ทัวร์ครับ พาเที่ยว

เพราะโลกมันกว้าง ทัวร์ครับพร้อมพาทุกคนออกไปหาประสบการณ์ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว รวมเรื่องราว ทุกเทศกาล ทุกฤดูกาลท่องเที่ยวทั่วโลกไว้ที่นี่

7 มรดกโลกต้องไป ดีต่อใจแค่ไหน ต้องดู!

Jul 19, 2018

        ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลก ก็สัมผัสได้ถึงเรื่องราว และร่องรอยของประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้แต่แหล่งท่องเที่ยวนั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปดู 7 มรดกโลก ที่ขึ้นเรื่องความสวยงาม และเรื่องราวประวัติศาสตร์ จนได้รับขี้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จาก UNESCO มาดูกันสิว่า จะดีต่อใจขนาดไหน ? ตามมดูกันเลยค่ะ คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี (Cappadocia, Turkey)           ภาพของบอลลูนที่กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลากหลายสีสัน ท่ามกลางหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟกว่า 3 ล้านปีมาแล้ว กลายเป็นลักษณะภูมิประเทศที่ดูแปลกตา เชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัส ทำให้คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกีกลายเป็นที่เที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝัน อยากจะมาสัมผัส จาก ความแปลกที่เกิดจากสร้างสรรค์ของธรรมชาติ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1985 ซึ่งคัปปาโดเกีย จึงกลายเป็นมรดกโลก ที่ควรค่าแก่การไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิตค่ะ  มาชูปิกชู ประเทศเปรู (Machu Picchu, Peru)           ดินแดนอารยธรรมโบราณของชาวอินคา บนยอดเขาแอนดีสที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 2,450 เมตร และถึงแม้จะผ่านมาหลายร้อยปี แต่ร่องรอยของสถาปัตยกรรมก็ยังคงเหลือเพื่อคอยบอกเหล่าความมหัศจรรย์ของชาวอินคาโบราณ ในการวางระบบสาธารณูปโภคผังเมืองให้เข้าธรรมชาติ สภาพแวดล้อม นอกจากสถาปัตยกรรมสุดอลังการแล้ว ทัศนียภาพของธรรมชาติรอบก็สวยงามไม่แพ้กันค่ะ มาชูปิกชู ประเทศเปรูปแห่งนี้ จึงได้กลายเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1983 รวมถึงเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและข่าวดีสุดๆเลยก็คือ คนไทยสามารถไปเที่ยวมาชูปิกชูได้ แบบไม่ต้องขอวีซ่า ค่ะ   เพตรา ประเทศจอร์แดน (Petra, Jordan)           หากพูดถึงที่เที่ยวที่ควรไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต มหานครเพตรา จะต้องติดอยู่ในลิสนั้นอย่างแน่นอนค่ะ เพตรา คือนครลึกลับที่เกิดจากการแกะสลักภูเขาหิน ให้กลายเป็นเมืองขนาดย่อมๆที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาวาดี มูซา ประเทศจอร์แดนค่ะ ว่ากันว่านครเพตราแห่งนี้ เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมในแถบตะวันออกกลาง ความวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมที่เกิดจากการความปราณีตของงานช่างโบราณ ซึ่งแม้ในปัจจุบันเราก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว เพตราแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ? แต่ที่สำคัญคือร่องรอยของอารยธรรมที่ยังคงรอคอยให้เราไปสัมผัสอยู่นั่นเองค่ะ  เวนิช ประเทศอิตาลี (Venice, Italy)           อดีตเมืองศูนย์กลางแห่งการเดินเรือของทวีปยุโรป จนได้รับฉายาให้เป็น “ เมืองแห่งสายน้ำ ”  กับเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี ซึ่งภายในเมืองเวนิชนั้นเต็มไปด้วยคลองกว่า 150 สายที่ชาวเมืองใช้สัญจรแทนถนน ซึ่งหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี กับภาพของเรือกอนโดล่า สัญลักษณ์ประจำเมืองเวนิช กิจกรรมสุดคลาสสิคที่ไม่ว่าใครก็ต้องไม่พลาด ท่ามกลางสีสันบรรยากาศของเมืองเวนิชที่แสนจะมีสเน่ห์ แค่คิดก็ดีต่อใจแล้วค่ะ  พุกาม ประเทศพม่า (Bagan, Myanmar)           กลับเข้ามาประเทศเพื่อนบ้านกันบ้างค่ะ กับพม่า ประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์สเน่ห์แห่งวัฒนธรรม โดยเฉพาะพุกาม อดีตอาณาจักรโบราณของพม่า จึงทำให้เป็นที่ตั้งของวัดวาอารามเก่าแก่มากมายกว่า 4,000 องค์ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองทะเลเจดีย์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก โดยเฉพาะภาพความสวยงามของทะเลเจดีย์ กับพื้นหลังที่เต็มไปด้วยบอลลูนมากมาย เป็นภาพความสวยงามที่ใครๆต่างก็ต้องตะลึง ทัวร์ครับขอรับประกันค่ะ  นครวัด ประเทศกัมพูชา (Angkor Wat, Cambodia)           ต้นกำเนิดวัฒนธรรมขอมโบราณอันยิ่งใหญ่ กับสิ่งก่อสร้างที่แม้จะผ่านมากี่พันปี ก็ยังคงแสดงให้เห็นรับรู้เรื่องราว ความสวยงามของสถาปัตยกรรมโบราณ  และพลังความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าใครก็อยากจะมาสัมผัสสเน่ห์อันลึกลับของนครวัดแห่งนี้ นอกจากจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว นครวัดยังได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อีกด้วยค่ะ แถมอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยอีกด้วย ทัวร์ครับบอกเลยว่าห้ามพลาดค่ะ  ดูบรอฟนิก ประเทศโครเอเชีย (Dubrovnik, Croatia)          ปิดท้ายด้วยประเทศที่กำลังโด่งดังจากมหกรรมฟุตบอลโลก 2018 อย่าง ประเทศโครเอเชีย ซึ่งมีหลายเมืองของโครเอเชียทีได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ครั้งนี้ทัวร์ครับจะขอแนะนำเมืองดูบรอฟนิก เมืองท่องเที่ยวสุดโด่งดังของโครเอเชีย ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นหูกับภาพความสวยงามของอาคารบ้านเรือนที่มีหลังคาสีส้ม ตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล ผสมผสานกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ กลายเป็นสเน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล รวมถึงวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สโลว์ไลฟ์ ไม่ว่าใครที่ได้ไปเยือนเมืองดูบรอฟนิกแห่งนี้ ต่างตกหลุมกันโครเอเชียทุกรายเลยค่ะ         โห...แต่ละที่น่าไปทั้งนั้นเลย ยิ่งหากไปกับทัวร์ครับแล้วล่ะก็ จะได้เที่ยวต่างประเทศแบบสบายๆ ไม่ต้องวางแผนเที่ยว หรือจองตั๋วให้ปวดหัว ส่วนครั้งหน้า ทัวร์ครับจะมีที่เที่ยวที่ไหนเด็ดๆมานำเสนออีกนั้น อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ หากใครอยากรู้เคล็ดลับในการเที่ยวสบาย แบบไม่กลัว Jet Lag อ่านต่อได้เลยที่  5 เคล็ด (ไม่) ลับ ฉบับคนขี้เที่ยว ตอน “ Jet lag เหรอ...ฉันไม่กลัวหรอก! ”

อ่านเพิ่มเติม
นักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยไม่ควรพลาดกับ 5 ที่เที่ยวสไตล์ซาฟารี

Jul 19, 2018

        หากคิดถึงการท่องเที่ยวซาฟารี อันดับแรกที่หลายคนนึกถึงคงไม่พ้นแอฟริกา ใช่ไหมล่ะคะ แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแอฟริกาเท่านั้นที่มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบซาฟารีให้แก่คุณได้ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ในโลกที่มีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอันอุดมให้คุณได้ลองไปเปิดประสบการณ์กัน แต่จะมีที่ไหนบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย! ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่ Africa กับ The Big 5           ป่าสงวนแห่งชาติ มาไซ มารา ในเคนยา และอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ ในแทนซาเนีย เป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดในการได้ชมเหล่าสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอฟริกา หรือที่นักท่องเที่ยวขนานนามว่า The Big 5         The Big 5 ประกอบไปด้วย สิงโต ช้างแอฟริกัน เสือดาว ควายป่า และแรด ซึ่ง rabbit finance ขอบอกเลยว่า ความสำเร็จของการเดินทางท่องซาฟารีที่แอฟริกานั้น จะวัดได้จากจำนวนครั้งที่บรรดา 5 ผู้ยิ่งใหญ่ปรากฎตัวให้เห็นล่ะค่ะ การเดินทาง : จากสนามบินไนโรบีเดินทางต่อไปยังสนามบินคิลิมันจาโร หรือสนามบินอารูชา และเดินทางโดยรถต่ออีก 8 ชั่วโมง หรือจะเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินขนาดเล็กไปยังลานบินคิราวิรา ในเซเรนเกติ   ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่เกาะ Borneo กับเจ้าลิงอุรังอุตัง           หากคุณไม่ได้พบกับสัตว์สายพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงอย่าง ลิงอุรังอุตัง คุณก็เหมือนมาไม่ถึงเกาะนี้ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีการเพาะพันธุ์ลิงอุรังอุตังมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และที่พลาดไม่ได้อีกหนึ่งจุดของบอร์เนียว คือ ภูเขาคีนาบาลู (Mount Kinabalu)  ภูเขาคีนาบาลู เป็นที่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 100 ชนิด และพืชกว่า 4,500 สายพันธุ์ เรียกได้ว่า เป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการท่องเที่ยวซาฟารี การเดินทาง : บินสู่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ และต่อเครื่องบินไปยังโกตากินะบะลู ซึ่งคุณสามารถเลือกโปรแกรมทัวร์ และการเดินทางไปยังซาบาห์ได้ในเมือง ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่ India กับ Tiger’s trail    Credit : doonee.com  ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่ India กับ Tiger’s trail         อุทยานแห่งชาติ และสถานเพาะพันธุ์สัตว์ป่ากีร์ เป็นสถานที่สุดยอดแห่งการท่องเที่ยวซาฟารีในอินเดีย ที่คุณจะได้พบกับ เสืออินเดีย ที่ยังหลงเหลืออยู่แห่งเดียวในโลกและที่พลาดไม่ได้อีกหนึ่งจุด คือ อุทยานแห่งชาติกัณหา โดยสถานที่แห่งนี้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ดอก และสัตว์นานาชนิด อีกทั้ง ป่าพฤกษศาสตร์ในอุทยานนี้ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าอันตรายอีกมากมายด้วย การเดินทาง : จากเมืองเดลีบินสู่อาเมดาบัด ระยะทาง 390 กิโลเมตร, จากอุทยานแห่งชาติกีร์ หรือจากเมืองมุมไบไปยังเมืองดีอู ระยะทาง 110 กิโลเมตร, จากอุทยานแห่งชาติกัณหาบินจากเมืองเดลีสู่เมืองนาคปุระ และเดินทางโดยรถต่อไปอีก 280 กิโลเมตร ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่ Amazon กับลุ่มน้ำ และป่าดงดิบ           ป่าดิบชื้นในลุ่มแม่น้ำอเมซอน เป็นบ้านของพืชและสัตว์นานาชนิด โดยสัตว์ป่าที่จะพบได้ที่นี่ คือ นกทูแคน นกมาคอร์ ปลาปิรันย่า สลอท ปลาโลมาสีชมพู ลิง โดยเฉพาะลิงดำ อะนาคอนดา เสือดำ และเสือจากัวร์ ซึ่งคุณสามารถเลือกปั่นจักรยาน หรือพายเรือแคนูชมธรรมชาติก็ได้ การเดินทาง : บินสู่เมืองซานเปาโล หรือเมืองริโอ เดอ จาเนโร และบินภายในประเทศต่ออีก 4 ชั่วโมง ไปยังมาเนาส์ในเมืองริโอ เนโกร ท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีที่ออสเตรเลีย กับการผจญภัยสุดสนุก         อุทยานแห่งชาติคาคาดู พื้นที่ที่เต็มไปด้วยป่าดิบชื้น ป่าชายเลน แม่น้ำ และน้ำตก มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่กว่า 60 สายพันธุ์ เช่น จิงโจ้ จิงโจ้ขนาดเล็ก หมีโคอาล่า และหมาป่า รวมถึงสัตว์อันตรายอีก 33 สายพันธุ์ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางคือฤดูที่ไม่มีฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน โดยช่วงที่น้ำตกจะสวยที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม และช่วงที่จะพบเหล่าสัตว์ต่างๆ ได้มากที่สุดคือเดือนกันยายน แต่นักท่องเที่ยวต้องคอยระวังจระเข้เป็นพิเศษด้วยนะคะ การเดินทาง : บินสู่เมืองดาร์วินที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติคาคาดู แล้วเดินทางโดยรถขับเคลื่อนสี่ล้อต่อไปอีก 171 กิโลเมตร สำหรับ "อูลูรู" นั้น สามารถจองเที่ยวบินได้ที่เมืองหลักๆ ของออสเตรเลีย ไปยังเมืองอลิซสปริงส์ ที่ซึ่งสามารถไปต่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อจากที่นั่น          อย่างไรก็ตาม ทุกการเดินทางของคุณ คุณควรทำประกันเอาไว้นะคะ ยิ่งคุณไปแบบลุยๆ ไสตล์ซาฟารีแบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ประกันการเดินทางถือว่ามีส่วนสำคัญต่อชีวิตคุณเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ  

อ่านเพิ่มเติม
เปิดวาร์ป 7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด

Jul 18, 2018

  1.ศาลาว่าการเก่าเมืองฮอกไกโด (Former Hokkaido Government Office Building) ศาลาว่าการเก่าเมืองฮอกไกโด หรือที่เรียกกันว่า ทำเนียบอิฐแดง เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ ซึ่งข้างหน้าของศาลาว่าการนี้ก็จะมีต้นแปะก๊วยสีเหลืองเรียงรายเต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่าที่นี่ถือเป็นจุดหนึ่งในการดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เมืองฮอกไกโดที่เราไม่ควรพลาด   2.สวนโอโดริ (Odori Park) หากพูดถึงจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเมืองฮอกไกโดแล้ว เราคงไม่พูดถึง สวนโอโดริ ไม่ได้ เพราะที่นี่มีดอกไลแล็คและต้นเอล์มญี่ปุ่น 92 สายพันธุ์กว่า 4,700 ต้น ซึ่งถ้าใบไม้เปลี่ยนสีเมื่อไร รับรองเลยว่าภาพที่เราได้เห็นนั้นจะต้องสวยงามตระการตาอย่างแน่นอน   3.อุทยานแห่งชาติไดเซซึซัง (Daisetsuzan National Park) อุทยานแห่งชาติไดเซซึซัง เป็นอุทยานที่ใหญ่มาก กินพื้นที่ถึง 4 เมืองในจังหวัดฮอกไกโด คล้ายกับเขาใหญ่ของบ้านเรา แต่ยังไงก็ตามอุทยานแห่งชาติไดเซซึซังนั้นจะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดงและสีเขียวของต้นไม้ในอุทยานนี้ ซึ่งอาจมีสีเหลืองแทรกอยู่ด้วย ให้อารมณ์คล้ายกับภาพวาดจิตกรรมแสนงดงาม และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้อุทยานแห่งชาติไดเซซึซังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในฮอกไกโด   4.เขื่อนโฮเคเคียว (Houheikyou Dam) หลังจากที่เราตะลุยอุทยานกันไปแล้ว มากันที่เขื่อนโฮเฮเคียว ในหมู่บ้านโจซังเค จังหวัดฮอกไกโดกันบ้าง โดยที่นี่เราสามารถเห็นต้นไม้หลากสี เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด ทั้งเขียว แดง เหลือง ที่ขึ้นแทรกอยู่บนภูเขาที่ล้อมรอบเขื่อนอีกทีหนึ่ง ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่เพื่อนๆ จะได้บรรยากาศครบที่สุด ทั้งสายน้ำ สายลม แสงแดด ต้นไม้ รวมถึงภูเขา   5.ทะเลสาบโนโตโระ (Lake Notoro) สำหรับใครที่อยากชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เป็นสีแดงแบบสุดลูกหูลูกตาที่ฮอกไกโด เราขอแนะนำทะเลสาบโนโตโระเลยครับ เพราะที่นี่เพื่อนๆ จะพบกับต้นซังโกโซ ปะการังหญ้าที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงให้เราได้ชมและถ่ายรูปเล่น โดยต้นซังโกโซนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงแบบเห็นชัดที่สุดในช่วงกันยายน   6.ลานสกีซัปโปโร ไคคุไซ (Kokusai Ski Resort) แน่นอนว่าในช่วงหน้าหนาวที่แห่งนี้จะเป็นลานสกี แต่ก่อนจะถึงฤดูหนาวนั้นลานสกีซัปโปโร ไคคุไซ ถือว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีแห่งหนึ่งในจังหวัดฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากที่นี่จะเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย ซึ่งเราสามารถขึ้นกระเช้าพร้อมชมใบไม้เปลี่ยนสีจากข้างบนได้ ให้ความรู้สึกสวยงามไปอีกแบบ   7.สวนทาคิโนะอุเอะ (Takinoue Park) หลังจากที่เราพาไปรู้จักกับทะเลสาบโนโตโระที่เต็มไปด้วยปะการังหญ้าสีแดงแล้ว ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับสวนทาคิโนะอุเอะกันบ้างดีกว่า ซึ่งสวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยพิงค์มอสสีชมพู (บ้างก็มองเป็นสีม่วง) ปกคลุมพื้นที่เต็มไปหมดช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และแน่นอนว่านี่ถือว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในฮอกไกโด ยังไงก็ตามนอกจากจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ทางเรานำเสนอไปแล้ว ที่จังหวัดฮอกไกโดยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ซึ่งสามารถคลิกอ่าน 9 สถานที่พาไปทัวร์ฮอกไกโดได้ที่นี่เลย

อ่านเพิ่มเติม
ใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้ว...เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2018

Jul 6, 2018

        เผลอแป๊ปเดียว ก็ใกล้จะถึงช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย กับฤดูกาลแห่งภาพความสวยงามประจำปี ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาปลายปีเท่านั้นกับ ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเวลาที่คนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวกันอย่างคึกคัก ประจวบเหมาะกับวันหยุดต่างๆ รวมถึงสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้หลายท่านคงกำลังมองหาที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2018 กันอยู่ ทัวร์ครับจึงไม่พลาด รวบรวม พิกัดเส้นทางยอดฮิตสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2018 นี้ พร้อมแล้วก็ตามทัวร์ครับมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ สำหรับเส้นทางในการชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม 2018 ที่ทัวร์ครับขอแนะนำก็คือ... ยุโรปตะวันออก (East Europe)    Neuschwanstein Castle, Germany         เส้นทางทัวร์ยุโรปตะวันออกก็จะเป็นประเทศ เยอรมัน (Germany) เชค (Czech Republic) ออสเตรีย (Austria) และฮังการี (Hungary) ซึ่งเป็นเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิต สำหรับสายเที่ยวที่อยากจะไปสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางบรรยากาศและสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปค่ะ   Cesky Krumlov, Czech Republic         ซึ่งใบไม้เปลี่ยนสีในแต่ละเมืองของยุโรปตะวันออก ก็เริ่มเปลี่ยนสีกันในช่วงเดือน กันยายน - เดือนพฤศจิกายน ภาพบรรยากาศของสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปก็จะเริ่มถูกแต่งแต้มสีสันด้วยสีส้ม แดง น้ำตาล บวกกับอากาศที่เย็นกำลังดี อยู่ที่ประมาณ 10 องศา - 18 องศา ไม่หนาวจนเกินไป กำลังดีสำหรับการดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสุดโรแมนติค และสถาปัตยกรรมแสนคลาสสิตสไตล์ยุโรปสุดอลังการ แค่คิดก็รู้สึกฟินแล้วค่ะ         บอกเลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2018 นี้ เส้นทางทัวร์ยุโรปตะวันออก จะทำให้คุณได้ดื่มดำกับความสวยงาม โรแมนติคจนฟิน เต็มอิ่มจุใจกันอย่างแน่นอนค่ะ ญี่ปุ่น (Japan) Korankei, Japan          พูดถึงสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี 2018 ทั้งที หากไม่พูดถึง ญี่ปุ่น ก็คงจะถือว่าพลาดมากๆเลยค่ะ เพราะญี่ปุ่น นั้นถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของคนไทยในการไปชมใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากความสวยงามระดับโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้การยอมรับแล้ว แต่ละพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นก็ยังมีบรรยากาศและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป บางคนถึงกับตั้งเป้าหมายในการเก็บสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยก็มีค่ะ เพราะเมื่อเข้าช่วงเดือนตุลาคม - ปลายเดือนพฤศจิกายน ญี่ปุ่นก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นขึ้น แต่ไม่หนาวจนเกินไป ใบไม้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีส้ม แดง น้ำตาล ทั่วทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ฮอกไกโด (Hokkaido) โตเกียว (Tokyo) โอซาก้า (Osaka) และ นาโกย่า (Nagoya) โดยเฉพาะ หุบเขาโครังเค (Korankei) ซึ่งจะอยู่ในทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางนาโกย่า ซึ่งได้รับเสียงการันตีจากเหล่านักล่าใบไม้เปลี่ยนสีว่า เป็นที่สุดของใบไม้เปลี่ยนของญี่ปุ่น ค่ะ         เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว สำหรับใบไม้เปลี่ยนสี 2018 นี้ ทัวร์ครับบอกเลยว่าต้องรีบจองทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี ต้องรีบไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ เพราะแพคเกจเต็มเร็วมาก จะได้รู้ว่าดีจริงหรือเปล่า ? ใครไปมาแล้วก็อย่าลืมมาเล่าให้ทัวร์ครับฟังกันได้นะคะ >>>แพคเกจทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 จากทัวร์ครับ จองเลย!<<< เกาหลี (South Korea)           มาต่อกับอีกหนึ่งประเทศที่ฮอตฮิตไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นกัน กับประเทศเกาหลี ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ทัวร์ครับขอแนะนำ สำหรับเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสี 2018  อย่างใน โซล (Seoul) เมืองหลวงแสนทันสมัย ซึ่งภายในโซลนั้นมีหลายจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีค่ะ ไม่ว่าจะเป็น โซลทาวน์เวอร์ (N Seoul Tower) ที่เราจะได้เห็นภูเขาทั้งลูกเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง รวมถึง พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung) สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลียอดฮิต ที่ทุกคนต้องเคยไป! เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ภายในพระราชวังเคียงบกกุงก็จะกลายเป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดโรแมนติคของเกาหลีเช่นกันค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่เกาหลีมาก่อน ทัวร์ครับขอแนะนำให้ลองไปสักครั้งค่ะ เพราะว่าดีงามไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย เพราะงั้น ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 นี้ลองหาโอกาสไปลองให้ได้สักครั้งนะคะ  ไต้หวัน (Taiwan) ​​​​​​​         มาถึงประเทศสุดท้าย ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ไต้หวัน นั้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เหมาะกับการไปชมใบไม้เปลี่ยนสี 2018 เช่นกันนะคะ เพราะไต้หวันนั้นเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เราจึงจะสามารถพบเห็บใบไม้เปลี่ยนสีได้ตามอุทยานแห่งชาติของไต้หวัน แน่นอนว่าโด่งดังที่สุดก็คงจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก อุทยานอาลีซาน (Alishan National Scenic Area) ที่จะเต็มไปด้วยสีสันจากสี เข้ม อ่อน สลับกันจากต้นไม้นานาพันธุ์ ภายในอุทยาน ที่กำลังแข่งกันแต่งแต้มสีสันให้กับอุทยานแห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ยาวไปจนถึงเดือนมกราคม หากใครกำลังมองหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2018 ที่ไม่เหมือนใคร ทัวร์ครับบอกเลยว่า ต้องไปสัมผัสที่ไต้หวันค่ะ รับรองติดใจแน่นอน         ว้าวว...สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี 2018 แต่ละที่เด็ดๆทั้งนั้น เรียกได้ว่ากินกันไม่ลงเลยทีเดียว แต่ละที่ต่างก็มีความสวยงามและสเน่ห์ที่เป็นของตัวเอง เอาเป็นว่าใครชื่นชอบสไตล์ไหน ก็ต้องรีบไปโดนกันแล้วค่ะ ทัวร์ครับขอแนะนำให้รีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ ทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสีนั้นฮอตมาก จองช้า อดไปจะเสียใจแย่ จะหาว่าทัวร์ครับไม่เตือนนะคะ!  

อ่านเพิ่มเติม
ชวนไหว้พระเสริมดวง กับ 5 วัดดังในต่างแดน ... ครึ่งปีหลังนี้ต้องปัง !

Jun 27, 2018

  1.วัดแชกงหมิว (วัดกังหัน), ฮ่องกง แผนที่ : Che Kung Temple   เริ่มกันที่วัดแรก ณ เกาะฮ่องกงอันเลื่องชื่อลือนาม ใครๆ ต่างก็ตีตั๋วจองทัวร์ไปเพื่อไหว้พระบนเกาะนี้ทั้งนั้น เราเลยคัดมาแบบเนี๊ยบๆ กับวัดที่หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แก้ชงดีที่สุดในโลก !! ภายใน วัดแชกงหมิว หรือ วัดกังหัน จะมีรูปปั้นของเทพเจ้าแชกง ตั้งตระหง่านสูงใหญ่ ด้านซ้ายและด้านขวาของท่าน มีกังหันสีทองตั้งอยู่ ซึ่งกังหันนี้เชื่อกันว่า หากใครได้หมุนตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ จะนำพาสิ่งดีๆ และโชคลาภเข้าหาตัว และหากใครที่เป็นปีชง ก็สามารถมาหมุนกังหันทวนเข็มนาฬิกา เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป พลิกผันให้ชีวิตจากร้ายกลายเป็นดีได้ค่ะ นอกจากนี้ จี้รูปกังหัน ยังเป็นอีกหนึ่งของฝากยอดฮิต ที่นักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะบูชาติดไม้ติดมือกลับมาที่เมืองไทย ทั้งยังเป็นของฝากชั้นยอดให้กับคนที่เราห่วงใยอีกด้วยล่ะค่ะ ใครมีโอกาสได้ไปเกาะฮ่องกง นอกจากจะช้อปปิ้งเพลินแล้ว อย่าลืมแวะไปที่วัดแชกงหมิวด้วยนะคะ   2. วัดอาม่า, มาเก๊า แผนที่ : A-ma temple   ไปฮ่องกงแล้ว อย่าพลาดที่จะนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฝั่งมายัง มาเก๊า ด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะมีสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่ผสมผสานความเป็นเอเขีย และยุโรป แล้วนั้น ยังมีวัดชื่อดังให้เราได้ไปสักการะอีก อย่างเช่น วัดอาม่า นี่เองค่ะ ล่ำลือกันว่า ที่มาของวัดอาม่านั้น มาจากหญิงสาวที่ชื่อ หลิงม่า ที่เดินทางมาพร้อมกับเรือประมง ในขณะที่เรือลำอื่นๆ อับปางลงเพราะพายุ แต่เรือที่ หลิงม่า โดยสารมานั้น กลับเป็นลำเดียวที่รอดพ้นจนมาถึงชายฝั่ง และทันทีที่ท่านก้าวเท้าขึ้นแผ่นดิน ท่านก็ลอยหายไปบนท้องฟ้า ชาวประมงจึงเชื่อว่า เธอคือเทพธิดาแห่งท้องทะเล ที่มาช่วยปกปักษ์รักษานั่นเอง จึงสร้าง วัดอาม่า นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการสักการะบูชาค่ะ สำหรับ วัดอาม่า นั้น มีทั้งศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลเจ้าแม่กวนอิม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นอีกมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นชามใบใหญ่ ที่เค้าว่ากันว่าให้ใช้มือถูไปมาบริเวณหูจับ หากมีน้ำกระเซ็นขึ้นมา พรที่ขอไว้กับศาลเจ้าแม่ทับทิม และศาลเจ้าแม่กวนอิมจะสมหวัง และก่อนออกจากวัด อย่าลืมแวะที่สิงโตด้านหน้า แล้วหมุนลูกแก้วในปากตามเข็มนาฬิกาไป 3 รอบ แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอโชคขอลาภ ด้วยนะคะ   3. วัดเหวียนอู๋, ไต้หวัน แผนที่ : Wenwu Temple อีกหนึ่ง destination ยอดฮิตของคนไทยในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นประเทศที่เพิ่งเปิดฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวชาวไทยอย่าง ไต้หวัน ค่ะ บอกเลยว่าตั้งแต่ไต้หวันฟรีวีซ่านั้น เรามักจะได้เห็นรีวิวมากมาย ทั้งวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม บ้านเมืองที่ดูดีเป็นระเบียบ รวมไปถึงวัดดังที่น่าไปกราบไหว้ขอพรค่ะ อย่าง วัดเหวียนอู๋ นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งวัดในไต้หวัน ที่นักท่องเที่ยวต่างไม่พลาดจดลงในแพลน เพื่อแวะไปสักการะ ขอพร ขอสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของ ขงจื๊อ เทพแห่งปัญญา และ กวนอู เทพแห่งความซื่อสัตย์ ซึ่งคนที่มาขอพร ส่วนมากก็มักขอให้เจอทางออกของปัญหาต่างๆ ที่กำลังประสบพบเจออยู่นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังนิยมเขียนชื่อลงในกระดิ่งทอง เพื่อนำไปแขวนตามเดือนเกิด และอธิษฐานขอพรอีกด้วย ซึ่งบอกเลยนะคะว่า เดือนเกิดนั้นเราต้องเดินหาเอง และกว่าจะหาเจอ รับรองเลยว่ามีเผลอหยุดถ่ายภาพกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกันหลายช็อตแน่ๆ เลยล่ะ   4. วัดคิโยมิสุ (วัดน้ำใส), ญี่ปุ่น แผนที่ : Kiyomizudera Temple พูดถึงไต้หวันแล้ว จะไม่พูดถึง ญี่ปุ่น ก็คงไม่ได้ เพราะสองประเทศนี้บ้านเมืองน่าดูชมเสมือนว่าเป็นแฝดกันเลยล่ะ อย่างที่ใครๆ บอกว่าหากอยากไปเที่ยวญี่ปุ่น แบบประหยัดงบ ก็ให้ไปเที่ยวไต้หวันแทน แต่หากใครมีงบพอ บินไปญี่ปุ่นเลยนะคะ พร้อมกับจดชื่อวัดนี้ให้ดีๆ จะได้ไม่ลืมที่จะเอาลงแพลนเที่ยวค่ะ >> ทัวร์ญี่ปุ่นราคาถูก วัดที่ว่า คือวัดชื่อดังแห่งเมืองเกียวโต ที่ใครไปแถบคันไซแล้วพลาดวัดนี้ไป บอกเลยว่าผิดมากๆ วัดคิโยมิสุ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ วัดน้ำใส นั้น ถือเป็นวัดชื่อดัง เพราะเป็นวัดเก่าแก่ของญี่ปุ่นกว่า 1,000 ปีมาแล้ว และยังได้รับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ซี่งความมหัศจรรย์ของวัดนี้ ที่เป็นที่มาของชื่อ วัดน้ำใส ของชาวไทย คือการที่ภายในวัดมีน้ำเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไหลผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น วัดนี้ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวสวยๆ ของเมืองเกียวโตได้โดยรอบ ทำให้วัดนี้ถูกจัดอยู่ในทุกแพลนของทุกคนที่มาเที่ยวยังเกียวโตค่ะ เราขอแนะนำว่า ให้ลองเช่าชุดกิโมโน เข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์ด้านในนะคะ จะได้ฟีลญี่ปุ่นแบบ original เลยล่ะค่ะ   5. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง, พม่า แผนที่ : Shwedagon pagoda   ปิดท้ายด้วยการบินกลับมาที่ประเทศเพื่อนบ้านเราบ้างค่ะ กับประเทศพม่านั่นเอง ซึ่งบอกเลยว่าถึงจะอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่อย่ามองข้ามเด็ดขาดนะคะ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ชาวพุทธสายบุญนิยมไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพรให้กับตัวเองอย่างมากเลยล่ะค่ะ ดังเช่น พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังของประเทศพม่า ที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาชมความงามของเจดีย์สีทองอร่ามตา และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองนั่นเองค่ะ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยคลายความเศร้าหมอง หลุดพ้นจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวง นอกจากนี้ คนยังนิยมมานั่งทำสมาธิ และสวดมนต์ ณ ที่นี่ด้วย รวมไปถึงการสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเอง ที่ประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตด้วยค่ะ และนี่ก็เป็น 5 วัดดัง ที่เราคัดมาให้ทุกคนได้รู้จัก และวางแผนไปกราบไหว้สักการะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลังนี้นะคะ หากใครยังพอมีวันหยุดเหลือ แล้วยังไม่ได้มีแพลนจะไปเที่ยวไหน ลองไปตามรอยวัดที่เราบอกดูสักครั้ง น่าจะได้ความสบายใจกลับมาอย่างล้นหลามเลยล่ะค่ะ  แล้วครั้งหน้า เราจะพาไปเช็คอินที่ไหนอีก อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ

อ่านเพิ่มเติม
5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอลูก ไปให้ถูก ได้ลูกแน่นอน

Jun 25, 2018

  1.ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ที่ Repulse Bay  ฮ่องกง แผนที่ : Repulse Bay Beach   พูดถึงฮ่องกงหลายคนอาจจะไม่แปลกใจว่าอยากมีลูกต้องไปถึงฮ่องกงก่อนเลยหรอ แน่นอนค่ะเพราะที่ฮ่องกงนี้นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องช้อปปิ้งแล้ว เรื่องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอลูก หรือขอโชคลาภก็ชื่อเสียงเลื่องลือไม่น้อย ดาราหลายๆคนก็นิยมเดินทางมาขอลูกกันที่ฮ่องกงกันมานักต่อนัก สมหวังดั่งใจไปกันหลายครอบครัว อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคนนะคะ และสถานที่ที่จะแนะนำนั่นก็คือ .. วัดทินหัว (Tin Hau Temple Repulse Bay) หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ตั้งอยู่บริเวณริมหาดรีพัลส์ เบย์ เป็นสถานที่รวมเทพเอาไว้มากมาย บริเวณวัดจะมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของวัด ชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวนิยมกันไปกราบไหว้ขอพรกันเยอะมาก และยังมี พระสังกัจจายน์ ที่สามารถขอเรื่องของเพศของลูกโดยเฉพาะ อีกด้วย แต่สำหรับการไหว้ของลูก ให้สังเกตให้ดีเพราะจะมีทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง เด็กชายจะอยู่ซ้าย เด็กผู้หญิงจะอยู่ขวา   โดยหลังจากกราบไหว้แล้วก็ให้ลูบที่ท้องของพระสังกัจจายน์ ถ้าอยากได้ลูกชายให้ลูบท้องซ้าย อยากได้ลูกสาวให้ลูบท้องขวา รับรองกลับมาจากฮ่องกงแล้วได้ลูกสมดั่งใจเลยแหละค่ะ และหากใครมีอยู่แล้วก้สามารถขอพรให้ลูกสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงอีกด้วย ทริคเสริมดวงที่ฮ่องกงเพิ่มเติม เดินเข้าวัดด้วยเท้าซ้าย ออกด้วยเท้าขวา - ทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า ไหว้ขอพรต่อเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ - ขอพรอันใดก็สมหวัง สมความปรารถนาทุกประการ ไหว้ขอพรเจ้าแม่ทับทิม - เชื่อกันว่าเจ้าแม่ทับทิมจะช่วยปกปักรักษายามที่ต้องออกเดินเรือของชาวฮ่องกง และยังช่วยให้พลังในการทำกิจการค้าขายอีกด้วย สะพานอายุยืน - เชื่อกันว่าหากเดินข้ามไปจะมีอายุยืนขึ้นอีก 3 ปี ทริคในการเดินคือ ก้าวเท้าซ้ายเดินขึ้นสะพานข้ามไปยังอีกฝั่ง เมื่อข้ามไปแล้วห้ามเดินกลับเด็ดขาด ให้เดินกลับตามทางเดินอีกฝั่งหนึ่งเท่านั้น ไหว้ขอพรเทพเจ้าแห่งความรัก - ให้เอามือลูบที่บริเวณหินสีดำ พร้อมกับอธิษฐานให้สมหวังกับความรัก โยนเหรียญเสี่ยงทายคำอธิษฐาน - เชื่อกันว่าหากเราโยนเหรียญเข้าปากของปลาทองคำยักษ์ได้ คำอธิษฐานที่ขอพรไว้กับเจ้าแม่กวนอิมก็จะเป็นจริง   2.วัดพระใหญ่ ที่ เมืองคามาคุระ ประเทศญี่ปุ่น แผนที่ : Kotokuin Temple   สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ติดทะเลและอยุ่ห่างจากโตเกียวประมาณ 60 กิโลเมตร พระใหญ่ ไดบุทสึ (Daibutsu) ที่อยู่ใน วัดโคโตคุอิน (Kotokuin Temple) นั่นเอง  สำหรับความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์นั้น ว่ากันว่าขอพรอะไรก็จะสมหวังกันทุกราย โดยเฉพาะการขอพรเรื่องลูก ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อในการบนบาน เพื่อขอให้ประสบความสำเร็จต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องการงาน ความรัก สุขภาพ รวมถึงขอลูกสำหรับคู่ที่มีลูกยากนั่นเอง ซึ่งมี ค่าเข้าชมคนละ 200 เยน           3.วัดหลิงซาน เมืองเจียงซู ประเทศจีน แผนที่ : เมืองเจียงซู   วัดหลิงซานแห่งนี้ โด่งดังเรื่องการขอพรเรื่องลูก เนื่องจากมีพระสังกัจจายน์ องค์ใหญ่ เป็นวัดที่ผู้คน ชาวจีนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาขอพรในเรื่องของโชคลาภ ความร่ำรวย และมีความเชื่อกันว่าหากไปขอพรเรื่องลูกกับพระสังกัจจายน์องค์นี้ จะทำให้สมหวังดั่งใจ ซึ่งหากคู่รักคู่ไหนอยากมีลูกก็ให้เอามือไปลูบพุงเเละลูบตัวเด็กที่ปีนป่ายอยู่รอบพระสังกัจจายน์นั่นเอง   เทคนิคการไหว้พระสังกัจจายน์   เอามือลูบที่ท้องขององค์พระ วนเป็นวงกลมและอธิษฐาน ลูบตามตัวเด็กขององค์พระทั้งหลาย เวียนเทียนรอบองค์พระ 3 รอบ เพื่อให้คำขอศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น     4.วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา แผนที่ : วัดโสธรวราราม   หลวงพ่อโสธร มิ่งขวัญของชาวแปดริ้วและเป็นที่รู้จัก เคารพบููา ของ ประชาชนทั่วประเทศ หลายคนที่ไปสักการะมาคอนเฟิร์มกันว่าได้อุ้มลูกจริงๆดั่งใจหวัง โดยวิธีการอธิษฐานเพื่อขอให้มีลูกที่เชื่อว่าได้ผล นั่นคือการบนด้วยไข่ต้ม เพราะหลวงพ่อท่านชอบกินไข่ต้มมากๆ โดยส่วนใหญ่จะเลือกบนไว้ที่ 99-999 ใบ แล้วแต่แรงศรัทธาเลยเจ้าค่ะ หรือจะเป็นพวงมาลัยหรือการรำแก้บน อันนี้ท่านก็ชอบมากค่ะ จากความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเลยทำให้คุณแม่หรือครอบครัวผู้มีลูกยาก พากันเดินทางไปขอลูกกับหลวงพ่อโสธร ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นจำนวนมาก   5.ศาลเจ้าพ่อเสือ จ.กรุงเทพมหานคร แผนที่ : ศาลเจ้าพ่อเสือ   ศาลเจ้าพ่อเสือ บางคนอาจจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กันมาบ้างแล้ว เพราะศาลเจ้าพ่อเสือนั้นอยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานครของเรานั่นเองค่ะ  เป็นอีกที่ที่เล่าลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ไม่เป็นรองที่ใด ที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อเสือ อยู่แถว เสาชิงช้า ย่านพระนคร ค่ะ ความเชื่อเรื่องขอลูกศาลเจ้าพ่อเสือนั้น จะต้องขอภายในคืนวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 ของปฎิทินจีน ซึ่งหนึ่งปีจะมีแค่ครั้งเดียววันเดียวเท่านั้น แนะนำให้ตั้งเตือนความจำกันดีนะคะ    ส่วนวิธีการขอลูกที่ศาลเจ้าพ่อเสือนั้น ให้นำเจดีย์ที่ทำด้วยน้ำตาลไปไหว้บูชา จากนั้นให้ผู้ชายเอาสิงโตที่ทำด้วยน้ำตาลกลับมาบูชาที่บ้าน ซึ่งสิงโตที่ทำด้วยน้ำตาลจะมีอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อเสืออยู่แล้ว และเมื่อมีลูกสมใจ ก็ต้องนำน้ำตาลรูปสิงโตกลับมาคืนที่เดิมเป็น 2 เท่า เวลา เปิด-ปิด : 06.00-18.00น. ทุกวัน และเข้าฟรีไม่เสียเงินทั้งคนไทยและต่างชาติค่ะ   เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับ 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอลูก ไม่ว่าจะทั้งในและต่างประเทศ ใครที่อยากขอพรเรื่องขอเจ้าตัวเล็ก ก็สามารถเดินทางไปไหว้ขอพรกันได้เลยนะคะ รับรองว่ามีลูกได้เร็วทันใจแน่นอน ...

อ่านเพิ่มเติม
นกจ๋าขอลาก่อน !! รวมสถานที่ขอพรความรักแบบจัดเต็มจากทั่วทุกมุมโลก

Jun 25, 2018

  วัดหวังต้าเซียน - ฮ่องกง แผนที่ : Wong Tai Sin Temple     เริ่มกันที่แรก กับสถานที่ขอพรด้านความรักชื่อดังที่ใครๆก็ต่างมุ่งหวังจะไปขอพรกันทั้งนั้น เพราะหลายคนที่ไปแล้วนั้นต่างกลับมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันได้จริงๆนะคุ๊ณณณ แถมยังมาแบบรวดเร็วทันใจ ตรงตามสเปกที่ขอไว้ ตามใจที่อยากได้อีกต่างหาก โอ้โห! รีวิวปังขนาดนี้ ไม่เชื่อคงไม่ได้แล้วล่ะมั้ง ซึ่งที่วัดหวังต้าเซียนนั้น จะมีเทพเจ้าหยกโหลว หรือเทพเจ้าด้ายแดงคอยอำนวยอวยพรให้กับคนที่ไปขอพรด้านความรักอยู่ค่ะ วิธีการขอพรจากท่านก็คือให้นำด้ายแดงผูกไว้ที่นิ้วห้ามหลุดระหว่างอธิษฐาน จากนั้นนำไปผูกไว้กับเทพเจ้าหยกโหลวค่ะ อ่านแล้วไม่ต้องทำหน้างง หรือกังวลว่าจะทำผิด เพราะที่นั่นมีวิธีอธิบายอย่างละเอียดทุกขั้นตอนเลยค่า     วัดหลงซาน - ไต้หวัน แผนที่ : Lungshan Temple     ถัดมาอีกวัดนึงกับประเทศใกล้ๆ กันอย่าง ประเทศไต้หวัน ค่ะ ที่นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทาง ที่หากใครเป็นสายบุญสายขอพร ต้องไม่พลาดที่จะไปแน่นอน เพราะที่ไต้หวันมีวัดศักดิ์สิทธิ์มากมาย สำหรับขอพรในเรื่องต่างๆ ดังเช่นวัดหลงซานนี่ล่ะค่ะ วัดหลงซานนั้น มีเทพเจ้าเฒ่าจันทรา (ซึ่งจริงๆ ก็คือเทพหยกโหลวของวัดหวังต้าเซียนค่ะ) โดยวิธีขอพรกับเทพเจ้าเฒ่าจันทรานั้น ต้องจุดธูป 7 ดอก เพื่อปักลงในกระถางธูปทั้ง 7โดยกระถางสุดท้ายก็จะอยู่ด้านหน้าเทพเจ้าเฒ่าจันทรานั่นเอง โดยก่อนปักธูปลงกระถาง ให้อธิษฐานบอกชื่อ และวันเกิดของตัวเอง จากนั้นจึงขอคู่ ขอคนรัก โดยบอกลักษณะให้ชัดเจน จากนั้นนำด้ายแดงเดินวนกระถางธูป 3 รอบ และไปหยุดหน้าเทพเจ้าเพื่อกล่าวคำอธิษฐานซ้ำอีกครั้ง และนำด้ายแดงมาพกติดตัวตลอดค่ะ   วัดเยี่ยไห่ชิง - สิงคโปร์ แผนที่ : Yueh Hai Ching Temple   ที่ประเทศสิงคโปร์ ก็มีสถานที่ขอพรในด้านความรักเช่นกันนะคะ ซึ่งที่วัดเยี่ยไห่ชิงนี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็น The Love Temple เลยทีเดียว ที่นี่มีเทพเจ้าด้ายแดงเช่นกันค่ะ โดยใช้วิธีอธิษฐานคล้ายกับเทพเจ้าหยกโหลวที่ฮ่องกง คือการคล้องด้ายแดงกับองค์เทพ แล้วจึงอธิษฐานค่ะ เค้าว่ากันว่าขออย่างไหน ได้อย่างนั้นเลยล่ะค่ะ ขอสูงได้สูง ขอตี๋ได้ตี๋เอาเป็นว่าใครมีสเปกในใจ แล้วอยากได้คู่ครองให้ตรงกับสเปกที่ตั้งไว้ ให้ไปขอที่ วัดเยี่ยไห่ชิง ดูนะคะ นอกจากที่วัดเยี่ยไห่ชิง จะโด่งดังในเรื่องการขอพรด้านความรักแล้ว ที่นี่ยังมีเทพอีกหลายองค์ให้สักการะบูชาค่ะ ใครอยากขอลูก ใครอยากขอให้การเรียน การสอบประสบความสำเร็จ ก็สามารถมาที่นี่ได้เช่นกัน เรียกได้ว่ามาที่เดียว ครบถ้วนเลยล่ะค่ะ   N Seoul Tower - เกาหลีใต้ แผนที่ : N Seoul Tower     บินไกลขึ้นอีกนิด แต่ยังอยู่ในเอเชียบ้านเรา มาที่ประเทศเกาหลีใต้กันค่ะ ที่นี่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด เหมือนกับสามที่ด้านต้น แต่ก็ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ และมีคู่รัก คนโสดเข้ามาขอพรในด้านความรักไม่น้อยเลยล่ะค่ะ จริงๆ ถือเป็นที่แรกๆด้วยซ้ำที่โด่งดังในด้านการขอพรความรัก วิธีขอพรด้านความรักที่ N Seoul Tower นี้ง่ายๆ ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่นำแม่กุญแจไปคล้องไว้ที่จุดที่เค้าจัดไว้ให้ แล้วอธิษฐานขอพรค่ะ ใครมีคู่ก็มักจะอธิษฐานขอให้ความรักมั่นคง ยืนยาว ส่วนใครที่ยังโสดอยู่ก็มักจะขอพรให้ได้พบเจอเนื้อคู่ โดยเฉพาะโอปป้าสุดหล่อสไตล์เกาหลีทั้งหลาย เอ้าใครชอบสายนี้ ตีตั๋วไปด่วนๆ ค่า   ศาลเจ้าอิซุโมะ - ญี่ปุ่น แผนที่ : Izumo Taisha     ใกล้ๆ ไม่ไกลจาก เกาหลีใต้ ก็คือประเทศญี่ปุ่น นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และความน่าสนใจของวัฒนธรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงใหลและหลั่งไหลไปเที่ยวยังประเทศญี่ปุ่นแล้วนั้นการไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็เป็นที่นิยมเช่นกันค่ะและถ้าหากจะขอพรในเรื่องของความรักนั้น ต้องไปที่นี่เลยที่ศาลเจ้าอิซุโมะถือว่าเป็นที่เคารพสักการะของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาอย่างช้านานเพราะถือว่าเป็นสถานที่ขอพรความรักที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ เลยล่ะค่ะหนุ่มสาวที่มาขอพรที่นี่นั้น เชื่อว่าเทพเจ้าที่ศาลเจ้าอิซุโมะนั้นจะช่วยดลบันดาลให้พรด้านความรักที่ขอนั้นสมหวังดังใจ นอกจากนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนตุลาคมของทุกปีที่นี่จะมีการจัดงานบวงสรวงเทพเจ้าซึ่งเชื่อกันว่าเทพเจ้าจะลงมาช่วยจับคู่ให้กับคนที่ไปขอพรค่ะ ใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่นในช่วงเดือนตุลาคม อย่าพลาดเด็ดขาดที่จะแวะไปขอพรด้านความรัก ที่ศาลเจ้าอิซุโมะ   ลานน้ำพุชาฟเทสเบอรีเมมโมเรียล - อังกฤษ แผนที่ : Shaftesbury Memorial Fountain   ข้ามฟากไปอีกซีกโลกกันบ้างที่ยุโรปก็มีสถานที่ขอพรในด้านความรักเช่นกันนะคะจะบอกให้อย่างที่ลอนดอน เมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษนี้หากใครได้แวะเวียนไปแถวพระราชวังบัคคิงแฮมในช่วงเย็นก็ไม่ต้องแปลกใจหากเห็น ลานน้ำพุชาฟเทสเบอรีเมมโมเรียลนั้นจะมีคู่รักจูงมือกันมากุมมือขอพร หรือเห็นคนโสดยืนขอพรอยู่เพราะที่นั่นมีรูปปั้นของ เทพเจ้าอีรอส (เทพเจ้าคิวปิดวัยหนุ่ม) ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดของน้ำพุ ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครอยากมีดวงในเรื่องความรัก อยากเจอคู่แท้ อยากมีแฟน ก็ให้มาขอพรกับเทพเจ้าอีรอส แล้วท่านก็จะช่วยแผลงศรรักไปปักใจคนที่เราหมายปองไว้ หรือหาคู่ให้เรานั่นเองค่ะ ใครได้ไปเที่ยวลอนดอน นอกจากจุดแลนด์มาร์คที่พลาดไม่ได้อย่าง บิ๊กเบน แล้ว ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราไม่อยากให้พลาดเหมือนกันนะคะ   วิหารวีนัส - อิตาลี แผนที่ : Temple of Venus     เราพาไปหาเทพเจ้าอีรอส หรือเทพเจ้าคิวปิดมาแล้วตอนนี้เราเลยพามาหา พระมารดาของเทพเจ้าคิวปิด อย่างเทพีวีนัสกันบ้างค่ะ ที่วิหารวีนัสนั้น สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าโรมา เทพีผู้สร้างอาณาจักรโรมและเทพีวีนัส เทพีแห่งความรักของชาวโรมัน ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันวิหารนั้นจะเหลือเพียงซาก แต่ความเชื่อ และความศรัทธาต่อองค์เทพเจ้าก็ยังมีอยู่อย่างล้นเหลือโดยชาวโรมัน และชาวอิตาลี เชื่อว่าท่านจะสามารถอวยพรในเรื่องของความรักได้เป็นอย่างดีเพราะท่ามีจิตใจที่เมตตา กรุณา และชอบความสันติ ซึ่งนอกจากในเรื่องความรักของหนุ่มสาวแล้ว ความรักในครอบครัว หรือสันติภาพต่างๆ ก็สามารถมาขอพรจากท่านได้เช่นกันค่ะ   เป็นยังไงบ้างคะ อ่านจบแล้วพอจะมีแพลนท่องเที่ยวในใจบ้างแล้วหรือยังเอ่ย? บอกเลยนะคะว่าไม่ใช่เพียงแต่จะมุ่งหวังไปขอพรเท่านั้น การเดินทางท่องเที่ยว เปิดหูเปิดตาในที่ใหม่ๆก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง ได้พบเจอกับความรักเช่นกัน ใครที่อยู่กับที่ ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ ก็จะเจอแต่คนเดิมๆ ถูกไหมล่ะ? เพราะฉะนั้น มีเวลาแล้วอย่ามัวแต่นอนอยู่บ้านออกไปท่องเที่ยวกันดีกว่าค่ะ ...

อ่านเพิ่มเติม
7 เหตุผล ที่ควรไปเที่ยวจีนกับทัวร์!

Jun 21, 2018

        ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ภาพของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศจีนสวยๆหลายแห่ง ที่เหล่าบล็อกเกอร์สายเที่ยวต่างลงรีวิวกันรัวๆ จนหลายคนเริ่มรู้สึกอยากไปพิสูจน์ความสวยงามของที่เที่ยวในจีนสักหน่อย ซึ่งบางคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้ว เราควรจะไปเที่ยวเอง หรือเที่ยวทัวร์จีนกันดี ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แต่วันนี้ทัวร์ครับ มี 7 เหตุผลดีดี ที่ควรไปเที่ยวทัวร์จีน ว่ามันจะแตกต่าง แต่ดีกว่าไปเที่ยวเองยังไงบ้าง ลองมาดูกันค่ะ   เดินทางสะดวกสบาย           หากใครเคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวจีนกันมาบ้างแล้ว อาจจะพอทราบว่า การเดินทางไปท่องเที่ยวเอง ตามสถานที่ต่างๆในจีนนั้น ค่อนข้างยาก ด้วยความที่ประเทศจีน เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลกัน หากไปเที่ยวเองนั้น อาจจะต้องต่อหลายต่อ แต่ ถ้าไปเที่ยวกับทัวร์จีนแล้วล่ะก็ ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะทางทัวร์จะมีบริการรถบัส พาไปถึงทุกที่ ไม่ต้องต่อหลายต่อ นั่งรถบัสเที่ยวจีนแบบเพลินๆได้เลย  ไม่ต้องวางแผนเที่ยวเอง           อย่างที่รู้กันดีว่า ที่เที่ยวในประเทศจีนนั้นมีเยอะมากกกก… หากต้องมานั่งวางแผนเที่ยวเอง อาจต้องใช้เวลานาน หรือเกิดความสับสน ตอนวางแผนจนทำให้ทริปล่มได้ แต่ถ้าหากไปเที่ยวกับทัวร์ล่ะก็ เพียงแค่มีลิสสถานที่ท่องเที่ยวในใจ จากนั้นก็ไปเลือกแพ็คเกจทัวร์จีน ที่มีที่เที่ยวตรงกับลิสในใจเรา ก็ ไม่ต้องเสียเวลาวางแผนเที่ยว แล้วค่ะ สะดวกสบายสุดๆไปเลย  ไม่วุ่นวายเรื่องเอกสาร           เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หลายท่านถอดใจกับทริปเที่ยวจีน เพราะเป็นที่รู้กันดี ก่อนเดินทางเข้าประเทศจีน เราต้องทำเรื่องขอวีซ่าก่อนเดินทาง ซึ่งอาจต้องมีจัดเตรียมเอกสาร แต่ถ้าเรา ไปเที่ยวกับทัวร์จีน บริษัททัวร์จะเป็นคนจัดการเรื่องเอกสารให้เราเสร็จสรรพเรียบร้อย ไม่ต้องมานั่งวุ่นวายเรื่องเอกสาร ให้ปวดหัวเลยค่ะ   รู้ลึกเรื่องที่เที่ยว           แน่นอนว่าการไปเที่ยวทัวร์จีน ก็จะต้อง มีไกด์คอยให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งบางทีหากเราไปเที่ยวเอง อาจจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับที่เที่ยวนั้นเท่าไหร่ แต่ถ้าเราได้รู้ข้อมูล เรื่องราวพื้นหลังของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ อาจทำให้เรารู้สึกอินกับมันมากขึ้น และยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ สอบถามข้อมูลจากผู้รู้จริงอีกด้วยนะคะ  ภาษาไม่เป็นอุปสรรค           เรื่องการสื่อสาร เป็นอีกสิ่งสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวก็ว่าได้ค่ะ ยิ่งส่วนใหญ่ในประเทศจีน คนจีนนั้นไม่ค่อยสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งหากเราไปเที่ยวเอง ก็อาจจะต้องใช้ภาษามือกันจนเหงื่อตก กว่าจะรู้เรื่อง แต่ถ้าไปเที่ยวกับทัวร์ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะไกด์ และหัวหน้าทัวร์จะช่วยเราสื่อสารกับคนจีน หากเราต้องการความช่วยเหลือค่ะ   ราคาคุ้มค่า           ถึงแม้ว่าตอนนี้หลายสายการบินจะกำลังมีโปรโมชั่นเที่ยวบินไปจีนออกมามาย จนทำให้หลายคนคิดว่าการไปเที่ยวจีนด้วยตัวเองนั้นอาจจะราคาถูกกว่า แต่จริงๆแล้วนั้น ราคาแทบจะไม่แตกต่างกันเลยค่ะ จะแตกต่างกันตรงที่หากไปกับทัวร์ก็จะได้รับความสะดวกสบายที่มากกว่า แต่ไปเที่ยวจีนเองก็จะมีความอิสระมากกว่า อันนี้ก็ต้องมาดูกันว่าอยากจะไปเที่ยวจีนสไตล์ไหนกัน  เหมาะมากกับการพาญาติผู้ใหญ่ไปเที่ยว          บางท่านอาจจะกำลังมองสถานที่พักผ่อนต่างประเทศ พาญาติผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ ไปเปิดหูเปิดตา ใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันเป็นครอบครัว ซึ่งความสะดวกสบายนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะ หากไปเที่ยวเองนั้นอาจจะค่อนข้างลำบาก การไปเที่ยวทัวร์จีนจึงเหมาะมากๆ เลยค่ะ ถือเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ออกไปสร้างประสบการณ์ และความทรงจำดีดี ร่วมกัน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าสุดเลยล่ะค่ะ          ฮั่นแน่...อ่านจบแล้วต้องอยากไปเที่ยวจีนมากขึ้น ซึ่งไปเที่ยวแบบไหนดีกว่านั้น ก็คงตอบได้ยาก เพราะแต่ละท่านก็คงจะมีสไตล์การเที่ยวที่ชื่นชอบแตกต่างกันไป ลองเปรียบเทียบกันดูกันว่าแบบไหนเหมาะสมกับรูปแบบการท่องเที่ยวของเรามากที่สุดค่ะ เพียงเท่านี้ก็ได้เที่ยวจีนแบบฟินสุดๆแล้วค่ะ

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวดานัง เวียดนาม ฉบับสบายกระเป๋า งบเบา ๆ ก็ไปได้

Jun 8, 2018

  สภาพอากาศ เมืองดานังมีเพียง 2 ฤดูกาลคือฤดูร้อนกับฤดูฝน โดยฤดูร้อนจะเป็นช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 23 – 34 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวจะเป็นช่วงเดือนกันยายนถึงมีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 18 -30 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าอากาศค่อนข้างจะเย็นสบายกว่าประเทศไทยมากนัก แต่ข้อควรระวังคือดานังจะมีฝนตกชุกในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ถ้าอยากไปเที่ยวต้องระวังช่วงนี้เพราะเดี๋ยวจะหมดสนุกไปซะก่อนนะคะ   สถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางใน ดานัง เวียดนาม นั้น จะสะดวกที่สุดถ้าเช่ารถพร้อมคนขับค่ะ ยิ่งถ้าไปกับเพื่อนเป็นกลุ่ม เมื่อหารค่ารถต่อคนก็จะถูกลงอีกด้วย และสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปสัมผัสให้เห็นกับตาก็ได้แก่ 1. สะพานมังกร แลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำหาน  ใจกลางเมืองดานัง ในตอนกลางคืนจะมีโชว์มังกรพ่นน้ำและเปิดไฟประดับสวยงามในช่วงเวลาตั้งแต่ 3 ทุ่มเป็นต้นไป 2. พิพิธภัณฑ์รูปปั้นงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์รูปปั้นงานศิลปะนี้อยู่ใกล้กับสะพานมังกร ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีงานศิลปะส่วนใหญ่ที่ทำจากหินทรายแกะสลัก 3. บานาฮิลส์   หมู่บ้านสไตล์ฝรั่งเศสอยู่บนยอดเขาสูง ห่างจากเมืองดานังประมาณ 40 กิโลเมตร โดยกระเช้าไฟฟ้าของบานาฮิลส์ได้ถูกบันทึกสถิติโลกว่าเป็นกระเช้าไฟฟ้าแบบสายเดี่ยวที่ยาวที่สุดในโลก (5,801 เมตร) นอกจากนี้บนบานาฮิลส์ยังมีกิจกรรมทำให้ทำมากมาย เช่น การเที่ยวชมวัดวาอาราม พิพิธพันธ์หุ่นขี้ผึ้ง สวนสนุก เป็นต้น 4. หาดน็อนเนือก หาดน็อนเนือกอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร รอบหาดมีป่าสน ถ้ำ และวัดโบราณให้ได้เที่ยวชมกัน หรือจะนั่งริมชายหาดรอพระอาทิตย์ตกดินก็โรแมนติกใช้ได้เลย 5. ภูเขาหินอ่อน ภูเขาหินอ่อนนอกจากมีความสวยงามด้วยหินงอกหินย้อยตามธรรมชาติแล้วยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนามด้านพุทธศาสนาที่เป็นที่นิยมที่ผู้คนมักจะมาสักการะพระพุทธรูปคอนกรีตกัน 6. วัดลิ่งอึ้ง วัดลิ่งอึ้งโดดเด่นด้วยรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ เจดีย์ขนาดใหญ่และรูปปั้นพระอรหันต์เก่าแก่ที่ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ค่าครองชีพ ค่าอาหารที่เวียดนามโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 100,000 ดอง หรือประมาณ 140 บาท และคนเวียดนามส่วนใหญ่จะไม่ดื่มน้ำเปล่าแต่ดื่มน้ำชากัน หากเราเข้าไปทานอาหารแล้วสั่งน้ำเปล่าเพิ่มก็จะต้องเสียเงินเพิ่มนะ ดังนั้นค่าอาหารต่อหนึ่งวันก็จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 600 – 700 บาทแบบที่รวมน้ำหรือเครื่องดื่มไปด้วยแล้ว การเดินทาง จากกรุงเทพไปดานังมีเที่ยวบินตรงที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สายการบินที่ให้บริการ ได้แก่ บางกอกแอร์เวย์และไทยแอร์เอเชีย แต่ถ้าเป็นแบบเที่ยวบินต่อ พัก 1 จุดก็จะใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป สายการบินที่ให้บริการ ได้แก่ เจ็ทสตาร์ เวียดนามแอร์ไลน์ และเวียดเจ็ทแอร์ โดยราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม 4,300 บาทรวมทั้งขาไปและขากลับ นอกจากแผนการที่เราแนะนำ อีกวิธีที่ง่ายที่สุดในการทัวร์เวียดนามด้วยงบ 10,000 บาทคือการไปกับ ทัวร์ครับ.คอม ที่นอกจากเราจะได้ไปเที่ยวดานังแล้วยังได้ไปเมืองใกล้เคียงอย่างเว้กับฮอยอันอีกด้วย แถมยังได้ล่องเรือมังกรชมแม่น้ำหอมและไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางหรือค่าใช้จ่ายใดๆ อีก ทั้งคุ้มค่าและสะดวกสบายขนาดนี้จะเก็บไว้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งก็ไม่เสียหาย สนใจแพ็คเกจทัวร์ดานัง เวียดนาม >> https://tourkrub.co/vietnam-tour คลิกเลย !  

อ่านเพิ่มเติม
10 เทศกาลน่ารักกับญี่ปุ่นในหน้าร้อน

Jun 8, 2018

ซึ่งถ้ามาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงหน้าร้อนนี้ เราจะได้หอบบรรยากาศอบอุ่น สนุกสนานและสวยงามกลับไทยกันแบบล้นกระเป๋าไปเลย ~ เพราะงานเทศกาศในฤดูร้อนนั้นมีหลากหลายรูปแบบหลากหลายรสชาติให้เราได้เข้าร่วมกันเลยล่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย !!   1. เทศกาลฟุสสะทานาบาตะ     อีกหนึ่งวันสำคัญของญี่ปุ่นคือวันทานาบาตะ(Tanabata)ที่ใครๆ ต่างก็เขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ไปแขวนบนกิ่งไผ่กันถ้วนหน้า ที่เมืองฟุสสะเองก็มีงานเทศกาลทานาบาตะประจำปีเช่นเดียวกัน โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ถ้าใครได้ไปงานนี้ก็จะได้เห็นการประกวดเจ้าหญิงโอริฮิเมะเพื่อเฉลิมฉลองทานาบาตะที่หาดูไม่ได้ที่ไหนแล้วด้วยล่ะ     2. บุงเกียวอะจิไซมัตสึริ (เทศกาลดอกไฮเดรนเยีย)     เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ดอกไฮเดรนเยียกว่า 3,000 ต้นบริเวณศาลเจ้าฮะคุซังไปจนถึงสวนฮะคุซังใจกลางกรุงโตเกียวจะออกดอกสดใสสวยงาม ในงานจะมีแผงขายต้นไฮเดรนเยียและของอื่นๆ จิปาถะเรียงรายตลอดทาง และงานนี้จะจัดในช่วงวันที่ 9 - 17 มิถุนายน   3. อิริยะอะซะงะโอะมัตสึริ (เทศกาลดอกมอร์นิ่งกลอรี่)     ถ้าอยากเที่ยวเทศกาลดอกมอร์นิ่งกลอรี่ (Morning Glory) ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ต้องไม่พลาดที่จะมางานที่อิริยะคิชิโมจิน ถนนโคะโตะโตยโดริ ในช่วงวันที่ 6 - 8 กรกฎาคม   4. โฮตารุโนะยูเบะ (แสงหิ่งห้อยยามเย็น)     รู้หรือไม่ว่าที่เมืองฮาชิโอจิฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว มีธรรมชาติสวยงามรายล้อมด้วยภูเขาแฝงอยู่ ซึ่งสิ่งสำคัญของที่นี่ก็คือเจ้าหิ่งห้อยที่ซ่อนตัวในตอนกลางวัน แต่ออกมาให้เราได้ชื่นชมในตอนกลางคืนนั่นเอง โดยเจ้าหิ่งห้อยจะอยู่ให้เราได้ชื่นชมแค่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนล่ะ   5. เทศกาลหิ่งห้อยเก็นจิฟุสสะ     ตั้งแต่กลางเดือนจนถึงปลายเดือนที่เมืองฟุสสะ จะมีเทศกาลหิ่งห้อยเก็นจิฟุสสะที่เราจะได้เห็นหิ่งห้อยกว่า 500 ตัวบินส่องแสงวิบวับสวยงาม นอกจากนั้นยังมีการแสดงพื้นบ้านและร้านค้าให้เราเที่ยวชมอีกมากมาย   6. เทศกาลซันจะ (Sanja Matsuri)     เทศกาลซันจาจัดขึ้นเพื่อฉลองให้กับสามผู้ก่อตั้งวัดเซนโซจิ ถือว่าเป็นเทศกาลใหญ่ประจำปีของย่านอาซากุสะ ในงานจะมีทั้งขบวนแห่ การเล่นดนตรีสด ร้องเพลง การตีกลองไทโกะ และเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน โดยเทศกาลซันจะจะจัดขึ้นในวันที่ 18 – 20 พฤษภาคมนี้   7. เทศกาลซันโน (Sanno Matsuri)     เทศกาลซันโนเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่ของศาลเจ้าฮิเอะ เมืองโทยามะ จะจัดขึ้นรอบๆ ปราสาทโทยามะตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน เป็นเวลาทั้งหมด 11 วัน ถ้ามางานนี้ก็จะได้สัมผัสพิธีกรรมต่างๆ ของคนญี่ปุ่น ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และศิลปะการแสดงของญี่ปุ่นอีกมากมาย   8. เทศกาลคะกุระซะกะมัตสึริ     ในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ถนนคะกุระซะกะจะมีงานเทศกาลฤดูร้อนที่มีจุดไฮไลท์คือขบวนนักดนตรีและนักเต้นรำอะวะโอโดริที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากมาย หากอยากสัมผัสบรรยากาศโตเกียวแบบเก่าล่ะก็พลาดไม่ได้เด็ดขาดเชียวล่ะ   9. งานเต้นรำโคงาเนอิอาวะ     อีกหนึ่งการเต้นรำดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเต้นรำโคงาเนอิอาวะ ซึ่งจะจัดขึ้นกลางเดือนกรกฎาคมที่เมืองโคงาเนอิ โดยการแสดงจะเริ่มตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสามทุ่ม ให้เราได้สัมผัสบรรยากาศครึกครื้นของการเต้นรำ เสียงกลอง ผู้คนมากมาย พร้อมตักกินน้ำแข็งไสเย็นๆ กันได้เพลิดเพลิน   10. คัตสึชิกะโชบุมัตสึริ (เทศกาลดอกไอริส)     เทศกาลดอกไอริสในโตเกียวจะจัดขึ้นที่สวนดอกไอริสโฮริกิริโชบุเอ็นและสวนมิซึโมโตะที่อยู่ใกล้ริมน้ำ แต่นอกจากดอกไม้ สายน้ำและสายลมแล้ว ยังมีการแสดงดนตรีสดอีกด้วยนะ โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือน   เห็นลิสต์รายการเทศกาลต่างๆ แล้วก็เลือกไม่ถูกเลยใช่ไหมล่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเกี่ยวกับดอกไม้ เทศกาลที่ศาลเจ้า หรืองานเต้นรำต่างๆ ล้วนน่าสนใจไปหมด แต่ถ้าไปกับ ทัวร์ครับ ล่ะก็ไม่ต้องห่วงเลยล่ะ เพราะทางทัวร์จะช่วยวางแผนให้เองว่าต้องไปที่ไหนอย่างไร ใช้เวลาเท่าไรถึงจะเหมาะสม ถ้าพบเจอปัญหาอะไรก็มีไกด์จากทัวร์ครับคอยช่วยดูแลอีกต่างหาก ยิ่งถ้าไปในฤดูร้อนแล้วล่ะก็ยิ่งต้องรักษาสุขภาพดีๆ เชียวล่ะ ต้องดื่มน้ำเยอะๆ ใส่เสื้อผ้าโปร่งๆ ใส่หมวกและไม่ตากแดดจัด เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นลมแดดไปซะก่อน หมดสนุกที่จะเที่ยวเลยนะ   สนใจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่น ฤดูร้อน >> https://tourkrub.co/japan-tour

อ่านเพิ่มเติม