ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
10 จุดเชคอิน บาหลี ที่เราไม่อยากให้พลาด
พาเที่ยว
อินโดนีเซีย
10 จุดเชคอิน บาหลี ที่เราไม่อยากให้พลาด
บาหลี จะมาเที่ยวกันสักกี่ครั้ง ? แน่นอนว่าคนไม่เคยไปคงบอกว่า ไปเที่ยวสักครั้งก็น่าจะพอ แต่คนเคยไปเที่ยวบาหลีแล้ว จะบอกว่า ไปแล้วก็อยากไปอีก เพราะมีที่น่าเที่ยวเยอะ ที่ให้ตามไปเช็คอิน ถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งสายวัฒนธรรม สายธรรมชาติสายฮิปสเตอร์ ก็ตาม เราอดยอมรับกันไม่ได้แน่ๆ เทคโนโลยีทำให้เราเห็นโลกที่ไม่เคยไปผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โดยที่เราไม่ต้องจิตนาการถึงสถานที่ๆ ไม่เคยเห็น แต่สามารถหาข้อมูลและภาพสวยๆ ให้ดูสร้างความอยากเที่ยวให้เราได้ง่ายๆ ได้เลย บาหลี ก็เป็นอีกหนึ่งที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่โด่งดังทั้งธรรมชาติ ทะเลที่เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่น Surfing หรือวัฒนธรรมที่น่าสนใจของโลกตะวันออก ที่ดึงดูดให้เราไปท่องเที่ยว ค้นหา หรือสัมผัสประสบการณ์จริง บาหลี เป็น 1 ใน 34 จังหวัด ของประเทศอินโดนีเซีย ที่เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประชากรส่วนใหญ่ของบาหลีนับถือ ศาสนาอินดูแบบบาหลี ที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อพื้นเมือง วิญญาณนิยม (แอนิมิซึม) มีพื้นที่ทั้งหมด 5,634.40 ตารางกิโลเมตร และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญของโลก มาดูกันว่า 10 จุดเช็คอิน บาหลี ที่เราอยากแนะนำให้คุณไปมีที่ไหนกันบ้าง จองทัวร์บาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 พิกัด เที่ยวบาหลี 1. Gate of Heaven at Lampuyang Temple เชื่อว่าใครที่แพลนมาเที่ยวบาหลี ที่นี่ต้องเป็น หนึ่งในสถานที่แรกๆที่อยู่ในหัวแน่นอน ภาพประตูแห่งสวรรค์ที่สะท้อนผิวน้ำ อันโด่งดังที่ Lempuyang Temple. ที่จริงๆแล้วเกิดจากเทคนิคของช่างภาพรับจ้างถ่ายภาพใช้กระจกสะท้อนให้เกิดผิวน้ำนั่นเอง รวมไปถึงวิวข้างหลังในวันที่ฟ้าเปิดก็จะมี ยอดภูเขาไฟอากุงเป็นแบ็คกราวให้ภาพเพอร์เฟคขึ้นไปอีก แต่แนะนำว่าถ้าจะมาที่นี่ ให้เริ่มต้นตี 4 จาก Ubud ไปถึงวัด Lampuyang ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งเราจะไปถึงวัดประมาณ 6 โมงเช้า คิวแรกๆรอไม่นานหรือไม่ต้องรอ แต่ถ้ามาสายๆเป็นต้นไปอาจต้องรอคิว 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว 2. Taman Tirta Gangga (Water Place) ที่เที่ยวที่ไม่ไกลจาก Lampuyang Temple ซึ่ง Tirta Ganga คือพระราชวังเก่าที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1948 Taman Tirta Gangga Water Palace ถูกออกแบบอย่างสวยงามทั้งสระน้ำ น้ำพุศักสิทธิ์และสระว่ายน้ำที่เชื่อมกับน้ำพุตามธรรมชาติ เป็นอีกที่ถ้ามาเที่ยว Gate of Heaven ควรแวะถ่ายรูป ชื่นชมความงาม ให้อาหารปลาคาร์ฟ หรือทานข้าวก็ดี ร้านอาหารดีงามเป็นเรื่องเป็นราวมาก ตั้งแต่อาหารเช้าไปถึงจองห้องพักไว้ถ่ายพรีเวดดิ้งก็ได้เช่นกัน 3. Uma Pakel Swing คล้ายๆร้านขายกาแฟที่เพิ่มเติมสีสัน หาจุดขายให้คนมาถ่ายรูปเชคอิน ที่นี่เลยทั้งมีชิงช้ายักษ์ มีรังนกยักษ์ และมีกาแฟขี้ชะมดให้ชิม เช่นกัน ที่นี่เขามีไกด์มาต้อนรับแล้วพาเดินแนะนำแต่ละจุด ตั้งแต่ Bali Swing ชิงช้าที่นี่มี 4 ตัว 4 ระดับความสูง เลือกได้ตามความกล้า ค่าเล่น 200,000 IDR หันหน้าออก มีเชือกรัดรอบเอวเกี่ยวเซฟตี้ให้ มีพนักงานถ่ายรูปให้ด้วย ทุ่มสุดตัววิ่งให้ทุกมุมเป็นสเต็ปเลย จากนั้นก็พาไปถ่ายรูปรังนกยักษ์ และพาไปลองชิมกาแฟขี้ชะมด ลองเฉยๆ ไม่ซื้อไม่หาเขาก็ไม่ว่า ชิมฟรีได้เลย 4. Ubud Market หรือชื่อเต็มๆ ว่า Ubud Traditional Art Market ตลาดที่นี่มีทุกอย่างทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่น และแทบทุกคนต้องแวะหาของท้องถิ่น ของฝากของขึ้นชื่อที่นี่ ซึ่งส่วนมากสินค้า มีตั้งแต่งานอาร์ตต่างๆ งานสาน เช่นกระเป๋าสาน และผ้า เช่นผ้าโสร่ง เป็นต้น ก่อนซื้ออย่าลืมต่อราคากันด้วย 5. Bebek Bengil (Dirty Duck Dinner) ร้านที่ใครๆก็แนะนำว่ามาบาหลีต้องกินเป็ดร้านนี้ ตอนแรกก็แปลกใจทำไมเป็ดถึง สกปรก Dirty Duck เพราะเขาแนะนำให้ใช้มือกิน ซึ่งทำให้เรามือเลอะเป็นที่มาว่าทำไมสกปรกนั่นเอง ร้านนี้ ค่อนข้างดังและมีชื่อเสียง บางทีต้องจอง บางทีต้องรอคิว แต่ร้านนี้มีหลายสาขาอยู่นะ 6. Tanah Lot คำว่า ตานะฮ์ลต (Tanah Lot) แปลว่า ”ผืนดิน (ที่อยู่ใน) ทะเล” หินตานะฮ์ลต เกิดจากการกัดเซาะด้วยน้ำทะเลเป็นเวลาหลายปี จึงมีลักษณะคล้ายเกาะในทะเล บนเกาะ Tanah Lot เป็นที่ตั้งของปูรา (โบสถ์พราหมณ์แบบบาหลี) ที่สำคัญของชาวบาหลี เรียกว่า ปูราตานะฮ์ลต (Pura Tanah Lot) เชื่อกันว่าปูราตานะฮ์ลตสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดย Dang Hyang Nirartha ได้ชักชวนกับชาวประมงสร้างศาลเจ้าเพื่อบูชาเทพแห่งท้องทะเลของบาหลีขึ้น เทพประจำตานะฮ์ลตคือ Dewa Baruna เทวพรุณ หรือ Bhatara Segara; ภารัตสาคร เทพแห่งทะเลหรือวิญญาณแห่งทะเล ส่วนนีราร์ทาผู้ก่อสร้างปูราก็ได้รับการบูชาที่นี่เช่นกัน ปัจจุบัน ปูราตานะฮ์ลตเป็นหนึ่งในปูราเจ็ดแห่งกลางทะเลของบาหลี บริเวณที่ฐานของเกาะเต็มไปด้วยงูทะเลพิษ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทวารบาลของปูรา ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และอีกด้าน เป็นที่ตั้งของปูราบาตูโบ-ลง (Pura Batu Bolong) ซึ่งตั้งอยู่บนหินที่ถูกกัดเซาะเป็นเหมือนโค้งสะพาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่คนนิยมมาถ่ายรูปอีกที่หนึ่ง 7. Uluwatu เป็นวัดดังอีกที่ที่ตั้งบนหน้าผาริมทะเล ที่ย้อนหลังกลับไปศตวรรษที่ 10 วัด Uluwatu เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบาหลีเป็นหนึ่งใน Kayangan jagat ของบาหลี หรือ “วัดที่มีอิทธิพลในการเป็นแนวทาง” ซึ่งตามความหมายของศาสนาฮินดู หมายความว่าวัดทำหน้าที่ในการปกป้องบาหลีให้พ้นจากวิญญาณชั่วร้าน ที่นี่บรรยากาศดีมากช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะสวยมากแต่ที่ต้องระวังมากเช่นกัน คือฝูงลิงมาเฟียเจ้าถิ่น ที่มักแย่งของจากนักท่องเที่ยวจากมือจากหน้าเลยทีเดียวว่าจะเป็น แว่นตา โทรศัพท์ กล้อง หมวก โปรดระวังให้มาก 8. Starbucks Reserve Dewata Bali มาเที่ยวบาหลี อีกหนึ่งที่เที่ยวที่ห้ามพลาดคือ Starbucks อาจดูธรรมดา แต่ที่นี่คือ ร้านที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Starbuck Dewata Coffee Sanctuary คือร้าน Starbucks Reserve Bar สาขาแรกในบาหลีและเป็นสาขาที่ 10 ของประเทศอินโดนีเซีย ที่สวยไม่แพ้หลายๆ ที่เช่นกัน 9. Kuta Beach ไปเล่นเสิร์ฟ ดูวิวที่ Kuta Beach เป็นหาดยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นเสิร์ฟกันที่นี่เพราะคลื่นลมดีเหมาะแก่การเล่นเสิร์ฟ ส่วนใครที่เล่นไม่เป็น เขามีโรงเรียนสอนแบบการันตีไม่เกิน 2 ชั่วโมงยืนบนบอร์ดได้เลย ใครสายกีฬาเอ็กซ์ตรีม ต้องมา ส่วนกลางคืนของ Kuta Beach ก็เต็มไปด้วยสีสันของ Beach Bar และแสงสียามราตรีเช่นกัน 10. ร้าน ACK ขออนุญาติปิดท้ายด้วยร้านไก่ทอด ที่อยากแนะนำให้ทุกคนลอง ร้าน ACK Fired Chicken เป็นร้านไก่ทอดสไตล์เดียวกับ KFC มีหลายสาขา ที่เจ้าถิ่นแนะนำว่า วัตถุดิบ และสูตรมาจากแหล่งเดียวกันแทบทุกเจ้าในอินโดนีเซีย รสชาติอร่อยเหมือนกัน (ส่วนตัวว่าอร่อยกว่าครับ) ที่สำคัญราคาถูกมาก เป็น fast food ที่แนะนำเลย มีแทบทุกถนน แต่ อาจจะไม่ใช่ชื่อ ACK มีชื่ออื่นๆด้วยเช่น C’Bezt Fried Chicken แต่รสชาติอร่อยเหมือนๆกัน เกือบทุกร้านใช้สีแดงเช่นกัน เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธนฯ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Instagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok
เที่ยวอินโดนีเซียสนุกกว่าที่คิด! ไปโบรโม่ ให้ถึง คาวาอีเจี้ยน !
พาเที่ยว
อินโดนีเซีย
เที่ยวอินโดนีเซียสนุกกว่าที่คิด! ไปโบรโม่ ให้ถึง คาวาอีเจี้ยน !
ไปเที่ยวอินโดนีเซีย เพราะอยากไปเห็น “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” ซึ่งก็คือฉายาของ ภูเขาไฟโบรโม่ หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังต้องการไปพิสูจน์เส้นทางของการไป “The Ring of Fire” หรือ คาวาอีเจี้ยน ที่ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหู ถึงความยากลำบากในการพิชิตยอดคาวาอีเจี้ยน นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ ชอบความท้าทายไม่ควรพลาดเส้นทางนี้อย่างยิ่ง ส่วนมือสมัครเล่นใจสู้ก็จัดไป ตามมาดูกันในเส้นทางนี้ เราจะเรียงลำดับให้ จากที่ๆ 1 ไปถึงที่ทีๆ 7 ตั้งแต่ลงเครื่องที่ เมืองสุราบายา แล้วไปจบที่ คาวาอีเจี้ยน ไม่ควรพลาดอะไรที่ไหนบ้าง Madakaripura Waterfall ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งสายน้ำแห่งชวาตะวันออก” ที่สวยงามมาก เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 200 เมตร (660 ฟุต) ซ่อนอยู่ในตอนท้ายของหุบเขาลึก จากปากทางเดินประมาณ 2 กม. ทางเดินไม่โหด เดินสบายๆ แต่ต้องใส่เสื้อกันฝนเพราะต้องเดินผ่านน้ำตก จนไปเจอกความสวยงามตามคำร่ำลือที่เขากล่าวกันไม่เกินจริงเลย Cemero Lawang เป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุด ส่วนมากคนมาเที่ยวโบรโม่จะมาหาที่พัก โรงแรม รีสอร์ต ที่หมู่บ้านนี้ ใครมาถึงไวก็เดินเล่นในหมู่บ้าน บางจุดสามารถเห็นวิวภูเขาไฟโบรโม่เช่นกัน อากาศเย็น เหมาะกับการเดินชิว ถ่ายรูปเล่นมาก แต่ยิ่งมืดอากาศก็เย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน Mount Penakajan จุดชมวิวที่ไกด์พามาเป็นที่แรกที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่และหมู่บ้าน Cemero Lawang แบบพาโนรามาวิว และรอชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก แม้หนาวสั่นจากอากาศยังไงก็ต้องนั่งรอสู้ตาย ทะเลทราย ใช่แล้วที่นี่มีทะเลทรายด้วย แต่ทรายจะออกสีตุ่นๆดำจากเถ้าภูเขาไฟ จุดนี้ไกด์แวะให้ถ่ายรูป โดยมีรถจี๊ป 4x4 ที่เรานั่งกันมาเป็นพระเอกในภาพให้เราแอคชั่นถ่ายรูป แต่ภาพจะสวยสมบูรณ์ไม่ได้เลย ถ้าขาดฉากหลังเป็น ภูเขาบาต๊อก Mt.Batok รับรองรูปสวยจนเลือกรูปอวดเพื่อนลงโซเชียลไม่ถูกแน่ๆ เขาโบรโม หรืออีกฉายาที่เรียกว่า “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” โบรโม Bromo มาจากตัวสะกดภาษาชวาของคำว่า “พรหม” เป็นพระนามของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ตามความเชื่อของศาสนฮินดูเขาโบรโม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ยังมีควันลอยครุกรุ่นจนถึงทุกวันนี้และได้ถูกขนานนามว่า ลมหายใจของเทพเจ้า “Breathe of God” เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ โบรโม เติงเกอร์ เซอเมรู (Bromo Tengger Semeru National Park) เป็นส่วนหนึ่งของมวลเขาสูงเติงเกอร์ในจังหวัดชวาตะวันออก มีความสูง 2,329 เมตร เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เดินทางถึงยอดเขาได้ไม่ยาก ทุ่งหญ้าสะวันนา ใช่แล้วด้วยภูมิประเทศที่แปลดตา ทำให้มีจุดท่องเที่ยวหลายที่เหมือนกัน ทุ่งหญ้าสะวัณน่า เป็นอีกที่ ยอดฮิตที่คนนิยมแวะถ่ายรูปจากคำแนะนำของไกด์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คือทุ่งหญ้าและดอกไม้ป่าหลากสีสัน ที่รายล้อมด้วยภูเขาสีเขียวๆสบายตา ที่มองแล้วคล้ายๆทุ่งหญ้าสะวัณนาสในแอฟริกานั่นเอง Kawah Ijen ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน เป็นส่วนหนึ่งในวงแหวนแห่งไฟ หรือ “The Ring of Fire” เพราะบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง จะมีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ที่ความยาวรวมประมาณ 40,000 กม. และวางตัวตามแนวร่องลึกก้นมหาสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนแห่งไฟทั้งหมด 452 ลูก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟมีพลัง (Active Volcano) อยู่กว่าร้อยละ 75 ของภูเขาไฟมีพลังทั้งโลก และรวมถึง ภูเขาไฟโบรโม่ และ คาวาอีเจี้ยนด้วย. Kawah Ijen คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลกที่อยากมาสัมผัสสักครั้ง ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยนมีระดับความสูง ประมาณ 2,380 เมตร เรื่องที่ยากที่สุดของการมาเที่ยว คาวาอีเจี้ยน คือการเดินขึ้นเขา ที่มีระยะทาง 3 กิโลเมตร (ใช้เวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ) แต่เป็นการเดินขึ้นเขาที่ชันมากในอากาศหนาวจัด หมอกจัด ตั้งแต่ตี 1 ตี 2 ตี 3 ก็แล้วแต่ใครต้องการเที่ยวอะไรบ้าง เริ่มตี 1 คือต้องการไปชม Blue Flame เปลวไฟสีน้ำเงิน ที่เห็นได้ในที่มืดเท่านั้น ซึ่งต้องเดินลงเขาไปอีก 1 กิโลเมตรหลังจากเดินขึ้นเขา 3 กิโลเมตรไปถึงยอดแล้ว, เริ่มตี 2 คือต้องการไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งต้องเดินต่อไปอีก 1 กิโลเมตรหลังจากเดินขึ้นเขา 3 กิโลเมตรไปถึงยอดแล้ว และเริ่มตี 3 แค่ไปให้ถึงยอดเขาเพื่อนชมวิวสวยสุดลูกหูลูกตาของ Blue Lake หรือ Sulpher Lake ทะเลสาบซัลเฟอร์สีเทอคอยซ์ เริ่มฉายแสงความงามพร้อมตะวันที่ค่อยๆขึ้นมาทีละนิดๆ Blue Lake เป็นทะเลสาบน้ำกรดบนปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีค่า pH เท่ากับ 0.5 ค่าความเป็นกรดคืออันตรายจนสามารถทำให้เจ็บป่วยแบบเฉียบพลันได้เลย เราเริ่มขึ้นตอนตี 3 เพราะชมพระอาทิตย์ขึ้นที่โบรโม่ไปแล้ว และต้องเดินไปกลับอีก 2 กิโลเมตรถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้น และต้องขึ้นลงไปในปล่องอีก 2 กิโลเมตรถ้าจะดู Blue Flame เลยข้ามไป เพราะร่างกายเริ่มล้าจากการเที่ยวตื่นแต่ดึกทุกคืน ส่วนหนึ่งก็กลัวอันตรายจากกำมะถัน จากที่ไกด์เล่าให้ฟังว่า อาชีพของคนงานเหมืองแร่เป็นงานที่เหนื่อยแสนสาหัสและอันตรายที่สุดในโลก และบั่นทอนสุขภาพมากจากแก๊สพิษที่ดมเข้าปอดทุกวัน โดยเริ่มงานกันตั้งแต่ตี 3 ลงไปที่ข้างล่างปล่องนำก้อนกำมะถันขึ้นมา แล้วหาบลงเขาไปอีก 3 กม. น้ำหนักของแร่กำมะถันที่แบกกันอยู่ที่ประมาณหาบละ 60 – 100 ค่าจ้างอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2 บาท หาบได้ 2-3 รอบ คิดเป็นเงินก็รอบละประมาณ 100 กว่าบาท ความสวยงามของ “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” และความท้าทายของ “The Ring of Fire” ในท้ายที่สุดที่เราได้สัมผัสอย่างแท้จริงจาการเดินทางที่ยากลำบาก และประสบการณ์แปลกใหม่จากทุกเส้นทางในทริปนี้ เราจะพบว่ามันคุ้มค่าเหลือเกินที่ได้มาเห็นความสวยงามนี้ด้วยตาเราเองจริงๆ ต่อให้เราถ่ายภาพมาสวยแค่ใหน เล่าเรื่องการเดินทางให้ฟังยังไง ก็ไม่เหมือนการมาเห็นด้วยตาตัวเอง มาสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วคุณจะหลงรัก โบรโม่ - คาวาอีเจี้ยน อย่างแน่นอน หากใครอยากไปเที่ยวอินโดนีเซียแบบชิลล์ไม่ต้องวางแพลนอะไรให้ยุ่งยากก็สามารถเข้าไปดูแพ็คเก็จ ทัวร์อินโดนีเซีย กับ ทัวร์ครับ ได้เลย เขามีแพ็กเก็จให้เลือกเยอะ แต่สำหรับโบรโม่และคาวาอีเจี้ยน แนะนำให้จัดทัวร์กรุ๊ป ซึ่งทัวร์ครับก็มีให้บริการเช่นกัน สามารถเข้าสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลิงค์นี้ เรื่อง และภาพถ่ายโดย Rose สำเหร่ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Instagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok
16 สถานที่เที่ยวมาเก๊า เที่ยวได้ทุกปีไม่มีเบื่อ
พาเที่ยว
มาเก๊า
16 สถานที่เที่ยวมาเก๊า เที่ยวได้ทุกปีไม่มีเบื่อ
ไม่พูดพร่ำทำเพลงเรื่องการเดินทาง เพราะเที่ยวบินกรุงเทพ – มาเก๊ามีให้เลือกค่อนข้างเยอะ ขึ้นกับสไตล์ที่ชอบ ราคาที่ใช่และโปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละสายการบิน แต่ ๆ ๆ ... ถ้าใครไม่อยากวุ่นวายเรื่องหาโปรเด็ด ที่พักโดน ๆ แต่อยากเที่ยวชิลล์ ๆ สบาย ๆ ลากกระเป๋าขึ้นเครื่องพร้อมเลยแล้วล่ะก็ สายชิลล์มองหาทัวร์มาเก๊าต้องทางนี้เลย หาทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ ทัวร์ดี ๆ แบบมืออาชีพต้องที่นี่เลย มาที่พิกัดเที่ยวในเมืองมาเก๊ากันเลย มี่ที่ไหนน่าเที่ยวบ้างเราไปดูกัน เริ่มที่วันแรกกันก่อน กับการแตะแผ่นดินมาเก๊าวันแรกมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง Let’s go … 1.จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) พิกัดชิค ๆ ของมาเก๊าอันเป็นศุนย์รวมตัวของชาวเมืองมาเก๊าและนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก กับย่านอาณานิคมเก่าซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปในสไตล์โคโลเนียลสุดคลาสสิค และร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหารละลานตา พิกัดแลนด์มาร์คท็อป 3 ของเมืองมาเก๊าที่ต้องห้ามพลาด ทั้งยังได้รับการยกให้เป็นพื้นที่มรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ (UNESCO’s World Heritage) อีกด้วย พิกัด : Senado Square เมือมาถึง จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ที่มีร้านอาหาร และคาเฟ่อยู่อย่างคับคั่งทั้งทีแล้ว ก็ต้องแวะรองท้องกันก่อนสักนิดนึงกับร้าน Wong Chi Kei ร้านบะหมี่ไข่เกี๊ยวกุ้งตัวโต ๆ เจ้าดังสุดอร่อยแห่งจัตุรัสเซนาโด เมนูเด็ดต้องลองซึ่งมีกลมกล่อมตั้งแต่น้ำซุป ไส้เกี๊ยว ไปจนถึงบะหมี่ไข่เส้นเหนียวนุ่ม ซึ่งใช้แป้งและไข่เป็ดเป็นส่วนผสมหลัก นวดแป้งด้วยกรรมวิธีการนวดแบบโบราณที่ทำให้ได้เส้นบะหมีที่นุ่มกว่าวิธีอื่น กับบะหมี่ไข่อันเป็นไฮไลท์ของทางร้าน เมื่อถูกโอบล้อมด้วยน้ำซุปเข้มข้น รสชาติกลมกล่อม หอมหวาน และเกี๊ยวกุ้งชิ้นโต ๆ ที่ผ่านการปรุงรสไส้เกี๊ยวมาเป็นอย่างดี ที่ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวยิ่งทวีคูณรสชาติความอร่อยเข้าไปอีกแบบยกกำลังเลยทีเดียว พิกัด : Macau Wong Chi Kei 2.โบสถ์เซนต์โดมินิก (St. Dominic’s Church) เมื่ออิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออกเดินทางต่อกันที่ โบสถ์เซนต์โดมินิก (St. Dominic’s Church) มาดื่มด่ำวัฒนธรรมและอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากโปรตุเกสผสมสเปนเก่าแก่ อายุกว่า 400 ปีกันสักหน่อย กับโบสถ์สุดโดดเด่นอลังการด้วยตัวอาคารภายนอกสีเหลืองพาสเทลตัวลวดลายด้วยสีขาว และแต่งเติมสีสันด้วยประตูหน้าต่างบานใหญ่สีเขียวน้ำทะเลสุดแนว ตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านจัตุรัสเซนาโดอันพลุกพล่าน พิกัด : St. Dominic’s Church 3.คฤหาสน์หลู่เกา (Lou Kau Mansion) คฤหาสน์หลู่เกา (Lou Kau Mansion) หรือ คาซ่าเดอหลู่ (Casa De Lou)เป็นอาคาร 2 ชั้นแบบจีนโบราณก่อด้วยอิฐสีเทาแบบดั้งเดิมในสไตล์สถาปัตยกรรมซิกวนของจีน ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งท่ามกลางอาคารสไตล์ยุโรปที่ห้อมล้อมไว้ในย่านจัตุรัสเซนา ที่ยิ่งทำให้บ้านเรือนแบบจีนโบราณหลังนี้ยิ่งเด่นเข้าไปอีกหลายเท่า จนได้รับการยกให้เป็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าทางด้านศิลปะจีนจากรัฐบาลมาเก๊า พิกัด : Lou Kau Mansion 4.ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) ซากโบสถ์คาทอลิกที่สวยงามอันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองมาเก๊า ซากโบสถ์คาทอลิกขนาดใหญ่สไตล์โปรตุเกสซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1580 แม้จะถูกไฟไหม้หลายครั้งจนหลงเหลือไว้เพียงซากกำแพงด้านหน้าและบันไดเท่านั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายอันทรงเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมทางศาสนาต้นฉบับเอาไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยทำเลที่ตั้งบนเนินเขาใจกลางเมืองสุดไพร์มที่ทำให้ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) แห่งนี้ได้กลายเป็นแลนมาร์คสำคัญ และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาเก๊า พิกัด : Ruins of St. Paul’s ถัดจาก ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) มาไม่ไกล ก็จะได้พบกับอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและยังเป็นพิกัดชมวิวมุมสูงแบบพาโนรามาของเมืองอีกด้วยกับ พิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Macau Museum) และ ป้อมปราการมองเต (Macau Monte Fort) 5.พิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Macau Museum) พิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Macau Museum) พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของวิถีชีวิตในทุกยุคสมัย และประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองมาเก๊าเอาไว้ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของฐานทัพและสำนักงานกรมอุตุวิทยาก่อนถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1998 บนพื้นตั้งเดียวกันกับป้อมปราการปืนใหญ่มองเต (Macau Monte Fort) และได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) ในปี ค.ศ. 2005 พิกัด : Macau Museum 6.ป้อมปราการมองเต (Macau Monte Fort) ป้อมปราการแห่งมอนเต (Fortaleza do Monte) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า บิ๊กฟอร์ท (Big Fort) ป้อมปราการกลางเมืองมาเก๊าซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 52 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1617 เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร พร้อมด้วยปืนใหญ่ถึง 30 ลำรอบกำแพงป้อม ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ พิพิธภัณฑ์มาเก๊า (Macau Museum) และยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงใจกลางเมืองแบบพาโนราม่าสุดปังอีกแห่งหนึ่งด้วยในปัจจุบัน พิกัด : Macau Monte Fort ก่อนจะตระเวนทัวร์มาเก๊ากันต่อ มาแวะชิมของว่างรองท้องกันสักนิด กับเมนูนมตุ๋น หรือพุดดิ้งนม เมนูเก๋ ๆ ในแบบฉบับขนมมาเก๊าออริจินัลชื่อดังที่ร้าน Leitaria I Son หรือ Yee Shun Milk Company นมสดตุ๋น หรือพุดดิ้งนมเนื้อเนียนกริบ หอมนมสด และรสชาติละมุน เนื้อสัมผัสเด้งนุ่มลิ้นเอามาก ๆ กับของว่างทานง่ายสไตล์จีนกวางตุ้ง ที่ทำจากนมวัวผสมไข่ขาว นำไปนึ่งจนได้ผิวสัมผัสกำลังดี เรียบเนียนน่าทาน เหมาะกันการทานทั้งแบบร้อนและแบบเย็นก็เด็ดไม่แพ้กัน แต่ถ้าจะเพิ่มเติมรสชาติให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการเติมท็อปปิ้งถั่วแดงก็ยิ่งฟินขึ้นไปอีก พิกัด : Yee Shun Milk Company 7.ถนนสายความสุข (Happiness Street / Rua da Felicidade) ถนนสายความสุข (Happiness Street) หรือ Rua da Felicidade บ้านเรือนอาคารย้อมยุคสุดวินเทจ กับอาคารเก่าดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยก่อนที่ตกแต่งทั้งบานประตูและหน้าต่างเป็นสีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของย่านนี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ย่านโคมแดง” ซึ่งในสมัยเก่าก่อนก็เป็นพื้นที่ย่านโคมแดงตามชื่อเรียก แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นถนนท่องเที่ยวสุดชิค ที่ฮิปด้วยคาแร็คเตอร์เฉพาะตัว เต็มไปได้สนร้านค้าร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามอย่างมีสไตล์น่าสนใจเป็นที่สุด พิกัด : Rua da Felicidade 8.รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกลางทะเล (Kun Iam Statue) และแล้วก็มาถึงพิกัดปิดท้ายการเที่ยวมาเก๊าในวันแรกกันที่ รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกลางทะเล (Kun Iam Statue) รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ทำจากทองสำริดในแบบศิลปะกรรมผสมผสานระหว่างจีนและยุโรป ความสูง 20 เมตรยืนบนฐานดอกบัวความสูง 4 เมตร ที่ยื่นตัวลงไปในทะเลกว่า 60 เมตร ตั้งอยู่กลางทะเลทางตอนใต้ของฝั่งมาเก๊าบริเวณ Outer Harbour ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองมาเก๊า อันเป็นที่เคารพศรัทธาของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว พิกัด : Kun Iam Statue หมดวันแรกที่มาเก๊ากันไปแบบชิลล์ ๆ กับพิกัดเช็คอินตัวท็อป ๆ ของเมืองกันไปแล้ว ว่าแล้วกลับที่พัก เพื่อพักเอาแรงเอาสำหรับวันใหม่ในวันพรุ่งนี้ กับการแพลนเที่ยวมาเก๊าในวันที่สองกันต่อเลย โดยในวันที่สองเราจะย้ายทำเลออกจากตัวเมืองกันบ้าง Day 2 : เปิดวันที่สองกันด้วยอาหารเช้าร้าน ๆ อันเป็นเมนูขึ้นชื่อสไตล์จีนของเมืองมาเก๊ากันกับ ร้าน Seng Cheong ร้านโจ๊กปูมาเก๊าชื่อดัง ที่ถ้าพลาดเมนูนี้อาจต้องเสียใจกันมาก ๆ ร้านโจ๊กเจ้าดังถนนสายอาหารไทปา ที่โด่งดังทั้งหน้าตาอาหารสุดอลังการและรสชาติอันโดดเด่น กับเมนูอาหารเจ้าอันเป็นไฮไลท์ อย่างโจ๊กปูชามใหญ่ ที่เสิร์ฟโจ๊กสีเหลืองรสชาติเข้มข้นทำจากน้ำซุปมันปูรสกลมกล่อมเคี่ยวกับข้าวเนื้อละเอียดจนเข้าเนื้อ มาพร้อมกับปูชิ้นโต ๆ รสชาติจัดจ้านเข้มข้นแบบอาหารทะเลสดใหม่ ที่ไม่จืดชืดแบบโจ๊กทั่ว ๆ พิกัด : Seng Cheong 9.หมู่บ้านไทปา (Taipa Village) เมื่ออิ่มท้องแล้วพลพรรคก็พร้อมเดินทางกันต่อที่ หมู่บ้านไทปา (Taipa Village) หมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ กับอาคารบ้านเรือสีพาสเทลสดใสในแนวสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยที่เป็นอาณานิคมในปกครองของโปรตุเกสใจกลางเกาะไทปา ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองมาเก๊า จึงเป็นพิกัดที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่งของเมืองมาเก๊า พิกัด : Taipa Village พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House Museum) ที่พักอาศัยเก่าหลังสีเขียวพาสเทลสดใสของข้าราชการชาวโปรตุเกสในศตวรรษที่ 20 จำนวน 5 หลัง ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และได้รับการบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นพื้นที่จัดแสดงวิถีความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติในยุดอาณานิคมของมาเก๊า ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวและวิถีชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี พิกัด : Taipa House Museum 10.ถนนคูนย่า (Rua do Cunha) ถนนคูนย่า (Rua do Cunha) ถนนคนเดินความยาวเพียง 136 เมตร หรือ 446 ฟุต อันเป็นแหล่งรวมของฝาก ร้านค้า และร้านอาหารของมาเก๊าอีกแห่งหนึ่งบนเกาะไทปา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลางหมู่บ้านไทปา (Taipa Village) ย่านช็อปปิ้งที่โดดเด่นมีสไตล์สุดชิคด้วยดีไซน์การออกแบบตกแต่งร้านสุดสะดุดในแนวร่วมสมัยสไตล์ผสมผสานระหว่างจีนดั้งเดิมและยุโรปที่เข้ากันได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นเสน่ห์ของถนนแห่งนี้ไปแล้ว พิกัด : Rua do Cunha 11.โบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวีย (Chapel of St. Francis Xavier) ช้อปปิ้งกันพอเป็นพิธีประมาณนึงแล้วมาต่อกันกับสถานที่สำคัญทางศาสนาที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งอย่าง โบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวีย (Chapel of St. Francis Xavier) โบสถ์คริสต์สีหวานสะดุดสายตากับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสไตล์บาร็อคที่ไม่เหมือนใครบนเกาะโคโลอาน ที่สวยงามโดเด่นจนเคยเป็นฉากหนึ่งในซีรี่ย์และภาพยนตร์มาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง พิกัด : Chapel of St. Francis Xavier มาเช็คอินในย่านโคอานทั้งที ก็ต้องไม่พลาดอีกหนึ่งเมนูของหวานชื่อดังที่ร้านดังของมาเก๊า กับทาร์ตไข่ เมนูขนมที่มีถิ่นฐานต้นกำเนิดฉบับออริจินอลจากเมืองมาเก๊าแห่งนี้ ที่ร้าน Lord Stow’s Bakery หนึ่งในสุดยอดทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อของมาเก๊า กับทาร์ตไข่กลิ่นหอมไข่และเนย รสชาติหวาน มันกำลังพอดี แป้งด้านนอกบางกรอบด้านในเนื้อแป้งแน่นเนียนละเอียด ที่มาพร้อมไส้ที่ทำจากไข่รสสัมผัสนุ่น รสชาติละมุน ที่แค่ได้ลิ้มลองถึงขั้นต้องติดใจ แวะเวียนหวนกลับมาเมืองมาเก๊าอีกบ่อย ๆ อย่างแน่นอน สายหวานทั้งหลายบอกเลยว่านี่คือพิกัด Rare Item ของเมนูทาร์ตไข่ฉบับออริจินอลดั้งเดิมกันเลยทีเดียว พิกัด : Lord Stow’s Bakery 12.หมู่บ้านวัฒนธรรมวิหารเทพอาม่า (A-Ma Cultural Village) หมู่บ้านวัฒนธรรมวิหารเทพอาม่า (A-Ma Cultural Village) หมู่บ้านวัฒนธรรมจีนและย่านชุมนุมวัดสไตล์จีนขนาดใหญ่ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์ฉิง (Qing Dynasty) บนเนินเขาโคโลอาน(Coloane Hill) ที่อุดมไปด้วยงานศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมทั้งสาหินแกะสลัก ซุ้มประตูหิน รูปปั้นหินอ่อนแกะสลัก และรูปปั้นแกะสลักเจ้าแม่ทับทิมที่สูงที่สุดของมาเก๊า ซึ่งมีความสูงถึง 21 เมตรสุดอลังการ และยังเป็นทำเลที่เหมาะแก่การชมวิวเมืองมุมสูงอีกพิกัดหนึ่งอีกด้วย พิกัด : A-Ma Cultural Village เยี่ยมเยียนชมถิ่นฐานบนเกาะไทปา (Taipa) และเกาะ โคโลอาน (Coloane) ไปจนอิ่มเอมในวัฒนธรรมมาเก๊ากันไปแล้วในวันที่สอง ย้ายจากโซนนอกเมือง มุ่งสู่แสงสีและสีสันสุดอลังการตระการตาบ้างดีกว่า สำหรับวันที่สามเราจะไปต่อกันที่ในตัวเมืองมาเก๊าล้วน ๆ แบบเที่ยวไปช้อปปิ้งไปเบา ๆ คูล ๆ กันดูบ้าง ส่วนจะเป็นที่ไหนบ้าง ... เปิดวาร์ปข้ามคืน ไปสู่การเที่ยวมาเก๊าในวันที่สามต่อกันเลย Day 03 : เปิดฤกษ์วันที่สามด้วยการลิ้มลองของอร่อยที่ต้องลองอีกหนึ่งเมนูเมื่อมาไทปากันก่อนเลย ซึ่งก็คือ ขนมปังหมูทอดโปรตุเกส ร้าน Tai Lei Loi Kei ร้านขนมปังหมูทอดสไตล์โปรตุเกสเจ้าดังแห่งเกาะไทปา ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานมากกว่า 50 ปีมาแล้ว โดยเปิดร้านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 เลยทีเดียว และยังคงความอร่อยของสูตรดั้งเดิมต้นฉบับมาจนทุกวันนี้ ของขนมปังบันกรอบนอกเหนียวนุ่มด้านใน กับเนื้อหมูปรุงรสและหมักเครื่องเทศอย่างดีชิ้นหนาเนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้น ติดมันเล็ก ๆ น้อยพอหอม ๆ เวลาย่างและให้เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น ละมุนเนียนไปกับรสชาติเข้มข้นและความกรอบของเนื้อขนมปัง หนึ่งเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ไม่ธรรมดาของมาเก๊า พิกัด : Tai Lei Loi Kei 13.สตูดิโอซิตี้มาเก๊า (Studio City Macau) ว่าแล้วอิ่มท้องบุ๊ปก็รีบไปต่อกันบั๊ปเลยกับพิกัดเที่ยวแห่งต่อไปของเมืองมาเก๊า ที่ต้องบอกว่าสวยล้ำนำสมัยและโดดเด่นสะดุดตาสุด ๆ กับ สตูดิโอซิตี้มาเก๊า (Studio City Macau) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวและเอ็นเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ของมาเก๊า อันเด่นสุด ๆ ตั้งแต่รูปลักษณ์ของตัวอาคารภายนอกที่มี ชิงช้าสวรรค์หมายเลข 8 หรือ “The Golden Reel” สีทองด้านนอกอาคารที่ความสูง 130 เมตรเหนือพื้นดิน หรือที่ชั้น 23 ของตัวอาคาร จัดเป็นอีกหนึ่งการรับชมทัศนียภาพเมืองมาเก๊าสวย ๆ มุมสูงที่สุดอัศจรรย์น่าประทับใจไม่เหมือนใครแบบที่จะพลาดกันไม่ได้ พิกัด : Studio City Macau 14.หอไอเฟลจำลอง (Eiffel Tower at The Parisian Macau) อีกหนึ่งพิกัดแลนด์มาร์คสุดชิค และสีสันยามค่ำคืนสุดตระการตาของมาเก๊า กับหอไอเฟลจำลอง (Eiffel Tower) ด้านหน้าโรงแรมเดอะปารีสเชียน มาเก๊า (The Parisian Macau) ที่สมจริงเสมือนยกมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งบรรยากาศโดยรอบก็ยังมีกลิ่นอายยุโรปแบบกรุงปารีสอยู่เบา ๆ อีกด้วย นอกเหนือไปจากความโดดเด่นสุดอลังการของแลนด์มาร์คแห่งนี้แล้ว หอไอเฟลจำลอง (Eiffel Tower) แห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงของเมืองแบบพาโนราม่าสุดปัง ถึง 2 แห่งที่บนชั้น 7 และชั้น 37 ของหอไอเฟลจำลองอีกด้วย พิกัด : The Parisian Macau 15.เดอะ เวเนเชี่ยน มาเก๊า (The Venetian Macau) เดอะ เวเนเชี่ยน มาเก๊า (The Venetian Macau) แหล่งรวมความบันเทิงครบวงจรขนาดใหญ่ยักษ์ของมาเก๊า ที่สวยงามตระการตาทั้งสถาปัตยกรรมภายนอกและการตกแต่งภายใน ซึ่งมีไฮไลท์เด็ดอันโด่งดังอยู่ที่ The Grand Canal Shoppes พื้นที่ช้อปปิ้งถูกเนรมิตให้สวยงามตระการตาในสไตล์เมืองเวนิส ที่จำลองคลองแกรนด์แคแนลของเมืองเวนิส ในประเทศอิตาลีมาไว้ภายในอาคาร พร้อมฝ้าเพดานงานจิตรกรรมที่สะกดสายตาของท้องฟ้าและหมู่เมฆที่สวยเสมือนจริงราวกับอยู่ด้านนอกอาคารจริง ๆ พิกัด : The Venetian Macau 16.หอคอยมาเก๊า (Macau Tower) หอคอยมาเก๊า (Macau Tower) อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมืองสไตล์ยุโรปบนแผ่นดินตะวันออกอย่างเมืองมาเก๊า กับหอคอยสูงริมทะเลบริเวณ Outer Harbour กับความสูงถึง 338 เมตรของหอคอยแห่งนี้ ที่ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวเมืองมาเก๊าในมุมสูง (สูงมาก) แบบ 360 องศาสุดตระการตาในทั้งยามค่ำคืน และในตอนกลางวัน กับทัศนียภาพของคาบสมุทรมาเก๊า ท้องทะเล และสีสันความเจริญรุ่งเรืองของเมืองบนชั้น 58 ของหอคอยมาเก๊า (Macau Tower) หรือที่ระดับความสูงถึง 223 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ถ้าใครยังอยากเพิ่มความประทับใจให้มากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะสายแอดเวนเจอร์ทั้งหลาย ก็สามารถออกไปท้าทายความสูง ความเสียวด้วยการผจญภัยเดินไต่เวหาด้านนอกอาคาร หรือเล่นบันจี้จั๊มพ์ที่ชั้น 61 ได้อีกด้วย รับรองว่าประทับใจไม่มีวันลืมแน่นอน พิกัด : Macau Tower จองทัวร์มาเก๊า กับ ทัวร์ครับ คลิกเลย สำหรับ สถานที่เที่ยวมาเก๊า ในคราวนี้เราเปิด Open เรื่องร้านอาหารการกินเอาไว้ เพราะเรื่องปากเรื่องท้องส่วนนึงมันเป็นเรื่องของสไตล์และรสนิยมที่อาจจะไม่เหมือนกัน หรือไม่ได้ถูกปากถูกใจกันไปซะหมด แต่สำหรับพิกัดที่กินเด็ด ๆ ต้องโดนห้ามพลาดของมาเก๊าทั้งคาวทั้งหวาน เราใส่เอาไว้ให้แล้วแบบสบายหายห่วง เที่ยวมาเก๊ารอบเดียวเที่ยวครบจบทั้งเที่ยวทั้งกินแบบชิลล์ ๆ ไม่มีพลาดแน่นอน
5 จุดเที่ยวห้ามพลาดที่ แลนด์มาร์คแห่ง จางเจียเจี้ย
พาเที่ยว
จีน
5 จุดเที่ยวห้ามพลาดที่ แลนด์มาร์คแห่ง จางเจียเจี้ย
จางเจียเจี้ย ที่เที่ยวประเทศจีน ที่นักท่องเที่ยวไทยรู้จักผ่านภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avatar จริงๆ แล้วจางเจียเจี้ยเป็นชื่อของอุทยานแห่งชาติ ที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูน และธรรมชาติอันสวยงาม จางเจียเจี้ยอยู่ในตอนเหนือของมณฑลหูหนานซึ่งที่ จางเจียเจี้ยเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจีนด้วยนะ นอกจากจางเจียเจี้ยจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า ที่จางเจียเจี้ยมีอะไรน่าสนในให้เราได้ไปชมอีก จริงๆแล้วที่ จางเจียเจี้ยยังมีหมู่บ้าน และสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เราได้ไปสัมผัส มาค่ะ วันนี้ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปตามเก็บลิสต์ว่า ที่จางเจียเจี้ยมีอะไรรอให้เราได้ไปสัมผัสบ้าง จองทัวร์เที่ยว จางเจียเจี้ย กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 5 พิกัดเที่ยวจางเจียเจี้ย 1.อุทยานจางเจียเจี้ย มาเยือนจางเจียเจี้ยทั้งที ก็ต้องมาอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยสิคะ ที่นี่เป็นโลเคชั่นหลักในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Avatar เลยนะ ที่อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยจะเต็มไปด้วยภูเขามากมาย และถ้ามาได้จังหวะนะ คุณก็จะได้พบกับหมอกที่ลอยละล่องเหนือป่าและภูเขา บรรยากาศช่างดีซะเหลือเกิน 2. สะพานแก้วจางเจียเจี้ย เป็นอีกสถานที่ ที่ใครเดินทางมาจางเจียเจี้ยแล้วจะต้องมาถ่ายรูปกับสะพานนี้ เพราะที่สะพานแก้วจางเจียเจี้ยเป็นสะพานแก้วที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงกว่า 300 เมตร และรับประกันความปลอดภัยด้วยการออกแบบในเรื่องของการรับน้ำหนักมาอย่างดี เพราะที่สะพานแก้วแห่งนี้สามารถรองรับคนได้ถึง 800 คน โครงสร้างของสะพานแก้วแห่งนี้่เป็นกระจกนิรภัยอย่างดีที่วางซ้อนกันสลับไปมาถึง 99 ชิ้น ก่อนที่จะมีการเปิดสะพานทางโครงการได้นำรถมาทดลองวิ่งแล้ว ฉะนั้นปลอดภัยหายห่วง 3. เขาเทียนเหมินซาน เขาเทียนเหมินซานเป็นอีกภูเขาที่สวยที่สุดในจีนเลยค่ะ เป็น 1 ใน 4 ภูเขาที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วยนะ และจุดที่เราห้ามพลาดเลยก็ต้องยกให้จุดที่เรียกว่า ประตูสวรรค์เทียนเหมินซานค่ะ เพราะจุดนี้มีลักษณะของภูเขาที่เป็นวงกลมขนาดใหญ่ เปรียบเสมือนประตูสวรรค์นั้นเอง และถ้าใครอยากจะชมธรรมชาติแบบเต็มๆตา ที่เขาเทียนเหมินซานยังมีเคเบิ้ลคาร์ให้เราได้นั่งขึ้นไปชมธรรมชาติด้านบนอีกด้วย หรือถ้าใครที่ชื่นชอบการผจญภัย ต้องลองขึ้นไปเดินทางเดินริมหน้าผาข้างบนดูได้ เราจะสามารถเห็นวิวแบบพาโนราม่าแบบเต็มๆตาด้วยนะ 4.เมืองโบราณเฟิงหวง เมืองเฟิงหวง เป็นเมืองโบราณตั้งแต่สมัยราชวงค์ชิงค่ะ ซึ่งเมืองโบราณเฟิงหวงนี่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ลักษณะของเมืองเฟิงหวงจะมีแม่น้ำไหลผ่าน ชื่อว่าแม่น้ำถัวเจียงค่ะ ซึ่งเราสามารถ ซื้อทัวร์ล่องเรือชมธรรมชาติได้ด้วยนะ ปัจจุบันเมืองเฟิงหวงยังมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3 แสนคนค่ะ และคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ยังเป็นชนเผ่าดั้งเดิมอย่างถูเจีย และชาวม้ง ลักษณะตึกหรือบ้านของชาวบ้านที่นี่ยังคงมีเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมอยู่ ใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูป เราเชื่อว่าคงจะถูกใจที่นี่ไม่น้อยเลยแหละ 5.โชว์นางจิ้งจอกขาว มาถึงจางเจียเจี้ยแล้ว จะพลาดโชว์ดีๆ อย่าง โชว์นางจิ้งจอกขาวได้ยังไง เพราะโชว์นางจิ้งจอกขาวที่จางเจียเจี้ยกำกับการแสดง และแสงสีเสียงโดย จางอี้โหมว ผู้กำกับชาวจีนที่กำกับการแสดงแสงสีเสียงที่กุ้ยหลิน และพิธีเปิดโอลิมปิคมาแล้วนะ ซึ่งโชว์ชุดนี้จะเป็นโชว์ภาษาจีนทั้งหมด และใช้นักแสดงกว่า 600 คน โดยเนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างนางพญาจื้งจอกขาวกับชายหนุ่มคนตัดฟืน นอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกสนานแล้ว ระบบแสง สี ยังอลังการงานสร้างอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่า คุ้มมาก ใครที่มีแพลนกำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวจางเจียเจี้ย ต้องห้ามพลาดกิจกรรมทั้ง 5 อย่างนี้เลยนะคะ เรียกได้ว่านี่เป็นกิจกรรมไฮไลท์สุดๆแล้ว นอกจากนี้จางเจียเจี้ยยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติอีกมากมายให้เราได้ไปสัมผัส และสำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวจางเจียเจี้ยแต่ไม่อยากวางแผนเอง ลองเช็คโปรแกรมทัวร์กับทัวร์ครับได้เลยนะคะ เรามีโปรแกรมทัวร์จางเจียเจี้ยหลากหลายแบบ ที่คุณสามารถเลือกได้ตามใจที่ต้องการได้เลย
บอกต่อ 10 ประเทศอากาศเย็นสบายช่วงต้นปี
พาเที่ยว
ยุโรป
บอกต่อ 10 ประเทศอากาศเย็นสบายช่วงต้นปี
เพราะฤดูร้อนของไทยเรา มันช่างร้อนเสียนี่กระไร! แล้วแน่นอนว่าช่วงที่ร้อนที่สุดคงหนีไม่พ้นช่วงเดือน เมษายน ที่บอกเลยว่าร้อนจนต้องมีเทศกาล สงกรานต์ มาดับร้อนกันเลยทีเดียว แต่ แค่นั้นยังไม่พอ เพราะบางทีมันก็ทนร้อนไม่ไหว อยากจะหนีร้อนไปพบกับอากาศเย็นๆ สบายๆ ให้มันชุ่มฉ่ำใจซะบ้าง งั้นตาม Tourkrub มาดูกันเลยว่ามีประเทศไหนบ้าง ที่อากาศดีในเดือนเมษา รอให้เราไปพักผ่อนกัน ! 1.ญี่ปุ่น พิกัด : Japan แน่นอนว่า ประเทศใกล้ๆ บ้านเรา ที่อากาศกำลังพอเหมาะพอเจาะ รวมไปถึงทัศนียภาพก็สวยงาม ก็คงหนีไม่พ้น ญี่ปุ่น นี่แหละครับ เพราะในช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังสบายๆ ไม่หนาวจนเกินไป แถมยังมีดอกซากุระบานสะพรั่งให้เราได้ชื่นชมความงามอีก หรือหากใครอยากจะไปแบบพีคๆ เจอหิมะกันไปเลยเดือนเมษายนที่ญี่ปุ่นก็ยังพอมีให้ได้เห็นกันอยู่บ้าง เช่น ที่กาล่า ยูซาว่า นั่นเองครับ 2. เกาหลีใต้ พิกัด : Korea นอกจากญี่ปุ่นแล้ว เกาหลีใต้ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดือนเมษายนยังเที่ยวได้อยู่ แถมยังเที่ยวได้อย่างสบายๆ เพราะอากาศกำลังพอดีกับสภาพร่างกายคนไทยเรา แบบว่าไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาพองเป็นมิชลิน แค่โค้ทหรือแจ็กเก็ตเก๋ๆ สักตัวก็เอาอยู่ เที่ยวชิลๆ ช้อป ชิม เพลิดเพลินได้แบบฟินๆ แล้วล่ะครับ 3. ไต้หวัน พิกัด : Taiwan หากใครเคยไปดูซากุระที่ญี่ปุ่นจนเบื่อแล้ว อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศลองดูบ้าง แนะนำให้จองทัวร์ไปเที่ยวไต้หวันเลยครับ เพราะที่นี่ก็มีดอกซากุระบานเช่นกัน แถมอากาศก็ดี๊ดี ไม่แพ้ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้เลย แต่พ่วงมาด้วยความสะดวกในการเดินทาง และบัดเจ็ทที่เรียกได้ว่าถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง จึงไม่แปลกใจเลยครับที่ตอนนี้ ไต้หวัน กลายเป็นประเทศยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวไปแล้ว 4. จีน พิกัด : China มีหลายเมืองให้เลือกไปเที่ยวเลย ถ้าอยากไปแบบหนาวๆ หน่อยก็ขึ้นไปสูงๆ พวกเมืองฮาร์บิน หรือต้าเหลียน แต่ถ้าอยากได้แบบอากาศกลางๆ กำลังพอดีๆ ไปชมกำแพงเมืองจีนที่ปักกิ่ง หรือจะไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่เซี่ยงไฮ้ก็ได้นะ ซึ่งบอกเลยว่าจีนเป็นอีกประเทศที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย การท่องเที่ยวก็หลากหลาย และยังเป็นประเทศน่าเที่ยวในช่วงเดือนเมษายนอยู่ครับ 5. ฮ่องกง พิกัด : Hong Kong ต่อจากจีน เราก็ไปที่ฮ่องกงกันครับ ที่นี่ถึงแม้ในช่วงเดือนเมษายนอุณหภูมิจะเริ่มสูงขึ้นแล้ว แต่ถ้าเทียบกับเมืองไทยที่พุ่งปรี๊ดไปเกือบ 40 องศา ที่ฮ่องกง 25 องศานี่เรียกได้ว่ากำลังพอดิบพอดีเลย การแต่งกายก็ง่ายๆ ชิลๆ อาจจะไม่ได้ใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อแขนกุด แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดใส่เสื้อโค้ทหรือแจ็กเก็ตหนาๆ เรียกได้ว่าประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าไปเยอะ แถมอยู่ใกล้ประเทศไทย เที่ยวได้ง่ายๆ ชิลๆ อีกด้วย 6. รัสเซีย พิกัด : Russia ยังหนาวอยู่และบอกเลยว่าหนาวมากสำหรับคนไทยเรา! เพราะช่วงสงกรานต์ที่บ้านเราอุณหภูมิเกือบ 40 องศานั้น ที่รัสเซียยังอยู่ที่ประมาณ 5 - 7 องศาเองครับ เพราะฉะนั้นเตรียมฮีทเทคให้พร้อม เตรียมโค้ทให้เหมาะ แล้วไปเดินช้อปปิ้ง เดินชมสถาปัตยกรรมสวยๆ ท้าลมหนาวที่รัสเซียกันเลย 7. นิวซีแลนด์ พิกัด : New Zealand เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงที่อากาศดี๊ดีของประทศนิวซีแลนด์เลย เพราะเป็นช่วงที่กำลังเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้อากาศยังไม่เย็นมาก เหมาะสำหรับการไป Road trip ใช้ชีวิตในรถบ้านสุดๆ แล้วดื่มด่ำกับธรรมชาติ ชมน้องแกะ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้เยอะๆ รับรองว่าฟินเว่อร์เบอร์ห้า! 8. ออสเตรเลีย พิกัด : Australia อีกประเทศใกล้ๆ กันที่อากาศกำลังพอเหมาะพอเจาะ พอดิบพอดีเหมือนกัน ใครที่กำลังเล็งๆ หาประเทศใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำกับใคร ออสเตรเลียก็มีทั้งเมลเบิร์น ซิดนีย์ และเพิร์ท ให้ได้เลือกบินตรงลงไปเที่ยวกัน และบอกเลยว่าค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงอย่างที่คิดด้วยนะครับ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี และเหมาะสมกับช่วง Summer (ขอไทย) เราเลยล่ะ 9. เนเธอร์แลนด์ พิกัด : Netherlands ฤดูใบไม้ผลิ ที่มาพร้อมกับดอกทิวลิปหลากสีสันที่กำลังเบ่งบาน จึงทำให้เดือนเมษายนเป็นเดือนน่าเที่ยวของประเทศเนเธอร์แลนด์ครับ ทั้งอากาศที่ถึงแม้จะมีแดด แต่อุณหภูมิก็ไม่ได้สูงเลย เป็นอีกหนึ่งประเทษน่าไปในยุโรป ที่น่าจะสร้างความประทับใจให้กับหลายๆคนได้ในช่วงเดือนเมษายน 10. แคนาดา พิกัด : Canada ปิดท้ายกันที่ประเทศอีกฝั่งหนึ่งของโลกเรากันบ้าง แน่นอนว่าในเมื่อฝั่งนี้ร้อน อีกฝั่งก็ต้องหนาว และอุณหภูมิของแคนาดาในช่วงเดือนเมษาก็อยู่ที่ประมาณ 0 - 3 องศาเท่านั้น! เรียกได้ว่าได้หนาวสมใจอยาก สะใจกันเลยทีเดียวเชียว ใครอยากหนีร้อนไปเจอความหนาว รีบวางแผนจองตั๋วหาทัวร์ไปแคนาดาด่วนๆ พอจะได้ไอเดียแล้วใช่ไหมครับว่าเดือนเมษายน ที่เป็นสุดยอดความร้อนของไทยเรา จะหนีเที่ยว เอ๊ย! หนีไปพักร้อน ไปเจอกับอากาศเย็นๆ ที่ไหนกันดี? เอาเป็นว่ารีบวางแผนแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ และมีเวลาเตรียมตัวนะ เที่ยวให้สนุกเช่นเคยครับ ♡
พิชิตเที่ยวเกาหลี 24 ชั่วโมง เช้ายันเช้าของอีกวัน ถึกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
พาเที่ยว
เกาหลี
พิชิตเที่ยวเกาหลี 24 ชั่วโมง เช้ายันเช้าของอีกวัน ถึกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
พูดเลยมาเกาหลีครั้งนี้เที่ยวให้สุดแล้วหยุดที่ซุปแก้แฮงค์!!! เพื่อนสาวประกาศหลังจากเครื่องบินแตะพื้นดิน ดิฉันเลยมองหน้าเพื่อนด้วยความท้าทายแล้วบอกว่าเอาซี้ พรุ่งนี้เริ่ม 9 โมงเช้า จบ 9 โมงเช้า ดีลค่ะ แล้วไปไหนดีล่ะ นางหันมาถามอีกทีหนึ่ง เออสิดิฉันก็คิดในว่า ไปไหนดี (ต้องคิดในใจเดี๋ยวนางหาว่าไม่เซียน) ฮงแด อิเทวอน มยองดง กังนัม จงโน ทงแดมุน เราก็เที่ยวกันมาหมดแล้ว เลยตัดสินใจไปเที่ยวที่ๆ ไม่เคยไป อยากเดินหลงทางเก๋ๆ กัน เช้าที่ซูวอน กลางคืนที่ชินชอน จัดไปคะซิส ถึงแล้วคะแม่ที่นี่ซูวอนเอง เข้าสู่โหมดความรู้แป๊บนะ ซูวอนมีเขตเมืองเก่าที่เป็น Unesco World Heritage เมืองนี้อยู่ในจังหวัดคยองกี ทางใต้ของกรุงโซลมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมผสมผสานกับความทันสมัยของเมืองอุตสาหกรรม คิดว่าไกลใช่ไหม นั่งรถไฟไปชั่วโมงนิดๆ เอง นั่งสายสีน้ำเงินจาก Seoul station ไปได้เลยคะลวกเพ่ ระหว่างทางเราจะมองเห็นถึงไร่นาของชาวบ้าน บ้านทรงกาหลีโบราณ แบบที่เจอในซีรีย์ สลับไปกับเมือง พอถึงสถานีซูวอน ประโยคแรกของเพื่อนคือ หิว! ก่อนเที่ยวไปเดินตลาดหาของกินกันที่ Paldamun Traditional Market Paldamun Traditional Market โบราณไหมคะ สมชื่อเนอะ ข้าวของมากมายเชียวค่ะ คุณขา วิญญาณเชฟกระทะเหล็กเกือบเข้าสิง อยากจะเหมาเสียทุกอย่างในตลาด ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดๆ กะหล่ำขนาดใหญ่นึกว่าหมอนรับน้ำสังข์ ผลไม้เมืองหนาวที่ราคาถูกจนอยากให้ตลาดนี้อยู่แถวบ้าน เทียบสเกลกับผ้ากล่องโฟมนั้นสิคะ ใหญ่กว่าหัวอิฉันกับเพื่อนสาวอีกค่ะ นี้ไม่รวมถึงหม้อไหจานชาม จนเพื่อนสาวมาเตือนสติว่า แกนี้ไม่ใช่ตลาดอตก.แถวบ้านเด้อ จะแบกไหกิมจิไปเที่ยวต่อหรือไง ก็ข้าวของมันน่าซื้อมาก จนอยากจะขับกระบะมาเหมาเอากลับไป จากภาพคุณคงจะเข้าใจ พร้อมทำกิมจิมากแม่ อิ่มแล้ว ไปท่องวัฒนธรรมกัน สองสาวก็เดินไปเที่ยวป้อมฮวางซ็อง ความรู้อันน้อยนิดของดิฉัน ป้อมฮวางซ็องนั้นสร้างขึ้นในสมัยโจซอน สำหรับปกป้องบ้านเมืองจากการรุกรานของฆ่าศึก มีความยาวประมาณ 5กิโลเมตร ทอดยาวไปรอบเมืองซูวอน ของจริงใหญ่กว่าในภาพนะคะ แต่ชะนีขี้เกียจเดินค่ะ นี้ค่ะ บันไดที่ว่า คนอื่นเขาจะไปเริ่มต้นเดินขึ้นไปชมป้อมฮวางซ็องกันที่ไหนไม่รู้ แต่ดิฉันรู้ว่าดิฉันเห็นทางเดินข้างตลาดคะ บาปบุญว่าเจออาจุมม่า เลยถามอาจุมม่าว่าตรงนี้ขึ้นได้ไหม กลัวโดนตำรวจจับขอหาทำลายโบราณสถาน กระทำอุกอาจไปป่ายปีน อาจุมก็ตอบมาว่าขึ้นไปได้ ตรงนี้เรียกบันไดอีหนู ลื้อปีนไปก่อนเดวอั้วตามไป แล้วเราก็ผูกมิตรกับแกเพื่อแลกกับการสลับกันถ่ายรูป อาจุ่มถ่าย ดิฉันถ่าย กลายเป็นมิตรภาพระหว่างวัย ข้างบนป้อมก็สวยงามเต็มไปด้วยดอกหญ้า พาลให้คิดถึงต่ายอรทัยเพลงดอกหญ้ากับป่าปูนมากๆ ทำไมหล่อนไม่คิดถึง Blackpink BTS ค่ะ สวยงามชวนฝันไหมคะ ตรงนี้หลายรูปเลยจ้า แดดกลางวันนั้นทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ เพราะอากาศเดือนตุลาคมที่เกาหลีนั้นไม่ร้อนไม่หนาวกำลังสบาย ไม่ต้องแบกเสื้อขนห่านมานะคะ ไม่หนาวขนาดนั้น ธันวา มกรา ค่อยเอามา ลมเย็นๆ นั่ง มองเห็นวิวของเมืองเบื้องหลัง คิดแล้วอยากถามอาจุมว่ามีลูกชายไหม หนูจะสมัครเป็นสะใภ้จะได้อยู่ที่ซูวอน เหมือนอาจุมจะรู้ว่าจะพูดอะไร อาจุมจึงขอจากเราไปแบบเงียบๆ เดินๆ เที่ยวๆ นั่งเล่น อัพเฟส ไอจี ถ่ายเซลฟี่ ล ทวิตเตอร์ ให้หนำใจ เวลาก็ผ่านไปบ่ายแก่ๆ เราก็เลยนั่งรถเมล์จากย่านเมืองเก่า กลับไปยังสถานีซูวอนเพื่อเข้าเมืองไปยังชินชอน นี้แหละค่ะ สถานีชินชอน เพื่อนสาว: ชินชอนอยู่ไหน งง Me: ข้างฮงแดอ่ะแก เพื่อนสาว: ข้างๆ ยังไง งง Me: ก็ข้างแบบศาลาแดงกับช่องนนทรีอ่ะคะ งงเก่งจังค่ะ จากซูวอน สายเดิมคะ น้ำเงินสาย 1 ยิ่งยาวมาถึงสถานี Sindorim เปลี่ยนเป็นสีเขียวสาย 2 มาลง Sinchon ไม่ต้องคิดเยอะนะคะ ชีวิตวันนี้มีแต่ “S” นั่งมองผู้ชายบนรถไฟ เอ้ย มองดูบ้านเมือง ประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึง ชินชอน จำไว้นะคะเด็กๆ อยากช้อปปิ้งออกทางออก 3 ออกมาเจอช้อปปิ้งสตรีทเลย อยากมากินดื่มทางออก2 เย็นย่ำไม่มีอะไรดีเท่าช้อปปิ้งกริ๊งงงงงเจ็ดสีค่ะแม่ ชินชอนมีร้านรวงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของจุกจิก นั้นนี้ ชะนีชอบ มีแสนหมดแสน มีล้านหมดล้าน มีบัตรก็รูด มีไตขายมาช้อปปิ้ง แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือพอตะวันตกดิน ซอยเล็กซอยน้อยหลังถนนใหญ่นั้นแหละจะแปลงกายเป็นร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่พร้อมต้อนรับหนุ่มน้อยหน้ามน เพราะย่านนี้แวดล้อมไปด้วยมหาวิทยลัยชื่อดังหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ยอนเซ มอดังหัวกระทิของประเทศ โซกังเขาก็ดังไม่แพ้ใคร ฮงอิกผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ย่านนี้จึงเหมาะกับพวกเราเป็นที่สุดที่จะออกล่า เอ้ยออกเที่ยว รักน้ำ รักปลา รักเด็ก ขอบคุณค่า ปล.มีมออีฮวาด้วยแต่เป็นมหาวิทยาลัยหญิงค่ะ แต่ไม่โฟกัสค่ะ ค่ำปุ๊ปหิวปั๊ป ร้านอาหารที่นี้ถ้าให้นับก็ไม่นับค่ะ เยอะจนขี้เกียจ คิดไม่ออกมาตรอกนี้ มีทั้งปิ้งย่าง ไก่ทอดเกาหลี หม้อไฟ อาหารญี่ปุ่น อาหารทะเล ร้านปลาไหล ร้านหอยย่าง ร้านก๊วยเตี๋ยว ร้านอาหารตะวันตก อาหารจีน คาเฟ่ เอาอะไรอีกอ่ะ เหมือนยกเอาศูนย์อาหารพารากอนมาไว้นี้เลยนะคะ มาเกาก็ต้องปิ้งย่างละกันเนาะ เพื่อนสาวหันควับแล้วบอกว่า ตัวเหม็น ปากซีด แก้มอ่อน คิ้วหาย ทำไง เครื่องเคียงมาแล้วหมูยังไม่มา ดิฉันก็ผายมือไปที่ ร้านเครื่องสำอางที่อยู่ทุกหัวระแหง เลือกยี่ห้อเลยลูก ไม่ต้องกลัว ถ้าจะเอาไฮแบรนด์ก็เดินเข้าห้างฮุนไดไปลูก มาครบปารีส นิวยอร์ก โซล โตเกียว จะเทรนด์ตาฟ้า แก้มม่วง ปากแดง เป็นคณะละครลิงคุณประกิจ หรือจะหน้าฉ่ำสวยดิวอี้ ออร่า เหมือนนอนมา 10ชั่วโมง ก็ได้ แม่คุณ ร้านสอง หมูมาเครื่องเคียงยังไม่ครบ หน้าสวย ตัวหอม ก็พร้อมลุยสิคะ กลางคืนย่านนี้คือคนแน่นมาก ภาพที่ดิฉันถ่ายนั้นคือถ่ายตอนสามสี่ทุ่มคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ พอเที่ยงคืน ตีหนึ่งละก้อ เทกระจาดเลยจ้า เข้านอกออกใน ร้านนี้ออกร้านนี้ แป่ปเดียวก็เช้าแล้วคะ พอออกมาเจอแสงสว่างภาพตอนกลางคืนนั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นหน้ามือหลังมือ สภาพเหมือนเพื่อนสาวลบเครื่องสำอางยังไงยังงั้นเลยคะ ก่อนจะจากชินชอนไปดิฉันก็เติมฝันให้เพื่อนสาวด้วยแฮงค์โอเวอร์ซุป ก่อนจะกลับโรงแรมไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ อาหารประจำชาติของนักดื่มชาวเกาหลี มันคือซุปเล้งสไตล์เกาหลี กินกับข้าว และกิมจิ ไม่ว่าอากาศข้างนอกจะ 10 องศา แต่เหงื่อก็เต็มหัวเต็มหน้าดิฉัน สัญญาด้วยเกียรติของเนตรนารีโรงเรียนสตรีล้วนไว้เลยว่า ตื่นนอนขึ้นมาคุณจะไม่แฮงค์โอเวอร์แน่ๆ เปิดประตูห้องที่โรงแรมตอนเก้าโมงเช้า ก่อนนอนถามเพื่อนสาวว่าเอาแบบนี้อีกไหม ไม่มีเสียงตอบมีแต่เสียงกรนค่ะ ไม่อยากแฮงค์ต้องพึ่งพี่เขาคะ เที่ยวเกาหลีจะชิลมาก หากเดินทางไปเที่ยวด้วยบริการทัวร์ เราแนะนำให้เลือกทัวร์เกาหลี ที่มีวันอิสระให้ด้วยจะได้ไปสัมผัสกับ เกาหลีในยามค่ำคืน อย่างของทัวร์ครับ เว็บไซต์ที่มีแพ็คเก็จทัวร์ให้ไปเที่ยวทั่วโลก ก็มีแพกเก็จทัวร์เกาหลีมีวันอิสระให้เลือกมากมาย สามารถเข้าไปเช็คราคาและจองทัวร์กันได้เลย ทริปเกาหลีครั้งนี้ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เรื่องและภาพ โดย : นัตตรา นานาสุข
เที่ยวฮาร์บิน - ตะลุยแดนมังกร เที่ยวฮาร์บินช่วงไหนดี ช่วงไหนโดน
พาเที่ยว
จีน
เที่ยวฮาร์บิน - ตะลุยแดนมังกร เที่ยวฮาร์บินช่วงไหนดี ช่วงไหนโดน
ถ้าพูดถึงเมืองที่หนาวที่สุดในโลก หลายๆ คนอาจจะนึกถึงประเทศแทบยุโรปหรือสแกนดิเนเวียนแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วที่ประเทศจีนก็มีเมืองที่อากาศหนาวทั้งปีเช่นกัน เมืองนั้นก็คือเมืองฮาร์บินนั้นเอง ฮาร์บินเป็นเมืองที่อุณหภูมิแทบจะติดลบทั้งปีเลย และฮาร์บินเองก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน ในช่วงฤดูหนาว​ (ซึ่งจริงๆ มันก็หนาวทั้งปีอะ) จะมีเทศกาลน้ำแข็ง เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลประจำปีของฮาร์บินเลยก็ว่าได้ ไหนๆ ก็หนาวทั้งปีแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าเราไปฮาร์บินในแต่ละช่วงเราจะได้เจอกับอากาศแบบไหนบ้าง ฤดูร้อน-ฮาร์บิน สำหรับฤดูร้อนที่ฮาร์บินจะเริ่มต้นในช่วงเดือนกรกฏาคม และสิ้นสุดช่วงเดือนสิงหาคมใช่แล้ว ที่ฮาร์บินมีฤดูร้อนเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ในช่วงนี้เรียกได้ว่าเมืองฮาร์บินจะเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่บานไปทั่วเมืองเลย และอุณหภูมิที่ฮาร์บินในช่วงหน้าร้อนจะอยู่ที่ประมาณ 25 - 30 องศา ถ้าหากใครมาเที่ยวฮาร์บินช่วงนี้จะได้พบสีสันมากมาย อาจจะมีฝนตกเป็นบ้างช่วงแต่ก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย ในช่วงฤดูร้อนแบบนี้กิจกรรมที่ควรทำมากที่สุดคือ ออกไปปิคนิค ใช่แล้ว ไปปิคนิคกันที่เกาะพระอาทิตย์ (太阳岛) เราสามารถเตรียมขนม ของกินไปทานกลางสวนได้ เสียค่าเข้าคนละประมาณ 30 หยวน ภายในเกาะจะมีทั้งกิจกรรม เครื่องเล่น มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ให้เราได้ไปปั่นเรือด้วยนะ ซึ่งที่เกาะพระอาทิตย์นี้เป็น 1 ใน 10 เกาะที่วิวสวยที่สุดในจีนอีกด้วยนะ ฤดูใบไม้ร่วง-ฮาร์บิน ฤดูใบไม้ร่วงที่ฮาร์บินจะมาพร้อมกับช่วงวันชาติจีน ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม - 10 ตุลาคม ซึ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วงของฮาร์บินจะเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน เป็นช่วงที่อากาศดี ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี เหมาะแก่การไปเดินชมธรรมชาติต่างๆ ในมณฑลเฮยหลงเจียง แต่ละที่อาจจะมีการเปลี่ยนสีเร็วช้าแตกต่างกันไป แต่ถ้าไปช่วงนี้คนก็จะเยอะนิดนึงนะ เพราะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่คนจะได้ออกนอกเมืองมาท่องเที่ยวชมธรรมชาติก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ในช่วงที่ฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้เหมาะมากกับการไปเดินเล่นที่สวน Zhaolin นะ เพราะที่นี่เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในฮาร์บินเลย ภายในสวน Zhaolin ประกอบไปด้วยหลายๆสวน มีมุมให้เดินเล่นหลายมุมด้วยแหละ ฤดูหนาว-ฮาร์บิน ที่ฮาร์บินเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ฤดูหนาวยาวนานที่สุดเลยก็ว่าได้นะ เพราะหิมะจะเริ่มตกในช่วงเดือนพฤศจิกายน ยาวไปจนถึงเกือบๆเมษายนเลยแหละ ฤดูหนาวของฮาร์บินจะเป็นช่วงเวลาที่มีเทศกาลต่างๆ น่าสนใจเต็มไปหมดโดยเฉพาะเทศกาลน้ำแข็งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ของเมืองฮาร์บินเลยก็ว่าได้ ในช่วงฤดูหนาวนี้นั้นเมืองทั้งเมืองจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้ฮาร์บินกลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากๆอีกแห่งหนึ่งในประเทศจีน ด้วยอุณหภูมิที่หนาวถึงขั้นติดลบทำให้แม่น้ำซงฮัว กลายเป็นน้ำแข็ง เราสามารถเล่นไอซ์สเก็ตได้ที่กลางแม่น้ำ หรือถ้าใครอยากลองเดินข้ามแม่น้ำผ่านผืนน้ำแข็งก็ได้นะ เท่ดี สำหรับเทศกาลหิมะที่ฮาร์บินจะมีในช่วงปลายเดือนธันวาคมยาวไปถึงปลายๆกุมภาพันธ์เลย เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาที่เมืองฮาร์บินเยอะที่สุดในปีเลยก็ว่าได้ ที่นี่จะมีงานประกวดน้ำแข็งแกะสลักจากประเทศต่างๆ แล้วก็ยังมีจัดแสดงแสงสีให้เราได้เข้าชมท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ฤดูใบไม้ผลิ-ฮาร์บิน ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดแล้วทั้งปี อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5-10 องศาเท่านั้น โดยฤดูใบไม้ผลิจะเรื่มต้นในช่วงเดือน เมษายน - มิถุนายน ในช่วงนี้ดอกไม้ต่างแข่งกันออกดอกกันเยอะแยะเลยแหละ อากาศดีๆแบบนี้เหมาะมากที่จะเดินเล่นถ่ายรูปสวยๆที่โบสถ์เซนโทเฟียเนื่องจากสมัยก่อนฮาร์บินตกเป็นอาณานิคมของรัสเซีย จึงมีสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียอยู่ในเมืองด้วยนอกจากนี้ ยังมีถนนคนเดิน Zhongyang ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งหลักของฮาร์บินอีกด้วย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น ของกิน เรียกได้ว่าครบ จบทีเดียวเลย ฮาร์บินยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าะไปพิพิธภัณฑ์เบียร์ ​(เบียร์ที๋ฮาร์บินขึ้นชื่อมากๆเลยขอบอก) นั่งเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำซงฮัว เข้าชมพิพิธภัณฑ์ช่วงสงครามโลก เดินหาของกินแบบ Street Food ที่มีแต่ที่ฮาร์บินอย่างเช่นผลไม้เคลือบน้ำตาลต่างๆ รวมไปถึงมาลองเล่นสกีในช่วงหน้าหนาวได้ด้วยนะ เพราะที่ฮาร์บินเองก็มีสกีรีสอร์ทที่ได้รับมาตรฐานไม่แพ้ที่อื่นเลย จองทัวร์ฮาร์บิน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) หากใครเลือกไม่ถูกว่าจะเดินทางไปฮาร์บินช่วงไหน ลองปรึกษาทัวร์ครับได้นะ เพราะเราเองก็มีทัวร์ไปฮาร์บินตลอดทั้งปี ใครมีวันว่างกี่วัน เราก็สามารถจัดการให้ได้หมดเลยเช่นกัน
ตามล่าหาแสงเหนือใน 11 ประเทศทั่วโลก
พาเที่ยว
รัสเซีย
ตามล่าหาแสงเหนือใน 11 ประเทศทั่วโลก
หลายๆ คนคงรู้จักกับเจ้าแสงเหนือ หรือ แสงออโรร่าใช่ไหมคะ เจ้าแสงเขียวๆ ที่จะปรากฏตัวในแถบๆขั้วโลกเหนือในเวลากลางคืนเท่านั้น ต่างเป็น Bucket list ของใครหลายคนที่ใฝ่ฝันอยากจะเดินทางไปสัมผัสดูด้วยตัวเองสักครั้ง วันนี้ทัวร์ครับมีลิสต์ประเทศที่สามารถเดินทางไปชมแสงเหนือได้จากทั่วทุกมุมโลกให้ได้เลือกวางแผนกัน จองทัวร์เที่ยวแสงเหนือ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 11 ประเทศ เที่ยวแสงเหนือ 1.ไอซ์แลนด์ ใช่แล้วค่ะ แสงเหนือกับไอซ์แลนด์เป็นของคู่กัน หลายๆคนใฝ่ฝันอยากจะไปล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ เพราะเราสามารถพบเห็นแสงเหนือได้ทั้งปีเลย และที่สำคัญไม่ต้องเดินทางไกลค่ะ เราสามารถดูแสงเหนือจากตัวเมืองหลวงอย่างกรุงเรคจาวิกได้เลย สำหรับช่วงที่แนะนำให้เดินทางมาดูแสงเหนือนะคะคือช่วงหน้าหนาวค่ะเพราะกลางคืนจะยาวกว่าปกติ ได้ชมแสงเหนือแบบเต็มๆไปเลย 2.นอร์เวย์ ประเทศแถบเแสกนดิเนเวียที่น่าสนใจ ในประเทศนอร์เวย์เราสามารถเห็นแสงเหนือได้จากเมืองที่อยากตอนเหนือขึ้นไปอย่างเมืองทรอมโซ และเมือง Andenes ค่ะ สองที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตของคนที่มาตามล่าแสงเหนือเพราะเป็นจุดที่อยู่ตรงกลางวงแหวนของแสงเหนือพอดี 3.กรีนแลนด์ อีกประเทศที่อยู่ใกล้ๆกับไอซ์แลนด์เลยค่ะ ซึ่งที่กรีนแลนด์นั้นก็สามารถชมแสงเหนือได้อย่างง่ายดายเช่นกัน หรือถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศอยากออกนอกเมือง ก็จะสามารถไปชมได้ที่ Lake Aurora เมือง llulissat town ได้เช่นกัน 4.อลาสก้า อเมริกา ใช่แล้ว ที่อเมริกาก็สามารถชมแสงเหนือได้เช่นกันค่ะ และเขายังบอกอีกนะว่าแสงเหนือที่อลาสก้านั้นสวยที่สุดในโลกเลย หากใครที่จะไปดูแสงเหนือที่อเมริกา แนะนำให้ไปที่เมือง แฟร์แบงค์ค่ะ ที่นี่เราจะสามารถดูแสงเหนือได้ โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมแสงเหนือที่อลาสก้าคือช่วงเดือนกันยายน ถึง เมษายนค่ะล 5.แคนาดา ถัดจากอเมริกานิดหนึ่งค่ะ ที่แคนาดาเองก็ดูแสงเหนือได้เช่นกัน ซึ่งสามารถไปชมได้ที่เมือง ออนทาริโอ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ตอนกลางของประเทศ แต่แสงเหนือของที่นี่สามารถดูได้แค่ 4 เดือนเท่านั้นนะคะ ซึ่งเริ่มดูได้ช่วงเดิอนมกราคม จนถึงกลางๆเดือนมีนาคมเท่านั้น 6.เดนมาร์ค ใครจะคิดว่าเดนมาร์คก็จะสามารถดูแสงเหนือได้เช่นกัน โดยสถานที่ ที่มักจะเห็นได้ง่ายที่สุดคือหมู่เกาะแฟโร อยู่ทางตอนเหนือของมหาสมุทธแอตแลนติก สำหรับเวลาที่เหมาะสมไปล่าแสงเหนือคือช่วงสิงหาคม ถึงปลายเมษายน 7.ฟินแลนด์ ประเทศแถบสแกนดิเนเวียอีกแห่งหนึ่งที่หลายๆคนมักเดินทางไปตามหาแสงเหนือ ซึ่งสถานที่ที่นิยมไปล่าแสงเหนือในประเทศนอร์เวย์นั้นก็คือ แลปแลนด์ค่ะ แลปแลนด์เป็นเมืองที่อยู่ตอนเหนือของฟินแลนด์เลยค่ะ ถ้าใครที่อยากไปล่าแสงเหนือที่ฟินแลนด์ แนะนำให้ไปช่วงเดือนสิงหาคมนะ :) 8.รัสเซีย รัสเซียเป็นอีกประเทศที่เราสามารถไปล่าแสงเหนือได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า สามารถบินไปจากเมืองไทยได้เลยค่ะ ที่รัสเซียเองก็มีสถานที่สำหรับการชมแสงเหนือด้วยนะนั้นก็คือที่เมทอง เมอร์มังส์ก ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัสเซียค่ะ อ้อ นอกจากการดูแสงออโรร่าแล้ว อย่าลืมไปลองตกปลาน้ำแข็งดูด้วยนะ 9.สก๊อตแลนด์ ใครจะคิดว่าประเทศเล็กๆที่อยู่ติดกับเกาะอังกฤษจะมีมุมให้ชมแสงเหนือสวยๆด้วย สำหรับจุดที่ดีที่สุดในการดูแสงเหนือในประเทศสก๊อตแลนด์นั้นก็คือ เมืองแอเบอร์ดีน เกาะ Isle of Skye . นอร์ธเทิร์น ไฮค์แลนด์ และประภาคาร Dunnet Head สำหรับใครที่อยากไปชมแสงเหนือที่ประเทศสก๊อตแลนด์ แนะนำช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เลยค่ะ 10. เดนมาร์ก เดนมาร์กเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจในการวางแผนไปล่าแสงเหนือนะคะ นอกจากจะมีสถานที่ ที่สวยงามแล้ว เรายังสามารถไปรอคอยชมแสงเหนือได้อีกด้วยนะ โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่หมู่เกาะแฟโรค่ะ ซึ่งข่วงเวลาที่เหมาะสมก็คือช่วงกลางเดือนสิงหาคมจนถึงปลายเดือนเมษายนเลย 11.อลาสการ์ อเมริกา อลาสการ์เป็นรัฐที่อยู่ตอนเหนือของอเมริกาเลยค่ะ ซึ่งรัฐนี้จะเป็นแห่งเดียวในอเมริการทีสามารถชมแสงเหนือได้โดยสามารถชมได้ที่เมืองแฟร์แบงค์ ซึ่งบางคนก็เคลมว่า ที่เมืองแฟร์แบงค์ เป็นจุดชมแสงเหนือได้สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยนะ สำหรับช่วงเวลาที่ควรออกไปล่าแสงเหนือคือช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนเมษายน ทั้งหมดนี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นในการแนะนำสถานที่ตามล่าแสงเหนือ ใครที่มีแพลนหรือตั้งใจอยากจะเก็บแสงเหนือทุกมุมโลก แบบเที่ยวชิลล์ ไม่ต้องแพลนอะไรให้ยุ่งยาก ก็สามารถเข้าไปจองทัวร์เที่ยวดูแสงเหนือกับ ทัวร์ครับ ได้เลย
12 พิกัด ถ่ายรูปสวย “อู่อี๋ซาน” ไปเที่ยวก่อน ได้รูปเท่กว่า
พาเที่ยว
จีน
12 พิกัด ถ่ายรูปสวย “อู่อี๋ซาน” ไปเที่ยวก่อน ได้รูปเท่กว่า
พาไปเที่ยวจีน เส้นทางใหม่เป็นชื่อที่ๆ หลายคนยังไม่รู้จัก เมื่อพูดคำว่า “อู่อี๋ซาน” เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากงง เอ๊ะมันคือเมืองไหนของจีนไม่คุ้นเลย แต่จะบอกว่า เมืองอู่อี๋ซาน เป็นเมืองที่น่าเที่ยวใหม่อีกแห่งหนึ่งในจีนที่อยากให้รีบมาเที่ยวเพราะตอนนี้ยังไม่ฮิตมาก การที่เราได้มาเที่ยวก่อนก็ได้เท่กว่าอยู่แล้ว และอู่อี๋ซานก็ที่เที่ยวเยอะ อากาศดี เที่ยวได้ทั้งปี พิกัดถ่ายรูสวยๆ เพียบ ผู้ใหญ่เที่ยวได้ เด็กเที่ยวดี วัยรุ่นอย่างเราก็เที่ยวอู่อี๋ซานได้อย่างมันส์ๆ ความพิเศษของการเที่ยวอู่อี๋ซาน คือเที่ยวทัวร์สะดวกกว่า สบายเที่ยวสนุก ถ้าไปเที่ยวเองก็จะเหนื่อยหน่อย ทั้งการเดินทางระหว่างเมืองและการเที่ยวในเมืองอู่อี๋ซาน เที่ยวเองไม่เล่าเยอะ แนะนำใครที่อยากมาเที่ยวอู่อี๋ซาน ให้มาเที่ยวทัวร์เลยทุกอย่างง่ายดาย ตั้งแต่เรื่องการทำวีซ่าจีนและอื่นๆ เยอะแยะอีกมากมาย ทัวร์เขาจัดการให้เราหมดเลย ที่สำคัญคือ ทัวร์เที่ยวอู่อี๋ซานราคาไม่แพงด้วย เข้าไปเช็คราคาและจองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ จองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ทำความรู้จักกับ “อู่อี๋ซาน” อู่อี๋ซาน เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน มณฑลฝูเจี้ยน เป็นเมืองที่ได้รับ 2 มรดกโลก ทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม มีประเพณีการดื่มชาจนไปถึงการผลิตชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยที่สุดของจีนด้วย เป็นแหล่งโอโซนชั้นเยี่ยมมาเที่ยวแล้วได้สูดหัวใจเต็มปอดดีต่อปอด เพราะเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 3 ด้าน ทั้ง ด้านตะวันออก ตะวันตกและด้านเหนือ อากาศดีตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 19-31 องศาเซลเซียส 11 ที่เที่ยวอู่อี๋ซาน 1.วิวเขาเทียนโหยวฟง เริ่มด้วยพิกัดแรกที่เราจะพาไปเที่ยวแล้วรับรองว่าได้รูปสวยแน่นอน คือ ถ่ายรูปบน เขาเทียนโหยวฟง ด้านบนวิวสวยมาก สวยในสวยเดอะเบสจริงๆ ใครกลัวความสูงไม่มีอะไรแนะนำ แต่ถ้าสู้ได้สู้เพราะมันคุ้มค่ามากที่เราได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ เข้าใจเลยว่าทำไม่อู่อี๋ซานถึงได้รับมรดกโลกทางธรรมชาติ เขาเทียนโหยวฟงอากาศดีมากสูดลมหายใจให้เต็มปอดเพราะชื่นใจจริงๆ พร้อมโพสท่าสวยๆ บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 408.8 เมตร ยืนหนึ่งบนเขาเทียนโหยวฟง 2.ลานหิน ริมแม่น้ำ จิ่วชีว์ซี ที่เขาเทียนโหยวฟง ไม่ได้มีเพียงวิวมุมสูงสวยๆ เท่านั้น เพราะเมื่อลงมาจากเขาแล้วก็ยังมีความสวยงามให้เราตามไปเก็บภาพน่าประทับใจเหมือนกัน พอลงมาจากเขาเทียนโหยวฟงแล้ว ต้องห้ามพลาดแวะมาที่ลานหินริมแม่น้ำจิ่วชีว์ซี ถ่ายรูปสวยวิวดีแน่นอน อินเนอร์นั่งเหม่อๆ เผลอๆ ริมแม่น้ำใสๆ ท่าโพสต์นี้คือเต็ม 10 ไปเลยครับบบบ 3.ทางเข้าไร่ชาต้าหงเผา อย่างที่เกริ่นไว้เล็กน้อยข้างต้นว่า เมืองอู่อี๋ซาน เป็นแหล่งผลิตชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับชาขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ ชาต้าหงเผา ซึ่งสถานที่ๆ เที่ยวห้ามพลาดอีกแห่งคือ ไร่ชาต้าหงเผา ที่นี่เป็นแปลงเพาะปลูกใบชาที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น ต้าหงเผา อู่หลง เถี่ยกวนอิมและสุ่ยเซียน แต่ก่อนจะเข้าไปในไร่ชาชมความสวยงามด้านใน เราสายเที่ยวชอบถ่ายรูปก็แวะโพสต์ท่าสวยๆ ที่ทางเข้าไร่ชาก่อน ทั้งบริเวณสะพานข้ามและทางเข้าผ่านประตูไร่ชาต้าหงเผา 4.ไร่ชาต้าหงเผา เก็บภาพสวยๆ ที่บริเวณทางเข้าไร่ชากันเรียบร้อยก็ได้เวลามาเก็บรูปสวยๆ ในไร่ชาต้าหงเผาแล้ว ไร่ชาของที่นี่คืออลังการมาก กว้างใหญ่สมเป็นแหล่งผลิตชาชี่อดังจริงๆ จะบอกว่าที่นี่คือ ถ่ายรูปได้ทุกมุม ทุกโซน ทุกพื้นที่จริงๆ สวยทั้งหมด แล้วบรรยากาศร่มรื่นสุดๆ โอบล้อมไปด้วยภูเขา ต้นชา ต้นไม้สีเขียวมากมาย ใครชอบถ่ายรูปมาเที่ยวที่นี่จัดไปรัวๆ เลย 5.ถนนโบราณ ราชวงศ์ซ่ง ถัดจาดไร่ชาไม่ไกลกันมาก ที่ใต้เขาต้าหวังฟง จะมีถนนคนเดินบรรยากาศคือ แบบจีนโบราณ ย่านนี้จึงถูกเรียกว่า ถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง ของขายเต็มไปหมด ของใช้เอย ของกินเอย เสื้อผ้าเอย คาเฟ่ชาเอย บอกเลยมีความจีนโบราณสุด พอเดินเข้ามาในถนนแห่งนี้เหมือนหลุดเข้าไปในเมืองโบราณของประเทศจีนเลย ของฝากก็มีนะ เดินเล่นดูเพลินๆ หรือจะซื้อกลับด้วยก็ได้ ราคาไม่สูงมาก ที่เห็นมากเลยๆ ก็พวกชุดชงชาสวยๆ ทั้งนั้นเลย ใครอินเรื่องของชาแฮปปี้สุด 6.วังอู่อี่ เดินเก็บรูปเก็บบรรยากาศถนนโบราณราชวงศ์ซ่งกันไปเรียบร้อยแล้ว เดินมาอีกนิดก็จะเจอกับ วังอู่อี๋ เป็นวัดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่สุดในอู่อี๋ซาน ซึ่งในวัดเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ แล้วก็มีต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปีด้วย ด้วยความที่สถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณในแบบจีนสวยงาม จึงไม่อยากให้พลาดที่จะถ่ายรูปเก็บรรยากาศสวยๆของวัดจีนโบราณ อาจโพสต์ท่าไม่ได้มาก แต่ยืนเหม่อๆ เผลอก็ได้รูปสวยๆ อยู่นะ 7.วิวเขานางฟ้า นี่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปเที่ยวอู่อี๋ซานเช่นกัน กับพิกัดชมวิวสวยที่เมืองอู่อี๋ซาน วิวนี้ห้ามพลาดกับฉากหลังที่เป็นแม่น้ำจิ่วชีว์ซี และเขานางฟ้า และจะยิ่งสวยมากถ้าเป็นช่วงที่แพไม้ไผ่ล่องมาพอดี ภาพจะคอมพลีทมาก ยื่นหนึ่งท่ามกลางเขานางฟ้า ภาพเลยออกมาสวยๆ เหมือนนางฟ้าแบบที่เห็นนี่แหละคุณผู้ชม 8.สะพานไม้ ทางเข้าชมวิวเขานางฟ้า ที่บริเวณทางเข้าไปชมวิวเขานางฟ้าสวยๆ ก็ห้ามมองข้ามเด็ดขาด ก่อนจะเดินเข้าไปชมวิวเขานางฟ้าสวยๆ จะมีสะพานไม้อยู่เป็นสะพานที่จะมุ่งตรงไปสู่ห้องน้ำ แต่ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปสะหน่อยเนอะ หรือไม่ต้องปวดปัสวะอะไรก็เดินไปถ่ายรูปได้ ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนก็เรียกยอดไลค์ ยอดเลิฟ ยอดว้าวได้ทั้งนั้น 9.พระจันทร์เต็มดวง ริมแม่น้ำ ฉงหยางซี อู่อี๋ซาน ถ่ายรูปได้เช้ายันค่ำมืด พิกัดนี้จัดว่าเด็ดมาก กลางคืนเท่านั้นถึงจะได้ภาพงาม พระจันทร์เต็มดวงใกล้ๆ ริมแม่น้ำฉงหยางซี ซึ่งเป็นแม่น้ำชื่อดังของเมืองนี้ เตรียมคิดท่าไว้เลยสวยๆ ออกแอคติ้งเยอะๆ เพราะแสงพระจันทร์เต็มดวงจะมาเพียงระยะเวลาเพียง 60 วินาทีเท่านั้น พอแสงเต็มดวงแล้วคิดท่าแล้วก็กระโดดไปยืนใกล้ๆ พระจันทร์เลย รับรองว่าได้ภาพสวยปั๊วปังอลังการมาก 10.ตลาดกลางคืน ลี่เจียง ขยับมาอีกนิดจากดวงจันทร์เต็มดวง มาสู่ตลาดกลางคืนลี่เจียง ที่นี่มีอาหารสตรีทฟู้ดเต็มไปหมด ทั้ง หม่าล่า โรตีไส้คาว ชาไข่มุก ชาผลไม้ ติ่มซำ กินอิ่มอร่อยแล้วก็ได้ถ่ายรูปสไตล์หว่องๆ จีนๆ ด้วยนะ คือได้แบบไม่ต้องพยายามเพราะที่นี่เมืองจีนไง กินเสร็จแล้วก็เดินเล่นซื้อของ หาพิกัดถ่ายรูปได้อีกเยอะ ปล. ของช้อปปิ้งของฝากขนมกรุบกรอบก็มีให้เลือกช้อปเยอะเช่นกัน 11.สะพานวัดเทียนชิงหย่งเล่อ อีกหนึ่งที่เที่ยวที่มาเมืองอู่อี๋ซานคือ วัดเทียนชิงหย่งเล่อ วัดนี้แห่งนี้เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ในเขาอู่อี๋ซาน ได้มีการบูรณะวัดและมีบริเวณที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยเป็นสถาปัตยกรรมในแบบจีนที่สวยงาม นอกจากได้ไหว้พระขอพรแล้ว ยังมีหลายบริเวณให้เราได้ถ่ายรูปสวยๆ อย่างตรงสะพานทางเข้าวัดจะมีวิวสวยๆ หยุดเดินแป๊บแล้วถ่ายรูปได้หลายโพสต์เลย 12.วัดเทียนชิงหย่งเล่อ อย่างที่บอกไว้ว่า วัดเทียนซิงหย่งเล่อ เป็นวัดเก่าแก่มีทั้งส่วนที่เป็นวัดเก่าและในส่วนของบริเวณทำใหม่ ซึ่งโซนที่เป็นวัดเก่าจะอยุ่ด้านในสุดเดินขึ้นไปอีกนิดนึงจะเจอสถาปัตยกรรมวัดจีนแบบโบราณที่สวยงาม ทั้งด้านหน้านทางเข้า และด้านหลังของวัดมีจุดให้ถ่ายรูปสวยๆ ด้วย ปิดท้ายด้วยไฮไลท์ของการมาเที่ยวเมือง อู่อี๋ซาน ด้วยโชว์อิมเพรสชั่นต้าหงเผา ขอเมาท์หน่อยแต่ไม่โม้เพราะไปดูมาแล้วถึงได้บอกได้ว่า การแสดงของเขาคือ อลังการมาก ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ ฉากเอย แสงสีเสียง คือ ร้องว้าวทุกฉาก ถึงแม้การแสดงจะเป็นภาษาจีนฟังไม่รู้เรื่องแต่ดูเรื่องราวเข้าใจอยู่นะ เก้าอี้ที่เรานั่งหมุนได้ 360 องศา ตื่นตาตื่นใจตลอด 1.30 ชั่วโมง ดูเพลินๆ ไม่รู้สึกเบื่อเลย มาเที่ยวอู่อี๋ซานดูเหอะ การแสดงโชว์อิมเพรสชั่น โชว์ของผู้กำกับชื่อดัง จางอวี้โหมว เป็นการแสดงใหฐ่ระดับประเทศ ซึ่งในจีนมีเพียง 5 โชว์เท่านั้นและที่อู่อี๋ซาน เป็ฯการแสดงโชว์ 1 ใน 5 ของการแสดงโชว์อิมเพรสชั่น จองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?
วันนี้ Tourkrub เรารวบรวมสถานที่แต่ละประเทศที่เขาจัดงานเฉลิมฉลองวันปีใหม่กันเอาไว้ให้แล้วแบบจุใจ ใครเบื่อเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทย ขอให้ยกมือขึ้น! อยากจะไปสัมผัสอากาศหนาวๆ ชิวๆ ที่ต่างแดน นับ 5 4 3 2 1 แบบไม่เหงื่อไหลไคลย้อย ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้นละก็แนะนำให้อ่านบทความนี้กันให้ไว แล้วเลือกวงกลมประเทศที่อยากไปกันไว้ได้เลย จะได้ซื้อตั๋วกันแต่เนิ่นๆ เพราะช่วงปีใหม่ตั๋วก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันเด้อออ.. 1.สิงคโปร์ เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียงของเรากันก่อนอย่างประเทศสิงคโปร์ นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่จะจัดขึ้นที่บริเวณอ่าวมาริน่าเบย์ ดูพลุสุดอลังการภายในงานมีการแสดงเยอะแยะมากมาย ทั้งการแสดงดนตรี,การแสดงแสงเลเซอร์, ขบวนพาเหรดและการแสดงดอกไม้ไฟซึ่งเป็นไฮไลท์หลักของงาน และจะมีการเขียนคำขอพรในเว็บไซต์ http://www.marinabaycountdown.sg ระหว่างวันที่ 26 – 31 ธันวาคม ซึ่งคำขอและชื่อของเราก็จะไปอยู่บนโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่อลังการสุดๆ ที่ตึกโรงแรม The Fullerton Hotel Singapore เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่น่าลองสักครั้งในชีวิตนะคะ แถมเวลาที่นี่ก็เร็วไทยแค่ชั่วโมงเดียว อาจจะได้ฉลองเร็วกว่าเพื่อนสักหน่อย ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 3,958 บาท การเดินทาง : รถไฟ MRT - ลงที่สถานี Bayfront Station ทางออก C หรือ D รถโดยสารประจำทาง - สาย 97, 106, 518, 133, 502 อีกสถานที่หนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ไปช่วงปีใหม่ก็คือ Singapore Flyer จะเจ๋งแค่ไหนถ้าได้เคาท์ดาวน์บนชิงช้าสวรรค์ และมองเห็นเมืองสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยพลุที่ยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกับแสงสีของตึกต่างๆ เสียค่าเข้าคนละประมาณ 79 สิงคโปร์ดอลล่าร์แต่ถือว่าคุ้มค่าและน่าจดจำมากๆ การเดินทาง : รถไฟฟ้า MRT ให้ไปลงที่สถานี Promenage (CC4) และเดินออกตรง Exit A หลังจากนั้นให้มองหาสัญลักษณ์ทางเดินสีน้ำเงิน และ เดินตามเส้นทางไปที่ Singapore Flyer ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที 2.โตเกียว, ญี่ปุ่น (Tokyo, Japan) ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮอตฮิตที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายชอบไปกันไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ เพราะบรรยากาศของที่นี่ วัฒนธรรมต่างๆรวมไปถึงอากาศก็กำลังดี ญี่ปุ่นมีสถานที่เคาท์ดาวน์หลายแห่ง แต่ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศการส่งท้ายปีเก่าแบบญี่ปุ่นแล้วล่ะก็แนะนำให้ไปที่วัดหรือศาลเจ้ากันเลยเพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะชอบไปเคาท์ดาวน์กันที่วัดเหมือนกับไทยเราที่ไปสวดมนต์ข้ามปีกันอะไรทำนองนั้นวัดใหญ่ในโตเกียวอย่างวัดเซนโซจิ (วัดอาซากุซะ) ก็จัดงานเคาท์ดาวน์เช่นกันคนรอเพียบตั้งแต่ 2 ทุ่ม เพื่อรอโยนเหรียญอธิษฐานขอพรตอนในเที่ยงคืน นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีร้านขายของให้เราจับจ่ายกันเพลินๆ ระหว่างรอเคาท์ดาวน์ ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 7,586 บาท หรือจองทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว เริ่มต้นที่ 19,876 บาท การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสายกินซ่า (Ginza Line)ลงที่สถานีอาซากุสะ (G19) ออกทางออกหมายเลข 1 หรือใช้รถไฟสายอาซากุสะ (Asakusa Line) ลงที่สถานีอาซากุสะ (A18) ออกประตู 4 หรือ 5 เดิน 3-5 นาทีก็ถึงประตูสายฟ้า แต่ถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบคึกคักๆ วัยรุ่นหน่อยแนะนำเป็นที่ “ย่านชิบูย่า” ย่านที่มีวัยรุ่น เป็นย่านที่มาปาร์ตี้เพียบๆ ความเจ๋งของที่นี่ไม่ได้มีการงานเคาท์ดาวน์ใดๆแต่ทุกคนรอคอยเพื่อมานับถอยหลังข้ามปีกันที่นี่ แนะนำสำหรับสายฮิปๆ การเดินทาง : จากสถานี Shibuya ออกทาง Hachiko Exit แล้วเดินออกมาตรงถนนด้านหน้า หรือจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮิตของญี่ปุ่นอย่าง Tokyo Tower ทุกปีของที่นี่จะมีประดับไฟสวยงาม พร้อมกับจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์ ให้คุณได้นับถอยหลังสู่ปีใหม่ไปพร้อมๆ กันแนะนำให้ไปกับคู่รักจะได้ฟีลโรแมนติกไปอีกแบบ การเดินทาง - Metro Toei Oedo Line ลงสถานี Akabanebashi [E21] ทางออกใกล้ห้าแยก (Akabanebashi Gate) เมื่อเดินขึ้นมาจากทางออกจะเห็น Tokyo Tower เลย - Metro Toei Mita Line ลงสถานี Onarimon [I06] ทางออก A2 แล้วเดินไปตามถนนอีกนิด 3.เกาหลี ฟีเวอร์ ยังคงฮอตฮิตติดลมบนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เกาหลีก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่โรแมนติก และเหมาะกับการไปเคาท์ดาวน์สวยๆ มากๆ แถมมีหลายสถานที่มากๆที่จัดงานเคาท์ดาวน์กัน ใครที่ชอบแนวคลาสสิคคนเกาหลีแบบดั้งเดิมเราขอแนะนำที่หอระฆังโพซินกัง Bosingak Belfry ไฮไลท์ของที่นี่คือจะมีการถ่ายทอดสดพิธีการตีระฆังขึ้นปีใหม่ จะมีการตีระฆังทั้งหมด 33 ครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีใหม่เพื่อความเป็นมงคลเฉลิมฉลองวันแห่งความสุข ประชาชนจะต่างพากันขอพรให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในระหว่างการตีระฆังและยังมีการจัดคอนเสิร์ตและงานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในทุกๆ ปี ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 7,989 บาท หรือซื้อทัวร์เกาหลีช่วงปีใหม่ราคาเริ่มต้นที่ 14,999 บาท การเดินทาง : ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 1 ลงสถานี Jongno ทางออกที่4 เดินออกมาไม่ถึง 5 นาที สำหรับวัยรุ่นที่อยากเต้นให้สุด แล้วไปหยุดตอนเคาท์ดาวน์ขอแนะนำย่าน อีแทวอน (Itaewon) กรุงโซล ที่นี่สุดจริง มันจริงๆ เหมาะสำหรับสายแฮงก์เอาท์ที่อยากสุดเหวี่ยงกันข้ามปี ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นิยมมาปาร์ตี้โดยเฉพาะงานส่งท้ายข้ามปีแล้วล่ะก็เรียกว่าเนืองแน่นกันเลยทีเดียว 4.นิวยอร์ก ปิดท้ายด้วยเที่ยวปีใหม่ที่โซนยุโรปอย่าง นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน ใครมีงบหน่อยเราแนะนำที่นี่เลยสถานที่เด็ดที่ทุกคนไปนิวยอร์กแล้วต้องไปต้องยกให้ย่าน จัตุรัส Time Square ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้คนจากทั่วโลกต่างพากันมาเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันที่นี่ คนเยอะก็จริง แต่อากาศบ้านเขาดีสุดๆ ไปเลยล่ะคุณจะได้อีกบรรยากาศหนึ่งเลยร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กับตัวเลขดิจิทัลบนตึกไทม์สแควร์และเมื่อถึงวินาทีที่เข้าสู่ปีใหม่ก็จะมีการโปรยกระดาษสีต่างๆพร้อมกับการแสดงดอกไม้ไฟ บรรยากาศสวยงามและคึกคักมากๆแถมคนก็เยอะมากเช่นกัน แนะนำให้ไปกันตั้งแต่ช่วงบ่ายจะได้มีที่กันนะคะเวลาท้องถิ่นที่นี่จะเคาท์ดาวน์ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น Video call กับเพื่อนที่ไทยก็ยังได้ เคาท์ดาวน์กันไปเลย 2 รอบ 5555 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรมาลองสักครั้งในชีวิตจริงๆ ค่ะ มันดีมากกกกกก ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 20,000 บาท การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย N,Q,R,S,W,1,2,3 หรือ7 ลงสถานี Times Square 42 st. จบไปแล้วกับประเทศยอดนิยมในช่วงปีใหม่ ตัดสินใจกันได้ยังเอ่ยว่าปีใหม่นี้จะไปเคาท์ดาวน์ประเทศไหนดี แต่ไม่ได้มีแค่ 4 ประเทศนี้เท่านั้นนะคะยังมีอีกหลายประเทศที่รอให้เราไปเก็บให้ครบในช่วงปีหน้า พร้อมแล้วเก็บเงินเตรียมตัวซื้อทัวร์กับทัวร์ครับไปเที่ยวกันได้เลยยยย