ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
9 พิกัดเก็บจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น โอซาก้า
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
9 พิกัดเก็บจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น โอซาก้า
สำหรับเราๆ การไปเที่ยวโอซาก้าและได้ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีคือเป้าหมายของเรา ส่วนตัวเป็นคนชอบเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพราะบรรยากาศ ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของเขาที่มันดูมีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้ ส่วนสถานที่ๆ ไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โอซาก้าจะมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้างไปดูกันเลยครับ จองทัวร์ญี่ปุ่น ชมใบไม้เปลี่ยนสี กับ ทัวร์ครับ 1. สวนมิโน ถ้าพูดถึงการไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โอซาก้าก็คงไม่พ้นสวนมิโนที่เรียกได้ว่าเป็นสวนอันดับหนึ่งของโอซาก้าก็ว่าได้ ระหว่างทางก็มีธรรมชาติอันสวยงามให้ชมตลอด เส้นทางจะลัดเลาะไปตามเทือกเขาระหว่างสองข้างทางจะมีการเปลี่ยนสีของใบไม้ ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ใน MV เพลงเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าเป็นถึงสวนอันดับหนึ่งของโอซาก้าแล้วไม่ได้มีแค่นี้แน่นอน ที่นี่ยังมีน้ำตกที่ทางเดินเต็มไปด้วยต้นไม้และยังมีการปีนเขาเหมาะสำหรับสายแอดเวนเจอร์สุดๆ บรรยาศใบไม้สีแดงกับน้ำตกคงเป็นบรรยากาศทีน่าจดจำและอยากกลับมาอีกสักครั้ง ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 2. สวนสาธารณะรอบปราสาทโอซาก้า แผนที่ :Osaka Castle ขึ้นชื่อว่าปราสาทความสวยงามคงไม่ต้องพูดกันเยอะ แล้วยิ่งเป็นปราสาทกับใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้คงสุดยอดแน่ๆ เพราะปราสาทโอซาก้าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เมื่อมาโอซาก้าถ้าไม่มาที่นี่ถือว่าพลาด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะชอบมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะมันจะทำให้รู้สึกเวลาใบไม้กำลังเปลี่ยนสีแล้วมองเข้ากับปราสาทหลังเก่ามันคงสวยและมีมนต์เสน่ห์ สำหรับใครที่ชื่นชอบการเดินทางที่สะดวกสบาย ไม่ชอบเดินหลงทางเข้านู่นออกนี่ล่ะก็เราแนะนำให้จองเพคเกจทัวร์จะดีกว่า แต่ต้องเลือกดีๆ กันหน่อยเพราะคงไม่อยากมีใครไปทัวร์ชะโงกหรอกจริงมั้ย? สำหรับเราที่เราใช้บริการประจำจะเป็นของทัวร์ครับ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากแค่เข้าเว็บไซต์ของเขาก็เลือกสถานที่ที่อยากไปได้แล้ว ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 3. ถนนมิโดสุจิ แผนที่ :Midosuji ต่อกันที่ถนนมิโดสุจิ ถนนที่มีความยาว 4 กิโลเมตร เป็นถนนที่เชื่อมเขตคิตะทางเหนือและเขตมินามิทางใต้เข้าด้วยกัน สองข้างทางจะมีต้นแปะก๊วยเรียงยาวแล้วเมื่อมาถึงฤดูเปลี่ยนสีของใบไม้จะทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองยาวเลยทีเดียว เมื่อได้ขับรถผ่านเส้นทางนี้คงฟินน่าดูเพราะตลอดเส้นทางจะมีต้นแปะก๊วยตลอดเส้นทางแล้วยิ่งตอนใบไม้ร่วงที่พื้นจะเต็มไปด้วยใบไม้สีเหลืองเปรียบเสมือนถนนสีเหลืองเลยก็ว่าได้ แถมยังมีงานประติมากรรมของศิลปินชื่อดังหลากหลายท่าน จำนวนรวม 27 ชิ้น จัดวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อเพิ่มความงามให้กับถนนสายนี้ จนถนนแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอซาก้า ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 4. สวนโฮชิดะ ที่สวนโฮชิดะมีทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ให้เดินชมลำธารและผาหินเทียมความสูง 16.5 เมตร แถมยังมีการเดินป่าหรือจะปีนเขาก็ได้เหมาะแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการออกกำลังกายและยังมีสะพานแขวน โฮชิโนะบลังโก ที่มีความหมายแสนโรแมนติว่าเป็นชิงช้าแห่งดวงดาวแค่ความหมายก็ชวนพาคู่รักไปเที่ยวแล้วสิ และยังสามารถชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีได้แบบ 360 องศา เมื่อมองออกไปแล้วเห็นใบไม้เปลี่ยนพร้อมกับสะพานแขวนมันคงคุ้มค่าแน่นอน ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 5. น้ำตกมิโนะ แผนที่ :Minoo Waterfall น้ำตกมิโนะนั้นจะตั้งอยู่บนอุทยานแห่งชาติมิโนะ ทางทิศเหนือของเมืองโอซาก้า หลายคนมาชมใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกับสะพานสีแดงชื่อดังของโอซาก้า ที่ตั้งอยู่หน้าน้ำตกที่มีความสูง 33 เมตร บรรยากาศเทือกเขาและมีใบไม้หลากสีจำนวนมาก ทำให้เหมือนเราหลุดไปให้หนังเลยล่ะ เมื่อมายังจุดที่สะพานสีแดง น้ำตกมิโนะยังมีจุดให้บริการขนมตามฤดูกาลอย่าง โมมิจิ เทมปุระ ตามร้านค้าโดยรอบ ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 6. สวนอนุสรณ์บัมปาคุ สวนอนุสรณ์บัมปาคุเป็นสวนที่ใช้สำหรับจัดงานมหกรรมโลก World Expo เมื่อครั้งที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งจะมี 2 โซนหลัก คือ โซนน้ำตกโมมิจิแล้วยิ่งในช่วงฤดูเปลี่ยนสีของใบไม้แล้วนั้นจะทำให้เห็นใบไม้สีแดงพร้อมกับน้ำตกเป็นความงามทึ่ควรค่ามากๆ และอีกโซนคือสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ สวนในรูปแบบญี่ปุ่นค่อนข้างมีเอกลักษณ์ทำให้ใน ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเยอะเป็นพิเศษ 7. วัดเรียวอันจิ (Ryuan-ji temple) แผนที่ :Ryuan-ji temple วัดเรียวอันจิจะตั้งอยู่บริเวณเทือกเขามิโนะทางทิศเหนือของโอซาก้า วัดมีความเงียบสงบแค่นึกภาพก็รู้เลยว่าคงจะทำให้รู้เหมือนเรามาพักผ่อน เสพความเงียบ ความสงบที่วัดเรียวอันจิแถมยังได้ชมธรรมชาติอันสวยงาม แล้วยิ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแล้วนั้นจะทำให้วัดเรียวอันจิมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกเพราะใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสี ส้ม เหลือง แดง ผสมกันด้านรอบข้างวัดเรียวอันจิทำให้ตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของวัดเรียวอันจิให้ดูมีมนต์ขลังมากขึ้น ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 8. วัดไดอิโทคุจิ แผนที่ :Daitokuji Temple วัดไดอิโทคุจิอยู่บนเขาอุชิทาคิ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโอซาก้าติดกับจังหวัดวากายามะ เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในการชมใบไม้เปลี่ยนสี มีเจดีย์ทะโฮโต (Tahoto) ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติที่มีความสวยตามสไตล์ญี่ปุ่นแล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูเปลี่ยนสีของใบไม้แล้วนั้นจะทำให้เจดีย์ทะโฮโตกับใบไม้สีแดงสดใสนั้นกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว เราก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีเทศกาลโมมิจิ จะมีร้านค้าขายสินค้าจากเทศกาลดันจิริ และขนมญี่ปุ่นบวกกับบรรยากาศเย็นสบายเดินกลางธรรมชาติบอกเลยว่าฟินมาก ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนธันวาคม 9. สวนเซ็ตสึเคียว ใครที่ไม่ชอบเดินทางไกลแต่ชื่นชอบธรรมชาติแนะนำเลย สวนเซ็ตสึเคียวถึงจะเดินทางไม่ไกลแต่ธรรมชาตินั้นมีความอุดมสมบูรณ์ไม่ต่างจากสถานที่ไกลๆ เลย ที่นี่เป็นที่นิยมของชาวโอซาก้าเลยก็ว่าได้ สวนเซ็ตสึเคียวนั้นมีทางเดินให้เลือกถึง 5 เส้นทางแต่ละเส้นก็จะแบ่งไปตามฤดูกาล แต่เส้นทางที่นิยมไปดูใบไม้เปลี่ยนสีคือเส้นทางชูฟุกุ ชิเซ็นริน (Chufuku Shizenrin Course) เป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามเทือกเข้าสองข้างทางเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงและเหลือง และในเส้นทางนี้ยังมีน้ำตกพร้อมกับธรรมชาติอันสวยงามอีกด้วย และยังมีอีกเส้นทางคือ เคโคคุ (Keikoku Course) เป็นเส้นทางเลียบลำธารใสและก้อนหินรูปร่างแปลกตา ช่วงที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม – ปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นไงกันบ้างครับ? กับ 9 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โอซาก้าที่เราเลือกมาให้แค่เห็นภาพก็อยากไปจริงแล้วใช่มั้ยล่ะ แน่นอนว่าโอซาก้า ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง จะไปกี่ครั้งก็ประทับใจทุกครั้งที่ได้เดินทางไปเที่ยว อยากไปเที่ยวโอซาก้าอีก ก็กดจองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ ที่นี่เลย
5 โลเคชั่นเด็ด “ตุรกี” ไปกับพี่แล้วจะไม่เสียใจ
พาเที่ยว
ตุรกี
5 โลเคชั่นเด็ด “ตุรกี” ไปกับพี่แล้วจะไม่เสียใจ
ตุรกี คือประเทศหนึ่งที่น่าเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ระหว่างทั้งสองทวีป ได้แก่ เอเชีย และ ยุโรป จึงทำให้ตุรกีมีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ มีโอกาสไปประเทศนี้แล้ว ห้ามพลาดเช็คอิน 5 โลเคชั่นสุดเจ๋งนี้เป็นอันขาด !! ตามไปดูกันเลยครับ 1. พระราชวังโดลมาบาห์เช่ (Dolmabahce Palace) พิกัด: Dolmabahce Palace นี่คือพระราชวังที่ใช้เวลาสร้างนานมากกว่า 10 ปี ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ทำมาจากหินอ่อนด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานตามสไตล์ตะวันตก ดูคล้ายๆ กับพระราชวังแวร์ซายย์ของฝรั่งเศส โดยจุดเด่นของพระราชวังโดลมาบาห์เช่ก็คือการตกแต่งด้วยของที่หรูหรา ดูวิจิตรตระการตา ไล่ตั้งแต่พรม โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงภาพเขียนต่างๆ ที่แขวนอยู่ข้างใน แต่ที่เด่นที่สุดก็คงไม่พ้นโคมไฟแชนเดอเลียร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้รับเป็นของขวัญจากประเทศอังกฤษ ซึ่งโคมไฟนี้ทำมาจากคริสตัลขนาดใหญ่ น้ำหนักมากถึง 5,000 กิโลกรัม พร้อมดวงไฟกว่า 750 ดวง 2. พระราชวังทอปกาปี (Topkapi Palace) พิกัด: Topkapi Palace ในอดีตนั้นพระราชวังทอปกาปีเป็นที่ประทับของสุลต่านองค์สำคัญในจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งในปัจจุบันความสำคัญของพระราชวังแห่งนี้ก็ไม่ถูกบั่นทอนลงแต่อย่างใด เนื่องจากยังใช้เป็นสถานที่รับรองของรัฐบาลตุรกี แถมยังเปิดให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ เข้าเยี่ยมชมได้อีกด้วย โดยไฮไลท์เด็ดของพระราชวังแห่งนี้ก็คือเป็นแหล่งรวบรวมสมบัติโบราณของราชวงศ์ตุรกี เช่น มงกุฎเพชรประจำราชวงศ์ อัญมณี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวช่องแคบบอสฟอรัสที่สวยที่สุดในตุรกีอีกด้วย 3. พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย (Ayasofya) พิกัด: Ayasofya พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟียมีประวัติมาอย่างยาวนาน เดินทีสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ ก่อนจะกลายเป็นสุเหล่าของศาสนาอิสลาม และหลังจากเป็นสุเหล่าหลักของเมืองอิสตันบูลมานานกว่า 5 ศตวรรษ ในปี ค.ศ. 1935 รัฐบาลตุรกีก็ประกาศให้ฮาเกียโซเฟียเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยจุดเด่นของที่นี่คือยอดโดมขนาดใหญ่ และการก่อสร้างแบบผสมผสานศิลปะไบแซนไทน์กับออตโตมัน 4. สุเหร่าสีเงิน (Blue Mosque) พิกัด: Blue Mosque ภายในสุเหร่าสีเงินนั้นจะเป็นกระเบื้องสีฟ้าจากเมืองอิซนิค ตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้ต่างๆ อย่างประณีต ซึ่งไฮไลท์เด็ดของสุเหร่าสีเงินก็คือตอนที่กระเบื้องสีฟ้าพวกนี้ต้องแสงจะสะท้อนออกมาเป็นภาพที่สวยงามชวนมองอย่างยิ่ง ส่วนข้างนอกของสุเหร่าสีเงินนั้นจะเป็นที่ฝั่งศพของกษัตริย์และราชวงศ์ 5. ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar Market) พิกัด: Grand Bazaar Market หลังจากที่เราไปชมความงดงามของสถาปัตยกรรมของพระราชวังและสุเหร่าประจำตุรกีแล้ว ตอนนี้เรามาช้อปปิ้งกันบ้างดีกว่ากับแกรนด์บาซาร์ ตลาดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของอิสตันบูล โดยตลาดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1461 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบออตโตมัน บนเนื้อที่กว่า 2 แสนตารางเมตร มีร้านค้าประมาณ 4,000 ร้านให้เราได้เลือกช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า สิ่งทอ เครื่องเงิน ทองคำ วัตถุโบราณ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย เที่ยวตุรกี เริ่มต้นเพียง 26,900 บาท และสำหรับใครที่อยากเที่ยวตุรกีแบบมีไกด์คอยอำนวยความสะดวกแล้วละก็ ทางทัวร์ครับขอแนะนำ แพ็คเกจทัวร์ตุรกี เยือนกรุงอิสตันบูล ที่จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวชม 5 โลเคชั่นสุดเจ๋งอย่างที่เราเสนอไป พร้อมกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย อย่ารอช้ามาเช็ค ทัวร์ตุรกี แนะนำกับ Tourkrub ก่อนได้เลยยย
ชวนเดอะแก๊งค์ ไปเที่ยวตุรกี ขึ้นบอลลูนที่ร่ำลือว่าสวยที่สุดในโลกกัน
พาเที่ยว
ตุรกี
ชวนเดอะแก๊งค์ ไปเที่ยวตุรกี ขึ้นบอลลูนที่ร่ำลือว่าสวยที่สุดในโลกกัน
ไปเที่ยวตุรกี ต้องไปขึ้นบอลลูนซักครั้งในชีวิต เขาว่ากันว่าต้องไปขึ้นที่เมือง Göreme ที่ตั้งอยู่ในแคว้น Cappadocia ของตุรกี ที่ร่ำลือกันว่า วิวสวยที่สุดในโลก น่าจะเป็นเพราะลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตา สวยงามไม่เหมือนที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เกิดจากการระเบิดภูเขาไฟ เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทำให้เกิดภูมิประเทศที่แปลกตา และเต็มไปด้วยแท่งหินลักษณะต่างๆ ทั้งรูปทรงกรวย ปล่อง กระโจม โดม เห็ด และอื่นๆ อีกมากมาย จนได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งเทพนิยาย หรือดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า Fairy Chimney ทำให้คัปปาโดเกีย ได้รับการขึ้นมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1985 ถ้าไม่อยากแพลนเที่ยวตุรกีให้เหนื่อยและทำเอกสารเองให้เสียเวลาและยุ่งยากแนะนำให้เที่ยวตุรกีกับทัวร์ ซึ่งสามารถเช็คราคาและจองแพ็คเก็จทัวร์ตุรกีกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมแพ็คเก็จทัวร์ที่ดีที่สุดไว้ให้มากมาย จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ จองแพ็คเก็จทัวร์ตุรกี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) กว่าจะรวมตัวเพื่อนๆ ไปเที่ยวตุรกีทั้งแก๊งค์กันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คราวนี้กลับง่ายแบบไม่น่าเชื่อ เราตกลงกันว่าทริปนี้ เราเลือกไปเที่ยวเมืองไฮไลท์ที่ คัปปาโดเกีย และ อิสตันบูล สองเมืองพอ เพราะ ไม่อยากนั่งรถข้ามเมืองนานๆ ที่เที่ยวดังๆแต่ละที่อยู่คนละเมืองทั้งนั้น พวกเราบินตรงไปเมืองอังการา Ankara เพื่อนั่งรถต่อไป คัปปาโดกียซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ซึ่งเมืองอังการา คือเมืองหลวงของประเทศตุรกี เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอิสตันบูล พวกเราก็ไม่ได้เที่ยวที่นี่ได้แต่ตรงไป คัปปาโดเกีย เลย ที่ดินแดนแห่งเทพนิยาย ที่เราได้เกริ่นไว้ตอนต้นไปบ้างแล้ว ขอเล่าต่ออีกนิด คัปปาโดเกีย มีนครใต้ดินหลายแห่งเลยทีเดียวตามลักษณะภูมิประเทศ แต่ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือนครใต้ดิน เมืองไคมักลี Underground City Derinkuyu or Kaymakli ที่มีความลึกถึง 11 ชั้น (ลึกที่สุดที่ 85 เมตร) นครใต้ดินมหัศจรรย์นี้ มีระบบระบายอากาศ และมีสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดิน ที่สร้างจากฝีมือมนุษย์ จากการขุดเจาะพื้นดินลงไป เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนของชาวเมือง จากการรุกรานของข้าศึกในสมัยทำสงคราม ยิ่งมุดลงไปยิ่งทึ่งกับมนุษย์ที่สร้างมันขึ้นมาจริงๆ แต่บางช่วงก็แคบจนน่ากลัวไม่เหมาะสำหรับคนกลัวที่แคบๆอย่างยิ่ง มาต่อที่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เมืองเกอเรเม่ Goreme Open Air Museum ที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. ที่ 9 เกิดจากความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนา โดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์อีกด้วย ภูมิประเทศแปลกตาที่ถ่ายรูปเท่าไหร่ก็ไม่พอ คืนที่สอง เราพักที่ คัปปาโดเกีย เพื่อรอขึ้นบอลลูนในตอนเช้ามืด การขึ้นบอลลูนที่นี่ ไม่ใช่ทุกคนจะได้ขึ้น เพราะหลายๆคนไปก็ไม่มีโอกาสได้ขึ้นถ้าอากาศไม่ดี รัฐบาลเขาไม่ให้ขึ้นเด็ดขาด เขาคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักก่อนเลย บางคนถ้าจังหวะไม่ดี หรือไม่มีโชค นี่นอนโรงแรมที่คัปปาโดเกียสามคืนยังไม่ได้ขึ้นก็มี ต้องพกดวงไปด้วยนิดนึงเลยนะ ส่วนเราและเพื่อนๆ หลังจาก วันแรกไม่ได้ขึ้น พอวันที่สองเรียกว่ายังมีดวง หลังจากเขาไม่ปล่อยให้ขึ้นมา4วัน วันนี้ปล่อยให้ขึ้น เลยทำให้บอลลูนเหมือนอั้นแน่ๆ วันนี้บอลลูนเยอะมาก เริ่มตื่นเต้นขึ้นเรื่อย เราได้กัปตันเป็นผู้หญิงด้วย แต่เธอดูแข็งแรงและเท่ไม่เบา บอลลูนหนึ่งลูกจุได้ 20 คน แบ่งฝั่งละ10 คน จากที่กลัวๆกล้าๆตอนเริ่ม แต่กัปตันนุ่มนวลและค่อยๆไต่ระดับช้าๆ ทำให้พวกเราผ่อนคลายจนถึงขนาดแอบเปรยว่า นี่ขึ้นช้าไปมั๊ยกันเลยทีเดียว ^_^ พอเราอยู่ได้ระดับที่จะเห็นวิวทั้งหมด พร้อมกับแสงแรกของวันค่อยๆผ่านขอบฟ้าขึ้นมา ทุกคนแลดูจะไม่สนใจกันนอกจากวิวตรงหน้า ที่บอกได้เลยว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าสวยที่สุดในโลกไม่เกินจริงเลย เรียกว่า ถ้ากลัวจนไม่ขึ้นนี่คงเสียดายไปตลอดชีวิตแน่ๆ วิวสวยจับใจจริงๆ ถ่ายรูปกันไม่หยุด ไม่เสียดายเงิน 200 USD ที่จ่ายไปเลย กัปตันพาเราลงอย่างนิ่มนวลเช่นขาขึ้นและเป๊ะมากลงจอด บอลลูนที่เราซื้อลงมามีเปิดไวน์ให้ดื่มพร้อมมอบใบคล้ายๆประกาศนียบัตรว่าคุณผ่านการขึ้นบอลลูนที่นี่มาแล้วให้ด้วย ปิดวันที่คัปปาโดเกียได้ประทับใจไปอีกนาน จากนั้นเราก็กลับไป เมืองอังการา เพื่อบินกลับไปเที่ยวอิสตันบูลกัน เล่ากันคร่าวๆ สักหน่อย ประเทศตุรกีเป็นอีกประเทศที่ไปเที่ยวได้ไม่ยาก ไม่ต้องทำวีซ่า และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสองทวีป เพราะถ้าดูตามแผนที่แล้วตุรกีจะตั้งอยู่ทางฝั่งเอเชียตะวันตก ติดกับยุโรป มีพื้นที่ 3% อยู่ในยุโรปจะเรียกว่า “เทรซ” (Thrace) มีช่องแคบบอสพอรัส ทะเลมาร์มะรา และช่องแคบดาร์ดาเนลเลสเป็นตัวแบ่งแยก เป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบถึง 3 ด้าน คือทางตะวันตกเป็นทะเลอีเจียน, ทางเหนือเป็นทะเลดำ และทางใต้เป็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ทางตะวันตกเฉียงเหนือยังมีทะเลมาร์มะราด้วย ส่วนที่อยู่ในเอเชีย 97% เรียกว่า อนาโตเลีย (Anatolia) ภาษาตุรกี เรียก อนาโดหลุ (Anadolu) โดยทางฝั่งเอเชียจะเต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ และประวัติศาสตร์มากมาย ส่วนทางฝั่งยุโรปก็จะเต็มไปด้วยความเจริญทันสมัย บรรยากาศค่อนไปทางฝั่งตะวันตก Istanbul อิสตันบูล หรือชื่อเรียกที่แตกต่างออกไป เช่น ไบแซนเทียม คอนสแตนติโนเปิ้ล แม้ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในตุรกี และเรื่องที่ไม่ควรพลาดเมื่ออยู่อิสตันบูล คือ ล่องเรือชม ช่องแคบบอสฟอรัส Bosphorus ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ The Black Sea เข้ากับทะเลมาร์มาร่า Sea of Marmara โดยมีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตร ถือว่าช่องแคบนี้เป็นจุดพบกันของสุดขอบทวีปยุโรปและสุดขอบทวีปเอเชีย จากนั้นพวกเราก็ไปเที่ยวที่ สุเหร่าเซนต์โซเฟีย Mosque of Hagia Sophia หรือชื่อในปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑ์ฮายาโซฟีอา หรือฮาเจียโซเฟีย Hagia Sophia Museum เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา นิกายออร์โธดอกส์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า และในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ สุเหร่าเซนต์โซเฟียถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง สวยงามจับใจจริงๆ ที่ต่อไปคืออยู่ข้างๆกัน สุเหร่าสีน้ำเงิน Blue Mosque สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่มีความสวยงามมาก ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากสีน้ำเงินของกระเบื้องเคลือบที่ใช้ปูตลอดแนวฝาผนังด้านใน ใช้เวลาสร้างโดยรวม 7 ปี. จากศาสนามาเที่ยววังกันต่อ พระราชวังโดลมาบาห์เช Dolmabahce Palace สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด Abdul Mecit ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี สร้างด้วยหินอ่อน ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป จุดเด่นของวังแห่งนี้คือมีการประดับตกแต่งด้วยความประณีตวิจิตรตระการตามากมาย แต่ที่น่าสังเกตคือมีนาฬิกาวางประดับไว้มากมาย ทุกเรือนจะชี้บอกเวลา 09.06 น. อันเป็นเวลาที่ประธานาธิบดีมุสตาฟา เคมาล หรืออตาเติร์ก ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2484 จากนั้นเราไปต่อกันที่ อุโมงก์เก็บน้ำเยเรบาทัน Yerebatan Sarnici ที่สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนในปี ค.ศ.532 เพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวัง สำรองไว้ใช้ยามอิสตันบูลถูกข้าศึกปิดล้อมเมือง จุน้ำได้ทั้งหมด 80,000 ลูกบาศก์เมตร และที่นี้ยังมี เสารูปศีรษะเมดูซาที่กลับหัวลง และตะแคงข้าง รวมทั้งเสาหยาดน้ำตา ในยุคออตโตมัน ให้ดูด้วย จบวันแรกที่ตุรกี อย่างเพลิดเพลิน วันรุ่งขึ้นต้องกลับแล้ว ไฟลท์พวกเราค่ำๆ เราก็ปิดทริปด้วยช็อปปิ้ง โดยพวกเราเลือกไปละลายทรัพย์กันที่ ตลาดเครื่องเทศสไปซ์บาซาร์ Spice Market หรือ Spice Bazaar นั่นเอง Spice Bazaar ในภาษาตุรกีเรียกว่า “Mısır Çarşısı” หรือ ตลาดอียิปต์ (Egyptian Bazaar) ถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียง และเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ขนมขึ้นชื่ออย่าง Turkish Delight ก็หาได้ที่นี่เช่นกัน เล่าประวัติกันหน่อย ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งในยุคนั้นอียิปต์ยังเป็นเพียงหนึ่งจังหวัดของจักรวรรดิออตโตมัน และยังต้องจ่ายภาษีให้กับออตโตมันตลอด อียิปต์จึงต้องสร้างตลาดนี้ขึ้นมา ซึ่งเรียกกันว่า Egyptian Bazaar หรืออีกชื่อคือ Spice Bazaar เพราะเขาค้าขายเครื่องเทศกันที่ตลาดแห่งนี้นั่นเอง พวกเราเพลิดเพลินกับกันชิมโน่นซื้อนี่กันมากมาย ไม่ต้องห่วงเรื่องข็อปปิ้ง ทิ้งไว้เลยกี่ชั่วโมงก็ไม่พอ เพลินกันจนเกือบตกเครื่องกันเลยทีเดียว เที่ยวครบตบท้ายด้วยช็อปปิ้งประหนึ่งมาทัวร์กันเลยทีเดียว แต่พวกเราปิดทริปด้วยความประทับใจตุรกีกันทุกคน เป็นประเทศสองทวีปที่มีหลากหลายสิ่งให้ท่องเที่ยวมากมายที่พวกเราแนะนำอยากให้ทุกคนลองหาโอกาสมาเที่ยวมากัน ☺ เรื่อง : โรส สำเหร่ ภาพ : โรส สำเหร่ www.sinehabangkok.com Facebook : Sineha Bangkok Instagram : Sineha Bangkok
แจกแพลนเที่ยว ดานัง - ฮอยอัน 4 วัน 3 คืน เที่ยวชิลล์แบบไม่เร่งรีบ
พาเที่ยว
เวียดนาม
แจกแพลนเที่ยว ดานัง - ฮอยอัน 4 วัน 3 คืน เที่ยวชิลล์แบบไม่เร่งรีบ
“ชินจ่าว” ขอทักทายแบบภาษาเวียดนามนิดนึง เพราะเป็นช่วงกำลังอินกับประเทศนี้มาก เที่ยวเวียดนามช่วงปลายปีแบบนี้อากาศก็ดีสุดๆ ฮิตมากโดยเฉพาะโซน ดานัง - ฮอยอัน เนื่องจากการเดินทางไม่ไกล เที่ยวง่ายมาเที่ยวเวียดนามไม่ต้องทำวีซ่าด้วย ใครที่มีเวลาว่างแค่ 2-3 วันก็สามารถไปทัวร์ดานัง-ฮอยอันได้แบบชิลล์แล้ว ยิ่งตอนนี้มีทัวร์เที่ยวดานัง-ฮอยอันเพียบเลย ถ้าใครกำลังจะมีแผนไปเที่ยว ก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลและจองแพ็คเก็จทัวร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย ราคาน่ารักที่สำคัญคือ ทัวร์เชื่อถือได้ เที่ยวอย่างสบายใจแน่นอน จองแพ็คเก็จทัวร์ดานัง ฮอยอัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เที่ยว ดานัง - ฮอยอัน 4 วัน 3 คืน เที่ยวดานัง-ฮอยอัน วันที่ 1 เราเริ่มต้นจากการเดินทางจากกรุงเทพในช่วงเช้า ไปถึงที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามประมาณสายๆ ในวันแรกเรามีแพลนขึ้นไปเที่ยวบาน่าฮิลล์และนอนพักข้างบน 1 คืน เลยจะไปกันเร็วหน่อยเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ข้างบนมากขึ้น หลังจากออกจากสนามบินเวียดนามแล้วเราก็เรียก Grab ให้ไปส่งที่ทางขึ้นกระเช้าเคเบิ้ลคาร์ของ Sunworld Ba na hills เลยค่ะ จากสนามบินจนถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์ เราใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น แต่ด้วยความที่เราพักที่โรงแรม เมอเคียว บาน่าฮิลล์ เฟรนซ์ วิลเลจ เราเลยได้ไปขึ้นสถานีของทางโรงแรมโดยเฉพาะ ซึ่งสะดวกและเป็นส่วนตัว มาก นอกจากนี้ค่าบัตรขึ้นกระเช้ายังเป็นราคาพิเศษ เพียงแค่ 450,000 VND เท่านั้นเอง (ปกติราคา 750,000 VND) สำหรับค่าตั๋วขึ้นเคเบิ้ลคาร์นั้น รวมทุกอย่างบนตีมปาร์ค หมดแล้วค่ะ ทั้งค่าเข้าชม ค่าขึ้น-ลงกระเช้า และเครื่องเล่นภายใน บาน่าฮิลล์ แลพยิ่งเรามาเร็วเท่าไหร่ เราก็จะมีเวลาได้เยี่ยมชม ถ่ายรูป เล่นเครื่องเล่นบน บาน่าฮิลล์ มากขึ้นเท่านั้นค่ะ ภายใน บาน่าฮิลล์ ยังมีพวก ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ไว้ให้บริการอีกด้วยนะ บาน่าฮิลล์ มีหลายโซนให้ได้เลือกถ่ายรูปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโซนหมู่บ้านฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นโซนหลักของที่นี่เลย มีสวนดอกไม้ และจุดไฮไลท์เลยคือ สะพานมือสีทองหรือ Golden Hand Bridge นั่นเอง แต่ด้วยที่สะพานนี้เป็นจุดไฮไลท์ จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มาท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ถ้าหากว่าใครอยากได้รูปที่สะพานแบบไม่มีคนละก็ แนะนำให้นอนพักที่โรงแรม เมอเคียว บาน่าฮิลล์ สัก 1 คืน เพื่อถ่ายรูปเล่นในช่วงที่ตีมปาร์คปิดแบบไม่มีคน เที่ยวดานัง-ฮอยอัน วันที่ 2 วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อไปรอขึ้นเคเบิ้ลคาร์ตอน 7.30 เพราะเราอยากไปที่สะพานมือเป็นคนแรกๆ จะได้มีรูปถ่ายแบบไม่มีคน นอกจากนี้เรายังได้เดินเล่นเพื่อถ่ายรูปมุมต่างๆในบาน่าฮิลล์ ก่อนที่ตีมปาร์คจะเปิดอีกด้วย ขอบอกว่าฟินมากๆ เพราะทั้งปาร์คนั้นเรียกได้ว่าเป็นของเราทั้งหมด ถ่ายรูปกันสนุกสุดๆ ไปเลย หลังจากนั้นเราก็ออกจาก บาน่าฮิลล์ ในช่วงสายๆ เพราะโรงแรมให้เช็คเอาท์ตั้งแต่ 11 โมงเช้า เรานัดรถแท๊กซี่ให้มารับที่บาน่าฮิลล์ตอน 11 โมงพอดีเพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองมรดกโลกอย่าง ฮอยอัน เมืองสีมัสตาร์ดสุดแสนน่ารัก จากบาน่าฮิลล์เดินทางไปยังเมืองฮอยอันใช้เวลาไม่นานค่ะ ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว เรามาถึงฮอยอันตอนเที่ยงเป๊ะ อากาศไม่เป็นใจเลยเพราะแดดเปรี้ยง แต่ก็คิดในแง่ดีว่า ฝนไม่ตก จะได้ถ่ายรูปสวยๆอย่างเต็มที่ หลังจากที่เราเก็บของอะไรเสร็จแล้ว ช่วงบ่ายๆเราก็ได้เวลาออกไปตลอนตัวเมืองกันแล้ว ที่แรกที่เราไปคือ ไปทานบั๋นหมี่ค่ะ บั๋นหมี่เรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติของเวียดนามเลย มีความฮิตพอๆกับเฝอ ร้านที่เราไปทานเป็นร้านดังร้านหนึ่งในเมืองฮอยอันเลยแหละ มีทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติมารอเข้าคิวสั่งกันอย่างล้นหลาม เราเองสั่งบั๋นหมี่มาคนละชิ้น ของเราสั่งเป็นหมูย่าง นอกจากนี้เรายังลองสั่งเฝอ และ ปอเปี๊ยะสดมาลองทานดูว่าจะเหมือนที่เมืองไทยหรือเปล่านะ .. สรุปคือคล้ายๆค่ะ แต่ที่เวียดนามนั้นเขาจะกระหน่ำใส่ผักเยอะมากๆ คนที่ชอบทานผักจะต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน หลังจากที่เราทานอาหารเที่ยงกันเสร็จแล้ว ภารกิจต่อไปคือ ไปเดินถ่ายรูปเล่นและแวะชมร้านกาแฟในฮอยอันค่ะ ใครที่เป็นคอกาแฟจะทราบดีว่า ที่เวียดนามนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของกาแฟมากๆ มาฮอยอันครั้งนี้ เราเจอร้านกาแฟทุกๆ 2 คูหากันเลยทีเดียว มีหลายร้านที่มีเมล็ดกาแฟขายด้วยนะ หลังจากแดดร่มลมตกแล้ว ในช่วงเย็นๆแบบนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาเดินชมเมืองกันแล้วล่ะค่ะ เพราะที่ฮอยอันจะมีบริการเรือพร้อมให้ลอยโคมเหมือนลอยกระทงบ้านเรา บรรยากาศในตอนกลางคืนคึกคักกว่าตอนกลางวันเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้ง ถนนคนเดิน ร้านอาหาร บาร์ ที่เปิดในช่วงเย็นๆ และไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งของเมืองฮอยอันคือ ร้านโคมไฟ ค่ะ โคมไฟที่ฮอยอัน เป็นอะไรที่อันซีนมากๆ ไม่ว่าใครไปใครมาจะต้องมีช๊อตถ่ายรูปคู่กับโคมไฟกันทั้งนั้น เที่ยวดานัง-ฮอยอัน วันที่ 3 วันนี้เราค่อนข้างชิลกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา เพราะแพลนของเราจะเดินทางไปยังเมืองดานังกันแล้ว จากฮอยอันไปดานังใช้เวลาเพียงแค่ 30-40 นาทีเท่านั้นเองค่ะ แต่อย่างที่บอกว่าเราเป็นสายชิล ในช่วงสายๆก่อนออกเดินทางไปดานัง เราก็ได้แวะกลับไปที่เมืองฮอยอันอีกรอบ ซึ่งบรรยากาศในตอนกลางวันนั้น ผิดกับเมื่อคืนเลย เมืองที่คึกคักในช่วงตอนกลางคืน กลายเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบในตอนกลางวัน เพราะแดดร้อนมากจริงๆ เรายืมจักรยานจากจากโรงแรม ซึ่งก็ปั่นเลียบแม่น้ำมาเรื่อยๆ ประมาณ 5 นาทีก็ถึงโซน เมืองเก่า ใน​ ฮอยอันแล้ว เราไปตระเวนเก็บตกร้านกาแฟที่เมื่อวานเรายังไม่ได้แวะไป อย่างร้าน Faifo Coffee ร้านดังในฮอยอัน เราแวะไปช่วง 11 โมงคนไม่มีเลยเพราะมันร้อนมาก แต่เพื่อรูปสวยๆ ทางเราก็ยอมทนแดดกันต่อไป แต่อยู่ได้ประมาณ 10 นาทีก็ขอลาจากเดินลงมานั่งพักในร้านแล้วแหละ เรามุ่งหน้าเดินทางไปดานังในช่วงเที่ยงๆ ค่ะ ไปถึงเมืองดานังเราก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อนเลย เวลาเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆจะได้คล่องตัว คืนนี้เรามีนัดกับเทศกาลพลุนานาชาติของดานังค่ะ เลยหาที่เดินเล่นรอเวลาชมพลุในช่วง 2 ทุ่ม เราไปถ่ายรูปเล่นกันที่สะพาน Dragon Bridge ริมแม่น้ำฮานค่ะ บรรยากาศช่วงเย็นๆคือสบายมาก มีลมพัด แถมบนสะพานเรายังเดินขึ้นไปเพื่อถ่ายรูปกับมังกรได้อีกด้วย แต่ถ้าให้แนะนำจริงๆควรนมาช่วงเช้าค่ะ เพราะแดดจะส่องหน้ามาทางหัวมังกร จะได้รูปสวยๆไม่ย้อนแสงกลับไป แต่ทางเรานั้นดันไปตอนเย็น เลยได้รูปมุมนี้มา แทน และที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาถึงเมืองดานังแล้ว นั่นก็คือการได้ไปเดินเล่นแถวชายหาด Khe Beach ค่ะ เพื่อไปตามหาเรือกระด้งกันซึ่งเจ้าเรือกระด้งนี้เป็น Signature ของเมืองดานังเลยก็ว่าได้นะ ชายหาดของ Khe Beach มีขนาดยาวมากๆ แต่ละจุดก็จะมีความหนาแน่นของคนไม่ต่างกัน เราเลือกมาในช่วงของร้าน The Garden เพราะใกล้ที่พัก และคนไม่เยอะอีกด้วย พอได้เวลาในช่วง 2 ทุ่ม เราก็หารถเพื่อไปยังจุดชมพลุ ในตอนแรกเราตั้งใจจะไปชมที่ Sky Bar โรงแรมโนโวเทล แต่บริเวณนั้นถนนปิดหมดเลยค่ะ เราเลยต้องอ้อมไปทางอีกสะพานหนึ่ง ซึ่ง ณ ตอนนั้นพลุเริ่มจุดไปแล้วเซ็ตหนึ่ง ด้วยความกังวลกลัวไม่ได้ดูพลุ เราเลย ลงรถกันกลางสะพานทันที และแน่นอนค่ะ เราทันพลุชุดสุดท้าย ขอบอกว่า สวยงามมากๆเลย เที่ยวดานัง-ฮอยอัน วันที่ 4 วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราะจะได้อยู่ที่เมืองดานังแล้ว เพราะวันนี้เราขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพในช่วง 6 โมงเย็น ตอนเช้าเราเลยเริ่มต้นจากการไปแวะโบสถ์สีชมพู สัญลักษณ์ประจำเมืองดานังก่อนเลย แต่เราดันไปวันอาทิตย์ คนมาโบสถ์เลยค่อนข้างเยอะนิดหนึ่ง จริงๆแล้วในดานังมีโบสถ์คริสต์สวยๆ อีกหลายที่เลยนะ แต่เราได้แค่นั่งรถผ่าน ยังไม่มีโอกาสได้ลองไปถ่ายรูปด้วยเลยหลังจากที่เราแวะถ่ายรูปกับโบสถ์เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาของ Cafe Hopping ซึ่งที่ดานัง-ฮอยอัน คาเฟ่เยอะมาก เราได้แวะเก็บไปทั้งหมด 5 ร้านในเวลาไม่นาน ซึ่งใครชอบเที่ยวแบบคาเฟ่ ที่เวียดนาม ตอบโจทย์ไลฟสไตล์มากๆ >> รีวิวคาเฟ่ดานัง ฮอยอัน เห็นไหมคะว่าเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เป็นเมืองที่ท่องเที่ยวง่ายมากๆ ใครที่เป็นมือใหม่หัดท่องโลก ก็สามารถเที่ยวตามได้ไม่ยากเลย อีกทั้งเวียดนามเป็นประเทศที่เดินทางไม่นานจากกรุงเทพ และค่าครองชีพยังถูกอีกด้วย แต่ถ้าใครอยากมาเที่ยวเวียดนามแต่ไม่อยากจัดแพลนเอง ลองเข้ามาดูโปรโมชั่นและแพ็คเกจทัวร์ดานัง จาก ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้นะคะ การันตีในเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัย เที่ยวเวียดนามได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรเลย ดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น ทัวร์ครับ iOS / Android
Northern Lights In Russia ! มุมดูแสงเหนือ รัสเซีย สวยสะกดทุกหัวใจ
พาเที่ยว
รัสเซีย
Northern Lights In Russia ! มุมดูแสงเหนือ รัสเซีย สวยสะกดทุกหัวใจ
เที่ยวรัสเซีย ชมแสงเหนือ กับ ทัวร์ครับ ดังนั้นวันนี้ Tourkrub จะมาช่วยให้ฝันนั้นของเพื่อนๆ สำเร็จเอง Tourkrub ขอแนะนำสถานที่ดูแสงเหนือที่ไม่ต้องขอวีซ่านั้นคือประเทศรัสเซีย ต้องบอกก่อนว่าถึงแม้จะเป็นประเทศที่การเดินทางไปไม่ยุ่งยากไม่ต้องขอวีซ่า แต่คนที่ชอบหลงตัวแม่อย่างเราก็เลยต้องเลือกใช้บริการทัวร์ เพราะทำให้การเดินทางไปดูแสงเหนือของเราครั้งแรกนี้ง่ายและสะดวกสบายขึ้นมากๆ นี่ยังแอบคิดอยู่ว่าถ้าไปเองป่านนี้คงเก็บซากตัวเองกลับมาไม่หมดแน่ๆ เพราะภารกิจครั้งนี้ถือว่ามีความท้าทายสูงอยู่เหมือนกันไม่ใช่การไปเที่ยวต่างประเทศช้อปปิ้งแบบธรรมดาๆ เหมือนทริปก่อนๆ อีกแล้ว เกริ่นกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาดูกันดีว่าจะเป็นยังไงกับการตะลุยแสงเหนือรัสเซียครั้งแรกของเราและพวกพ้อง! ช่วงเวลาที่เหมาะสมชมแสงเหนือ รัสเซีย แนะนำเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนมีนาคมเพราะถือเป็นช่วงเวลาที่สามารถเห็นแสงเหนือได้ดีที่สุด!! ช่วงต้นเดือนมีนาคม หรือ ต้นตุลาคม เป็นช่วงดีที่สุดในการชมแสงเหนือ รัสเซีย เพราะกลางคืนจะนานกว่ากลางวันอยู่ และอากาศจะไม่หนาวทรหดไป ในขณะที่ช่วงเดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เวลาในกลางคืนมันนานมากเกินไปจนทำให้ไม่มีเวลาในการเที่ยวสถานที่ต่างๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 1 เดินทางจากสนามบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมายังท่าอากาศยานโดโมเดโดโวประเทศรัฐเซีย การเดินทางกินเวลาเกือบทั้งวัน ทำให้หมดไป 1 วันเต็มๆ กับการเดินทาง วันนี้ยังไม่มีอะไรมากเพราะการเดินก็ใช้เวลาไปเกือบค่อนวันเลยตัดสินใจหาอาหารทานและเข้าที่พักที่ตัวเมืองมอสโคว์และพักผ่อนพร้อมรับมือพรุ่งนี้ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 2 พิกัด: Kremlin ตื่นมาพร้อมกับบรรยากาศในกรุงมอสโคว์ วันนี้เราจะพาไปชมสถานที่ชื่อดังในกรุงมอสโคว์กัน สถานที่แรก พระราชวังเครมลิน (Kremlin) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1147 โดยมงกุฎราชกุมารแห่งนครเคียฟ เจ้าชายยูริ โดลโกรูกี ตามความเชื่อของชาวรัสเซียเครมลินคือที่สถิตย์ของพระเจ้า ปัจจุบันพระราชวังเครมลินได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์และที่ตั้งสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สภาคองเกรส หอระฆังของอีวานมหาราชและสิ่งก่อสร้างอื่นๆอีกมากมาย เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นภาพกันมาบ้างแล้ว เราเองก็เช่นกัน แต่พอได้มาเห็นของจริงแล้วได้แต่พึมพำกับเพื่อนว่าโอ้โหหห...มันสวยมากจริงๆ สถานที่สองที่เราจะไปกันก็คือ พิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์ (State Armory Museum) ที่อยู่ในบริเวณพระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์นี้เป็นสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่ากว่า 4,000 ชิ้น เช่น อาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการรบ และเครื่องทรงของกษัติย์พระเจ้าซาร์และซารี ซึ่งมีความเก่าแก่อย่างมากและหาดูได้ยากมากเช่นกัน แต่วันนี้เรามาถึงแล้ว รู้สึกเหนืออ่ะว่ามั้ย สถานที่สาม จัตุรัสแดง (Red Square) คำว่าสีแดงในความหมายรัสเซีย คือ สิ่งสวยงาม จัตุรัสแดงสร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นลานกว้าง และเป็นเวทีของเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองทางศาสนา การประท้วงทางการเมือง ปัจจุบันใช้จัดงานในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 3 หลังจากเมื่อวานหมดวันไปกับมอสโคว์วันนี้ก็ได้เวลาพิชิตภารกิจที่เราตั้งใจจะมากันนั่นก็คือ เราจะพาไปล่าแสงเหนือ รัสเซีย กัน! ในตอนเช้าเราออกเดินจากโรงแรมไปยังสนามบินปลูโกโว เพื่อเดินทางไปเมืองมูรมันสก์ ซึ่งเมืองมูร์มันสค์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ติดกับฟินแลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สําคัญในการมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรอาร์คติกและเมื่อเราเดินทางมาถึงเมืองมูรมันสก์ ก็เข้าที่พักเตรียมตัวออกล่าแสงเหนือ รัสเซีย กัน แน่นอนเมื่อถึงเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่าเหล่านักท่องเที่ยวก็ต่างพากันเดินออกมาจากพักเพื่อเตรียมตัวพิชิตแสงเหนือ รัสเซียกัน วินาทีที่เราเห็นแสงเหนือของจริงนั้นคงไม่มีคำไหนสามารถอธิบายเป็นตัวหนังสือได้อีกแล้ว เพราะมันสวยจับจิตจริงๆ เมื่อมองบนท้องฟ้าเราจะได้เห็น แสงเหนือสีเขียว พาดผ่านบนท้องฟ้ามีความสวยงามทำให้ชวนยืนนิ่งแล้วมองความงดงามของแสงอีกหนึ่งความงดงามของธรรมชาติที่เราไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง ถึงสร้างขึ้นได้เราก็เชื่อว่าความรู้สึกปริ่มแบบนี้มันไม่เหมือนกันแน่นอน ใครกำลังตัดสินใจอยู่ เลิกคิดถึงปัญหาแล้วมาเถอะมันดีจริงๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 4 พิกัด: Sami Village หลังจากเมื่อคืนเรากลับไปนอนปริ่มใจที่ได้เห็นแสงเหนือที่รัสเซียด้วยตาตัวเองแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมตัวเดินทางไปยัง หมู่บ้านซามิ (Sami Village) เป็นหมู่บ้านชาวพื้นเมืองที่รัสเซีย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่โด่งดังเรื่องฟาร์มสุนัขฮัสกี้ลากเลื่อน (Husky Sledding) แกเอ้ยยยที่เราจะได้ชมความน่ารักของเจ้าสุนัขฮัสกี้สุดแสนจะน่ารักก และยังได้ชมวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี และการแต่งกายของ ชาวพื้นเมืองซามิ จากนั้นเดินทางเข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวล่าแสงเหนือกันอีกครั้ง ใช่ครับ เมื่อคืนยังไม่จุใจเราต้องเก็บบรรยากาศอีกครั้งนึงให้มันคุ้มๆ กันหน่อยย เนี่ยมาทัวร์รัสเซียมันดีอย่างงี้แหละรู้ใจลูกค้ามากก ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าแสงเหนือจะมองเห็นได้ชัดเจนแต่ว่าขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสภาพอากาศในช่วงนั้นๆ ซึ่งในวันนี้แสงเหนือมาตอน 3 ทุ่ม 40 นาที และเหล่านักเที่ยวจำนวนไม่น้อยต่างพากันเอากล้องออกมาถ่ายเก็บแสงออโรร่ากัน เราก็เช่นกันหลังจากเมื่อวานมัวยืนมองเก็บภาพด้วยตาเปล่าแล้วลืมถ่ายรูปซะอย่างนั้น เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 5 พิกัด: Peterhof Palace พิกัด: Bronze Horseman คณะเดินทางกลับมายังกรุงมอสโคว์ที่ สนามบินนานาชาติโดโมเดโดโว ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเราจะกลับมาเที่ยวในกรุงมอสโคว์อีกหนึ่งคืน และมีโอกาสได้ไปเก็บแต้มอีกที่นั่นก็คือที่ พระราชวังฤดูร้อนเปโตรโวเรสต์ (Peterhof Palace) นั่งรถบัสออกจากโรงแรมไปยังเมืองปีเตอร์ฮอฟ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระราชวังห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตก 29 กิโลเมตร เมื่อเดินทางมาถึงบอกเลยว่าคุ้มมาก เราเป็นอีกหคนที่ชอบการชมสถาปัตยกรรมแบบนี้ ที่นี่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และสถาปัตยกรรมมีความโดดเด่นอย่างมากและยังมี อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Bronze Horseman) ที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองนี้ เมื่อชมนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับไปยังที่พักที่กรุงมอสโคว์ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 6 พิกัด: Izmailovsky Market เดินทางไปยัง ตลาดอิสเมลอฟสกี้ (Izmailovsky Market) ตลาดศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของเมือง และตลาดหัตถกรรมที่ใหญ่ที่สุดในมอสโคว์ ที่นี่เราจะได้อิสระช้อปปิ้งของฝากสินค้าพื้นเมืองต่างๆมากมาย ของที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นงานหัตถกรรมอันสวยงามของชาวรัสเซีย พร้อมทั้งเก็บบรรยากาศในเมืองมอสโคว์และได้เดินทางไปยังสนามบินนานาชาติโดโมเดโดโว เพื่อเดินทางไปยังสนามบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทัวร์แสงเหนือที่รัสเซียถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่แน่นๆ จุกๆ เลยก็ว่าได้ คุ้มค่ากับการเดินทางไกลสุดๆ เพราะเราได้ทุกอย่างที่ตั้งลิสต์เอาไว้เลยแถมมีความพิเศษได้ชมเมืองมอสโคว์อีกด้วย ถ้ามีโอกาสรัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราอยากจะไปซ้ำอีกครั้ง ทัวร์รัสเซีย ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้นที่ 27,999 บาท เท่านั้น !
7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ ไม่มาถือว่าพลาด!
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ ไม่มาถือว่าพลาด!
ใกล้เข้ามาแล้วกับฤดูกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด สุดโรแมนติกมีแพลนในใจกันรึยังว่าจะไปที่ไหนดี ถ้ายังไม่มีเราขอแนะนำเมืองยอดฮอตฮิตติดอันดับของญี่ปุ่นอย่างเมืองเล็กๆ ที่แสนจะอบอุ่นอย่างเมือง ‘ฮอกไกโด’ ทัวร์ครับ รวมมาให้แล้วกับ 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ จดลิสต์ไว้ให้พร้อม ไปเที่ยวฮออกไกโดครั้งนี้จะได้ไม่พลาดจุดถ่ายรูปสวยๆ นะครับ จองทัวร์ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ 7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ 1.อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง อุทยานแห่งชาติไดเซสึซังเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโดและแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นหรือเพิ่งเคยมาชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด เป็นครั้งแรก ที่นี่มีเทือกเขาสูงถึง 2,000 เมตร หิมะปกคลุม ซึ่งบริเวณอุทยานจะเป็นภูเขาไฟทำให้มีบ่อน้ำพุร้อนเป็นจำนวนมากและบริเวณนั้นอยู่ในจุดที่สูงด้วยทำให้พืชพรรณไม้ แบบป่าสนอัลไพน์ขึ้นอยู่หลากกลายชนิดและทำให้เหล่านักท่องเที่ยวที่ต้องการถ่ายภาพกับธรรมชาติในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนิยมมาที่อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง บริเวณที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติไดเซสึซังตั้งอยู่ในใจกลางเกาะฮอกไกโด จุดศูนย์กลางของอุทยานแห่งชาติไดเซสึซังมีกลุ่มภูเขาไฟไดเซ็ตสึและยอดเขามากมาย อย่างยอดเขาที่เป็นภูเขาหลักคือเขาอาซาฮิ ซึ่งมีความสูง 2291 เมตร เขาโทกาจิและเขาอิชิคาริ ทำให้เขาพวกนี้ถูกเรียกว่า หลังคาฮอกไกโด อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ถูกแต่งตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติประจำฮอกไกโด รวมไปถึงแม่น้ำอิชิคาริและแม่น้ำโทกาจิ ช่วงฤดูชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด อยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ของทุกปี ทำให้ทั่วทั้งอุทยานจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่พากันเปลี่ยนสีอวดความสวยงามของธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด พิกัด: Daisetsuzan National Park 2.โซอุนเคียว หุบเขาโซอุนเคียว เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม และสามารถชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณนี้ได้แบบมุมสูง ผ่านการนั่งกระเช้าลอยฟ้า ซึ่งทำให้เห็นในอีกมุมมองในการชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด นับได้ว่าสวยงามและได้สัมผัสประสบการณ์การชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แปลกใหม่ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าลอยฟ้าได้ที่หมู่บ้านโซอุนเคียวที่เชิงเขา นอกจากนั้นหุบโซอุนเคียวยังมีน้ำตกที่สวยงามอย่างน้ำตกริวเซและน้ำตกกินกะ อีกทั้งมีสถานที่ธรรมชาติชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด อย่าง หินลาวา Obako ที่เกิดจากการประทุของภูเขาไฟ ทำเกิดเป็นภาพที่สวยงามถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดอีกหนึ่งอย่างของโซอุนเคียว ช่วงเวลาที่แนะนำคือเดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน พิกัด: Sounkyo 3. ยอดเขาคุโรดาเกะ สายธรรมชาติเราขอแนะนำชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโดที่นี่เลยยอดเขาคุโรดาเกะ เพราะหากมาเที่ยวที่นี่ทุกคนจะได้เห็นการเปลี่ยนสีใบไม้ทั่วทั้งภูเขาคุโรดาเกะ ซึ่งมีความสูงถึง 1,984 เมตร ทางเริ่มต้นจะอยู่ที่หมู่บ้านในหุบเขาโซอุนเคียว ภายในหมู่บ้านจะมีทั้งโรงแรม ออนเซ็น ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนั้นถ้าเราเดินทางไปยังยอดเขาคุโรดาเกะ จะมีกระเช้าขึ้นไปยังสถานี Upper Station เป็นจุดที่เราจะได้เห็นวิวจากด้านบนซึ่งมีความสวยงามอย่างมาก ก่อนที่เราจะเดินทางไปยังยอดเขาคุโรดาเกะระหว่างทางสามารถแวะชมธรรมชาติของดอกไม้หลากหลายชนิดตลอดเส้นทาง แต่การเดินทางอาจจะมีความลำบากบ้างแต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะเราจะได้ชมวิวอันสวยงามของธรรมชาติในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด พิกัด: Kurodake Mountain 4. ยอดเขาอะซาฮิดาเกะ มาฮอกไกโดอีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือยอดเขาอะซาฮิดาเกะที่มีความสูงที่สุดในญี่ปุ่นมีความสูงถึง 2,290 เมตร ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอุทานแห่งชาติไดเซสึซังฝั่งเขาอะซาฮิดาเกะ เส้นทางจะเริ่มต้นที่หมู่บ้านอะซาฮิดาเกะออนเซ็น มีกระเช้า Asahidake Ropeway ในหมู่บ้านแห่งนี้กระเช้าจะพาทุกคนเดินทางไปยังสถานี Sugatami ซึ่งต่อจากนี้จะเป็นการผจญภัยซึ่งเลือกเดินได้ 2 เส้นทาง เส้นทางที่ 1 ผ่านบึง Kagami และบึง Suribachi จุดเด่นคือ มีรูปร่างคล้างรูปหัวใจ บริเวณพื้นที่แห่งนี้ยังพืชพรรณสีเขียวตัดกับท้องฟ้าทำให้มันดูสวยงามมากขึ้นไปอีก เหมาะกับการถ่ายรูปเช็คอินสุดๆ ไปเลย เส้นทางที่ 2 นี้จะเป็นวิวธรรมชาติต้นไม้กับลำธารทั้งนี้ระหว่างทางจะมีหินริมบึง Sugatami เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำเส้นทางนี้ ซึ่งระหว่างจะได้ชมการเปลี่ยนสีของใบไม้ตลอดทั้ง 2 เส้นทาง หากนักท่องเที่ยวต้องการไปชมวิวยอดเขาก็สามารถเดินขึ้นไปยังยอดเขาได้อีกด้วย ที่นั่นเราจะได้พบกับวิวอันยอดเยี่ยมของธรรมชาติกับสีส้มสลับเหลืองรับรองว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พิกัด: Asahidake 5. เส้นทางชิเรโทโกะ ไปเที่ยวฮอกไกโด เส้นทางชิเรโทโกะ (Shiretoko Pass) เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางคมนาคมบนเกาะฮอกไกโด แน่นอนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเพราะสองข้างทางจะเต็มไปด้วยวิวของต้นไม้สีเหลืองสลับส้มแล้วยิ่งเส้นทางชิเรโทโกะ นั้นวิวสองข้างทางนี่คือสวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยล่ะครับ แน่นอน Shiretoko Pass ไม่ได้มีดีแค่วิวสองข้างทางที่นี่ยังมีภูเขาราอูซุ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งในภูเขาที่มีความสูงมากที่สุดในชิเรโทโกะเลยทีเดียว โดยมีความสูงมากถึง 1,661 เมตร ถ้าได้ไปยืนถ่ายรูปบนยอดเขากับวิวใบไม้เปลี่ยนสีกับท้องฟ้าและธรรมชาติอันสวยงามพูดได้คำเดียวคุ้มมากกกกกกกก พิกัด: Shiretoko Pass 6. น้ำตกโอชินโคชิน ชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด ต้องไปที่น้ำตกที่มีชื่อในฮอกไกโด ต้องมีชื่อนี้แน่นอน Oshinkoshin Falls เพราะเป็นน้ำตกที่ติด 1 ใน 100 น้ำตกที่ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งน้ำตกนี้จะตั้งอยู่ติดถนนใช่แล้วฟังไม่ผิดตั้งอยู่ติดถนนสายหลักที่มาจากซาอะริไปยังเมืองอูโทโร่ ทำให้น้ำตก Oshinkoshin Falls มีความสะดวกสบายในการเดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติแล้วยิ่งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี น้ำตก Oshinkoshin Falls จะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูร้อนนั้นที่นี่จะชุ่มฉ่ำเเละเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ น้ำตกสูงสวยงามเเละกระเเสน้ำไหลตกลงกระทบกับลานหินเบื้องล่าง แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นสีส้มสลับเหลืองแน่นอนว่าสวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว พิกัด: Oshinkoshin Falls 7. ทะเลสาบทั้งห้าของชิเรโทโกะ ร์ฮอกไกโด จะมีทะเลสาบขนาดเล็กจำนวน 5 แห่ง ที่ชื่อว่า Shiretoko Five Lakes โดยจะตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยเกิดจากภูเขาไฟอิโอะระเบิดทำให้เกิดน้ำพุขึ้นมากจากดินสถานที่แห่งนี้ชาวญี่ปุ่นยังเชื่ออีกว่าเปรียบเสมือนนิ้วทั้ง 5 ของพระผู้เป็นเจ้า วิวโดยรอบของทะเลสาบทั้งห้าชิเรโทโกะจะมีภูเขาโอบล้อมเอาไว้ และมีต้นไม้และผืนหญ้าที่มีความสวยงามอย่างมากโดยจุดที่น่าสนใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นในส่วนของสะพานไม้ยกระดับที่มีความยาวกว่า 800 เมตร ที่จะพาทุกคนชมวิวธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งทะเลสาบ ภูเขาที่ล้อมรอบอยู่ เเละทะเลโอค็อตสค์นับเป็นว่าจุดที่น่าสนใจในการชมฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโดอีกที่หนึ่งเลย พิกัด: Shiretoko Five Lakes ใครกำลังวางแพลนไปทัวร์ฮอกไกโด ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอย่าลืมตามไปเช็คอินให้ครบทุกที่ด้วยนะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน
6 สถานที่ท่องเที่ยวยุโรป เมืองสวยที่ไม่ควรพลาด
พาเที่ยว
ยุโรป
6 สถานที่ท่องเที่ยวยุโรป เมืองสวยที่ไม่ควรพลาด
จองทัวร์ยุโรป เริ่มต้น 27,999 บาทกับ Tourkrub 1.ประเทศโปแลนด์ พิกัด: Poland ประเทศโปแลนด์ เป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันออก ภูมิประเทศของโปแลนด์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบเกือบทั้งประเทศ รายล้อมด้วยธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเลสาบ และชายหาด เมืองโปแลนด์มีสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ผสมผสานทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สถานที่ท่องเที่ยวโปแลนด์ที่แนะนำ เช่น คราคูฟ อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของโปแลนด์ บรรยากาศภายในเมืองถูกรอบด้วยสถาปัตยกรรมทุกยุคทุกสมัยทำให้มีความโดดเด่ดอย่างมากและมีโบสถ์เซนต์แมรี โบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัสกลางเมือง สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สูงถึง 81 เมตร ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่เลยก็ว่าได้ ยังไม่หมดแค่นั้นที่นี่ยังมีปราสาทวาเวล และพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมความงดงามและชมประวัติศาสตร์ของเมือง 2.ประเทศฮังการี พิกัด: Hungary ฮังการี เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ในโซนยุโรปตะวันออก มีความหมายทางประวัติศาสตร์ในด้านของวัฒนธรรมที่ยาวนานตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ว่าด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายและงดงามมีคุณค่า ที่สำคัญฮังการีเป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้มีธรรมชาติล้อมรอบเมืองอุดมสมบูรณ์น่าอยู่ บูดาเปสต์ เป็นเมืองหลวงของประเทศฮังการี มีสมยานามว่า ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ เพราะมีแม่น้ำดานูบ แม่น้ำสายสำคัญของยุโรปกั้นแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งเมืองบูดาและฝั่งเมืองเปสต์ ซึ่งปัจจุบันเชื่อมต่อกันด้วย สะพานเชน หนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในยุโรปและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองบูดาเปสต์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในฮังการี มีสถานที่ท่องชื่อดังอย่าง ป้อมปราการฟิชเชอร์แมนบาสเตียน (Fisherman’s Bastion) และ อาคารรัฐสภาฮังการี ซึ่งแน่นอนทุกอย่างที่เอ่ยมาทั้งหมดควรค่าแก่การไปชมทั้งสิ้น 3.ประเทศออสเตรีย พิกัด: Austria เมื่อหาสถานที่ท่องเที่ยวแถวยุโรปตะวันออกคงนี้ไม่พ้น ประเทศออสเตรีย เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพที่งดงามและอากาศบริสุทธิ์เหมาะแก่การพักผ่อน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติและผสมผสานกับสถาปัตยกรรมยุโรปที่สวยงาม สถานที่แนะนำคือเมืองฮัลล์สตัทท์ เมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเป็นเมืองในฝันของเราเลยล่ะ เคยมาแล้วก็อยากจะมาอีกซ้ำๆ ใครกำลังหาสถานที่ที่พาแฟนมาเดท หรือพามาฮันนูมูนเราขอชูป้ายไฟให้ที่นี่สุดใจ 4.ประเทศรัสเซีย พิกัด: Russia ถ้าพูดถึงประเทศรัสเซียคงต้องรู้จัก กรุงมอสโคว์ เพราะเป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเป็นศูนย์กลางในหลายๆด้าน เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และในด้านของการเดินทาง แถมยังได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นเมืองหลวงที่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพดีที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่ที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างเช่น พระราชวังเครมลินที่ชอบไปปรากฏตัวในหนังดังบ่อยมากที่นี่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมยุคเก่าแก่ มีปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1586 และระฆังของพระเจ้าซาร์ เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือจะไปเที่ยวจัตุรัสแดงแห่งรัสเซีย ที่มีชื่อเสียงอย่างมากสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ตอกลงบนพื้นจนกลายเป็นลานหินโมเสก แต่ถ้าใครกำลังมองหาทริปล่าแสงเหนือล่ะก็รัสเซียก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมมาล่าแสงเหนือกัน แต่การเดินทางอาจจะต้องนั่งเครื่องต่อไปยังมูร์มรังส์ เมืองตอนเหนือของรัสเซีย เพื่อชมแสงเหนืออีกต่อหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความงดงามของธรรมชาติที่เพื่อนๆ จะได้รับก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม 5.ประเทศมอนเตเนโกร พิกัด: Montenegro มอนเตเนโกร เป็นประเทศมีขนาดไม่ใหญ่มากนักแยกตัวจากยูโกสลาเวีย ชื่อมีความหมายว่า ภูเขาดำ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโครเอเชีย เมืองกอเตอร์ เป็นเมืองที่เก่าแก่ชายฝั่งของประเทศมอนเตเนโกร ว่าด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลางและมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย โดยที่นี่ยังได้ขึ้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและมรดกทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี 1970 ทุกอย่างในเมืองมีสถานที่เก่าแก่มากมายรวมถึงโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 809 แน่นอนว่าภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทำให้เมืองแห่งนี้มีความสวยงามเหมือนหลุดออกมาจากจินตนาการ มองไปทางไหนก็เจอแต่ธรรมชาติบวกกับสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศชวนอันน่าหลงไหลรับรองว่าทุกคนจะได้รับวิวที่สวยงามไม่เหมือนที่ไหนเลยล่ะ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง โบสถ์พระแม่มารีย์แห่งหิน ที่ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวโคเตอร์เป็นเกาะเล็กๆ ถูกสร้างขึ้นปี 1632 6.ประเทศโครเอเชีย พิกัด: Croatia ประเทศโครเอเชียหลายคนอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ถ้าเป็นคนดูฟุตบอล แต่เรื่องท่องเที่ยวที่นี่ก็ไม่เป็นสองรองใคร มีความงามของเมืองและวิวทิวทัศน์ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าใครต่างก็ยืนยันว่าโครเอเชียเป็นประเทศที่งดงามและควรค่าแก่การไปสัมผัสบรรยากาศริมทะเลเป็นที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังได้สมยานามว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว มาจากรูปร่างของประเทศที่คล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวหรือเกือกม้า สถานทีท่องเที่ยวที่แนะนำอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย มีน้ำตก ป่าไม้ และทะเลสาบอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ความงามของ บิ๊กวอเตอร์ฟอลส์ น้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและยังมีบริการล่องเรือในทะเลสาบโกมยาค ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีที่ท่องเที่ยวอย่างเมืองเก่าโทรเกียร์ เป็นเมืองที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี 1997 มีความสวยงามเข้ากันอย่างลงตัวด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากอิฐ อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนถึงประเทศโครเอเชียก็คือ เมืองดูโบรฟนิค เป็นที่รู้จักในนักท่องเที่ยวว่าเป็น ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก ความสวยและบรรยากาศเรียกได้ว่าเป็นการเที่ยวยุโรปตะวันออกที่เพอร์เฟค ! เป็นไงกันบ้าง ?? บอกแล้วว่าอย่าตัดสินแค่ว่าเพราะเขาไม่ฮิตกันจริงมั้ยล่ะครับ? นี่เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มจดลิสต์กันไว้แล้วว่าอยากไปประเทศไหนใน 6 ประเทศนี้ก่อนดี แต่ถ้าให้แอดมินเลือกส่วนตัวแอดมินชอบประเทศโครเอเชีย ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวของยุโรป เพราะภูมิประเทศของเขาเรียกได้ว่าอย่างกับหลุดมาในหนังยังไงยังงั้นเลย มันสุดจริง แต่ประเทศอื่นก็มีดีแตกต่างกันไปอยู่ที่เพื่อนๆ แล้วล่ะครับ ว่าชอบแบบไหน เลือกได้แล้วก็กดจองตั๋วออนทัวร์กับ Tourkrub กันเลยยยย
3 เมือง unseen ที่ต้อง Go Go Go เที่ยวโมรอคโคกันดีกว่า !
พาเที่ยว
สเปน
3 เมือง unseen ที่ต้อง Go Go Go เที่ยวโมรอคโคกันดีกว่า !
สายเที่ยวบางคนอาจจะกำลังหาที่เที่ยวนอกแถบเอเชียอยู่ แต่ก็กังวลว่าถ้าจะไปในที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยแล้วมันจะเป็นยังไง Tourkrub ต้องขอบอกก่อนว่าในแต่ละประเทศ ก็จะมีสิ่งที่เป็นไฮไลท์จุดปังที่ดึงดูดนักเดินทางแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นปราสาท ตึก สะพาน สวนสนุก รูปปั้น ภูเขา แม่น้ำ วิวธรรมชาติ แต่กับ “โมรอคโค” นั้นบอกเลยว่าแตกต่างนะครับ เป็นประเทศ Unseen ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนึกถึงกันเท่าไหร่ แต่โมรอคโคนี่แหละ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่งที่ Tourkrub ไม่อยากให้พลาดเลยล่ะครับ แผนที่:Morocco เพราะนอกจากประเทศโมรอคโคจะขึ้นชื่อในศิลปะสไตล์ของตัวเอง ที่เรามักคุ้นตากับการตกแต่งสไตล์โมรอคโคอันเกลื่อนกลาดตามคาเฟ่และรีสอร์ตในเมืองไทย แต่รู้หรือไม่ว่า โมรอคโคมีเมืองสุดแปลกแตกต่างกว่าประเทศยอดนิยมทั้งหลายที่นักเที่ยวแหวกแนวห้ามพลาด อย่างน้อยก็ 3 เมืองที่เราจะมาเล่าให้ฟัง ลุยเลยยยยย !!! 1.เที่ยวโมรอคโค Merzouga กับทะเลทรายซาฮาร่า พิกัด:Merzouga มาเยือนทวีปแอฟริกาทั้งที จะไม่พูดถึงทะเลทรายขนาดมหึมาอย่างซาฮาร่าก็กระไรอยู่ ทะเลทรายซาฮาร่าเป็นทะเลทรายมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลก แหม่ทะเลทรายฮอตฮิตทั้งหลายต้องหลบให้พี่เค้าละ ลืมไปได้เลยกับการไปถ่ายรูปกิ๊กๆก๊อกๆในทะเลทรายประเทศเพื่อนบ้าน พี่ซาฮาร่าเค้าน่ะของจริง งามงดยิ่งใหญ่เหลืองทองอร่ามมาก การไปเยือนก็ง่ายแสนง่าย แค่นั่งรถไปเมือง Merzouga แล้วขี่น้องอูฐดุ่ยๆมุ่งหน้าเดินเข้าไปในทะเลทรายไกลสุดลูกหูลูกตา หยิบ sandboard มาเหยียบลื่นสไลด์ไปตามเนินทรายเก๋ๆ จัดเต็มกับท่าโพสท์เล่นกับทรายตามสไตล์และความครีเอทของตัวเองกันให้หนำใจ ตกเย็นก็ตั้งกล้องถ่ายแสงสีส้มทอดลงบนทรายสีทอง แล้วนอนค้างกันซักคืนในเต้นท์แบบดั้งเดิมของชาว Berber (ชาวพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย) เอนหลังลงบนทรายอันแสนนุ่มชื่นชมดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอันโรแมนติก เอิ่ม แต่อาจจะไม่ค่อยโรแมนติกมากเท่าไหร่ เพราะทะเลทรายอะนะ ก็แห้งแล้ง มีแต่ทรายเหนอะหนะ น้ำมีจำกัด ต้องใช้ชีวิตขัดทุกหลักการของความสะอาด เนื้อตัวก็จะเขรอะๆมอมๆหน่อย แฮร่! 2.เที่ยวโมรอคโค Fez กับบ่อสี พิกัด:Fez เมืองหลวงแห่งศิลปะและงานแฮนด์เมดจากหนังสัตว์ต้องยกให้ Fez เค้าเลย สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังไฮเอนของยุโรปต่างก็ใช้หนังคุณภาพดีจากที่นี่กันทั้งนั้น เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องการฟอกและย้อมสีหนัง ตั้งแต่ต้นกระบวนการลอกเอาหนังออกจากวัว แกะและผองเพื่อน กำจัดขนออกจากหนัง และแช่หนังด้วยน้ำผสมอึนกพิราบและฉี่วัวให้มันนุ่มและกัดสี ถ้านึกภาพตาม ก็พอจะได้กลิ่นเลยมั้ยว่าทั้งเมืองบรรยากาศจะเป็นยังไง ใช่ฮะ ก็จะมีกลิ่นอึนกพิราบ ฉี่วัว ปะปนด้วยกลิ่นเนื้อสดแบบร้านขายเนื้อในตลาด ออร์แกนิคสุดๆ เอาที่สบายใจเลยละกัน จุดไฮไลท์ที่ต้องแวะไปชมให้ได้ คือ บ่อหลุมที่ใช้สำหรับผสมเพื่อย้อมหรือฟอกสีหนัง (Tannery) บ่อพวกนี้มีมากมายหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง แต่จะได้ป๊ะบ่อที่มันมีสีสันกุ๊กกิ๊กมั้ยนั้นต้องขึ้นอยู่กับดวงละ ว่าไปจังหวะที่เค้ากำลังจะย้อมสีมั้ย ไม่งั้นก็จะเห็นแต่บ่อเปลือยๆดิบๆแทน อ้อ อีกหนึ่งความดีงามของเมือง Fez คือ ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายแหล่จากหนังสัตว์นั้นราคาสบายกระเป๋าได้อีกครับ เพราะของราคาถูกมากก (ราคากระเป๋าหนังไม่ต่างกับกระเป๋าผ้าอะเห้ย!) และไม่ต้องห่วงว่าจะหนังจริงหนังปลอม แหม่ กลิ่นหลังร้านตลบอบอวนซะขนาดนี้ 3.เที่ยวโมรอคโค Chefchaouen กับเมืองสีฟ้า พิกัด:Chefchaouen ยืนยันได้เลยว่านี่เป็นเมืองเดียวในโลกที่เป็นสีฟ้าทั้งเมือง! ย้ำว่าทั้งเมือง ไม่ใช่แค่ย่านเพียงไม่กี่ถนนกะโหลกกะลา แต่มันคือทั้งเมืองบนเขา ว่ากันว่าเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโมรอคโคแห่งนี้ มีสีฟ้าเพราะผู้อพยพชาวมัวร์และชาวยิวสร้างเมืองนี้ โดยทาสีฟ้า-น้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า ท้องฟ้าและทะเล (แถมช่วยไล่ยุงได้อีกนะเออ ฉลาดไปอีก!) ทั้งผนังบ้าน พิ้นถนน บันได แทบจะทุกอย่างเป็นสีฟ้าน้ำเงินหมดเลย คู่ควรมากกับการมาเดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปสวยๆ แนะนำให้ ปีนเขาข้างๆเมืองขึ้นไปเพื่อชมวิวเมืองแบบเต็มๆตา พร้อมฟังเสียงระฆังกังวาลเมื่อถึงเวลาละหมาด และเมืองนี้ก็เป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่สายช้อปของแฮนด์เมดกุ๊กกิ๊กจะต้องหมดตัวอย่างแน่นอน มีทั้งร้านขายสบู่ออร์แกนิคดีไซน์ชิคๆ ร้านขายเครื่องหอมร้อยกลิ่น และร้านขายของเก่าโบราณน่าสะสม หรืออยากจะลองเพ้นท์เฮนน่าเพิ่มดีกรีความอาหรับในตัวก็แซ่บไม่เบา ความยากคือ เมืองเล็กๆนี้อาจจะเดินทางไกลหน่อยจากเมืองอื่นๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ามากจริง เพราะความสบายตาของสีฟ้า ความสะอาดของเมือง และความน่ารักของผู้คน ทำให้ฟินสุดๆกับการพักผ่อนหย่อนใจสักสองสามคืนที่นี่
5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ  ประเทศจีน
พาเที่ยว
จีน
5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ ประเทศจีน
แต่ลิสต์ในหัวก็มีเยอะซะจนเลือกไม่ถูกเลยใช่มั้ยล่ะ นู่นก็ดีนี่ก็โดน สำหรับใครที่ยังคิดจุดหมายปลายทางไม่ออกล่ะก็ ทัวร์ครับ ขอแนะนำ ทะเลสาบคานาสือ อีกหนึ่งสถานที่ในทัวร์จีนที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คานาสือก่อนตายเพราะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญปัจจุบันการเดินทางและค่าใช้จ่ายครอบคลุมมากๆ เราเคยคิดว่าการไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ราคาพอๆ กับเที่ยวในประเทศไปซะแล้ว สำหรับใครที่ไม่เชี่ยวชาญทางและภาษาแต่ต้องการความสะดวกสบายล่ะก็เราว่าการเลือกแพ็คเกจทัวร์จีนดีๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจนะครับ จองทัวร์จีน ราคาสุดคุ้ม มาพูดถึง คานาสือ หรืออุทยานคานาส กันดีกว่า ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศสาธารณะประชาชนจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศจีนเลยก็ว่าได้เพราะมีความสวยงามและยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คานาสือดังไปทั่วโลกคือข่าวการปรากฏตัวผลุบๆโผล่ๆ ที่แปลกประหลาดของน้ำแพร่สะพัดออกไป ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางป่าลึกของภูเขาสูงอาเอ่อไท้ มีความสวยงามและอากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งทำให้เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูร้อน ทะเลสาบคานาสือจะมีความสวยเป็นพิเศษ แตกต่างจากที่อื่นเพราะว่าน้ำในทะเลของคานาสือจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาลและสภาพอากาศ ซึ่งแต่ละสีมีความสวยงามแตกต่างกันไปทำให้เหมือนเราหลุดเข้าไปในดินแดนสวรรค์เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าคานาสือยังเป็นเขตรักษาพันธุ์และเพาะพันธุ์สัตว์และพืชที่ราบสูงไซบีเรียตอนใต้ เพียงหนึ่งเดียวของประเทศจีนอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีพรรณไม้ต่างๆ นานามากมายและมีสัตว์มากมายหลายชนิดทำให้คานาสือมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาเที่ยวจีน ทะเลสาบคานาสือ เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงฤดูร้อน แน่นอนว่าช่วงนี้มีพื้นป่าและทุ่งหญ้าที่เป็นสีเขียวและยังมองเห็นภูเขามีหิมะปกคลุม แต่อากาศยังมีความหนาวอยู่พอสมควร เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ก็ยังเป็นช่วงฤดูร้อน แต่บริเวณทุ่งหญ้าเริ่มการบานของดอกไม้นานาชนิดทำให้มีความสวยงามอย่างมาก อากาศเย็นสบายไม่หนาวมาก เดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยามมากันช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงเปลี่ยนสีของใบไม้ แน่นอนว่าเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะมากันทำให้ค่าตั๋วและค่าที่พักจะแพงเป็นพิเศษเพราะต้องการมาชมพื้นป่าที่เปลี่ยนสีและเขาที่เปลี่ยนจากสีเขียนเป็นสีเหลืองทั้งอุทยาน 5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ แผนที่: Kanas, Xinjiang 1. คุ้งน้ำแสงจันทร์ คานาสือ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเลยที่เมื่อมาคานาสือแล้วต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชมคุ้งน้ำแสงจันทร์ที่ขนาบด้วยภูเขาทั้งสองฝั่งแล้วยิ่งไปกว่านั้นน้ำในทะเลสาบยังวนไปวนมา สิ่งเหล่านี้เกิดจากอิทธิพลจากภูเขา ทำให้จุดนี้เปรียบเสมือนพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำ ซึ่งบริเวณตรงทะเลสาบมีเกาะอยู่สองเกาะที่เปรียบเสมือนรอยเท้าขนาดใหญ่ จุดนี้เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมแล้วบริเวณนี้ 2. คุ้งน้ำเทพยาดา คานาสือ เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนมาเที่ยวจีนคานาสือไม่ควรจะพลาด เพราะบริเวณลำน้ำของทะเลสาบมีเกาะเล็กๆ อยู่มากมายในทะเลสาบ ผู้คนต่างเรียกเกาะนี้ว่า คุ้งน้ำเทพยาดา เกิดจากน้ำจากทะเลสาบคานาสือที่ไหลผ่านลุ่มน้ำกลางภูเขาไปอย่างช้าๆ ทำให้กลายเป็นหนองน้ำและชายหาดที่มีความใสสวยงาม ในช่วงเวลาที่แสงแดดสาดส่องมากระทบน้ำในทะเลสาบจะส่องแสงทอประกายระยิบระยับออกมา จึงได้ชื่อสวยๆ ว่าคุ้งน้ำเทพยาดา ถ้าใส่ชุดสีสดใสไปถ่ายรูปละก็รับรองว่าได้รูปโปรไฟล์ใหม่เลยล่ะ 3.หมู่บ้านถูหว่า !!!!!!! ตั้งอยู่ทางฝั่งตอนใต้ของทะเลสาบคานาสือ ห่างจากห้วยลึกระหว่างเขา 3 กิโลเมตร หมู่บ้านแห่งนี้นิยมใช้ไม้ซุงเป็นหลัก ซึ่งตัวจะบ้านเป็นไม้เกือบทั้งหลังมีความกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมาก ในใจก็แอบคิดว่าถ้าได้ไปอยู่คงฟินน่าดูเลยเพราะได้อยู่กลางธรรมชาติอย่างแท้จริง แน่นอนว่าใครที่ชื่นชอบชมวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองประกอบกับเดินชมหมู่บ้านที่ทำจากไม้ซุงกว่า 100 หลังไม่ควรพลาดเที่ยวจีนที่นี่เลย 4.ทะเลสาบขาว คานาสือ ขึ้นชื่อว่า ทะเลสาบขาว ก็ต้องมีน้ำที่ใสบริสุทธิ์เหมือนกับสีขาวอะไรแบบนั้น ทะเลสาบขาวตั้งอยู่ที่ภูเขาอาเอ่อไท้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบคานาสือ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลคือ 1954 เมตร มีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร ความอเมซิ่งของที่นี่คือเป็นทะเลสาบสีขาวตลอดทั้งฤดูกาลสีของน้ำนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะที่นี่เกิดจากธารน้ำแข็งขยับตัวเสียดสีกับก้อนหินจำนวนมากจนเปลี่ยนเป็นสีขาวและไหลลงไปสู่ทะเลสาบ ซึ่งบริเวณนี้ความสวยงามอย่างมากบวกอยู่บนที่สูงทำให้อากาศเย็นสบายพร้อมกับวิวที่สวยมาก แน่นอนว่าเมื่อไปเที่ยวจีนที่คานาสือแล้วไม่ควรจะพลาดชมความใสของน้ำที่ทะเลสาบขาว 5.ทะเลสาบดำ คานาสือ แน่นอนว่าเที่ยวจีน คานาสือมีทะเลสาบขาวก็ต้องมีทะเลสาบดำ ฟังจากสีดำแล้วคงคิดว่าคงจะไม่สวยแต่ในทางกลับกันทะเลแห่งนี้กลับมีความแปลกตาจนกลายเป็นสวยสะกดเลยก็ว่าได้และที่นี่ยังเป็นที่สนใจของเหล่านักเที่ยวถึงความแปลกตาในสีของทะเลสาบ ทะเลสาบตั้งห่างจากหมู่บ้านคานาสือไปทางทิศตะวันตก 13 กิโลเมตร ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากธารน้ำแข็งเกิดการแตกตัวเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดเป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,800 ถึง 2,200 เมตร เห็นแค่ภาพก็พอจะรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะครับ ว่าเที่ยวจีน คานาสือ วิวหลักแสนจ่ายหลักหมื่นเป็นยังไง แต่เชื่อมั้ยว่าได้ขนาดนี้แต่อยู่ในงบหลักหมื่นเท่านั้นเอง เพราะไปที่นี่โดยใช้บริการของ Tourkrub จากที่เคยคิดว่าไปเองคุมเงินง่ายกว่า เลือกนู่นนี่นั่นได้เอง แต่พอลองไปจริงๆ แล้วนี่เปลี่ยนความคิดไปเลยเพราะหมดปัญหาเรื่องจะไปไหนต่อ จะกินอะไร จะนอนไหน แนะนำมากๆ สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ไม่ชำนาญทางอย่างเรา มาเที่ยวจีน คานาสือ กับ Tourkrubกันเลยย
รีวิว เที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3 คืน
พาเที่ยว
สิงคโปร์
รีวิว เที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3 คืน
ปล. งบใช้จ่ายทริปนี้เน้นสบายๆ เพราะไปแบบครอบครัว ไม่เน้นว่าต้องถูกมาก เอาให้พ่อแม่สบายด้วย ถือว่าไปเที่ยวสิงคโปร์แบบราคาเอื้อมถึงละกัน เพราะไม่ถูกและไม่แพงเกินไป เราไปดูกันดีกว่าว่า ทริปสิงคโปร์ 4 คืน 3 วัน ได้ไปเที่ยวไหนกันบ้าง มาเริ่มกันเลยยย เที่ยวสิงคโปร์ 4 คืน 3 คืนกับ Tourkrub เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 1 วันแรกเราเริ่มทริปนั่งเครื่องไปลงสนามบินสิงคโปร์ เนื่องจากทริปนี้รถเข็นหลานวัย 4 ขวบและพ่อกับแม่ด้วย การเดินทางอาจจะลำบากนิดนึง ถ้าต้องไปรถประจำทาง เราตัดสินใจเรียก Taxi (รถ Alphard 6 ที่นั่ง 48$) เข้าเมืองไปยังโรงแรมที่ถนน Bencoolen st. คนขับบอกว่าโรงแรมที่อยู่ location ดีมากกกกกก (ส่วนตัวไม่เคยพักที่นี่ แต่พอถึงแล้วชอบมากเพราะใกล้สถานที่เที่ยวหลายๆที่เลย) เราไปถึงกันช่วงเย็นแล้ว พอไปถึงโรงแรมเลยพักผ่อนกันเล็กน้อยก่อนเดินเล่นชมเมืองกัน แวะทานข้าวเย็นที่ Food Republic และสตาบัคส์ หัวมุมถนน Bencoolen ใกล้ที่พัก เน้นสะดวกแต่ที่จริงแล้วแถวนี้ยังร้านอาหารสิงคโปร์ยอดนิยมอยู่เยอะแยะเลย และอาหารที่สิงคโปร์สำหรับใครที่ไม่เคยมาเที่ยวสิงคโปร์ ขอบอกก่อนสไตล์ของอาหารที่นี่จะออกแนว ผสมผสานระหว่างเอเชียกับยุโรป รสชาติคนไทยกินได้สบายมาก แต่ถ้าใครกินไม่ได้ ในสิงคโปร์ก็มีร้านอาหารไทยอยู่เยอะค่ะ สามารถหาทานได้ตามสะดวกเลย เดินเล่นมาเรื่อย ผ่าน Singapore Art Museum (ช่วงนี้ Renovate) ผ่าน Chijmes แหล่งร้านอาหารและบาร์ที่เป็นโบสถ์คริสต์ เดินไปแชะภาพกับ Landmark ของสิงคโปร์ที่ Merlion Park ใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับเมไลออนหรือการ์เด้นบายเดอะเบย์ บอกเลยว่ามาไม่ถึง เรื่องถ่ายรูปบอกเลยคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่สายเซลฟี่ละก็แชะภาพกันแบบรัวๆไปเลยจ้า เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 2 เช้าวันที่ 2 ทานอาหารเช้าแบบเจ้าตำรับอาหารเช้าชาวสิงคโปร์ ที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast เดินจากโรงแรมไปอีกยังถนน Middle st. จากโรงแรม 5 นาที สมเป็นร้านเจ้าตำรับคนมาต่อแถวทานอาหารแต่เช้า (ร้านนี้แม่ชอบมากกกกก วันที่เหลือมาซื้อทานทุกวัน) ทริปครอบครัวสายทำบุญ เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ครั้งนี้ก็ไม่พลาดค่ะ เอาฤกษ์เอาชัยไหว้แม่กวนอิมที่วัดศักดิ์สิทธิ์ Kwan Im Thong Hood Cho (เดินจากร้าน Ya Kun Kaya Toast 5 นาที) พอทำบุญกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ต่อด้วยการเดินทางไป MRT Chinatown เพื่อซื้อบัตรเข้า S.E.A aquarium สำหรับไปเที่ยววันนี้และบัตรเข้า Garden by the bay ล่วงหน้าสำหรับวันพรุ่งนี้ค่ะ ได้มา Mrt Chinatown ทั้งทีเราเลยได้โอกาสแวะไปทานข้าวมันไก่ชื่อดังที่ร้าน Tian Tian Chicken Rice กินคาวเสร็จต้องต่อด้วยของหวาน เลยไปทานลอดช่องสิงคโปร์กันต่อ (เวลาสั่งลอดช่องเรียกว่า Chandol) ที่ Maxwell Food Center พอทานอาหารอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็พาคุณพ่อคุณแม่ไปแวะวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วทำบุญอีกครั้ง วันนี้ถือว่าอิ่มท้องแล้วยังอิ่มใจกันด้วย พอช่วงบ่ายวันนี้เราจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก มีคนแอบบ่นหน่อยๆเพราะเดินเยอะ แต่ไม่เป็นไรถือว่าได้ออกกำลังกายกัน อิอิ เดินไปเที่ยวไป ไปเกาะเซนโตซ่ากันด้วย Mrt ลงสถานี Harbourfront เข้าห้าง Vivo City เดินไปเกาะทาง Sentosa Boardwalk วิวสวยมาก เมื่อถึงเกาะก็แวะเติมพลังกันที่ McDonald ก่อนเข้าไปชม S.E.A Aquarium เป็นอันจบทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน วันที่ 2 แล้วววว เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 3 วันที่ 3 ตื่นกันแบบสบายๆ เพราะว่าเมื่อวานเดินค่อนข้างเยอะ แพลนทั้งวันคือการไป Garden by the bay ช่วงนี้มีเทศกาลทุ่งทิวลิปใน Flower Dome วันนี้เราจะเข้าทั้ง 2 Dome เลย ภายในทั้งสอง Dome สวยมากๆ ทั้ง Flower Dome และ Cloud Forestใช้เวลาที่นี่ทั้งวันไม่เบื่อแน่นอน มีอะไรให้ชมเยอะ และบริเวณใกล้เคียงมี Children's Garden เป็นสวนน้ำสำหรับเด็กๆ ได้เข้าฟรี หลานเลยเล่นน้ำได้สบายใจเลย ช่วงเย็นเราก็เดินดูสวน Garden by the bay และ Super tree หามุมถ่ายรูปครอบครัวสวยๆ ช่วงเย็นเราอยากกินอาหารนานาชาติกัน จึงเลือก Lau Pa Sak Food Center เป็นจุดหมายของอาหารเย็นนี้ พรุ่งนี้กลับบ้านแล้วจ้า เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : Day 4 ทริปสิงคโปร์วันสุดท้ายยย ถือว่า 4 วัน 3 คืน กำลังโอเคกับสถานที่เที่ยว วันลางานและงบที่เราได้เตรียมไว้ จุดหมายสุดท้ายที่เราจะไปกันก่อนบินกลับอยู่ใกล้ๆ สถานบินเลย Jewel Terminal Changi Airport ใกล้ Terminal 1 ถ่ายรูปออกมาสวยงามมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าคือสนามบิน (เห็นเค้าบอกว่าที่นี่คือสนามบินที่สวยที่สุดในเอเชียเลยนะ) ทริปนี้เป็นทริปที่ทั้งครอบครัวรู้สึกถึงการพักผ่อน และได้ใช้เวลาร่วมกันมากๆ เป็นทริปที่ถ่ายรูปสวย กินง่าย นอนสบาย จบทริปแล้วลาไปก่อน แล้วเราจะเจอกันทริปครอบครัวครั้งหน้าค่ะ สรุปค่าใช้จ่ายทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 1.ค่าตั๋วเครื่องไปบินกลับ กทม.-สิงคโปร์ 5 คน พร้อมน้ำหนักกระเป๋า 40 กก. 35,000 บาท (บินช่วงบ่าย) 2. ค่าที่พักห้องขนาดครอบครัว 3 คืน 21,320 บาท 3. ค่าเดินทาง ค่า Taxi 6 ที่นั่ง Airport-Hotel/ Hotel- Airport 98$SG (2,275 บาท) ค่าเดินทางด้วย MRT วันที่ 2 Mrt Bencoolen-Chinatown-Harbourfront 17$SG (394 บาท) ค่าเดินทาง ด้วย Grab ทั้ง 3 วัน (รถ 6 ที่นั่ง) 4 เที่ยว 65$SG (1,509 บาn) 4. ค่าอาหาร4 วัน 3 คืนสำหรับ 5 คน Food Republic 45$ อาหารและเครื่องดื่ม ค่าอาหารตกคนละ 6-10$ เครื่องดื่ม Sugar Crane 2.5$ Tian Tian Taiwanese ไก่จานใหญ่และข้าวตกอยู่ที่ 49$ Lau Pa Sat Food Center อาหารซีฟู้ด ซาเตย์ เครื่องดื่ม 88$ Ya Ku Kaya Toast 11$ ชุดอาหารเช้า ประมาณ 2 ชุด+ ชา กาแฟ รวมค่าอาหารประมาณ 203$sg (4,703 บาท) 5. บัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเข้า S.E.A Aquarium (ผู้ใหญ่ 3-72$) เด็ก 1(16$) ผู้สูงอายุ 1 (16$) ค่าเข้า Garden by the bay (2 Dome) ผู้ใหญ่ 4 (72$) เด็ก 1 (12$) รวมทั้งหมด 188$SG (4,364บาท) ทริปนี้ค่าใช้จ่ายโดยประมาณรวมค่าที่พัก+เดินทาง+ค่ากินตามร้าน+บัตรเข้าสถานที่ ไม่รวมช้อปปิ้งของฝาก อยู่ที่ 69,565 บาท รวม 5 คนนะ บอกเลยว่าไม่แพงเลย ราคานี้กับความสุขและการพักผ่อนของคนในครอบครัวถือว่าคุ้มมากๆ และประทับใจมากๆ ค่ะ ทัวร์สิงคโปร์ ราคาสุดคุ้ม กับ Tourkrub ปัญหาที่เจอในทริป ไม่ค่อยมีเนื่องจากทำการบ้านเรื่องการกินและเที่ยวไปพอสมควร แต่จะมีปัญาหาคือ ถ้าเที่ยวแบบสบายๆ เดินทางเองไม่ใช้บริการ Taxi จะเดินเท้าค่อนข้างไกลพอสมควร จะมีอาการเมื่อยล้าบ้าง สถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์มีหลายย่าน ไปครั้งเดียวไม่สามารถเก็บได้หมดถ้าไปแบบครอบครัว เพราะจะต้องเผื่อเวลาในการพักระหว่างทางด้วย ดังนั้นแนะนำคนที่เดินทางแบบครอบครัวไม่ควรจัดตารางแน่น 1 วัน ควรมี 2-3 ที่พอและเดินทางใกล้ๆ กัน และหาที่พักที่เดินทางง่ายสะดวก ไปสถานที่ต่างๆได้รวดเร็วจะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้ดีค่ะ สำหรับที่ไม่มีเวลาวางแผนเที่ยว แนะนำว่าให้ซื้อ ทัวร์สิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ไปเที่ยวจะสะดวกและประหยัดงบมากกว่า พร้อมทั้งความสะดวกสบายในการเดินทาง แถมมีไกด์คอยดูแลคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย รีวิวทริปเที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3คืน ทริปพักผ่อน นอนหลับกินดี แฮปปี้ทุกวัย ลากันรอบนี้ เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ