ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
รีวิวสิงคโปร์  4วัน3คืน เที่ยวให้สุด แล้วหยุดที่คำว่า ฟิน!
พาเที่ยว
สิงคโปร์
รีวิวสิงคโปร์ 4วัน3คืน เที่ยวให้สุด แล้วหยุดที่คำว่า ฟิน!
มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งนี้ ไม่เน้นเที่ยวไรมาก แต่เราเน้นกิน! ตามไปลองร้านฟินๆ ที่คนสิงคโปร์ก็คอนเฟิร์มว่าอร่อย และคนไทยอย่างเราก็ให้ความนิยม คำเตือนบทความนี้ไม่ควรเปิดดูตอนกลางคืน เพราะจะทำให้คุณหิวมาก ใครพร้อมไปเที่ยว ไปกินที่สิงคโปร์ แวะคาเฟ่สิงคโปร์ บ้างก็ตามเรามาได้เลย จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน3คืน มาท่องโลกแห่งการกินกัน เราตั้งใจว่ามาครั้งนี้จะเก็บร้านดังๆ ไม่เน้นสถานที่ท่องเที่ยวมากมายนักเนื่องจากว่ามาบ่อยมากๆ แล้ว รวมถึงอยากมาหาร้านอาหารอร่อยๆ แล้วมารีวิวให้คนที่กำลังจะไปสิงคโปร์ครั้งแรกหรือหลายครั้งแล้วแต่ไม่รู้จะไปกินอะไรดี โดย ที่เริ่มต้นจากแพลนว่าไป 4 วัน ช่วง 8 - 11 พฤศจิกายน (ช่วงที่ไปไม่เจอฝนเลยอากาศดีไม่ร้อนมาก) วันแรกเราประเดิมด้วยร้านข้าวมันไก่เจ้าดังเพิ่งเข้ามาไทยไม่นาน ใช่แล้วค่ะ Boon Tong Kee! ร้าน Boon Tong Kee นอกจากจะสั่งไก่แล้วเรายังสั่งเมนูคล้ายกับผัดเปรี้ยวหวานไก่และแกงจืดสาหร่าย ซึ่ง Boon Tong Kee มีหลายสาขานะคะ รับรองว่ารสชาติเหมือนกันทุกสาขาค่ะ ที่เราไปทานเป็นสาขา bendeermar โต๊ะไม่เยอะ พนักงานเสริฟบริการดี และมีภาษาอังกฤษค่ะมื้อนี้เบาๆ กับข้าว 3 อย่าง ข้าวมัน 3 ถ้วย ราคารวม 50 SDG (1SDG = 22.6 บาท) จบวันแรกแบบอิ่มอกอิ่มใจ เริ่มเช้าวันที่สองเราตั้งใจว่าจะทานอาหารเช้าแบบคนสิงคโปร์ คือ ขนมปังปิ้งประกบกับเนยถั่วหรือเนยจืด แล้วจิ้มกับไข่ลวก พร้อมกาแฟร้อน แค่คิดก็อยากกินแล้ว ไม่รอช้าค้นกูเกิ้ลหาร้านอาหารใกล้ที่พักเจอแต่ร้าน Macdonald และ Subway เราตัดสินใจลอง Macdonald เป็นอาหารเช้าลองท้องไปทุกประเทศที่ไปต้องขอลองเพราะแต่ละประเทศ จะมีความต่างของรสชาติไก่ น้ำจิ้ม เราสั่งฟิชเบอร์เกอร์และแพนเค้ก พร้อมกาแฟเย็นที่รสชาติเบาบางมากอีก 1 แก้ว สรุปโดยประมาณ 11 SDG ลองท้องเสร็จแล้วเราก็เริ่มภารกิจตามหาร้านอาหารเช้าแบบท้องถิ่นกันต่อแต่ก็ยังไม่พบร้านที่ถูกใจ เลยตัดสินใจไปร้านเด็ดที่คนส่วนใหญ่รีวิวว่า “ครัวซองค์ดีที่สุด” กินแล้วต้องฟินฝุดๆแน่นอน ซึ่งอยู่ในย่าน hipster เราไม่รอช้าปักหมุดแล้วตามไปลองทันที วิธีการเดินทางให้ลง Mrt Tiong Bahru แล้วเซิชคำว่า Tiong Bahru Bakery ซึ่งจากสถานีเดินไปประมาณ 750 เมตรไม่ไกลมาก แค่เห็นบรรยากาศน่าร้านก็ชวนเข้าไปลองชิมแล้วค่ะเพราะว่ามีคนเข้าคิวรอเยอะมากทั้งฝรั่ง เอเชียอย่างเรารวมไปถึงคนสิงคโปร์ด้วยค่ะ เรายืนรอคิวอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ได้โต๊ะพอถึงเวลาเข้าไปสั่งแนะนำว่าให้ยืนดูเมนูนอกเส้นเข้าแถวสักหน่อยก่อนสั่งเพื่อไม่ต้องไปยืนลังเลอยู่ในแถวสั่งอาหารเป็นการทำให้คนอื่นเสียเวลา เราถามพนักงานว่าอันไหนแนะนำ เขาแนะนำว่า Plain Croissnt Almond Croissnt และเราสั่ง Smoke Salmon เพิ่ม (เพราะเห็นคนข้างหน้าสั่ง และฝรั่งที่นั่งโต๊ะหน้าร้านกินอยู่ดูน่าอร่อย) สั่งครัวซองค์เสร็จต่อไปเป็นการสั่งน้ำขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าถ้าเป็นคนชอบกาแฟเข้มๆ ควรสั่งกาแฟร้อน หรือถ้าเป็นคนชอบกินกาแฟเย็นให้สั่งกาแฟสองชอต แล้วใส่ไซรัปเพิ่ม (ไซรัปต้องมาเติมเองมีบาร์ให้เติมน้ำตาล ไซรัป ครีมเทียม น้ำเปล่า แก้วน้ำ ช้อนส้อม) เพราะสำหรับคนที่ดื่มกาแฟเข้ม (คั่วระดับกลาง-เข้ม) จะรู้สึกว่าจืดมาก หลังจากนั้นถึงเวลาชิมสิ่งที่พนักงานในร้าน recommend Plain Croissant คำแรกที่เข้าไปกลิ่นหอมของขนมปังความเหนียวนุ่มของเนื้อแป้งความบางกรอบกำลังพอดี ยิ่งทากับเนยเค็มยิ่งดียิ่งอร่อยถูกใจมากให้ 10 คะแนนไปเลย ส่วนครัวซองค์อัลมอนด์ก็เหมือนกันกำลังดีมีรสสัมผัสต่างกันตรงที่มีถั่วเข้ามาเป็น Texture ลำดับสุดท้ายที่สั่งตามคนอื่นเขาสั่ง คำแรกรู้สึกเฉยๆ เหมือนร้านอื่นๆ ทั่วไปที่ทำ Brunch ในประเทศไทยแต่พอคำที่สองเราเจอที่ทาขนมปังเขาไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรเขาทาไว้ทานคู่กับขนมปังถือว่าโอเคเลยทีเดียว ลืมบอกไปว่าขนมปังที่กินกับ smoke salmon เป็นแป้งชาโคและสอดไส้ผักล็อคเกตด้วยนะ จบมื้อสุดประทับใจนี้ด้วยการเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไป Garden By the Bay และที่สำคัญมีบักกุเต๋ที่มากี่ครั้งก็ต้องมากิน ซึ่งบักกุเต๋เจ้านี้อยู่ชั้นฟู้ดคอร์ทของ Marina Bay Sand โดยเราสามารถเดินบนทางเชื่อมชั้น 3 ของ Marina Bay Sand ไปถึง Garden By the Bay ได้ เนื่องจากครัวซองค์ยังคงฟูอยู่เต็มท้องเราเลยเดินเล่นที่ Marina Bay Sand ช็อปปิ้งแบรนด์ของสิงคโปร์นั่นก็คือ Charles & Keith หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าหากมาซื้อยี่ห้อนี้ที่สิงคโปร์จะค่อนข้างถูกกว่าที่ไทยอีกนะ ยิ่งเป็นช่วงลดราคาทั้งเกาะยิ่งถูกขึ้นไปอีก เดินเล่นอยู่สักพักก็ข้ามไป Garden By the Bay ที่นี้มีโดมขายของหวานน้ำชามานั่ง Afternoon Tea ที่นี้ได้แนะนำว่าขนมหวานอร่อยมากๆ แต่รอบนี้เราไม่ได้เข้าไปนะคะอดชมภาพกันเลย ถ้าใครไปก็อย่าลืมไปลองชิมกันนะคะ เดินจนบ่ายกว่าๆ เราก็ข้ามกลับมาเพื่อมากิน! บักกุเต๋ เราสั่งมา 1 ชุด ในชุดจะมีข้าว 1 ถ้วย บักกุเต๋ 1 ถ้วย ปาท่องโก๋ และเต้าหู้พร้อมถั่ว อีกอย่างละถ้วย แล้วก็แบบบักกุเต๋ และข้าวเดี่ยวมาอย่างละหนึ่ง น้ำจิ้มตักเอาได้เองเลยตามใจชอบ นอกจากนี้ รอบนี้ได้ลองติ่มซำเพิ่มเติม รสชาติบักกุเต๋ที่นี้ทำไมถึงติดใจเพราะ หนึ่งกลิ่นเครื่องเทศไม่แรงเผ็ดร้อนด้วยพริกไทยค่อนข้างพอดีไม่เยอะจนเกินไปหมูติดกระดูกแค่เอาช้อน เขี่ยก็หลุดออกจากกระดูก ข้าวไม่แฉะไม่ร่วนไป น้ำจิ้มรสชาติพอดีไม่เปรี้ยวไม่เผ็ดมาก ที่สำคัญรสชาติคงที่มากมากี่ครั้งก็อร่อยเหมือนเดิม เกือบลืม! สายชานมไข่มุขใครว่าที่นี้ไม่มี ไม่ค่อยเห็นคนรีวิวใช่ไหมคะ จริงๆ มีร้านหนึ่งที่คิดว่ารสชาติโอเคเลยสู้กับ Kamu ได้ ร้านจะอยู่ที่เดียวกับบักกุเต๋แต่ว่าจะอยู่ด้านหน้าฟู้ดคอร์ทลงบันไดเลื่อนมาจะเจอเลย เห็นคนยืนต่อคิวเยอะมากมีบางคนสั่งที 10 แก้ว ก็มี อยากให้ลองค่ะ จากนั้นเรากลับไปดูไฟซึ่งเป็นไฮไลท์ของ Garden By the Bay ต่อรอบจะนานประมาณ 10 นาที โดยประมาณ แนะนำว่าให้รีบไปจับจองพื้นที่กันก่อนสองทุ่มสัก 10 นาที เพื่อหามุมที่ดีที่สุดในการนอนดู ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูไฟที่นี้ หลังจากดูไฟจบก็เหมือนลังมดแตกคนเต็มไปหมดกว่าจะเดินออกมาได้รวมครึ่งชั่วโมง ทำให้กระเพาะอาหารของเราทำงานอีกครั้ง ลำบากขาต้องเดินไปหาของกินเลยตัดสินใจว่ากินอะไรเบาๆ ก่อนกลับแล้วกันเราก็เลยพากันไปที่ออร์ชาร์ดเพราะมีคนบอกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาที่ Food Opera ห้าง ION Orchard ชั้น B4 อร่อย ไม่รอช้าขึ้น MRT สายสีแดงไปลง Orchard Station ลงไปถึงชั้นใต้ดินเดินวนเวียน หาอยู่สักพักก็พบกับร้านที่เราตั้งใจมากิน Li Xin Teochew Fishball อร่อยสมค่าที่หิ้วท้องมากิน น้ำราดก๋วยเตี๋ยวเข้มข้นเข้ากับเส้นบะหมี่แบน ลูกชิ้นปลากัดเข้าไปรู้สึกเหมือนทำมาจากปลาล้วน ไม่ก็แป้งน้อยน้ำซุปลงตัวมากเมื่อกินคู่กับเส้นบะหมี่ รวมๆ แล้วก็ให้ 10 ดาวเหมือนกัน นอกจากนี้ เรายังสั่งอาหารของคนสิงคโปร์มากินเพิ่มอีก เรียกว่า “Cha Kway Teow” เขาจะใช้บะหมี่เส้นกลมผัดกับเส้นใหญ่ใส่กุนเชียง กุ้งแห้ง ฯลฯ ผัดรวมกัน รสชาติค่อนไปทางจืดและมันต้องกินกับซีอิ๋วถึงจะรสชาติอร่อยลงตัว แนะนำว่าให้กิน Food Court Center นอกห้างอร่อยกว่า วันที่สามแล้ว วันนี้เราแพลนว่าจะไป Universal Studio Singapore เราตั้งใจไปถึงสัก 9 โมงเช้าเพื่อไม่ต้องเบียดกับคนเข้าไป แล้วเดินทวนเข็มนาฬิกาสวนกับคนบางส่วนเข้าไปเป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยสำหรับคนที่วางแผนจะไป ช่วงสายๆ เริ่มหิวเราเดินมาถึงโซนการ์ตูนเรื่องเชร็คเลยแวะทานข้าวกัน ไม่รอช้าด้วยความหิวพิซซ่าหนึ่งถาด พร้อมกับเบอร์เกอร์ปลาและเฟรนช์ฟรายทอดสำหรับ 3 คน เติมพลังเสร็จแล้วไม่รอช้าต่อด้วยเล่นเครื่องเล่นน่ารักเชร็ค 4 D ที่เล่าเรื่องราวการลักพาตัวฟิโอน่าไปหลังแต่งงานและเชร็คตามไปช่วยจนสำเร็จและความน่าทึ่งของเทคโนโลยี 4 D ทำให้รู้สึกเหมือนเราเข้าไปช่วยฟิโอน่าจริงๆ สนุกสนานเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเครื่องเล่นหวาดเสียว เราใช้เวลาอยู่จนถึง 6 โมงเย็นเพื่อที่จะไปให้ทันที่จองโต๊ะไว้ร้าน Jumbo seafood สาขา Riverside Point เพื่อไปกินปูผัดผงกะหรี่ แต่ท้ายที่สุดเราเปลี่ยนใจไปกินข้าวมันไก่ชื่อดังแห่งย่านไชน่าทาวน์ Tian Tian Chicken Rice วิธีการเดินทางลงที่สถานี Chinatown ออก Exit A หันหน้าเข้าพระเขี้ยวแก้ววัดเดินไปทางซ้ายแล้วข้ามถนนเดินไปประมาณ 200 เมตรจะเจอศูนย์อาหาร Maxwell Food Center อร่อยสมที่ได้รับรางวัลและลงนิตยสารมากมาย แต่ขอเตือนให้ทุกคนที่จะไปทานพกช้อนพลาสติกแข็งไปเอง เพราะช้อนของที่ร้านอ่อนแอมากไม่สามารถหั่นไก่ให้ขาดได้ ดังนั้นนี่เป็นคำเตือน! ทุกคนที่จะไปทาน แต่หลังจากทางเสร็จกองทัพนักกินอย่างเราไม่อิ่มทองตั้งใจไปหาของกินต่อเดินกลับมาทางไปสถานีไชนาทาวน์ เจอร้านลับชาบูหมาล่าเห็นคนในร้านเยอะมั่นใจว่าอร่อยแน่ไม่รอช้าพุ่งตัวเข้าไปสั่งอาหารทันที เราสั่งมาแบบน้ำซุปหมาล่าครึ่งหม้อแบบออริจินัลครึ่งหม้อ ขอเตือนก่อนว่าที่นี้คิดราคาอาหารเป็นถาด และเป็นไม้ไม่ใช่ราคาต่อหัวดังนั้นอย่าวู่วามราคาของแต่ละอย่างไม่เท่ากันที่แพงสุดหนีไม่พ้นเนื้อ เราลองหยิบมาชิมอย่างละไม้ก่อนท้ายสุดจบด้วยกินเป็นถาดคุ้มกว่าเพราะเป็นไม้นี่อย่างต่ำราคา 0.50 SGD ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงสงครามการกินชาบูจบลงด้วยน้ำตาเบาๆ มื้อนี้พันกว่าบาท ซึ่งถือว่ารับได้ ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวันพระเขี้ยวแก้วจบวันนี้ไปด้วยความอิ่มอร่อย เดินข้ามฝั่งมาเลยมาหนึ่งไฟแดงร้านอยู่ซ้ายมือ ลืมจำชื่อร้านมา วันสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดภารกิจหลักของเราเช้านี้ คือ กินติ่มซำ เซิชกูเกิ้ลเจอร้านติ่มซำเจ้าดังในหมู่คนสิงคโปร์และต่างชาติแต่คนไทยอย่างเรายังไม่ค่อยรู้จักมาก เราไปตามหาติ่มซำร้านนี้กัน ชื่อร้าน SWEE CHOON ร้านนี้มีความไฮเทคผสมภายใต้กลิ่นอายของร้านอาหารสไลต์จีนผสมอยู่ หลังจากภารกิจเสร็จสิ้นเราเดินต่อไปยังมุสตาฟาเดินไปเดินมาเที่ยงอีกแล้วนักกินอย่างพวกเราตามหาอร่อยก่อนกลับและเมนูที่พวกเราทานก่อนกลับ คือ บักกุ๊ดเต๋ ร้านนี้ใกล้ที่พักแถวรถไฟฟ้า Bendeermar MRT ออก Exit B เดินมาทางด้านขวา 500 เมตร จะเจอศูนย์อาหารเล็กๆ มีให้เลือกหลายร้าน สำหรับคนที่อยากลองทานหลายๆ อย่าง มาถึงตรงนี้ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว ครั้งนี้ภารกิจหลักคือการตามหาร้านอร่อย ร้านดังให้มากที่สุดเพื่อมาฝากให้คนอื่นๆ ที่สนใจการทานอาหารได้ติดตามกันไปค่ะ หวังว่าทุกคนจะได้ไปตามร้านที่เราเอามาฝากกัน
ทริปพาเที่ยวฮานอย แบบไม่นอย พาชิลล์คาเฟ่ กินอาหารเวียดนาม ไม่ต้องลางานก็ไปได้
พาเที่ยว
เวียดนาม
ทริปพาเที่ยวฮานอย แบบไม่นอย พาชิลล์คาเฟ่ กินอาหารเวียดนาม ไม่ต้องลางานก็ไปได้
เที่ยวฮานอย - ทำงานมาเหนื่อยๆ ใจหนึ่งก็อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากลางานไปหลายวัน คิดได้ดังนั้นจึงนึกถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ที่ใช้เวลาบินไม่นาน หยุดไม่กี่วันก็สามารถเที่ยวได้ครบ ที่สำคัญคือเน้นประเทศที่มีอะไรให้น่าค้นหา แต่ใช้งบประมาณไม่เยอะมาก คิดได้ดังนั้นผลสรุปก็มาตกอยู่ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งในทริปนี้เราเลือกที่จะไป “ฮานอย” เพราะฮานอยค่อนข้างอากาศดี มีเขตเมืองเก่า เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์มากมาย และที่สำคัญมีทั้งคาเฟ่ และร้านอาหารเวียดนามอร่อยๆ เพียบ ทริปนี้เราจึงแพ็คกระเป๋า ซื้อทัวร์เวียดนาม แลกเงิน เตรียมชาร์จแบตกล้องให้พร้อม แล้วก็ไปลุยเที่ยวเวียดนามกันได้เลย จองทัวร์ฮานอย กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) การเดินทางไปเวียดนาม อันที่จริงเวียดนามก็มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปเวียดนามอยู่แล้วทุกวัน ไฟลท์นั้นหาง่ายมาก และที่สำคัญคือราคาไม่แพงเลย สำหรับในทริปนี้เราเลือกที่จะบินกับ Viet Jet Air เพราะเป็นสายการบินประจำชาติเวียดนาม ราคาเบาๆ แบบโลว์คอร์ส บินแปปเดียวไม่ต้องมีเสิร์ฟอาหารบนเครื่องก็ได้ เพราะใช้เวลาไม่นาน แต่ทริปนี้ได้ซื้อกระเป๋าเพิ่ม ไป-กลับ 15 กิโลกรัม แลกเงินไปเที่ยวเวียดนาม ด้วยความที่เวียดนามนั้นมีสกุลเงินเป็นของตนเอง นั่นก็คือเวียดนามดอง (VND) แต่เช็คเรทเงินมาเรียบร้อยแล้ว เราเลยตัดสินใจแลกเงินเป็นดอลล่าร์ไป แล้วไปแลกเงินเวียดนามที่สนามบินโหน่ยบ่าย โดยรวมแล้วได้กำไรกว่าแลกเวียดนามไปนิดหน่อย หากใครสะดวก ก็แลกเงินเวียดนามจากไทยไปก็ได้ Tips: สำหรับซิมการ์ดก็ซื้อที่เวียดนามเช่นเดียวกัน เพราะราคาถูกกว่า เริ่มต้นที่ประมาณ 200 บาทเท่านั้น แต่ว่าให้ถามจำนวนความเร็วอินเตอร์เน็ตให้ดี เพราะคนขายชอบบอกว่าเป็น Unlimited แต่แท้ที่จริงแล้วใช้ความเร็วอินเตอร์เน็ตได้แค่ 2 GB เท่านั้น วันที่ 1 ทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม (Hoàn Kiếm Lake) หลังจากที่เครื่องแลนด์เรียบร้อย ก็เรียกแท็กซี่ หรือใครจะนั่งรถประจำทางก็ได้ ก็แล้วแต่ความสะดวก โดยที่พักรอบนี้ เราเลือกที่จะพักในย่านเมืองเก่าของฮานอย (Old Quarter) เพราะทำเลดี สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ง่ายดาย และด้วยความประหยัดเงิน รอบนี้เราก็เลือกที่จะใช้การเดินเป็นหลัก หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อย ก็เดินมาเรื่อยๆ มายังบริเวณทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม ซึ่งถือว่าเป็นใจกลาง และจุดศูนย์กลางของย่านเมืองเก่านี้ ด้วยความที่วันที่บินมาเที่ยวฮานอยนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดี ซึ่งสังเกตได้ว่าจะมีการปิดถนน ผู้คนมากมาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะออกมาเดินขวักไขว่เต็มถนนไปหมด จะมีการแสดง การละเล่น หรือแม้แต่มีของขายมากมาย นับว่าเป็นการปิดถนนที่มีคนเดินเยอะมาก ทั้งชาวเมือง และนักท่องเที่ยว ช่วยทำให้เมืองมีสีสันมากขึ้นไปอีก ใครที่มาเที่ยวฮานอยตรงกับวันอาทิตย์ ก็อย่าลืมมาเดินถนนคนเดินนี้ดู จะมีการปิดถนนรอบๆ ทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม และบริเวณรอบเมืองเก่า เดินไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ามีของขายรายทางเต็มไปหมด แนะนำเมนูเด็ดของเวียดนาม ที่มาแล้วไม่ชิมก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง นั่นก็คือปอเปี๊ยะทอด ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยมาก ยิ่งตอนที่แม่ค้าเพิ่งทอดมาร้อนๆ กรอบอร่อย ถึงแม้จะอมน้ำมันไปนิด แต่ก็ยังอร่อยอยู่ดี เอาจริงๆ หาชิมอาหารเวียดนามที่ไทยอร่อยๆ แบบนี้ไม่ค่อยจะได้เลย สนนราคาชิ้นละประมาณ 5 บาทเท่านั้น Cong Caphe พามานั่งคาเฟ่ชิคๆ ที่ฮานอย ที่บอกเลยว่าดังมากในเวียดนาม มีสาขามากมาย แต่เท่าที่เห็น เหมือนกับว่าที่ฮานอยนี้จะมีสาขามากเป็นพิเศษ เป็นร้านกาแฟ ที่ไม่ได้มีแค่เมนูเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังมีเมนูสมูทตี้อื่นๆ มากมาย โดดเด่นด้วยการเป็นคาเฟ่ที่มาในธีมทหารเวียดนาม มีความแต่งร้านเป็นโทนสีเขียว - แดง วัยรุ่นเวียดนามก็นั่งกันเยอะอยู่ทีเดียว ความโดดเด่นของคาเฟ่ หรือร้านกาแฟที่เวียดนาม บางร้านเค้าก็มีส่วนที่สามารถดูดบุหรี่กันในร้านได้เลย หรือบางร้านก็จะมีการแยกโซนออกมา ว่าโซนไหนสามารถดูดได้ หรือโซนไหนที่ดูดไม่ได้ บอกเลยว่าใครที่ชอบสูบบุหรี่ แล้วมาเที่ยวเวียดนามรับรองว่าฟิน สำหรับเมนูแนะนำสำหรับคาเฟ่ Cong Caphe แห่งนี้ แนะนำเป็นเมนูกาแฟใส่มะพร้าว รสชาติจะละมุน กลมกล่อม ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่เลยทีเดียว หากใครที่ไม่ดื่มคาเฟอีน เมนูสมูทตี้โยเกิร์ตก็อร่อย Pizza 4P's ขอปิดท้ายค่ำคืนแรกในฮานอย ด้วยร้านพิซซ่า Pizza 4P's เป็นร้านพิซซ่าที่โด่งดังมากในเวียดนาม มีหลายสาขา ทั้งในฮานอย ดานัง หรือว่าโฮจิมินห์เอง สำหรับร้านพิซซ่านี้ แนะนำว่าให้จองล่วงหน้า เพราะคิวยาวมาก นี่ขนาดว่าจองไปตอนเช้า ยังได้คิวที่สามทุ่ม กินเสร็จก็ประมาณเที่ยงคืนพอดี สรุปคืนนี้เดินกลับนะ เพราะว่ารถหมด โดดเด่นที่พิซซ่าโฮมเมด อบด้วยเตาถ่าน จึงทำให้พิซซ่ามีความหอม แนะนำให้สั่งเมนูซิกเนเจอร์ ที่เป็นพาม่าร์แฮม และชีสมอสซาเรลล่าสดที่ทางร้านทำเอง นอกเหนือจากเมนูพิซซ่าของร้านนี้แล้วนั้น เมนูอื่นๆ ก็อร่อย และโด่งดังไม่แพ้กัน อย่างที่เห็นในรูป เราก็ได้สั่งเมนูลาซานญ่าโฮมเมดมาด้วย อร่อยมาก ไม่ค่อยเลี่ยน แล้วที่สำคัญคือสามารถแบ่งกันกินได้หลายคน หรือจะสั่งเมนูสลัดมาก็อร่อย เอาเป็นว่าใครชอบพิซซ่า หรือไม่ชอบกินอาหารเวียดนามต้องไปโดน สนนราคาก็แพงเอาเรื่อง แต่ถ้าแชร์กันก็คุ้มอยู่นะ วันที่ 2 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral) เห็นฟ้าหม่นแบบนี้ ก็เพราะว่าฮานอย เป็นเมืองอากาศค่อนข้างจะมีความแปรปรวนมากอยู่ที่เดียว บางทีก็แดดออก อีกสักพักก็ฝนตก อย่างทริปนี้ฝนตกตอนแดดออกจัดๆ ก็เจอมาแล้ว แต่เอาจริงๆ นี่ก็กลายมาเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของฮานอย ที่เราตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว วันนี้โชคดี เพราะว่าได้มาเที่ยวโบสถ์เซนต์โจเซฟ แล้วทางโบสถ์เปิดให้เข้าชมด้านใน ตอนแรกคิดว่าโบสถ์นี้ไม่เปิดให้เข้าซะแล้ว เพราะข้างนอกโบสถ์ก็ดูเก่ามาก จนคิดว่าไม่มีการประกอบพิธีศาสนาอีกต่อไป แต่จริงๆ แล้วโบสถ์นี้ก็ยังเปิดให้เข้าอยู่ตามปกติ โดยโบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 กันเลยทีเดียว เป็นโบสถ์สไตล์นีโอโกธิค บริเวณรอบๆ โบสถ์จะมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่มากมาย สามารถเดินมาเที่ยวได้ชิลล์ๆ จากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม Xofa Café & Bistro ถัดจากโบสถ์เซนต์โจเซฟ เราก็เดินถัดมาเรื่อยๆ ข้ามผ่านทางรถไฟข้ามมายังร้านคาเฟ่อีกแห่งที่ชื่อว่า “Xofa Café & Bistro” เป็นร้านคาเฟ่สไตล์บ้านที่ตกแต่งด้วยสิ่งของวินเทจ สังเกตได้ว่าเป็นร้านยอดฮิตสำหรับวัยรุ่นฮานอย เพราะถึงแม้จะเป็นช่วงบ่ายๆ แต่ก็มีวัยรุ่นนั่งจิบชาอยู่เต็มร้าน โดยร้านนี้จะไม่ได้ขายเครื่องดื่มเพียงแค่อย่างเดียว จะมีเมนูอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เมนูที่แนะนำก็คือเมนูเค้กต่างๆ เพราะราคาไม่แรง และไม่หวานมากเท่าไหร่นัก มีเมนูเค้กให้เลือกมากมายหลายสิ่ง อยากแนะนำว่าหากใครที่กำลังมองคาเฟ่ชิลล์ๆ นั่งได้เรื่อยๆ บรรยากาศสบายๆ เครื่องดื่มรสชาติดี ราคาไม่แรงมาก ร้านถ่ายรูปสวย แนะนำคาเฟ่นี้เลย หลังจากนั่งคาเฟ่เสร็จ ก็ได้เวลาเดินออกมาเรื่อยๆ จนถึงทางรถไฟ เป็นจุดหมายปลายทางต่อไปของเรา เพราะในทุกๆ วันจะมีนักท่องเที่ยวมากมาย เดินทางมายังทางรถไฟนี้ เพื่อรอคอยรถไฟ… วิ่งผ่านรางรถไฟแคบๆ ที่บอกเลยว่าเป็นอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะคุณจะได้เห็นรถไฟแบบใกล้ชิด วิ่งผ่านหน้าไปเพียงระยะเวลาในเสี้ยววินาที สุดท้ายแล้วรถไฟที่เรากำลังรอคอยก็มา หากดูในรูปจะเห็นว่ามีผู้คนมากมายยืนรอต่อแถวเพื่อถ่ายรูปรถไฟ ตอนแรกเราก็คิดว่ามันจะสักเท่าไหร่กันเชียว แต่พอรถไฟผ่านหน้าไปจริงๆ กับยืนงง หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายแทบไม่ทัน เป็นอีกมุมหนึ่งของฮานอย ที่เราอยากจะแนะนำ เพราะคิดว่าหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ ใครกำลังหามุมถ่ายรูปสวยๆ ในฮานอย แนะนำปักหมุดเอาไว้ได้เลย Hanoi Food Culture หลังจากถ่ายรูปรถไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงมื้อเย็นของวันนี้ เราก็ได้เสาะหามาว่ามีร้านอาหารเวียดนามรสชาติดี ติดอันดับใน Trip Advisor แล้วก็ยังราคาไม่แพง ก็เลยลองเดินมาดู เป็นร้านอาหารเวียดนามแบบโลคอล ชื่อว่า “Hanoi Food Culture” ที่ทางร้านเคลมว่า รสชาติอาหารจะเป็นแบบอาหารเวียดนามดั้งเดิม เป็น Authentic Vietnam ที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนฮานอย เมนูอาหารของร้านนี้ ก็จะมีเมนูอาหารเวียดนามทั่วไป แต่ก็จะมีเมนูแนะนำทั่วไป รสชาติก็ขอบอกว่าประทับใจ เพราะว่ากินง่าย รสชาติไม่จัด หรือว่ากินยากจนเกินไป ใครที่ไม่เคยกินอาหารเวียดนามมาก่อน ก็สามารถกินได้เช่นกัน ในส่วนของหน้าตาก็จัดมาสวยงาม น่ารับประทานเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบราคาแล้วก็ถือว่าคุ้มค่า แนะนำให้สั่งปอเปี๊ยะทอด 3 อย่าง ที่จะถูกจัดมาเป็น 3 สไตล์ และเมนูกุ้งพันอ้อย วันที่ 3 วัดจั่วเตริ่นกว๊อก (Chua Tran Quoc) เปิดเช้าวันที่ 3 มาด้วยที่เที่ยวอีกหนึ่งแห่ง ที่ขอบอกเลยว่าเราพยายามที่จะมาหลายวันแล้ว แต่วัดปิด สงสัยเหมือนกันว่าทำไมปิด ทั้งๆ ที่ใน Google ก็บอกว่าเปิด แนะนำว่าใครที่อยากมาเที่ยววัดนี้ ให้หาข้อมูลมาดีๆ ก่อน ไม่งั้นอาจจะเดินมาเก้อ โดยความน่าสนใจของวัดนี้ คือเป็นวัดที่เก่าแก่มากๆ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโฮไต (Ho Tay) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 545 เรียกได้ว่าเก่าแก่ จนล้มสถิติบางวัดไปได้เลย ความโดดเด่นของวัดจั่วเตริ่นกว๊อก (Chua Tran Quoc) ก็คือเจดีย์สีชมพู ที่มีความงดงาม ตามสถาปัตยกรรมแบบจีน มีความสูงมากถึง 15 เมตร ที่สามารถมองเห็นเด่นมาแต่ไกล โดยวัดเตริ่นกว็อก ก็ยังคงมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และมีชาวเวียดนามเดินทางมาทำบุญที่วัดนี้มากมาย Trill Bistro เป็นคาเฟ่อีกหนึ่งคาเฟ่ที่แนะนำให้มากับ “Trill Bistro” เพราะว่าเป็นคาเฟ่ที่ถ่ายรูปสวยมาก เห็นทางเข้าก็ยังเฉยๆ พอเดินเข้ามาบอกเลยว่าตะลึง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวเวียดนามมากมาย ถึงนิยมมาถ่ายรูปกันที่คาเฟ่แห่งนี้ ถึงขนาดที่เค้าห้ามถ่ายรูปภายในคาเฟ่เลยทีเดียว เพราะว่าถ้าหากอยากถ่าย ก็ต้องเสียเงินไงละจ๊ะ แต่ด้วยความมึนของเราก็ถ่ายมาหลายรูปอยู่ แนะนำว่าใครเป็นสายถ่ายรูป หรือว่าเป็นสายอินสตราแกรมเมอร์นั้นไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีมุมถ่ายรูปเยอะมากจริงๆ แถมเมนูอาหารในร้านก็รสชาติดี มีเครื่องดื่มให้สั่งเยอะ ใครที่อยากหาคาเฟ่มานั่งกินกาแฟแบบชิลล์ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ หรือเน้นการถ่ายรูปเป็นหลัก บอกเลยไม่ผิดหวังแน่นอน เซฟไว้ในลิสต์คาเฟ่ฮานอยที่ไม่ควรพลาดด่วน! ปิดท้ายด้วยเมนูโลคอลแบบสุดๆ เรียกได้ว่านั่งยองกินกันเลยทีเดียว แต่เห็นร้านเล็กๆ แบบนี้ แต่น่ากิน อร่อย และราคาคุ้มค่าเกินคาด ทั้งหมดนี้ราคาประมาณ 50 บาทเท่านั้น แต่ให้เยอะมากๆๆ เมนูนี้ก็อารมณ์ประมาณปากหม้อญวน เป็นแป้งนิ่มๆ เหมือนกับปากหม้อเลย แต่ไส้นั้นจะเป็นไส้คาว มีหมูสับ เห็ด และผักอีกหลายชนิด เวลากินก็ให้จิ้มน้ำจิ้มสีน้ำตาลที่อยู่ในถ้วย มีเหมือนหมูยอ และผักแหนมมา บอกเลยว่าเอาคะแนนไปเต็ม 10 รีบกินรีบเสร็จ เพราะต้องรีบไปสนามบิน ถึงเวลาบินกลับบ้านแล้ว เรียกได้ว่า 3 วัน 2 คืนที่ผ่านมา สำหรับการเที่ยวฮานอยนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีเกินคาด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปเที่ยวในอีกหลายที่เที่ยวฮานอยที่แพลนมาก่อนหน้านี้ แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว กับงบประมาณที่เสียไป แค่หลักพันเท่านั้น แต่สิ่งได้รับกลับมา สอนให้รู้ว่าไม่ใช่การไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นการชื่นชม และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตระหว่างทางต่างหาก เรื่องและภาพ https://www.flymetothemar.com https://www.facebook.com/flymetothemarsss/
หนึ่งปีมีครั้งเดียว รวม 20 เทศกาลดอกไม้ทั่วโลก ที่สาวๆ ต้องไปถ่ายรูป
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
หนึ่งปีมีครั้งเดียว รวม 20 เทศกาลดอกไม้ทั่วโลก ที่สาวๆ ต้องไปถ่ายรูป
ช่วงนี้ในฟีดเฟสบุ๊กเพื่อนจะเช็กอิน ถ่ายรูปทุ่งดอกไม้เยอะหน่อย ทั้งที่เที่ยวทุ่งดอกไม้ต่งประเทศ หรือแม้แต่ถ่ายรูปที่เที่ยวดอกไม้ในไทยเองก็เยอะ เพื่อไม่ให้การเที่ยวถ่ายรูปในช่วงเทศกาลดอกไม้เสียเวลา ทัวร์ครับ (Tourkrub) รวมมาให้แล้ว กับ 20 สถานที่เที่ยวชมเทศกาลดอกไม้ทั่วโลก รับรองว่าไปเที่ยวแล้ว ได้รูปสวยๆ กลับมาแน่นอน จองทัวร์เที่ยวต่างประเทศ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 20 ที่เที่ยว เทศกาลดอกไม้ 1.ม่อนแจ่ม เชียงใหม่ มาถึงสถานที่แรกกันเลย สำหรับบ้านเราอย่าง ม่อนแจ่ม ที่เที่ยวภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่เต็มไปด้วยดอกไม้บานเต็มพื้นที่ดอยพร้อมวิวบรรยากาศภูเขาและทะเลหมอก ชวนให้คุณหลงใหลในบรรยากาศ ช่วงที่ดอกไม้จะบานจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์รับรองว่าเมื่อคุณได้มาสัมผัสแล้วคุณจะหลงรักที่แห่งนี้ทันที 2.ทุ่งบัวตอง แม่ฮ่องสอน เรายังอยู่ที่ประเทศไทย สถานที่ยอดฮิตของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่างทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ สถานที่ชมเทศกาลดอกบัวตองที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีดอกไม้สีเหลืองเยอะแยะมากมายทำให้คุณเหมือนหลุดเข้าไปในหนังนิยายกันเลย ชวนให้ตกตะลึงกับความสวยของดอกบัวตองที่เหลืองงดงาม มองไปทางไหนก็มีแต่สีเหลืองพร้อมวิวบรรยากาศภูเขาอากาศเย็นสบาย แต่เทศกาลดอกบัวตองจะมีแค่ช่วงเดียวเท่านั้นคือช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้องรีบกันหน่อยแล้วสำหรับใครที่อยากชมเทศกาลดอกบัวตอง 3. Hitachi Seaside Park ญี่ปุ่น มาถึงประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง เป็นสถานที่ชมดอกไม้อยู่ในเมืองฮิตาชินากา จังหวัดอิบารากิ ที่ตั้งอยู่ติดทะเลสาบขนาดใหญ่ เป็นทุ่งดอกไม้ที่เปลี่ยนตามฤดูกาล มีต้นทิวลิปมากกว่า 250,000 ต้น พรมสีฟ้าอ่อนของดอกเนโมฟีลาประมาณ 450,000 ต้นและยังมีช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ดอกไม้ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แค่นึกภาพก็ชวนคุณหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปกันแล้ว ช่วงเหมาะแก่การมาเยือนสถานที่แห่งนี้คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมและฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่กันยายนถึงตุลาคม 4. Farm Tomita ญี่ปุ่น มาถึงสถานที่อันโด่งดังอย่าง Farm Tomita ฟาร์มแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนาคะฟุราโน่ จังหวัดฮอกไกโดไฮไลท์ของที่แห่งแห่งนี้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์สีรุ้งที่มีชื่อเสียงเคยได้ไปลงในนิตยสารมากมาย ความงดงามของที่นี่ทำให้ได้รับความสนใจจากเหล่านักท่องเที่ยวอย่างมาก ช่วงเวลาที่ควรมาคือตั้งแต่ปลายมิถุนายนถึงต้นสิงหาคม แต่เราขอแนะนำช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือกลางกรกฎาคม 5. Fuji Shibazakura Festival ญี่ปุ่น ไม่พูดถึงสถานที่แห่งนี้คงไม่ได้เลยสำหรับเทศกาลงาน Fuji Shibazakura Festival เป็นเทศกาลประจำปีของประเทศญี่ปุ่น การชมดอกไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชิบะซากุระ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเหนือที่มีขนาดเล็กมีทั้งสีชมพู แดง ม่วง และขาว รวม 7 ชนิด กว่า 800,000 ดอก ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบโมโตสุ 1 ใน 5 ทะเลสาบที่ล้อมรอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งแน่นอนว่าวิวภายหลังของงานคงหนีไม่พ้นแลนด์มาร์คของประเทศญี่ปุ่นอย่าง ภูเขาไฟฟูจิ ยิ่งทำให้บรรยากาศของงานนี้ชวนให้คุณหลงใหลเข้าไปอีก ช่วงที่ควรมาสัมผัสกับเทศกาลดอกไม้คือช่วงตั้งแต่กลางเมษายนถึงพฤษภาคม 6. Mt. Yoshino ญี่ปุ่น มาถึงสถานที่ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแสวงบุญบนเทือกเขาคิอิ นั่นคือภูเขาโยชิโนะตั้งอยู่ในจังหวัดนารา ยังเป็นจุดที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น มีต้นซากุระประมาณ 30,000 ต้น ทำให้ภาพที่ออกมาคือทั้งภูเขามีแต่ซากุระบานพร้อมกับอากาศที่เย็นสบายชวนให้คุณหลงใหลจนไม่อยากกลับกันเลย และยิ่งไปกว่านั้นในช่วงค่ำจะมีการประดับประดาไฟบนต้นไม้ทำให้เกิดความสวยงามอย่างมาก ใครที่ต้องการไปสัมผัสกับเทศกาลดอกซากุระบานควรไปช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายน 7. Gwangyang เกาหลีใต้ เทศกาลชมดอกแอปริคอต หรือที่เกาหลีเรียกว่า เมฮวา หนึ่งในเทศกาลดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิของจังหวัดชอลลานัมโด ซึ่งสามารถมองเห็นดอกแอปริคอตและยังได้สัมผัสบรรยากาศภูเขาและแม่น้ำชอมจิน 1 ใน 4 แม่น้ำที่สำคัญของเกาหลีใต้ บริเวณหมู่บ้านชอมเจิน เป็นสถานที่ที่มีดอกแอปริคอต มากที่สุดในเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถชมเทศกาลดอกแอปริคอตยาวระยะทาง 5 กิโลเมตร ยาวมากจริงๆ สำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปเราขอแนะนำช่วงปลายมีนาคมของทุกปี 8. Jeju Canola Flower Festival เกาหลีใต้ ยังอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ พาชมดอกคาโนลาสัญลักษณ์ของเกาะเชจู เป็นสถานที่เต็มไปดอกดอกคาโนลาเมื่อมาถึงช่วงเวลาที่ดอกคาโนลา บาน จะทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้สีเหลืองพร้อมกับวิวทะเลกว้างใหญ่ล้อมเกาะ ยิ่งทำให้เป็นสนใจของเหล่านักท่องเที่ยวจำนวนมากอีกทั้งในงานยังมีการทำมงกุฎดอกยูแช ทำอาหาร ขี่ม้ารอบสวน และสิ่งที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับยูแชกิมจิ ซิกเนเจอร์ของร้านอาหารบนเกาะเชจู สำหรับช่วงเวลาที่ควรมาในเทศกาลชมดอกคาโนลานั้นคือช่วงเมษายนของทุกปี 9.เทศกาลชมดอกพ็อตโกต เกาหลีใต้ มาต่อกันที่เทศกาลชมดอกพ็อตโกตสีชมพูและสีขาว ที่ผลิบานมากกว่า 1,000 ต้น บริเวณทะเลสาบชองพุง เมืองเจชอน จังหวัดชุงชองบุกโด นอกจากบรรยากาศที่ชวนให้หลงใหลแล้วยังมีนิทรรศการและการแสดง สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลยเมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้นั่นคือกระโดดบันจี้จัมพ์ สร้างความท้าทายแล้วเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่หรือจะเป็นการไปชมมรดกวัฒนธรรม Cheongpung Cultural Heritage Complexช่วงเวลาที่ควรมาคือช่วงเมษายนของทุกปี 10. Yangmingshan National Park ไต้หวัน ประเทศไต้หวัน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนเดินทางมาชมเทศกาลดอกคาลลาลิลลี่ สำหรับใครที่ชื่นชอบธรรมชาติและดอกไม้คงไม่มีใครจะพลาดงานนี้อย่างแน่นอนนอกจากจะได้เดินชมดอกไม้แล้วยังได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศโดยรอบที่มีทั้งภูเขา น้ำตก และน้ำพุร้อน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาคือช่วงปลายมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี 11. Rapeseed Fields in Luoping จีน ไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับประเทศจีนที่มีสถานที่ชมดอกไม้จำนวนมาก แต่นิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเทศกาลชมดอกเรพซีดที่เบ่งบานทั่วเมืองโหลวผิง มณฑลยูนนาน รับรองได้เมื่อคุณได้เดินทางมาสัมผัสกับดอกไม้สีเหลืองเต็มพื้นที่อันกว้างใหญ่จะทำให้คุณตะลึงไปกับความสวยงามของธรรมชาติเหล่านี้ และยังชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามตัดกับท้องทุ่งสีเหลือง แค่จินตนาการก็เกินจะบรรยายแล้วสิ ช่วงที่ควรมาคือช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 12. Luoyang Peony Festivalจีน เมื่อเดินมาถึงประเทศจีน คงไม่อยากพลาดที่จะไปชมหนึ่งในดอกไม้สัญลักษณ์ของจีนที่มีมากกว่า 1,200 สายพันธุ์ ที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ทางตอนเหนือของจีน เป็นจุดที่มีดอกโบตั๋นที่ขึ้นชื่อว่าปลูกได้สวยงามที่สุด จุดที่เหล่านักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางไปชมดอกโบตั๋นนั้นคือสวนหวางเฉิง หรือสวนดอกไม้แห่งชาติจีน และงาน Luoyang National Peony Garden สวนขนาดใหญ่ ชาวจีนเชื่อว่า“ยามเมื่อดอกโบตั๋นบานแล้ว จะมีดอกอื่นใดกล้าเทียบเคียง” ทำให้เทศงานเป็นเทศกาลที่สำคัญของชาวจีนกันเลย ช่วงเวลาที่ควรไปคือช่วงเมษายนของทุกปี 13. Hallerbos Bluebells Forest เบลเยียม มาถึงฝั่งยุโรปกันบ้างอย่างประเทศเบลเยียม ที่ขึ้นชื่อเรื่องมีธรรมชาติที่งดงามอีกประเทศนึง พาไปชมเทศกาลดอกบลูเบลล์สีน้ำเงินอมฟ้า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงบรัสเซลส์บนเนื้อที่กว่า 5 ล้านตารางเมตร แน่นอนว่าดอกบลูเบลล์เปรียบเสมือนราชินีของฝืนป่ากันเลย ยามพระอาทิตย์สาดส่องลอดผ่านใบไม้จากต้นไม้ใหญ่กระทบกับดอกไม้ชวนให้ฝัน ช่วงที่ควรมาคือในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนเมษายน 14. Keukenhof เนเธอร์แลนด์ มาถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ มีสถานที่ชื่อดังเรื่องการปลูกทิวลิปที่ใหญ่และสำคัญของเนเธอร์แลนด์ ณ เมืองลิซเซ่ ใกล้กับกรุงอัมสเตอร์ดัม มีดอกไม้กว่า 7,000,000 ดอก บนพื้นที่กว่า 320,000 ตารางเมตรซึ่งไฮไลท์ที่นี่คงหนีไม่พ้นการแสดงดอกทิวลิปที่ถูกจัดแต่งได้อย่างลงตัว มีความสวยงามตระการตา และยังมีการจัดแสดงการประกวดความสวยงามอีกด้วยช่วงที่ควรมาสัมผัสคือช่วงกลางมีนาคมถึงกลางเมษายน และยังเปิดให้เข้าชมในช่วงเทศกาลสำคัญประจำปีอย่าง Castlefest, Ladies Winternight และ Christmas 15. Lavender in Provence ฝรั่งเศส มาถึงดินแดนน้ำหอมกันบ้าง อย่างประเทศฝรั่งเศส ที่มีดินแดนที่ชวนฝันนั้นคือโพรวองซ์ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากคงจะเป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงที่บานสะพรั่งสุดลูกหูลูกตา แค่นี้ก็ชวนให้คุณอยากหยิบกระเป๋าแล้วเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสแล้ว สถานที่แห่งนี้มีความสวยงามอย่างและยังมีกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณนั้น อีกทั้งยังสามารถช้อปปิ้งสินค้าไม่ว่าจะเป็นครีมอาบน้ำ โลชั่น ลิปสติก เทียนหอม ชวนให้คุณเอากลับไปฝากคนที่รักได้อีกด้วย ช่วงเวลาที่ดอกลาเวนเดอร์บานคือช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม 16. Bachalpsee Lake สวิสเซอร์แลนด์ ใครที่ชื่นชอบวิวภูเขา ทะเลสาบขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นเส้นทางจากเมืองกรินเดลวาลด์สู่ทะเลสาบบัคสัปป์สีมรกตที่สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกคาโนลาสีเหลืองอร่ามตา พร้อมกับวิวภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวและทะเลสาบสีมรกต ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาสัมผัสความความสวยงามเป็นจำนวนมากเปรียบเสมือนอยู่บนสวรรค์กันเลย การเดินทางที่ได้รับกลิ่นอายธรรมชาติอย่างแท้จริงที่ไม่ควรพลาด ช่วงที่ควรมาช่วงกลางถึงปลายกรกฎาคม 17. Antelope Valley California Poppy Reserve สหรัฐอเมริกา มาถึงเทศกาลดอกไม้ในสหรัฐอเมริกา เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่นี่มีดอกไม้เบ่งบานตามเส้นทางยาวกว่า 12 กิโลเมตร บน Antelope Valley California Poppy Reserve ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ดอกป๊อปปี้ ซึ่งดอกป๊อปปี้เป็นดอกไม้ประจำรัฐแคลิฟอร์เนีย แน่นอนว่าชาวพื้นเมืองจะให้ความสำคัญกับเทศกาลทำให้มีการจัดงานต่างๆ ต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงที่ควรมาชมดอกไม้คือตั้งแต่มีนาคมถึงพฤษภาคม 18. Lake Tekapo นิวซีแลนด์ บนเกาะทางใต้ของนิวซีแลนด์ มีดอกลูพินสีสันสดใสเบ่งบานอยู่รอบทะเลสาบเทคาโปสีเทอร์ควอยซ์ เป็นอีกหนึ่งที่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อชมความงดงามของดอกลูพิน เรียกได้ว่าเป็นดินแดนสวรรค์ของใครๆ หลายคนช่วงเวลาที่ควรมาคือช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคม 19. Tulip Festival อินเดีย กลับมาที่เอเชียกันบ้างอย่างประเทศอินเดียที่มีเทศกาลทิวลิปใหญ่ที่สุดในเอเชีย ถูกจัดขึ้นที่มืองศรีนาคาแห่งรัฐชัมมูและแคชเมียร์ เจ้าภาพจัดงานเทศกาลรำลึกอินทิรา คานธี บริเวณสถานที่นั้นมีภูเขาและทะเลทำให้บรรยากาศของงานเข้ากันอย่างลงตัว โดยในสวนแห่งนี้มีทิวลิปมากกว่า 2 ล้านดอก 46 สายพันธุ์แค่คิดก็ทำให้อยากลองไปสัมผัสกับสถานที่แห่งนี้แล้วสิ ช่วงที่ควรมาคือช่วงเดือนเมษายน 20. Red Lotus Lake ประเทศไทย ปิดท้ายด้วยสถานที่ที่หลายคนคงรู้จักกันดีที่บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในประเทศของเรานี่เอง ผืนน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ หนึ่งในสถานที่เที่ยวอันซีนไทยแลนด์ ที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมความงดงามของดอกบัว พร้อมกับบรรยากาศในการนั่งเรือชมดอกบัวใกล้ๆ หรือจะเป็นการถ่ายภาพพร้อมทุ่งดอกบัวกำลังเบ่งบานก็ทำให้คุณได้ฟินกันแล้ว ช่วงที่ดอกบัวกำลังบานคือช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ โดยดอกบัวแดงจะบานในช่วงเช้าตรู่ 05.00 น. จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. 20 สถานที่ชมดอกไม้ทั่วโลก เป็นไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ใครมีแพลนไปไหนกันบ้าง ช่วงเทศกาลดอกไม้บานแบบนี้ถ้าไม่ได้ไปไหนคงเสียดายแย่ อยากถ่ายรูปสวยๆ ท่ามกลางดอกไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา ก็ไปเที่ยวได้เลย ทัวร์ครับ รวมไว้ให้แล้ว มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020
พาเที่ยว
ไต้หวัน
อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020
เกาะขนาดไม่ใหญ่แต่น่าสนใจด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายและอัดแน่นเต็มพื้นที่เกาะ กับพิกัดสุดชิคโดน ๆ ของวัยรุ่น วัยทำงานแนว ๆ อย่างไต้หวัน ที่น่าปักหมุดเป็นอย่างมากด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ในพื้นที่อากาศหนาว ๆ ลมเย็นสบายตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเดินทางสะดวกสบายเพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยนัก ว่าแล้วปี ที่จะถึงนี้ ไต้หวันต้องเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่ต้องโดนเช็คอินไปเที่ยวกันสักครั้ง แต่ไปที่ไหนชิคแวะที่ไหนฮิปบ้างล่ะก็ ต้องตามมาทางนี้กับ “อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020” ส่วนสายชิลล์ผู้เน้นความสะดวกสบายและเพียบพร้อมที่รักการเดินทาง และอยากไปเช็คอินที่ไต้หวันกันบ้าง ลองมาดูทัวร์ไต้หวันกันก่อนได้ที่นี่เลย >> ทัวร์ไต้หวัน เริ่มต้นเพียง 9,999 บาท 1.ตึกไทเป 101 เริ่มที่พิกัดแลนด์มาร์คอันเป็นไฮไลท์ที่สุดของเมืองกันก่อนแลยดีกว่าที่ ตึกไทเป 101 (Taipei 101) กับตึกที่มีความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งตั้งเด่นตระหง่านอวดความสูงเสียดฟ้าใจกลางกรุงไทเป ที่ระดับความสูงถึง 509 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของอาคารที่มีจำนวน 101 ชั้นตามชื่อตึก ไทเป 101 โดยมีทีเด็ดสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่ชั้น 91 ซึ่งเปิดเป็นจุดชมวิวเมืองไทเปมุมสูงแบบพาโนราม่า 360 องศาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง พิกัด : Taipei 101 2.ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฮัวซาน 1914 ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฮัวซาน 1914 (Huashan 1914 Creative Park) พิกัดท่องเที่ยวร่วมสมัยฮิป ๆ ซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารเก่าแก่ดั้งเดิมสไตล์ยุโรป ในอดีตเคยเป็นโรงงานผลิตไวน์และบุหรี่ขนาดใหญ่ ที่ถูกทิ้งร่างเอาไว้นานนับ 10 ปีมาก่อน จนได้รับการบูรณะปรับปรุงให้เป็นพื้นที่แห่งการครีเอทีฟแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ไปจนถึงคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าแนวคราฟต์อีกด้วย โดยมีกิมมิคอยู่ที่อาคารสีเขียวซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งหลัง พิกัด : Huashan 1914 Creative Park 3.เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น ดื่มด่ำกับความร่วมสมัยกันไปแล้ว ก็ไปกับต่อให้สุดกับพิกัดเที่ยวที่ต่อไปที่ เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น (Jiufen) เมืองเก่าแก่เล็ก ๆ ริมภูเขาในเขตเมืองนิวไทเป ซึ่งเป็นหนึ่งแลนด์มาร์คสุดฮอตอันเป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวไต้หวัน กับสถาปัตยกรรมเก่าแก่แบบจีนดั้งเดิมทรงเสน่ห์และมีมนต์ขลังน่าหลงใหล ของหมู่อาคารไม้โบราณที่ตั้งเรียงรายไล่ระดับตามแนวไหล่เขา ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงเก๋ ๆ แบบจีน บนทำเลที่ตั้งสุดปัง รายล้อมด้วยทัศนียภาพสวย ๆ วิวภูเขาสีเขียวสบายสายตา และอากาศดี ๆ สุดชิลล์ ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว พิกัด : Jiufen 4.ท่าเทียบเรือบริเวณปากแม่น้ำตั้นสุ่ย ย้ายออกจากพิกัดธรรมชาติแสนสงบ มาสู่เมืองท่าทางตอนเหนือของไต้หวันสุดคึกคักรักในเขตเมืองนิวไทเปกันบ้าง กับท่าเทียบเรือบริเวณปากแม่น้ำตั้นสุ่ย (Tamsui Fisherman's Wharf) ท่าเทียบเรือริมทะเลในบรรยากาศสุดชิลล์ และทัศนียภาพแสนโรแมนติกของอาคารสไตล์ยุโรปริมท้องทะเลกว้าง อีกหนึ่งจุดชมวิวธรรมชาติยอดนิยมของทั้งชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยว โดยมีทีเด็ดอยู่ที่สะพานโค้งสีขาวรูปร่างคล้ายใบของเรือใบ ที่ทอดตัวโดดเด่นสะดุดตาแข่งกับบรรยากาศน่าประทับใจ พิกัด : Tamsui Fisherman's Wharf 5.ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่เดอะ เพียร์-2 อาร์ต เซ็นเตอร์ ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่เดอะ เพียร์-2 อาร์ต เซ็นเตอร์(The Pier-2 Art Center) พิกัดท่องเที่ยวชิค ๆ สไตล์วัยรุ่นสุดฮิปในเมืองเกาสง ซึ่งเดิมทีเป็นโกดังเก่าใกล้กับท่าเรือ ที่ถูกนำมาประยุกต์ดัดแปลงใหม่ให้ไฉไลขึ้นด้วยการนำภาพวาดบนฝาผนังแนวสตรีทอาร์ตสีสันสดใส ดูแปลกตามาเป็นจุดดึงดูดสายตา ทั้งยังปรับการใช้พื้นที่ให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยกลางแจ้ง แล้วนอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ และศูนย์รวมคาเฟ่ ร้านอาหาร เก๋ ๆ อีกด้วย พิกัด : The Pier-2 Art Center 6.ถนนโบราณซานเสีย มาดื่มด่ำบรรยากาศสุดคลาสสิคที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็ฯอย่างดีของตึกเก่าแก่โบราณอายุนับ 100 ปีของอาคารพานิชย์ก่ออิฐว์แนวสีน้ำตาล – แดงสไตล์บาโรก แบบ British – Chinese ยุค 1900 บนถนนโบราณซานเสีย (Sanxia Old Street) ความยาวกว่า 250 เมตร ที่ได้รับการประยุกต์ปรับปรุงให้กลายเป็นพิกัดกิน เที่ยว ช้อป สุดน่าประทับใจ โดยมีของกินต้องห้ามพลาดของถนนสายนี้ ซึ่งได้แก่ ครัวซองต์ท้องถิ่น หรือขนมเขาควาย พิกัด : Sanxia Old Street 7.หมู่บ้านฟอร์โมซาน อะบอริจิน หมู่บ้านฟอร์โมซาน อะบอริจิน (Formosan Aboriginal Culture Village) ศูนย์วัฒนธรรมและสวนสนุกในเขตเมืองหนานโถว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบสุริยันจันทรา กับธีมพาร์คสไตล์ชนเผ่าพื้นเมืองของไต้หวัน ที่นอกจากให้ความสนุกสนานผ่านโซนทั้ง 5 ของสวนสนุก อันได้แก่ European Gardens สวนยุโรปกลางหุบเขา, The Aladdin Plaza, The Aboriginal Villages การแสดงโชว์ของตนพื้นเมือง, Amusement Isle และ Ti Ka Er Rainforest ยังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับชาวเผ่าพื้นเมืองของไต้หวันอีกด้วย พิกัด : Formosan Aboriginal Culture Village 8.ทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) พิกัดทัศนียภาพสุดปัง วิวอลังการของไต้หวัน ซึ่งเป็นพื้นที่เช็คอินท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของไต้หวัน กับแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์บริเวณตอนกลางของไต้หวัน ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดของไต้หวัน ตั้งอยู่ในเขตเมืองหนานโถว ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบมีลักษณะคล้ายพระอาทิตย์ ฝั่งตะวันตกมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ จึงเป็นที่มาของชื่อ ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) พิกัด : Sun Moon Lake 9.ป่าสงวนแห่งชาติอาลีซาน ยังคงไปต่อกับแลนด์มาร์คทางธรรมชาติสวย ๆ ของไต้หวันกันที่ ป่าสงวนแห่งชาติอาลีซาน (Alishan National Forest Recreation Area) พื้นที่ป่าฝนดิบชื้นโบราณอายุนับพันปี กับพิกัดสีเขียวของป่าไม้และขุนเขา อันชุ่มชื้น เขียวขจี ที่มีทัศนียภาพแบบป่าฝนอันชุ่มชื้น สลับกันกับสายหมอกสีขาวลอยหนาล้อแนวยอดไม้ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นหนึ่งในพิกัดเที่ยวสายธรรมชาติตัวท็อป ๆ ในไต้หวัน โดยเฉพาะสำหรับคนรักผืนป่าและขุนเขา พิกัด : Alishan National Forest Recreation Area 10.อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน ปิดท้ายกับกับที่เที่ยวทางธรรมชาติสวย ๆ ของไต้หวันแห่งสุดท้ายที่ อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน (Yangmingshan National Park) อุทยานแห่งชาติบนพื้นที่ของภูเขาไฟเก่าแก่ทางตอนเหนือของเมืองนิวไทเป กับทัศนียภาพสุดอลังการสะกดทุกสายตาของทุ่งดอกหญ้าสไตล์ญี่ปุ่นสีขาวละมุน ที่พากันออกดอกสะพรั่งไปทั่วท้องขุนเขา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสบายตลอดทั้งปี และท้องฟ้าสีสด นอกจากทุ่งหญ้าสวย ๆ บนยอดเขา ที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ อยู่อีกหลายจุด โดยเฉพาะแหล่งน้ำพุสุดผ่อนคลาย ซึ่งเป็นพิกัดฮอตในช่วงฤดูหนาวของที่นี่ พิกัด : Yangmingshan National Park ครบกันแล้วกับ “อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020” ที่ต้องบอกว่าถ้าไปไต้หวันปี 2020 แล้วเช็คอินครบพิกัดทั้ง 10 แห่งตามที่แนะนำไปแล้วล่ะก็ รับรองว่าทั้งชิคทั้งฮิป อินเทรนด์สุด ๆ แน่นอน ทัวร์ไต้หวัน เริ่มต้นเพียง 9,999 บาท คลิกเลย!
ตะลุยสุดขอบเอเชียกับ 10 ที่เที่ยวจอร์เจีย ไปแล้วไม่เสียใจ
พาเที่ยว
จอร์เจีย
ตะลุยสุดขอบเอเชียกับ 10 ที่เที่ยวจอร์เจีย ไปแล้วไม่เสียใจ
หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยมีข้อมูลเรื่องประเทศจอร์เจียสักเท่าไร แต่บอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์ที่เหล่านักเดินทางต้องไม่พลาดและต้องไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต!! สำหรับใครที่สนใจจะเดินทางไปท่องเที่ยวจอร์เจีย ทัวร์ครับ (Tourkrub) พร้อมมาแนะนำ 10 ที่เที่ยวในจอร์เจีย ให้นักเดินทางที่ชอบเรื่องราวใหม่ๆ ตามกันไปดูว่าจอร์เจียร์น่าเที่ยวแค่ไหน จองทัวร์จอร์เจียร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 ที่เที่ยวจอร์เจีย 1. Gudauri Ski Resort มาเริ่มกันที่แรก กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวที่หลงใหลในการเล่นสกีหิมะ ประเทศจอร์เจียนั้นตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาคอเคซัส ทำให้สถานที่แห่งนี้มีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง กระจายไปทั่วประเทศ แต่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็ต้องยกให้เมือง Stepantsminda ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาคอเคซัสที่มีความสูงมากกว่า 2,200 เมตร ยิ่งเป็นบริเวณ Gudauri Ski Resort จะมีลานสกีขนาดใหญ่และยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเอาเป็นว่าเหมือนคุณได้ไปพักผ่อนพร้อมมีกิจกรรมสนุกๆ ให้คุณได้เล่นคลายเครียด แค่นี้ก็คุ้มสุดๆ แล้ว 2. Gergeti Trinity Church สำหรับใครที่ชื่นชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณคงไม่อยากจะพลาดที่จะไปชมความสวยงามของโบสถ์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจอร์เจียตั้งอยู่บนภูเขาสูงกว่า 2,170 เมตร ภายใต้ยอดเขา Kazbegi ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Gergeti ในเมือง Stepantsmindaโดยตัวโบสถ์นั้นสร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 เป็นคริสตจักรที่ผสมผสานแบบออร์ทอดอกซ์ และ Apostolic Church แน่นอนว่าต้องมีความสวยงามแต่ยังไม่ลืมความคลาสสิคแถมยังได้วิวภูเขาทางด้านหลังชวนให้คุณได้หลงไหลอย่างแน่นอน เตรียมกล้องในมือคุณไว้ให้ดีแล้วเก็บความประทับใจไปฝากคนที่บ้านกัน 3. Gelati Monastery มาเที่ยวจอร์เจียสถานที่ๆ เราจะพลาดไม่ได้นั่นก็คือสถาปัตยกรรมเก่าแก่อย่าง โบสถ์เกอลาติ ที่ปัจจุบันได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1106 ในช่วงยุคทองของเศรษฐกิจและการเมืองของจอร์เจียเลยก็ว่าได้ ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ทุกวันก็ยังสามารถชมความงามได้อยู่ นอกจากด้านนอกจะมีความสวยงามควรค่าแก่การมาชมแล้วภายในโบสถ์ก็ยังมีมีจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูและนักบุญต่างๆ ของศาสนาคริสต์ให้ชมอีกด้วยถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด 4. Mtskheta มาถึงเมืองหลวงของจอร์เจียกันบ้างถือเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่แต่คลาสสิค สวยงามในตัวเองอย่างมาก ที่นี่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาเขาริมแม่น้ำ Mtkvari รายล้อมไปด้วยไร่องุ่นเพื่อการทำไวน์ แน่นอนว่าจอร์เจียก็เด่นเรื่องการทำไวน์ไม่แพ้ที่อื่นใครได้แวะเวียนมาอย่าลืมรสไวน์ของประเทศเขาด้วยล่ะ นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่มีความงดงาม หรือจะเป็นโบสถ์ชื่อดัง ทั้ง 3 แห่งอย่าง Svetitskhoveli Cathedral, Samtavro Church and Monastery และ Mtskhetis Jvari ที่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นโลกทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่าง Shio-Mgvime monastery, Chateau Mukhrani Wine Tour และ Bebris Tsikhe Fortress สำหรับใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุคกลางต้องไม่พลาด รับรองว่าอยู่ได้ยาวๆ ทั้งอาทิตย์ยังไม่เบื่อเลยล่ะ 5. Caucasus Mountains เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ เทือกเขาคอเคซัสกันมาบ้าง เพราะที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความสูงขนาดใหญ่ทำภูเขาแห่งนี้ทำหน้าที่แบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ถือเป็นเทือกเขาที่สำคัญในแถปยุโรปเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าในวิชาภูมิศาสตร์เราคงต้องเคยเจอชื่อของเทือกเขาแห่งนี้กันมาบ้าง แต่ถ้าพูดถึงแง่ของสถานที่ท่องเที่ยว ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวที่สวยงามไกลสุดลูกหูลูกตาได้ แต่ก่อนที่จะได้ชมวิวที่สวยงามนั้นการเดินทางไปที่นี่ค่อนข้างทรหดพอสมควรเพราะฉะนั้นใครที่เมารถต้องระวังเตรียมพกยาดมยาหอมเอาไว้ให้ดีเพราะทางค่อนข้างหินพอสมควร แต่รับรองว่าคุ้มค่าการเดินทางแน่นอน รับรองไม่ผิดหวังมาจอร์เจียต้องไม่พลาดสถานที่แห่งนี้ 6. Uplistsikhe สำหรับใครที่อยากมาดูสถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 8-7 ก่อนคริสตกาลต้องมาที่เมืองนี้เลยเมืองอัพลิสต์ซิเคห์ (Uplistsikhe) บริเวณถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคการเริ่มต้น เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อย่างมากซึ่งในอดีตบริเวณพื้นที่นี้เป็นเส้นทางการค้าขายสินค้าระหว่างหมู่บ้านมทวารีไปยังทะเลดำและต่อไปยังด้านตะวันตก ทำให้บริเวณแห่งนี้เกิดเป็นเมืองต่างๆ และอัพลิสต์ซิเคห์ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการค้า ที่นี่ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำมีเนื้อที่กว้างประมาณ 50 ไร่ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนใต้ ส่วนกลางและส่วนเหนือนักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางไปชมบริเวณส่วนกลางเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมการสร้างตัดหินและเจาะลึกเข้าไปเป็นที่อยู่อาศัย แน่นอนว่าถ้ำแห่งถูกเก็บรักษาไว้แบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ยิ่งดูมีความเก่าแก่คลาสสิคและสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถหาดูได้ที่ไหนต้องมาที่นี่เท่านั้น! 7. Vardzia มาต่อกันที่ Vardzia สถานที่สำคัญของจอร์เจีย เป็นอารามถ้ำหินที่อยู่ริมหน้าผาของภูเขา Erusheti ใกล้กับแม่น้ำ Kura ในเมือง Aspindza เขตซัมซเค-จาวาเคตี (Samtskhe-Javakheti) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 สถานที่แห่งนี้มีความคล้ายกับ Uplistsikhe เป็นอย่างมาก ซึ่งภายในถ้ำมีทั้งหมด 19 ชั้น แบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยมากกว่า 400 ห้อง โดยบริเวณ Church of the Dormitionเป็นจุดสำคัญและมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ นับเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาชมความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ในความรู้สึกของเราเหมือนได้หลุดไปอยู่ในภาพยนตร์ใดสักเรื่องนึงเลยล่ะ มีทั้งความขลังและความคลาสสิคอยู่ในตัวชวนให้สะกดสายตา 8. Tbilisi มาถึงเมืองหลวงของจอร์เจียกันบ้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Mtkvari เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 ซึ่งผสมผสานทั้งสถาปัตยกรรมของยุคกลาง สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก สถาปัตยกรรมโบซาร์ สถาปัตยกรรมสตาลิน และสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล และยังถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาสูงพร้อมกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่แห่งเป็นที่นิยมของเหล่าช่างภาพจำนวนมากเพราะความสวยงามและสภาพแวดล้อมที่ลงตัวแบบที่เมื่อได้มาลองสัมผัสครั้งแรกแล้วก็อยากจะกลับมาสัมผัสอีกสักครั้งให้ได้ยังไงยังงั้นเลย 9. The Bridge of Peace มาถึงเมือง Tbilisi ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง สะพานแห่งสันติภาพ (The Bridge of Peace) สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบดั้งเดิมที่ออกแบบโดย Michele De Lucchi ซึ่งสะพานแห่งนี้มีความยาว 150 เมตร แน่นอนว่าสะพานแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาชมความสวยงามของสะพานแห่งนี้ ที่นี่ยังสามารถมองเห็นได้หลายมุมจากในเมืองไม่ว่าจะเป็น illuminating หรือนั่งกระเช้าชมจากมุมสูงก็ยังได้แล้วยิ่งเป็นช่วงกลางคืนก่อนพระอาทิตย์จะตกดินจะมีการแสดงแสงสีบริเวณสะพานเป็นเวลา 90 นาทีชวนให้คุณมาเก็บภาพบรรยากาศ สะพานแห่งนี้ถูกเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2010 10. Holy Trinity Cathedral มาถึงสถานที่สุดท้ายอย่างวิหารศักดิ์สิทธิ์ของทบิลิซี (Holy Trinity Cathedral) ที่เรียกกันว่า Sameba ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของจอร์เจีย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1995-2004 เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของคริสตจักรออร์โธดอก และเป็นวิหารที่สูงที่สุด อันดับที่ 3 ของโบสถ์ออร์โธดอกในโลก สถานที่แห่งนี้โดดเด่นอย่างมากจึงทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมาชมความงดงามของสถาปัตยกรรมของสถานที่แห่งนี้ สำหรับใครที่เดินทางมายังเมือง Tbilisi คงจะไม่อยากพลาดที่จะมาชมความงดงามของวิหารศักดิ์สิทธิ์ของทบิลิซีอย่างแน่นอน ว่ากันว่าถ้ามาจอร์เจียแล้วไม่ได้มาสถานที่แห่งนี้ถือว่ามาไม่ถึงกันเลย 10 สถานที่เที่ยวจอร์เจีย เรียกได้ว่าสวยสุดๆ จนลืมหายใจกันทุกที่เลยใช่มั้ย พอจะทำให้เพื่อนๆ เกิดไอเดียในการเที่ยวจอร์เจียได้บ้างไหม ใครที่กำลังอยากไปเที่ยว แต่ก็ไม่อยากไปเที่ยวเองวางแพลนเยอะแยะยุ่งยาก ก็จองทัวร์จอร์เจียร์กับ ทัวร์ครับ https://tourkrub.co/georgia-tour ได้เลย
20 เที่ยวต่างประเทศใกล้ๆ เที่ยวที่ไหนดี
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
20 เที่ยวต่างประเทศใกล้ๆ เที่ยวที่ไหนดี
เที่ยวต่างประเทศ หลายๆ คนอาจจะมีความกังวล ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ด้วยความที่วันหยุดมีจำกัด ไม่อยากลางานเยอะ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เลยรวมมาให้เลยกับ 20 สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศใกล้ๆ บ้านเรานี่เอง ไม่ต้องลางานเยอะ หัวหน้าไม่ว่า เที่ยวเพลินๆ ได้ชิลล์ๆ สบายใจกันตั้งแต่ต้นปีกันไปเลย จองทัวร์เที่ยวต่างประเทศ กับ ทัวร์ครับ 1.ลาว เริ่มที่ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังมาแรงสุดๆ อย่างประเทศลาวมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เราไม่ควรพลาด ตั้งแต่เหนือจรดใต้ไม่ว่าจะเมืองไหนๆ ด้วยวัฒนธรรมอันมีเสน่ห์ทำให้สถาปัตยกรรมของลาวเต็มไปด้วยความวิจิตรตระการตาไม่แพ้ชาติอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็น พระธาตุหลวง (เวียนจันทน์) เป็นศาสนาสถานที่สำคัญที่สุดในประเทศลาวหรือจะเป็นบ้านต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก (บ่อแก้ว) นอกจากนี้ความสวยงามของน้ำตกและภูเขาก็มีความสวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ เช่นกัน จองทัวร์ลาว กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 2.เมียนมาร์ หากพูดถึงประเทศพม่าเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองไทย สิ่งแรกที่เรานึกถึงก็คืออารยธรรมและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เมียนมาร์เป็นดินแดนที่เราควรเดินทางไปกราบสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุอินทร์แขวน พระมหามัยมุนี เทพกระซิบ เทพทันใจและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างการขึ้นบอลลูนที่เมืองพุกามหรือจะเป็นเที่ยวสะพานสูงอูเบ็ง สะพานไม้ที่มีความยาวที่สุดในโลก จองทัวร์พม่า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 3.กัมพูชา มาถึงประเทศกัมพูชาดินแดนแห่งอารยธรรมบ้านใกล้เรือนเคียงของไทย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและเทวสถานที่เคยรุ่งเรืองมากในอดีต ดินแดนแห่งโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ที่สำคัญและยาวนาน ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ น้ำตก ภูเขา ทะเลสาบ ไม่ว่าจะเป็น นครธม ปราสาทพนมบาเค็งหรือปราสาทบันทายศรีและสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง นครวัด จองทัวร์กัมพูชากับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 4.เวียดนาม อีกหนึ่งประเทศที่หลายๆ คนอยากไปลองสัมผัสสักครั้งกับประเทศเวียดนาม เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง บาน่าฮิลล์ ดานัง ถ้ำฟองญา หรือจะเป็นอ่าวฮาลอง เต็มไปด้วยความสวยงามตระการตาที่ทำให้คุณชวนฟินไปกับบรรยากาศที่หาได้จากประเทศเวียดนาม จองทัวร์เวียดนาม กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 5.มาเลเซีย เป็นอีกประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วมุมโลกต่างอยากจะไปเยือนมาเลเซีย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่น้อยและเดินทางง่าย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายไม่ว่าจะเป็น ตึกแฝดเปโตรนาส ถ้ำบาตู หรือจะเป็นการพิชิตยอดเขาคินาบาลู ที่มีความสูงถึง 4,095 เมตรสำหรับคนที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ อยู่เราขอแนะนำทุกคน 6.ฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ ประเทศที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะมากมาย เป็นประเทศน่าเที่ยวอีกแห่งใกล้บ้านเราซึ่งรายล้อมไปด้วยทะเล ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน พร้อมกับเมืองมีกลิ่นอายของสเปนปะปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เกาะโบราเคย์ ภูเขาช็อกโกแลต โบสถ์ซานออกัสตินและสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ดอนซอลเป็นการไปดำน้ำใกล้ชิดกับฝูงฉลามวาฬถือเป็นกิจกรรมที่ฮอตฮิตอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว สำหรับใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวสไตล์หมู่เกาะเราขอแนะนำประเทศฟิลิปปินส์ จองทัวร์ฟิลิปปินส์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 7.สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง มีระดับการศึกษาที่คุณภาพและมีวัฒนธรรมที่หลากหลายจากผู้คนหลายเชื้อชาติ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คนไทยสามารถเดินเข้าออกได้สบายๆ ไม่ต้องใช้วีซ่า ยิ่งไปกว่านั้นคือการเดินทางของประเทศนี้สะดวกสบายและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง มาริน่า เบย์ มาริน่า (Marina Bay) เบย์ แซนด์ส (Marina Bay Sands) และสถานที่ผู้คนชื้นชอบอย่างมากอย่าง Universal Studio จองทัวร์สิงคโปร์กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 8.บรูไน มาถึงประเทศบรูไน ประเทศที่มีความร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นเมืองเล็กๆ บนเกาะบอร์เนียว ที่แห่งนี้มั่งคั่งทั้งเรื่องความร่ำรวยและสถานที่ท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังอิสตานา นูรุล อิมาน มัสยิดโอมาร์อาลีไซฟัดดิน หรือจะเป็นมัสยิดทองคำที่เป็นแลนด์มาร์คและถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ของมัสยิดที่งดงามที่สุดในโลก ซึ่งคุณต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนเมื่อมาถึงประเทศบรูไน จองทัวร์บรูไนกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 9.อินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซียที่มีหมู่เกาะมากกว่า 17,000 เกาะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ นอกจากทะเลแล้ว ที่อินโดนีเซียแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของโบราณสถานและวัด ที่เป็นตัวแทนศิลปะและวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างฮินดูและจีนได้ลงอย่างตัว ไม่ว่าจะเป็น เมืองอูบุด บาหลี เมืองจาการ์ตา เมืองบุโรพุทโธ หรือจะเป็น Raja Ampat Islands สถานที่ดำน้ำที่มีชื่อเสียงติดอันดับท็อป10ของโลก จองทัวร์อินโดนีเซียกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 10.มัลดีฟส์ ไม่มีใครไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ เป็นสวรรค์ของใครๆ หลายคนที่ชื่นชอบทะเล อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ไม่ว่าจะในน้ำหรือบนบกก็ตาม ยิ่งปัจจุบันตั๋วเครื่องบินก็ถูกมากขึ้น หลาย ๆ คนจึงมีโอกาสได้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้นแถมยังมีที่พักกลางทะเลเยอะแยะมากมายรอให้เราได้แวะไปไม่ว่าจะเป็น Bluetribe Moofushi ,Meemu Atoll Island และ Alimantha Island จองทัวร์มัลดีฟส์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 11.ไต้หวัน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยเลือกที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างประเทศไต้หวัน ในวันพักผ่อนชิลล์ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว หรือจะเป็นเรื่องวัดวาอาราม ก็ชวนให้หลงใหล ไม่ว่าจะเป็น ตึกไทเป 101 ที่เป็นแลนด์มาร์ดในกลางเมือง หรือจะเป็นจิ่วเฟิ่นอยู่ในย่านเมืองเก่าที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และทะเลสาบสุริยันจันทราที่มีชื่อเสียงและอีกมากมายที่ชวนให้คุณติดใจ จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 12.ฮ่องกง มาถึงเมืองที่คนไทยชื่นชอบมาช้อปปิ้งกันอย่าง ฮ่องกง เป็นสวรรค์ของขาช้อปที่รวบรวมสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังจากทั่วโลกมาไว้ให้คุณเลือกซื้อกันมากมายในราคาที่ไม่แพง และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นตึก Yick Fat Building ที่ใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง หรือจะเป็นชมการแสดง A Symphony of Lights ที่อ่าววิคตอเรียและที่ขาดไม่ได้เลยคือ Hong Kong Disneyland เป็นจุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติก็ตาม จองทัวร์ฮ่องกง กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 13.จีน ถ้าไม่พูดถึงประเทศนี้คงไม่ได้เลยสำหรับประเทศจีน เป็นประเทศที่มีประชากรสูงสุดในโลก พร้อมกับมีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน หรือจะเป็นพระราชวังต้องห้ามและพระราชวังฤดูร้อน พร้อมกับสามารถเยี่ยมชมสุสานจักรพรรดิฉินที่ 1 ที่เป็นสถานอันโด่งดังของประเทศจีน แต่แน่นอนว่าเมื่อเดินทางมายังประเทศจีนคุณต้องรู้ภาษาจีนเพราะที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษแนะนำให้มากับทัวร์จะสะดวกสบายมากกว่า จองทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 14.เกาหลีใต้ สำหรับใครที่ชื่นชอบซีรี่ย์คงไม่อยากพลาดที่จะไปประเทศเกาหลีใต้กันแน่ๆ ที่ดินแดนกิมจิแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยนิยมมาท่องเที่ยวกันมากที่สุด สิ่งที่น่าดึงดูดใจที่สุดของประเทศนี้น่าจะเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่คนไทยมักจะได้เห็นกันในซีรี่ส์เกาหลี และสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นพระราชวังเคียงบกกุง เกาะนามิสุดโรแมนติค หรือจะเป็นอุโมงค์ซากุระคลองยอชวาชอน และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาถึงเกาหลีใต้แล้วจะไม่ได้อะไรกลับไป ย่านช้อปปิ้งเมียงดง ที่มีอาหารรสชาติที่ทำให้คุณฟินไปเลย รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งมากมายให้คุณได้เลือกซื้อ จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 15.ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น หรือดินแดนอาทิตย์อุทัย เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของคนไทยเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะช่วงฤดูไหนๆ ก็มีคนไทยเดินทางไปหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของดินแดนแห่งนี้ ทั้งอาหารการกิน แหล่งชอปปิ้ง และความสวยงามทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ให้ชวนหลงใหล แถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอย่าง ภูเขาไฟฟูจิแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ วัดคิโยะมิชุ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ และอีกมากมาย เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้คุณไปลองสัมผัสสักครั้งคุณอาจจะหลงใหลในมนต์เสน่ห์เหมือนกับเราก็ได้ จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 16.มองโกเลีย ใครๆ ที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติเราขอแนะประเทศมองโกเลีย เป็นประเทศที่มีธรรมชาติอันเงียบสงบ มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นอูลานบาตอร์ เมืองหลวงของประเทศ เทือกเขาอัลไต และทะเลทรายโกบี ประเทศมองโกเลียมีวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายเราขอแนะนำไปใกล้ชิดธรรมชาติที่มองโกเลียก็ไม่เลว 17.ตุรกี มาถึงประเทศตุรกี เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ทั้งสถาปัตยกรรมที่ผสามผสานระหว่างอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบอลลูนที่คัปปาโดเกีย มัสยิดสีน้ำเงิน และสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคืออิสตันบลู เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศตุรกีก็ว่าได้ จองทัวร์ตุรกี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 18.ออสเตรีย มาถึงประเทศออสเตรีย ดินแดนแสนโรแมนติก มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนานและยังคงรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ไว้ได้เป็นอย่างดี โดดเด่นในเรื่องความงดงามของธรรมชาติ ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเลสาบ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นกรุงเวียนนาเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย หรือจะเป็น ฮัลส์สตัทท์ เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบ Hallstatt See ที่ทุกคนจะต้องตกหลุมรักตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาอย่างแน่นอนและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายเอาเป็นว่าที่นี่จะชวนให้คุณหลงใหลไปกับวิวธรรมชาติและบรรยากาศได้อย่างแน่นอน จองทัวร์ออสเตรียกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 19.รัสเซีย ดินแดนหมีขาวอย่างประเทศรัสเซีย เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของเหล่านักเดินทางจากทั่วโลกที่สำคัญนักท่องเที่ยวชาวไทยยังสามารถไปเที่ยวรัสเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าอีกด้วย สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งจัตุรัสแดง มหาวิหารเซนต์เบซิล พระราชวังเครมลิน สวนอเล็กซานเดอร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ อีกทั้งประเทศรัสเซียถือว่าเป็นเมืองค่อนข้างปลอดภัยและยังมีอากาศที่เย็นสบายรับรองว่าเมื่อคุณได้เดินทางมาสัมผัสคุณจะติดใจในดินแดนหมีขาวอย่างแน่นอน จองทัวร์รัสเซีย กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ 20.จอร์เจีย ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์วันนี้เราขอแนะนำ จอร์เจีย เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยว เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชียเหมือนประเทศไทย แต่มีสถาปัตยกรรมยุโรปตะวันออก ใครที่ชอบเมืองสไตล์ยุโรปรับรองว่าไม่ทำให้คุณผิดหวังแถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น Tbilisi ,Mtshkheta, Kazbegi หรือ Gudauriและอีกมากมายที่ชวนให้คุณหลงใหลในธรรมชาติ จองทัวร์จอร์เจีย กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) คลิกตรงนี้ เป็นไงกันบ้างสำหรับ 20 ที่เที่ยวต่างประเทศ ที่เดินทางไม่นานยิ่งสมัยนี้การท่องเที่ยวต่างประเทศยังทำได้ง่ายและราคาประหยัดอีกด้วย ไหนจะมีให้เลือกทั้งแบบเดินทางเองสำหรับใครที่ชื่นชอบความตื่นเต้น หรือเดินทางกับทัวร์เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสะดวกสบายไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แล้วเดินทางกับทัวร์เที่ยวได้ในราคาประหวัดอีกทั้งจำกัดงบเองได้ เลือกประเทศที่อยากเที่ยวไว้ในใจได้เลย แล้วซื้อทัวร์ไปเที่ยวกับทัวร์ครับกัน !!
พาไปเที่ยว มอสโคว รัสเซีย สัมผัสความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรม
พาเที่ยว
รัสเซีย
พาไปเที่ยว มอสโคว รัสเซีย สัมผัสความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรม
หลังจากฉันตัดสินใจบอกทุกคนว่า ไปเที่ยวรัสเซีย เมืองมอสโคว และที่สำคัญฉันตัดสินใจเดินทางคนเดียวอีกครั้งสารพัดประโยคก็พรั่งพรูออกมา ทั้ง ‘รัสเซียน่ากลัวนะ’ ‘คนรัสเซียเขาดูโหดๆ หน้านิ่ง’ แต่ที่เราตัดสินใจมาเที่ยวรัสเซียคนเดียว มีสองเหตุผลหลักคือฉันเบื่อเที่ยวเอเชียแล้ว แต่ละที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนกันก็จริง แต่วัฒนธรรม กลิ่นอายของผู้คนบางอย่างที่ฉันยังสัมผัสได้ไม่ต่างกัน และอีกเหตุผล คือ ต้องการไปประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป แต่ไม่ต้องการทำวีซ่าต่างๆ เนื่องจากเวลาอันกระชั้นชิด 1 เดือนก่อนเดินทางเที่ยวรัสเซียเท่านั้น การเที่ยวรัสเซียถ้ามาเที่ยวเองการหาข้อมูลก็จะต้องใช้เวลา แต่ถ้าใครที่อยากมารัสเซีย แต่ไม่อยากยุ่งยาก ชอบเที่ยวชิลล์ๆ ไม่อยากวางแพลนเที่ยว เราคิดว่า ไปกับทัวร์ก็สนุกและสะดวกดี ทัวร์รัสเซียมีให้เลือกหลายแพ็กเกจ สามารถเข้าไปดูได้ใน ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศไว้มากมาย ทัวร์ราคาไม่แพง เชื่อถือได้ จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับทริปรัสเซีย เที่ยวคนเดียวในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ไปเที่ยวพร้อมกันได้เลย จองทัวร์รัสเซีย กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 3 ข้อที่ฉันรู้เกี่ยวกับ มอสโค รัสเซีย คือ 1. เป็นประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเลย ทั้งป้ายบอกทาง สถานที่และผู้คน (คล้ายๆ กับญี่ปุ่นแต่คิดว่าพวกป้ายตามสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นยังมีอยู่บ้าง แต่ที่มอสโควไม่มีเลย) 2. มีมหาวิหารทรงโดมปอสค์นิสต์ ยาคอฟเลฟและสถาปัตยกรรมสุดอลังการ 3.เบียร์และสารพัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ถูกราวกับราคาเครื่องดื่มอื่นๆ มอสโคว รัสเซีย เที่ยวช่วงไหนดี รัสเซียมีทั้งหมด 4 ฤดู เที่ยวได้เริ่มที่เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม คือ ฤดูร้อน (Summer) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15 องศา เป็นอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบาย ใส่เสื้อคลุมที่ไม่หนามากก็สามารถเที่ยวได้ ทำให้เป็นฤดูกาลที่มีนักท่องเที่ยวคึกคักมากที่สุด เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวชาวไทยต่างชื่นชอบและนิยมมาในช่วงนี้ เพราะเหล่าแมกไม้ที่ใบเปลี่ยนจากสีเขียวขจีเป็นสีเหลืองหรือสีส้มอมแดง และเริ่มร่วงลง เป็นความสวยงามอีกแบบหนึ่งที่ไม่ว่าใครมาเยือนรัสเซียช่วงนี้ก็นิยมถ่ายรูปกัน แต่อุณหภูมิของฤดูนี้จะอยู่ที่ 10 องศา บางวันที่ฝนตกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 องศา และช่วงกลางคืนอยู่ที่ -1 องศา แนะนำว่าควรจะใส่ฮีทเทคทั้งเสื้อและกางเกง เดือนธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์ ฤดูหนาว (Winter) อีกหนึ่งฤดูที่เราอยากแนะนำ หากใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศสถาปัตยกรรมที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนเหมือนกับฉากหลังในเทพนิยาย และตลาดคริสต์มาสต์บริเวณจตุรัสแดง (Red Sqaure) ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม (วันคริสต์มาสต์ของรัสเซีย คือ วันที่ 7 มกราคมเพราะรัสเซียศาสนาคริสต์นิกาย Orthodox Christians) แต่อุณหภูมิในฤดูนี้เฉลี่ยอยู่ที่ -15 ไปจนถึง -30 องศา ต้องเตรียมเครื่องแต่งกายและร่างกายให้แข็งแรง เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม ฤดูไม้ใบผลิ (Spring) จริงๆ เป็นฤดูที่เราอยากคิดว่าอยากจะกลับมารัสเซียอีกครั้ง ด้วยอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้นแต่ยังไม่ร้อนจนเกินไป อีกทั้งต้นไม้เริ่มผลิใบ ดอกไม้เบ่งบานอีกครั้ง อุณหภูมิอยู่ที่ 5 องศาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง 15 องศาในเดือนพฤษภาคม และที่สำคัญยังมีโอกาสได้เจอกับปรากฏการณ์ White Night พระอาทิตย์เที่ยงคืนที่จะมีเฉพาะเดือนพฤกษภาคม-เดือนกรกฏาคม และข้อมูลเบื้องต้นคร่าวๆ เกี่ยวกับการเดินทาง อาหารและการใช้ชีวิตนักท่องเที่ยวในมอสโควอย่างกระชับ 5 ข้อนี้ 1.สายการบินที่ให้บริการจากกรุงเทพนั้นมีทั้งบินตรงอย่าง Aeroflot , Thaiairway , S7 และสายการบินที่ต่อเครื่องระหว่างเมืองอย่าง Qatar ต่อเครื่องที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ , Austrian Airlines ต่อเครื่องที่เมืองกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย , Gulf Air ต่อเครื่องที่ประเทศบาห์เรน , Vietnam Airline ต่อเครื่องที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม และสายการบิน Oman Air ต่อเครื่องที่เมืองมัสกัตประเทศโอมาน ซึ่งเป็นสายการบินที่เราเลือกใช้เดินทางครั้งนี้ เนื่องจากเป็น Full Service และเครื่องที่ค่อนข้างใหม่ มีหนังบนเครื่องให้เลือกหลากหลาย มีผ้าห่ม หมอนและหูฟังครบครัน ที่สำคัญอาหารบนเครื่องค่อนข้างโอเคแต่เป็นอาหารตะวันออกกลาง แต่จัดเต็มมีทั้งชนมขบเคี้ยว อาหารหลักและขนมหวาน รวมถึงสามารถสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ (มีเบียร์และไวน์) โดยลงเครื่องที่สนามบินโดโมเดโว (DME) การเดินทางเข้าเมืองสามารถนั่งรถบัส , รถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ได้ แนะนำให้เรียกผ่านแอพพลิเคชั่น Yandex Taxi สามารถตัดบัตรเครดิตได้และมีข้อมูลของคนขับครบถ้วน ไม่แนะนำให้โบกเพราะแท็กซี่ที่รัสเซียมีกิตติศัพท์เรื่องการทอนเงินไม่ครบ หรือกลวิธีต่างๆ ที่ทำให้เราหมดสนุก 2.ซิมการ์ดของเครือข่ายรัสเซีย จากที่เราหาข้อมูลพบว่าไม่สามารถใช้แอพพลิเคชั่น LINE ได้ จึงเลือกใช้ Sim2fly ของ AIS (จริงๆ ซิมของเครือข่ายรัสเซียถูกกว่านะ) 3.ค่าเงินของรัสเซียมีหน่วยเป็นรูเบิ้ล (RUB) สามารถแลกได้ที่ร้านแลกเงินทั่วไป (แต่แนะนำว่าให้โทรสอบถามก่อน บางช่วงสกุลเงินนี้ก็ขาด ต้องจองล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์) โดยวิธีคิดเงินรัสเซียเป็นเงินไทยอย่างง่าย คือ ให้หาร 2 จากเงินรูเบิ้ลได้เลย เช่น 500 RUB = 250 บาท หรือ 260 บาท อยู่ที่ประมาณนี้ 4.การเดินทางในมอสโคว มีทั้งรถไฟฟ้า , รถเมล์ , รถราง และแท็กซี่ เราแนะนำว่าการเดินทางหรือการใช้ชีวิตในรัสเซียที่จะง่ายขึ้น คือ อย่าพยายามอ่านภาษารัสเซีย ถึงแม้แวบแรกที่เห็นตัวอักษรส่วนใหญ่จะคล้ายกับภาษาอังกฤษก็ตาม เพราะนั้นจะทำให้เราสับสน แนะนำว่าให้เทียบป้ายกับข้อมูลใน Google Map ช่วงตัวหน้าสุดและตัวท้ายสุดให้ตรงกันก็พอ และถ่ายป้ายสำคัญๆ ไว้ เช่น ป้ายชื่อสถานที่ที่จะไป ป้ายทางเข้า-ทางออก และป้ายห้องน้ำ บัตร TPONKA สามารถใช้กับรถไฟฟ้า รถบัส รถราง ที่มอสโควด้วยกันได้ทั้งหมด แนะนำว่าเติมเป็นเงินจะถูกกว่าเหมาเที่ยวในกรณีที่แพลนมาแล้วว่าจะไปที่ไหนบ้าง แต่จริงๆ บนรถบัสสามารถใช้บัตรเครดิตที่สามารถจ่ายแบบ Paywave(เอาบัตรเครดิตไปแตะที่จุดแตะบัตร) ได้เช่นกัน หากใครไม่อยากไปหาซื้อบัตรดังกล่าว 5.ร้านสะดวกซื้อในมอสโควมีค่อนข้างน้อย จากการสำรวจผ่านตาคร่าวๆ เราคิดว่าพิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ต่างๆ อาจมีจำนวนมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป แนะนำว่าให้เอาอาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่างมาม่า โจ๊กติดไปบ้างก็ดี อาหารมอสโควที่เราเห็นป้ายตามร้านค่อนข้างบ่อย คือ เกี๊ยว (Pelemeni) ที่สอดไส้เนื้อวัว ผัก เห็ดและอื่นๆ จิ้มกับซาวครีม ซึ่งพอลองกินแล้วก็ไม่ถูกปากสักเท่าไหร่ ตลอดทั้งทริปเราจึงประทังชีวิตด้วยอาหารเวียดนาม จีน และเกาหลี รวมถึง Fastfood อย่าง Burger King ที่ราคาถูกกว่าไทยมากๆ หลังจากข้อมูล ตั๋วเครื่องบินและโฮสเทลทุกอย่างพร้อมแล้ว ทริปมอสโคว 6 วัน 5 คืน ก็เริ่มขึ้นโดยแพลนหลักๆ เราจะไปสถานที่เชิงสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ รวมถึงสเปซ แกลลอรี่ต่างๆ ในมอสโคว ด้วยประวัติศาสตร์ที่ในอดีตมีระบอบปกครองภายใต้ราชวงศ์โรมานอฟกว่า 300 ปี ซึ่งมีทั้งความรุ่มรวยเงินทอง และบรรดาราชวงศ์ ชนชั้นสูงต่างใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟื่อยทั้งอาหาร การแต่งกายที่ประดับดาด้วยเครื่องเพชร รวมไปถึงการชมละครบัลเลต์ต่างๆ หากใครที่นึกภาพไม่ออก เมื่อเหยียบที่มอสโควแล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงสิ่งเหล่านี้ทันที เพราะไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนผู้คน สำนักงาน ร้านอาหารหรือกระทั่งตึกทั่วๆ ไปกลับอลังการไปเสียหมดราวกับว่าทุกสถานที่เป็นที่พิเศษ เป็นทริปที่เราหยุดดูตึกอยู่บ่อยครั้ง พร้อมกับแอบทายในใจว่าสถานที่นี้คืออะไร บางทีก็เป็นเพียงบ้านคนเท่านั้น หรือบางแห่งก็เป็นเพียงสำนักงานสักอย่าง โดยทริปนี้เราลิสต์สถานที่หลักทั้งหมด 8 แห่ง ดังนี้ Grand Kremlin Palace (ภายในประกอบไปด้วย The Assumption Cathedral , The Archangel Cathedral , The Annunciation Cathedral , The Patriarch’s Palace with the twelve Apostles’ Church) St.Basil’s Cathedral The Pushkin Museum of Fine Arts New Tretyakov Gallery The Museum of Cosmonautics Garage Museum of Contemporary Art Cathedral of Christ the Saviour วันแรกฉันถึงสนามบินโดโมเดโว (DME) ราวๆ สองทุ่มและพบว่าโคตรหนาว ทั้งอุณหภูมิเลขตัวเดียวต้นๆ และละอองฝนบางๆ ก็ทำเราเอาหยิบเสื้อโค้ทขนเป็ดออกมาแทบไม่ทัน ด้วยความอ่อนเพลียจากการต่อเครื่องและความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการงาน ฉันตัดสินใจเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น โดยสังเกตป้ายต่างๆ พร้อมกับพิมพ์บอกคนขับว่าใส่เสื้อสีอะไร กระเป๋าสีไหน จุดที่ยืนมีอะไรบ้าง ด้วยคำง่ายๆ เช่น Black Coat , Big Bag Yellow , Smoke Area เพราะอย่างที่บอกไปว่าคนรัสเซียไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือถ้าสื่อสารก็ประโยคพื้นฐานหรือเป็นคำๆ เท่านั้น และคอยดูเป็นระยะว่าแท็กซี่อยู่ตรงไหนแล้ว ป้ายทะเบียนไหน เพราะจุดที่ยืนรอค่อนข้างวุ่นวาย เหมือนตรงจุดจอดสนามบินดอนเมืองบ้านเรา สำหรับที่พักตลอดทริปนี้ ฉันเลือกพักที่เดียวกันทั้งหมดเพราะสะดวก ไม่ต้องการขนย้ายสิ่งของ รวมถึงเลือกเป็นรูปแบบโฮสเทล ที่เป็นห้องพักเฉพาะผู้หญิงจำนวน 8 เตียง ที่สำคัญโลเคชั่นของที่พักนั้นดีมากๆ ห่างจาก Grand Kremlin Palace เพียง 900 เมตร และใกล้กับมหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ (Cathedral of Christ the Saviour) 750 เมตรและ The Pushkin Museum 230 เมตรเท่านั้น (อ้างอิงจาก Google Map) ทั้งทริปนี้เราจึงใช้ค่าเดินทางในเมืองไปราวๆ 1000 กว่าบาทเท่านั้น ใช้รถเมล์และเดินเท้าเป็นหลัก Grand Kremlin Palace (ภายในประกอบไปด้วย The Assumption Cathedral, The Archangel Cathedral, The Annunciation Cathedral, The Patriarch’s Palace with the twelve Apostles’ Church) มาถึงวันแรกฉันก็เลือกที่ปราบเซียนนักท่องเที่ยวเลยทีเดียวไม่ใช่เพราะว่าจำนวนผู้คนมหาศาลเท่านั้น แต่กว่าฉันจะหาจุดขายตั๋วเจอก็ค่อนข้างมึนและเหงื่อออกเล็กน้อยเช่นกัน พอเจอแล้วก็ต้องทำด้องยืนทำความเข้าใจอยู่ตรงป้ายแผนที่อยู่พักใหญ่ เพราะตั๋วมีหลากหลายให้เลือก โดยจุดที่ว่านั้นชื่อว่า Alexander Garden และอีกหนึ่งจุดที่ชื่อว่า Armoury Chamber (แนะนำว่าเป็นจุดแรกจะดีกว่าเพราะเปิดขายตั้งแต่ 9:30 น.) เช่น จะชมเฉพาะสถาปัตยกรรมภายนอกของพระราชวังอยู่ที่ 700 RUB หรือถ้าชมส่วนอื่นๆ ภายในพระราชวังจะต้องเสียเพิ่ม แนะนำว่าให้ทำการบ้านไปเลยว่าต้องการดูตรงไหนบ้าง เพราะตั๋วจะขายเป็นรอบๆ และเข้าได้เฉพาะรอบที่ซื้อเท่านั้น โดยฉันเลือกรอบเข้าพระราชวังเคลมลินที่เร็วที่สุดตอน 12:00 น. และซื้อตั๋วเข้าชม วิหาร Cathedral of the Annunciation , โบสถ์ Cathedral of St. Michael the Archangel , โบสถ์ที่สร้างตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าอีวาน ค.ศ. 1559-1585 Cathedral of The Dormition หรือ Assumption , พิพิธภัณฑ์คลังอาวุธและที่เก็บสมบัติ Kremlin Armoury Chamber โดยแต่ละจุดด้านในจะต้องเลือกรอบเข้าชมในตั๋ว โดยจะต้องเข้าตามเวลาเท่านั้น แนะนำว่าควรกะเวลาแต่ละแห่งเพราะอย่าง Kremlin Armoury Chamber มีด้วยกันทั้งหมดสองชั้น แต่เป็นสองชั้นที่โอ่อ่า อีกทั้งแต่ละแห่งก็มีทัวร์แน่นขนัดตา การเข้าชมหรือเวียนชมจุดต่างๆ บางครั้งต้องรอคิวหรือไม่ก็ต้องชะโงกดู ฉันเลือกเข้าชมโบสถ์ต่างๆ ในพระราชวังตั้งแต่ 12:00 น. เมื่อได้ตั๋วแล้วก็รีบไปต่อแถวเข้าพระราชวังทันที และตั้งนาฬิกาไว้ที่ 13:30 เพื่อเดินไปต่อคิวเข้า Kremlin Armoury Chamber ในรอบ 14:00 น. บริเวณจุดตรวจเข้าพระราชวังเคลมลินต้องถอดเสื้อคลุมด้านนอกออกทั้งหมด เครื่องประดับ มือถือต่างๆ รวบใส่กระเป๋าทั้งหมด เมื่อเดินผ่านเครื่องจะได้ผ่านฉลุย หากมีเสียงดังขึ้นจะต้องเริ่มตรวจใหม่ จากจุดนี้ใช้เวลาราวๆ 30-45 นาที ด้วยความหนาแน่นของผู้คน ถึงแม้จะเป็นวันธรรมดาก็ตาม หลังจากที่ผ่านจุดตรวจมาแล้ว State Kremlin Palace หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Kremlin Palace of Congress อาคารทรงโมเดิร์นสีขาวสะอาดตา ประดับประดาด้วยกระจกแต่ละช่องสะท้อนกับ Kremlin Armoury Chamber ทำเอาฉันที่กำลังจ่ำอ้าวเดินไปวิหารต่างๆ ต้องหยุดถ่ายรูปและตกตะลึงไปกับความสวยงามที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของอาคารนี้ ในอดีตนั้นเป็นสถานที่สำหรับประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Party of the Soviet Union) แต่ปัจจุบัน เป็นสถานที่ใช้จัดคอนเสิร์ต ซึ่ง Mariah Carey ก็เคยมาเล่นสถานที่แห่งนี้นะ รวมไปถึงการแสดงของคณะบัลเลต์ Bolshoi Ballet แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมด้านใน และนี่คือวิหาร The Annunciation Cathedral วิหารแห่งนี้มีความเก่าแก่ถึง 535 ปี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอีวานที่ 3 ค.ศ. 1484 และเสร็จในปี ค.ศ. 1500 และมีโดมทองทั้ง 9 โดมมียอดไม้กางแขนเป็นเอกลักษณ์ของวิหารนี้ โดยภายในวิหาร โบสถ์ต่างๆ ของพระราชวังเคลมลินนั้นไม่อนุญาตให้บันทึกภาพใดๆ (ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะไม่ได้คอยบอกนักท่องเที่ยว แต่ก็มีป้ายแจ้งตลอดทาง) ถัดจากด้านขวาของวิหาร คือโบสถ์ The Assumption Cathedral (Dormition Cathedral) ส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชื่นชอบโบสถ์แห่งนี้มากกว่า ด้วยภาพจิตรกรรมบนตัวอาคารโบสถ์เอง ที่สำคัญโบสถ์แห่งนี้ยังสร้างโดย Aristotele Fioravanti วิศวกรและสถาปนิกชาวอิตาลี โดยยึดแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของรัสเซีย จากส่วนของโบสถ์และวิหารต่างๆ อาคารตรงหน้าเรานี้ คือ Kremlin Senate ซึ่งไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับทำเนียบและที่พักประธานาธิบดี อีกทั้งไว้ต้อนรับแขกจากต่างประเทศ น่าเสียดายที่ฉันดูเวลาคลาดเลื่อนไปนิดหน่อย เพราะจริงๆ แล้วยังเหลือเวลาอีก 15-20 นาที ฉันจะเดินทะลุออกมายังจัตุรัสแดงที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะครอบครัวชาวรัสเซียที่ต่างออกมาเดินเล่นรับอากาศดีๆ ตรงข้ามกับพระราชวังเคลมลิน คือ GUM ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่และหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในรัสเซีย ซึ่งด้วยอาคารสถาปัตยกรรม Russian medieval ในแวบแรกนั้นฉันเข้าใจว่าสถานที่แห่งนี้ คือ พิพิธภัณฑ์เสียอีก ห้างแห่งนี้สร้างโดย Alexander Nikanorovich Pomerantsev สถาปนิกชาวรัสเซีย ผู้โดดเด่นในศิลปะ Nouveau สถาปัตยกรรมสไตล์ Byzantine, Russian Revival GUM มีทั้งหมด 3 ชั้นและด้านบนของหลังคาเป็นโครงเหล็กกระจกโค้งที่ปล่อยให้แสงลอดผ่านส่องสว่างเข้ามา ทำให้บรรยากาศนั้นดูอบอุ่นและหรูหราอย่างคลาสสิกถัดมาด้านขวาของห้าง GUM ที่ฉันเชื่อว่าหลายๆ คน เมื่อเสิร์ชคำว่า รัสเซีย หรือมอสโคว สถานที่แห่งนี้จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ หรือรูปแรกอย่างแน่นอน มหาวิหาร St.Basil’s Cathedral โดม 9 โดมที่แต่งแต้มหลากสีสันบริเวณยอด โดยวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่ต่อสู้กับชาวมองโกล เมื่อปี ค.ศ. 1552 และสร้างเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปีเท่านั้น วิหารแห่งนี้สร้างโดยสถาปนิก Postnik Yakovlev สถาปัตยกรรมรัสเซียแบบโบราณผสมผสานกับ Byzantine โดยมีตำนานเล่าอีกว่า หลังจากที่เขาสร้างเสร็จแล้วพระเจ้าอีวานที่ 4 ควักลูกตาของเขาออก เพื่อไม่ให้สร้างสิ่งสวยงามเช่นเดียวกับที่แห่งนี้อีก เขาจึงได้รับสมญานามว่า อีวานผู้โหดร้าย (Ivan The Terrible) สถานที่แห่งนี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมแต่ค่าตั๋วราวๆ 500-700 RUB หลังจากที่นาฬิกาดังขึ้น 13:30 น. ฉันรีบตรงกลับไปยังพระราชวังเคลมลินอีกครั้งและต่อแถวเข้าชม Kremlin Armoury Chamber หรือพิพิธภัณฑ์คลังอาวุธโบราณและสมบัติของราชวงศ์โรมานอฟ พิพิธภัณฑ์นี้มีทั้งหมด 2 ชั้นด้วยกัน ประกอบไปด้วยอาวุธรูปแบบต่างๆ อย่างดาบ ปืน เสื้อเกราะ และสมบัติมีค่าของราชวงศ์ รวมถึงจากเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่นำมามอบให้ แต่ที่เราตกตะลึงมากที่สุด คือ รถเกวียนต่างๆ ที่เป็นทองคำ ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาต่างๆ เนื่องด้วยวันที่เราไปเข้าชมมีทั้งกรุ๊ปทัวร์ชาวรัสเซียเอง นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงนักเรียนที่มาทัศนศึกษา ฉันจึงไม่สามารถที่จะเก็บภาพบรรยากาศได้ทั้งหมด แต่ละจุดต้องใช้เวลาต่อแถวดูหรือรอกรุ๊ปต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยน แนะนำว่าควรมีเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป และหากใครต้องการอรรถรสมี Audio Guide ให้เช่าระหว่างชมด้วยนะ เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าที่มอสโควแทบจะไม่มีภาษาอังกฤษให้เห็นเลย _____________________________________________________________________ The Pushkin Museum of Fine Arts พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่กลายเป็นสถานที่โปรดของฉันในลิสต์หลังจากที่ไปเหยียบทันที ตอนแรกที่นี่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ของฉัน แต่หลังจากที่เดินผ่าน ฉันก็ไม่รอช้าที่จะหาข้อมูลว่าที่นี่คืออะไร อาคารต่างๆ ในมอสโควแข่งกันอลังการจนไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า สถานที่ที่เราเห็นอยู่นั้นคืออะไร ที่นี่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเมโทร Kropotkinskaya, Borovitskaya, Biblioteka imeni Lenina และนี่คือภาพแรกหลังจากที่ฉันจ่ายค่าตั๋วเข้าชมราคา 200-400 RUB ตึกตัก ตึกตัก อัตราการเต้นหัวใจของฉันที่รัวอย่างรวดเร็ว ตรงหน้าของฉันคือรูปปั้น David โดยศิลปินชาวอิตาลี Michelangelo ตั้งตระหง่าน ถึงแม้จะเป็นเพียงแบบจำลองก็ตาม ก็อดตื่นเต้นและดีใจไม่ได้อยู่ดี พิพิธภัณฑ์นี้เปิดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1952 มีผลงานศิลปะหลากแขนงทั้งหมดราวๆ 700,000 ชิ้น โดยมีผลงานของศิลปินชาวรัสเซีย และชาติอื่นๆ อย่าง ศิลปินชาวฝรั่งเศส Paul Gauguin ภาพ The Night Cafe และ Edgar Degas ภาพ Blue dancers , ศิลปินชาวสเปน Pablo Picasso ภาพ Acrobat on a Ball อีกไฮไลท์หนึ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับที่นี่ คือ ร้านของฝากที่ติดกันกับเคาท์เตอร์ขายตั๋ว โปสการ์ดราคา 50-60 RUB และเข็มกลัดงานศิลปะต่างๆ _____________________________________________________________________ New Tretyakov Gallery ก่อนอื่นต้องบอกว่าสำหรับการเดินชมที่นี่ต้องมีเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงขึ้นไปเท่านั้น ถ้าเราจำไม่ผิดที่นี่มีราวๆ 30 กว่าห้องได้ ที่สำคัญหากใครที่แวะมามอสโควแล้วต้องเลือกพิพิธภัณฑ์สักแห่งหนึ่ง เราขอแนะนำที่นี่ ด้วยค่าเข้าราวๆ 500 RUB และมีงานศิลปะของWassily Kandinsky สถานที่นี้ฉันเจอโดยบังเอิญ​ หลังจากที่เพียรพยายามเสิร์ชหาสวนสาธารณะที่ไหนในมอสโควควรจะไปที่ไหนบ้าง ชื่อของGorky Central Park of Culture and Leisure และ Muzeon Park of Art ก็ขึ้นมาเป็นชื่อแรกๆ โดย New Tretyakov Gallery ตั้งอยู่ในสวน Muzeon Park of Art ขนาบริมแม่น้ำ Moska นอกจากที่นี่จะมีงาน Wassily Kandinsky แล้วยังมีศิลปินชาติอื่นๆ ที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนอย่าง Vladimir burliuk ศิลปินชาวยูเครน และศิลปินชาวรัสเซีย ivan kliun ที่มีเอกลักษณ์สไตล์ Avant-Garde อีกหนึ่งสิ่งที่ฉันสังเกตได้จากพิพิธภัณฑ์และแกลลอรี่หลายๆ แห่งในมอสโควนั้น ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ได้รับการบริจาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่มรวย การใช้ชีวิตที่หรูหราของชาวรัสเซีย และทุกแห่งที่ไปจะมีไกด์นำชม หากเป็นพิพิธภัณฑ์เชิงศิลปะ จะมีการถกเถียงหรือสเก็ตวาดภาพกัน และแล้วก็ถึงห้องพระเอกของฉัน Wassily Kandinsky เขาเป็นศิลปินคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะโลกอย่างมาก โดยให้กำเนิดศิลปะแนว abstract expressionism ทั้งนี้เขายังเคยเขียนตำราศิลปะ Punkt und Linie zu Flache : Beitrag zur Analyze der malerischen Elemente ในขณะที่ทำงาน Bauhaus ประเทศเยอรมัน สองปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ผลงานของเขาส่วนหนึ่งถูกฮิตเลอร์นำไปขาย เพื่อหาเงินเข้าประเทศ หากชิ้นไหนที่ขายไม่ได้ก็จะเผาทิ้ง อีกหนึ่งกิมมิคของ New Tretyakov Gallery คือแต่ละห้องสีจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยไล่เรียงโทน เพื่อปรับมู้ดให้เข้ากับบรรยากาศผลงานศิลปะ ทุกๆ สถานที่ของมอสโคว โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งพระราชวังเคลมลินหรือทั่วๆ ไป จะมีพื้นที่นั่งพัก ทั้งแบบม้านั่งและโซนแยก _____________________________________________________________________ Garage Museum of Contemporary Art หลังจากที่ชมศิลปะ ภาพวาดคลาสิคต่างๆ มาทั้งสองแห่งแล้ว ยอมรับว่าค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน ฉันจึงตัดสินใจไปนั่งพักผ่อนในสวน Gorky Central Park of Culture and Leisure แม้แต่ทางเข้าสวนสาธารณะที่นี่ก็ยังคงคอนเซปต์ความอลังการได้ดีจริงๆ แต่เห็นแบบนี้มีอายุเกือบร้อยปีแล้วนะ เปิดตั้งแต่ค.ศ 1982 แต่ทางเข้า บรรยากาศสิ่งต่างๆ ในสวนแห่งนี้กลับดูล้ำสมัย เพราะสร้างโดย Konstantin Melnikov สถาปนิกชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงในสไตล์ Soviet avant-garde ด้านหน้า ขวามือของสวนแห่งนี้เป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ สามารถพายเรือ ถีบปั่นหรือจะนั่งพักผ่อนดูฝูงเป็ดว่ายน้ำไปมาก็ได้เช่นกันที่บริเวณหาดทราย เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ ฉันพบว่าที่นี่ช่างใหญ่เสียเหลือเกินจากที่แพลนไว้ว่าจะแวะเพียง 45 นาทีเท่านั้นก็ต้องเปลี่ยนใจทันที เพราะดูเหมือนว่าสวนแห่งนี้จะมีส่วนต่างๆ ให้สำรวจอย่างมากมาย สวนแห่งนี้มีผู้คนประปรายเพราะเป็นวันธรรมดาช่วงบ่าย แต่เมื่อสังเกตดูแล้ว ต้นไม้ สวนหรือม้านั่ง ถูกดูแลเป็นอย่างดี รวมไปถึงสนามเด็กเล่นที่อุปกรณ์ใหม่เหมือนกับติดตั้งเมื่อวานนี้เอง แต่ไฮไลท์ที่ฉันปักหมุดไว้ คือ Garage Museum of Contemporary Art สถานที่จัดแสดงงานศิลปะของวัยรุ่นหรือกลุ่มคนชาวรัสเซียที่น่าสนใจนั่นเอง เนื่องจากสองวันที่ผ่านมาดูแต่ภาพวาด งานศิลปะคลาสิคจนหมดพลังงาน ก็เลยคิดว่าน่าจะหางานศิลปะร่วมสมัยที่ฉันก็คาดเดาไม่ออกเหมือนกันว่า วัยรุ่นรัสเซีย เขาสนใจอะไรกัน โอโห โคตรล้ำเลย อาคารขนาดยาวสีเงินสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เดินจนหอบเลยทีเดียว นอกจากจะมีส่วนของที่จัดแสดงงานแล้ว ที่นี่ยังมี Garage Screen โรงหนังกลางแจ้งที่ฉายเฉพาะตอนกลางคืน แน่นอนว่าต้องฉายหนังทางเลือก หนังอิสระ ช่วงที่ฉันไปที่นี่จัดโปรแกรมเทศกาลภาพยนตร์เกาหลี ซึ่งฉันเดาว่าน่าจะเป็นเพราะผู้กำกับ Bong Joon Ho ได้รับรางวัล Cannes นั่นเอง น่าเสียดายที่แพลนนี้ต้องถูกพับเก็บไปเพราะซาวน์แทร็กเป็นภาษาเกาหลี ส่วนซับเป็นภาษารัสเซียนั่นเอง แม้ตั๋วจะราคา 200-400 RUB เท่านั้นแต่ก็ไม่น่าจะดูรู้เรื่องแน่ๆ เลยตัดใจรีบไปดูส่วนจัดแสดงงานศิลปะดีกว่า ค่าเข้าที่นี่ราคา 500 RUB แต่ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษาจะอยู่ที่ 250 RUB เท่านั้น หากใครนึกภาพที่นี่ไม่ออก จริงๆ ก็คล้ายกับหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) บ้านเรานี่แหละ มีส่วนของร้านค้า ของที่ระลึก หนังสือ แผ่นไวนิลล์ ภาพงานศิลปะ , คาเฟ่ที่ขายทั้งกาแฟและเครื่องดื่ม แอลกกอฮอล์ ในบริเวณชั้น 1 ส่วนของชั้น 2 จะเป็นที่จัดแสดงงานโซนต่างๆ โดยวันที่ฉันเป็นการจัดแสดงงานเกี่ยวกับมนุษย์ โลก อย่างห้องแรกว่าด้วยการตัดแต่งพันธุกรรม แต่ห้องหนึ่งที่ฉันชื่นชอบมากเป็นพิเศษของงานแสดงครั้งนี้ คือ ห้องที่นำชิ้นส่วนต่างๆ ของรถ Volkswagen , ปืน M16 มาดัดแปลงเป็นลูกบาสก์ หลากสีสันตามชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาดัดแปลง The Museum of Cosmonautics พิพิธภัณฑ์อวกาศมอสโคว ด้วยอนุสรณ์ประติมากรรมจรวดที่พุ่งทยายท้องฟ้า ทำให้ฉันลิสต์สถานที่นี้เป็นที่แรกในแพลน ด้วยความที่อยู่ค่อนข้างนอกเมืองบวกกับร้านอาหารเช้าที่ค่อนข้างใกล้จากรถไฟฟ้า Metro ฉันตัดสินใจเรียกแท็กซี่อีกครั้งหนึ่ง สนนราคาที่ 600 RUB หรือถ้าใครต้องการนั่งรถไฟฟ้า Metro ไป สามารถลงได้ที่สถานี VDNKh ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงจุดกำเนิดการเดินทางสู่อวกาศของรัสเซีย ตั้งแต่ชิ้นส่วนของยาน สุนัขที่ขึ้นไปอวกาศอย่าง Laika หรือเรื่องเล่าของ Yuri Gagarin นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่เดินทางท่องอวกาศและกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเขาเสีย ชีวิตจากอุบัติเหตุการฝึกบินในเครื่องบินขับไล่ด้วยวัยเพียง 34 ปีเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วยังมีภาพคณะทีมงานแต่ละภาคส่วน ยานอวกาศจำลองที่ให้คนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศได้ ชุดยูนิฟอร์ม และด้านหน้าทางเข้ายังมีจุดขายของที่ระลึกพินรูปต่างๆ รวมไปถึงอาหารที่กินในยานอวกาศแบบหลอด ซึ่งจำหน่ายในตู้กดอัตโนมัติราวๆ 400 RUB Cathedral of Christ the Saviour สถานที่สุดท้ายทริปครั้งนี้ที่อยู่ใกล้ที่พักที่สุด ฉันจึงเก็บไว้เป็นวันสุดท้าย ว่ากันว่าโบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ Orthodox ที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตลอดทั้งวันไม่ว่าจะช่วงเช้า บ่าย เย็นหรือยามค่ำคืนที่นี่ก็คึกคักไปด้วยผู้คนตลอด เพราะโบสถ์แห่งนี้เกิดขึ้นจากการระดมทุนของประชาชน และติดกับแม่น้ำ Moskva เป็นจุดท่าเรือสัญจรทางน้ำ ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ยังใช้ประกอบพิธีทางศาสนา จึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม สามารถเดินเข้าไปได้เลยและไม่อนุญาตให้บันทึกภาพใดๆ รวมถึงบางพื้นที่ในโบสถ์ไม่สามารถเดินเข้าชมได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใช้งาน เรื่องและภาพ : ณิชา พัฒนเลิศพันธ์
10 จุดเที่ยวทะเลพม่า สวยมากไปเที่ยวเลยหน้าร้อนนี้
พาเที่ยว
พม่า
10 จุดเที่ยวทะเลพม่า สวยมากไปเที่ยวเลยหน้าร้อนนี้
หน้าร้อนปีนี้มีแพลนเที่ยวไหนกันไหม ช่วงต้นปีหยุดยาวก็มีเยอะ ไปเที่ยวทะเลต้อนรับซัมเมอร์สุดพิเศษกันดีกว่า วันนี้ ทัวร์ครับ (Tourkrub) จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 10 จุดเที่ยวทะเลพม่า ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ถึงความสวยงามของพวกเขา รับรองว่าแค่ได้เห็นภาพก็รีบอยากจะกดจองทัวร์ไปเที่ยวพม่ากันแล้ว ทะเลพม่าจะสวยสมคำล่ำลือไหม ไปดูกันเลย! 1. Lord Loughborough Island มาเริ่มกันที่แรกเลยกับเกาะลัฟโบโร่ เป็นหนึ่งในหมู่เกาะมังกร หนึ่งในที่ยอดนิยมของทะเลพม่า เกาะแห่งนี้เปิดให้ท่องเที่ยวในปี 2016 เป็นเกาะที่มีน้ำทะเลสีสวยมาก หาดทรายสีขาดเหมือนกับภาพวาดที่หลุดออกมาเลยล่ะ ภายใต้น้ำทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ซึ่งชาวพม่าจะเรียกอ่าวนี้ว่า Sleeping Dragon เนื่องจากเมื่อเรามองจากมุมสูงจะมองเห็นเป็นภาพของมังกรนอนหลับอยู่ จากจุดนี้ยังสามารถเดินขึ้นไปชมวิวของเกาะได้เดินประมาณ 100 เมตร เพื่อที่จะได้ภาพของหมู่เกาะมังกรพร้อมบรรยากาศกลิ่นอายของทะเลวิวที่ได้เป็นวิวของโค้งชาดหาดทอดยาว บอกเลยว่าสวยงามจนลืมหายใจ แต่ไม่ลืมยกกล้องขึ้นมาแชะภาพแน่นอน! 2. Lord Heaven Island เกาะลอร์ดเฮฟเว่น ก็เป็นหนึ่งในหมู่เกาะมังกรที่มีความสวยงามไม่แพ้กันและที่สำคัญไม่ควรพลาด! ไม่ว่าจะเป็นบนบกและในน้ำ ถูกให้นิยามว่าว่าราชาแห่งสวรรค์ ชายหาดที่มีสีขาวละเอียดทอดยาวและถูกโอบล้อมด้วยกำแพงภูเขา ด้านหน้าปรากฏท้องทะเลที่สีฟ้าคราม และยังสามารถเดินทะลุไปได้มีจุดที่เรียกว่า Shark Bay เป็นเกาะเล็กๆ ที่เหมือนครีบฉลามมีความแปลกตาอย่างมาก สำหรับใครชื่นชอบการดำน้ำก็สามารถดำน้ำไปดูปะการังและความอุดมสมบูร์ของทะเลพม่าได้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่นิยมทำกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไม่พลาด! 3. Horseshoe Island มาถึงเกาะที่คนไทยชอบเรียกว่าเกาะเกือกม้าหรือเกาะฮอร์สชู เป็นที่ที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับเกาะฮอร์สชู เป็นเกาะที่มีความสวยงามไม่แพ้เกาะอื่นๆ เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องการดำน้ำดูปะการังอย่างมาก เรียกได้ว่าสามารถเดินไปชายหาดแล้วดำดูได้เลย ใต้น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ยิ่งเป็นช่วงนี้ใครหลายคนคงไม่อยากพลาดที่จะพาครอบครัวหรือคนที่คุณรักไปสัมผัสกับบรรยากาศบนเกาะฮอร์สชูกันแน่ๆ 4. Dragon Nest อีกหนึ่งในหมู่เกาะมังกร นั่นก็คือเกาะอ่าวดราก้อนเนส ทะเลพม่า ความสวยงามของเกาะแห่งนี้ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าสวยงามแค่ไหน เกาะแห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะใต้พื้นน้ำของเกาะแห่งนี้มีความอลังการงานสร้างอย่างมาก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของปะการังและพันธุ์ปลาทั้งหลาย ชวนให้คุณได้หลงใหลในความสวยงามไม่น้อยเลย และยังมีธรรมชาติโดยรอบที่มีความสวยงามไม่แพ้กันทั้งหาดทรายสีขาวที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนเลยเกาะแห่งนี้จะมีอาหารไว้คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเปรียนเสมือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ 5. Cock Comb Island เกาะค็อกคอมบ์ เป็นเกาะที่ได้รับความนิยมของคนไทยอย่างมาก อีกทั้งยังได้รับฉายาว่า เกาะหัวใจมรกตนั้นเอง เป็นเกาะฝั่งประเทศเมียนมาร์ที่ติดกับจังหวัดระนอง เกาะที่อยู่ในทะเลอันดามันติดกับหมู่เกาะสุรินทร์ และที่สำคัญการเดินทางมาที่นี่เดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบายมากขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องความสวยนั้นต้องบอกเลยว่าสวยสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณโดยรอบหรือจะเป็นการดำน้ำก็ทำให้คุณติดใจกับเกาะแห่งนี้อย่างแน่นอน แค่คุณได้ดำน้ำลงไปคุณก็จะลืมสื่งที่คุณคิดเลยตกตะลึงกับความงามของธรรมชาติใต้ท้องทะเลเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งเลยล่ะ 6. Cock Burn Island มาถึงหมู่เกาะช้างเผือกกันบ้าง แน่นอนว่าตั้งอยู่ในประเทศพม่า ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเดินทางเพราะเราสามาถนั่งเรือจากระนองไปได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เรียกได้ว่าสะดวกไม่ต้องนั่งเครื่องบินให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจ เกาะแห่งนี้ถูกเปรียบเสมือนราชาแห่งท้องทะเลอันดามัน ด้วยความงดงามของของเกาะไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลที่ใสอย่างมากหรือจะเป็นหาดทรายสีขาวชวนให้คุณได้สัมผัส และยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติใต้น้ำที่ชวนให้คุณได้ลงไปดู หรือจะเป็นการเดินเล่นบนชายหาดทรายก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของเกาะแห่งนี้ 7. Bruer Island เกาะบรูเออร์เกาะน้องใหม่แห่งทะเลพม่า เป็นเกาะที่พึ่งจะเปิดให้ท่องเที่ยวได้เข้ามาชื่นชม เป็นเกาะที่โดดเด่นเรื่องการดำน้ำอีกหนึ่งเกาะ ภายใต้น้ำที่เต็มไปด้วยฝูงปลาการ์ตูนพร้อมกับดอกไม้ทะเลมากมาย เรียกได้ว่าสวยงามจนลืมโลกด้านบนเลยทีเดียว รวมถึงน้ำทะเลที่เรียกได้ว่ามองทะลุถึงข้างล่างเลย ใสมากกกกกก ก. ล้านตัวไปเลย นอกจากกิจกรรมดำน้ำแล้วเกาะแห่งนี้ยังมีวิวที่สวยงามอย่างมากและยังมีกิจกรรมมากมายให้ทำไม่ว่าจะเป็นพายเรือเเคนู เบาะยางลอยน้ำ สำหรับใครอยากมาลองสัมผัสเกาะบรูเออร์ต้องบอกเลยว่าคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเวลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว 8. Tafook Island เกาะตาฟุ๊กหรือเกาะดันกิ้น เป็นอีกหนึ่งเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวย ซึ่งบนเกาะแห่งนี้สามารถพักค้างคืนได้ โดยบนเกาะแห่งนี้จะมีชาดหาดขนาดใหญ่จุดเด่นของเกาะนี้นอกจากน้ำทะเลที่ใสสะอาดและหาดทรายละเอียดละมุนแล้ว ตาฟุ๊กยังเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กับเกาะหัวใจมรกตค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกาะแห่งนี้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนอนค้างคืนเพราะบนเกาะจะมีเต๊นท์ให้บริการ ส่วนเรื่องความสวยของเกาะแห่งนี้ต้องบอกเลยว่าไม่แพ้เกาะอื่นๆ เลยทั้งบนบกและในน้ำสำหรับใครที่สนใจอยากมาพักผ่อนก็สามารถเดินทางมาจากจังหวัดระนองได้เลย 9. Nyaung Oo Pee Island เกาะนาวโอพี เป็นอีกเกาะในทะเลพม่าที่ขึ้นชื่อเรื่องการดำน้ำดูปะการัง เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยปะการังจำนวนมาก ที่นี่เราสามารถดำน้ำตื้นชมได้เลย หาดทรายบนเกาะแห่งนี้มีความละเอียดชวนสัมผัส โดยปัจจุบันเกาะแห่งนี้มีรีสอร์ทที่พักบริการเพียงแห่งเดียว บรรยากาศจึงเงียบสงบ และอาจจะเรียกได้ว่านี่คือหาดส่วนตัวของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ ซึ่งเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากจังหวัดระนอง สำหรับใครที่ไม่ต้องการจะพักค้างคืนสามารถไปเช้าเย็นกลับได้เลย หรือจะนั่งทานอาหารบนเกาะก็มีบริการให้ในช่วงเย็น ชวนให้คุณอินกับบบรรยากาศตะวันตกดิน แค่คิดก็อยากจะไปสัมผัสกันแล้วสิรับรองว่าเมื่อคุณได้เดินทางมายังเกาะแห่งนี้คุณจะไม่รู้สึกผิดหวังเลย 10. Pearl Island มาถึงสถานที่สุดท้ายกับเกาะมุกของพม่ากันบ้าง เป็นเกาะอีกหนึ่งแห่งที่ขึ้นชื่อ โดยเกาะนี้มีชื่อท้องถิ่นว่า Pyin Sa Island เรียกได้ว่าเกาะแห่งนี้เป็นสวรรค์ของนักดำน้ำตื้นเลยก็ว่าได้ ที่นี่มีแนวปะการังอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปยังเกาะมุกและยังมี Nemo Garden เป็นแนวปะการังทีมีปลากการ์ตูนอาศัยอยู่มากมายนับว่าเป็นอีกไฮไลท์ของเกาะแห่งนี้เลย ซึ่งบนเกาะมุกเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบอย่างมาก มีความงดงามทางธรรมชาติที่ชวนให้คุณหลงใหลเรียกได้ว่าคุณทำกิจกรรมที่เกาะแห่งนี้ทั้งวันก็ไม่เบื่อ สำหรับใครที่อยากดำน้ำใกล้ชิดกับปลาการ์ตูนคงไม่อยากพลาดมาที่เกาะมุกอย่างแน่นอน 10 สถานที่ท่องเที่ยวทะเลพม่า ไปเที่ยวได้เลยช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งสามารถสอบถามเรื่องเที่ยวทัวร์พม่ากับ ทัวร์ครับได้เลย กดตรงนี้สอบถามรายละเอียด แล้วก็เก็บเสื้อผ้าไปเที่ยวทะเลพม่ากัน
15 ที่เที่ยวต่างประเทศ ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ สวยนะไปเที่ยวเลย
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
15 ที่เที่ยวต่างประเทศ ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ สวยนะไปเที่ยวเลย
เมืองไทยมันร้อน ไปเที่ยวปีใหม่ต่างประเทศกันดีกว่า ไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงปีใหม่หนีร้อนให้หนาวจับใจกันดีกว่า ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้รวบรวมที่เที่ยวต่างประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่กับวันหยุดยาวแบบเที่ยวคนเดียวก็ได้ เที่ยวกับเพื่อน เที่ยวกับครอบครัวก็ได้ ไม่ว่าจะไปเที่ยวปีใหม่กับใคร ก็ได้รับความหนาวและความน่าประทับใจกับทริปนี้แน่นอน จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ 15 ที่เที่ยวต่างประเทศ ช่วงปีใหม่ 1.เที่ยวญี่ปุ่น ขอเริ่มประเทศแรกยอดนิยมของคนไทย จะไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงปีใหม่ อย่างประเทศญี่ปุ่นกันเลย ด้วยความที่ไม่ไกลจากประเทศไทย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่เราเลือกที่จะเดินทางไปเยือนกัน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเบื่อเพราะว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายไม่ว่าจะเป็นการไปชมภูเขาไฟฟูจิ สวนสนุกก็มี หรือจะเป็นการหาของกินอร่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของใครหลายๆคนเลยก็ว่าได้ จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ 2.เที่ยวบาหลี สำหรับใครที่ชื่นชอบธรรมชาติคงที่ไม่อยากจะพลาดที่จะมาเยือนบาหลีอย่างแน่นอน บาหลีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติอย่างมาก อีกทั้งยังมีความน่าสนใจไม่น้อย ทั้งมีรีสอร์ที่มีความสวยงามเข้ากับบรรยากาศธรรมชาติได้อย่างลงตัว สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนในช่วงหยุดยาวก็อยากขอแนะนำอีกสถานที่อย่างบาหลีให้มาลองสัมผัสกัน จองทัวร์บาหลี กับ ทัวร์ครับ 3.เที่ยวออสเตรีย เมืองเวียนนาประเทศออสเตรียที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามอย่างมาก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาเยี่ยมชมประเทศออสเตรียนกันเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศออสเตรียก็ยังมีอะไรที่ซ่อนไว้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติ ภูเขา ทุ่งหญ้า และทะเลสาบ ที่รับรองเลยว่าคุ้มค่าที่จะมาเยือนแน่นอน จองทัวร์ออสเตรีย กับ ทัวร์ครับ 4.เที่ยวเกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศที่คนไทยนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกัน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินตามรอยซีรี่ย์ที่คุณชื่นชอบ หรือจะเป็นการเดินเที่ยวเล่นหาของอร่อยๆ กิน และที่นิยมกันมากสำหรับขาช้อปคงหนีไม่พ้นการช้อปปิ้งในย่านเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้ทำ เรื่องของสถาปัตยกรรมเกาหลีใต้ของเราก็ไม่แพ้ที่ไหน อย่างพระราชวังโบราณที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม หรือจะเป็นไปเที่ยวสวนสนุกชื่อดังก็ทำให้คุณไม่เบื่อแม้จะมาคนเดียวแน่นอน จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ 5.เที่ยวสิงคโปร์ มาถึงประเทศสิงคโปร์กันบ้างเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของคนไทยที่มาไม่ยาก แถมมาคนเดียวก็สบายหายห่วง เป็นประเทศที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทยเลย มีความโดดเด่นเรื่องระบบการขนส่งและความปลอดภัยหรือจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเมอร์ไลออนและสวนสนุกยูนิเวอร์แซล ที่มีความสวยงามอย่างมาก จนทำให้เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างไม่ขาดสาย จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ 6.เที่ยวคอสตาริกา เป็นประเทศที่ใครๆ หลายคนอยากลองไปสัมผัสสักครั้งในชีวิตอย่างประเทศคอสตาริกา ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ ทั้งสิ่งแวดล้อมและบรรยายกาศคือดีมากจ้า นอกจากนี้ยังมีชายหาดที่เรียกได้ว่าสวยและเงียบสงบเป็นสถานที่ในฝันอีกที่หนึ่งเลย อีกทั้งยังมีกิจกรรมมากมายไม่ว่าจะเป็น การล่องเรือชมทะเลและภูเขาไฟ ที่จะทำให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ คอสตาริกายังโดดเด่นเรื่องกาแฟ สำหรับใครที่ชื่นชอบกาแฟคงไม่อยากพลาดอย่างแน่นอน 7.เที่ยวไอซ์แลนด์ ประเทศไอซ์แลนด์ ที่ใครหลายคนฝันว่าสักครั้งต้องไป ที่ที่เต็มไปกิจกรรมมากมายชวนให้คุณหลงไหลในประเทศนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกประเทศที่มีความสวยงามอย่างมากไม่ว่าในช่วงเวลาไหน อีกทั้งยังมีชาดหาดสีดำชื่อดัง การไปชมวาฬ หรือจะเป็นการไปชมน้ำพุร้อน ทำให้ใครหลายคนที่ได้มาสัมผัสต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า อยากกลับมาอีกสักครั้ง จองทัวร์ไอซ์แลนด์ กับ ทัวร์ครับ 8.เที่ยวนิวซีแลนด์ สำหรับใครที่เป็นแฟนหนังเรื่อง The Hobbit คงไม่อยากพลาดที่จะมาชมความงดงามของประเทศนิวซีแลนด์กันแน่ๆ เป็นที่ประเทศที่มีความสวยงามหลายด้านทั้งธรรมชาติที่โดดเด่นเรื่องความอุดมสมบูรณ์จนได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวหรือจะเป็นเมืองที่ได้รับการออกแบบที่ลงตัวมีความสวยงาม จนทำให้คนรักการถ่ายรูปต่างพากันเดินทางยังประเทศนิวซีแลนด์เป็นจำนวนมากเพื่อมาถ่ายภาพความสวยงาม ได้ยินอย่างนี้แล้วก็ต้องหยิบกล้องขึ้นมาแล้วล่ะ จองทัวร์นิวซีแลนด์ กับ ทัวร์ครับ 9.เที่ยวสโลวีเนีย เราขอแนะนำประเทศที่มีความสวยงามไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ อย่างประเทศสโลวีเนีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ติดกับโครเอเชีย อิตาลี ออสเตรียและอังการี เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่หลบซ่อนอยู่แต่เรื่องความสวยงามของประเทศนี้ไม่น้อยน่าอย่างแน่นอน สโลวีเนียนั้นประกอบไปด้วยเมืองเล็กแสนโรแมนติก หรือจะเป็นย่านการค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก สำหรับใครมองหาสถานที่พักผ่อนที่เงียบสงบไม่ชอบคนเยอะ เราขอแนะนำเลยกับประเทศสโลวีเนียที่สำคัญอย่าจำสลับกับสโลวาเกียล่ะ เพราะชื่อเขาคล้ายๆ กัน 10. เที่ยวเยอรมัน มาถึงประเทศเยอรมัน ที่นี่มีความโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 18 มีเมืองที่รู้จักกันดีอย่าง เบอร์ลิน และ มิวนิก เป็นประเทศที่ได้ความนิยมจากเหล่านักท่องเที่ยวไม่ใช่น้อยและยังมีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญอีกมากมายพร้อมให้คุณได้ไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนช่วงวันหยุดยาว เราขอแนะประเทศเยอรมัน จองทัวร์เยอรมัน กับ ทัวร์ครับ 11.ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ใครที่ยังไม่เคยได้สัมผัสแถบสแกนดิเนเวีย เราอยากแนะนำให้คุณมาสักครั้งไม่ว่าจะเป็นการได้ท่องเที่ยวสถานที่มากมายทั้ง เที่ยวสวนสนุก Tivoli ต่อด้วยเที่ยวเมืองชาวแตนิชหรือจะเป็นการนั่งเรือสวีเดน ชมเกาะนับพันเกาะและมาชมความงามของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งจะทำให้คุณได้รับประสบกราณ์ใหม่ๆ มากมาย นอกจากนี้สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยคือการไปนอนสัมผัสบรรยายกาศที่รีสอร์ทสักแห่งเก็บเกี่ยวธรรมชาติแบบจัดเต็มกันเลย 12.เที่ยวแคนาดา สำหรับขาลุยกันบ้างอย่างประเทศแคนาดา ที่มีกินกรรมอย่างการล่องแกง การปีนเขา การขี่ม้า หรือจะเป็นการดูวาฬ ชวนให้คุณสนุกไปกับการพักผ่อนในแคนาดา ถ้าอยากไปเดินเล่นชมธรรมชาติแคนาดาก็มีให้เหมือนกัน ในเรื่องบรรยากาศอันสวยงามประเทศนี้ก็ไม่แพ้ใครเหมือนกันไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ Rocky Mountains, Lake Louise, Lake Louiseและอีกมากมายหรือจะเป็นการไปชิมอาหารพื้นเมืองที่แสนอร่อยที่ถูกจัดแต่งด้วยความประณีต เรียกได้ว่าจัดมาแบบเต็มๆกันเลย 13.เที่ยวเนเธอร์แลนด์ มาถึงประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลดอกทิวลิปอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์อย่างมาก อีกทั้งยังมีกิจกรรมมากมายรอคุณให้มาสัมผัสไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเมืองอัมสเตอร์ดัมที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัมหรือจะเป็น เที่ยวหมู่บ้านกังหันลมโบราณ เป็นต้น สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนกันอยู่คงไม่อยากพลาดที่จะมาประเทศเนเธอร์แลนด์อย่างแน่นอน จองทัวร์เนเธอร์แลนด์ กับ ทัวร์ครับ 14.เที่ยวเวียดนาม มาถึงประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง เวียดนามกันบ้าง เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ มีความเป็นเอกลักษณ์ในคราบอารยธรรมสไตล์ยุโรป สำหรับใครที่มองสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงหยุดยาว เวียดนามก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบาน่าฮิลล์ ดานัง หรือจะเป็นถ้ำฟองญา และเที่ยวอ่าวฮาลองที่มีขนาด 1,553 ตารางกิโลเมตร ก็น่าสนใจ จองทัวร์เวียดนาม กับ ทัวร์ครับ 15.เที่ยวพม่า ปิดท้ายด้วยประเทศพม่า ต้องยอมรับเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่พม่ามีผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายๆ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการไปไหว้พระเท่านั้น แต่ความจริงพม่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบอลลูนที่เมืองพุกาม ตะลุยสวนน้ำ Yangon Water Boom หรือจะเป็นช้อปปิ้งที่ตลาดแนว Eco “Yangon Zay” และเที่ยวสะพานอูเบ็ง สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเป็นอีกประเทศนึงเลยที่เด่นเรื่องวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนใกล้ๆ ช่วงหยุดยาวต้องไม่พลาดพม่า! จองทัวร์พม่า กับ ทัวร์ครับ 15 ประเทศไปท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ได้ สะดวกสบายหายห่วง ใครมีแพลนไปไหนกันบ้าง ช่วงเทศกาลหยุดยาวแบบนี้ถึงไม่มีใครไปไหนเป็นเพื่อน ก็จองเที่ยวทัวร์ไปหาเพื่อนเอาข้างหน้าได้เลย สามารถดูแพ็กเกจทัวร์ต่างประเทศ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) >> https://tourkrub.co กันได้เลย เพราะเรามีสถานที่เที่ยวต่างประเทศสวยๆให้ตามไปเที่ยวเพียบในช่วงปีใหม่นี้
รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆฉบับคนวันหยุดน้อย
พาเที่ยว
เกาหลี
รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆฉบับคนวันหยุดน้อย
สำหรับใครที่มองทริปสั้นๆ ช่วงหยุดยาวกันอยู่วันนี้ Tourkrub เราจะมารีวิวการท่องเที่ยวต่างประเทศ 4 วัน 3 คืน วันนี้ขอยกตัวอย่างประเทศสุดฮิตที่ไม่ห่างจากบ้านเรามากนักยังอยู่ในแถบเอเชีย แถมมีสถาปัตยกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจผุดขึ้นมาใหม่ๆ มากมาย ไม่ต้องเดากันให้เหนื่อย เริ่มต้นทริปเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน สิ่งที่เราขาดไม่ได้เลยในการไปเที่ยวต่างประเทศคือการแลกเงิน ซึ่งค่าเงินของประเทศเกาหลีมีค่าเป็นวอน ก็สามารถแลกได้หลากหลายสถานที่ค่าเงินในปัจจุบันอยู่ที่ 0.026 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและอัตราการแลกเปลี่ยน ส่วนเรื่องวีซ่านั้นประเทศเกาหลีไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากและยังสามารถอยู่ในประเทศได้ถึง 90 วันอีกด้วย ซึ่งทางเราได้จองทัวร์เกาหลี เที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน นั่นเอง เพราะไปเกาหลีครั้งแรกเลยไปกับทัวร์มั่นใจกว่า ก่อนเดินทาง 1วัน ทางบริษัททัวร์จะโทรมาบอกรายละเอียดและคอนเฟิร์มเกี่ยวกับข้อมูลการเดินทางต่างๆ เมื่อเดินทางมาถึงสถานบินสุวรรณภูมิ ทางหัวหน้าทัวร์นัดให้มาก่อนเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อให้คำแนะนำสำหรับเอกสารที่จำเป็นและเซ็นเอกสารทางบริษัททัวร์ได้เขียนไว้ให้หมดแล้วแค่เราเซ็นชื่อให้ตรงกับใบก็พอ พอมาถึงจุดเช็คอินหัวหน้าทัวร์จะบอกรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักกระเป๋าโหลดใต้เครื่องได้ 15 กิโลกรัม และกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 7กิโลกรัม เดินมาอีกสักพักก็จะเป็นประตูเข้าGate จุดนี้จะเป็นจุดที่ตรวจกระเป๋าว่ามีสิ่งของต้องห้ามหรือไม่ จากนั้นก็นั่งรอเวลาเรียกขึ้นเครื่อง เรียกได้ว่าเป็นทริปที่สบายที่สุดละเพราะปกติก็จะมากันเอง งงๆ เอ๋อๆ กันอยู่พักใหญ่ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอินชอน หัวหน้าทัวร์จะแนะนำการผ่านตม. ซึ่งทางตม.เกาหลีขึ้นชื่อว่าเคี่ยวอย่างมากเราก็ได้หาข้อมูลมาบ้าง ทางหัวหน้าทัวร์แนะนำให้เตรียมเอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือรับรองการทำงาน บัตรเครดิต เงินที่แลกไป เป็นต้น พอมาถึงคิวเราทางตม. ถามคำถามเราเป็นภาษาอังกฤษว่า มากี่วัน มาทำอะไร เราตอบไปว่ามากับบริษัททัวร์ ถามต่อมาว่ากี่คนอะไรประมาณนี้ บางคนก็โดนถามบางคนก็ไม่โดนแล้วแต่ดวงจากการสุ่มตรวจกันไป จากนั้นก็มานั่งรอกระเป๋ากับทีมทัวร์ทั้งหมด ทางไกด์ทัวร์ก็จะให้เวลาเราไปเตรียมตัวไม่ว่าจะเป็นล้างหน้าแปรงฟันหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า ทางไกด์ก็จะนัดจุดรวมพลอีกครั้งและมาถึงเวลาที่นัดทางไกด์ก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ให้ไกด์ (ไกด์ท้องถิ่น) แต่ละคนดูแลเรียกได้ว่าอยากรู้อะไรถามได้เลย พอได้เวลาทางไกด์ก็จะพาเราขึ้นรถบัส พอขึ้นรถบัสก็จะเล่าเรื่องต่างๆ และบอกจุดหมายวันนี้ว่าทำอะไรบ้าง แต่ก่อนออกเดินทางขอเติมพลังให้ท้องกันก่อน มื้อแรกที่เกาหลีหลีในทริปนี้ต้อง ชาบู นั้นเอง บอกได้เลยว่าอร่อยมากอร่อยจนลืมรสชาติชาบูที่ประเทศไทยไปเลย พอทานอาหารเสร็จก็เดินถ่ายรูปเล่นแถวร้านอาหารพอหอมปากหอมคอตามประสาคนบ้ากล้อง รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ไปต่อกันที่เกาะนามิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเลย พอเดินลงจากรถก็ได้เห็นวิวที่สวยอย่างมากชวนให้อยากรีบนั่งเรือไปฝั่งเกาะนามิไวๆ เมื่อมาถึงเกาะนามิ ทางไกด์จะให้เวลาเราไปเดินเที่ยวกัน เที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน จุดแรกเลยที่เราไปบนเกาะนามิคือ รูปปั้นคู่พระนางจากเรื่องเพลงรักในสายลมหนาว (Winter Sonata Statue) เป็นรูปปั้นชื่อดังที่เห็นกันมากมายในซีรีย์เกาหลี เป็นรูปปั้นของเบยองจุน (Bae Yong Joon) และ แชงจีอู (Choi Ji Woo) ดาราเกาหลีชื่อดัง เป็นจุดที่มีแฟนคลับมาถ่ายรูปเป็นจำนวนมากและสายแปะก๊วย (Ginkgo Tree Lane) เป็นถนนที่มีต้นแปะก๊วยเป็นจำนวนมากกว่า 80 เมตร ซึ่งช่วงที่เราเป็นช่วงใบไม้กำลังเปลี่ยนสีพอดี ที่เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดงส้ม ซึ่งบนเกาะนามิยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายแต่เวลาหมดก่อนเลยได้แต่ถ่ายรูปแถวๆ นั้น จากนั้นนั่งเรือข้ามกลับมา ซึ่งในช่วงนั้นเป็นเวลาใกล้เย็นแล้ว ไกด์บอกเราจะพาไปทานข้าวและเข้าที่พัก มื้อเย็นของเราคือ ข้าวหน้าหมูกะทะร้อน บอกเลยว่าฟินมากเหมาะกับอากาศเย็นๆ มากจ้ะแม่จ๋า จบวันด้วยการเข้าที่พักสวยๆ คืนนี้เราพักที่สกีรีสอร์ท oak valley เป็นรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงพอสมควร ห้องถือว่าใหญ่มาก เอาล่ะนอนพักเอาแรงพรุ่งนี้ลุยเที่ยวเกาหลีกันต่อ ! ต้อนรับเช้าที่ประเทศเกาหลีกับอากาศที่หนาวมาก ช่วงที่เรามายังไม่ค่อยมีหิมะเท่าไรแต่อากาศหนาวแล้ว มื้อเช้าก็คงหนีไม่พ้นอาหารโรงแรม จากนั้นทางไกด์ก็จะนัดเวลาเพื่อออกเดินทาง เราเดินทางมายัง Strawberry field แค่ได้ยินชื่อก็อยากกินแล้ว ทางไกด์ได้แจ้งทางเราว่าไม่สามารถเด็ดกินได้ แต่ทางไร่มีการเตรียมไว้ให้โดยจะใส่ในแก้วไว้ให้ ทางไร่ก็ไม่ได้มีแค่สตรอเบอรี่หรอกนะแต่ยังมีผลไม้อีกมากมาย ที่พร้อมจำหน่าย แถมมีบริการจัดส่งให้ที่สนามบิน ตอนวันที่เราเดินทางกลับสะดวกจริงๆ บอกเลยว่าลูกใหญ่ หวานฉ่ำมากกกก จนต้องสั่งกลับไปเป็นของฝากเลยล่ะ ต่อมาเราเดินทางมาถึง สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ (everland) สวนสนุกชื่อดังของเกาหลีเค้าแหละ ทางไกด์ก็ปล่อยเราตามสบายแต่จะนัดเวลา เราก็จัดเต็มสิเดินเที่ยวเล่นในโซนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Magic Land, European Adventure, Zootopia ,Lost Valley และ Plantopia เราเล่นเครื่องเล่นเป็นส่วนใหญ่ เราชอบมากเลยสำหรับเจ้าเครื่องเล่นรางไม้ที่ไกด์บอกว่าเป็นไฮไลท์เลยเครื่องนี้ และไปเก็บภาพบรรยากาศต่างๆ เอาเป็นว่าเดินถ่ายรูปกันจนกล้องแบตหมดไปเลย และหาขนมทานเล่นไปด้วยบอกเลยว่าฟินมากถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สนุกกับเจ้าสวนสนุกเอเวอร์แลนด์มากันจนเหนื่อยแล้ว ก็ต้องเติมพลังกันหน่อยสำหรับมื้อนี้เป็นมื้อจัดเต็มของเราเลยนั้นคือ หมูย่างเกาหลี ขอบอกเลยสำหรับคนที่ชื่นชอบหมูย่างเกาหลีแบบเราคงจะพลาดไม่ได้จริงๆ สำหรับเมนูนี้ยิ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้ด้วยบอกเลยว่า อร่อยมากกก จริงๆ ที่ไทยก็อร่อยนะ แต่กินที่บ้านเขาฟีลมันก็ต่างออกไป เข้ากั๊นนนเข้ากันน เหนื่อยๆ จากสวนสนุกต้องจบที่นี่แหละ ฟินสุดอะไรสุด ถึงเวลาเราก็ออกเดินทางกันต่อ ไปยัง ภูเขานัมซาน เพื่อไปชมวิวบน N Tower วิวที่สวยอย่างมาก แถมบวกกับลมเย็นแต่ว่าคนเยอะมากไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติหรือคนเกาหลีก็ตาม บอกเลยว่าระยะทางจากรถบัสขึ้นไปยังหอคอเหนื่อยมากเพราะรถบัสไม่สามารถขึ้นไปได้ แต่บอกเลยว่าวิวได้จากบนหอคอยคุ้มค่ากับการมาเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืนครั้งนี้มาก เมื่อมาถึงตอนเย็นทางไกด์ก็พาเราเข้าไปยังในเมืองโซล พาไปดูวัฒนธรรมของคนเกาหลีพาไปแต่งชุดฮันบกเป็นชุดประจำชาติเกาหลีจุดนี้แนะนำสำรองแบตไว้ดีๆ เพราะถ่ายรูปจนมือชาเลยล่ะ จากนั้นไกด์พาไปทานมื้อเย็น เป็นไก่ตุ๋นโสมของที่มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งในเกาหลี บอกเลยว่ารสชาติแปลกใหม่ดี กลมกล่อมมีความลงตัวอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นก็จะเข้าที่พักในกรุงโซล เมื่อนัดเวลาในวันพรุ่งนี้แล้วทางไกด์ก็จะปล่อยเราพักผ่อนเต็มที่ เราเลือกที่จะออกไปเดินเล่นต่อเพราะพรุ่งนี้จะกลับแล้วจึงต้องเก็บเกี่ยวกันหน่อย วันสุดท้ายในประเทศเกาหลี เที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน เช้ามาก็ลงมาไปรับประทานอาหารเช้าต้องจัดกระเป๋าลงมาเลยเพราะเราจะไม่ย้อนกลับมาโรงแรมแล้ว ทานอาหารเช้าเสร็จก็ขึ้นเดินทางต่อไปยังพระราชวังมรดกโลกชังด็อกกุง ซึ่งทางไกด์ก็จะเล่าประวัติความเป็นมาของพระราชวังและข้อห้ามต่างๆ พอเสร็จจากพระราชวังทางไกด์ก็จะพาเราไปแหล่งช้อปปิ้งสวรรค์ของเราเลยยิ่งพวกเครื่องสำอางค์หรือขนมอยากจะเอากลับให้หมดเลย พอมาถึงเวลาไกด์ก็จะเรียกขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังสนามบินแต่ก่อนหน้านั้นก็จะพาไปทานอาหารก่อน มื้อสุดท้ายในประเทศเกาหลีเป็นข้าวยำเกาหลี หลังจากทานเสร็จก็เดินทางไปยังสนามบินอินชอนเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆฉบับคนวันหยุดน้อย เป็นไงกันบ้างเพื่อนๆ พอจะถูกใจสายออฟฟิศวันลาเหลือน้อยกันบ้างไหม แนะนำมากๆ เลยสำหรับคนที่อยากมาเที่ยวแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะมากับทัวร์คือสบายสุดแล้ว มีให้เลือกหลายแพคเกจอีกด้วย เที่ยวครบจบที่นี่ที่เดียวเลย !