ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
รีวิวเที่ยวเน้นๆ ญี่ปุ่น โอซาก้า 6 วัน 4 คืน จัดว่าเด็ด !
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
รีวิวเที่ยวเน้นๆ ญี่ปุ่น โอซาก้า 6 วัน 4 คืน จัดว่าเด็ด !
เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 1 เริ่มต้นที่ “สนามบินคันไซ,ญี่ปุ่น” ให้เราเดินไปที่เค้าเตอร์ “Kansai Tourist” เพื่อที่จะซื้อบัตรท่องเที่ยว “Osaka Amazing Pass (OSA)” บัตรนี้มีประโยชน์มากตรงที่ใช้เข้าแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆในโอซาก้าฟรี และยังสามารถใช้เดินทางในโอซาก้าด้วยรถไฟฟ้าฟรีอีกด้วย(ยกเว้นสายJR) โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบ 1 วัน ที่ราคา 2,500เยน และแบบ 2 วัน ราคา 3,300 เยน (แนะนำให้ซื้อแบบ 2 วัน เพราะที่เที่ยวฟรีเยอะมาก) เมื่อได้บัตรแล้ว เราก็ออกจากสนามบินมาที่ชั้น 2 เพื่อข้ามไปยัง “สถานีรถไฟคันไซ” ได้เลยจ้า โดยรถไฟจะมีให้เลือก 2 แบบ ทั้งแบบธรรมดา ( 920 เยน ) และแบบ Express ( 1,430 เยน ) ซึ่งจะแตกต่างกันนิดหน่อยตรงระยะเวลาในการเดินทาง ถ้าใครรีบก็สามารถเลือกแบบ Express ได้ แต่สำหรับผมมาชิวๆ ขอนั่งแบบธรรมดาชมวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นแล้วกันครับ ตั๋วจากสนามบินคันไซ ไปลง นัมบะ ถ้าใคร " งง ? " เรื่องเส้นทางรถไฟ ผมแนะนำให้ใช้ Google Map นะครับ แล้วเลือกหมวด “รถไฟ” เวลาจะเดินทางไปไหน ตัวแอพจะบอกเส้นทางให้เราแบบละเอียดมากๆ ว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน ลงสถานีไหน สบายๆไม่ต้องกลัวหลงเลยจ้า แถมการท่องเที่ยวในโอซาก้านั้น สะดวกมากๆ เพราะแหล่งท่องเที่ยวทุกที มีสถานีรถไฟเข้าถึงทั้งหมด พูดง่ายๆก็คือ มีบัตร “OSA” ใบเดียว เที่ยวได้ทุกที่ ฟรีตลอดงานจ้า 5555 + เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 2 หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็พร้อมลุยกันทันที ที่เที่ยวแรกของวันนี้ก็คือ “หอคอยสึเทนคาคุ” ถูกสร้างขึ้นในปี 1912 แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หอคอยแห่งนี้ถูกทำลายลง และถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี 1956 แต่มีความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 103 เมตร ตั้งอยู่ย่าน ซินเซไก เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโอซาก้า โดยที่ชั้น 5 จะมีรูปปั้นบิลลิเคน ( Billiken ) ที่เป็นเทพแห่งโชคลาภ เชื่อกันว่าใครได้ลูบเท้าของบิลลิเคนที่ชั้น 5 ครบทุกองค์จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง( ค่าเข้า700เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตรOSA ) ต่อมาเราก็นั้งรถไฟมาเที่ยวที่ “ปราสาทโอซาก้า” เป็นแลนมาร์คสำคัญ อันดับ 1 ของเมืองโอซาก้าเลยก็ว่าได้ ตัวปราสาทถูกล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงหินหนา คูน้ำและสวนปนิชิโนมารุ ตัวปราสาทมีทั้งหมด 8 ชั้น ด้านในมีการจัดนิทรรศการประวัติศ่สตร์เอาไว้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีความงดงามอย่างมาก เนื่องจากบริเวณสวนรอบๆปราสาท มีต้นซากุระอยู่กว่า 600 ต้น จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวไม่ขาดสาย ( ค่าเข้า600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) หากใครสนใจจะไปเที่ยว ปราสาทโอซาก้าคลิกตรงนี้ได้เลย ที่ต่อไปที่เรามาก็คือ "ชิงช้าสวรรค์ Hep Five HEP5 ヘップ ファイブ" เป็นชิงช้าสวรร์สีแดงที่ตั้งอยุ่ชั้นบนของห้าง HEP5 นั้นเอง เป็นชิงช้าสวรร์ที่อยู่ใจกลางเมืองโอซาก้า ทำให้เราสามารถชมวิวรอบๆตัวเมืองได้ทั้งหมดเลย โดยปกติจะเสียค่าขึ้นคนละ 500เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA (ฟรีอีกแล้ว อิอิ) ตกเย็นแล้ว ใครอยากชมพระอาทิตย์ตก ชมแสงไฟยามค่ำคืน ต้องที่นี่เลย “Umedaskybuilding” ด้วยตัวตึกมีความสูงถึง 173เมตร บวกกับรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ตึดนี้เป็นตึกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ด้านบนเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวิวเมืองยามค่ำคืนได้ และยังมีคาเฟ่ลอยฟ้าไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวให้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศยามค่ำคืนอีกด้วย ที่ลานด้านล่างของตัว ก็มีจัดงานคริสมาสและโซนร้านอาหารไว้ด้วยนะ สาวๆคนไหนพาคุณแฟนมาด้วยนี่ อากาศหนาวๆกับแสงไฟสวยๆ โรแมนติคมากอ่ะขอบอก ^^ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 3 วัด “Shitennō-ji ,ชิเทนโนจิ” เป็นวัดพุทธแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 593 ปัจจุบันมีอายุกว่า 1,400 ปีมาแล้ว เป็นวัดที่อยู่คู่กับประวิติศาสตร์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญต่อชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ตัววัดจะตกแต่งเน้นสีแดงเป็นหลัก บริเวณภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบมาก เหมาะแก่การมาทำจิตใจให้สงบ( ค่าเข้าชม300เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) หลังจากไหว้พระขอพรกันแล้ว เราก็มาเที่ยวกันต่อที่ย่าน “Dōtonbori” เป็นแหล่งShopping ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและที่เที่ยวมากมาย ให้เราเดินช๊อปได้ไม่รู้จบ ร้านค้าส่วนมากของที่นี่ จะเปิดตลอด 24ชม. ให้เราเลือกช๊อปกันได้ทั้งวันทั้งคืน ใครสายกินสายเที่ยวแล้วไม่มาเช็คอินที่นี่ ถือว่าเอ้าท์มากนะคร้าบบบ!! :D เดินเลยมาอีกหน่อยตรงทางเดินเรียบแม่น้ำทมโบริ ก็จะเจอที่ขายตั๋วล่องเรืออยู่หน้าตึกเลย ( ชิงช้าสีเหลือง ) “ Tombori River Cruise ” เรือทมโบริ จะพาเราชมวิว 2 ฝั่งแม่น้ำ ผ่าน 9 สะพานของย่านนัมบะ อารมณ์เหมือนคลองแสนแสบบ้านเรา แต่สะอาดกว่าและไม่เหม็น 5555+ ( ราคาตั๋ว 700เยน / แต่ฟรีเมื่อใช้บัตร OSA ) เรือเปิดให้บริการตั้งแต่ 13.00 - 21.00 น. ทัวร์โอซาก้า ล่องเรือทมโบริ คลิก!! ล่องเรือเล็กกันแล้ว เราก็มาล่องเรือใหญ่กันบ้าง กับ “Santa Msria Cruise Ship” เป็นเรือสำราญที่ให้บริการล่องเรือในอ่าวโอซาก้า ตัวเรือสร้างเลียนแบบเรือ Santa Maria ของโคลัมบัสที่ใช่ล่องไปยังทวีปอเมริกา โดยตัวเรือจะแบ่งออกเป็น 4 โซนคือ 1.โซนหัวเรือ 2.โซนกลางลำเรือ 3.โซนห้องอาหาร 4.โซนด่านฟ้าท้ายเรือ( ค่าบัตร 1,600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) “โดยเรือจะล่องไปตามอ่าวโอซาก้า ใช้เวลาประมาณ 45 นาที” ข้อควรระวังหลักๆ หลังจากที่ขึ้นเรือมาแล้วก็คือ ขอบระเบียงของเรือบางช่วงไม่ค่อยสูงนัก ระวังจะตกน้ำเอาได้ และอีกข้อก็คือลม ลมแรงมากๆๆ หนาวฝุดๆ แนะนำให้ใส่เสื้อผ้าหนาๆมาด้วยนะจ้ะ ^^ “วิวดีขนาดนี้ ขอเซลฟี่ซักรูปแล้วกัน 555+” “โซนหัวเรือ : ห้องอาหาร” สถานที่ต่อไปก็คือ “Osaka Aquarium” เป็นอควาเรียมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวโอซาก้า อยู่ติดกับท่าเรือ Santa Maria เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น.(ค่าเข้าชมราคา 2,300เยน/ถ้ามีบัตรOSAจะได้รับส่วนลด100เยน) สนใจทัวร์โอซาก้าAquariumคลิกเลย!! เดินจาก Aquarium มานิดหน่อยก็จะเห็น “Tempozan Ferris Wheel” หรือชิงช้าสวรรค์เทมโพซาน มีความสูง 113 เมตร ในอดีตเคยเป็นชิงช้าที่สูงที่สุดในโลก แต่ในปัจจุบันกลางเป็นชิงช้าที่ใหญ่เป็นอันดับ4ในญี่ปุ่นแทน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสวยนะเอ้อ อิอิ ห้องขายตั๋วขึ้น Tempozan Ferris Wheel( ค่าเข้า 800เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) ตัวตู้ชิงช้า จะมีให้เราเลือก2แบบด้วยกันคือ 1.ตู้ธรรมดาแบบสี 2.ตู้ขาวแบบใส ตู้สีก็จะเหมือนๆกับชิงช้าของที่อื่น แต่ตู้ขาวแบบใสนั้น ตัวตู้จะเป็นกระจกใสทั้งหมด รวมถึงตัวพื้นก็ยังเป็นกระจกใสด้วย ถ้าใครชอบความตื่นเต้นท้าทายก็จัดตุ้ใสได้เลย แต่ถ้าใครไม่ชอบรอนาน อยากไปเที้ยวที่อื่นต่อก็นั่งตู้สีๆได้นะคร้าบ ^^ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 4 หมู่บ้านอเมริกา หรือ America Muraหากจะกล่าวว่าชิบูย่า คือ แหล่งรวมเด็กฮิปแห่งโตเกียว ทางฝั่งโอซาก้าเห็นจะมี หมู่บ้านอเมริกา America Mura นี่แหละที่เป็นศุนย์กลางแห่งแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ เรียกได้ว่า หมู่บ้านอเมริกา โอซาก้า เป็นแหล่งรวมเด็กแนวของแถบนี้ จนได้รับฉายา Shibuya west มาครอง ด้วยประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1970 เริ่มจากการเป็นโกดังเก็บและขายสินค้าเสื้อผ้ามือสองนำเข้าจากอเมริกา ในปัจจุบัน หมู่บ้านอเมริกา โอซาก้า กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งความทันสมัย ที่ประชันแฟชั่น กิจกรรมเจ๋งๆ การแสดง แหล่งช๊อปปิ้ง อันมีตั้งแต่ แฟชั่นแนว Street Ware แบรนด์เนม สินค้านำเข้าจากอเมริกา และไอเทมเก๋ชิค มากมาย รวมไปถึงร้านรวงอันเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ความสดใส “บัตร Osaka Oneday Pass ใช้โดยสารรถไฟใต้ดินฟรี 1 วัน ราคา 800 เยน” ชุมชนเกาหลี หรือ Korean Town ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เรียงรายไปด้วยร้านขายของชำ วัตถุดิบประกอบอาหาร ร้านอาหารเกาหลี ตลอดจนร้านเครื่องแต่งกายประจำชาติเกาหลีกว่า 150 ร้าน ตั้งอยู่ระหว่าง Tsuruhashi Sta. และ Momodani Sta /Osaka loop Line ตลอดระยะทางยาวราว 300 ม.เรียงรายไปด้วยร้านขายวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร เช่นผักดองกิมจิ ชิจิมิ ร้านอาหารเกาหลี ตลอดจนร้านขายเครื่องแต่งกายประจำชาติ เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 5 ศาลเจ้าสุมิโยชิ Sumiyoshi เป็นศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรตที่ 3 เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งศาลเจ้าที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความเก่าแก่เท่านั้น หากยังเป็นเพราะความศักดิสิทธิ์ของเทพคามิ (เทพเจ้าชินโต) ที่เชื่อว่าเมื่อสักการะแล้วจะเดินทางปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง Nakanoshima Park เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่า 65 ไร่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นโอเอซิสของเมืองโอซาก้า ตั้งอยู่ระหว่างสองแม่น้ำสำคัญอย่างแม่น้ำโดจิมะกาวะและแม่น้ำโทซาบาริกาวะ นับเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเดินเล่นชิลๆ ชมความสวยงามของสวนดอกไม้และวิว2แม่น้ำเพลินๆ แต่ช่วงที่ผมมานั้นเป็นช่วงปลายปี เลยไม่มีดอกไม้ให้เห็นเลยอะ 555+ เอาเป็นว่า มาเดินเล่นรอบๆแทนแล้วกัน ^^” พิพิธภัณฑ์โอซาก้า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างเมืองจำลองยุคเอโดะ ภายในอาคารจะมีเมืองจำลองขนาดเท่าจริง พร้อมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมากมายอยุ่ในนั้นเพื่อให้เราได้รู้สึกเหมือนย้อนหลับไปในยุคเอโดะ ตัวเพดานของพิพิธภัณฑ์นั้น สามารถปรับแสงสี เปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน หรือจำลองสภาพอากาศที่มีฝนตกได้ด้วยนะ ( ค่าเข้า 600เยน / แต่ฟรีเมื่อมีบัตร OSA ) “ สามารถเช่าชุดกิโมโนใส่ในงานได้ 30 นาที ราคา 500เยน ” เที่ยวโอซาก้า 6 วัน 4 คืน : Day 6 และในที่สุดก็ถึงวันที่เราต้องบินกลับไทยกันแล้ว ก็เหมือนเดิมครับง่ายๆ ให้เรานั่งรถไฟไปลง “สถานีนัมบะ” แล้วต่อรถไฟจากสถานีนัมบะไปลงที่ สถานี “Kansai Airport” การเดินทางจากสถานีนัมบะไปสนามบิน จะใช้เวลาประมาน 50 นาที ( ไม่รวมเวลารอรถไฟ ) ควรเผื่อเวลาให้ไปถึงสนามบินก่อนไฟท์ออกอย่างน้อย 2ชม. นะครับ สุดท้ายนี้ กระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ ฮ่าๆ ถ้ามีผิดพลาดประการใด ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหนอีก จะมารีวิวให้นะครับ ครั้งนี้คงต้องขอตัวลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่นะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม บ๊ายบายจ้าาาา ~~`` ^^ สำหรับใครที่สนใจไปท่องเที่ยวทัวร์โอซาก้า คลิกที่นี่ได้เลย!! เรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกสรรอีกมากมาย เที่ยวสนุก สุดสบาย ต้องทัวร์ครับ นะครับ :) By. Boat Tid Tiew . โบ๊ทติดเที่ยว
ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?
พาเที่ยว
เวียดนาม
ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?
นอกจาก ดานัง เส้นทางเดียวกันที่สามารถเดินทางไปไม่ยากมากก็มีเมือง เว้ และเราขอแถมเมือง นาตรัง ซึ่งเราเลือกเป็นทางผ่านไปยังเวียดนามใต้ สู่ ไซง่อน อีกด้วย (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนไปไซง่อน) เที่ยวเวียดนาม ดานัง ฮอยอัน ดานัง (Da Nang) เป็นเมืองติดทะเล ถ้าเลือกไปพักแถบย่านติดทะเล เราจะเจอรีสอร์ทมากมาย ตั้งแต่โซโล ยันไฮโซราคาแล้วแต่ตามงบประมาณที่เราแพลน เราว่าโซนนี้คล้ายๆ หัวหิน บ้านเรา มีทั้งรีสอร์ทติดหาด และโรงแรมที่แค่เห็นวิวทะเล ทัวร์ดานัง เที่ยวเวียดนามกับสถานที่ไฮไลท์สุดฮิต คลิก!! เลย หาดทราย ดานัง เม็ดทรายไม่ได้ขาวละเอียด แต่ก็สะอาดในระดับนึง น้ำทะเลก็ไม่ได้ฟ้าสวยใสมาก นี่แหละ เหมือนหัวหินเป๊ะๆ แถมมีหาดสาธารณะให้คนทั่วไปลงไปบันเทิงเริงรมณ์ตามอัธยาศัย จากการสำรวจโดยรอบ หาดเต็มไปด้วยคนเวียดนามทั้งสิ้น แล้วเค้าจริงจังมากนะจ้ะ ใส่ชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำทะเลกันด้วย อันนี้ถือว่าให้เกียรติสถานที่เนอะ 55555555 + เราว่าไฮไลท์ โซนทะเลนี้ ก็คงหนีไม่พ้น อาหารทะเล ซึ่งร้านอาหารทะเลมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ และกุ้ง หอย ปู ปลา สด มากกกกก (ก็เค้าขายแบบตอนที่มันยังเป็นๆอยู่เลย) ราคาก็ไม่รุนแรงเท่าหัวหินบ้านเรา แต่ได้ทานของสด สามารถเลือกได้ว่าเราจะให้เค้าปรุงแบบไหน ต้ม ผัด นึ่ง เผา ทอด มีให้เลือกทุกแบบ จะทานมากทานน้อย ก็เราอีกนั่นแล่ะเลือกชั่งนน.ได้เลย ร้านที่เราไป มีคนแนะนำค่อนข้างมาก ร้านนี้เลย “Quan Be Man” รสชาติถูกปาก แต่ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ด คงแซ่บซี๊ด จากโซนทะเล มาสู่โซนเมืองกันบ้าง เราว่าผังเมืองเข้าใจง่ายเดินทางไม่ยุ่งยากมาก คล้ายๆไซง่อน จากสนามบินมาย่านตัวเมืองฟากที่เป็น Tourist Spot ค่อนข้างใกล้ สัญจรไปไหนมาไหนใช้ GRAB CAR นี่ราคาโอเคมากและไม่วึ่นวือ ฟากเมืองที่พักยอดฮิต ส่วนมากจะเป็นฝั่งที่ติดแม่น้ำฮัน และได้เห็นวิวสะพานมังกร ซึ่งราคาก็หลากหลาย มีให้เลือกเยอะพอสมควร แต่บรรยากาศเมืองนี้ ที่เราดูว่าแปลกตาไปจากทุกเมืองใหญ่ในเวียดนามและเจอตลอดๆก็คือนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี เยอะมาก คาเฟ่ ร้านเก๋ๆ ร้านขายเสื้อผ้า กระเป๋าสาน ทุกทีเต็มไปด้วยชาวเกาหลี ถึงว่าล่ะ คาเฟ่ที่ดานัง ดีไซน์นี่เหมือนหลุดมาจาก Seoul Coffee Book เลย แถมคนเวียดนามเอง แต่งตัวเหมือนคนเกาหลีมากกก มากจนตกใจ เราก็เลยไปหาข้อมูลว่าทำไมคนเกาหลีมาเยอะจัง ก็ได้ความว่าที่เกาหลีเค้าทำการโปรโมทท่องเที่ยวเมืองดานัง ค่อนข้างมาก ฉนั้นเอง คนเกาหลีเลยแห่แหนกันมามากมาย ร้านกาแฟ แนะนำ ** Cong Kopi , Brewman Coffee Concept , I’m here coffee , MIA coffee roastery , Wonderlust , Colem Coffee 2 วันก็จะได้ประมาณนี้ จริงๆยังมีอีกเยอะมากกกกก และอีกหนึ่ง Destination นอกเหนือจากร้านกาแฟแล้ว ร้านขายกระเป๋าสานยอดฮิต มีเยอะมาก และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แถมราคาดีกว่าเมืองไทยที่ขายกันอยู่ พิกัด อยู่รอบนอกตลาด Han Market (ฟากที่ขายดอกไม้ อาหารแห้ง) ส่วนอาหารเวียดนาม ทางฝั่งเวียดนามกลาง เราว่ามีให้เลือกทานเยอะมาก หลายอย่างคือเราไม่เคยทานจากตอนเหนือและตอนใต้ เช่น Mi Quang , Banh Canh (ที่นี่มีน้ำกะปิให้ปรุงรสแยกวางบนโต๊ะเลย) , Banh Beo และที่เค้าฮิตกินกันก็ ก๋วยเตี๋ยวขาหมู นอกนั้นก็เหมือนโซนอื่นๆของเวียดนาม ถ้าใครมีเวลาน้อยและอยากทานแบบครบๆ ก็แนะนำร้านนี้เลยครับ Nha Hang Madame Lan จบในร้านเดียว ราคาไม่รุนแรง กลับมา Tourist Spot นิดนึง ที่เราเห็นไปกันเยอะๆ ก็คงไม่พ้นโบสถ์ และสะพานมังกร .... โดยเฉพาะ night view ที่สะพานเค้าจะเล่นไฟสลับสีไปมา สวยงาม และดูเป็น Landmark ของดานัง เช่นกัน เที่ยวเวียดนาม Ba Na Hills นอกจากนี้แล้ว หากมีเวลา สถานที่ยอดนิยม ที่เพิ่งเปิดบริการไม่นานอย่าง Ba Na Hills ก็เป็นตัวเลือกแบบไปเที่ยว one day trip หรือจะค้างคืนบนนั้นก็ได้ (ส่วนตัวไม่ชอบเที่ยวอะไรที่ประดิษฐ์มากๆ เลยขอผ่าน ประกอบกับช่วงที่ไปเจอฝนตก คิดว่าขึ้นไปแล้วจะไม่คุ้ม ถ่ายรูปมาคงมัวหมองยิ่งนัก ก็ตัดโปรแกรมนี้ออกไปเลยจร้า // แต่ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป เราว่าที่นี่มีซีนให้เลือกถ่ายรูปได้โคตรเยอะ ลองพิจารณาเป็นตัวเลือกดูได้) ทีนี้ว่า ดูเหมือนเที่ยว ดานัง เมืองเดียวก็จะใช้เวลาไม่มาก เราก็เลยแพลนไปเที่ยว Hoi An , Ancient City แบบวันเดย์ทริป หรือ Half Day Trip ก็ได้ เพราะนั่งรถไปไม่ไกลมากจาก ดานัง ( หาซื้อทัวร์ได้ที่ รร. ที่เราพักหรือบริษัท Hoi An Express ออฟฟิศอยู่ติดกับตลาด Han ฟากริมน้ำ ) หรือซื้อ ทัวร์เวียดนาม กับทัวร์ครับได้ ที่นี่ เลย เที่ยวเวียดนาม ฮอยอัน ฮอยอัน (Hoi An) เป็นเมืองเก่า และเป็นมรดกโลก ปัจจุบันเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน เยอะสุดๆไปเลยจร้า เราเคยมาเที่ยวเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสวยกว่าตอนนี้มากกก (ล่าสุดคือปลายปี 61) คนยังเดินทางมาเที่ยวน้อยกว่านี้มากก ตึกอาคารยังดูไม่ค่อยปรับมาทำการพาณิชย์เท่าตอนนี้เลย สมบูรณ์สุดๆ เราว่าเมื่อก่อนคำว่า ancient city มันถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะอาคารริมแม่น้ำ ล่องเรือ บรรยากาศยามเย็น ช่างโรแมนติกสุดๆ หากใครไปเที่ยวฮอยอัน (Hoi An) ปัจจุบันจะพบว่า มีบริการล่องเรือพาไปลอยโคม (เหมือนลอยกระทง) กันเกลื่อนกลาด และที่สำคัญ ไฮไลท์ของเมืองนี้ คือ สะพานญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยหัวคนตลอดเวลานั้น เมื่อก่อนจำนวนคนน้อย ถ่ายรูปมาแบบไม่ต้องกลัวว่าจะติดคนอื่นเลย เราเสียดายความงามดั้งเดิมของเมืองนี้มาก เราว่าการท่องเที่ยวของเมืองนี้ ควรจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวที่นี่ เมื่อความเจริญและจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดร้านอาหาร คาเฟ่ เยอะตามเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ร้านยอดฮิต ก็ร้านนี้เลย FAIFO COFFEE ทำไมถึงฮิตกันน่ะหรอ ก็เพราะว่าทุกคนตามไปปักหมุดกับวิวบนดาดฟ้าของร้านนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน จะได้เห็นความสวยงาม พาโนรามา ของเมืองเก่า ซึ่งสวยจริง แต่อย่างที่บอกว่ายอดฮิต ดังนั้น มวลมหาชนก็ล้นหลามกันแน่นดาดฟ้าเลยทีเดียว 5555 ++ และเมนูแนะนำ เราว่าอันนี้แปลกจริง “ข้าวมันไก่ฮอยอัน” แค่ข้าวมันไก่ ทำไมต้องเป็นเมนูแนะนำ ซึ่งเราก็ลองสิครับว่ามันต่างยังไง ในเมนูถึงขนาดเขียนอธิบายไว้เลยว่า ข้าวมันไก่ฮอยอัน ต้องกินที่นี่เท่านั้น ซึ่งอร่อยต่างจากที่อื่น // นี่คือคำบรรยายจร้า....เมื่อมาเสิร์ฟ หน้าตาเราว่าต่างจริง แต่ก็ไม่ถึงกับพลิก แต่ที่ดีคือ อร่อยจริงว่ะ!! รสชาด ละมุนสุด ** อันนี้อยากให้ได้ลองจริงๆ คือเรายังไม่ค่อยเจอใครรีวิวให้ทานนะ เพราะมันดูไม่ใช่อาหารท้องถิ่น และพิสดารอะไร แต่ก็ดีจริงๆ จนอยากบอกต่อ ..... ถึงแม้ว่า นักเที่ยวจะล้นหลาม แต่สเน่ห์ของฮอยอัน ที่ยังประทับใจคือ สถาปัตยกรรม ตึก อาคาร และสีเหลืองนวลๆ + โคมไฟที่ห้อยตกแต่งทั่วเมือง ถ่ายรูปออกมาทีไรยังสวยสดงดงามเสมอ 😊 ยิ่งบรรยากาศพลบค่ำ ฮอยอัน มักดูสวยเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม เราว่าหลายคนต่างก็ตกหลุมรักเมืองนี้ในยามค่ำคืนเช่นกัน
ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป
พาเที่ยว
ยุโรป
ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป
ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมไปชมสถานที่สุดโรแมนติกในยุโรปไปพร้อมๆ กับ ทัวร์ครับ กันเลยจ้าาา 1.หอไอเฟล (Tour Eiffel) พิกัด :Tour Eiffel ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกแล้ว ไม่มีชื่อของหอไอเฟลก็คงไม่ได้ เพราะหลายๆ คู่รักก็เลือกที่จะสารภาพรักกัน หรือขอแต่งงานกัน ณ ที่แห่งนี้ครับ ด้วยความที่มีสักขีพยานเป็นหอไอเฟลขนาดใหญ่ และบรรยากาศโดยรอบที่เป็นใจเหลือเกิน มันอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะร่วมกันสร้างความโรแมนติกที่นี่ ห้ามพลาด!! เที่ยวสถานที่สุดโรแมนติกกับ ทัวร์ฝรั่งเศส กันได้ที่นี่ 2. ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Paris) พิกัด :Disneyland Paris ยังอยู่กันที่ปารีสนะครับ ซึ่งพอฟังชื่ออาจจะคิดว่า อ้าว! สวนสนุกเนี่ยนะจะไปโรแมนติกอะไร? แต่อยากขอบอกให้ลองดูสักครั้งครับ เพราะเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปยังดินแดนแห่งเทพนิยายแห่งนี้แล้ว คุณจะตกไปอยู่ในห้วงของความโรแมนติกเลยครับ ตอนกลางวันก็สนุกสุดๆ ไปกับเครื่องเล่นต่างๆ ส่วนตอนกลางคืนก็เพลิดเพลินไปกับแสงสี และขอให้สังเกตุช่วงเวลาที่เค้าจุดพลุดีๆ นะครับ เพราะมีคู่รักคุกเข่าขอแต่งงานกันหลายคู่เลยล่ะ 3. เวนิส (Venice) พิกัด : Venice รักใครให้พามา “เวนิส” เพราะที่นี่มีแต่ความโรแมนติกแทรกตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เต็มไปหมด ด้วยสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบ และสรรค์สร้างมาอย่างดี ทำให้จะมุมไหนก็สวยงาม อย่าลืมชวนคนที่คุณรักไปล่องเรือกอนโดลา ด้วยนะครับ ความโรแมนติกจะได้คูณสอง คูณสาม หรือคูณสิบไปเลย !!! ทัวร์อิตาลี ล่องเรือสุดโรแมนติกที่ เวนิส คลิกเลย!! 4. ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) พิกัด :Neuschwanstein Castle ปราสาทแห่งเทพนิยาย แน่นอนเมื่อพูดถึงเทพนิยายแล้วนั้นก็ต้องนึกถึงเจ้าชายกับเจ้าหญิงนั่นเอง ชวนแฟนไปสัมผัสกับความโรแมนติกของเมืองมิวนิคสักครั้ง และสัมผัสกับความรู้สึกแสนพิเศษประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงดู โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะครับ 5. กรุงปราก (Prague) พิกัด :Prague ไม่ติดโผคงไม่ได้ เพราะกรุงปราก ประเทศเช็ค ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ได้ขึ้นชื่อของความโรแมนติก ที่เหล่าคู่รักต่างพากันมาใช้ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันที่นี่ นอกจากความโรแมนติกของสถาปัตยกรรมต่างๆ แล้ว ถนนหนทางมากมายก็มีความโรแมนติกคลอบงำเต็มไปหมด แถมที่เมืองนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหาอร่อยอีกด้วย เหมาะที่สุดที่จะมาดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับคนรู้ใจนะครับ 6. เมืองบูดาเปสต์ (Budapest) พิกัด :Budapest เมืองหลวงของกรุงฮังการี ที่มีแม่น้ำไหลผ่านตรงกลาง เมื่อนำมาผสมกันกับสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่เรียงรายกันทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ และท้องฟ้าที่ถูกทอแสงสีทองในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ทำให้เมืองนี้นั้นได้กลายเป็นสถานที่สุดโรแมนติกที่ทุกอย่างดูเข้ากันเป็นอย่างดี ลงตัวสุดๆ ชวนคุณแฟน ควงแขนกันมาเดินเล่นรับลม เป็นช่วงเวลาที่ถือว่าเป็น Golden Hour สุดๆ เลยล่ะ 7. เมืองลูเซิร์น (Luzern) พิกัด :Luzern ประเทศในฝันของใครหลายๆ คนอย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะพลาดไม่ติดโผสถานที่สุดโรแมนติกได้ยังไงล่ะครับ ที่นี่เป็นเมืองริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม ทั้งหมดถูกรวมเข้าด้วยกันทำให้ดู Perfect สำหรับวันพักผ่อนสุดๆ เป็นความโรแมนติกแบบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย 8. หมู่บ้านฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) พิกัด :Hallstatt นั่งรถออกมาจากเวียนนาสักหน่อย เพื่อให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศโรแมนติกเต็มๆ กับหมู่บ้านริมทะเลสาบอันโรแมนติกแห่งนี้ จะมาในฤดูร้อนก็ได้เห็นความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ หรือจะมาในฤดูหนาวก็ยิ่งฟิน เพราะจะมีหิมะตกโปรยปราย เดินจับมือกับคนรักฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ 9. เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) พิกัด :Florence แค่ฟังชื่อก็รู้สึกได้ถึงความโรแมนติกแล้วล่ะ กับเมืองใหญ่ของประเทศอิตาลีแห่งนี้ ที่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามมากมาย บวกกับศิลปะเข้าด้วยกัน ทำให้ที่นี่ถูกแต่งแต้มไปด้วยความโรแมนติกไปซะทุกพื้นที่ ถึงเมืองจะใหญ่แค่ไหนแต่รับรองว่ามาคนเดียวเหงาแน่นอน เพราะฉะนั้นมากับแฟนดีที่สุดนะครับ 10. ซานโตรินี่ (Santorini) พิกัด :Santorini ปิดท้ายกันที่เมืองอันโด่งดังของประเทศกรีซ ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์กับคนรู้ใจ ท้องฟ้าสดใส กับน้ำทะเลสุดสวย บวกกับความสวยงามของอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่นี่ เป็นการเติมเต็มช่วงเวลาได้ดีสุดๆ จูงมือคนรักขึ้นดาดฟ้าของที่พัก แล้วรอดูพระอาทิตย์ตกดินไปด้วยกัน รับรองว่ามีมดขึ้น ได้ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรปกันไปแล้ว เลือกได้หรือยังครับว่าจะชวนแฟนไปเที่ยวไหนดี ? หรือหากใครมีเวลา วางแผนดีๆ แล้วเก็บให้ครบทั้ง 10 ที่เลยก็ดีนะ หรือสนใจ ทัวร์ยุโรป ราคาสุดคุ้ม ดูได้ ที่นี่ เลย
It’s Fairytale รวม 8 เมืองสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย
พาเที่ยว
ยุโรป
It’s Fairytale รวม 8 เมืองสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย
บอกก่อนว่า 8 เมืองเหล่านี้อาจจะไม่ใช่เมืองที่เป็น “ต้นแบบ” จริงๆ ของเทพนิยายนะครับ แต่ด้วยความสวยงาม ด้วยบรรยากาศโดยรอบ ที่เห็นแล้วคิดถึงเทพนิยาย เลยทำให้เราเลือกมาให้เพื่อนๆทุกคนได้ชมกันถ้าพร้อมเจอกับเมืองเทพนิยายเหล่านี้แล้ว ก็เลื่อนลงไปดูพร้อมๆ กันเลย !! 1.Karlovy Vary, Czech Republic พิกัด :Karlovy Vary, Czech Republic เมืองเก่าแก่กลางหุบเขา ที่มีบ้านเรือน และอาคารสีพาสเทลสุดสวยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำ ทำให้พอย่างเท้าเข้าไปแล้วเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของเทพนิยายเลยครับ แต่ที่นี่ไม่ได้มีดีที่สถาปัตยกรรมอันสวยงามเหล่านี้เท่านั้นนะครับ ยังขึ้นชื่อในเรื่องขอบ่อน้ำพุร้อน และสปาอีกด้วย ใครอยากมาพักผ่อนในบรรยากาศดีๆ แบบนี้ พลาดที่นี่ไม่ได้เลยครับ 2. Giethoorn, Netherland พิกัด :Giethoorn, Netherland เวนิสแห่งเนเธอแลนด์ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในหมู่บ้านของเจ้าหญิงดิสนีย์คนโปรดอยู่ (แล้วแต่จะสะดวกจินตนาการเลยนะครับว่าเป็นใคร อิอิ) ที่นี่มีความน่ารักของผู้คน รวมถึงความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่มีถนน ไม่มีรถ เส้นทางหลักที่ใช้กันคือคลอง และการเดินลัดเลาะไปตามที่ต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์ และมีความเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุดมากๆครับ 3. Hallstatt, Austria พิกัด :Hallstatt, Austria หมู่บ้านชื่อดังของประเทศออสเตรีย ซึ่งแน่นอนว่าที่ผู้คนต่างหลั่งไหลมาที่นี่ เพราะมันมีภูมิทัศน์ที่สวยงามราวกับว่าเราเข้าไปอยู่ในโลกเทพนิยายจริงๆ ฉากหลังเป็นทิวเขา ด้านหน้าเป็นทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบ ทำให้ทุกอย่างดูลงตัว เข้ากันอย่างดี เห็นแล้วอยากใส่ชุดราตรีฟูฟ่อง ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงจริงๆครับ 4. Bibury, United Kingdom พิกัด :Bibury, United Kingdom เห็นที่นี่แล้วคิดถึงบ้านของคนแคระทั้ง 7 ที่หลบภัยชั้นเยี่ยมของเจ้าหญิงสโนว์ไวท์เลยครับ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากลอนดอนมากนัก และได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่สวยที่สุดของอังกฤษ มีธรรมชาติของต้นไม้ที่เขียวชะอุ่ม เข้ากันได้ดีกับบ้านแบบดั้งเดิมที่สร้างจากหิน บวกรวมเข้ากับลำธารและถนนเล็กๆ ทำให้ลงตัวราวกับว่าเป็นหมู่บ้านที่สร้างมาเพื่อเป็นเทพนิยายเลยล่ะ 5. Burghausen, Germany พิกัด :Burghausen, Germany ในเทพนิยาย ภาพที่เห็นจนคุ้นชินนั่นก็คือปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขา และมีเมืองอยู่ด้านล่าง บอกเลยว่าที่เมืองนี้เป็นแบบนั้นจริงๆครับ! ภาพของปราสาทเบิร์กฮาวเซน ปราสาทที่ยาวที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ด้านบน และมีหมู่บ้านล้อมรอบ ตอบโจทย์ความเป็นเทพนิยายสุดๆ ที่เมืองนี้คุณจะได้พบกับร้านค้า และร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักมากมาย พร้อมการต้อนรับเป็นอย่างดีของชาวบ้าน รับรองว่าเพลิดเพลินใจแน่นอน 6. Colmar, France พิกัด :Colmar, France หากใครเป็นแฟนตัวยงของเทพนิยายชื่อดังของดิสนีย์อย่างเรื่อง Beauty and the Beast หรือ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร จะต้องอยากมาที่นี่แน่นอน เพราะที่เมืองกอลมาร์นี้คือต้นแบบของหมู่บ้านที่เบลล์อาศัยอยู่ครับ บ้านเรือนน่ารักๆ หลากสีสัน ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางของถนนเล็กๆ มีสวนดอกไม้แซมบ้าง มีฟาร์มนิดๆ หน่อยๆ สวยสะกดตาสุดๆครับ 7. Edinburgh, Scotland พิกัด :Edinburgh, Scotland เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับเมืองในเทพนิยายที่มีปราสาทของเจ้าชายตั้งอยู่บนเขา และล้อมรอบไปด้วยบ้านของประชาชน มาที่นี่นอกจากจะได้ฟีลความเป็นเทพนิยายแล้ว ยังได้ฟีลความเป็นยุโรปแบบเต็มๆ เพราะบ้านเรือนยังคงความเป็นยุโรปสมัยเก่าอยู่ครับและแน่นอนว่าด้วยความที่เมืองเอดินเบิร์กเป็นเมืองใหญ่ ทำให้หายห่วงเรื่องความเหงาไปได้เลยเพราะมีกิจกรรมให้เลือกทำเพียบ! 8. Lisbon, Portugal พิกัด :Lisbon, Portugal เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกสแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสุดๆ และถึงแม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยว แต่ก็ยังมีบางเสี้ยวของเมืองที่ให้ความเป็นเทพนิยายสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนแบบฉบับยุโรปสมัยก่อน สีสันที่สดใส และร้านค้าพื้นเมืองเล็กๆ ก็ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเทพนิยายของเมืองนี้เหมือนกันนะครับ และนี่ก็เป็น 8 เมืองสวยแนวเทพนิยายที่น่าสนใจที่เรานำมาฝากกัน เพื่อนๆ คนไหนชื่นชอบเทพนิยายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อยากแนะนำให้ลองไปสัมผัสตามเส้นทางทั้ง 8 ที่ที่ ทัวร์ครับ เลือกมาให้ดูสักครั้ง รับรองว่าฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ ! สนใจ ทัวร์ยุโรป ราคาสุดคุ้มกับ ทัวร์ครับ คลิกเลย!!
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !
พาเที่ยว
ยุโรป
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !
วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอเอาใจสาย Hidden Gems ด้วยการมาแนะนำ 8 สถานที่และเมืองลับๆ ที่น้อยคนนักจะรู้จักในยุโรปกัน ใครอยากลองไปดูเพื่อให้ได้รู้ก่อนใคร ก็เตรียมจดชื่อไว้เลยนะครับ 1.Barrio de Cuevas พิกัด :Barrio de Cuevas มองเผินๆ จากไกลๆ ก็คงเห็นเป็นหน้าผาธรรมดาๆ แต่ใครจะรู้ว่าหน้าผาเหล่านี้แหละมีบ้านซ่อนตัวอยู่กว่า 2,000 ครัวเรือน! โดยบ้านทุกหลังจะทาสีขาวกลืนไปกับหน้าผา และแทรกตัวอยู่แทบจะทุกเนินเขาหรือเนินดินเลยครับ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Guadix ทางตอนใต้ของประเทศสเปน และยังเป็นถ้ำที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยนะ 2. Catacombs de Paris พิกัด :Catacombs de Paris นี่คือสุสานลับใต้ดินที่กินอาณาเขตกว่า 180 ไมล์ในปารีส ! อยากรู้มั้ย ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วจะบอก ... สุสานลับใต้ดินแห่งนี้ซ่อนอยู่ใต้หอไอเฟล แลนด์มาร์กชื่อดังของฝรั่งเศสนั่นเองครับ เหลือเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ ที่นี่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ช่วงศตวรรษที่ 17 และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วยนะ แต่เปิดเพียงแค่ 1 ไมล์เท่านั้น ได้ในจะค่อนข้างคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต และเต็มไปด้วยโครงกระดูกกว่า 6 ล้านร่างกายที่ถูกเรียงรายตามแนวกำแพง ใครขวัญอ่อนอย่าไปดีกว่านะจ๊ะ 3. Aldwych Station พิกัด :Aldwych Station อดีตสถานีรถไฟใต้ดินที่ถูกใช้เป็นสถานที่หลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่ซ่อนสมบัติของพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ปัจจุบันนี้ไม่เปิดใช้งาน แต่มักจะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆ หรืองานแสดงนิทรรศการ งานเปิดตัวหนังสือ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีคนมาเช่าสถานที่ครับโดยที่นี่จะพิเศษตรงที่เหนือสถานีจะมีช่องลมช่องหนึ่ง ที่สามารถมองออกไปเห็นหอฬิกาบิ๊กเบนได้พอดิบพอดีเลยล่ะ 4. London Post Office Railway ด้านใต้ของโรงแรมสุดหรูอย่างเซนต์แพนคราสเรเนซองส์ ก็มีสถานที่ลับเช่นกันนะครับ ที่นี่ก็คือที่ทำการไปรษณีย์รถไฟลอนดอนนั่นเอง มีไว้เพื่อส่งจดหมายโดยเฉพาะครับ แต่ปัจจุบันก็แปรสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ และรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแทน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ การที่ให้นักท่องเที่ยวลองนั่งรถไฟส่งจดหมาย และดูระบบการทำงาในสมัยนั้นผ่านกระจกใสของรถไฟครับ >> ทัวร์ลอนดอนราคาสุดคุ้ม คลิกเลย 5. The Bourbon Tunnel พิกัด :The Bourbon Tunnel ในพระราชวังหลวง ก็ต้องมีเส้นทางลับใช่ไหมล่ะครับ? และนี่แหละคือเส้นทางลับของพระราชวังหลวงแห่งจักรวรรดิโรมัน ถูกสร้างโดยจักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 2 ในปี 1853 แต่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ใต้ดินของเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีประโยชน์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถูกใช้เป็นที่หลบภัย และเป็นโรงพยาบาลทหารครับ cr.https://en.wikipedia.org/wiki/Bourbon_Tunnel 6. Wieliczka salt พิกัด :Wieliczka salt ณ เมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าลึกที่สุดในโลก นั่นก็คือที่เหมืองเกลือแห่งนี้นี่เอง บอกเลยว่าที่นี่เหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะมีความกว้างใหญ่ ที่คนงานเหมืองได้ขุดเจาะอุโมงค์รวมความยาวกว่า 245 กิโลเมตร มีห้องโถงต่างๆ กว่า 2400 ห้อง แถมยังมีโบถส์และวิหารอยู่ที่ใต้ดินนี้อีก ซึ่งปัจจุบันก็ยังดำเนินการอยู่ และเปิดให้นักท่องเที่ยวลงไปเยี่ยมชมได้ลึกถึง 130 เมตรเลยทีเดียว 7. San Cassiano พิกัด :San Cassiano หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาในประเทศอิตาลี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความสงบ และเบื่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่อย่างโรม เวนิช หรือฟลอเรนซ์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบเต็มๆ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของอุทยานธรรมชาติอย่าง Fanes-Senes-Braies ครับ ใครอยากมาฟินไปกับธรรมชาติที่สรรค์สร้างความสวยงามได้อย่างลงตัว เงียบสงบ ต้องมาที่นี่นะครับ 8. Gordes พิกัด :Gordes หมู่บ้านบนยอดเขาในแถบเทือกเขาลูแบรง แหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส เป็นหมู่บ้านที่ติดอันดับว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสเลยล่ะครับ มาที่นี่แน่นอนว่าจะได้ชิมไวน์จากแหล่งผลิตไวน์ของแท้ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับวิวแบบ Panorama และทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ล้อมรอบหมู่บ้านอีกด้วยนะครับ ฟินได้อีก! เหล่า Backpacker คงจะสมใจไปกับ 8 Hidden Gems ที่เรานำมาฝากกันแล้วนะครับ จริงๆ ที่เหล่านี้จะเรียกว่าลับก็คงไม่เต็มปากนัก เรียกว่าคนไม่ค่อยไปกันดีกว่า เอาเป็นว่าใครเบื่อเที่ยวแลนด์มาร์กแล้ว ลองเปลี่ยนดูให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันก็ได้นะ
ไม่ดังแต่มีดี! รวม 10 ที่เที่ยวยุโรปเมืองรองไม่ดังแต่ปังมาก
พาเที่ยว
ยุโรป
ไม่ดังแต่มีดี! รวม 10 ที่เที่ยวยุโรปเมืองรองไม่ดังแต่ปังมาก
วันนี้ทัวร์ครับจะขอเปิดตัว 10 เมืองยุโรปที่ไม่ดังแต่สวยมาก ให้ทุกคนได้รู้จักกันแบบซอฟท์ๆ เผื่อว่าใครเบื่อเมืองใหญ่ๆ แล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสเมืองเล็กๆ ได้พบกับ Hidden Gems เม็ดงามกันบ้าง จะได้ลองดูเป็นแนวทางนะครับ เลื่อนลงไปดูกันเล๊ย! 1.Bruges : Belgium แผนที่ : Bruges , Belgium เมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสของทางเหนือ” เพราะเป็นเมืองที่มีคูคลองกลางเมือง คล้ายคลึงกับเวนิสนั่นเองครับ ความโดดเด่นของเมืองนี้คือบ้านรูปทรงแบบ Ginger Bread ที่ทำให้เมืองมีความน่ารัก และสวยงาม ถ้ายิ่งไปในช่วงคริสมาสต์จะได้เจอกับบรรยากาศเฟสทีฟสุดแสนโรแมนติกบวกเข้าไปด้วย ทำให้เมืองนี้กลายเป็นสุดยอด Hidden Gems แห่งยุโรปเลยล่ะ 2. Sintra : Portugal แผนที่ : Sintra , Portugal เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาที่โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสันสวยงาม ชวนให้เพลิดเพลินไปกับการลั่นชัตเตอร์ Be a Model ถ่ายรูปเก๋ๆ เก็บไว้ หากใครมีภาพจำของปราสาทเลโก้มาจากสมัยเด็กๆ จะยิ่งอินเข้าไปใหญ่ เพราะบอกเลยว่าที่นี่ เหมือนปราสาทเลโก้มากๆ เห็นแล้วอยากนำตัวต่อเจ้าชายกับเจ้าหญิงมาวางเลยอ่ะ! 3. Gdansk : Poland แผนที่ : Gdansk , Poland ใครที่เป็นสายแฟชั่น รักการแต่งตัว และมักมี Theme ในการแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่อยู่เสมอจะรักเมืองนี้! เพราะอาหารบ้านเรือนสีโทนร้อน เช่น เหลือง ครีม ชมพู และหลังคาสีแดง จะช่วยให้คุณเลือกชุดได้ง่ายและ Enjoy ไปกับการแต่งตัวมากขึ้น เพลิดเพลินไปกับการนั่งจิบกาแฟรับลมริมทะเลบอลติกเก๋ๆ Live like a Celebrity กันไปเลย! 4. Bled : Slovenia แผนที่ : Bled , Slovenia สวยราวกับเทพนิยาย คือนิยามของเมืองนี้! เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตีนเขาแอลป์ อยู่บนทะเลสาบที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในโลกเลยครับ เป็นเมืองเล็กๆ เหมาะมาพักผ่อนสบายๆ แบบเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าแบบเต็มๆ เสมือนว่าได้ชาร์จแบตให้ตัวเองมีพลังลุยต่อครับ 5. Novi Sad : Serbia แผนที่ : Novi Sad , Serbia เมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ และอนุสาวรีย์มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมของประเทศเซอร์เบีย มีความโดดเด่นด้วยป้อม Petrovaradin ซึ่งสามารถมองเห็นวิวด้านหน้าที่สวยงามแบบพาโนราม่า และแม่น้ำดานูบ ถึงเมืองนี้จะไม่ดังมากแต่ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์สุดๆ ลองไปครั้งนึงแล้วจะหลงรัก 6. Cesky Krumlov : Czech Republic แผนที่ : Cesky Krumlov , Czech Republic เมืองเล็กสุดน่ารัก ที่ผู้คนต่างเป็นมิตรและ welcome นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ มีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยถนนหนทาง และสะพานเก่าแก่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิม บวกรวมเข้ากับบ้านเรือนของผู้คนที่มีการสร้างออกมาได้อย่างน่ารัก ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวยังเมืองนี้ จะต้องกลับออกมาพร้อมกับความประทับใจทุกคน 7. Annecy : France แผนที่ : Annecy , France ลืมปารีสไปก่อน เพราะที่ฝรั่งเศสยังมีเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบแห่งนี้ที่รอให้ทุกคนไปเยือนอยู่ ใครอยากสัมผัสความเป็นชาวฝรั่งเศสของแท้ ที่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องมาเยือนที่นี่ดูสักครั้ง เดินเล่นชมเมืองเพลินๆ พร้อมทั้งแวะไปชมปราสาทเก่าแก่ แล้วคุณจะหลงรักแบบสุดๆ เลยล่ะครับ 8. Albarracin : Spain แผนที่ : Albarracin , Spain สาวๆ ต้องกรี๊ดแน่นอน เพราะที่นี่คือเมืองสีชมพู ที่เหมือนเราหลุดเข้าไปในโลกของเทพนิยายเลยครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีถนนหนทางเล็กๆ ผู้คนนิยมเดินเท้ากัน ไปสัมผัสวิถีชีวิตแบบคนท้องถิ่น และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการเดินชมเมืองอันน่าค้นหานี้ น่าจะเป็นอีกเรื่องประทับใจในยุโรปแน่ๆ 9. Reine : Norway แผนที่ : Reine , Norway เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวริมฝั่งมหาสมุทธใกล้แถบขั้วโลก ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาเรียงตัวกันอย่างสวยงามราวกับเทพนิยายเลยล่ะครับ และแน่นอนว่าเพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมง ทำให้คุณสามารถชิมอาหารทะเลที่สดเว่อร์ในราคาที่ถูกแสนถูก จะมีอะไรเพลินไปกว่าการกินอิ่ม และนอนหลับสบายในบรรยากาศที่ดีๆ แบบนี้! 10. Giethoorn : Netherlands แผนที่ : Giethoorn , Netherlands ความเงียบสงบที่แท้ทรูเป็นยังไง อยากรู้ต้องลองมาดูเองที่เมืองนี้ครับ! ที่นี่ไม่มีรถ ไม่มีถนนใหญ่ มีแต่คูคลองและเรือ ทำให้การเดินทางไปยังจุดต่างๆ ต้องนั่งเรือไปนั่นเอง มีความเงียบสงบ และคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมมากๆ ใครอยากมาพักร้อนในที่ใหม่ๆ ที่ได้รับพลังบวกกลับไปเต็มๆ จองตั๋วมาที่นี่ด่วนๆ เลยนะครับ >>ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป” นี่แค่ซอฟท์ๆ อย่างที่บอก ที่ยุโรปยังมีเมืองสวยๆ ที่ไม่ค่อยดังอยู่อีกเพียบรอให้ทุกคนได้ไปสำรวจกันอยู่ หากใครเบื่อความวุ่นวายของเมืองใหญ่ๆ แล้ว ลองมองหา Hidden Gems ดีๆ สักเม็ดที่ถูกใจ แล้วไปเปิดประสบการณ์ใหม่ดู แล้วคุณอาจจะหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้นเลยก็ได้! หรือหากใครสนใจทัวร์ยุโรปเที่ยวสถานที่สุดฮิต คลิกเลย !!
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”
พาเที่ยว
ยุโรป
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”
วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอนำเอา 10 แลนด์มาร์กที่แอดมินได้ลิสต์ไว้ว่าอยากไปเยือน มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันครับ เผื่อว่าเราจะได้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันบ้าง อิอิ ไปดูกันเลยย ~ 1. หอเอนปิซา ประเทศอิตาลี แผนที่ :Tower of Pisa รู้จักกันเป็นอย่างดี เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เราเรียนกันมานั่นเองครับ ความพิเศษและเก๋ไก๋สไลเดอร์ของที่นี่คงหนีไม่พ้นการมาเยี่ยมเยือน พร้อมกับทำท่าถ่ายรูปเก๋ๆ กับเจ้าหอเอนฯ บางคนก็ช่วยยันไว้ บางคนก็ยืนพิง แค่คิดก็น่าจะสนุกสุดๆ แล้วล่ะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ได้ลองครีเอทท่าเก๋ๆ ไว้ไปถ่ายกับ หอเอนปิซา บ้างแล้วหรือยังเอ่ย? 2. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี แผนที่ :Colosseum อีกหนึ่งใน 7 มหัศจรรย์ของโลก ที่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเสื่อมสภาพจากในอดีตลงไปมาก แต่ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความรุ่งโรจน์และรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน มีความใหญ่โตมโหฬาร และยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ต้องลองมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งนะครับ นี่เลย >> ทัวร์อิตาลีสุดฮิต ราคาเริ่มต้น 34,999 !! 3. สโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ แผนที่ :Stonehenge สำหรับคนที่เสพติดความมหัศจรรย์ ก็ต้องไม่พลาดมาที่นี่ครับ เพราะสโตนเฮนจ์ถือได้ว่าเป็นสถานที่สุดพิเศษ ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ใครเป็นคนสร้าง แล้วทำยังไงถึงเอาหินก้อนเบอเร่อไปวางเรียงกันจนเกิดเป็นความมหัศจรรย์ขนาดนั้น ใครมีแพลนไปยุโรป ลองมองหาทริปที่จะมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง และหาคำตอบไปด้วยกันสักครั้งนะครับ 4. หอนาฬิกาบิ๊กเบน ประเทศอังกฤษ แผนที่ :Bigben แลนด์มาร์กประจำลอนดอน ที่ใครมาเยือนยังประเทศอังกฤษ แล้วไม่แวะมาที่นี่ถือว่าผิดเลยล่ะ เพราะนอกจากจะได้มาเช็คอินกับสถานที่ยอดฮิตแห่งนี้แล้ว ยังเป็นการยืนยันได้อย่างดีว่ามาถึงยถโรปแล้วแน่นอน เพราะหอนาฬิกายิ่งใหญ่แบบนี้มีที่เดียวนะจ๊ะ นอกจากนี้ใกล้ๆ กับหอนาฬิกาบิ๊กเบน ยังมี Shopping Street และ London Eye ชิงช้าสวรรค์อันเบอเร่ออีกด้วย เอาเป็นว่ามาจุดเดียวเที่ยวได้หลายที่เลยครับ ใครอยากไปทัวร์อังกฤษสุดคุ้ม เริ่มต้นแค่ 35,900 บาท คลิกเลยรออะไร 5. พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ :Versailles Palace ความสวยงาม อลังการ ตระการตา ทุกอย่างรวมอยู่ที่ทัวร์ฝรั่งเศสนี่เลยครับ แล้วขอบอกเลยว่าแค่ 3 คำนี้ไม่พอที่จะอธิบายความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ได้เลยจริงๆ สมกับฉายาว่าเป็น พระราชวังที่สวยงามที่สุดในโลกจริงๆ ด้านในถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหมด รวมกับกระจกมากมาย เมื่อเจอกับไฟสีทองนวลมากระทบ ทำให้ระยินระยับ ดูสวยงามจนเราตกตะลึงไปเลยล่ะครับ 6. หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ :Eiffel Tower ถ้าพูดถึงยุโรป แล้วไม่พูดถึงแลนด์มาร์กสุดพีคที่นี่ก็คงไม่ได้อย่าง หอไอเฟล หรือ EiffelTower นั่นเอง ถือได้ว่าเป็น Top List ของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว ด้วยความที่นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กอันโดดเด่น ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าอยู่ยุโรปแล้ว ยังได้บรรยากาศของความโรแมนติกผสมเข้าไปอีก ลองคิดภาพตามนะครับว่าถ้าเรายิ่งไปช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกเบาๆ กับคนพิเศษ มันจะเป็นความทรงจำที่สุดยอดขนาดไหน! 7. ซานโตรินี่ ประเทศกรีซ แผนที่ :Santorini หากใครเคยไปเที่ยวที่ชะอำ จ.เพชรบุรี บ้านเรา ก็คงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ และได้พอสัมผัสกับความสวยงามของตัวอาคารสีขาว และหลังคาสีน้ำเงินกันบ้างแล้ว แต่พูดไปจะหาว่าเว่อร์เพราะนั่นยังไม่ได้ครึ่งของสถานที่จริงเลยครับ! ที่หมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความสวยงามตามธรรมชาติของเกาะซานโตรินี่ บวกกับความสวยงามของสิ่งปลูกสร้าง ลงตัวกันเป็นอย่างดีกับท้องฟ้าอันสดใสในช่วงซัมเมอร์ เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ 8. วิหารพาร์เธนอน ประเทศกรีซ แผนที่ :The Parthenon อีกแลนด์มาร์กอันน่าสนใจ ณ ประเทศกรีซครับ สำหรับสถานที่แห่งนี้ถ้าใครอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าความลงตัวขององค์ประกอบต่างๆ เป็นอย่างไร ต้องไม่พลาดมาที่นี่เลย เพราะถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงเศษซาก และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความงดงาม สัดส่วน และองค์ประกอบที่ลงตัวอยู่ดีครับ 9. หมู่บ้านฮัลสตัทท์ ประเทศออสเตรีย แผนที่ :Hallstatt , Austria สุดยอดแห่งความโรแมนติกในพ.ศ.นี้ ต้องยกให้ที่นี่จริงๆ ครับ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่คู่รักต่างตบเท้ากันเข้ามาสัมผัสกับความสวยงามของหมู่บ้านริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว บอกเลยว่าไม่มีอะไรฟินไปกว่า การตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเปิดประตูระเบียงไปเจอกับวิวของหมู่บ้านฮัลสตัทท์แล้วครับ 10. หมู่บ้านกังหันลม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แผนที่ :Zaanse Schans มาถึงแลนด์มาร์กสุดท้าย ที่แอดมินภูมิใจนำเสนอสุดๆ เพราะเป็นที่ที่แอดมินอยากไปมากเลยล่ะครับ ใครอยากเห็นกังหันลมของแท้ ต้องมาที่นี่เท่านั้น ยิ่งบวกรวมกับทุ่งดอกทิวลิปอันสวยงามแล้ว เป็นภาพที่อยากจะลั่นชัตเตอร์เก็บความทรงจำไว้สักร้อยภาพเลยครับ และนี่ก็เป็น 10 แลนด์มาร์กที่น่าสนใจในยุโรปที่แอดมินคัดมาแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่ยุโรปไม่ได้มีดีแค่ 10 สถานที่นี้เท่านั้นที่น่าสนใจนะครับ ยังเหลืออะไรให้เราเที่ยวอีกเพียบ! ใครอยากไปสัมผัสกับอีกซีกหนึ่งของโลกดูสักครั้ง ก็เริ่มหยอดกระปุกกันได้เลยยย
เที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !!
พาเที่ยว
มาเลเซีย
เที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !!
เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day1 ลงจากเครื่องอันดับแรกที่เจอเลยคือเคาเตอร์ขายซิมส์ ไม่ต้องออกไปหาข้างนอกให้วุ่นวายใจ ถูกใจไทยสไตล์มากๆ เผื่อใครอยากมาถึงแล้วเช็คอินเลยย รวมถึงตัวเราด้วย 5555 พอออกจากสนามบินได้แล้วสเตปต่อไปเราต้องเดินทางเข้าตัวเมืองมีหลายวิธีอย่าง Express Train หรือจะนั่งรถบัสก็ราคาดี 12 ริงกิต (96 บาท) ทริปประหยัดทางเราเลยเลือกนั่งรสบัสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มได้ ก็ถึงสถานี KL Sentral หรือ สถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์กลางการเดินทางของมาเลเซีย สามารถไปต่อที่อื่นๆได้ถือว่าสะดวกมากๆ ใครกลัวหลงไม่ต้องห่วงบอกเลยเพราะ Google maps สามารถช่วยเราได้ วิธีดูเส้นทางแต่ละสถานีรถไฟก็ดูตามสีเหมือนกับบ้านเราเลยราคาค่าโดยสารตกแล้ว 8 บาท – 20 บาทไทย เพื่อความสะดวกในการเที่ยวทรปนี้ที่เรามีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน ก็เลยเลือกสถานที่เที่ยวที่ติดสถานีรถไฟ หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยก็ได้เวลาเที่ยวแล้ววไป๊!!ที่แรกที่เราจะไปก็คือ ตึกแฝดปิโตรนาส อาคาร 88 ชั้น หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ อาคาร KLCC ถือเป็นแลนด์มาร์คของมาเลเซียก็ว่าได้ โดยขึ้นรถไฟสายสีชมพู LRT สายปุตรา แวะลงที่สถานี KLCC ตรงโซนตึกแฝดก็จะมีห้างอยู่ 1 ห้าง ชื่อว่า SURIA สามารถช้อปปิ้งได้เผื่อใครมี Budget คล้ายกับห้างบ้านเรา แต่ราคาถูกกว่าบ้านเรา เพราะค่าเงิน และ ยกเว้นภาษีท่องเที่ยว เลยตัดสินใจว่าจะฝากท้องไว้ที่นี่เพื่อรอน้ำพุสีรุ้งตอนเย็นที่เขาบอกว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของที่นี่เลย ไหนๆ ก็ต้องรอเลยขอจัดร้านดังของมาเลเขาซะหน่อยอย่างร้าน ร้าน Madam Kwan’s เป็นอาหารพื้นเมืองมาเลเซียที่ติดอันดับร้านดัง ซึ่งเมนูต่างๆจะเน้นไปทางเครื่องแกงเป็นส่วนใหญ่ อย่างเมนู Nasi Bojari สนน.ราคา 24.90 ริงกิตราคาแพงเหมือนกินที่ห้างบ้านเราแต่มาถึงร้านดังทั้งทีสายกินอย่างเราก็อดใจไม่ไหว ในจานมีทั้งไก่ทอดกรอบๆ เนื้อวัวหมักแบบนุ่มหอมมากและกุ้งรสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวหลากสี คาดว่าคงอิ่มไปถึงพรุ่งนี้เช้ากันเลยทีเดียว แล้วก็ถึงเวลาช่วงที่ทุกท่านรอคอย ได้เวลาไปสวนสาธารณะ KLCC Park แนะนำให้มาตอนกลางคืนเพราะไฟสวยมากจริงๆจะเจอน้ำพุสายรุ้งเต้นระบำอันนี้แหละไฮไลท์เลย สวยมากจริงๆ รับรองว่าต้องได้ภาพสวยๆ กลับไปแบบเราแน่นอน ภาพตึกแฝดตอนกลางคืน (น้ำพุ) เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day2 เช้าวันที่ 2 ได้เวลาเที่ยวกันยาวๆแล้วเราแพลนว่าวันนี้จะไปอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของมาเลย์ก็คือ BATU CAVE เริ่มต้นจากที่สถานี Putra สามารถนั่งรถไฟ KTM แค่ 5 สถานีก็ถึงเลยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้วครับ เดินตามทางมาเรื่อยๆ ก็จะเจอ ถ้ำรามเกียรติ์ ด้านหน้าจะมีรูปปั้นหนุมานยักษ์อยู่ ถ้าจะเข้าไปในถ้ำรามเกียรติ์จะต้องเสียค่าเข้า 5RM = 40 บาท ก่อนด้านในจะมีรูปปั้นเกี่ยวกับเรื่องราวของรามเกียรติ์ถ้าใครเคยอ่านหนังสือมาก่อนน่าจะเข้าใจเรื่องราวของรูปปั้นอยู่บ้างส่วนตัวเรานั้นก็งูๆปลาๆก็เลยชมความงดงามกันไปเรื่อยๆ เพลินๆ เพราะรูปปั้นสวยมากจริงๆเหมือนมีมนต์ขลังอะไรบางอย่าง ถ้ำรามเกียรติ์ เอาล่ะถึงที่หมายแล้วว BATU CAVE เป็นวัดและสถานที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนาฮินดู สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของถ้ำบาตูก็คือรูปปั้นสีทองอันใหญ่ที่ตั้งตระหง่านมาก รูปปั้นนี้คือ พระขันธกุมารสีทอง สูงถึง 42.7 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2549 และจะมีบันไดให้ขึ้น 272 ขั้น เพื่อไปชมวิวด้านบน BATU CAVE กลับจาก BATU CAVE กองทัพต้องเดินด้วยท้องเราเลยตัดสินใจหาของอร่อยกินก่อนไปเที่ยวต่อ จังหวะนี้ก็ต้องเสิชสิครับสรุปได้ว่าจะไปฝากท้องที่ Chocha Foodstore ก็นั่ง KTM มาลงที่สถานี Kuala lumpur เดินสกายวอร์คไปยังสถานี LRT Pasar Seni เรื่อยๆเพื่อไปยังย่าน Jalan Petaling ตัวร้านจะหายากนิดนึงแต่รับรองว่าคุ้มเหมาะกับวัยรุ่นสายชิคมากๆ Chocha Foodstore ภายในร้านบรรยากาศดีมากๆ คือดีมากก แนะนำหนักมากกจริงๆคาเฟ่นี้ดัดแปลงจากโรงแรมเก่าชื่อ MAH LIAN HOTEL มาเป็นร้านคาเฟ่ได้อย่างลงตัวลูกค้าในร้านมีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว เมื่อวานกินไก่มาแล้ววันนี้ก็เลยกินเป็ดละกัน เลือก Duck Confit Rice ข้าวหน้าเป็ด อร่อยดีครับราคา 26 ริงกิต ส่วนรูปอาหารนั้นนหมดก่อนจะหยิบกล้องอีกจ้า เรื่องกินเราเต็มที่เสมอ 55555 Chocha Foodstore 2 เหลือเวลาอยู่อีกหน่อยเราเลยตัดสินใจมาเดินเล่นที่ JALAN PETALING หรือไชน่าทาวน์ของมาเลเซียนั่นเองของที่ขายส่วนใหญ่ก็จะออกเป็นของแนวกอปปี้พาสกันซะส่วนใหญ่ ใครไม่สันทัดเชิญผ่านได้จ้ามาเดินเล่นชิวๆ หาขนมกินก็พอ JALAN PETALING แถวนี้เราสามารถเดินหาตึกเท่ๆถ่ายรูปสไตล์ฮิปสเตอร์ได้นะเชื่อว่าวัยรุ่นหลายๆคนน่าจะชอบกลิ่นอายความคลาสสิคแบบนี้แน่นอน ถ่ายรูปเยอะแล้วท้องก็เริ่มร้องเป็ดเมื่อกลางวันน่าจะหายไปเรียบร้อย 555 สถานีต่อไปที่เราจะไปฝากท้องกันก็คือ Jalan Alor เป็นย่านที่ขายอาหารช่วงกลางคืนและคนเยอะมากๆ มีอาหารให้เลือกเยอะเช่นกัน ราคาไม่สูงมากมื้อเรากินกันแบบอดออมดีกว่าเดี๋ยวจะเกินงบ 5555 ก่อนจะกลับที่พักแบบพุงกาง Jalan Alor เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day3 วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษครับเพราะว่าเป็นวันสุดท้ายแล้วอยากเก็บภาพดีๆก่อนเช็คเอาท์โรงแรม หลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่นหามุมตึกสวยๆเก็บภาพไปฝากเพื่อนกันเพราะที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องตึกรามบ้านช่องมากจริงๆแล้วด้วยเวลาที่เรามีไม่พอที่จะไปต่างเมืองได้ ถึงเวลาเช็คเอาท์ได้เวลากลับบ้านเราแล้วว เอาจริงๆทริปนี้คือสั้นมากสำหรับเราอยากอยู่ต่ออีกนิดแต่เจ้านายดูจะไม่เข้าใจไม่เป็นไรเราสัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้าจะหาเวลามาให้ยาวกว่านี้เอาล่ะฤกษ์งามยามดีตามที่เราตกลงกันไว้ตอนต้นตามชื่อทริปเที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !! ได้เวลามาคำนวณค่าใช้จ่ายกันแล้ววจ้าจะเกินไหมน้ออ สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวมาเลเซียต่อคน ไม่เกิน 8,000 บาท 1. ค่าตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ รวมค่าที่พักแบบเซทประมาณ 5,000 บาท 2. ค่าเดินทางในมาเลเซียรถไฟเริ่มต้นที่ 2 ริงกิต (16บาท) คิดแบบประมาณทั้งทริป ประมาณคนละ 1,200 บาท 3. อาหาร ประมาณ 1,300 บาทรวมขนมจุกจิกต่างๆโชคดีที่ได้ข้าวเช้าจากโรงแรมประหยัดคอร์สดีมากๆ 4.ซิมส์อินเตอร์เน็ต 200 บาท 5.ค่าจิปาถะช้อปปิ้ง เช่นของฝาก อีกนิดหน่อย รวมๆ ก็ได้ประมาณ 8,000พอดีไม่เกินน สรุป8,000 สำหรับเราก็ได้อยู่นะครับไม่เหนื่อยเกินไป มาเลเซียถือเป็นอีกประเทศเพื่อนบ้านเราที่น่ามาท่องเที่ยวมากๆ แถมค่าเงินก็ไม่ได้ต่างกันเยอะมาก ถ้าใครชอบงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ทน่าจะเลิฟที่นี่และยกให้เป็น Favorite เลยก็ว่าได้ วันนี้จบทริปกันแบบสวยๆ ขอบคุณทุกคนที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้นะครับ ไปแล้วบ๊ายบายย ทริปหน้าเจอกันใหม่เนอะ อ่านต่อ >>ช้อป กิน เที่ยว ที่มาเลเซีย “กัวลาลัมเปอร์” ไม่เบลอไม่กลับ
รวม 10 ทุ่งดอกไม้ในต่างประเทศ สายถ่ายรูปห้ามพลาด !!
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
รวม 10 ทุ่งดอกไม้ในต่างประเทศ สายถ่ายรูปห้ามพลาด !!
และแน่นอนว่าวันนี้ ทัวร์ครับ ก็มีทุ่งดอกไม้ในต่างประเทศสวยๆ มาให้สาวกชาวทัวร์ครับทุกคนได้เดินทางไปเที่ยวในช่วงซัมเมอร์นี้กัน รับรองว่ากลับมามีรูปเปลี่ยนโปรไฟล์กันได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว ... 1.Gardens by the Bay : สิงคโปร์ เริ่มกันที่แรก ใกล้ๆ ประเทศไทยกันก่อน ไปง่ายสบายกระเป๋า ลางานวันนึงแล้วพ่วงเสาร์ - อาทิตย์ไปก็เที่ยวได้ครบแล้วครับ กับประเทศสิงคโปร์นั่นเอง ที่ Gardens by the Bay นี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นทุ่งดอกไม้ แต่ก็เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่เรียกได้ว่าชื่อดัง และมีรางวัลการันตีเพียบ! แถมดอกไม้และต้นไม้นานาพันธุ์ที่เค้าปลูกไว้ให้ชมเนี่ยก็สวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลยนะเออ แถมยังได้ชมความงามของดอกไม้ที่หลากหลาย และชมได้ตลอดทั้งปีด้วยล่ะ ใครอดใจไม่ไหวอยากไปดูดอกไม้ไวๆ ก็รีบจองตั๋วกันเลย! 2. เมืองดาลัท : เวียดนาม ยังอยู่กันในแถบใกล้ๆ บ้านเราอีกสักนิด เพราะนี่ก็เป็นอีกเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งทุ่งดอกไม้! เพราะมีสวนดอกไม้ ฟาร์ม รวมไปถึงเทศกาลดอกไม้เพียบ และบอกเลยว่าชมกันได้ทั้งปีเลยทีเดียว! ใครชอบดอกไม้มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอนล่ะ แถมยังได้เที่ยวได้หลากหลายอีกด้วยนะ เพราะเส้นทางที่จะมาเที่ยวดาลัท คือเส้นทาง โฮจิมินห์ อดีตเมืองหลวงของเวียดนาม ต่อด้วยมุยเน่ เมืองแห่งทะเลทราย และปิดท้ายกันฟินๆ กับดาลัท เมืองแห่งทุ่งดอกไม้ครับ 3. เมืองหม็อกเจิว : เวียดนาม ไม่ได้มีแค่ดาลัทนะเออ เพราะที่เวียดนามยังมี ‘เมืองหม็อกเจิว’ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากเมืองฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามประมาณ 180 กิโลเมตรที่มีทุ่งดอกไม้สวยๆ ซ่อนตัวอยู่ ซึ่งบอกเลยว่าหากจะมาที่นี่นั้น จะต้องมาในช่วงเดือนมีนาคม - เดือนกันยายน เท่านั้นนะครับ เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้ผลิบาน แต่ช่วงที่สวยที่สุดก็คือในช่วงเดือนมีนาคมนั่นเอง นอกจากจะได้ชมความงามของทุ่งดอกไม้ ที่ได้ฉากหลังเป็นทิวเขาแล้ว ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์อีก เรียกได้ว่ามาทริปเดียวคุ้มไปสองต่อกันเลยจ้า 4. Tomita Farm Hokkaido : ญี่ปุ่น ภาพนี้คงคุ้นตาใครหลายๆ คน และเรียกได้ว่าเป็นภาพที่ทำให้หลายคนตัดสินใจจองตั๋วเพื่อไปเที่ยวยังเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นในหน้าร้อนกันเลยทีเดียว! เพราะที่นี่คือทุ่งดอกไม้ชื่อดังแห่งเมืองฟุราโนะ ที่มีดอกไม้หลากสีสันบานสพรั่งในช่วงเดือนมิถุนายน - กันยายน ที่ถึงแม้ว่าอากาศจะไม่เย็นชื่นใจ แต่บอกเลยว่าโคตรคุ้มในการมาที่นี่ ใครที่ชอบดอกไม้ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดนะครับ จองตั๋วเลยสิรออะไร 5. Fuji Shibazakura Festival : ญี่ปุ่น หากใครอยากได้ภาพปังๆ ไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ ที่นี่แหละเหมาะสมที่สุด! เพราะดอกชิบะซากุระกว่า 8 แสนดอก ณ ทุ่งดอกชิบะซากุระ เมืองมินะมิสึรุ จังหวัดยามานาชิ จะพร้อมใจกันบานสะพรั่ง อวดสีสันอันสดใส เข้ากันได้ดีสุดๆ กับฉากหลังที่เป็นวิวของฟูจิซัง ภูเขาไฟอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น บอกเลยว่าฟินสุดๆ เลยล่ะครับ ซึ่งภาพแบบนี้มีแค่ปีละครั้งเท่านั้นในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม เพราะฉะนั้นบอกเลยว่าช้าไม่ได้แล้ว ไม่จองตอนนี้ไม่ทันนะครับ 6. Hitachi Seaside Park : ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นนี่ก็ถือว่าเป็นเมืองแห่งทุ่งดอกไม้เหมือนกันนะครับ เพราะเรียกได้ว่าแทบจะทุกเมืองดังๆ มักจะมีทุ่งดอกไม้อยู่ และที่จังหวัดอิบารากิ ที่อยู่ทางตอนเหนือของโตเกียวก็เช่นกันครับ ซึ่งบอกเลยว่าที่นี่จะมีดอกไม้นานาพันธุ์ผลัดเปลี่ยนมาสร้างภาพที่สวยงามตลอดทั้งปีเลยทีเดียว แต่ดอกไม้ที่โดดเด่นที่สุด ที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากมาเห็นด้วยตาของตัวเองก็คือดอกนีโมฟีล่า ที่จะเบ่งบานปูพรมสีม่วงน้ำเงินไปทั่วบริเวณในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคมครับ ใครอยากชมความงามแบบนี้ รีบไปอ้อนแฟนด่วนๆ 7. Nabana No Sato : ญี่ปุ่น ชื่อนี้คงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เพราะในช่วงฤดูหนาว สวนดอกไม้แห่งนี้จะแปรสภาพกลายเป็นงานประดับไฟสุดอลังการของญี่ปุ่น หรือ Nabana No Sato Winter Illumination ครับ แต่ในช่วงฤดูอื่นๆ (หรือจริงๆ ในช่วงฤดูหนาวเองก็ด้วย) นักท่องเที่ยวจะนิยมมาชมความงามของทุ่งดอกไม่กัน เพราะมีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ปลูกเต็มพื้นที่ไปหมด และบอกเลยว่าชมได้ตลอดทั้งปีด้วยนะครับไฮไลท์เด็ดของที่นี่คงหนีไม่พ้น ทุ่งดอกทิวลิปหลากสีสัน ที่เชิญชวนให้เราหยิบกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์สุดๆ ครับ 8. Yeomiji Botanic Garden : เกาหลีใต้ สวนพฤกษศาสตร์ที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเกาะสุดโรแมนติกอย่างเกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ครับ บอกเลยว่าใครที่มีภาพในจินตนาการ เป็นภาพของทุ่งดอกไม้และมีฉากหลังเป็นทะเลล่ะก็ ที่นี่แหละครับ คือภาพที่เป็นจริง เพราะความสวยงามของดอกไม้ สีสันอันสดใสได้เบ่งบานสะพรั่งตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าและน้ำทะเลสุดๆ เป็นฉากโรแมนติกที่จะตราตรึงใจแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนที่จะมีเทศกาล Jeju Canola Flower Festival ด้วยแล้ว ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก! 9. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ เมืองโพรวองซ์ : ฝรั่งเศส ข้ามกันไปที่ฝั่งยุโรปบ้าง ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงนี้ถือเป็นภาพจำของใครหลายคนเลยทีเดียว ที่ไม่ว่าใครก็อยากจะมาเห็นด้วยตัวเองสักครั้ง นอกจากจะได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์อันสุดแสนจะโรแมนติกของเมืองโพรวองซ์แล้ว การได้มาถ่ายภาพคู่กับทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ที่บานสะพรั่งพร้อมเพียงกันกว่าหลายร้อยไร่ มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ในเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ก็ถือเป็นอีกหนึ่ง Bucket List ที่ต้องมานะครับ 10. ทุ่งดอกทิวลิป : เนเธอร์แลนด์ เมื่อพูดถึงทุ่งดอกไม้แล้ว หากไม่มีประเทศนี้ก็คงจะไม่ได้ เพราะทุ่งดอกทิวลิปแห่งเมืองอัมสเตอร์ดัมนี่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงอย่างมาก ทำให้ในเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี นักท่องเที่ยวต่างก็ตบเท้าเข้ามาเที่ยวที่เมืองนี้ เพื่อชมความงามของเหล่าดอกทิวลิปสีสวย ที่ออกมาทักทายทุกคนไปพร้อมๆ กับกังหันลม และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของเมือง เรียกได้ว่าเป็นความลงตัวที่น่าสนใจ และน่าไปสุดๆครับ 11. ทุ่งดอกทานตะวัน : อิตาลี เมืองทัสคานี (Tuscany) มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของไร่องุ่นและไวน์ ทำให้ที่เมืองนี้เป็นเมืองชนบทที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจในการมาพักผ่อนตากอากาศเมืองหนึ่งของโลกเลยทีเดียว และด้วยความที่เป็นชนบทนี่แหละ ทำให้ทิวทัศน์ของเมืองทัสคานีดูสวยงามตามธรรมชาติและลงตัวสุดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุ่งดอกทานตะวัน ที่มักจะบานสะพรั่ง ย้อมสีของเมืองให้กลายเป็นสีทอง ดูมหัศจรรย์สุดๆ เลยครับ อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว เลือกได้หรือยังครับว่าจะชวนคุณแฟนคุณเพื่อนหรือครอบครัวไปชมความงามของทุ่งดอกไม้ที่ไหนดี? เราคัดมาให้หลากหลายทั้งในประเทศเพื่อนบ้านเรา ทั้งในเอเชีย และข้ามมหาสมุทรไปที่ยุโรปเลยทีเดียว เลือกให้ตรงกับใจ เลือกที่อยากไปสุดๆ จะได้เป็นอีกหนึ่งทริปในความทรงจำนะครับ
ช้อป กิน เที่ยว ที่มาเลเซีย “กัวลาลัมเปอร์” ไม่เบลอไม่กลับ
พาเที่ยว
มาเลเซีย
ช้อป กิน เที่ยว ที่มาเลเซีย “กัวลาลัมเปอร์” ไม่เบลอไม่กลับ
กัวลาลัมเปอร์มาเลเซีย จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆของเราทั้งค่าเงินที่ไม่ต่างกับเรามาก เผลอๆ อาจมีถูกกว่าเพราะยกเว้นภาษีนักท่องเที่ยวด้วยแถมยังไม่ต้องนั่งเครื่องไกลให้หมดอรรถรสในการท่องเที่ยวจากทั้งหมดทั้งมวลทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นมา ช้อป กิน เที่ยว ที่ “กัวลาลัมเปอร์” ไม่เบลอไม่กลับ จะเบลอไม่เบลอเราไปดูกันเล้ยยยยยย แผนที่กัวลาลัมเปอร์:Kuala Lumpur หลังจากลงเครื่องหาซื้อซิมกันเสร็จเรียบร้อยท้องก็เริ่มร้องเลยตัดสินใจฝากร้านไว้ที่นี่สนามบินก่อนเพราะเดี๋ยวต้องนั่งรสบัสเข้าเมืองอีกน่าจะเป็นชั่วโมง มาเจอร้าน Marry Brown เปรียบเหมือน KFC บ้านเราแต่เห็นเขาบอกว่าเป็นร้านไก่ทอดชื่อดังของมาเลเซียเขาล่ะ ราคาก็ไม่แรงมากรับได้ค่า ในส่วนของรสชาติเราติด KFC ไปแล้วอะยังคิดว่าไก่ทอดบ้านเราคือที่สุดอยู่ แต่อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวน้าเพื่อนๆ อาจจะชอบกันก็ได้อยากให้มาลองกันก่อนน เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- ร้าน MarryBrown ออกจากสนามบินด้วยรสบัส ถึงสถานี KL Sentral หรือสถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์กลางการเดินทางของมาเลเซีย สามารถไปต่อที่อื่นๆ ได้เรากับเพื่อนไปเช็คอินกันที่โรงแรมก่อนค่อยออกไปเที่ยวกันน ที่แรกที่มาที่มาถึงกัวลาลัมเปอร์แล้วต้องไปก็คือ จตุรัสเมอร์เดก้า(Merdeka Square) นั่งรถไฟสายสีแดง จาก KL sentral (KJ15) ไปลงที่สถานี Masjid Jamek ลืมบอกไปที่นี่เราสามารถนั่งรถไฟไปได้สบายๆ เหมือนไทยเราเลยล่ะ สะดวกมากๆ บริเวณจัตุรัสแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของเสาธงที่สูงที่สุด ในโลก ซึ่งเป็นธงชาติประจำชาติมาเลเซีย ที่ได้รับการชักขึ้นสู่ยอด เมื่อได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ ส่วนฝั่งตรง ข้ามกับจัตุรัสฯ เป็นอาคารสุลต่านอับดุล ซาหมัด ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มาเลเซียไปแล้ว อาคารแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ มูริส อินเดียผสมผสานกับศิลปะ แบบอาหรับ เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- Merdeka Square ถ่ายรูปกันจนอิ่มหนำแล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆผ่านตึกรามบ้านช่องอาร์ตๆ มุมชิคๆ เยอะมากจริงๆ ใครสายถ่ายรูปจะชอบมากเป็นแนวสตรีทอาร์ต เราเดินมาจนถึงแลนด์มาร์คอีกที่หนึ่งของที่เที่ยวกัวลาลัมเปอร์ก็คือ Central Market เป็นตลาดขายของจิปาถะ งานฝีมือ ของมากต่างๆ อารมณ์คล้ายจตุจักรบ้านเราครับ ใครอยากช้อปปิ้งแนะนำมาที่นี่กันเลยครับ เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- Central Market พิกัด :Central Market แลนมาร์คจุดต่อไปคือ JALAN PETALING หรือไชน่าทาวน์ของกัวลาลัมเปอร์ ที่มีของขายส่วนใหญ่จะเป็นของก๊อปซะส่วนใหญ่ทางเราไม่ถนัดเท่าไรก็เลยไปหาอะไรกินแทนเพราะของกินเล่นร้านอาหารต่างๆ มีให้เลือกเยอะพอสมควร เที่ยวมาเลเซีย - ถนนเปตาลิง พิกัด :Petaling Street เราเลือกร้าน RESTORAN KIM LIAN KEE เอาจริงๆ ทำไมเลือกร้านนี้ เพราะร้านนี้อยู่ในกลางไชน่าทาวน์เลยครับ หาง่าย รสชาติดี ราคาเหมาะสมเมนูแนะนำที่เขาชอบสั่งกันก็หมี่ฮกเกี้ยน ใครสายอาหารจีนน่าจะเลิฟมาก เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- ร้าน Restoran Kim Lian Kee พิกัด :Restoran Kim Lian Kee เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- กินหมี่ฮกเกี้ยน หนังท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน แต่เดี๋ยวก่อนจ้าเรายังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ตั้งใจจะเก็บให้หมดในวันนี้นั่นก็คือ ตึกแฝดนั่นเองงง แลนด์มาร์คหลักอีกที่หนึ่งเลย เวลาค่ำๆ นี่แหละถ่ายรูปสวยดีนักขึ้นรถไฟไปสถานี KLCC ก็ถึงที่หมาย แนะนำให้เข้าทางสวนสาธารณะ KLCC Park มาตอนค่ำหน่อยจะเจอน้ำพุสายรุ้งเต้นระบำ เก็บภาพกันพอหอมปากหอมคอก็ไปเดินเล่นช้อปปิ้งกันต่อในห้าง SURIA เช็ควันเวลากันให้ดีอาจจะได้เจอช่วง Sale ทีนี้ล่ะกระเป๋าแบนกลับบ้านแน่นอน น้ำพุและตึกแฝด แลนด์มาร์กหลักของกัวลาลัมเปอร์ วันที่สองหลังจากกระเป๋าตังค์เบาแต่กระเป๋าเดินทางแน่นกันแต่ตั้งแต่วันแรกเราตัดสินใจไปเที่ยวแนวชื่นชมธรรมชาติกันบ้างวันนี้เราจะไป Batu caves เป็นศาสนสถานฮินดู วิธีเดินทางก็เริ่มจาก KL Sentral เหมือนเดิม ใช้เวลาไม่นานเท่าไรแต่แนะนำให้ตื่นเช้าๆ ดีกว่าจะได้ไม่ร้อนมาก พอลงจากรถไฟก็จะเจอกับร้านค้าขายเสื้อผ้าที่เขาใส่กันวางขายอยู่เต็มทางเดิน เข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเจอรูปปั้นหนุมานยักษ์ก่อนเลยเป็นทางเข้าของถ้ำรามเกียรติ์นั่นเอง เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- หนุมานยักษ์ เดินไปอีกสักพักก็จะเจอ Batu caves จุดสังเกตคือรูปปั้นสีทองอันใหญ่ที่ตั้งตระหง่านมาก รูปปั้นนี้คือ พระขันธกุมารสีทอง สูงถึง 42.7 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2549 และจะมีบันไดให้ขึ้น 272 ขั้นให้คนขึ้นไปชมถ้ำด้านบน วิธีการเดินขึ้นบันไดก็เดินปกติ แต่จะมีคนที่เขามีความเชื่อก็มวิธีเดินขึ้นอีกแบบ เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- Batu caves พิกัด :Batu caves บรรยากาศถ้ำด้านใน คือสวยมากอากาศถ่ายเทดีถึงแม้คนจะเยอะก็ตามถ้ำ เสร็จจากทัวร์Batu caves ก็ได้เวลาหาของลงท้องเพราะเขาเชื่อว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องนะจ๊ะ เลยตัดสินใจไปเดินห้างแอร์เย็นๆกันบ้างดีกว่าเผื่อช้อปปิ้ง (อีกแล้ว) เมืองไทยมีพารากอนฉันใด กัวลาลัมเปอร์ก็มี Pavillion ฉันนั้น ขาช้อปแบรนด์ดังทั้งหลายห้ามพลาดที่นี่ด้วยประการทั้งปวง เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- ห้าง Pavillion พิกัด :Pavilion Kuala Lumpur หลังจากหาข้าวหาปลาเดินเล่นกันพอหอมปากหอมคอแล้วที่ต่อไปที่เราจะไปกันก็คือดูวิวกลางคืนที่ตึก KL Tower หรือ หอคอยกัวลาลัมเปอร์ โดยนั่ง Monorail จากสถานี Bukit Bintang ไปลงสถานี Bukit Nanas ที่หอคอยมีความสูงประมาณ 421 เมตร บนชั้นบนของหอคอย เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถที่จะขึ้นไปชมวิวมุมสูงของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ยามค่ำคืน ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ใครไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ก็อยากให้ไปชมความสวยงามนี้กัน เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- KL Tower พิกัด :KL Tower ก่อนสิ้นสุดค่ำคืนที่แสนยาวนานวันนี้เรากับเพื่อนตัดสินใจหิวท้องที่ร้องจ๊อกๆ หวังพึ่งน้ำบ่อหน้ากันที่ Jalan Alor Food Street โดยนั่งรถไฟมาลงที่ Bukit Bintang ร้านอาหารมากมายละลานตาตลอดเส้น แต่ละร้านก็คล้ายๆกัน ใครใคร่อยากกินแบบไหนเลือกกันได้ตามอัธยาศัยเลย ก่อนกลับที่พักเตรียมบินวันพรุ่งนี้เช้า เที่ยวกัวลาลัมเปอร์- ตะลอนกิน Jalan Alor Food Street พิกัด :Jalan Alor Food Street อาหาร 3 วัน 2 คืนเรียกได้ว่าอัดแน่นทั้งทริปกันไปเลย ไม่เบลอจะงงมากทริปนี้ได้กิน เที่ยว ช้อป แบบจุใจมากก่อนก้มหน้ารับชะตากรรมกับหนี้บัตรที่ถล่มทลายเหลือเกิน 555555แต่ไม่เป็นไรมันคือกำไรชีวิตเราคิดเสมอว่าการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเหนื่อยหรือสบายมันคือกำไรชีวิตทั้งหมด สำหรับทริป ช้อป กิน เที่ยว ที่ "กัวลาลัมเปอร์" เป็นอีกหนึ่งทริปที่เรียกได้ว่าจุกมากกก จุกทั้งเงิน จุกทั้งท้อง จุกทั้งความสุข เป็น 3 วันที่พูดได้เลยว่าเหนื่อยจริง แต่ก็มีความสุขที่ได้มา วันนี้ทัวร์ครับขอลาไปก่อนไว้พบกันทริปหน้านะครับ มาดูกันว่าเราจะพาไปเบลอ ไปจุกกันแบบนี้ไหนอีก ไปแล้ววบ๊ายบายยย