ทัวร์ครับ พาเที่ยว

เพราะโลกมันกว้าง ทัวร์ครับพร้อมพาทุกคนออกไปหาประสบการณ์ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว รวมเรื่องราว ทุกเทศกาล ทุกฤดูกาลท่องเที่ยวทั่วโลกไว้ที่นี่

ตะลอนเที่ยว 1 วัน >> S.E.A. Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดอลังที่สิงคโปร์ !!

ตะลอนเที่ยว 1 วัน >> S.E.A. Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดอลังที่สิงคโปร์ !!

Dec 4, 2018

ซึ่งนอกจากจะดึงดูดเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว ขอบอกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็จะอินและฟินไปตามๆ กันด้วยล่ะครับ ใครมีแพลนไปสิงคโปร์ อยากให้อ่านรีวิวนี้ของเราให้ดีๆ นะครับ รับรองว่าจะอยากจัด S.E.A. Aquarium Singapore ใส่ลงไปในแพลนด้วยอย่างแน่นอนเลยล่ะ 🐋 แผนที่ : S.E.A. Aquarium Singapore เริ่มจากวิธีเดินทางไปกันก่อน ง่ายมากๆ เพียงแค่นั่ง MRT ไปลงที่สถานี Habourfront 🚇 จากนั้นเดินเข้าไปที่ห้าง VivoCity และขึ้นไปที่ชั้น 3 เพื่อต่อรถไฟฟ้าข้ามไปยังเกาะ Sentosa ที่เดียวกับที่ Universal Studio นั่นแหละครับ และพอลงรถไฟฟ้ามาแล้ว ก็จะเจอกับป้ายบอกทางไปยัง Aquarium เลย (Universal จะมุ่งไปทางขวา ส่วน S.E.A. Aquarium Singapore จะเดินไปทางซ้าย) แล้วก็ไปซื้อบัตรเข้าชมที่ด้านหน้าได้เลย หรือหากใครจะซื้อมาก่อนจากเว็บไซต์ หรือเอเจนซี่ต่างๆ ก็ได้นะครับ ประหยัดเวลาต่อแถวไปอีก หรือเหมา ทัวร์สิงคโปร์ เที่ยว S.E.A. Aquarium กับทางทัวร์ครับได้เลย อิอิ เมื่อซื้อบัตรเสร็จแล้วก็จะพบกับส่วนแรก ที่เป็น พิพิธภัณฑ์เรือ หรือ Maritime Experiential Museum ⛵️ครับ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบ Interactive ที่ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ถ่ายทอดประวัติการเดินเรือทะเลของเอเชีย และมรดกของสิงคโปร์ในฐานะท่าเรือการค้า ภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีหลายโซนให้เดินชมเลยครับ เช่น โซน MEET the Explorers นำเสนอประวัตินักเดินเรือจาก 4 ชาติ ที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ในอดีต และยังได้ลองเล่นหน้าจอ Interactive ที่เราสามารถเปลี่ยนชุดเป็นกะลาสีเรือได้ด้วยนะ ขอบอกว่าพิพิธภัณฑ์ของสิงคโปร์เค้าขึ้นชื่ออยู่แล้ว บอกเลยว่าถูกใจทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ พอเดินจนสุดทางของพิพิธภัณฑ์ ก็จะพบกับทางเชื่อมเพื่อเข้าสู่ S.E.A Aquarium Singapore 🐠 กันซึ่งสองแห่งนี้จะอยู่ตึกเดียวกัน แต่ทางเข้าคนละทางนะครับ  และอย่างที่บอกว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่มากๆ จึงมีสัตว์ทะเลกว่า 100,000 ตัว จาก 800 สายพันธุ์ และที่โดดเด่นที่สุด ถือว่าเป็นพระเอกของที่นี่เลยก็คือ ปลากระเบนแมนต้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก! และยังมีปลากระเบนราหูอีกจำนวนมากด้วยครับ สำหรับส่วนแรกเมื่อเข้าสู่ S.E.A Aquarium Singapore นั้น จะเป็นห้องที่จำลองซากปรักหักพังของเรือสำเภาจีน (เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากพิพิธภัณฑ์เรือที่เราเพิ่งเดินผ่านมาครับ) เพื่อบอกเล่าว่าซากเรือนี้ก็จะกลายเป็นแหล่งปะการัง และช่วยสร้างระบบนิเวศใต้น้ำไปด้วย 🦑 จากนั้นเราจะพบกับห้องของเจ้าฉลามครับ 🦈 ที่ห้องนี้เราจะได้เห็นเจ้าฉลามแบบใกล้ๆ เลยทีเดียว และมีมากมายนับร้อยตัว!! ตื่นตาตื่นใจมากๆ แต่บางทีก็แอบกลัวเบาๆ คงเพราะดูหนังฉลามอย่างเรื่อง Megalodon มากเกินไป ฮ่าๆ แต่ฉลามที่นี่ไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นนะครับ ขนาดปกตินี่แหละ จากห้องฉลาม เราก็เดินลอดอุโมงค์มาโผล่ที่ตู้ปลาทะเลสวยงามขนาดยักษ์ ที่ตั้งอยู่กลางโถงทางเดิน ขอบอกว่ามันใหญ่มว๊าก น่าตื่นตาตื่นใจสุดๆ ทั้งยังมีตู้ปลาแบ่งชนิดต่างๆ กว่า 30 ตู้เรียงรายกันไปตามทางเดิน มันละลานตาไปหมดเลยครับ ซึ่งนอกจาก S.E.A Aquarium Singapore จะรวบรวมสัตว์น้ำทะเลของภูมิภาคอาเซียนมาไว้ที่นี่แล้ว ยังขนกองทัพสัตว์ทะเลน้อยใหญ่จากทุกๆ มหาสมุทรของโลกมาไว้ด้วยเช่นกันนะครับ บอกแล้วว่ามาที่นี่มีแต่คุ้มกับคุ้ม 🦀 🦑 🐠 🐋 และสำหรับเด็กๆ (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ) คงจะฟินไม่น้อยหากได้สัมผัสกับของจริง! และที่ S.E.A Aquarium ก็มีอ่างที่เราจะได้สัมผัสกับปลาดาว ปลิงทะเล และสัตว์น้ำเล็กๆ น้อยๆ หลากหลายชนิดที่สามารถสัมผัสได้ ไม่มีอันตรายครับ อีกส่วนหนึ่งที่อลังการดาวล้านดวงมากๆ คือจุดไฮไลท์ที่เราจะได้เห็นโลกใต้สมุทรผ่านกระจกบานใหญ่โตมหึมา เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกกกก มีความใหญ่เป็น 2 เท่าของจอภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ และมีความหนากว่า 70 เซนติเมตร เอาจริงๆ เราสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้เป็นวันๆ เลยนะครับ ชอบมาก เพลินมากๆ เลยครับ แค่นี้ยังไม่หมดนะครับ เพราะนอกจากจะมีทั้งอุโมงค์ขนาดยักษ์ และตู้ปลาขนาดมหึมาที่รวบรวมสัตว์น้ำจากหลายๆ ที่มาไว้ให้เราได้ชมเป็นขวัญตาแล้ว ที่ S.E.A Aquarium Singapore ยังมีให้บริการห้องพักอีกด้วย ชื่อว่า Ocean Suites ซึ่งขอบอกว่า มันเป็นอะไรที่คนบ้า Aquarium อย่างเรากรี๊ดมากๆ เพราะมันเหมือนเราได้นอนอยู่ในห้องใต้ทะเลส่วนตัวเลยล่ะ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับการชมสัตว์น้ำที่แหวกว่ายอยู่บนหลังคาห้องเราไปเรื่อยๆ อีกด้วย เพลินกว่านี้ไม่มีแล้ว หรือหากใครไม่ได้พักที่นี่ แต่ยังรู้สึกไม่จุใจกับ S.E.A Aquarium Singapore ที่เราได้เดินชมมาแล้วนั้น สามารถจองที่นั่งในร้านอาหารสุดหรูที่อยู่ภายใน S.E.A Aquarium Singapore ได้ด้วยนะครับ 🦀 ทานดินเนอร์กับคนพิเศษ ไปพร้อมๆ กับการชมวิวใต้ท้องทะเล โรแมนติกได้อีก และขอบอกว่าอาหารของที่นี่นั้น อร่อยมาก เพราะถูกรังสรรค์มาจากปลายจวักของเชฟ Cat Cora เชฟสาวชื่อดังจากรายการ Iron Chef ที่ทำอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน - แคลิฟอเนียน และผสมผสานความเป็นเอเชียลงไป จากนั้นเสิร์ฟมาในรูปแบบของ Fine-Dining เก๋ๆ หรูๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Bucket List ที่ต้องทำเลยนะครับ หมดไปแล้ว 1 วันเต็มๆ กับการมาเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้ แต่ว่าที่สิงคโปร์ยังมีอะไรอีกมากมายรอให้เราไป Explore กัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสนุก 🎡 Universal Studio , ถนน Orchard แห่งการช้อปปิ้ง , ร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย และวิวสวยๆ ริมอ่าว Marina Bay ถือว่าเป็นประเทศที่ใครมีเวลาไม่มาก แต่อยากมาพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ต้องลองมาดูสักครั้งนะครับ : )   อ่านต่อ  >> 8 ร้านอาหารยอดนิยม!! ตะลอนกินฟินๆที่สิงคโปร์    

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่

Nov 27, 2018

เอาล่ะ! ถึงเวลาแนะนำ ‘กิจกรรมน่าทำ’ และ ‘สถานที่ท่องเที่ยวน่าไป’ กันแล้ว เตรียมจดไว้ดีๆ แล้วจับลงแพลนด้วยนะครับ จะได้สนุกยิ่งขึ้น : )   1. ไปจับ Lucky Bag เริ่มจากกิจกรรมที่น่าทำกันก่อน กับหนึ่งสิ่งที่เราชอบมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงชอบเช่นกัน นั่นก็คือการได้เปิด “ถุงโชคดี” หรือ “Lucky Bag” นั่นเอง มันเป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่ง ที่เราต้องมาลุ้นว่าของข้างในที่ได้จะเป็นอะไร แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความคุ้มค่านะครับ เพราะของในถุงโชคดีส่วนใหญ่ มักมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งเจ้าถุงโชคดีที่ว่านี้ หาซื้อง่ายมากในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กๆ หรือร้านค้าใหญ่ๆ ดังๆ ก็ต่างมี Lucky Bag เตรียมไว้ให้ลูกค้าทั้งนั้น เอาเป็นว่าหากใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็อย่าพลาดเชียวนะครับ 2. ไปตีระฆัง และกินโซบะข้ามปี ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญมากเลยล่ะครับ ซึ่งการกินโซบะข้ามปีเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างฮิตทีเดียว เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่าการกินโซบะข้ามปีนั้นจะช่วยให้อายุยืนยาว นอกจากนี้ที่วัดก็จะมีการตีระฆัง จำนวน 108 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับกิเลสของมนุษย์ (ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น) เหมือนเป็นการไล่กิเลสและเริ่มต้นปีใหม่นั่นเอง ใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ อย่าลืมไปร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้ดูนะครับ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กัน 3. ไปไหว้ขอพรที่วัดหรือศาลเจ้า ปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะไหว้เจ้าขอพรในช่วงวันที่ 1 - 3 มกราคม ของทุกปี เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่อย่างสดใส และเป็นมงคลกับชีวิต ซึ่งวัดฮิตๆ อย่าง วัดอาซากุสะ หรือวัดคิโยมิสึ ก็จะคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายเลยล่ะครับ ทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และนักท่องเที่ยวเลย เพราะทุกคนก็ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นเอง 4. ไปแต่งกิโมโน ใครที่ไปญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ จะเห็นได้ว่าท้องถนน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะวัด ศาลเจ้า หรือสวนสาธารณะ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดกิโมโนเต็มไปหมด เพราะช่วงนี้ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุข และชาวญี่ปุ่นก็มักจะเฉลิมฉลองกันครับ บอกเลยว่ามันได้ฟีลสุดๆ ลองเลือกร้านกิโมโนดีๆ แล้วแต่งตัวกด้วยกิโมโนเที่ยวสักหนึ่งวัน รับรองว่านอกจากจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพอวดเพื่อนแล้ว ยังได้ความประทับใจด้วยล่ะ 5. ช้อปปิ้ง ณ ชินจุกุ - ฮาราจุกุ พิกัด : Shinjuku , Harajuku แนะนำกิจกรรมกันไปแล้ว มาต่อกันที่สถานที่ที่น่าไปกันบ้างครับ ปกติแล้วเวลาเราๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็มักช้อปปิ้งจนวงเงินบัตรเต็มอยู่แล้ว แต่ว่าการช้อปปิ้งในช่วงปีใหม่เป็นอะไรที่พิเศษมากๆ เพราะของจะลดราคาแบบสุดๆ แถมมักยังมีสินค้าน่ารักๆ สินค้า Limited Edition ให้ได้ช้อปกันด้วยล่ะ อ้อ! แล้วก็อย่างที่บอกไปแต่แรก นั่นก็คือ Lucky Bag นั่นเอง เพราะฉะนั้นย่านชินจุกุ - ฮาราจุกุ จึงเป็นสถานที่ที่ห้ามพลาด ต้องไปให้ได้ จดไว้ในแพลนเลยนะครับ 6. ไหว้พระ ณ วัดอาซากุสะ - วัดคิโยมิสึ ถ้าไปโตเกียว ก็ต้องห้ามพลาดวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดงอันโด่งดัง ไปไหว้ขอพรที่นั่น พร้อมกับเลือกซื้อเครื่องรางของขลังติดกระเป๋า ก่อนปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียวเลเวลสิบ ให้ฟินๆ ฉ่ำๆ กันไปเลย ส่วนใครเลือกเที่ยวแถบคันไซ โอซาก้า - เกียวโต - โกเบ ก็ต้องอย่าลืมจดวัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใสลงไปในแพลนด้วยนะครับ 7. เที่ยวเมืองเก่า คานาซาว่า - ทาคายาม่า พิกัด : Kanazawa , Takayama สำหรับคนที่อยากสัมผัสกับความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่น แบบ Original ดั้งเดิมของแท้ ก็ต้องจับย่านเมืองเก่าวางลงไปในแพลนด้วยนะครับ ซึ่งเมืองที่เราแนะนำก็มี คานาซาว่า เมืองที่มีหมู่บ้านแบบชุมชนญี่ปุ่นดั้งเดิม และปราสาทคานาซาว่าชื่อดัง โดยสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวราว 2 ชั่วโมงครึ่ง , ทาคายาม่า เมืองฝาแฝดของเกียวโต ที่ใครมีแพลนไปชิราคาว่าโก ก็ควรที่จะต้องแวะดู รับรองว่าจะหลงรักเสน่ห์ของเมืองนี้อย่างแน่นอน 8. ไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ใช่เฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่การได้แห่งแสงแรก ชมพระอาทิตย์แรกของปี ไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ เลยล่ะครับ แล้วอย่างยิ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ถือว่าการได้ชมพระอาทิตย์แรกของปีนั้นจะได้รับพลังมหาศาล ขอพรอะไรก็จะสำเร็จสมความปรารถนา มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงตลอดปีเลย ดังนั้นถ้ามีโอกาส อย่าลืมขึ้นเขาเพื่อไปชมแสงแรกกันด้วยนะครับ 9. ขึ้นภูเขาทาคาโอะ รับวิวใหม่ๆ พิกัด : Takaosan อย่างที่บอกว่า หนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นก็คือ การชมพระอาทิตย์แรกของปี และภูเขาที่ยอดฮิต และเดินทางง่าย อยู่ใกล้โตเกียวก็คือ ภูเขาทาคาโอะ ครับ ซึ่งนอกจากจะได้เห็นแสงแรกของปี ณ ที่แห่งนี้แล้ว ยังสามารถเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วยนะครับ เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ถึงสองเลย คุ้มค่ากับการใส่ลงไปในแพลนมากๆ 10. ดูไฟฟินๆ โรแมนติกสุดๆ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ที่ญี่ปุ่นก็จะมีงานจัดแสดงไฟมากมายเลยล่ะครับ แล้วยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไฟก็จะถูกประดับออกมาสวยเป็นพิเศษ ถ้าหากใครไม่ได้ไปนาโกย่า ที่มีงานประดับไฟชื่อดังอย่าง Nabana No Sato ก็สามารถเลือกชมไฟตามสถานที่ต่างๆ เช่น ย่านรปปงงิ , Tokyo Dome , ย่านชิบูย่า แทนก็ได้นะครับ สวยไม่แพ้กัน ที่สำคัญชมฟรีด้วยนะเออ และนี่ก็เป็น Guideline เล็กๆ ที่ทัวร์ครับ นำมาแนะนำให้ทุกคนกัน ลองเลือกสถานที่ที่น่าสนใจ และกิจกรรมที่น่าทำ แล้วจับวางลงแพลนดูนะครับ การเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ครั้งนี้ จะได้ไม่จำเจ และสร้างความประทับใจแบบไม่รู้จบไปเลยย  อ่านต่อ พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!  

อ่านเพิ่มเติม
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!

Nov 26, 2018

สำหรับ 🎆 Nabana No Sato Winter Illumination 🎇 ถือได้ว่าเป็นเทศกาลไฟประดับที่โด่งดังไปทั่วโลก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆ คนตั้งใจมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่องานนี้เลยครับ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ธีมพาร์คสวนดอกไม้ใน Nagashima Resort เมืองคุวานะ ของจังหวัดมิเอะ ในภูมิภาคคันไซ แต่จะสะดวกกว่าถ้าหากเดินทางมาจากนาโกย่าครับ โดยสำหรับปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม – พฤษภาคม ยาวๆ กันไปเลย มาๆ ก่อนอื่นต้องขอป้ายยา รีวิวกันแบบจัดหนักก่อน ใครลังเลอยู่จะได้รีบกดจองตั๋วให้ไว : ) cr.pantip.com/topic/36927733 เริ่มจากการเดินทาง ขอบอกว่าง่ายมากๆ ง่ายสุดๆ ไปเลย เพราะสามารถ Take Bus จาก Meitetsu Bus Center ที่นาโกย่า ต่อเดียวถึง เดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงเอง สะดวกสุดๆ ไม่ต้องต่อรถให้วุ่นวาย นั่งชมวิวเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมายแล้วล่ะ รถจะจอดที่หน้ารีสอร์ทเลยครับ ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ Nabana No Sato Winter Light Illumination นั่นเอง เห็นมั้ยบอกแล้วว่าสะดวกฝุดๆหรือถ้าซื้อทัวร์มากับทัวร์ครับแล้วล่ะก็มีรถรับส่งสบาย  พิกัด : Nabana No Sato Winter Light Illumination cr.pantip.com/topic/36927733 พอไปถึงที่หน้ารีสอร์ท ก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมกันเล้ยยย ราคาค่าเข้าคนละ 2,300 เยน แต่มีคูปองสำหรับซื้อขนม อาหาร หรือของฝากภายในงานให้ด้วย 2 ใบ ใบละ 500 เยนครับ หักลบออกมาแล้วก็ไม่แพงเลยนะครับ และยิ่งไปกว่านั้น เราขอแนะนำให้มาถึงช่วงประมาณ 4 โมงเย็น เพื่อเดินชมและถ่ายรูปกับเจ้าดอกไม้สวยๆ กันก่อน ส่วนเวลาเปิดไฟของงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ก็จะประมาณ 6 โมงกว่าๆ มาทีเดียวควบ 2 ไปเลย คุ้มมว๊ากกก นอกจากสวนดอกไม้สดใสสวยงามแล้ว ทัศนียภาพของรีสอร์ทแห่งนี้ก็สวยไม่แพ้กันนะครับ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก เตรียมแบตกล้องไปให้พอล่ะ แล้วก็มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย หากเดินชมสวนจนเหนื่อยแล้วมานั่งทานมื้อเย็น พักก่อนจะไปลุยดูไฟตอนกลางคืนกันต่อก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีเหมือนกันนะ ราคาอาหารก็ไม่แพงเลย พันกว่าเยนเท่านั้น!! สามารถใช้คูปองที่ได้มาตอนซื้อบัตรจ่ายแทนเงินสดแล้ว Top Up เพิ่มเข้าไปได้เลย สุดยอดไปเลยครับ และแล้วก็ถึงเวลาค่ำที่เรารอคอย ไฟมาแล้วฮะ บอกเลยว่าสวยมากกกก!! พูดคำว่า สวย สวย สวย ทุกย่างก้าวที่เดิน เพราะมันสวยจริงๆ ครับ มีการประดับไฟเป็นรูปต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟฟูจิ แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ต้นคริสมาสต์ และอีกหลากหลายเรื่องราวสลับกันไป พร้อมกับดนตรีบรรเลงคลอไปด้วยกัน โรแมนติกสุดๆ อากาศเย็นๆ เดินจับมือแฟน ซุกมือไว้ในกระเป๋าของเสื้อโค้ท โอ๊ยยย พระเอกนางเอกซีรี่ย์มาเองเลยนะเนี่ย (แอบกระซิบสาวๆ ว่า ใครที่คบหาดูใจกันมาถึงขั้นวางแผนอนาคตร่วมกัน อย่าลืมแต่งตัวสวยๆ เผื่อคุณผู้ชายจะคุกเข่าเซอร์ไพร์เราก็เป็นได้นะครับ อิอิ มาถึงจุดพีค ที่เป็นไฮไลท์ของงานกัน แอบต้องแย่งชิงพื้นที่นิสนุง เพราะทุกคนต่างมะรุมมะตุ้มที่นี่ แนะนำให้ใจเย็นๆ แล้วจะได้รูปสวยๆ นะจ๊ะ จุดที่ว่าก็คือ Tunnel of Light หรืออุโมงค์ไฟความยาวกว่า 200 เมตร นั่นเอง มันสวยมว๊ากกก อลังการดาวล้านดวงสุดๆ เลยล่ะ ตลอดเส้นทางก็จะถูกประดับด้วยไฟเล็กๆ กุ๊กกิ๊กปุ๊กปิ๊ก น่ารักสุดๆ จนลั่นชัตเตอร์แทบไม่ทัน และในแต่ละปีก็จะมี Theme ที่แตกต่างกันไปด้วยนะครับ หากใครอยากชมงานแบบ 360 องศา บนความสูงกว่า 45 เมตร เราแนะนำให้จ่ายเงินเพิ่มอีก 500 เยน เพื่อขึ้นไปชมวิวบนหอคอยที่มีชื่อว่า Island Fuji  ขอบอกว่านอกจากจะสูงและเสียวแล้ว ยังสวยมากๆ อีกด้วย เพราะเราจะได้มองเห็นวิวของ Nabana No Sato Winter Light Illumination แบบรอบด้าน ประหนึ่งว่ากำลังดูทะเลดาวอยู่เลยล่ะ รอคิวนิดนึงแต่แลกกับความสวยงามตื่นตาตื่นใจ และทำให้การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ประทับใจไม่รู้ลืม เราว่าคุ้มมากๆ เลยนะครับ เมื่อเราเดินชมงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination จนหนำใจแล้ว ก็ถึงเวลากลับกันแล้วล่ะ เราขอแนะนำว่าให้ออกก่อนงานปิดประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแย่งกันขึ้นบัส คนเยอะจะรอนานครับ และที่สำคัญ ควรเช็ครอบรถบัสก่อนนะครับ จะได้วางแผนและกะเวลาให้ถูก ส่วนจุดขึ้นรถบัสก็คึอที่หน้ารีสอร์ท จุดเดียวกับตอนขามาเลยครับ นั่งครึ่งชั่วโมง ถึงนาโกย่าอย่างปลอดภัย ย้ำกันอีกที สำหรับงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ในปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2018 – 6 พฤษภาคม 2019 นะครับ เพราะฉะนั้นหากใครอยากไปดูไฟประดับ และเที่ยวญี่ปุ่นแบบสัมผัสอากาศหนาวไปด้วย ช่วงปลายปีนี้กำลังเหมาะสมสุดๆ หรือใครอยากได้แค่อากาศดีๆ ไม่ต้องหนาวมาก แถมหากดวงดีก็อาจจะได้เห็นซากุระด้วย แนะนำหลบร้อนจากเมืองไทยเราไปเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม ปีหน้าก็ดีเหมือนกันครับ บอกเลยว่ามันสวยจริงๆ และอยากให้ทุกคนได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองสักครั้งนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน : ) สามารถดูทัวร์ญี่ปุ่น ได้ที่นี่เลย คลิก!! อ่านต่อ : หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร  

อ่านเพิ่มเติม
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019

Nov 19, 2018

และจุดมุ่งหมายของเหล่านักท่องเที่ยวสายอากาศเย็น ก็คงต้องมี ‘ซัปโปโร’ ติดโผไปด้วยแน่ๆ แล้วที่สำคัญนะ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร ปี 2019 จัดขึ้นในช่วงวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ ด้วย ประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ ฮิฮิ ~ ตามมาเดี๋ยว ทัวร์ครับ จะพาไปดูว่า Sapporo Snow Festival มีดีอะไร ทำไมคนที่นิยมไปกันจังนะ? ❄️ทำความรู้จัก Sapporo Snow Festival ❄️ หรือที่เราอาจจะเคยได้ยินกันในชื่อ Sapporo Snow Festival นั่นเอง ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นมาจากเมื่อปี 1950 มีนักเรียนม.ปลายได้สร้างรูปปั้นหิมะจำนวน 6 ตัวที่สวนโอโดริ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 50,000 คน ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายมากๆ และก็เลยถือเป็นปีแรกของงานเทศกาลหิมะนั่นเอง จากนั้นมาจึงได้กลายมาเป็นงานเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันครับ ภายในงานก็จะมีการจัดแสดงผลงานจากหิมะและน้ำแข็งกว่า 200 ผลงานเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการประกวดประติมากรรมหิมะจากนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราก็ไปร่วมทุกปี แถมได้รางวัลติดไม้ติดมือมาด้วยนะครับ ☃️ส่วนจัดแสดง Sapporo Snow Festival☃️ Sapporo Snow Festival จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันครับ ส่วนแรกจะจัดที่สวนโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดงานหลัก โดยจะมีผลงานของศิลปินจากทั่วโลก เข้ามาประชันฝีมือกันกับผลงานแกะสลักหิมะและน้ำแข็ง โดยส่วนนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นโซนย่อยอีกถึง 12 โซนด้วยกัน เรียกว่าเดินกุมมือกับแฟนเที่ยวชมงานจนจุใจเลยล่ะครับ พิกัด : odori park  ส่วนที่สอง จะจัดที่ย่านซูซูกิโนะ ซึ่งเป็นย่านแห่งความบันเทิงของที่ซัปโปโร โดยที่นี่จะเป็นส่วนของการจัดการแข่งขันผลงานการแกะสลักน้ำแข็ง ซึ่งมีทีมส่งผลงานเข้าประกวดถึง 60 ชิ้น ในธีมการแข่งขันที่มีชื่อว่า Enjoy the Ice บอกเลยว่าที่นี่ตอนกลางคืนสวยมากๆ เพราะนอกจากจะมีการเปิดไฟประดับแล้ว ยังได้แสงไฟจากย่านอันคึกคักนี้มาประกอบด้วยล่ะ พิกัด : susukino sapporo   ส่วนสุดท้าย Sapporo Snow Festival จะจัดที่ Tsudome ครับ ที่นี่จะมีกิจกรรมที่แตกต่างจากสวนโอโดริและย่านซูซูกิโนะ เพราะจะเน้นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานเป็นหลัก โดยมีกิจกรรมที่ให้เราได้สนุกกับหิมะและน้ำแข็งมากมายเลย เช่น Tube Slider ความยาว 100 เมตร, Snow rafting และอีกมากมายเลย พิกัด : Tsudome 🏂 รีวิวความน่าไปเที่ยว Sapporo Snow Festival🏂  จะบอกว่า ขอให้เต็ม 10 ดาวเลยครับกับงานนี้ เพราะว่านอกจากจะได้ไปสัมผัสอากาศหนาว (แบบที่ประเทศไทยเราไม่มีแล้ว) ยังได้เพลิดเพลินไปกับเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ เราจะได้ทึ่งกับความสามารถของเหล่าศิลปินที่นำผลงานมาแสดง ได้ชื่นชมความงดงามของประติมากรรมจากน้ำแข็งและหิมะ ที่สำคัญ ยังได้ใช้เวลาที่พิเศษกับคนพิเศษอีกด้วย น่าประทับใจสุดดดดดดดดดดดด ใครอยากลองไปสัมผัสกับ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร หรือ Sapporo Snow Festival สักครั้ง บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เลยนะครับ เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรอคอยเช่นเดียวกัน จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักกันข้ามปีเลยทีเดียว ช้าไม่ได้เลยล่ะ แต่ๆๆ ถ้าหากใครอยากไปเที่ยวแบบสบายๆ ชิลๆ ไม่ต้องคิดเยอะแยะให้ปวดหัว แนะนำว่าให้ ‘ทัวร์ครับ’ พาไป เพราะเราจัดการให้หมดทู้กอย่าง เพื่อนๆ เตรียมแค่ตัวกับใจ แล้วไปเที่ยวกับทัวร์ครับ ก็พอ สบายสุดๆ ~ อ่านต่อ : ตะลุย 9 สถานที่ 9 กิจกรรม หน้าหนาวนี้ที่ฮอกไกโด

อ่านเพิ่มเติม
7 แลนด์มาร์กต้องห้าม (พลาด) เมื่อไปเยือน ‘ตุรกี’
7 แลนด์มาร์กต้องห้าม (พลาด) เมื่อไปเยือน ‘ตุรกี’

Nov 14, 2018

วันนี้ ทัวร์ครับ เลยจะพาไปดู 7 แลนด์มาร์กที่ต้องห้าม(พลาด) เด็ดขาด ไปเที่ยวตุรกีทั้งที นั่งเครื่องบินก็ใช่ว่าจะแป๊บเดียว ต้องเอาให้คุ้ม ห้ามพลาดแม้แต่จุดเดียวนะครับ 1. เที่ยวตุรกี - พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) แผนที่ : Hagia Sophia สิ่งก่อสร้างที่เรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในเมืองอิสตันบูลเลยครับเดิมเคยเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ และถูกดัดแปลงให้เป็นสุเหร่าแทน และปัจจุบันก็ถูกดัดแปลงให้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด จุดเด่นของที่นี่คือยอดโดมขนาดใหญ่ และความงดงามของสถาปัตยกรรมการตกแต่ง ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไบแซนไทน์กับศิลปะออตโตมันเข้าด้วยกันครับ นี่ก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวที่ใครไปเที่ยวตุรกีต้องห้ามพลาดที่จะไปถ่ายรูปกันให้นะครับ 2. เที่ยวตุรกี - มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) แผนที่ : Blue Mosque ที่นี่มีการตกแต่งออกแบบภายในด้วยกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นในสีฟ้าสดใส เป็นลายดอกไม้ มีหอมินาเร็ต 7 หอ การจัดวางพื้นที่ของอาคารถูกจัดวางเป็นรูปตัวยูได้อย่างสวยงาม โดยสามารถมองเห็นได้จากสุเหร่าโซเฟียเลยเพราะตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งเราจะเห็นมัสยิดสีขาวหินอ่อนที่ตั้งตระหง่าน และถูกยึดไว้ด้วยเสาคอลัมน์ปลายยอดแหลมสูงเสียดฟ้า ทริปเที่ยวทัวร์ตุรกี  อิสตันบูล  >> คลิก  3. เที่ยวตุรกี - คัปปาโดเกีย (Cappadocia) แผนที่ : Cappadocia เชื่อว่าหลายๆ คนที่อยากมาเที่ยวเยือนประเทศตุรกี ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเห็นรูปของบอลลูนหลากสี ลอยเด่นเหนือทัศนียภาพอันงดงามแน่นอน และที่นี่ก็คือเมืองคัปปาโดเกีย มาถึงตุรกีทั้งที ต้องลองขึ้นบอลลูนชมวิวจากมุมสูงดูสักครั้ง รับรองว่าจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ และเป็นความทรงจำที่ประทับใจที่ตุรกีแบบไม่รู้ลืมเลยล่ะครับ 4. เที่ยวตุรกี - พระราชวังโทพคาปี (Topkapi Palace) แผนที่ : Topkapi Palace เดิมที่นี่เป็นที่ประทับหลักของสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นสถานที่จัดงานรับรองของรัฐบาลประเทศตุรกี พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นตัวอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่มพระราชวังในสมัยออตโตมันเลยนะครับ เพราะมีการตกแต่งอย่างหรูหรา มีอาณาบริเวณกว้าง ทั้งยังตั้งอยู่ในจุดที่สามารถชมวิวช่องแคบบอสฟอรัสได้อย่างสวยงาม 5. เที่ยวตุรกี - ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) แผนที่ : Cotton Castle ใครที่ชอบทำสปา จะต้องเลิฟที่นี่อย่างแน่นอนครับ เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ เกิดจากความดันความร้อนใต้พื้นดินที่ 35- 36 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ว่ากันว่าน้ำพุร้อนที่นี่มีอายุมากว่า 14,000 ปี ทำให้ตะกอนที่ไหลฝั่งตัวทับรวมกันจนเป็นตะไคร่น้ำสีขาว และกลายเป็นปราสาทปุยฝ้ายแบบนี้นั่นเองล่ะครับ 6. เที่ยวตุรกี - ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar, Istanbul) แผนที่ : Grand Bazaar, Istanbul ที่นี่คือแหล่งของฝากชั้นดี เป็นตลาดในร่มเก่าแก่ ที่มีสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในตลาดแกรนด์บาซาร์มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้าน มีทางเข้ามากกว่า 21 ทาง แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทสินค้าชัดเจน ใครอยากจะซื้อของขวัญของฝากต้องมาที่นี่เลยนะครับ 7. เที่ยวตุรกี - เมืองอีเฟซัส (Ephesus) แผนที่ : Ephesus เมืองหลวงของโรมันในอดีต และได้รับการยกย่องว่าเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในเอเชีย เป็นเมืองโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล มีศิลปะและสถาปัตยกรรมภายในเมืองแบบกรีก–โรมัน และหากไปเที่ยวตุรกีอย่าลืมแวะไปเช็คอินที่ วิหารเทพีอาร์ทีมิส นะครับ และนี่ก็เป็น 7 แลนด์มาร์กหลักที่ไปเยือนตุรกีแล้วต้องห้ามพลาด นะครับ แต่บอกเลยว่าที่ประเทศนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่นี้แน่นอน นี่เรียกได้ว่าเป็นน้ำจิ้มเบาๆ เท่านั้นเอง แนะนำว่าต้องไปเยือนไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิตนะครับ รับรองว่าสนุกไม่รู้ลืมแน่นอน ทัวร์ครับแนะนำ !! อ่านต่อ : จัดกันมันส์ทุกทริป ! 10 ทริคเที่ยวต่างประเทศแบบประหยัด

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวฟินถิ่นโอซาก้า-เกียวโต ! เที่ยวครบเก็บหมดทุกแลนด์มาร์ก
เที่ยวฟินถิ่นโอซาก้า-เกียวโต ! เที่ยวครบเก็บหมดทุกแลนด์มาร์ก

Nov 5, 2018

วันนี้ ‘ทัวร์ครับ’ เลยใจดี จัดแพลนแบบฟินๆ เรียกได้ว่าเก็บหมดครบทุกแลนด์มาร์กในโอซาก้า มาให้ทุกคนได้ตามรอยกัน บอกเลยนอกจากโอซาก้าแล้วอาจจะมีเมืองใกล้เคียงอย่างเกียวโต ปะปนมาบ้างเนื่องจากว่าสถานที่เที่ยวไม่ค่อยไกลกันมาก ทัวร์ครับรับรองว่าทริปเที่ยวโอซาก้านี้ มีแต่ความท รงจำดีๆกลับไป อย่างแน่นอน เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 1 เริ่มต้นวันแรกกันเลย กับแลนด์มาร์กที่แรกที่ทุกๆ คนต้องไปกัน นั่นก็คือที่ วัดชิเทนโนจิ วัดเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เดินชมสวนสวยหลากหลายฤดู กับบรรยากาศสบายๆ ทั้งยังมีร้านชิลๆ หลายร้านให้ได้นั่งพักเหนื่อยกันด้วยล่ะครับ เที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ ดื่มด่ำบรรยากาศใช้เวลาช่วงเช้าไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีเหมือนกันครับ พิกัด : Shitennoji Temple หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จ เราขอชวนทุกคนไปต่อกันที่ ตึก Umeda Sky เพื่อชมวิวเมืองโอซาก้าแบบ 360 องศากันไปเลย และปิดท้ายวันด้วยการไปจบที่ 🍢 ย่านโดทงโบริ เดินสำรวจแฟชั่น และของต่างๆ ใครอดใจไม่ไหวจะช้อปปิ้งก่อนก็ได้ แต่ทัวร์ครับขอแนะนำให้เดินเซอร์เวย์เฉยๆ ก่อนดีกว่า จะได้เที่ยวได้ทั่วโดทงโบริและได้เก็บภาพบรรยากาศไปด้วยครับ พิกัด : Dotonbori เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 2 วันนี้จะพาไปชมจุดที่สวยที่สุดของโอซาก้ากัน นั่นก็คือที่ 🏯ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) นั่นเอง เราสามารถเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งชมนกชมไม้เพลินๆ ได้ค่อนวัน ก่อนจะไปต่อกับการดูฉลามวาฬที่ 🐋 Osaka Aquarium กัน แค่สองที่นี้ก็ให้เต็มที่ทั้งวันเลยครับ    เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 3 ขอยกเวลาทั้งวันให้กับ Universal Studio Japan 🎡ครับ บอกเลยว่าอยู่ที่ USJ ทั้งวันก็หมดวันจนไปที่อื่นไม่ได้แล้วล่ะครับ บางคนที่ชอบมากๆ เผลอๆ เวลาไม่พอด้วย เพราะนอกจากจะอินไปกับบรรยากาศแล้ว ก็ต้องเผื่อเวลาต่อแถวเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ด้วยนะครับ พิกัด : Universal Studio Japan เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 4 วันนี้ทัวร์ครับจะออกไปเที่ยวที่เกียวโตกันแต่ก่อนอื่นแนะนำว่าให้ไปหาของอร่อยทานที่ ย่านShinsaibashi ก่อน ที่นี่มีร้านอาหารมากมาย รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆ รอต้อนรับทุกคนอยู่ด้วย เมื่อท้องตึงแล้วเราก็ออกเดินทางไปยังเกียวโตกันเลย กว่าจะถึงก็ช่วงบ่ายแก่ๆ เลยขอแนะนำให้ตรงที่ วัดคินคะคุจิหรือวัดทอง (Kinkakuji Temple) ก่อนเลยครับ บรรยากาศในตอนเย็นย่ำ เดินเล่นเพลินๆรอบทะเลสาบ แถมได้ถ่ายรูปสวยๆ กับวัดคินคะคุจิ อีกด้วย เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 5 หากใครที่มาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีละก็ วันที่ 5 นี้จะเป็นวันที่เราได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีอย่างจุใจ ในจุดที่เรียกได้ว่า เป็นแลนด์มาร์กแห่งการชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่ๆเราพูดถึงก็คือ วัดคิโยมิสุหรือวัดน้ำใส นั่นเองครับ บอกเลยว่าชาร์จแบตกล้องมาให้พร้อม เตรียมท่าสวยๆ มาให้ดี เพราะลั่นชัตเตอร์กันสนุกสนานแน่นอน แต่บางจุดยังไม่เปิดให้ขึ้นไปชม เพราะอยู่ในช่วงซ่อมแซมปรับปรุงอยู่  พิกัด : Kiyomizu Temple พอตกบ่าย เราก็มูฟตัวเองไปอีกจุดแลนด์มาร์กของเกียวโตอย่าง ⛩ ศาลเจ้าฟูจิมิอินาริหรือศาลจิ้งจอก (Fushimi Inari Shrine) ที่มีเสาสีแดงเรียงรายอยู่นั่นเองครับ วันนี้ ทัวร์ครับแนะนำใส่เสื้อผ้าเป็นโทนสีเหลือง ครีม หรือขาว เพราะจะตัดกับฉากหลังสีแดงทั้งจากใบไม้ และจากเสาที่ศาลเจ้าได้สวยมากๆ เลยล่ะครับ เที่ยวโอซาก้า : Day 6 ตลาดนิชิกิ  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเกียวโต ห่างจากโอซาก้านิดเดียว ที่แห่งนี้มีตั้งแต่อาหารหลากหลายมาก เยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่น อาหารแบบดั้งเดิมไปจนถึงอาหารแปลกๆ และนอกจากอาหาร มาเยือนถึงเกียวโตทั้งที จะพลาดครัวของเกียวโตอย่าง 🦀 ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market )🍣  ไปได้ยังไงล่ะจริงไหมครับ ฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นี่ ก่อนจะไปต่อกันที่ ป่าไผ่ ณ เมืองอาราชิยาม่า 🎋ที่ห่างจากเกียวโตไปนิดเดียวเท่านั้น ไปเยี่ยมชมเมืองชนบทที่มีความโรแมนติกมากๆ และช่วงเย็นก็นั่งรถไฟกลับไปที่โอซาก้ากันครับ พิกัด : Nishiki Market เที่ยวโอซาก้า : Day 7 วันสุดท้ายของทริปแล้ว แนะนำว่าควรกลับไฟล์ทดึกเท่าที่จะทำได้เพื่อการเที่ยวอย่างเต็มวัน ตื่นเช้าหน่อยวันนี้ ไปเก็บตกสถานที่ๆชอบอีกสักรอบ และทุ่มเทเวลาให้กับการช้อปปิ้งไปเลย แต่อย่าไปไกลกันมากนะครับ เดี๋ยวกลับไม่ทัน แล้วอย่าลืมไปสนามบินให้ทันเวลาด้วยนะครับ   และนี่ก็เป็นแพลนโอซาก้า เกียวโต แบบคร่าวๆ 7 วัน 6 คืน สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวโอซาก้า บอกเลยว่าตามแพลนที่เราจัดให้ไป เก็บครบหมดทุกแลนด์มาร์กแน่นอนครับ ทัวร์โอซาก้า เกียวโต คลิกเลย!! แต่ถ้าหากใครกลัวทำไม่ได้ตามแพลนแล้วจะพลาดไป ‘ทัวร์ครับ’ มีอีกหนึ่งทางเลือกมาแนะนำ นั่นก็คือการไปทัวร์กับเรานั่นเอง >< บอกเลยว่าทุกแลนด์มาร์กเราจัดให้แบบไม่มีพลาด แถมยังสะดวกสบายมากๆ ด้วยครับ   อ่านต่อ : 15 ขนมญี่ปุ่นต้องซื้อ ของฝากญี่ปุ่นที่ใครๆก็ชอบ!     

อ่านเพิ่มเติม
2 เมืองสุดฮิต !! สถานที่ไฮไลท์ เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า
2 เมืองสุดฮิต !! สถานที่ไฮไลท์ เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า

Oct 30, 2018

วันนี้ ทัวร์ครับ  เลยนำสถานที่เที่ยวโตเกียวและโอซาก้ามาให้ดูกันก่อนคร่าวๆ เผื่อเป็นไอเดียในการเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งต่อไปครับ …   โตเกียว กรุงโตเกียว เมืองหลวงชื่อดังในญี่ปุ่นที่ใครๆก็ต้องรู้จัก ย่านแห่งการคมนาคมการขนส่งจุดศูนย์กลางของดินแดนอาทิตย์อุทัย เดินทางสะดวกด้วยคมนาคมที่ครอบคลุมทั้งเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวญี่ปุ่นสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายในราคาที่ไม่แพง ใครที่พาคุณแม่หรือลูกๆมาเที่ยวญี่ปุ่น หมดกังวลเรื่องการเดินทางไปได้เลย แต่ถ้ามาแบบวางแผนเที่ยวเองก็ต้องขยันวางแผนหน่อยนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีการคมนาคมที่สะดวก แต่เราก็ยังต้องสู้กับความเหนื่อยในการเดินไปยังสถานีต่างๆและการดูแผนที่ในการท่องเที่ยวไปพร้อมๆกัน   โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)   โตเกียวทาวเวอร์ แลนด์มาร์กยอดนิยมของโตเกียว สัญลักษณ์ของเมือง สำหรับใครที่มาครั้งแรกอย่าพลาดที่จะมาถ่ายรูปกับโตเกียวทาวน์เวอร์กันครับ ซึ่งหอคอยโตเกียวแห่งนี้มีเปิดให้นักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนที่สามารถดูได้แบบ 360 องศาเลยล่ะ เปิดทุกวัน เวลา 9:00 - 22:00 น. หรือใครอยากซื้อของฝาก ในโตเกียวทาวน์เวอร์ก็มีร้านของที่ระลึกด้วยนะครับ เป็นแลนด์มาร์กแรกที่น่าไปสุดๆ พิกัด : 4 Chome-2-8 Shibakoen, Minato, Tokyo 105-0011, Japan ค่าเข้าชม : Main observatory  900 เยน และ Special observatory  700 เยน ย่านชินจูกุ (Shinjuku) & ย่านชิบูย่า (Shibuya) ย่านชินจูกุ & ย่านชิบูย่า แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว ซึ่งห่างกันเพียงสถานีเดียว ย่านที่สายช้อปปิ้งห้ามพลาด !!! ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างแดนหรือชาวญี่ปุ่นต่างก็มาช้อปกันที่นี่ 2 ย่านนี้ ถือว่าเป็นย่านที่คนคึกคักมากที่สุด ศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า และเป็นแหล่งสินค้าแบรนด์ชั้นนำอีกด้วย หมู่บ้านโอชิโนะฮัคไค (Oshino Hakkai) หมู่บ้านโอชิโนะฮัคไค หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับ ทะเลสาบยามานาคาโกะ สถานที่ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำทั้ง 5 และยังมีแบล็คกราวด์เป็นภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย  ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปดื่มน้ำที่นี่ เพราะเค้าว่ากันว่าบ่อน้ำในหมู่บ้านโอชิโนะฮัคไคนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครได้ดื่มก็จะมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าใครที่ไม่รู้ว่าจะพาแม่ไปเที่ยวไหนดี ก็อย่าลืมมาที่หมู่บ้านน้ำใสแห่งนี้กันนะครับ วัดนาริตะ (Naritasan Shinshoji Temple) วัดนาริตะ วัดศาสนาพุทธชื่อดังในนาริตะ วัดใหญ่ที่สุดในเขตคันโต เป็นวัด 3 อันดับแรกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะมากที่สุด แถมวัดนาริตะยังตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนาริตะ เราสามารถเดินทางไปวัดนาริตะได้ง่ายๆจากสนามบิน โดยภายในวัด เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามอันแสดงออกถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และยังมีเครื่องรางขอพรเรื่องโชคลาภต่างๆมากมาย รวมทั้งสินค้าที่ระลึกต่างๆ บริเวณรอบๆวัด ย่านกินซ่า (Ginza) กินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตในญี่ปุ่น ย่านช็อปปิ้งระดับไฮเอนด์ เหมาะสำหรับครอบครัวสาบช้อปเป็นที่สุด  แต่เดี๋ยวก่อน ย่านกินซ่าเป็นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในที่ดินราคาแพงที่สุดในญี่ปุ่น จึงทำให้ร้านค้าร้านอาหารแถวนี้ราคาแพงสุดๆไปเลยล่ะครับ ต้องพกเงินไปหนาๆกันหน่อย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอางระดับไฮเอนด์และสินค้าแฟชั่นแบรนด์ชั่นนำต่างๆก็มารวมอยู่ในย่านนี้ด้วยยย แม่น้ำเมกุโระ (Meguro) แม่น้ำเมกุโระ จุดชมดอกซากุระที่โด่งดังที่สุดในโตเกียว เพราะตลอดสองฝั่งทางของแม่น้ำเมกุโระนั้นเต็มไปด้วยต้นซากุระถึง 830 ต้น !!  และชมได้ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน สามารถเดินจากสถานี Naka-Meguro Station ประมาณ 10 นาทีครับ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) ทะเลสาบคาวากูจิโกะ สถานที่เที่ยวรอบๆโตเกียวครับ และเป็นหนึ่งสถานที่ที่คนไปเที่ยวโตเกียวก็จะไม่พลาดที่จะมาเที่ยวที่ทะเลสาบคาวากูจิโกะ ชมวิวแนวธรรมชาติตามจุดต่างๆ ด้วยความที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ จึงเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดมากกกกกกกก แนะนำช่วงซากุระและช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยมากๆ กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าชมวิว ล่องเรือในทะเลสาบคาวากูจิโกะ อุทยานแห่งชาติฮาโกเน่ (Hakone) ฮาโกเน่ เมืองในเขตอาชิงาราชิโมะ ประเทศญี่ปุ่น บอกเลยว่าที่นี่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ชักชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติต่างเดินทางมาฮาโกเน่เพื่อพักผ่อนตามรีสอร์ทและสปาที่อยู่รอบอุทยาน ไฮไลท์คือ ไปชิมไข่ดำ นั่นเอง อ่านต่อ : กินแหลก..ตัวแตกที่โตเกียว !! 9 ร้านอาหารห้ามพลาด ณ กรุงโตเกียว โอซาก้า "โอซาก้า" แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของการเที่ยวญี่ปุ่นรองจากโตเกียว ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายและขึ้นชื่อเรื่องอาหารอย่างทาโกะยากิ โอซาก้าอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทางโตเกียว ซึ่งเราสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงโอซาก้าได้ ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง เท่านั้น ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มาเริ่มกันที่จุดไฮไลท์ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะทัวร์หรือเที่ยวเอง นั่นคือ ปราสาทโอซาก้า  นั่นเอง แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวที่มาชมความสวยงามของปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ ปราสาทโอซาก้าได้รับตั้งให้เป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แถมตั้งอยู่ใจกลางเมืองโอซาก้า เมื่อถึงช่วงดอกซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี ที่ปราสาทโอซาก้านี้ก็จะมีวิวที่สวยงามตามสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปตามฤดู นอกจากนี้ในช่วงกลางคืนก็จะมีจัดไลท์อัพ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมกันได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน Universal Studios Japan คงเป็นไปไม่ได้ว่าคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นโตเกียว-โอซาก้า นั้น จะไม่รู้จักสวนสนุกชื่อดัง อย่าง ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน สวนสนุกที่เป็นที่นิยมมากที่สุดเป็นอันสองของญี่ปุ่น(รองจากโตเกียวดิสนีย์แลนด์) ที่นักท่องเที่ยวนั้นหลั่งไหลกันมาเพื่อมาเที่ยวสวนสนุกแห่งนี้ให้ได้สักครั้ง ยิ่งเป็นสาวกแฮร์รี่พอทเตอร์และเหล่าสมุนมินเนี่ยนก็อย่าพลาดที่จะมาเที่ยวยูนิเวอร์แซลแจแปนกันนะครับ ส่วนการเดินทางไป Universal Studios Japan นั้นไม่ยาก ถ้าจากสถานีโอซาก้านั่งรถไฟ Osaka Loop Line ไปลงสถานี NISHIKUJO ก็ถึงเลยครับ ย่านชินเซไค (Shinsekai) ย่านชินเซไค แลนด์มาร์กอีกที่หนึ่งของโอซาก้าสถานที่แห่งการช้อปปิ้ง และยังมีหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku) ที่เป็นสถานที่เที่ยวหนึ่งในสัญลักษณ์ของที่ชินเซไคอีกด้วย นอกจากจะช้อปปิ้งแล้ว เรื่องอาหารก็ไม่แพ้ใครเลยครับ แหล่งรวมร้านกินดื่มสำหรับคนญี่ปุ่นและแถวๆนี้ยังมีร้านขายของที่ระลีกให้เลือกช็อปปิ้งกันอีกหลายร้าน  ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า ก็อย่าลืมแวะมาที่นี่กันน้าา ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ย่านโดทงโบริ ย่านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของโอซาก้า ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ร้านของฝาก บอกเลยว่าเดินเพลิน ช้อปกระจาย และที่นี่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่น หากมาย่านโดทงโบริแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปที่ระลึกกับป้ายกูลิโกะมาอวดกันด้วยนะครับ    จบแล้วกับทริปญี่ปุ่นโตเกียวโอซาก้า เที่ยวสะดวก อาหารอร่อย ช้อปปิ้งกันเพลินๆ ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์มเลยว่าไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ !! และเป็นอีกหลายเหตุผลว่าทำไมคนไทยถึงนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน.. ถ้ามีโอกาสลองไปเที่ยวญี่ปุ่นกันให้ได้สักครั้งรับรองว่ามีครั้ง 2 3 4 ตามมาแน่นอนนน    อ่านต่อ : 7 ร้านอาหาร โอซาก้า ถูก และ ดี ไปเที่ยวโอซาก้าต้องลอง!  

อ่านเพิ่มเติม
กระทู้เด็ด Pantip! รีวิวเที่ยวทัวร์จีนครั้งแรก ก็เจอดี
กระทู้เด็ด Pantip! รีวิวเที่ยวทัวร์จีนครั้งแรก ก็เจอดี

Oct 18, 2018

        เรียกได้ว่าตอนนี้กระแสการไปเที่ยว จีน (China) กำลังมาแรงในหมู่สายเที่ยวชาวไทย แต่ทัวร์ครับเชื่อว่าหลายท่านที่ยังไม่เคยไป อาจจะสงสัยว่าประเทศจีนนั้นมีดีอะไร ? ทำไมเดี๋ยวนี้คนไทยถึงชอบไปเที่ยวจีนกันอย่างคึกคัก วันนี้ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปติดตาม เรื่องราวของคุณ กุเดทามะ ข้าเลือกเจ้า! เจ้าของกระทู้เด็ดจาก Pantip กับเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนผู้ที่มีพลังงานหลักของชีวิตคือการออกไปเที่ยว และด้วยความตั้งใจในชีวิตที่อยากไปสัมผัส สุสานจิ๋นซีให้ได้สักครั้งในชีวิต จึงเลือกไปเที่ยวซีอาน ดินแดนต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ของจีน แค่เริ่มต้นก็น่าสนใจขนาดนี้ ทัวร์ครับว่าเราไปอ่านเรื่องราวการ ' เจอดี ' ของคุณ กุเดทามะ ข้าเลือกเจ้า! กันเลยครับ...         เรื่องราวเริ่มต้นกลางเดือนพฤษภาคม เมื่อมนุษย์เงินเดือนเลือกจะไปเติมพลังชีวิตที่ ซีอาน เพื่อไปวิ่งตามความฝันคือการไป เยือน สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ โดยเราเลือกจะไปกับทัวร์จีน เพราะว่าไม่เคยมีประสบการณ์การเที่ยวในจีนมาก่อน บวกกับความยุ่งยากในการขอวีซ่า ซึ่งการไปทัวร์จีนจะเป็นการขอวีซ่าแบบกรุ๊ป เราไม่ต้องไปเอง แต่ส่งสำเนาพาสปอตก็ทำได้แล้ว ง่ายมากๆ แน่นอนว่าการไปเที่ยวซีอานครั้งนี้ เราพกความตื่นเต้นไปเต็มอก เพราะเราต้องไปคนเดียว (ถึงแม้จะมีผู้ร่วมทริปอื่นๆด้วยก็เถอะ) แต่ใจมันบอกว่าใช่ ก็ต้องไปสิครับท่านผู้ชม.. ถ้างั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าทัวร์จีน ซีอานของเราครั้งนี้ ไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้าง  วัดฝ่าเหมิน (Famen Temple)        เป็นที่ตั้งของพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกข้อนิ้วของพระพุทธเจ้า ซึ่ง วัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนวัดเก่า และส่วนที่สร้างใหม่ค่ะ วัดใหม่ : ก็จะอลังการนิดนึง มีแต่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นวัดที่อลังการเว่อร์วังมากค่ะ วัดเก่า : เป็นวัดฝ่าเหมินดั้งเดิมที่มีอายุมากกว่า 1000 ปี โดยเราจะได้เห็นเจดีย์ตั้งเด่นเป็นสง่า เจดีย์แห่งนี้แหละค่ะ คือไฮไลท์เด็ดของที่นี่ เพราะด้านใต้ฐานเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของกระดูกนิ้วของพระพุทธเจ้านั่นเอง     ศาลเจ้าฝูชี (Xi Huang Gu Li Shrine)        แวะ ขอพรเรื่องสุขภาพ ที่ ศาลเจ้าฝูชี ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นกลุ่มบรรพบุรุษของคนจีนที่เข้ามาตั้งรกราก จึงให้การเคารพบูชา และว่ากันว่าหากขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ก็จะสมปรารถนาค่ะ ม่ายจีซาน (Majishan)        ภูเขาที่มีรูปสลักของพระพุทธรูป ซึ่งถือศิลปะกรรมที่ยิ่งใหญ่ ถูกสร้างมานานกว่าหลายพันปี มาเที่ยวที่นี่ต้องพกความฟิตมาด้วยนะคะ เพราะเราต้องค่อยๆปีนบันไดขึ้นไปชมความงามของหินสลักอย่างใกล้ชิด วะฮะฮ่าา...ในที่สุดก็จะได้ไปเยือนสุสานจิ๋นซีกันแล้วว บอกเลยว่าเราตื่นเต้นมากๆ  การเดินทางไปสุสาน เราต้องนั่งรถออกจากตัวเมืองสักหน่อยค่ะ  แต่ว่าไม่นานเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่เราตั้งตารอคอย... สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ (Terracotta Warriors)        ด้านหน้าของ สุสานจิ๋นซี เราก็เห็นนักท่องเที่ยวชาวจีนมากมายเต็มไปหมด ยิ่งถ้าหากเป็นช่วงตรุษจีน คนจะยิ่งเยอะเป็นทวีคูณไปอีกค่ะ            เคยได้ยินมาว่าหน้าตาแต่ละตัวจะไม่เหมือนกันเลย เลยจะมาคอนเฟิร์มว่า “ เรื่องจริงค่ะ ” เราไปนั่งเพ่งมา ไม่เหมือนกันเลยสักตัว แล้วแบบเป็นพันๆตัว ซึ่งถูกสร้างมานานกว่า 2000 พันปีแล้ว คือมันอลังการมากอ่ะ เราแบบอึ้งไปเลย แล้วคือหลุมใหญ่มากกก...และนี่คือส่วนเล็กๆจากขนาดสุสานทั้งหมดนะคะ ลองคิดดูว่าขนาดจริงๆจะใหญ่แค่ไหนกัน ?          นี่เป็น เจอดีที่เราได้เจอ เราไม่เคยคิดเลยว่าของจริงมันจะอลังการขนาดนี้ คือเรารู้สึกเสียดายมาก ที่สมัยก่อนเรากลัวการมาเที่ยวจีน เพราะเรื่องห้องน้ำ เรื่องคนจีน เพราะสิ่งที่เราได้เจอนั้นมันทำให้เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไปเลยค่ะ เพราะมันเป็น " หนึ่งในมรดกโลกที่มันสุดจริงๆ " กำแพงเมืองซีอาน (Xi'an City Wall)          กำแพงซีอานนั้นเป็น ป้อมปราการที่มีความแข็งแรงมาก ถูกสร้างในสมัยราชวงศ์ชิง คอยป้องกันข้าศึกที่มาบุกเมืองซีอาน โดยรอบๆกำแพงจะมีคูเมืองอยู่ ในสมัยก่อนในคูเมืองจะมีการเลี้ยงจระเข้ และก็ติดตั้งกับดักไว้มากมาย  เจดีย์วัดห่านป่าใหญ่ (Gian Wild Goose Pagoda)          หรือวัดพระถังซัมจั๋งที่คนไทยเรียกกัน แค่เห็นรูปปั้นพระถังซัมจั๋งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดก็แสดงว่ามาไม่ผิดที่แน่นอน โดยก่อนที่พระถังซัมจังจะออกเดินทางไปยังชมพูทวีป ท่านเคยบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดห่านป่าใหญ่แห่งนี้ ซึ่ง มีเจดีย์ขนาด 7 ชั้นตั้งตระง่านอยู่กลางวัด เดิมทีนั้นมีถึง 10 ชั้น แต่หลังจากโดนแผ่นดินไหว ก็พังทลายมาเหลือเพียง 7 ชั้น และถ้าสังเกตดีดีจะเห็นเจดีย์จะมีความเอียงหน่อยๆ  (แต่ไม่ถึงขนาดหอเอนปิซ่านะคะ) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากแผ่นดินไหวนั่นเองค่ะ หอระฆังซีอาน (Drum Towe Of Xi'an)          น่าเสียดายที่ฝนตกค่อนข้างหนัก จึงได้เพียงแค่ยืนมองจากอีกฝั่งเท่านั้น แต่ก็ได้รูปสวยๆติดไม้ติดมือกลับมานะ อิอิ         การมาเที่ยวจีนครั้งแรก และมาแบบฉายเดี่ยวครั้งนี้ มันทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่าการมาเที่ยวจีนจะต้องเป็นกลุ่มคนที่มีอายุเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว วัยรุ่นอย่างเราก็เที่ยวจีน ได้ แล้วก็ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดในตอนแรกเลย เป็นอะไรที่เกินคาดมาก “ ที่บอกว่าเจอดี ก็คือเจอแต่ของดีๆ ที่เที่ยวดีๆ ทั้งนั้น ” อยากให้หลายคนเปิดใจลองมาเที่ยวจีนกันดูนะคะ อาจจะไม่ได้มีระเบียบเนี๊ยบขนาดญี่ปุ่น แต่ก็คือมันไม่ได้แย่อย่างที่เราเคยได้ยินเลยจริงๆ แถมสะอาด และเรียบร้อยกว่าบ้านเราซะอีก         สรุปของสรุป ใครที่อยากไปเที่ยวจีน หรือวัยรุ่นบางคนที่คิดว่าประเทศจีน ไม่ใช่ที่เที่ยวของวัยรุ่น  อยากให้ลองเปิดใจแล้วมาเที่ยวดู เพราะว่ามันดีค่ะ ส่วนเรื่อง วีซ่า ถ้าไปเที่ยวกับทัวร์ส่วนใหญ่จะเป็นวีซ่าแบบกรุ๊ปซึ่งสะดวกมากๆเลย เพราะเพียงแค่ส่งสำเนาพาสปอตให้บริษัททัวร์เท่านั้น ก็ไปเที่ยวจีนได้แล้ว อีกข้อดีของการมาทัวร์จีนครั้งนี้ คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่เที่ยวจีนต่างๆ เพราะไกด์จะคอยเล่าประวัติความเป็นมาที่น่าสนให้ฟังในทุกสถานที่ที่ไป ทำให้เราอินและสนุกกับการเที่ยวมากยิ่งขึ้นค่ะ         ทั้งหมดนี่ก็เป็นเรื่องราวย่อๆของคุณ กุเดทามะ ข้าเลือกเจ้า! ซึ่งทัวร์ครับได้ไปขออนุญาตเจ้าของกระทู้มาเรียบร้อยแล้วครับ ต้อง ขอขอบคุณ คุณ กุเดทามะ ข้าเลือกเจ้า! อีกครั้งที่ไว้ใจและเลือกใช้บริการทัวร์จีนจากทัวร์ครับ ในการมอบประสบการณ์และสิ่งดีดีครั้งนี้ รวมถึงอนุญาตให้เรานำประสบการณ์สุดประทับใจมาแบ่งปันกัน จริงๆแล้วยังมีเรื่องราวน่าสนใจอีกหลายอย่างอยู่ในกระทู้  หากใครอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมก็สามารถคลิกไปอ่านกันได้ครับ รับรองว่าอ่านเพลินกันแน่นอน!   >>>[CR] (CR) เที่ยวจีนกับทัวร์จีนครั้งแรก ก็เจอดี!<<<    

อ่านเพิ่มเติม
รีวิว เที่ยวเซบู “ ไปให้รู้ว่า เซบูมันดียังไง ? ” 🐋
รีวิว เที่ยวเซบู “ ไปให้รู้ว่า เซบูมันดียังไง ? ” 🐋

Oct 16, 2018

        หากใครเป็นสายเที่ยวที่ชื่นชอบติดตามบล็อกเกอร์แนวท่องเที่ยวใน Social Media อาจได้ยิน หรือเห็นภาพความสวยงามของ เซบู (Cebu) 1 ใน 7,641 เกาะของประเทศฟิลิปินส์ (Philiphines) ซึ่งหลายคนรู้จักเซบูจากไฮไลท์สุดเด็ดของที่นี่ก็คือ ฝูงน้องฉลามวาฬอันเป็นมิตร แต่ภายใต้ความอลังการของธรรมชาติ เซบูยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยวันนี้ทัวร์ครับมีรีวิวความประทับใจ จาก คุณ Omega ซึ่งเคยมาแบ่งปันเรื่องราวโครเอเชียกับเรามาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมกับเรื่องราวความสนุกสนาน สุดตื่นเต้น ของทริปทัวร์เซบู ซึ่งจะสนุกสนานขนาดไหนนั้น ตามไปอ่านเรื่องราวที่เธอขอแชร์ให้คนชอบเที่ยวได้อ่านกันเพื่อเป็นข้อมูลเตรียมตัวก่อนเดินทางไปเมืองเซบู ส่วนจะอะไร อย่างไรกันบ้างไป ตามไปอ่านกันเลยครับ…         การเริ่มต้นของทริปทัวร์เซบู... เกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ของการทำงานที่ร่างกายเริ่มจะเหนื่อยล้าของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ที่บังเอิญได้เห็นโฆษณาทัวร์เซบูจากทัวร์ครับ ผ่านตาขณะที่กำลังนั่งสไลด์มือถือ คนชอบเที่ยวรออะไรคะ รีบขอรายละเอียดแบบด่วนๆ เพราะใจมันบอกว่าใช่ บวกกับ Free Visa สำหรับคนไทย 30 วัน จึงตกลงปลงใจไปแบบไม่ต้องคิด See You Soon, CEBU!          ถึงแม้ใจบอกว่าไปแต่ก่อนจะเริ่มทริปทัวร์เซบู เราก็ต้องไม่พลาดศึกษาข้อมูลเซบูติดตัวเอาไว้นิดนึงน๊า ซึ่ง เซบู (Cebu) เป็น เกาะขนาดใหญ่ซึ่งถูกรายล้อมด้วยเกาะเล็กๆอีก 167 เกาะ อดีตเคยเป็นเมืองท่าสำคัญ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม และยังเป็น เมืองหลวงแห่งแรกของฟิลิปปินส์ อีกด้วย บวกกับการตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ จึงมีสมญานามว่า Queen City of the South หรือ นครราชินีแห่งแดนใต้ โอวววว...ยิ่งใหญ่สุดๆไปเลย ส่วนค่าเงินที่ฟิลิปปินส์ใช้ เงินสกุล เปโซ (PHP) 100 เปโซก็ประมาณ 60-70 บาทไทย ถือว่าไม่แพงจนเกินไปค่ะ รู้เรื่องราวของเซบูกันไปคร่าวๆแล้ว เราไปเริ่มเรื่องราวของทริปเซบูกันดีกว่า            การเดินทางเริ่มต้นจาก สนามบินสุวรรณภูมิ คราวนี้ ลัดฟ้าด้วยสายการบิน Philippine Airlines ที่เพิ่งจะเปิด เส้นทางบินตรงกรุงเทพ - เซบู มาสดๆร้อน เราจึงไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องที่มะนิลาเหมือนแต่ก่อน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินประจำเกาะเซบู ชื่อว่า ( Mactan–Cebu International Airport ) หลังจากเราผ่านด่านตรวจทุกอย่างเรียบร้อย ต้องไม่ลืมการปรับเวลาให้ตรงตามเวลาท้องถิ่นซึ่งฟิลิปปินส์จะเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง         เมื่อเสร็จกระบวนการเข้าเมือง เราก็ขึ้นรถบัสกันต่อ ตลอดเส้นทางเราสามารถสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมภายในเซบูที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสเมื่อสมัยเข้ามายึดครองเป็นเมืองขึ้นนั่นเองค่ะ นั่งรถกันไม่นานเราก็มาถึงที่แรก จุดเริ่มต้นตะลอนทัวร์เซบูสุดฮิต อย่าง อนุสาวรีย์มรดกแห่ง CEBU (The Heritage of Cebu Monument)           อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ ที่บอก เล่าเรื่องราวสำคัญความเป็นมาในแต่ละยุคของเซบู โดยเป็นเรื่อของการทำสงครามระหว่างชนเผ่าพื้นเมือง และชาวตะวันตกบนเกาะของ ลาปูลาปู (Lapu-Lapu) และ เฟอร์ดินาน แมกเจลเลน (Ferdinand Magellen) ไม้กางเขนโบราณแมกเจลเลน (Magellen’s Cross)           วิหารแปดเหลี่ยมขนาดเล็ก อายุกว่า 485 ปี ภายในมีไม้กางเขนโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของเซบู ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของศาสนาคริสต์ภายในเซบู ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันค่ะ  มหาวิหารมินอเร เดล ซานโตนีโญ (Basilica del Santo Niño)         ต่อด้วย โบสถ์คาธอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นที่เคารพนับถือของคนเซบูเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่มีข้อห้ามไม่ให้ถ่ายรูป เราจึงไม่มีภาพถ่ายภายในมาแชร์ในวันนี้ค่ะ  ป้อมปราการซานเปโดร (Fort San Pedro)         ป้อมหินอายุกว่าร้อยปีที่ใน อดีตเคยเป็นฐานทัพของทหารสเปน คอยปกป้องภัยอันตรายคุกคามในสมัยที่โจรสลัดชุกชุม วัดลัทธิเต๋า (TAOIST)           นอกจากโบสถ์คริสต์แล้ว บนเกาะเซบูยังมี วัดลัทธิเต๋าสไตล์จีน ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเกาะเซบูช่วงปี พ.ศ 2515 โดยทางเข้าวัดได้จำลองให้เหมือนกำแพงเมืองจีน ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเซบูได้แบบเต็มอิ่ม            ปิดท้ายวันที่หนึ่งบน Cebu ด้วยการข้ามยังเกาะ Mactan ที่อยู่ไม่ห่างจาก CEBU มาก เพื่อไปเยี่ยมชมเมืองลาปูลาปู (Lapu Lapu) เมืองที่ตั้งตามชื่อของวีรบุรุษแห่งเซบู หัวหน้าเผ่าพื้นเมืองที่ได้นำกองกำลังต่อต้านขัดขวางการรุกรานของสเปน เพื่อหยุดยั้งการแผ่อิทธิพลของสเปนในฟิลิปปินส์ได้นานถึง 40 ปี โดยจุดที่เป็นสมรภูมิรบนั้นที่ตั้ง อนุเสาวรีย์ Magellen Shrine นักสำรวจชาวโปรตุเกสคนสำคัญ ไม่ไกลจากกันก็เป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์ลาปูลาปู (Statue of Lapu-Lapu) ซึ่งถูกออกแบบให้กำลังถือโล่และดาบพร้อมออกศึกเพื่อเป็นการสดุดีความกล้าหาญของเขาในอดีต แล้วก็จบวันแรกของทริปทัวร์เซบู ก่อนจะเจอกับสิ่งที่ตั้งตารอคอยมาอย่างยาวนาน และถือว่าเป็นไฮไลท์เด็ดสุดของทริปนี้ก็คือการไปหา น้องฉลามวาฬ นั่นเอง...   วันที่ 2 : DAY 2         และแล้วก็เข้าสู่วันที่ 2 ของทริปเซบู กับความใฝ่ฝันที่ตั้งตารอคอยของทุกคนในทริป คือการได้ว่ายน้ำกับ น้องฉลามวาฬ อย่างใกล้ชิดนั่นเอง แต่ว่า!! ด้วย ความโชคไม่ดีของเราที่ “ พี่ไต้ฝุ่นมังคุด ” ได้ติดตามเรามาเที่ยวเซบูด้วยเหมือนกัน และถึงแม้ว่าพี่มังคุดจะเคลื่อนตัวผ่านไปแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวตามกฏของที่นี่ ทางการฟิลิปปินส์จึงแจ้งปิดชายหาดและระงับการเดินเรือทุกประเภทไปในทุกหมู่เกาะ จากฝันที่ได้ดำน้ำกับฉลามวาฬ จึงเหลือเป็นว่ายน้ำในสระว่ายน้ำของโรงแรมแทน แน่นอนว่าเราเข้าใจเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน และ ถึงแม้จะมีความโชคไม่ดีเบาๆเข้ามาแทรก แต่ทริปนี้เรามากับ      “ ทัวร์ครับ ” ที่ทำให้รู้ว่าการมาทัวร์ก็ดีเช่นนี้นี่เอง เพราะทางทัวร์สามารถ จัดการ และหากิจกรรมใหม่มาทดแทนทันที โดยกิจกรรมที่มาทดแทนนั้น บอกเลยว่าเด็ดไม่แพ้กัน เพราะมันคือ ทริปตะลุยยอดตึกสูง วัดใจ ที่ทำให้รู้ว่า “ หัวใจฉันยังแข็งแรง ” กับประสบการณ์ท่องนครแห่งนี้ครั้งแรกกับ “ ทัวร์ครับ ” ก่อนจะไปทำกิจกรรมให้เลือดสูบฉีดหัวใจ เราก็ต้องเติมพลังงานกันสักหน่อย กับอาหารจีนที่รสชาติจัดจ้าน ครบเครื่องด้พร้อมต่อสู้ทุกความเสียว            อิ่มท้องกันแล้ว ก็ได้เวลาโยกย้ายตัวเองขึ้นไปบน ชั้นที่ 38 ของตึกสูงในเซบู เพื่อพบกับกิจกรรมลอยฟ้า (Sky Experience Adventure) โดยเราสามารถเลือกเล่นได้ 2 กิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น   Skywalk Extreme           ทางเดินลอยฟ้าบนชั้นที่ 39 พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่หัวจรดเท้า ตลอดเส้นทางจะมีพนักงานคอยดูแลความปลอดภัยตลอดและเพื่อความปลอดภัย เราไม่สามารถนำกล้องติดตัวไปได้  แต่จะมีกล้องของอาคารในแต่ละจุดให้เราได้ถ่ายรูปคูลๆ แบบขาสั่นๆเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยล่ะค่ะ Tower Zip         ซิปไลน์สุดหวาดเสียวที่เชื่อมระหว่างอาคาร 2 ฝั่ง แค่ขึ้นไปถึงขาก็สั่นแล้วจ้า ไม่ต้องพูดถึงตอนอยู่กลางอากาศหัวใจสูบฉีดเลือดกันปรู๊ดปร๊าด ปรู๊ดปร๊าดเลยทีเดียว Edge Coaster           อีกหนึ่งกิจกรรมวัดใจกับการนั่ง Roller Coaster บนชั้น 38 ที่นอกจากจะตื่นเต้น หวาดเสียวแล้ว เรายังได้เห็นวิวเมืองเซบู แบบเต็มๆตาทั้งอาคาร บ้านเรือน ภูเขา ทะเล แม่น้ำ บอกเลยว่าทั้งเสียวทั้งสวยเลยล่ะค่ะ           ถึงแม้ว่าจะเป็นแผนเที่ยวสำรอง แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆค่ะ ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจกับการบริการของทัวร์มากขึ้นไปอีก เสียพลังงานกับความหวาดเสียวกันไปเยอะแล้วก็ถึงเวลาเติมพลังด้วย บุฟเฟต์ชาบู สไตล์เซบู ใครจะรู้ว่าชาบูเซบูจะเด็ดดวงขนาดนี้ หลังจากจุ่มชาบูกันจนพุงกาง ก็ปิดท้ายวันที่ 2 ด้วยการ ชมโชว์ Amazing Cebu การแสดงที่ถือว่าทำได้ดี ปิดฉากความประทับใจได้อย่างดี สำหรับกิจกรรมแผนสำรองในวันที่ 2 นี้ วันที่ 3 : LAST DAY         และก็เข้าสู่วันสุดท้ายของทริปทัวร์เซบูของเรา ตื่นเช้ามากับบรรยากาศท้องฟ้าสดใส ปลอดโปร่ง และทะเลสงบ เป็นสัญญานที่ดี บ่งบอกว่าวันนี้เราจะได้ไปเจอกับเหล่าน้องฉลามวาม ที่เรารอคอยกันมาหลายวัน ซึ่งเราต้องนั่งรถตู้จากตัวเมืองเซบูไปทางตอนใต้เพื่อไปยัง เมืองออสล็อบ (Oslop) ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ถืออีกเมืองท่องเที่ยวฟิลิปปินส์อันโด่งดัง เพราะเป็น ที่อยู่ของเหล่าน้องฉลามวาฬ พระเอกของทริปนี้ โดยการจะดำน้ำกับเหล่าน้องฉลามวาฬนั้น นักท่องเที่ยวต้องงดทาโลชั่น ครีมกันแดด เพื่อไม่เป็นรบกวนธรรมชาติ รวมถึงทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพและสวมใส่สน็อกเกิ้ลกันคนละชุด ก่อนนั่งเรือออกไปจากชายหาด ใช้เวลาประมาณเพียง 3 นาที ก็ถึงจุดดำน้ำ เพื่อชมฉลามวาฬตัวโตๆกันแล้ว บอกเลยว่าตื่นเต้นมากๆ เห็นในรูปมาก็บ่อย แต่พอได้มาเจอตัวจริงก็อดจะตื่นเต้นไม่ได้ แน่นอนว่าเราไม่ลืมพกกล้องกันน้ำเพื่อบันทึกประสบการณ์สุดตื่นเต้นครั้งนี้           เราสามารถ ดำน้ำเข้าชมเหล่างฝูงฉลามวาฬได้แบบใกล้ชิด เพราะน้องๆเป็นมิตรกับคนมากๆ ซึ่งมีข้อแม้ว่าไม่อนุญาตให้อาหารหรือสัมผัสกับตัวปลาฉลามวาฬ (ถ้าหากสัมผัสน้องก็จะมีค่าปรับ 10,000 PHP นะคะ) เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจสุดๆ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ อยากบอกต่อให้หลายคนได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะ " มันคุ้มค่าและมีความหมายกับชีวิตมาก " เลยทีเดียวค่ะ ทริปทัวร์เซบูของเราในครั้งนี้ถือว่าสำเร็จแล้ว!          หลังจากว่ายน้ำกับน้องฉลามวาฬกันจนเต็มอิ่ม เราก็มุ่งหน้าไปยัง น้ำตก Tumalog Falls ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมากนักแค่ 15 นาที ก่อนจะต้องแว๊นมอเตอร์ไซต์ขึ้นลงเนินให้หัวใจเต้นแรงกันอีกครั้ง เพื่อไปยังด้านในของน้ำตก ซึ่งน้ำตกแห่งนี้เป็น น้ำตกขนาดใหญ่สุดอลังการ น้ำข้างล่างเป็นสีฟ้าสดกิ๊ง สามารถลงไปว่ายน้ำหรือจะไปนั่งแช่เท้าสบายๆก็ได้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์สุดๆ เพราะเพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานนั่นเองค่ะ           หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาแวะกลับเข้าเมืองแวะช้อปปิ้งซื้อ ของฝากขึ้นชื่อ อย่าง “ มะม่วงอบแห้ง Cebu ” ที่เขาล่ำลือกันว่าเป็นของฝากต้องซื้อเมื่อมาเที่ยวฟิลิปปินส์ หลังจากได้เที่ยวเซบูสไตล์ทัวร์ๆ ขอยืนยันเลยค่ะว่า " การมากับทัวร์นั้นใช้เงินน้อยที่สุดเพราะครบจบทุกเรื่องตั้งแต่ ตั๋วเครื่องบิน อาหารอร่อยๆ การเดินทางสะดวกสบาย ที่พักดีดี แหล่งท่องเที่ยวสุดประทับใจ ประสบการณ์ที่ดีพูดง่ายๆก็คือ  เที่ยวสบาย เที่ยวง่าย เที่ยวสนุก ”          ถึงแม้จะเป็นทริปที่มีอุปสรรคเล็กๆน้อยมาช่วยเพิ่มรสชาติบ้าง แต่ด้วยการดูแลอย่างเต็มจากทัวร์ครับเราก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับแผนการเดินทางที่ปรับเปลี่ยนครั้งนี้ แต่กลับได้ความประทับใจ ความสนุก ความสุข ที่ช่วยชาร์จแบตเตอร์รี่ร่างกายให้เต็ม 100% ก่อนเมืองไทยอย่างมีความสุข อัดแน่นด้วยความประทับใจ         สุดท้ายนี้ขอบคุณ “ ทัวร์ครับ ” เว็ปไซต์ที่รวบรวมแพ็คเก็จมากที่สุดจริงๆ และบังเอิญส่งแพ็คเกจทัวร์เซบูขึ้นมาในวันนั้น เป็นอีกหนึ่งทริปในชีวิตที่ประทับใจสุดๆ และขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่แบ่งปันภาพถ่ายสวยๆ และช่วงเวลาดีดีที่เซบูด้วยกัน ทำให้การไปเที่ยวเซบูครั้งนี้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น ก่อนจากกันขอคอนเฟิร์มว่า หาทัวร์ต้องทัวร์ครับ  รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ Omega September, 2018

อ่านเพิ่มเติม
รวม 7 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน ไปดูกัน !!
รวม 7 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน ไปดูกัน !!

Oct 16, 2018

มาดูกันว่า แต่ละประเทศมีช่วง High season ที่น่าสนใจอะไรบ้าง ทัวร์ครับ รวบรวมมาให้แล้ว !!   🍁 1. เที่ยวญี่ปุ่น - ใบไม้เปลี่ยนสี 🍂  พิกัด : Japan ประเทศแรกมาเริ่มกันที่ญี่ปุ่น ประเทศในใจที่คนไทยหลงรัก ซึ่ง ทัวร์ครับ เลยมาแนะนำว่า หากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้าไม่ไปสัมผัสหิมะตก อากาศหนาว ก็มีช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละครับ ที่ถือว่าเป็น High season ของที่ญี่ปุ่นเลย เพราะใบไม้จะเปลี่ยนเป็น สีแดง ส้ม เหลือง สวยสดใสไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แถมอากาศก็กำลังดี ไม่หนาวเกินไป ใส่เสื้อโค้ทถ่ายภาพกำลังสวยเลยล่ะ ใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่น ต้องไป ช่วงปลายตุลาคม - ต้นธันวาคม นะครับ จะได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีเต็มๆแบบฟินสุดๆ อ่านต่อ : เที่ยวญี่ปุ่นเมืองไหน เท่าไหร่บ้าง ? ❄️ 2. เที่ยวเกาหลี - หน้าหนาว ⛄️ พิกัด : Korea ไปเกาหลี นอกจากจะไปช้อปปิ้งแล้ว ก็ถือว่าที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก นอกจากในช่วง High Season ช่วงปลายธันวาคม - ต้นมีนาคม ที่จะมีหิมะตก ทำให้เมืองทั้งเมืองขาวโพลน ดูสะอาดตา แถมได้สัมผัสอากาศหนาวจับใจเลยล่ะครับ ส่วนใหญ่แล้วช่วงฤดูหนาวนี้นักท่องเที่ยวจะนิยมไปสกี รีสอร์ท เล่นหิมะกัน ใครเบื่ออากาศร้อนบ้านเรา ก็ลองไปเที่ยวเกาหลีช่วงปลายปี - ต้นปีดูนะครับ อ่านต่อ : เตรียมตัวไปเกาหลีแบบชิลชิลไม่มีเอาท์ !!  🌸 3. เที่ยวไต้หวัน - ซากุระ 🌸 พิกัด : Taiwan ประเทศที่มีที่เที่ยวทางธรรมชาติเยอะมากกก ทำให้ควรไปสัมผัสกับใบไม้สีเขียว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม แบบสุดๆ จะได้เห็นความเขียวชอุ่มของใบไม้ และอากาศที่ยังไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป แถมไม่เจอฝนอีกด้วย อ้อ! และหากใครแต้มบุญสูงๆ อาจจะโชคดีได้เจอซากุระบานอีกด้วยนะ อ่านต่อ : รีวิวเที่ยวไต้หวัน 5 วัน 3 คืน พาไปไหนบ้าง มาดูกัน !! ⛄️ 4. เที่ยวปักกิ่ง - ปลายฤดูหนาว ❄️ พิกัด : China หลายๆ ประเทศช่วง High Season มักจะเป็นฤดูหนาว แต่ไม่ใช่ที่ปักกื่งนะ เพราะช่วงฤดูหนาวจะหนาวมาก จนไม่น่าเที่ยวเลย ดังนั้นช่วง High Season ของเค้าเลยเป็น ช่วงฤดูร้อน มากกว่า แต่ที่พีคสุดๆ เที่ยวชิลๆ ไม่ร้อนเกินและไม่หนาวไป ก็คือ ช่วงปลายฤดูหนาว ปลายเดือนมีนาคม - กลางเดือนเมษายน นั่นเอง อากาศกำลังดี เดินเล่นบนกำแพงเมืองจีนเพลินๆ เลยล่ะ อ่านต่อ : อัพเดท !! 12 สถานที่ท่องเที่ยวจีน..สวยจนหยุดหายใจ 🌴 5. เที่ยวมัลดีฟส์ - ซัมเมอร์ 🌊  พิกัด : Maldives ไปทะเลทั้งที แน่นอนว่าก็ต้องไปช่วงซัมเมอร์ใช่ไหมล่ะครับ  ซึ่งมัลดีฟส์ก็เป็นทะเลในฝันของหลายๆ คน ถึงแม้จะราคาสูงแต่ก็อยากจะไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ถ้าหากไปในช่วง Low season อาจจะถูกลงหน่อย แต่ก็เสี่ยงกับการเจอพายุ เที่ยวไม่คุ้ม ทะเลไม่สวยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นไป ช่วงเดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ที่เป็นช่วง High season จะดีกว่านะครับ น้ำใสฟ้าสวย บอกเลยว่าได้รูปสวยๆกลับมาเพียบ !!   🌌 6. เที่ยวไอร์แลนด์ - แสงเหนือ ☄️ พิกัด : Ireland สักครั้งในชีวิต เราทุกคนก็คงอยากจะไปเห็นแสงเหนือด้วยตาของตัวเอง และคงไม่มีที่ไหนเหมาะสมที่จะดูแสงเหนือมากไปกว่าที่ไอร์แลนด์นั่นเอง ซึ่งช่วงที่ถือว่าเป็น High season ก็คือ ช่วงปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนมีนาคม ที่เป็นช่วงอากาศหนาว และช่วงกลางคืนก็จะยาวนานมากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้นนั่นเอง   🎅🏼 7. เที่ยวฟินแลนด์ - หน้าหนาว 🦌 พิกัด : Finland มันคงจะฟินไม่น้อย ถ้าหากเราได้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านซานตาครอส ที่ เมืองโรวาเนียมิ ประเทศฟินแลนด์ ในช่วงคริสมาสต์ บอกเลยว่าหมู่บ้านนี้มีความโรแมนติกและน่ารักมากๆ เลยล่ะ ยิ่งช่วงคริสมาสต์ที่มีหิมะขาวโพลน ตัดกับสีแดงสีเขียวของสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ที่ตกแต่งไว้สำหรับเทศกาลคริสมาสต์ เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีสุดๆ เลยล่ะครับ ต้องลองไปดูสักครั้งบอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ เป็นไงบ้างครับ ?? บอกแล้วว่าในช่วง High season ของแต่ละประเทศ ก็มีความพีคแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เหมือนกับเที่ยวช่วง Low season แน่ๆ  ยอมเก็บเงินเพิ่มอีกนิด เพื่อไปเที่ยวในช่วง High season รับรองว่าสวยฟินประทับใจไม่ลืมแน่นอน  

อ่านเพิ่มเติม