆ ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม จองโรงแรม จองอะไรกันล่วงหน้าหลายๆ เดือนเลย เพื่อจะได้ไม่พลาดงานสำคัญสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ขอแอบกระซิบด้วยนะครับว่าเค้าจะมีขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ก็ลองสืบดูแล้วกันเนอะว่างานครั้งต่อไปจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ ความอลังการของสีสัน การจัดวาง และความสะดุดตา คือสิ่งที่พิเศษสุดในงานนี้ สำหรับคนรักดอกไม้แค่ได้มาเห็นความสวยงามของมันก็คงหลงใหลจนฟินกันไปเลยล่ะครับ แต่สำหรับคนทั่วไปเนี่ยก็ไม่ต้องกลัวว่ามาแล้วจะผิดหวังนะ เพราะไม่มีทางแน่นอน โดยความพิเศษของงานนี้ก็คือ เราจะได้มองเห็นความงดงามของดอกไม้ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละมุม มองจากข้างล่างก็ได้ฟีลหนึ่ง มองจากด้านบนมุมสูงก็ได้อีกฟีลหนึ่ง หรือจะมองจากด้านหน้าไปตรงๆ ก็จะมีแบ็กกราวนด์เป็นปราสาทอันสวยงามทอดยาวอยู่ด้านหลัง สวยมากทีเดียวครับ ซึ่งหลายๆ ครั้งศิลปินมักจะใช้การประดับประดาตกแต่งดอกไม้เหล่านี้ด้วยรูปทรงของเรขาคณิต ทำให้เกิดเป็นเหลี่ยม มุม และการตัดกันของสีสันที่สะดุดตา สวยงาม โดดเด่น และลงตัว เป็นหนึ่งในเทศกาลดอกไม้ที่เรียกได้เต็มปากเลยนะว่าสวยงามที่สุดในโลก เพื่อนๆ คนไหนที่ชื่นชอบการชมดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ ที่นี่ห้ามพลาดเด็ดขาดเลย ส่วนใครที่ไม่ได้ชอบดอกไม้ขนาดนั้น ขอให้ลองเปิดใจดูนะครับ ถ้าได้มาเห็นสถานที่จริงล่ะก็ รับรองว่าคุณจะตกหลุมรักมันแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะ เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะเยี่ยมชมเทศกาลดอกไม้ล่ะก็ แถบยุโรปเนี่ยแหละครับ ตอบโจทย์มากที่สุดแล้ว เพราะเป็นโซนที่มีดอกไม้สวยๆ เยอะมาก รวมถึงมีเทศกาลดอกไม้ถูกจัดขึ้นในแต่ละประเทศแบบไม่ซ้ำกัน ให้ความรู้สึกและบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปตามเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง ดังนั้นถ้าไม่อยากพลาดการชมเทศกาลดอกไม้ที่สวยที่สุด ก็มาจอง"ทัวร์ยุโรป" ไปกับ ทัวร์ครับ ได้เลย เราจะพาคุณไปแตะขอบฟ้า เที่ยวชมความงาม สัมผัสกลิ่นหอม และสีสันสะดุดตาของดอกไม้หลากสีกันเองครับ เติมความสุขให้กับหัวใจ กอดรับไออุ่นของความรู้สึกดีด้วยสวนดอกไม้แสนสวยเหล่านี้กันได้เลย อ่านต่อ บทความแนะนำ >>ฤดูไหนดีที่สุด ? เที่ยวสวิส อิตาลี ฝรั่งเศส<<
#ขอพื้นที่ติ่ง! ตามรอยประธานยูจินอู & จองฮีจู แห่งซีรีย์ Memories of the Alhambra
พาเที่ยว
ยุโรป
#ขอพื้นที่ติ่ง! ตามรอยประธานยูจินอู & จองฮีจู แห่งซีรีย์ Memories of the Alhambra
เนื้อหาของเรื่องแบบย่อๆ เลยก็คือ ยูจินอู พระเอกของเราได้เดินทางมายังประเทศสเปน เพื่อที่จะตามหาตัว จองเซจู โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่เป็นนักพัฒนาเกม AR ที่ใช้ในการต่อสู้ในยุคกลาง โดยคิดว่าเกมที่เซจูพัฒนาสามารถนำมาต่อยอดใช้คู่กับเทคโนโลคอนแทคเลนส์ของตนเองได้ แต่แล้วเซจูกลับหายตัวไปอย่างปริศนา ก่อนหน้าที่เซจูนัดหมายให้ จินอูมาพบที่โฮสเทลแห่งหนึ่งในเมืองกรานาดา ประเทศสเปน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้พบกับ จองฮีจู นางเอกของเรื่องที่เป็นพี่สาวของเซจูผู้เป็นเจ้าของโฮสเทลแห่งนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้นอกจากโลเคชั่นในเกาหลีแล้ว ยังบินไปถ่ายทำก้นถึงที่ประเทศสเปน และ ประเทศสโลวาเกียกันเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นแต่ละฉากในเรื่องจึงมีบรรยากาศที่สวยงามของยุโรปให้เราได้เพลิดเพลินไปพร้อมกับลุ้นระทึกกับเหตุการณ์ในเรื่อง วันนี้แอดมิน (ซึ่งเป็นติ่งซีรีย์เรื่องนี้ อิอิ) เลยขอพาทุกคนบินไปยุโรปด้วยกัน แล้วไปตามรอย ยูจินอู & จองฮีจู ด้วยกันนะครับ ไปกันเล๊ย ~ 1.พระราชวังอัลฮัมบรา (เมืองกรานาดา ประเทศสเปน) แผนที่ :Alhambra Palace จุดเริ่มต้นของเรื่องราวและชื่อเรื่องนี้คือที่นี่ครับ พระราชวังเก่าแก่ที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้ว มีความสวยงาม เก่าแก่ และคงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ตระการตา คำว่า “อาลัมบรา” มาจากภาษาอาหรับที่แปลว่า สิ่งที่มีสีแดง ซึ่งป้อมปราการของที่นี่ก็ถูกสร้างขึ้นด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ทำให้มีสีงดงามเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามา ยิ่งสวยราวกับภาพวาดเลยครับ 2.ตึกใน Barri Vell (เมืองชีโรนา ประเทศสเปน) แผนที่ :Barri Vell (old quarter) of Girona โบนิต้าโฮสเทลของ จองฮีจู สถานที่แรกที่พระเอกและนางเอกพบกัน ในซีรีย์ถูกเซ็ทให้เป็นโฮสเทลในกรานาดา แต่จริงๆ แล้วตึกนี้อยู่ที่ เมืองชีโรนา ครับ เป็นตึกที่ถูกเซ็ทออกมาให้ดูเก่าๆ ซ่อมซ่อ บ่งบอกฐานะของนางเอกได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าพระเอกประธานบริษัทของเราไม่ปลื้มสภาพของโฮสเทลแห่งนี้สุดๆ เลยล่ะครับ 3.ร้าน La Terra (เมืองชีโรนา ประเทศสเปน) อยู่ใกล้ๆ กันกับตึกที่ใช้เป็นโบนิต้าโฮสเทลเลยครับ เป็นหนึ่งในร้านเด็ดของย่านนั้น ที่มีบรรยากาศที่ดึงดูด รสชาติอาหารที่อร่อย และเครื่องดื่มที่พร้อมพาทุกคนไปฟิน ถูกใช้เป็นฉากที่พระเอกมาหา “ดาบอันแรก” เพื่อไปต่อสู้กับผู้ร้ายในเกมครับ 4.เมืองลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย แผนที่ :ljubljana ,slovenia ในซีรีย์ถูกเซ็ทให้เป็นหนึ่งสถานที่ในกรานาดา จุดเริ่มต้นของเกมนี้เกิดที่นี่แหละครับ เรียกได้ว่าเป็นด่านแรกของเกมเลย ซึ่งจุดที่กองซีรีย์เรื่องนี้ยกขบวนกันไปถ่ายทำก็คือตรง น้ำพุเฮอคิวลิส ที่พระเอกของเราต้องออกแรงสู้สุดชีวิตกับศัตรูที่โผล่มา โอ๊ยย ลุ้นหัวใจจะวาย! 5.Gavà Railway Station (เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน) แผนที่ :Gavà Railway Station สถานีรถไฟกรานาดาในซีรีย์ แต่ไม่ได้ถ่ายที่สถานีรถไฟกรานาดานะจ๊ะ! งงมั้ย ฮ่าๆๆ แต่คือสถานีรถไฟกาวา ในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เช่นกันครับ เป็นสถานีรถไฟเก่าแก่ มีความคลาสสิคสุดๆ เหมาะสมแล้วที่ได้เป็นฉากสุดดราม่าแห่งซีรีย์เรื่องนี้ แต่จะดราม่ายังไง ต้องไปชมกันเอาเองนะคะ และนี่ก็เป็น 5 จุดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอจะตามรอยซีรีย์เรื่องนี้ได้ครับ อาจจะไม่ได้เยอะมาก เพราะจริงๆ แล้วเรื่องนี้ถ่ายทำที่ยุโรปเพียงเดือนเดียวเท่านั้น โดยฉากก็จะซ้ำๆ เพราะไปที่เดิมๆ ที่เกิดดหตุการณ์ต่างๆ แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากลองไปตามรอยมากกว่านี้ ขอแนะนำให้ไป 4 ที่ คือ กรานาดา, บาร์เซโลนา, ชีโรนา และเมือง ลูบลิยานา นะครับ รับรองว่าเดินเพลินๆ อาจจะเจอฉากหนึ่งฉากใดที่มาโผล่ในเรื่องนี้ก็ได้ ~ ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศอันน่าค้นหาก็สามารถสอบถาม ทัวร์ครับได้เลย เพราะเรามีบริการ จัดกรุ๊ปทัวร์ส่วนตัว ให้เลือกได้ตามใจเลยครับ ว่าอยากไปที่ไหน เที่ยวสบายได้ทั่วโลกกกกก อ่านต่อ..บทความแนะนำ >>Hello Oppa! รวม 10 ซีรีส์เกาหลีสุดฟิน ดูแล้วอินสุดๆ!!<<
เทศกาลสุดพิเศษที่ห้ามพลาดใน ทัวร์ญี่ปุ่น เดือนมีนาคม !!
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
เทศกาลสุดพิเศษที่ห้ามพลาดใน ทัวร์ญี่ปุ่น เดือนมีนาคม !!
มาดูกันครับว่าถ้าหากไปทัวร์ญี่ปุ่น เดือนมีนาคมแล้ว จะได้พบกับเทศกาลอะไรบ้าง ?? เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : เทศกาลโอมิซูโทริ เป็นเทศกาลที่เก่าแก่เทศกาลหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ เป็นเทศกาลชำระบาปของชาวพุทธ ที่มีมานานมากกว่า 1,250 ปี เทศกาลนี้ถือเป็นพิธีขั้นสุดท้ายในการปฏิบัติพิธีชูนิเอะ โดยจะดำเนินการที่ศาลาบนเนินเขา ชื่อว่า ศาลานิงะสึโดะ ที่วัดโทไดจิ เมืองนาราครับ ไฮไลท์ของงานเทศกาลนี้ก็คือ การแสดงไฟ ซึ่งจะเริ่มเมื่อพระอาทิตย์ตกดินของทุกคืนครับ เป็นการแสดงที่น่าตื่นเต้นและมีชื่อเสียงที่สุดเลยล่ะครับ คบเพลิงยักษ์ขนาด 6-8 เมตร จะถูกยกขึ้นไปบนระเบียงของศาลานิงะสึโดะ และเผาไหม้เป็นประกายไฟ ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า หากอาบร่างกายด้วยประกายไฟเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้ายครับ ช่วงเวลาจัดงาน : วันที่ 1 - 14 มีนาคม ของทุกปี เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : เทศกาลฮินะมะสึริ ใครเป็นแฟนคลับตัวยงของประเทศญี่ปุ่น จะต้องคุ้นหูกับเทศกาลนี้ ที่มีอีกชื่อเรียกคือ เทศกาลเด็กผู้หญิง นั่นเอง เป็นเทศกาลของชาวญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่โบราณ โดยชาวญี่ปุ่นจัดเทศกาลนี้ขึ้นมาเพื่ออธิษฐานให้ลูกสาวมีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตครับ ไฮไลท์สำคัญของเทศกาลนี้เลยก็คือ “ตุ๊กตาฮินะ” ที่เป็นตุ๊กตาทำมือ ประดับด้วยชุดแต่งกายตามราชสำนักญี่ปุ่นโบราณ สมัยยุคเฮอัง วางไว้บนชั้น 7 ชั้น รอบๆ ตุ๊กตาจะมีเครื่องบูชาต่างๆ โดยมีตุ๊กตาที่วางชั้นบนสุด คือ ตุ๊กตาเจ้าชายโอไดริซามะ และเจ้าหญิงโอฮินะซามะครับ ช่วงเวลาจัดงาน : วันที่ 3 มีนาคม ของทุกปี เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : เทศกาลแสงไฟ คุระชิกิ ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะได้ไปเที่ยวย่านเมืองเก่าของญี่ปุ่นกันบ้างครับ กับเทศกาลแสงไฟที่เมืองคุระชิกิ ที่เป็นเทศกาลที่บ่งบอกว่า ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้วนั่นเอง โดยในอดีต เมืองคุระชิกิเคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ และเป็นศูนย์กลางทางการค้าตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่มีอายุยาวนานกว่า 300 ปี ปัจจุบันเป็นกลุ่มโบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเลยครับ ไฮไลท์ของงานเทศกาลแห่งนี้ คือทั้งเมืองจะถูกเรียงรายไปด้วยแสงไฟอันอบอุ่น จากเปลวเทียน โคมไฟกระดาษรูปทรงต่างๆ และร่มกระดาษแบบญี่ปุ่น ทั่วบริเวณตามริมฝั่งแม่น้ำคุระชิกิครับ และนักท่องเที่ยวก็สามารถล่องเรือชมความงามของไฟได้ โรแมนติกและเพลินเพลินสุดๆ เลยล่ะครับ ช่วงเวลาจัดงาน : ต่างกันไปในแต่ละปี แต่จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : การแข่งขันซูโม่ประจำฤดูใบไม้ผลิ ในทุกๆปี จะมีการจัดแข่งขันซูโม่เวียนกันไปในแต่ละจังหวัดครับ โดยจะจัดในช่วงเดือนคี่ และสำหรับเดือนมีนาคมนั้นก็จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิพอดี ใครที่อยากเห็นการแข่งขันซูโม่ของจริงสักครั้งในชีวิต แนะนำให้ซื้อตั๋วเข้าไปชมดูนะครับ แล้วจะได้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยมเลยล่ะ ได้ฟีลความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจยากที่จะลืมแน่นอนครับ ช่วงเวลาจัดงาน : เดือนมีนาคม (หรือเดือนคี่อื่นๆ) เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : เทศกาลวันไวท์เดย์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ ถัดมาอีกหนึ่งเดือนก็จะเป็นวันไวท์เดย์ครับ เดิมทีวันนี้เป็นวันที่บริษัทขนม ตั้งใจทำการตลาดเมื่อปี 1987 แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายมาเป็นเทศกาลวันไวท์เดย์ถึงปัจจุบัน โดยวันวาเลนไทน์ ฝ่ายหญิงจะให้ของขวัญกับฝ่ายชาย และเมื่อถึงวันไวท์เดย์ ฝ่ายชายจะต้องให้ของขวัญกลับ และต้องมีมูลค่ามากกว่าถึง 3 เท่าครับ ไฮไลท์ของเทศกาลนี้ คือการที่ขนมแต่ละชนิดจะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น มาร์ชเมลโล่ หมายถึง การปฏิเสธ , คุกกี้ หมายถึง อยากเป็นเพื่อน และ ลูกอม หมายถึง ฉันรักคุณ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ขนมเท่านั้นที่ให้เป็นของขวัญได้นะครับ ตุ๊กตา ดอกไม้ หรือของขวัญอื่นๆ ก็นิยมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นใครไปญี่ปุ่นในช่วงวันไวท์เดย์ ก็ไม่ต้องแปลกใจหากเห็นสาวๆ และหนุ่มๆ ญี่ปุ่นเดินถือของขวัญเต็มไม้เต็มมือ ไม่ต่างจากวันวาเลนไทน์ครับ ช่วงเวลาจัดงาน : วันที่ 14 มีนาคม ของทุกปี เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : ส่งท้ายหิมะด้วยการเล่นสกี และสโนว์บอร์ด ในช่วงเดือนมีนาคมนั้น ทางภาคเหนือของญี่ปุ่นในบางจังหวัดยังมีหิมะอยู่ และยังสามารถเล่นสกี และสโนว์บอร์ดส่งท้ายได้ครับโดยช่วงนี้หิมะจะเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีคุณภาพดี เป็นผง และไม่เปียก อากาศก็ดีมากๆ ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการเล่นสกีด้วยซ้ำ สำหรับใครที่อยากไปเล่นสกี หรือสโนว์บอร์ดในช่วงนี้ แนะนำให้ไปที่ Gala Yuzawa จะเป็นจุดที่ดีที่สุด สำหรับการทำกิจกรรมนี้ครับ เที่ยวญี่ปุ่น เดือนมีนาคม : ชมดอกซากุระ ปิดท้ายกันกับไฮไลท์ของประเทศญี่ปุ่น อย่างการชมดอกซากุระ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าดอกซากุระแล้วจริงๆ จะเริ่มบานตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมเลยครับ โดยดอกซากุระนั้น จะเริ่มบานจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นใครมีแผนจะเดินทางไปทัวร์ญี่ปุ่น เดือนมีนาคม ให้เลือกไปหลังจากกลางเดือน และไปเที่ยวยังภาคใต้ ก็จะมีโอกาสได้เจอกับดอกซากุระบานก่อนใครเพื่อนเลยล่ะครับ แถมนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ก็ยังไม่เยอะ ได้ภาพสวยๆ แน่นอน อ่านต่อ >>4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น<<