ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
รีวิว Universal Singapore มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งหน้าห้ามพลาด
พาเที่ยว
สิงคโปร์
รีวิว Universal Singapore มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งหน้าห้ามพลาด
Universal Studio Singapore บนเกาะ Sentosa หนึ่งในที่เที่ยวสุดฮอตของสิงคโปร์ มาเที่ยวถึงสิงคโปร์ทั้งทีก็ต้องมีเวลาเผื่อไว้ให้การเที่ยวที่ Universal Studio Singapore แนะนำว่าให้เขาไปเลยหนึ่งวันเต็ม มาสิงคโปร์แล้วไม่มาเที่ยวที่ Universal Singapore เราจะบอกว่าพลาดมากๆ ใครที่เคยมาแล้วน่าจะรู้ว่าให้เวลาทั้งวันยังไม่พอเลย เพราะเครื่องเล่นเยอะ คนเยอะ บางเครื่องเล่นคือต่อแถวยาวมาก เอาเป็นว่าใครยังไม่ได้มาเที่ยวสนุกๆ ที่ Universal Singapore ก็ตามเรามาได้เลยเรื่องสนุกๆ รออยู่ที่นี่อีกเพียบ จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) Universal Studio Singapore (ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์) หรือที่หลาย ๆ คนอาจเรียกขานกันอย่างสั้น ๆ ย่อ ๆ ว่า USS นั่นเอง เป็นสวนสนุกหรือ Theme Park ขนาดใหญ่ที่มี Concept และ Theme ของสวนสนุกมาจากหนังและการ์ตูนดังจากค่าย Universal Studios นั้นเอง อย่างเช่น จูราสสิคปาร์ค (Jurassic Park) ไดโนเสาร์สุดคลาสสิคยอดฮิตตลอดกาล เจ้าตัวเหลืองจอมป่วยมินเนี่ยน (The Minions) โด่งดัง และทรานฟอร์เมอร์ (Transformers) ที่สุดแห่งหุ่นยนต์ของโลกอนาคต เป็นต้น นอกจากนี้ USS หรือ Universal Studio Singapore ยังเป็นสวนสนุกแบรนด์ Universal Studios แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย เช็คราคาหรือซื้อบัตรเข้าสวนสนุกUniversal Singapore คลิกที่นี่ การเดินทางไป Universal Studio Singapore นั้นก็แสนง่ายดายสะดวกสบายมีให้เลือกหลายวิธีการเดินทาง การเดินทางโดยรถไฟฟ้า โดยใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สายสีม่วงมาจนสุดสายมาลงที่สถานี HarbourFront แล้วเดินต่อมายังห้างสรรพสินค้า Vivo ตามป้าย Sentosa Express มายังชั้นบนสุดของห้าง จากนั้นก็โดยสารรถไฟ Sentosa Express มายังสถานี Waterfront station บนเกาะ Sentosa การนั่งกระเช้าลอยฟ้า หรือ Cable car ที่จะได้ชมวิวมุมสูงสวย ๆ และแอบหวาดเสียวหน่อย ๆ ไปด้วยในตัวระหว่างการเดินทาง โดยสำหรับการเดินทางมายังเกาะ Sentosa ด้วยกระเช้าลอยฟ้านั้น ต้องมาขึ้นกระเช้าที่ชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้า Vivo เช่นเดียวกันกับการเดินทางด้วยรถไฟสาย Sentosa Express Sentosa Bus เป็นรถโดยสารประจำทางที่วิ่งระหว่าง Habour front สู่เกาะ Sentosa แต่วิธีนี้อาจใช้เวลาในการเดินทางเยอะสักหน่อย และสุดท้าย สำหรับสายชิลล์ที่ชอบเดินกินลมชมวิวทะเลชิลล์ ไม่ซีเรียสกับเรื่องเวลา ได้เสพย์บรรยากาศของท้องทะเลสิงคโปร์อย่างดื่มด่ำ ก็สามารถเลือกใช้ทางเดินเท้า Boardway ซึ่งเป็นทางเลื่อนอัตโนมัติเป็นช่วง ๆ เดินเองบ้างในฉบับฮิปสเตอร์ และ Backpacker แนว ๆ สวนสนุก Universal Studios Singapore (ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์) ตั้งอยู่บนเกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa Island) ภายในพื้นที่ของ Resort World Sentosa พิกัดรวมความสนุกและความบันเทิงแบบครบวงจรบนเกาะ Sentosa โดยภายในสวนสนุก Universal Studios Singapore นั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็น Theme Zone ทั้งหมด 7 โซน โดยแต่ละโซนมีคอนเซ็ปโดยยึดตามหนังหรือการ์ตูนดังแต่ละตัวที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ Hollywood, New York, Sci-Fi City, Ancient Egypt, The Lost World, Far Far Away และ Madagascar ในแต่ละโซนจะมีทั้ง Theme Park ที่ตกแต่งอย่างสวยงามราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์หรือการ์ตูนเรื่องนั้น ให้ได้ชื่นชมบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ อย่างดื่มด่ำแบบใกล้ชิด พร้อมทั้งเครื่องเล่นสนุก ๆ สุดมันส์อีกหลายเครื่อง โดยในแต่ละ Theme Zone นี้ก็จะมีเครื่องเล่นทีเด็ด อันเป็นไฮไลท์ของแต่ละ Theme Zone อยู่ด้วย ว่าแล้วแต่ละ Theme Zone ของ USS นั้นนำมาจากภาพยนตร์ดังเรื่องอะไร ให้เราหลุดเข้าไปอยู่ในเรื่องราวกันบ้าง และเครื่องเล่นไฮไลท์คืออะไร จะเด็ดขนาดไหน ไปต่อกันเลย Universal Singapore โซน Hollywood และโซน New York เป็นโซนแรกที่เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ Universal Studio Singapore แล้วต้องพบเจอก่อนเป็นโซนแรก ซึ่งด้านหน้าจะเป็นส่วนของร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยออกแบบตกแต่งในสไตล์ชิค ๆ แบบถนน Broadway ใน Hollywood ในโซน Hollywood และสร้างบรรยากาศแบบ New York ในโซน New York ที่จะทำให้รู้สึกเหมือนเป็น New Yorker ตลอดเวลาที่เดินผ่านและดื่มด่ำกับบรรยากาศอันครื้นเครง และทั้ง 2 โซนนี้ยังเป็นพื้นที่จัดงาน การแสดงโชว์ พบปะกับตัวการ์ตูนดังแบบเป็น ๆ อาทิ Minions และ Sesame Street และปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดสุดอลังการของที่นี่อีกด้วย Universal Singapore โซนแห่งโลกอนาคตหรือ Sci-Fi City โซนยอดฮิตและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนสนุก USS แห่งนี้ กับ Theme Zone แห่งอวกาศที่มาจากหนังเรื่องดังอย่าง ทรานฟอร์เมอร์ (Transformers) อันเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัย ที่นอกจากจะได้อารมณ์และบรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในอวกาศ และภาพยนตร์เรื่อง Transformers แล้ว ในโซน Sci-Fi City ยังมีเครื่องเล่นทีเด็ดอยู่อีกถึง 2 เครื่องเลยทีเดียว ได้แก่ เครื่องเล่นที่ดังที่สุดของ USS แห่งนี้กับ TRANSFORMERS The Ride: The Ultimate 3D Battle และเครื่องเล่นที่ต้องบอกว่าหวาดเสียวที่สุด กับรถไฟเหาะสองรางที่วิ่งไข้วสลับกันสุดหวาดเสี่ยวอย่าง Battlestar Galactica: HUMAN vs. CYLON โดยต้องพูดเลยว่าเครื่องเล่นทั้ง 2 เครื่องนี้เด็ดมาก ต้องห้ามพลาดกันเลยทีเดียว Universal Singapore โซนอียิปต์โบราณ Ancient Egypt โซนแห่งดินแดนโบราณของอียิปต์จากหนังเรื่อง The Mummy อันเป็นหนึ่งในพิกัดไฮไลท์ของ USS แห่งนี้ ด้วยเป็นตำแหน่งโลเคชั่นที่ตั้งของเครื่องเล่นทีเด็ด Top List ใน USS แห่งนี้ อันได้แก่ เครื่องเล่น Revenge of the Mummy รถไฟเหาะท่ามกลางความมืดมิด ที่เคลื่อนที่ในความมืดเพิ่มตามไล่ล่าหาสมบัตริ และหนีจากภัยอันตรายคล้าย ๆ กับการหาสมบัติในพีระมิคของภาพยนตร์เรื่อง The Mummy ที่ต้องบอกว่าเป็นเครื่องเล่นแบบ Thrill-seeker ตัว Peak ที่ถ้าไม่ได้เล่นต้องบอกว่าพลาดมาก ๆ พูดเลย Universal Singapore โซน The Lost World โซนแห่งเมืองดึกดำบรรพ์ยุคไดโนเสาร์ที่จำลองมาจากภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกปาร์ค (Jurassic Park) อันโด่งดัง ซึ่งภายในมีไดโนเสาร์จำลองเหมือนฉากในภาพยนตร์มากมาย ที่ต้องบอกว่าผู้ชายทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบได้โนเสาร์ต้องชอบมาก ๆ ในส่วนของเครื่องเล่นนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 เครื่อง คือ เครื่องเลานไฮไลท์ของโซนนี้ และของ USS แห่งนี้อีกเครื่องเล่นหนึ่งอย่าง Jurassic Park Rapids Adventure และ รถไฟเหาะลอยฟ้าชมเมือง The Lost World อย่างเครื่องเล่น Canopy Flyer แต่สำหรับคนที่จะเล่นเครื่องเล่นทางน้ำไฮไลท์อย่าง Jurassic Park Rapids Adventure นั้นนอกจากจะต้องเตรียมใจเรื่องคิวยาวเอาไว้หน่อยแล้ว ไกด์นิดนึงว่าเตรียมใจเรื่องเปียกหรือเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนไว้ด้วยนะ เพราะใครจะเปียกมาก เปียกน้อย หรือไม่เปียกเลย อันนี้ก็แล้วแต่ดวงนะ Universal Singapore โซนดินแดนอันไกลโพ้น หรือ Far Far Away ปิดท้ายกันด้วยดินแดนแห่งเทพนิยายในฝันของเด็ก ๆ กับโซนดินแดนอันไกลโพ้น หรือ Far Far Away อันเป็นที่ตั้งของปราสาทขนาดใหญ่สุดอลังการความสูงถึง 40 เมตร ที่จำลองมาจากแอนิเมชั่นเรื่อง Shrek สุดฮอต โดยภายในโซนนี้ มีเครื่องเล่นแอนิเมชั่น 4D ที่เล่าเรื่องราวการผสมภัยของ Sherk ผ่านประสบการณ์การสัมผัสจริงแบบ 4D ทั้งแสง สี เสียง ลม และน้ำ อย่างเครื่องเล่น Shrek 4-D Adventure Universal Singaporeโซนมาดากัสก้า Madagascar ปิดท้ายกันด้วยโซนสำหรับเด็กเล็ก กับเครื่องเล่นแสนสนุกของเด็ก ๆ ใน Theme ของการผจญภัยท่องป่าของเหล่าสัตว์ป่าแสนน่ารักสุดสดใสนานาชนิดจากการ์ตูนเรื่อง มาดากัสก้า Madagascar ยอดนิยมขวัญใจของเด็ก ๆ ที่จะมาเล่าเรื่องราว พาท่องเที่ยวเปิดโลกกว้าง และให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น่าสนุกตื่นเต้นในโซนมาดากัสก้า Madagascar สำหรับใครที่เตรียมตัวมาเที่ยว USS แล้วตั้งใจจะเช็คอินเล่นเครื่องเล่นไฮไลท์ของที่นี่ให้ครบทั้ง 5 เครื่องในการเที่ยว USS ครั้งเดียวแล้วละก็ ต้องขอแนะนำว่าให้มาตั้งแต่เช้า คือตั้งแต่สวนสนุกเปิด และที่สำคัญคือควรต้องซื้อบัตร Universal Express Pass บัตรผ่านเครื่องเล่นแบบพิเศษที่จะทำให้ผ่านตลอดไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องรอคิวยาว ๆ นาน ๆ ของเครื่องเล่นเด็ด ๆ ทุกเครื่อง บอกเลยว่าบัตรนี้ควรค่าแก่การครอบครองเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องเล่นเด็ดของ USS แห่งนี้มีคนรอคิวเล่นเยอะมาก ๆ ยิ่งถ้าเที่ยว USS ในช่วงเทศกาลที่คนเยอะ ๆ ด้วยแล้วหล่ะก็ บอกเลยว่าเครื่องเล่นไฮไลท์บางเครื่องต้องต่อคิวรอกันอย่างยาวนานถึง 2 - 3 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว รีวิวกันไปครบแล้วกับ Universal Studio Singapore (ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์) แบบจัดเต็ม ใน “Universal Singapore รีวิว มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งหน้าห้ามพลาด” รับรองว่ามาเที่ยวแค่เพียงวันเดียวแบบวางแผนมาดี ๆ แบบนี้เที่ยวใน Universal Studion ได้ครบแน่นอน แต่ต้องบอกว่าบนเกาะ Sentosa ของสิงคโปร์นั้นไม่แต่มีเพียงแต่แค่ Universal Studio Singapore เท่านั้น แต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ บนเกาะอยู่อีกมากมายด้วย อาทิ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ S.E.A. Aquarium, Adventure Cove Waterpark (สวนน้ำแอดเวนเจอร์ โคฟ), ชายหาด Sentosa Beaches ที่มีถึง 3 ชายหาดด้วยกัน , Sentosa Merlion และ Resort World Sentosa เป็นต้น ซึ่งถ้าจะเที่ยวให้ครบที่เที่ยวบนเกาะ Sentasa ของสิงคโปร์คงต้องขอแนะนำให้เผื่อ ๆ เวลามาเที่ยวสัก 2 วันเป็นอย่างน้อยถึงจะดี จะเที่ยวได้ครบทั่วเกาะแบบไม่เหนื่อย แต่สำหรับรีวิวคราวนี้ ต้องบอกเลยว่า Universal Studio Singapore มาเที่ยวสิงคโปร์คราวหน้าต้องห้ามพลาด
ปังไม่หยุด 10 จุดชมซากุระในไต้หวัน สวยไม่แพ้ที่ใดในโลก
พาเที่ยว
ปังไม่หยุด 10 จุดชมซากุระในไต้หวัน สวยไม่แพ้ที่ใดในโลก
ฤดูแห่งความโรแมนติคกำลังเดินทางมาถึงแล้วจ้ะพี่จ๋า ใครมีแพลนเที่ยวช่วงต้นปีแบบนี้ต้องไม่พลาดเลยนะ ฮึบอีกนิดรออีกหน่อยก็จะได้เจอความงามของช่วงเดือนซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง ที่แย้มกลีบรอนักท่องเที่ยวมาชมความงามกันแล้วโดยเฉพาะที่ไต้หวันเมืองแห่งชานมไข่มุกที่เราโปรดปราน เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีแพลนมาไต้หวันกันบ้างล่ะก็เราแนะนำช่วงเดือนซากุระบานเลยและใครที่ยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะไปชมความงามนี้ได้ที่ไหนเราได้รวบรวมสถานที่ยอดฮิตมาให้ทุกคนจนลิสต์กันแล้วววล่ะ 1.อาลีซาน พิกัด: Alishan National Park มาเริ่มกันที่สถานที่ยอดนิยมที่จะมาชมดอกซากุระของไต้หวันอย่าง อาลีซาน ต้องบอกเลยว่าถ้าจะมาชมดอกซากุระต้องมาชมที่แห่งนี้เป็นที่แรก เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ที่ผู้คนนิยมชมพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอก โดยไฮไลท์ของที่อาลีซานคือ การนั่งรถไฟชมดอกซากุระที่สวยที่สุดของไต้หวัน ซึ่งเป็นทางรถไฟที่ขึ้นชื่อว่าเป็น1 ใน 3 ทางรถไฟที่น่าอัศจรรย์ใจของโลกช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง อาลีซาน ได้โดยนั่งรถไฟไปลงที่สถานีเจียอี้ แล้วต่อรถบัสขึ้นไปยังอาลีซาน 2. วัดเทียนหยวน พิกัด: Wuji Tianyuan Temple มาต่อกันที่ Wuji Tianyuan Temple เป็นจุดชมซากุระที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของไต้หวัน ตั้งอยู่ในเขตตั้นสุย เมืองซินเป่ย ไม่ไกลจากไทเป ถือเป็นที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติและชาวไต้หวัน โดยจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นการชมดอกซากุระบาน สำหรับจุดชมซากุระของที่นี่จะมีด้วยกันสองจุด คือ บริเวณทางเดินก่อนเข้าวัด และบริเวณด้านหลังวัด แต่เราขอแนะนำให้คุณให้เสื้อผ้าหนาๆเพราะสถานที่แห่งมีอากาศค่อนข้างหนาวและอาจมีฝนตก ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง Wuji Tianyuan Temple ได้โดยนั่งรถไฟ MRT ไปลงสถานี Tamsui แล้วต่อรถบัสไปยังวัดเทียนหยวน มีรับ-ส่งในช่วงเวลา 08.00-17.00 น. ใช้เวลาประมาณ 15 นาที 3. หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่า อะบอริจิน ฟอร์โมซาน พิกัด: Formosan Aboriginal Culture Village สถานที่ยอดนิยมในการชมดอกซากุระอย่าง Formosan Aboriginal Culture Villageเป็นสถานที่จำลองหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าดั้งเดิมของไต้หวัน จะมีการแสดงที่สนุกสนานให้นักท่องเที่ยวได้รับชม แถมยังมีสวนสนุกมากมายที่ชวนให้เข้าไปสัมผัส จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นการเดินชมดอกซากุระบานหรือจะเป็นการนั่งกระเช้าชมซากุระจากมุมสูงความสวยก็ไม่แพ้กันเลย ถือเป็นจุดที่ใครๆ หลายคนชื่นชอบอย่างมากยิ่งเป็นช่วงที่ดอกซากุระบานทั่วไปหมด ภาพที่ได้คือทั้งพื้นที่เต็มไปด้วยดอกสีชมพู ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง Formosan Aboriginal Culture Village ได้โดยนั่งรถบัสวิ่งจาก Sun Moon Lake และ อาลีซาน 4. สวนเล่อหัว พิกัด: Lohas Park สวนสาธารณะยอดนิยมที่ตั้งอยู่ในเขตไทเป อย่าง Lohas Park ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกที่ของชาวไต้หวันในเรื่องการมาชมดอกซากุระบานเพราะต้นซากุระจะถูกปลูกเรียงรายตามทางเดิน เป็นภาพที่ออกมามีความสวยงามไม่น้อยเลย บรรยากาศสบายๆชวนให้เดินเล่นถ่ายรูป แถมเป็นจุดชมซากุระที่เดินทางง่ายที่สุดเพราะสวนแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Donghu Station ใช้เวลาเดินเพียง 11-12 นาที ก็ถึงสวนแล้ว ใครอยากชมซากุระแบบชิวๆคงไม่อยากพลาดอย่างแน่นอน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยสามารถเดินทางมายัง Lohas Park ได้โดยนั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี Donghu Station ทางออกที่ 3 แล้วเดินไปทางทิศเหนือระยะทางรวมทั้งหมด 900 เมตร 5. อูไหล พิกัด: Wulai Waterfall เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติและชาวไต้หวันที่เดินทางมาชมดอกซากุระบานที่ Wulai Waterfall เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในไต้หวัน จุดชมซากุระที่นี่จัดว่าสวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลย เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำตกและดอกซากุระ ถือเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศน้ำตก และธรรมชาติที่เขียวขจีรับกับดอกซากุระสีชมพูรับรองว่าคุ้มค่าอย่างมาก ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง Wulai Waterfall ได้โดยนั่งรถไฟนั่ง MRT ไปลงสถานี Xindian แล้วต่อรถบัสสาย 849นั่งต่อประมาณ 15 นาที 6. อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน พิกัด: Yangmingshan National Park มาต่อกันที่สถานที่ยอดนิยมอย่าง Yangmingshan National Park เป็นอุทยานที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ห่างจากตัวเมืองไทเปเพียง 20 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยป่าไม้ธรรมชาติและต้นซากุระจำนวนมาก พร้อมชมวิวทิวทัศน์ของเมืองไทเปแบบ 360 องศา แถมอากาศที่นี่ยังเย็นสบายเหมาะแก่การมาเที่ยวชมดูดอกซากุระบานอย่างมาก หรือจะเป็นการไปแช่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติ แค่คิดก็ฟินแล้วสิ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง Yangmingshan National Park ได้โดยนั่งรถไฟใต้ดินลงสถานี Jiantan Station ทางออกที่ 1 ต่อรถบัสสาย 260 ลงที่ป้าย Yangmingshan Bus Station 7. อู๋ หลิง พิกัด: Wu ling ลองนึกภาพเมื่อเราขับรถแล้วทั้งสองข้างทางเป็นต้นซากุระที่กำลังบานสวยงดงามดูสิ ใครอยากมีโมเมนต์นั้นต้องมาที่สถานที่ให้ได้เลยกับ Wu ling เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไต้หวันที่มีต้นซากุระจำนวนมาก เป็นจุดที่ได้รับความนิยมเรื่องการมาดูดอกซากกุระบาน เป็นสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด ไถจง แต่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร แต่รับรองว่าคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อเดินทางมาถึงรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยสามารถเดินทางมายัง Wu ling ได้โดยนั่งรถบัสจากไทเปใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 8. อทุยานแห่งชาติหยางหมิงชาน พิกัด: Yang Ming Shan มาต่อกันที่อุทยานแห่งชาติ Yang Ming Shan ถือเป็นจุดยอดฮิตของชาวไต้หวันกันเลยสำหรับการเดินทางมาชมดอกซากุระบาน เพราะสถานที่แห่งนี้มีความเป็นธรรมชาติสูงและมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก จุดเด่นของสถานที่นี้คงเป็น ต้นซากุระที่มีมากกว่า 200 ต้น แถมบรรยากาศที่นี่ก็เย็นสบายเหมาะแก่การมาพักผ่อนอย่างมาก ไม่ควรพลาดกับสถานที่แห่งนี้เลยในการมาชมดอกซากุระบาน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม โดยสามารถเดินทางมายัง Yang Ming Shan ได้โดยนั่งรถบัสสาย 260 จากไทเป หรือ นั่งรถบัสสาย R5 จากสถานีรถไฟฟ้า Jiantan 9. อู่หลิง ฟาร์ม พิกัด: Wu ling Farm มาต่อกันที่ Wuling สถานที่ชื่อดังของไต้หวัน เป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่ขึ้นชื่อ ใครที่ชื่นชอบดอกซากุระคงไม่อยากพลาดที่จะมา Wuling อย่างแน่นอนเพราะมีต้นซากุระจำนวนมากจนออกมาเป็นภาพอุโมงค์สีชมพูที่ดูมีความสวยงามอย่างมาก ยิ่งถ้าไปกับแฟนนะบอกเลยว่าโรแมนติคสุดๆ รับรองความฟิน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยสามารถเดินทางมายัง Wuling ได้โดยนั่งรถบัสสาย จากไทเปสามารถซื้อตั๋วได้ที่ Taipei West Bus Station Terminal B , 7-11, Family Mart หรือ Hi-Life 10. ทะเลสาบสุริยันจันทรา พิกัด: Sun Moon Lake ปิดท้ายกันด้วย Sun Moon Lake เป็นทะเลสาบน้ำจืดจากธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไต้หวันตั้งอยู่ที่มณฑลหนานโถว จะมีการจัดเทศกาลชมซากุระที่จะสามารถเห็นซากุระที่งดงามท่ามกลางวิวทิวทัศน์ทะเลสาบ จะมีงานจัดขึ้นทุกปีขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของดอกซากุระ แถมในตอนกลางคืนยังมีการประดับไฟเพื่อเพิ่มความงาม ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของไต้หวันอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคงเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์โดยสามารถเดินทางมายัง Sun Moon Lake ได้โดยนั่งรถไฟความเร็วสูง HSR ไปลงสถานี Taichung Station แล้วต่อรถบัส Nantou เป็นไงกันบ้างครับกับ 10 จุดชมซากุระในไต้หวัน เพื่อนๆคนไหนที่อยากชมฤดูดอกซากุระบาน หรืออยากท่องเที่ยว มาจดลิสต์จากเราสิ เรามีแต่ที่ดีๆ ยอดนิยมที่จะพาคุณไปพักผ่อนได้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเลย สำหรับใครที่กำลังมองหาทัวร์เที่ยวไต้หวันหรือประเทศยอดฮิตต่างๆ สามารถค้นหาทัวร์ที่ต้องการได้ที่ Tourkrub นะครับ ทัวร์ไต้หวัน ซากุระ ชมซากุระแรกของไต้หวัน คลิกเลย
ตะลุยเก็บ 10 จุดชมซากุระในโตเกียว ไปที่เดียวไม่เคยพอ
พาเที่ยว
ตะลุยเก็บ 10 จุดชมซากุระในโตเกียว ไปที่เดียวไม่เคยพอ
ฤดูใบไม้ผลิซากุระกำลังจะมาเยือนแล้ววววววววว ใครที่กำลังอยากชมความงามบานสะพรั่งสีชมพูสดใสทั่วทั้งเมืองโตเกียวล่ะก็ต้องไม่พลาดเลยนะ และช่วงนี้แหละที่เหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศจะมาชมความงามของธรรมชาติกันเพราะความสวยของซากุระจะพร้อมแย้มกลีบบานสะพรั่งต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีแพลนมาญี่ปุ่นก็ล่ะก็ทัวร์ครับแนะนำช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี้เลย และใครที่ยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะไปชมความงามนี้ได้ที่ไหนเราได้รวบรวมสถานที่ยอดฮิตมาให้ทุกคนจนลิสต์กันแล้วววล่ะ 1. สวนชินจูกุเงียวเอน แผนที่: Shinjuku Gyoen มาเริ่มกันที่สถานที่ยอดนิยมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่าง สวนชินจูกุเงียวเอน เป็นสวนที่เรียกได้ว่ามีความงดงามอย่างมากในช่วงฤดูดอกซากุระบาน สามารถเดินชมซากุระได้อย่างฟินๆ เพราะสวนแห่งนี้มีต้นซากุระ 65 สายพันธุ์รวมกว่า 1,100 ต้น ทำให้มีผู้คนนิยมเดินทางมาชมดอกซากุระเป็นจำนวนมาก รับรองคุณจะได้ถ่ายภาพดอกซากุระเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของดอกซากุระอย่างแน่นอน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ สวนชินจูกุเงียวเอน จะเป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม สถานที่แห่งนี้จะพร้อมให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00 ถึง 16.30 น สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟ JR Keio Odakyu Lines สถานี Shinjuku ออกทางออกทิศใต้ และนั่งรถไฟใต้ดิน Marunouchi Subway Line สถานี Shinjuku Gyoen mae ออกทางออก 1 ทัวร์โตเกียว ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้น 17,777 บาท 2. สวนอูเอโนะ แผนที่: Ueno Park สถานที่ยอดนิยมอย่าง สวนอูเอโนะ ที่ตั้งอยู่ในโตเกียวบอกได้เลยว่าไม่ควรพลาด เพราะสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมาก ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ชวนให้หยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพความสวยงามของดอกซากุระ แถมที่แห่งนี้ยังมีการจัดเทศกาลดอกซากุระบานประจำขึ้นทุกปี ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้มีชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นเดินทางมาชมดอกซากุระเป็นจำนวนมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ สวนอูเอโนะ จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสถานที่แห่งเปิดให้ชมตลอด 24 ชม. กันเลย สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Ueno 3. สวนจิโดริกะฟุจิ แผนที่: Chidorigafuchi มาถึงสวนที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันอย่าง สวน สวนจิโดริกะฟุจิ เป็นสวนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล ถือเป็นสถานที่โด่งดังอย่างมาก เป็นการผสมผสานกันของดอกซากุระสีชมพู คูน้ำ และสีเขียวชอุ่มของพันธุ์ไม้ สวนแห่งนี้สามารถเดินชมดอกซากุระหรือจะเป็นการพายเรือชมดอกซาะกุระก็ฟินไม่แพ้กัน และในตอนกลางคืนจะมีการประดับไฟมีความสวยงามอย่างมากอีกด้วย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ สวนจิโดริกะฟุจิ จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งสถานที่แห่งเปิดให้ชม 24 ชม. กันเลยเต็มอิ่มจุใจไปตามๆ กันโดยจะมีเปิดไฟในช่วงบ่ายถึง 22.00 น. สามารถเดินทางมาที่นี่ได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Ueno 4. สวนสุมิดะ แผนที่: Sumida Park อีกหนึ่งสถานที่ที่มีชื่อเสียงอย่าง สวนสุมิดะ ที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากสถานีอาซากุสะ เป็นสวนยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอย่างมาก สามารถเดินชมดอกซากุระริมน้ำหรือจะเป็นการนั่งเรือล่องแม่น้ำชมความงามของดอกซากุระ แบบไหนก็ฟินโรแมนติคสุดๆ แถมจุดนี้ยังสามารถมองเห็นโตเดียวสกายทรีอีกด้วย เป็นจุดชมดอกซากุระที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ สวนสุมิดะ จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งสถานที่แห่งนี้จะเปิดให้ชม 24 ชม. กันเลยโดยจะเปิดไฟในช่วงบ่ายถึง 22.00 น. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Asakusa 5.สวนโยโยกิ แผนที่: Yoyogi Park มาถึงสวนที่มีขนาดใหญ่ที่พื้นที่กว่า 300 ไร่ เป็นสวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากกับ Yoyogi Park เป็นสวนที่มีดอกซากุระหลากพันธุ์บานสะพรั่งกว่า 700 ต้น เรียกได้ว่าเดินไปตรงไหนของสวนก็มีแต่มุมน่าถ่ายภาพ ได้ยินแค่นี้ก็อยากหยิบกล้องไปถ่ายแล้วสิ สวนแห่งนี้สามารถนำผ้าไปปูนั่งเล่นได้แถมมีบริการจัดจำหน่ายอีกด้วย ใครอยากมาจัดปิกนิกถ่ายรูปเก๋ๆ ไปอวดเพื่อนล่ะก็ต้องไม่พลาดสถานที่แห่งนี้เลย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Yoyogi Park จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม สถานที่แห่งนี้จะพร้อมให้เข้าชมตั้งแต่ 05.00 ถึง 20.00 น สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Harajuku 6.สวนอะซุคายามา แผนที่: Asukayama Park สวนอะซุคายามา เป็นอีกหนึ่งในสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง เป็นจุดชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ภายในสวนแห่งนี้มีต้นซากุระมากกว่า 600 ต้น กันเลย จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาชมดอกซากุระหมุนเวียนมาไม่ขาดสาย แต่ถือว่าสถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศชวนให้มานั่งพักผ่อนแบบสุดๆ เพราะมีความเงียบสงบมากบวกกับความสวยของดอกซากุระเข้าไปยิ่งทำให้ฟินไปอีก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Yoyogi Park จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมสถานที่แห่งนี้จะเปิดให้ชมตลอด 24 ชม. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Oji Station 7. แม่น้ำเมกุโระ แผนที่: Meguro River มาถึงสถานที่ยอดนิยมอย่าง แม่น้ำเมกุโระ ถือเป็นสถานที่ได้รับชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการชมดอกซากุระเลยล่ะ เพราะมีดอกซากุระริมสองฝั่งตลอดความยาวเกือบ 4 กิโลเมตรของแม่น้ำเมกุโระ มีต้นซากุระกว่า 800 ต้น จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟช่วยสร้างบรรยากาศน่าหลงใหลเพิ่มมากขึ้น ชมกันจุใจกันไปเลย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Meguro River จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จะ ซึ่งสถานที่แห่งเปิดให้ชมตลอด 24 ชม. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Nakameguro 8. สวนสาธารณะอิโนะคาชิระ แผนที่: Inokashira park สวนสาธารณะอิโนะคาชิระ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองโตเกียว ที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ว่าฤดูกาลไหนคนก็เยอะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คู่ควรไปชมดอกซากุระบานอย่างมาก เพราที่นี่มีต้นซากุระมากว่า 200 ต้น จุดที่นักท่องและชาวญี่ปุ่นนิยมมากที่สุดคงเป็นการเช่าเรือเป็ดถีบล่องไปตามลำน้ำ ชมดอกซากุระแค่นึกภาพก็ชวนให้ฟินแล้วสิ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Inokashira park จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งสถานที่แห่งนี้จะพร้อมให้เข้าชมตั้งแต่ 05.00 ถึง 20.00 น. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Kichijoji ให้เดินไปทางทิศใต้ประมาณ 5 นาที 9. สวนโคอิชิกาว่า-โคระคุเอ็น แผนที่: Koishikawa Korakuen Garden มาถึงสวนเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น อย่าง สวนโคอิชิกาว่า-โคระคุเอ็น ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะเป็นสวนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนโดยจะเห็นได้จากบริเวณต่างๆ ภายในสวนจะถูกตั้งชื่อตามสถานที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน ถือเป็นสวนที่เหมาะแก่การไปชมดอกซากุระบานอย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Koishikawa Korakuen Garden จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งสถานที่แห่งนี้จะพร้อมให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00 ถึง 17.00 น. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Iidabashi, Suidobashi หรือ Korakuen 10. สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า แผนที่: Koishikawa Botanical Gardens ปิดกันด้วยสถานที่ยอดนิยมที่จะมาชมดอกซากุระอย่าง สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า แม้จะมีชื่อคล้ายกับสวนโคอิชิคาวะ คาราคุเอน แต่ความสวยไม่แพ้อย่างแน่นอน เป็นสวนที่ได้รับการอนุรักษ์และจัดแสดงต้นไม้หายากหลากหลายสายพันธุ์ ถือเป็นจุดที่ไม่ควรพลาดจริงๆกับสถานที่แห่ง เพราะมีต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์ชวนให้เข้าไปถ่ายรูป ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งสถานที่แห่งนี้จะพร้อมให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00 ถึง 16.30 น. สามารถเดินทางได้โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Hakusan หรือ Myogadani เป็นไงกันบ้างครับทุกคนกับ 10 จุดชมซากุระในโตเกียว เพื่อนๆคนไหนที่อยากชมฤดูดอกซากุระบาน หรืออยากท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงซากุระบาน มาจดลิสต์จากเราสิ เรามีแต่ที่ดีๆ ยอดนิยมที่จะพาคุณไปพักผ่อนได้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเลย สำหรับใครที่กำลังมองหาทัวร์เที่ยวประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศยอดฮิตต่างๆ สามารถค้นหาทัวร์ที่ต้องการได้ที่ Tourkrub นะ แล้วคุณจะไม่พลาดทัวร์ดีๆ โปรโดนๆ แน่นอนครับ
20 สถานที่ชมซากุระในเอเชีย มีประเทศไหนบ้าง
พาเที่ยว
20 สถานที่ชมซากุระในเอเชีย มีประเทศไหนบ้าง
ถึงแม้ว่าเอเชียเราจะมีแต่พี่ไทยเรายังไม่มีนะก็เลยอาจจะต้องเดินทางไปชมความงามของเจ้าดอกไม้สีชมพูผลิบานนี้กันหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังยืนยันว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม พูดได้เลยว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนต้องลองมาดูสักครั้งให้ตายตาหลับ แต่จะไปที่ไหนนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ที่จะไปชมความงามของดอกซากุระในประเทศแถบเอเชีย ทัวร์ครับ เราได้รวบรวมสถานที่ยอดฮิตมาให้ทุกคนจนลิสต์กันแล้วววล่ะ จะมีที่ไหนถูกใจและต้องไปตำตามให้ได้บ้างตามมาดูกันเลย ! 1. ป้อมปราการโกเรียวคาคุ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Goryokaku Park ประเทศแรกๆ ที่คนนึกถึงกันคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศยอดฮิตที่เหล่าชาวไทยของเรานิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก เรามาเริ่มกันที่ ป้อมปราการโกเรียวคาคุเป็นสวนที่ได้รับความนิยมทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น เพราะที่สวนแห่งนี้มีต้นซากุระนับ 1,600 ต้น จุดเด่นของสวนแห่งนี้คงเป็นการเดินชมดอกซากุระที่กำลังบานอย่างสวยงามไม่ว่าตอนกลางวันหรือในตอนกลางคืนก็มีความสวยไม่แพ้กัน ซึ่งทางสวนจะประดับไฟที่ต้นซากุระในตอนกลางคืนอีกด้วย ยิ่งทำให้ได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสุดแสนวิเศษอย่างแน่นอน 2. สวนสาธารนะ นากาจิมะ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Nakajima Park สวนสาธารนะ นากาจิมะ ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากแถมมีชื่อเสียงโด่งดังจนทำให้ติดอยู่ในลิสต์สถานที่ที่ควรไปของญี่ปุ่นในช่วงฤดูซากุระ สวนแห่งนี้จะมีจุดเด่นที่ต้นซากุระจำนวนมากและมีต้นซากุระถึง 2 ชนิด คือ เอโซยามะซากุระ กับ ยาเอะซากุระ บรรยากาศของสวนแห่งนี้จะได้ความรู้สึกถึงเทศกาลดอกซากุระที่เรียกได้ว่าสวยงามจนลืมหยิบกล้องมาถ่ายเพราะมัวแต่เดินชมความงามของเจ้าดอกไม้สีชมพูนี้อยู่เลยล่ะ 3. สวนอุเอโนะ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Ueno Park สวนอุเอโนะ ถือเป็นอีกสวนที่สามารถชมดอกซากุระบานได้ในโตเกียว บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมาก มีกลิ่นไอดอกซากุระแค่ลองนึกภาพว่าเราเดินอยู่ในสวนที่มีแต่ดอกซากุระดูสิแค่นี้ก็ฟินแล้ว แถมยังเป็นสวนที่เดินทางได้ง่ายและสะดวก จึงถูกตั้งเป็นจุดหมายปลายทางของใครๆหลายคนกันเลย 4. สวนชินจูกุเงียวเอน (ญี่ปุ่น) พิกัด: Shinjuku Gyoen สวนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่าง สวนชินจูกุเงียวเอน เป็นสวนที่สามารถเดินชมซากุระได้แบบฟินๆ เพราะสวนแห่งนี้มีต้นซากุระ 65 สายพันธุ์รวมกว่า 1,100 ต้น แถมที่สวนแห่งนี้ยังสามารถนำผ้ามาปูนั่งพักผ่อนกันได้หรือจะเป็นการเดินชมดอกซากุระก็ให้อารมณ์โรแมนติคเหมือนในหนังญี่ปุ่น จึงทำให้มีผู้คนนิยมเดินทางมาชมดอกซากุระเป็นจำนวนมาก รับรองคุณจะได้ภาพของดอกซากุระกันแบบเต็มๆอย่างแน่นอน 5. สวนฮิโรซากิ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Hirosaki Park สวนที่ได้ความนิยมอย่างมากของญี่ปุ่นในเรื่องความสวยงามของดอกซากุระอย่าง สวนฮิโรซากิ เป็นสวนที่มีมีต้นซากุระสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะที่มีอายุมากกว่า 100 ปี อยู่กว่า 300 ต้น เรื่องความงดงามต้องบอกเลยว่าสวยจนเหมือนหลุดเข้าไปนิยายญี่ปุ่นกันเลย อีกทั้งในตอนกลางคืนมีการเปิดให้เข้าชมความสวยงามของต้นซากุระที่ประดับไฟอย่างสวยงาม ถือเป็นอีกหนึ่งสวนที่ไม่ควรพลาดจริงๆ แนะนำกิจกรรมพายเรือชมความงามของต้นซากุระรับรองความชิลล์ในวันที่อากาศร่มรื่นเย็นสบายยิ่งเหมาะสุดๆ ไปเลย 6. แม่น้ำเมกุโระ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Meguro River สถานที่ยอดนิยมอย่าง แม่น้ำเมกุโระ เป็นสถานที่ได้รับชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการชมดอกซากุระอย่างมาก เพราะมีดอกซากุระริมสองฝั่งตลอดความยาวเกือบ 4 กิโลเมตรของแม่น้ำเมกุโระ มีต้นซากุระกว่า 800 ต้น จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟช่วยสร้างบรรยากาศน่าหลงใหลเพิ่มมากขึ้น ชมความงามแถมถ่ายรูปกันให้จุใจไปเลย 7. สวนสาธารณะอิโนะคาชิระ (ญี่ปุ่น) พิกัด: Inokashira park สวนสาธารณะอิโนะคาชิระ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองโตเกียว ที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ว่าฤดูกาลไหนคนก็เยอะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดถ้าต้องการไปชมดอกซากุระบาน เพราะมีต้นซากุระมากว่า 200 ต้น กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมมากที่สุดคงเป็นการเช่าเรือเป็ดถีบล่องไปตามลำน้ำชมดอกซากุระ ยิ่งถ้าไปกับคนที่คุณรักคงบอกได้เลยว่าฟินสุดๆ 8. สถานีรถไฟคยองฮวา (เกาหลี) พิกัด: Gyeonghwa station มาที่อีกประเทศที่ฮอตฮิตไม่แพ้กับญี่ปุ่นนั่นก็คือประเทศเกาหลี สถานที่ชื่อดังของเกาหลีที่ผู้คนต่างพูดถึงอย่าง Gyeonghwa station เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ดีที่สุดในการชมซากุระบานที่เมือง Jinhae ของเกาหลี มีความสวยงาม คลาสสิคสูงมากจ้าแม่ ใครที่เป็นแฟนซีรี่ย์เกาหลีคงเคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อนแน่ๆ เพราะสถานที่แห่งนี้นิยมมาถ่ายทำซีรี่ย์เกาหลี บรรยากาศที่จะชวนให้คุณทั้งหลายฟินไปกับความสวยงามของดอกซากุระอย่างแน่นอน แค่นึกภาพว่าดอกซากุระที่บานตลอดสองข้างทางรถไฟ แค่เราไปยืนตรงกลางก็เหมือนหลุดออกมาจากซีรีย์เกาหลีอย่างนั้นเลย อ๊ะๆ แต่แนะนำว่าเสพภาพจากเราแล้วอย่าลืมหาเสื้อผ้าที่มิกซ์แอนด์แมทแล้วเข้ากับบรรยากาศด้วยน้า 9. นัมซาน (เกาหลี) พิกัด: Namsan นัมซาน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่สามารถมาชมดอกซากุระได้ ที่ตั้งอยู่ในกรุงโซลไม่ห่างจากแลนด์มาร์กอย่างทาวเวอร์ ในช่วงฤดูดอกซากุระจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ซึ่งสองข้างทางเป็นเส้นทางที่เรียงรายไปด้วยดอกซากุระจำนวนมากชวนให้เพลิดเพลิน ตระการตา แถมมีความโรแมนติกเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก ใครที่มองหาสถานที่ชมซากุระอยู่คงไม่อยากพลาดแน่นอนกับสถานที่แห่งนี้ 10. ถนนยุนจอง (เกาหลี) พิกัด: Yunjung-ro มาต่อกันที่ ถนนยุนจอง เป็นถนนที่อยู่ด้านหลังของอาคารรัฐสภาแห่งชาติ สถานที่แห่งนี้มีต้นซากุระประมาณ 1,400 ต้น ถือเป็นจุดชมดอกซากุระยอดนิยมของกรุงโซลอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว แล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูดอกซากุระบานนั้นต้องบอกเลยว่าคุณจะมองไปทางก็เจอแต่สีชมพูตลอดเส้นทางรับรองว่าฟินกันแบบสุดๆ 11. สวนสาธารณะริมน้ำ ยางแจชอน (เกาหลี) พิกัด: Yangjaecheon Park สวนสาธารณะริมน้ำ ยางแจชอน เป็นสวนสาธารณะที่มีความยาวตลอดทางของแม่น้ำประมาณ 16 กิโลเมตร โดยมีทั้งเส้นทางปั่นจักรยานและทางเดินตลอดทาง จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นต้นซากุระเรียงรายเต็มตลอดทั้งเส้นทาง ยิ่งเป็นช่วงบานของดอกซากุระนั้นต้องบอกเลยว่า มีความงดงามอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระที่สวยงามของกรุงโซล ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง 12. โซล แกรนด์ ปาร์ค (เกาหลี) พิกัด: Seoul Grand Park โซล แกรนด์ ปาร์ค เป็นสถานที่ชมดอกซากุระยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเกาหลี ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่มีความสวยงาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปได้ทุกฤดู แล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูดอกซากุระบานนั้นต้องบอกเลยว่าไม่มีใครอยากพลาดอย่างแน่นอน เพราะทุกพื้นของสถานที่แห่งจะปกคลุมได้ดอกซากุระจำนวนมาก รับรองเลยว่าคุณได้ชมดอกซากุระกันแบบจุใจกันเลย 13. สวนสาธารณะยออีโด (เกาหลี) พิกัด: Yeouido งานเทศกาลชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงโซล จัดขึ้นที่สวนสาธารณะยออีโด ริมแม่น้ำฮัน ถือเป็นงานประจำที่ทุกๆปีจะต้องมี ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางไปชมงานเทศกาลแห่งนี้จำนวนมาก ใครที่ชื่นชอบดอกซากุระคงไม่อยากพลาดที่จะเดินทางมาชมดอกซากุระที่สถานที่แห่งนี้แน่ๆ เพราะถนนทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยดอกซากุระจำนวนมาก 14. สวนป่ากรุงโซล (เกาหลี) พิกัด: Seoul Forest สวนป่ากรุงโซล เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็น ป่ากลางเมือง มีพื้นที่ประมาณ 1.16 ล้านตารางเมตรเรียกได้ว่ากว้างแบบสุดๆ จุดเด่นสถานที่นี้คงหนีไม่พ้นเป็นต้นซากุระจำนวนมาก ที่มีมากกว่า 800 ต้น ยิ่งเป็นช่วงฤดูดอกซากุระบาน สวนแห่งนี้จะกลายเป็นสวนสีชมพูไปเลย สวนแห่งนี้ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของเกาหลีเรื่องมาชมดอกซากุระบานกันเลยล่ะ 15. อาลีซาน (ไต้หวัน) พิกัด: Alishan National Park อีกหนึ่งประเทศต้นตำรับชาไข่มุกก็มีสถานที่ชมดอกซากุระสวยๆ ไม่แพ้ประเทศอื่นๆ อย่างประเทศไต้หวันก็มี อาลีซาน เป็นสถานที่ยอดนิยมที่สามารถเดินทางมาชมดอกซากุระบานได้ ต้องบอกเลยว่าเมื่อจะมาชมดอกซากุระที่ไต้หวันต้องมาชมที่แห่งนี้เป็นที่แรก เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ที่ผู้คนนิยมชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก โดยจุดเด่นของที่ Alishan คือ การนั่งรถไฟชมดอกซากุระที่สวยที่สุดของไต้หวัน ซึ่งเป็นทางรถไฟที่ขึ้นชื่อว่าเป็น1 ใน 3 ทางรถไฟที่น่าอัศจรรย์ใจของโลก 16. หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่า อะบอริจิน ฟอร์โมซาน (ไต้หวัน) พิกัด: Formosan Aboriginal Culture Village หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่า อะบอริจิน ฟอร์โมซาน เป็นสถานที่ยอดนิยมในการชมดอกซากุระ เป็นสถานที่จำลองหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าดั้งเดิมของไต้หวัน จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นการเดินชมดอกซากุระบานหรือจะเป็นการนั่งกระเช้าชมซากุระจากมุมสูงความสวยก็ไม่แพ้กันเลย ถือเป็นจุดที่ใครๆ หลายคนชื่นชอบอย่างมากยิ่งเป็นช่วงที่ดอกซากุระบานทั่วไปหมดภาพที่ออกมาทั้งพื้นที่เต็มไปด้วยดอกซากุระจำนวนมากยิ่งสวยจนหยุดหายใจเลยล่ะ 17. สวนเล่อหัว (ไต้หวัน) พิกัด: Lohas Park สวนเล่อหัว เป็นสวนสาธารณะยอดนิยมที่ตั้งอยู่ในเขตไทเป ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของชาวไต้หวันในเรื่องการมาชมดอกซากุระบานเพราะต้นซากุระจะถูกปลูกเรียงรายตามทางเดิน เป็นภาพที่ออกมาดูมีความสวยงามไม่น้อยเลย บรรยากาศสบายๆชวนให้เดินเล่นถ่ายรูป แถมเป็นจุดชมซากุระที่เดินทางง่ายที่สุด สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Donghu Station ใช้เวลาเดินเพียง 11-12 นาที ก็ถึงสวนแล้ว 18. อู๋ หลิง (ไต้หวัน) อู๋ หลิง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไต้หวันที่มีต้นซากุระจำนวนมาก ลองนึกภาพเมื่อเราขับรถแล้วทั้งสองข้างทางเป็นต้นซากุระที่กำลังบานดูสิ คงสวยงดงามไม่น้อยเลย เอาเป็นว่าต้องมาที่สถานที่ให้ได้เลยแหละ ที่นี่เป็นจุดที่ได้รับความนิยมเรื่องการมาดูดอกซากกุระบานอีกที่หนึ่งเลย เป็นสถานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดไถจง แต่ห่างจากตัวเมืองพอสมควรอาจจะต้องใช้เวลาเดินทางกันหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่าอย่างมาก 19. วัดเทียนหยวน (ไต้หวัน) พิกัด: Wuji Tianyuan Temple วัดเทียนหยวน เป็นจุดชมซากุระที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของไต้หวัน ตั้งอยู่ในเขตตั้นสุย เมืองซินเป่ย ไม่ไกลจากไทเป ถือเป็นที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติและชาวไต้หวัน โดยจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นการชมดอกซากุระบาน สำหรับจุดชมซากุระของที่นี่จะมีด้วยกันสองจุด คือ บริเวณทางเดินก่อนเข้าวัด และบริเวณด้านหลังวัด 20. อทุยานแห่งชาติหยางหมิงชาน (ไต้หวัน) พิกัด: Yangmingshan National Park ปิดท้ายกันด้วยอุทยานแห่งชาติ Yang Ming Shan ถือเป็นจุดยอดฮิตของชาวไต้หวันกันเลย เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่หลายคนนิยมเดินทางมาชมดอกซากุระ ด้วยเพราะสถานที่แห่งนี้มีต้นซากุระที่มีมากกว่า 200 ต้นและมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก จุดเด่นของสถานที่นี้คงเป็นการชมดอกซากุระบานภายในอุทายานและจะมีการจัดงานเทศการดอกซากุระประจำในทุกๆ ปีจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากันมากหน้าหลายตา แถมบรรยากาศที่นี่ก็เย็นสบายเหมาะแก่การมาพักผ่อนอย่างมาก เป็นไงกันบ้างครับกับ 20 สถานที่ชมซากุระในเอเชีย เพื่อนๆคนไหนที่อยากชมฤดูดอกซากุระบาน หรืออยากท่องเที่ยว มาจดลิสต์จากเราสิ เรามีแต่ที่ดีๆ ยอดนิยมที่จะพาคุณไปพักผ่อนได้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเลย สำหรับใครที่กำลังมองหาทัวร์ท่องเที่ยวในเอเชียหรือประเทศยอดฮิตต่างๆ สามารถค้นหาทัวร์ที่ต้องการได้ที่ Tourkrub นะครับ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ เราก็มีให้คุณเลือกตามที่ใจต้องการเลยล่ะ
ตามเก็บ 15 จุดชมซากุระในเกาหลี ดีดี๊ มีแต่ความฟิน
พาเที่ยว
ตามเก็บ 15 จุดชมซากุระในเกาหลี ดีดี๊ มีแต่ความฟิน
ตั้งแต่แต่เดือนมีนาคมไป ใครที่กำลังอยากชมความงามบานสะพรั่งสีชมพูสดใสทั่วทั้งเมืองล่ะก็ต้องไม่พลาดช่วงเดือนนี้เลยนะ และช่วงนี้แหละเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศจะมาชมความงามของธรรมชาติกันเพราะความสวยของซากุระจะพร้อมแย้มกลีบบานสะพรั่งต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงปลายเดือนมีนาคม เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีแพลนมาเกาหลีก็ล่ะก็เราแนะนำช่วงเดือนนี้เลย และใครที่ยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะไปชมความงามนี้ได้ที่ไหน ทัวร์ครับ เราได้รวบรวมสถานที่ยอดฮิตมาให้ทุกคนจนลิสต์กันแล้วววล่ะ 1. สวนสาธารณะยออีโด พิกัด: Yeouido Park ชมซากุระในเกาหลี มาเริ่มกันที่ Yeouido เป็นงานเทศกาลชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงโซล จัดขึ้นที่สวนสาธารณะยออิโด ริมแม่น้ำฮัน ถือเป็นงานที่ทุกๆปีจะต้องมี ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางมาชมงานเทศกาลแห่งนี้จำนวนมาก แถมภายในงานยังมีร้านค้าจำนวนมากจัดให้เราเลือกซื้อกันแบบเพียบๆ อีกด้วย ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมเทศกาลดอกไม้บานขึ้นอยู่กับจังหวะการบานของดอกซากุระในปีนั้นๆต้องคอยติดตามข่าวกันดีๆ สำหรับที่เล็ง Yeouido เอาไว้ 2. สถานีรถไฟคยองฮวา พิกัด: Gyeonghwa Station สถานที่อันเลื่องชื่อของเกาหลีที่ผู้คนต่างพูดถึงจุดชมซากุระในเกาหลีอย่าง Gyeonghwa station เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่ดีที่สุดในการชมซากุระบานที่เมือง Jinhae ของเกาหลี มีความสวยงามอย่างมาก ที่นี่จะชวนให้คุณทั้งหลายฟินไปกับความสวยงามของดอกซากุระอย่างแน่นอน แค่นึกภาพว่าดอกซากุระที่บาน ตลอดสองข้างทางรถไฟ แค่เราไปยืนตรงกลางก็เหมือนหลุดออกมาจากซีรีย์เกาหลีอย่างนั้นเลย ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนมีนาคม 3. พระราชวังเคียงบกกุง พิกัด: Gyeongbokgung Palace ใครที่เคยดูซีรี่ย์เกาหลีคงเคยเห็นสถานทีชื่อดังอย่าง Gyeongbokgung Palace กันบ้างแล้ว เป็นพระราชวังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโซลความสวยงามของพระราชวังคยองบกกุงนั้นจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบาน ที่นี่จะเต็มไปด้วยสีชมพูสวย ดอกซากุระเต็มทั่วบริเวณ ถือเป็นจุดชมดอกซากุระในเกาหลีที่ดีอีกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน จองทัวร์เกาหลี ราคาสุดคุ้ม 11,999 บาท 4. สวนสาธารณะนัมซาน พิกัด: Namsan Park ใครที่เคยเดินทางไปกรุงโซล คงเคยเห็นแลนด์มาร์คอย่างทาวเวอร์แน่นอน เพราะในช่วงฤดูดอกซากุระจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะอย่างมาก ซึ่งสองข้างทางเป็นเส้นทางที่เรียงรายไปด้วยดอกซากุระจำนวนมากทำให้เพลิดเพลิน แถมมีความโรแมนติกเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก แนะนำให้พาแฟนหรือคนที่รักมาได้เลยรับประกันความโรแมนติกสุดๆ ไปเลย ใครที่มองหาสถานที่ชมซากุระอยู่คงไม่อยากพลาดแน่นอนกับสถานที่แห่งนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 5. ถนนยุนจอง พิกัด: Yunjung-ro มาต่อกันที่ Yunjung-ro เป็นถนนที่อยู่ด้านหลังของอาคารรัฐสภาแห่งชาติ สถานที่แห่งนี้มีต้นซากุระประมาณ 1,400 ต้น ถือเป็นจุดชมดอกซากุระยอดนิยมของกรุงโซลอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณต้นเดือนเมษายน 6. คลองยอชวาชอน พิกัด: Yeojwacheon Stream Yeojwacheon Stream เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่จะชมดอกซากุระบานโดยตลอดทางยาวของคลองนี้ จะมีต้นซากุระบานเต็มทั้งสองข้างทาง แค่นึกภาพก็ชวนคุณทั้งหลายฟินไปตามๆกันแล้ว แล้วยิ่งเป็นช่วงตอนเย็นจะมีการตกแต่งรอบบริเวณโดยด้วยไฟ ยิ่งเพิ่มความสวยงามเข้าไปอีกรับรองว่าได้ภาพสวยๆกับไปอวดเพื่อนๆ อย่างแน่นอนช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนมีนาคม 7. ทะเลสาปซอกชน พิกัด: Seokchon Lake มาถึง Seokchon Lake หรือ ทะเลสาบซอกซอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโซลเป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมดอกซากุระ และมีการจัดงานเทศกาล Seokchon Lake Cherry Blossom Festival ประจำทุกปียิ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีจำนวนมากต่างพากันเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ ถือเป็นจุดที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ที่อื่นเลย 8. สวนสนุกลอตเต้เวิล์ด พิกัด: Lotte World มาถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Lotte World ที่นี่มีทั้งสวนสนุกในร่ม และมีโซนสวนสนุกกลางแจ้ง ที่สร้างเป็นเกาะอยู่กลางทะเลสาบซอกชนรายล้อมไปด้วยช้อปปิ้งมอลล์ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงแรม รวมไปถึงด้านในยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี แต่ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีเดินทางเป็นจำนวนมากคงหนีไม่พ้นช่วงดอกซากุระบานเพราะที่สวนสนุกจะรายล้อมไปด้วยต้นซากุระ ทำให้ในช่วงที่ซากุระบานจะทำให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้นจนต้องยกกล้องมาถ่ายกันจนแบตหมดเลยล่ะ แนะนำว่าถ้ามาที่นี่อย่าลืมหาเสื้อผ้าให้เข้าตีมด้วยล่ะสาวๆ ทั้งหลาย เพราะเดิมทีที่นี่ก็ถือว่ามีมุมถ่ายรูปเยอะอยู่แล้วยิ่งเป็นช่วงซากุระบานยิ่งดับเบิ้ลความสวยงามเลยล่ะ 9. สวนป่าโซล พิกัด: Seoul Forest Seoul Forest เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็น ป่ากลางเมือง มีพื้นที่ประมาณ 1.16 ล้านตารางเมตรเรียกได้ว่ากว้างแบบสุดๆ แต่จุดเด่นที่นี้คงเป็นต้นซากุระจำนวนมาก ยิ่งเป็นช่วงฤดูดอกซากุระบาน จะทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสวนสีชมพูไปเลย สวนแห่งนี้ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของเกาหลีเรื่องมาชมดอกซากุระบานเลยทีเดียวรับประกันความโรแมนติคอย่าลืมกุมมือแฟนแล้วมากันด้วยน้า 10. มหาวิทยาลัยคยองฮี พิกัด: Kyung Hee University มาต่อกันที่ Kyunghee University ใช่แล้วอ่านไม่ผิดเพราะที่นี่คือมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมาก แถมบรรยากาศภายในสถานที่แห่งนี้ยิ่งทำให้มีความสวยงามชวนให้เราไปฟินๆ กันและบอกเลยว่านอกจะได้เห็นดอกซากุระกันจนฟินยังมีสวนธรรมชาติของทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานคือประมาณกลางเดือนมีนาคม 11. สวนยออิโด ฮันกัง พิกัด: Yeouido Hangang Park มาต่อกันที่ Yeouido Hangang Park สวนชื่อดังในเรื่องการชมดอกซากุระบาน ถือเป็นสวนที่รวบรวมต้นไม้จำนวนมากมาไว้ในสวนแห่งนี้ จึงเหมาะแก่การมาพักผ่อนชมความสวยงามของดอกซากุระอย่างมากเลยทีเดียว รับรองว่าไม่ควรพลาดจริงๆ ถึงจะไม่ใช่ช่วงซากุระบานเราก็คิดว่าสวนแห่งนี้น่ามาเดินเล่นในวันอากาศชิลล์ๆ ได้ฟีลซีรีย์เกาหลีสุดๆไปเลย แต่ถ้าใครต้องการความหวานชมพูเพิ่มล่ะก็ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานจะเป็นประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 12. ซออูลแดกงว็อน พิกัด: Seoul Grand Park มาถึงสถานที่ชมดอกซากุระยอดนิยมอันดับต้นของเกาหลีอย่าง Seoul Grand Park ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่มีความสวยงาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปได้ทุกฤดู แล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูดอกซากุระบานนั้นต้องบอกเลยว่าคุณจะมองไปทางไหนก็เจอแต่สีชมพูตลอดเส้นทางรับรองว่าฟินกันแบบสุดๆไปเลยจริงๆ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 13. สวนสาธารณะริมน้ำ ยางแจชอน พิกัด: Yangjaecheon Park สวนสาธารณะริมน้ำ ยางแจชอนเป็นสวนสาธารณะที่ยาวตลอดทางของแม่น้ำประมาณ 16 กิโลเมตร โดยมีทั้งเส้นทางปั่นจักรยานและทางเดินตลอดทาง จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คงเป็นต้นซากุระเต็มตลอดเส้นทางยิ่งเป็นช่วงบานของดอกไม้บานนั้นต้องบอกเลยว่า มีความงดงามอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมซากุระที่สวยงามของกรุงโซล ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 14. พระราชวังชังกย็อง พิกัด: Changgyeonggung palace มาต่อกันที่พระราชวังชังกย็อง อีกหนึ่งสถานที่สำหรับชมซากุระเกาหลีที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนกรุงโซล คือ สวนต้นซากุระในพระราชวังที่มีอยู่ทั้งหมด 5 แห่งด้วยกันไม่ว่าจะเป็นพระราชวังชางด็อกกุง,พระราชวังถ็อกซูกุง,พระราชวังอึนเฮียน,พระราชวังชังกย็อง และพระราชวังเคียงบกกุงแต่ละที่จะมีความงดงามแตกต่างกันไปแต่สถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พระราชวังเคียงบกกุงกับ พระราชวังชางด็อกกุง เพราะมีความสวยงามเข้ากันอย่างลงตัวของต้นซากุระและพระราชวังเรียกได้ว่าแค่มองเข้าไปก็เปรียบเสมือนเราหลุดเข้าไปในซีรี่ย์เกาหลีกันเลยรับรองว่าคุณจะได้เห็นดอกซากุระบานอย่างเต็มอิ่มกันเลย แถมด้วยภาพที่คุณได้จะเป็นซากุระสีชมพูประกอบกับด้านหลังที่เป็นพระราชวังแนะนำให้ลองใส่ชุดฮันบกมาดู มโนว่าฉันนี่แหละมเหสีของเกาหลีรับรองว่าภาพที่ได้คุ้มค่าแน่นอน! 15. คย็องจู พิกัด: Gyeongju ปิดท้ายจุดชมซากุระในเกาหลีกันด้วย คย็องจู เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลยคือ เทศกาลดอกซากุระบานในช่วงต้นเดือนเมษายน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แค่คุณลองนึกภาพว่าได้เดินชมดอกซากุระท่ามกลางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณแค่นี้ก็ทำให้ใครหลายๆ คนฟินกันจนบอกไม่ถูกแล้วสิ แถมที่คย็องจู ยังมีการจัดเทศกาลดอกซากุระบาน โดยเป็นงานวิ่งมาราธอนระยะทางราว 42.1 กิโลเมตร ที่ผู้เข้าแข่งขันจะได้วัดความแกร่งของร่างกายพร้อมๆ กับการชื่นชมดอกซากุระบาน ใครที่ชอบการออกกังกายก็มาลองกันได้ เป็นไงกันบ้างครับกับ 15 จุดชมซากุระในเกาหลี เพื่อนๆคนไหนที่อยากชมฤดูดอกซากุระบาน หรืออยากท่องเที่ยว มาจดลิสต์จากเราสิ เรามีแต่ที่ดีๆ ยอดนิยมที่จะพาคุณไปพักผ่อนได้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเลย สำหรับใครที่กำลังมองหาทัวร์เที่ยวประเทศเกาหลีหรือประเทศยอดฮิตต่างๆ สามารถค้นหาทัวร์ที่ต้องการได้ที่ Tourkrub นะครับ แล้วคุณจะไม่พลาดทัวร์ดีๆ โปรโดนๆ สถานที่ที่เราจะพาคุณไปรับรองได้เลยว่าถูกจริต และสไตล์ของทุกคนแน่นอน!
ฟินให้สุดกับ 20 จุดชมซากุระในญี่ปุ่น หนึ่งปีมีครั้งเดียว  
พาเที่ยว
ฟินให้สุดกับ 20 จุดชมซากุระในญี่ปุ่น หนึ่งปีมีครั้งเดียว  
ใครอยากชมความงามของดอกซากุระสีชมพูสดใสบ้าง !? ไม่ต้องรอให้เมื่อยตุ้มแล้วเพราะฤดูใบไม้ผลิของประเทศญี่ปุ่นกำลังจะมาเยือนนน นั่นก็หมายความว่าดอกซากุระกำลังจะผลิบานเต็มที่รอให้เหล่านักท่องเที่ยวและผู้สัญจรผ่านไปมาได้ชมความงามกันแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีแพลนมาญี่ปุ่นก็ล่ะก็ ทัวร์ครับ แนะนำชมซากุระในญี่ปุ่นเลยว่ากันว่าเป็นช่วงที่เมืองสวยงามและอุดมสมบูรณ์ที่สุด อากาศก็เย็นกำลังดีสามารถแต่งตัวได้ไม่ต้องถึงกับห่อตัวในเสื้อกันหนาวหนาๆ และใครที่ยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะไปชมความงามนี้ได้ที่ไหนเราได้รวบรวมสถานที่ยอดฮิตมาให้ทุกคนจนลิสต์กันแล้วล่ะ 1. โกเรียวคาคุ พิกัด: Goryokaku Park ชมซากุระในญี่ปุ่น มาเริ่มกันที่ Goryokaku Parkเป็นที่รู้จักดีทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น เพราะที่สวนแห่งนี้มีซากุระนับ 1,600 ต้น เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระอย่างมาก จุดเด่นของสวนแห่งนี้คือได้ชื่อว่าเป็น ป้อมปราการรูปดาว ที่เมื่อถ่ายภาพ Top view แล้วจะเห็นสวนเป็นรูปดาวอย่างชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้นในตอนกลางคืนทางสวนจะประดับไฟที่ต้นซากุระ ทำให้เพื่อนๆ จะได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสุดแสนวิเศษในค่ำคืนที่โรแมนติคอย่างแน่นอน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Goryokaku Parkจะเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคมถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2. สวนชินจูกุเงียวเอน พิกัด: Shinjuku Gyoen สวนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่าง Shinjuku Gyoen ก็สามารถเดินชมซากุระในญี่ปุ่นได้อย่างฟินๆ เพราะสวนแห่งนี้มีต้นซากุระ 65 สายพันธุ์รวมกว่า 1,100 ต้น ทำให้มีผู้คนนิยมเดินทางมาชมดอกซากุระเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเดินทางง่าย รับรองคุณจะภาพของดอกซากุระแบบกันเต็มๆอย่างแน่นอน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Shinjuku Gyoen จะเป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 3. สวนสาธารนะ นากาจิมะ พิกัด: Nakajima Park ชมซากุระในญี่ปุ่น Nakajima Park ถือเป็นสวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากแถมมีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ เป็นสวนที่เคยใช้จัดงานหลักของการแข่งขันกีฬาซัปโปโรโอลิมปิก สวนแห่งนี้จะมีจุดเด่นที่ต้นซากุระจำนวนมากและมีต้นซากุระถึง 2 ชนิด คือ เอโซยามะซากุระ กับ ยาเอะซากุระ ยิ่งทำให้มีความสวยงามเข้ากันแบบลงตัว ชวนให้หยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศกันแบบฟินๆกันเลย หรือจะมาปิกนิคก็น่าสนใจ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Nakajima Park จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 4. สวนโยโยกิ พิกัด: Yoyogi Park สวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเรื่องการชมซากุระในญี่ปุ่นอย่าง Yoyogi Park มีพื้นที่สวนกว้างใหญ่ขนาด 300 กว่าไร่นี้มีซากุระหลากพันธุ์บานสะพรั่งกว่า 700 ต้น ยิ่งเป็นช่วงฤดูซากุระสวนแห่งนี้จะมีการจัดพื้นที่ขายอาหารเพื่อให้ผู้คนเข้ามาชมได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศกันแบบจุใจกันไปเลย และที่สำคัญที่สวนแห่งนี้หลายคนก็นิยมมานั่งเล่นปิกนิคกันอีกด้วย ใครที่ชื่นชอบกิจกรรมชิลล์ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Yoyogi Park จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 5. ปราสาทฮิโรซากิ พิกัด: Hirosaki Park มาถึงสวนที่ได้ความนิยมอย่างมากของญี่ปุ่นในเรื่องความสวยงามของดอกซากุระอย่าง Hirosaki Park เป็นสวนตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทฮิโรซากิ สวนแห่งนี้ยังมีต้นซากุระสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะที่มีอายุมากกว่า 100 ปี อยู่กว่า 300 ต้น เลยทีเดียว หลายคนนิยมนั่งเรือเพื่อชมความงามของดอกซากุระ อีกทั้งในตอนกลางคืนมีการเปิดให้เข้าชมความสวยงามของต้นซากุระที่ประดับไฟอย่างสวยงาม ความเห็นส่วนตัวของเราคือชอบที่นี่มากๆ เพราะไม่แออัดและสถานที่กว้างขวาง มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ ที่สำคัญถ้าใส่ชุดกิโมโนมาล่ะก็เข้ากันสุดๆ ไปเลย ไม่ควรพลาดจริงๆกับสวนแห่งนี้ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมซากุระในญี่ปุ่นที่ Hirosaki Park จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทัวร์ญี่ปุ่น ชมซากุระในญี่ปุ่น ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้น 22,999 บาท 6. สวนอุเอโนะ พิกัด: Ueno Park ถ้านึกถึงสถานที่ชมดอกซากุระในโตเกียวล่ะก็ Ueno Park จะต้องติดลิสต์หนึ่งในนั้น สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นซากุระจำนวนมาก ทำให้มีผู้คนนิยมเดินทางมายังสวนแห่งนี้ แถมยังเป็นสวนที่เดินทางได้ง่าย จึงถูกตั้งเป็นจุดหมายปลายทางของใครๆหลายคนกันเลย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Ueno Park จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 7. สวนสุมิดะ พิกัด: Sumida Park มาถึง Sumida Park ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ตั้งอยู่ติดแม่น้ำอยู่ไม่ไกลจากสถานีอาซากุสะ สวนแห่งนี้ เป็นสถานที่ขึ้นชื่ออย่างมากในการมาชมซากุระริมน้ำหรือจะนั่งเรือล่องแม่น้ำชมความงามของซากุระจากแม่น้ำ รับรองว่าฟินกันแบบสุดๆ แถมยังมองเห็น โตเดียวสกายทรีอีกด้วยเรียกได้ว่าเป็นที่ที่สวยงามอย่างมากช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Sumida Park จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 8. แม่น้ำเมกุโระ พิกัด: Meguro River ใครที่อยากชมดอกซากุระริมสองฝั่งตลอดความยาวเกือบ 4 กิโลเมตรของแม่น้ำเมกุโระกันบ้างคงไม่อยากพลาดที่จะไปชมที่ Meguro River สถานที่แห่งนี้มีต้นซากุระกว่า 800 ต้น ยิ่งเป็นช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟช่วยสร้างบรรยากาศให้สถานที่ชวนน่าหลงใหลยิ่งขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเดินไปฟินไปมองไปทางไหนก็มีแต่ซากุระบาน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Meguro River จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 9. สุสานเอโอะยามา พิกัด: Aoyama Cemetery อีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการมาท่องเที่ยวชมดอกซากุระบานคือ Aoyama Cemetery ตั้งอยู่ในบริเวณมินามิอาโอยาม่านิโจเมะ เขตมินาโตะ และที่นี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะที่มีสุสานของเหล่าคนดังมากมาย ใครที่ชื่นชอบความเงียบสงบคงไม่อยากพลาดอย่างแน่นอน แต่ในกลางคืนอาจจะต้องคิดอีกที ขอแนะนำให้ไปช่วงกลางวันดีกว่าเนอะ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Aoyama Cemetery จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 10. สวนจิโดริกะฟุจิ พิกัด: Chidorigafuchi สวนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่น้อย ที่หลายคนนิยมเดินทางมาชมซากุระบานกับสวน Chidorigafuchi ถือเป็นสถานที่ที่โด่งดังอย่างมากอีกที่หนึ่งเลย เป็นการผสมผสานกันของดอกซากุระสีชมพู คูน้ำ และสีเขียวชอุ่มของพันธุ์ไม้ กับฉากหลังที่เป็นตึกสูงใหญ่ ทำให้เห็นความกลมกลืนกันของธรรมชาติในแบบญี่ปุ่นและความทันสมัยที่เข้ากันอย่างลงตัว และในตอนกลางคืนจะมีการประดับไฟมีความสวยงามอย่างมากอีกด้วย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Chidorigafuchi จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 11. สวนตะวันออกพระราชวังอิมพีเรียล พิกัด: East Gardens of the Imperial Palace เมื่อพูดถึงเขตพระราชวังไม่ต้องพูดถึงความสวยอลังเลยเพราะของมันแน่นอนอยู่แล้ว อย่างที่ East Gardens of the Imperial Palace ก็มีต้นซากุระบานโดยรอบกว่า 280 ต้น ภายในสวนมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ร่องรอยปราสาทเอโดะ นอกจากนั้นภายในสวนยังมีพิพิธภัณฑ์ของสะสมในพระองค์ เรียกได้ว่าคุ้มค่าอย่างมากแถมได้ชมดอกซากุระกันแบบเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นกันเลย ถือเป็นสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากมักเลือกเดินทางมายังสวนแห่งนี้เพื่อรอชมดอกซากุระบาน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ East Gardens of the Imperial Palace จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 12. สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น พิกัด: Koishikawa Korakuen Garden มาถึงสวนเก่าแก่อย่าง Koishikawa Korakuen Garden ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะเป็นสวนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนโดยจะเห็นได้จากบริเวณต่างๆ ภายในสวนจะถูกตั้งชื่อตามสถานที่ที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน ถือเป็นสวนที่เหมาะแก่การไปชมดอกซากุระบานอย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Koishikawa Korakuen Garden จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 13. สวนฮามะริเคียว พิกัด: Hamarikyu Gardens Hamarikyu Gardens ถือเป็นสวนที่มีความสวยงามอย่างมาก ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะได้รับการรับรองเป็นสถานที่พิเศษที่มีความงามและมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ เรียกได้ว่ามีความเก่าแก่ผสมผสานกับความสวยงามไม่น้อยเลย แล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูซากุระบานยิ่งเพิ่มความสวยงามให้สถานที่แห่งนี้มากขึ้นอีกเท่าตัวเลยล่ะ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Hamarikyu Gardens จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 14. สวนฮิบิยะ พิกัด: Hibiya Park สำหรับใครที่ไม่อยากเดินทางไกลออกจากเมืองโตเกียว เราขอแนะนำสวนที่สามารถชมดอกซากุระบานได้คือ Hibiya Park แม้จะอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ แต่ก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับการชมซากุระกว่า 40 ต้นได้ที่สวนแห่งนี้ เป็นสวนแบบสมัยใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เห็นได้จากน้ำพุขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสวนญี่ปุ่น ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Hibiya Park จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 15. สวนริคุงิเอน พิกัด: Rikugi Park มาถึงสวน Rikugi Park ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสองสวนญี่ปุ่นใหญ่แห่งเอโดะ เคียงคู่กับสวนโคะอิชิคาวะโคราคุเอน นอกจากสวนที่สวยงามแล้ว ทุกคนจะต้องมาชมความงามของต้นชิดาเระซากุระอยู่กลางสวนไฮไลท์ของที่นี่ที่มีความสวยงามอย่างมากเรียกได้ว่าใครเห็นต้องเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของมันอย่างแน่นอน ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Rikugi Park จะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 16. แม่น้ำชิโระอิชิ พิกัด: Shiroishi River มาถึง Shiroishi River ที่ที่นี่มีแนวต้นซากุระกว่า 1,200 ต้นเรียงรายอยู่ตั้งแต่เมืองโองาวาระมาจิ ไปจนถึงเมืองชิบาตะมาจิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าไม่ควรพลาดอย่างแรก และถ้ามีโอกาสเราอยากให้มาจริงๆ เพราะมันคุ้มค่าเกินคำบรรยาย ไหนจะบรรยากาศที่มีความลงตัวด้านหน้าเป็นต้นซากุระสีชมพูภาพหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ แถมในเวลาตอนกลางคืนมีการประดับไฟทำให้ยิ่งมีความสวยงามอย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Shiroishi River จะเป็นช่วงกลางเดือนเมษายนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 17. สวนทาคาดะ พิกัด: Takada Park มาถึงสวน Takada Park ก็เป็นอีกหนึ่งใน สามสถานที่ชมซากุระชั้นยอดในญี่ปุ่น จุดเด่นของสวนแห่งนี้คือ ต้นซากุระที่ถูกฉายไฟไลท์อัพ สะท้อนภาพซากุระและปราสาททาคาดะแสนงดงามบนผิวคูน้ำ นึกภาพแล้วก็ชวนให้ฟินกันแบบสุดๆ ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Takada Park จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน 18. สวนโอกาซากิ พิกัด: Okazaki Park ที่สวน Okazaki Park ถือเป็นจุดชมซากุระยามค่ำคืนชั้นยอดที่กล่าวกันว่าเป็นที่สุดแห่งภูมิภาคโทไก เราสามารถเพลิดเพลินไปกับซากุระนับ 1,000 ต้น โดยมีปราสาทโอคาซากิ เป็นจุดศูนย์กลาง เราขอแนะนำให้ไปช่วงดึกๆหน่อยจะมีคนน้อย ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Okazaki Park จะเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงช่วงต้นเดือนเมษายน 19. ภูเขาโยชิโนะ พิกัด: Mount Yoshino Mount Yoshino ถือเป็นหนึ่งใน สามสถานที่ชมซากุระชั้นยอดในญี่ปุ่น ไฮไลท์คือมีซากุระบานสะพรั่งกว่า 30,000 ต้น เรียกได้ว่ามองไปทางไหนของภูเขาก็เจอแต่ต้นซากุระกันเลย โดยมีชิโรยามะซากุระเป็นศูนย์กลางของภูเขา ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Mount Yoshino จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน 20. สวนริทสึริน พิกัด: Ritsurin Garden ปิดท้ายกันด้วย Ritsurin Garden ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟคิชิโจจิ ซึ่งมีต้นซากุระกว่า 500 ต้น เป็นสถานที่ยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นและต่างชาติอย่างมาก จุดเด่นของสถานที่นี้คงเป็นการนั่งเรือพายชมดอกซากุระบานเป็นกิจกรรมที่ชวนให้หลุดไปในห้วงความฝันเป็นอย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาชมดอกซากุระที่ Ritsurin Garden จะเป็นช่วงต้นเดือนเมษายนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นไงกันบ้างครับกับ 20 จุดชมซากุระในญี่ปุ่น เพื่อนๆคนไหนที่อยากชมฤดูดอกซากุระบาน หรืออยากท่องเที่ยว มาจดลิสต์จากเราสิ เรามีแต่ที่ดีๆ ยอดนิยมที่จะพาคุณไปพักผ่อนได้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเลย สำหรับใครที่กำลังมองหาทัวร์เที่ยวประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศยอดฮิตต่างๆ สามารถค้นหาทัวร์ที่ต้องการได้ที่ Tourkrubนะครับ ทุกๆ ที่ที่เราพาไปการันตีได้เลยว่าติดท็อปลิสต์สวยงามทุกที่แน่นอน
เที่ยวดูไบ 5 วัน 4คืน ไปกับทัวร์ เที่ยวได้ชิลล์
พาเที่ยว
เที่ยวดูไบ 5 วัน 4คืน ไปกับทัวร์ เที่ยวได้ชิลล์
ดูไบ เป็นเมืองที่น่าเที่ยว หลายๆ สถานที่สวยงามด้วยการสร้างสรรค์ของมนุษย์ มากมายแม้เป็นเมืองท่ามกลางทะเลทรายในแถบตะวันออกกลาง แต่กลับไม่ยอมแพ้ภูมิประเทศ สร้างสิ่งมหัศจรรย์มากมายมาดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงวัฒนธรรม และภูมิประเทศน่าเที่ยวสไตล์ตะวันออกกลาง เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอมาเที่ยวดูไบสักครั้ง เที่ยวดูไบ เราเลือกมาเที่ยวกับทัวร์ เพราะที่เที่ยวแต่ละที่อยู่ไกลกัน อาหารการกินแปลกถิ่น วัฒนธรรมแตกต่างการไปกับทัวร์ เราจะได้คำแนะนำที่ดีที่สุดจากไกด์ รวมถึงเที่ยวอย่างไม่ทำผิดวัฒนธรรมของเขาแน่นอน และที่สำคัญถูกกว่าเที่ยวเองแน่นอน ซึ่งทัวร์ที่ผมเลือกจองด้วยคือ ทัวร์ ครับ (Tourkrub) ไว้ใจได้ จองเที่ยวดูไบได้เลยครับ สนุกและเที่ยวสบายจริงๆ จองทัวร์ดูไบ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/dubai-tour หลังจากเดินทางอย่างยาวนาน จากกรุงเทพมายังสนามบินดูไบ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อย เราไปทานข้าวเย็นก่อนเข้าพักในโรงแรม ครั้งนี้ได้พักที่ โรงแรม Atana Hotel, Dubai UAE ถึงดึกๆ ก็พักยาวๆ ตื่นพรุ่งนี้ค่อยเริ่มเที่ยว ปล.เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมงนะ วันที่ 2 ดูไบ – กรุงอาบูดาบี – Grand Mosque เช้านี้หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เราเดินทางไป กรุงอาบูดาบี (Abu dhabi) ซึ่งคือเมืองหลวงของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองที่ได้รับสมญานามว่า Garden of Gulf และได้รับการยกย่องว่าเป็นสวรรค์แห่งทะเลทรายอีกด้วย เราแวะที่แรกกันที่ โรงแรม เอมิเรตส์ พาเลซ (Emirates Palace) ในกรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi) เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โรงแรมี่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยโรงแรมเปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) ใช้งบประมาณในการก่อสร้างถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 96,000 ล้านบาท จากการใช้ เงิน ทอง และหินอ่อน เป็นวัสดุในการก่อสร้าง ประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม สไตล์อาหรับ และโรงแรมแห่งนี้ยังติดตั้งโคมไฟระย้าที่ทำขึ้นมาจากแก้วคริสตัลของ “สวารอฟสกี้” เป็นจำนวนถึง 1,002 ชิ้น ตัวโรงแรมนั้นตั่งอยู่ ที่ริมชายหาด ยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร และตัวตึกโรงแรมเอง มีความกว้างประมาณ 850,000 ตารางเมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ นามว่า John Elliot เราตั้งใจจะแวะมาจิบกาแฟ แต่ร้านยังไม่เปิดเลยอดเลยได้แต่ชื่นชมความงามของโรงแรมไป แต่ไฮไลท์หลักของอาบูดาบี ในวันนี้คือ Sheikh Zayed bin Sultan al Nahyan Grand Mosque สุเหร่าที่งดงามที่สุดของ U.A.E. มีความใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นสุเหร่าประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ท่าน Sheikh สร้างไว้ก่อนท่านจะสวรรคต ใช้ระยะเวลาก่อสร้างรวมทั้งหมด 10 ปี การเที่ยวชมมัสยิด ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ห้ามสวมกางเกงขาสั้นหรือเสื้อกล้าม ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมผม และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้ามัสยิด มองจากข้างนอกก็สวยจนตะลึงแล้วแต่พอได้เข้ามาข้างในยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิม เป็น Mosque ที่สวยมากจริง ๆ ทัวร์ให้เวลาเดินชมรอบๆ แบบเต็มที่จริงๆ วันที่ 3 The Palm Project – ตึกเรือใบ – Jumeirah Mosque - ตลาด Medinat Jumeirah Souk – นั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราย เช้าวันนี้ไกด์พาเราไปเริ่มที่หมู่เกาะต้นปาล์ม The Palm Islands ที่นี่เป็นเกาะเทียมกลางทะเลที่สร้างเป็นรูปต้นปาล์ม ขนาดพื้นที่ราว 25 ตารางกิโลเมตร มีแนวของใบปาล์ม 17 แนว เป็นเมืองสุดหรู มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เชื่อมต่อกับพื้นดินของดูไบ ผ่านสะพานและรถไฟลอยฟ้ายาวประมาณ 5.4 กิโลเมตร แต่เสียดายเราไม่มีรูปที่เห็นวิวต้นปาล์มทั้งหมดมาฝาก เพราะต้องถ่ายจากด้านบน เลยได้แค่มาเล่าให้ฟัง เจ้าผู้ครองนครดูไบ Shiekh Mohammed bin Rashid Al Maktoum เจ้าของตึกเบิร์จคาลิฟา เป็นผู้ริเริ่มสร้าง โดยโครงการมีทั้งหมด 3 เกาะ ได้แก่ The Palm Jumeirah , The Palm Deira และ The Palm Jebel Ali ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 7 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ถมพื้นที่ดินเหนือน้ำทะเลสร้างเป็นเกาะด้วยเงินประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นเราไปถ่ายรูปด้านนอกกับโรงแรม Burj Al Arab โรงแรมสุดหรูระดับ 7 ดาว รูปทรงคล้ายเรือใบที่งดงามและหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ริมอ่าวอาหรับ เป็นที่พักอาศัยของเศรษฐีที่มีชื่อเสียงชาวตะวันออกกลาง ถือเป็นสถานที่ที่ทุกคนถ้าไม่ได้เข้าไปก็ต้องมาถ่ายรูปริมหาดให้ติดตึกเรือใบกันทั้งนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเรามาถึงดูไบกันแล้วครับ ^_^ เราไปแวะชื่นชมความงามของ สุเหร่าจูเมียร่าห์ (Jumeirah Mosque) สุเหร่าหินอ่อนสีขาวนวลสะอาดตา ที่มีงานสถาปัตยกรรมที่สวยงามและทันสมัย และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมัสยิดที่สวยงามที่สุดของเมือง และ สุเหร่าแห่งนี้เป็นสุเหร่าแห่งเดียวในดูไบที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกชาติทุกศาสนาสามารถเข้าไปชมความงามด้านใน 6 วันต่อสัปดาห์ (ยกเว้นวันศุกร์) โดยจะต้องแต่งตัวสุภาพและผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมหน้าเพื่อเป็นการเคารพสถานที่ หลังจากนั้นเราไปต่อกันที่ตลาดติดแอร์ Medinat Jumeirah Souk หรือที่เรียกกันว่า เวนิสแห่งดูไบ ตั้งอยู่ในส่วนเดียวกับโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว Mina Al Salam ของตระกูล Al Maktoum ทัวร์ให้เรามาช็อปปิ้งกันครับ สินค้าก็มีตั้งแต่ ของฝาก หรือศิลปะพื้นเมืองแบบอาหรับ ไปจนถึงแบรนด์เนม พรีเมี่ยม มากมาย ส่วนช่วงบ่ายมีโปรแกรมนั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราย Dune Safari ซึ่งใครเมารถ ควรทานยาแก้เมาล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงได้เลยครับ ทะเลทรายอาหรับ เป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก (รองจาก1. Antarctic Desert / 2.Arctic Desert / 3. Sahara Desert) มีพื้นที่ประมาณ 2,300,000 ตารางกิโลเมตร โปรแกรมนี้ไม่แนะนำให้พลาดนะครับ ทั้งสนุกสนานและตื่นเต้นไปกับประสบการณ์อันแปลกใหม่จริง ๆ กับการนั่งรถตะลุยไปบนเนินทรายทั้งสูงและต่ำสลับกันไป มีเสียวมาก เสียวน้อยเป็นระยะครับ ก่อนที่จะจอดให้เราถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดิน หรือถ่ายรูปเหมือนมาถ่ายแบบกันเต็มที่ มีอูฐให้ลองขี่ถ่ายรูปด้วยครับ ก่อนที่จะพาเราไปในแคมป์กระโจมแบบอาหรับ สำหรับมื้อค่ำแบบบาร์บีคิว และมีกิจกรรมรวมทั้งโชว์เต้น และสัมผัสชีวิตแบบชาวพื้นเมือง (เบดูอิน) อาทิ การสวมชุดพื้นเมืองชาวอาหรับ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก การเพ้นท์มือแบบอาหรับ (Henna Tattoo) ลองสูบชิชา กลิ่นผลไม้ (Shi Sha) ชมโชว์ระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ก่อนจะเดินทางกลับที่พัก วันที่ 4 Spice Souk และ Gold Souk – Burj Khalifa – Dubai Mall เราเริ่มต้นวันกันที่ ตลาดเครื่องเทศ SPICE SOUK ที่มีการขายเครื่องเทศมาอย่างยาวนาน มีร้านค้าขายผลไม้อบแห้งของตะวันออกกลางมากมาย นอกจากนี้ยังมีร้านขายของฝากชุดพื้นเมือง ชุดเครื่องแต่งกายต่าง ๆ ชุดอะบายาสำหรับสาวชาวอาหรับ แล้วเดินต่อต่อไปยังย่านตลาดทอง GOLD SOUK ที่ตระการตา ไปด้วยร้านขายทองเหลืองอร่ามตลอดแนว รวมไปถึงเครื่องประดับอื่นๆ มากมายด้วย เราเพลิดเพลินกันการชมและเลือกซื้อของฝากมาก จากนั้นไกด์ก็พาเรามาที่ “เบิร์จคาลิฟา” Burj Khalifa ชั้น 124 ตึกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 828 เมตร มีทั้งหมด 160 ชั้น ใช้สถาปนิกจากชิคาโก นายเอเดรียน สมิธ ออกแบบให้ ซึ่งลิฟท์ที่มีความเร็วที่สุดในโลกคือ 18 เมตร ต่อวินาที หรือ 65 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไปถึงชั้น 124 เพื่อชมวิวจากของนครดูไบได้ทั่วทุกทิศที่สวยงาม โดยตึกนี้ออกแบบตบแต่งภายในโดย Giorgio Armani ด้วย ถ้ามีโอกาส ให้รีบมาก่อนที่ตึกนี้จะถูกลบสถิติต่อไปในไม่ช้า จากนั้นเราก็ เราไปช็อปปิ้งที่ห้างกันต่อ ที่ Dubai Mall ห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ภายในด้วย ซึ่งอยู่ในตึกเดียวกันกับ “เบิร์จคาลิฟา” Burj Khalifa นี่เอง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะซื้ออะไรได้มากนัก ยิ่งของแบรนด์เนมราคาจะแพงกว่าบ้านเรามาก วันที่ 5 Dubai Miracle of Garden – Airport วันนี้เราจะไปที่ “ ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น ” DUBAI MIRACLE GARDEN ก่อนจะเดินทางไปสนาบบิน เพื่อกลับบ้านกันแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่เต็มไปด้วยทะเลทรายจะสามารถเนรมิตสวนดอกไม้ที่งดงามและใหญ่ที่สุดในโลกได้ขนาดนี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองนี้ก็ว่าได้ โครงการนี้ดูไบตั้งใจให้เป็นสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสร้างในเขต ดูไบแลนด์ กินพื้นที่ประมาณ 72,000 ตารางเมตร ภายในสวนประกอบด้วย ไม้นานาพันธุ์กว่า 45 ล้านต้นเลยทีเดียว ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปีเพราะ ตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน เป็นช่วงซัมเมอร์ของดูไบ แต่จริง ๆ แล้ว แถวนี้ก็ร้อนทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 40 องศาเลยทีเดียว เลยต้องปิดบริการชั่วคราว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รดน้ำต้นไม้ตลอดเวลา เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือน ตุลาคม – พฤษภาคม ของทุกปี สวนดอกไม้ ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-21.00 ค่าบริการ 5.50 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 165 บาท (1 ดอลล่า = 30 บาท) แต่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เข้าฟรี เต็มอิ่มและประทับใจกับเที่ยวดูไบ แล้วก้กลับบ้านกันได้ เที่ยวกับทัวร์แล้ว ชัวร์จริง ๆ ถ้าให้มาเองแต่ละที่น่าจะค่าใช่จ่ายเอาเรื่องทีเดียว ประเทศนี้เหมาะกับเที่ยวแบบมากับทัวร์ครับ ถ้าคิดจะมามากับทัวร์เลยครับ ส่วนดูไบจะกลับมาเที่ยวซ้ำได้มั๊ย ต้องมาซ้ำครับ เพราะดูไบไม่หยุดสร้างเมืองแน่นอน เพราะแหล่งน้ำมันที่ว่ามีมากมหาศาลยังไงก็มีวันหมด ดูไบจึงพยายามสร้างเมืองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหารายได้เข้าประเทศยังไงเล่า ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างเราก็อยากเห็นอะไรใหม่ๆแน่นอน แล้วเราจะกลับไปอีกนะ ดูไบ เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธน ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com Facebook Page : Sineha Bangkok Instagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok
20 ที่พักใกล้ MRT สิงคโปร์ เดินทางสะดวก เที่ยวสบาย
พาเที่ยว
20 ที่พักใกล้ MRT สิงคโปร์ เดินทางสะดวก เที่ยวสบาย
สิงคโปร์เมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ของเอเชียแต่มีพิกัดที่เที่ยวเยอะ เที่ยวกี่ครั้งก็ยังไม่ครบ มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ชิคๆ น่าเที่ยวผุดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดจนทำให้เราต้องตามไปเที่ยวสิงคโปร์เรื่อยๆ ด้วยความที่มีที่เที่ยวเยอะ นักท่องเที่ยวตามไปเช็คอินเรื่อยๆ ทำให้เรื่องของที่พักของเขามีราคาค่อยข้างสูง ทัวร์ครับ เลยรวมที่พักสิงคโปร์มาให้ 20 ที่พักสิงคโปร์ ใกล้ MRT เดินทางสะดวก มาพร้อมราคาไม่แรงมาก มีเงินไว้ช้อปปิ้งอีกเยอะเลย แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากเรื่องจองที่พักสิงคโปร์ ก็จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ ได้เลย ไม่ต้องยุ่งยาก ทั้งเรื่องที่พัก และจองตั๋วเครื่องบิน ไม่ต้องวางแพลนเที่ยวสิงคโปร์เอง เที่ยวสบาย กิน ช้อปปิ้ง ได้แบบที่ต้องการ "จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ" จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ คลิกเลย https://tourkrub.co/singapore-tour 20 ที่พักสิงคโปร์ ใกล้ MRT 1. Cube Boutique Capsule Hotel (คิวบ์ – บูทิก แคปซูล โฮเต็ล) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Cube Boutique Capsule Hotel Capsule Hotel อีกหนึ่งทางเลือกของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ทั้งสะดวก เพียบพร้อม และมีความเป็นส่วนตัว มีอยู่ถึง 2 แห่งซึ่งที่ตั้งอยู่บนทำเลสะดวกไม่แพ้กัน ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานี China Town และสถานี kampong Glam ทั้งยังโดเด่นด้วยสไตล์การตกแต่งในแบบ Modern Contemporary เน้นโทนสีอบอุ่น สบาย น่าพัก และเป็นกันเอง อีกทั้งยังราคาไม่แพงนักอีกด้วย พิกัด : Cube Boutique Capsule Hotel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town และสถานี Kampong Glam 2. Hotel 81 Lucky (โรงแรม 81 ลัคกี้) โรงแรมสีสันโดดเด่นสะดุดตาด้วยสีพาสเทลชิค ๆ สุดสนใส บนทำเลเด่นติดสี่แยกใหญ่ใจกลางย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์อันแสนพลุกพล่าน ซึ่งแม้ตัวอาคารจะสีม่วพาสเทลที่ออกไปในโทนสีฝั่งยุโรป แต่เข้ากันได้กับสถาปัตยกรรมสไตล์จีน ๆ ทั่งจั่ว กระเบื้องหลังคา และหน้าต่างได้กลมกลืนกันเป็นอย่างดี ในส่วนของห้องพักตกแต่งในแนว Luxyry Mordern Oreintal ที่ผสมผสานความทันสมัย สีสันอันสดใส และความเป็นตะวันออกแบบจีน ๆ เอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว พิกัด : Hotel 81 Lucky การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town และสถานี China Town 3. Beary Best Hostel (แบรี่เบสท์ โฮสเทล) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Beary Best Hostel ตึกแถวสุดคลาสสิคสไตล์จีนในย่าน Chinatown ที่โดดเด่นสะดุดตาดูทันสมัยด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่กลับไม่ธรรมดา กับการนำตึกสีขาวเดิม ๆ มาแต่งแต้วสีสันให้สดใสขึ้นด้วยการทาสีบนหน้าต่างด้วยสีสันที่หลากหลายสุดสดใสดูมีชีวิตชีวา ภายในตกแต่งในสไตล์ที่สดใสทันสมัยแบบ Modern Loft ที่เรียบง่ายอย่างมีสไตล์ บนทำเลที่ตั้งที่แสนสะดวกสบายทั้งการเดินทาง ร้านอาหาร และการจับจ่ายใช้สอย ให้สมกับการเป็นที่พักแบบ Hostel พิกัด : Beary Best Hostel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town 4.Bliss Hotel (บลิส โฮเทล สิงคโปร์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Bliss Hotel โรงแรม 4 ดาวสุดแนวใจกลางย่านไชน่าทาว์น (China Town) ที่แม้จะมีขนาดเล็ก ๆ ด้วยเป็นการนำตึกเก่าสมยัยุด 30s มาปรับปรุงให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศแวดล้อมในฉบับ Modern Chinese ที่เป็นการนำอัตรลักษณ์และศิลปะแบบจีนดั้งเดิมมาปรับให้ทันสมัยแบบสุด ๆ ได้อย่างแทบไม่เชื่อสายตา ในส่วนของเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกก็มาแบบเพรียบพร้อมจัดเต็มให้สมกับความทันสมัยแบบจัดเต็มที่โรงแรมตั้งใจออกแบบ และจัดเตรียมเข้าไว้เป็นอย่างดี พิกัด : Bliss Hotel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town 5.Adamson Lodge (อดัมสัน ลอดจ์ @ โรเชอร์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Website : Adamson Lodge ที่พักขนาดเล็กแต่โดดเด่นด้วยโ,เคชั่นสุดไพร์ม ไม่ไกลจากย่านท่องเที่ยว และแหล่งช้อปปิ้ง ห่างเพียงไม่กี่สิบเมตรจากรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานี Rochor แม้ภายนอกจะตกแต่งไม่มากมายนัก แต่ก็โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวสถาปัตยกรรมเดิม ที่ถูกนำมาปรับปรุงเพียงเล็กน้อยแต่ดูดีร่วมสมัย ในส่วนของการตกแต่งภายใน ก็เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ดูอบอุ่นเป็นกันเอง พิกัด : Adamson Lodge การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Rochor 6. Capri by Fraser Changi City (คาปรี บาย เฟรเซอร์ ชางงี ซิตี้) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Capri by Fraser Changi City โรงแรมที่พักเก๋ ๆ ระดับ 4 ดาวในสไตล์ Modern ที่เรียบหรู ที่มาพร้อมกับสีสันอันสดใส ที่จะแต่งเติมวันท่องเที่ยวพักผ่อนให้มีชีวิตชีวาขึ้น ทั้งอยู่บนทำเลที่ตั้งแสนสะดวกไม่ไกลจากสบานบินชางฮี (Changi International Airport) ห้างสรรพสินค้า Changi City Point Mall การเดินทางสบายสุด ๆ ด้วยตัวที่พักตั้งอยู่ไม่ไกลจากรถไฟใต้ดิน MRT สถานี Expo แม้ว่าตัวที่พักจะอยู่ห่างออกมาจากตัวเมืองสักหน่อย แต่ก็เดินทางสะดวกมาก ๆ และยังเป็นพิกัดที่เหล่ากับสายช้อปปิ้งเป็นที่สุด ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องแบกข้าวของสัมภาระกระเป๋าให้รุงรังไปสนามบินอีกด้วย พิกัด: Capri by Fraser Changi City การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Expo 7. V Lavender (โรงแรมวี ลาเวนเดอร์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Website : V Lavender โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาว ที่โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ท่ามกลางย่านแห่งการชอปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยว บนถนน Orchard จัดเป็นที่พักบนโลเคชั่นสุดไพร์ม ทั้งยังมาพร้อมการออกแบบตกแต่งในสไตล์ Modern ที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายในเข้ากับสภาพแวดล้อม เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เดินทางสบาย ทั้งยังมาพร้อมกับดาดฟ้าใจกลางเมืองสุดผ่อนคลาย ที่ยังสามารถเพลินเพลินกับวิวเมืองสิงคโปร์มุมสูงได้ชิลล์ ๆ จากที่พัก พิกัด : V Lavender การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Lavender 8.Hotel Boss (โฮเทลบอส) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Hotel Boss อีกหนึ่งที่พักระดับ 4 ดาวสุดอลังการ ที่ตั้งอยู่บนย่านที่การเดินทางสะดวก และไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ในสไตล์การตกแต่งแบบ Modern Classic อันหรูหรา เว่อร์วัง และยังทันสมัยสุด ๆ ที่นอกเหนือจากพิกัดสุดไพร์มของทำเลที่ตั้งแล้ว ยังเหนือระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยการอยู่ใกล้กับตลาด และสวนสาธารณะ ที่จะทำให้การพักผ่อนยิ่งผ่อนคลายยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยบรรยากาศและความร่มรื่นย์ของธรรมชาติ พิกัด : Hotel Boss การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Lavender 9. Hotel Grand Pacific (โรงแรมแกรนด์ แปซิฟิก) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Website : Hotel Grand Pacific ที่พักสุดคลาสสิคที่แม้ไม่โดเด่นเรื่องการตกแต่งมากนัก แต่มีขนาดใหญ่โตอลังการ ตั้งอยู่บนทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ของสิงค์โปร์ถึง 2 สถานี ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งชอปปิ้ง และที่เด่นที่สุดของที่พักแห่งนี้คือจัดเต็มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัยที่นำการตกแต่งแบบเดิม ๆ ในสไตล์ Modern Contemporary ที่เพิ่มเติมความหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์ และเพิ่มเติมความทันสมัยด้วยของตกแต่งสีสันสดใส พิกัด : Hotel Grand Pacific การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Bencoolen หรือสถานี Bras Basah 10. Porcelain Hotel by JL Asia (โรงแรมพอร์ชเลน บายเจแอล เอเซีย) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page: Porcelain Hotel by JL Asia ที่พักสไตล์ Boutique เล็ก ๆ สุดชิคอีกแห่งหนึ่งในย่านไชน่าทาว์น (China Town) อันพลุกพล่าน แม้จะเป็นที่พักเล็ก ๆ แต่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่ภายนอกด้วยอาคารที่แต่งแต้มสีสันให้สดใจดึงดูดสายตาด้วยลวดลายแบบ Porcelain ผสมศิลปะแบบจีน ที่ดูสวยหรูอย่างลงตัวในโทนสีขาวน้ำเงิน ภายในที่พักก็ตกแต่งในสไตล์ Modern Chinese ที่เน้นสีโทนขาว – น้ำเงิน ที่ดูเรียบหรู สุขุมน่าค้นหาเช่นกัน พิกัด : Porcelain Hotel by JL Asia การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town 11.Dorsett Singapore (ดอร์เ​ซต สิงค์โปร์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Dorsett Singapore โรงแรมระดับ 4 ดาวที่โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่ภายนอก ด้วยดีไซน์ทันสมัยสุดอลังการ ตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน ที่ดู Modern ทันสมัย ให้สมที่ตั้งอยู่บนทำเลทองย่าน Clarke Quay อันเป็นพิกัดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดิน (MRT) ถึง 3 สาย ที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และความทันสมัย ภายในห้องพักของโรงแรม ได้รับการออกแบบให้ดูอบอุ่น สบายน่าพัก ในสไตล์ Modern Contemporary ที่เน้นสีในโทน Earth Tone ที่เหมาะแก่การผ่อนคลาย พิกัด : Dorsett Singapore การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Outram Park 12. Ibis Singapore on Bencoolen Hotel (โรงแรมไอบิส สิงค์โปร์ ออน เบนคูเลน) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Ibis Singapore on Bencoolen Hotel โรงแรมที่พักระดับ 4 ดาวในสไตล์ Modern ที่เน้นโทนสีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นในเครือโรงแรม Accor Hotel ที่มาพร้อมความอบอุ่นสบาย เป็นกันเอง ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ใช้เป็นหลักเพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่นน่าพัก บนทำเลที่ตั้งบนย่านธุรกิจ และชอปปิ้งแหล่งใหม่ ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า Bugis อันเป็นพิกัดที่เดินทางสะดวก และเหมาะสมทั้งกับการเดินทางเพื่อทำธุรกิจ และการท่องเที่ยว พิกัด : Ibis Singapore on Bencoolen Hotel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Bugis 13.Fragrance Hotel Riverside (โรงแรมฟราแกรนซ์ริเวอร์ไซด์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Fragrance Hotel Riverside ที่พักยอดฮิตของสิงคโปร์แห่งหนึ่งในเครือโรงแรม Fragrance ซึ่งโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้ง ชิดติดริมแม่น้ำ ในบรรยากาศสุดชิลล์ แถมยังอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT Clarke Quay และไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตหลาย ๆ แห่งอันเป็น Landmark ของสิงคโปร์ อาทิ ย่าน China Town ย่าน Clarke Quay สุดชิค ห้าง Clarke Quay Central และ Merlion ในส่วนของการออกแบบตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน เน้นโทนสีขาวในสไตล์ Modern ที่เรียบหรูดูแพง และอบอุ่นสบาย พิกัด : Fragrance Hotel Riverside การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Clarke Quay 14.Hotel Mono (โฮเทล โมโน) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Hotel Mono โรงแรม 3 ดาวใจกลางย่าน China Town สุดชิคที่เปิดทำการมาได้ระยะหนึ่งตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งโดดเด่นสะดุดสายตาด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโรงแรมที่เน้นการออกแบบ ๆ คลุมโทน ด้วยการเลือกใช้เพียงสีขาวและสีดำ ตาม Concept และชื่อของโรงแรม ที่ต้องบอกว่าทั้งเท่ ทั้งชิคสุด ๆ ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนทำเลที่ตั้งก็สะดวกสุด ๆ ไม่แพ้การตกแต่ง เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน China Town เลย พิกัด : Hotel Mono การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Chaina Town 15.The Scarlet Hotel (เดอะ สการ์เลต โฮเทล) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : The Scarlet Hotel ที่พักสุดคลาสสิคที่โดดเด่นด้วยการออกแบบตกแต่ง โดยการนำตึกเก่าสมัยก่อนสงครามโลกมาทำการบูรณะใหม่ให้เป็นอาคารหน้าตาเก๋ไก๋ ดูเรียบแต่โก้ หรูหราในสไตล์วินเทจย้อนยุค สีสันสะดุดตาน่ามองเข้าบรรยากาศของย่านไชน่าทาว์น ทั้งภายนอกและภายในของโรงแรมได้รับการออกแบบอย่างเรียบหรู ดูเพลินในแบบ Classic Oreintal Vintage ที่ลงตัวเข้ากับลักษณะของตัวอาคารเดิมที่มีมนต์เสน่ห์ของความคลาสสิคเป็นทุนเดินอยู่แล้ว พิกัด : The Scarlet Hotel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Chaina Town 16. Marina Bay Sands (มารีนา เบย์ แซนส์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Marina Bay Sands โรงแรมที่พักที่เมื่อเอ่ยถึงสิงคโปร์คงไม่พูดถึงไม่ได้ กับโรงแรมที่ตั้งอยู่ภายในอภิมหาศูนย์รวมความบันเทิงของสิงคโปร์อย่าง Marina Bays Sands ที่เพียบพร้อมไปด้วยคาสิโน ร้านค้า ร้านอาหาร การแสดงโชว์ ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่ต้องเรียกว่าเป็นที่พักที่สะดวกที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวสิงคโปร์เลยก็ว่าได้ สำหรับเรื่องความสวยงาม การออกแบบตกแต่ง ก็ดีงามไม่แพ้โลเคชั่น ในสไตล์ Modern ที่โดดเด่นลงตัว โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ เดอะ แซนด์ส สกายพาร์ค (The Sands Sky Park) สระว่ายน้ำและระเบียงลอยฟ้าขนาดใหญ่สุดอลังการ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำหรับการชมวิวพาโนรามาในมุมสูงของสิงคโปร์อีกด้วย พิกัด : Marina Bay Sands การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Bayfront 17. The Inn at Temple Street (โรงแรมเดอะอินน์ แอ็ท เท็มเปิล สตรีท) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page: The Inn at Temple Street โรงแรมเก่าเล็ก ๆ บนถนน Temple Street ใจกลางย่านไชน่าทาวน์ (China Town) อันพลุกพล่าน ซึ่งถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้เป็น Boutique Hotel สุดชิค ในสไตล์การออกแบบตกแต่งแบบผสมผสานร่วมสมัยฉบับ Chinese - English Vintage สุดแนว ที่ลงตัวด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยเก๋ในสไตล์ผู้ดีอังกฤษ เน้นโทนสีขาวที่ดู Clean สะอาดสะอ้านและสบายสายตา พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความทันสมัยที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณโรงแรม พิกัด : The Inn at Temple Street การเดินทาง: ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town 18.Lloyd’s Inn (ลอยด์ อินน์) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Lloyd’s Inn ที่พักสุดชิค และเป็นที่สุดของความฮิปในสไตล์มินิมอลที่ลงตัวสุด ๆ ด้วยการตกแต่งแนววิธี Zen ที่เน้นโทนสีขาว แสงจากธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่สีเขียว และวัสดุจากธรรมชาติ เช่น หิน กรวด ทราย เป็นต้น ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น เงียบสงบ เป็นส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะแอบซ่อนอยู่ในย่านสุดไพร์มบนถนน Killiney อยู่ไม่ไกลจากย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านในย่านช้อปปิ้งชื่อดังอย่าง ออร์ชาด (Orchard) พิกัด : Lloyd’s Inn การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Somerset 19.Capsule Pod Boutique Hostel (แคปซูล พอด บูทิคโฮสเทล) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Facebook Page : Capsule Pod Boutique Hostel อีกหนึ่งที่พักฮิป ๆ ชิค ๆ สุดแนวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานี China Town กับย่านที่ครึกครักไปด้วยผ็คน นักท่องเที่ยว และร้านค้าต่าง ๆ กับ Hostel เล็ก ๆ แบบแคปซูลที่เดนสะดุดตาด้วยสีสันสดสัน ท้าทายสายตา กับการตกแต่งแบบเรียบก็ดูสบาย ซึ่งเน้นสีแนว Earth Tone ที่ให้ความรู้สุกอบอุ่น สบาย เป็นกันเอง น่าพัก ในฉบับแบบมินิมอลสไตล์ห้องพักแบบแคปซูล ที่จิ๋วแต่แจ๋ว พิกัด : Capsule Pod Boutique Hostel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี China Town 20.The Pod @ Beach Road Boutique Capsule Hotel (เดอะ พอท) ขอขอบคุณรูปภาพจาก Official Website: The Pod @ Beach Road Boutique Capsule Hotel Boutique Hotel สุดชิคกับการตกแต่งเท่ ๆ ด้วยโทนสีเข้ามคุมโทน มีดูเรียบขรึม สุขุม แต่น่าค้นหา ในสไตล์ Modern Classic เรียบโก้ดูดี ที่แม้จะเป็นเพียงที่พักขนาดเล็ก แต่ด้วยการออกแบที่โดดเด่นทั้งภายนอก ภายใน และด้วยทำเลที่ตั้งที่แสนสะดวกสำหรับการเที่ยวบนถนน Beach Road ของย่านท่องเที่ยวสุดฮิปของสิงคโปร์ จึงทำให้ที่พักแห่งนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการท่องเที่ยวสิงคโปร์เลยทีเดียว พิกัด : The Pod @ Beach Road Boutique Capsule Hotel การเดินทาง : ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานี Bugis ครบกันไปแล้วกับที่พักเด็ด ๆ ใน “20 ที่พักใกล้ MRT สิงคโปร์ เดินทางสะดวก เที่ยวสบาย” ทริปเที่ยวสิงคโปร์คราวนี้ รับรองว่าหมดห่วงเรื่องที่พักกันไปได้เลย เพราะเล็กที่พักโดน ๆ ในแบบที่ใช้สไตล์คุณกันเอาไว้แล้วใช้มั้ยล่ะ เท่านี้ก็พร้อมออกเที่ยวเมือง Merlion กันแล้ว Let’s Go. จองสิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ ราคาเริ่มต้น 8,800 บาท
เที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ที่เวียดนาม
พาเที่ยว
เที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ที่เวียดนาม
ฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามแล้วยังเป็นเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมมาอย่างยาวนาน ด้วยทัศนียภาพของธรรมชาติสุดอลังการ บางแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ทำให้ฮานอยตกเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาสัมผัส สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวฮานอย วันนี้ ทัวร์ครับ เรามี ทริปเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืนมาแนะนำกันครับ มาดูกันว่าเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืนนี้ไปที่ไหนกันได้บ้าง การเดินทางในฮานอย เรื่องการเดินทางในการเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืนนั้นมีหลายช่องทางไม่ต่างจากในไทยเราเลยครับ ทั้งแท็กซี่ รถเมล์ เช่ามอเตอร์ไซค์ แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวอย่างเรานิยมใช้มากที่สุด คงจะเป็น Grab ครับ ตอบโจทย์ทุกการเดินทางจริงๆ หรือหากใครไปกับทัวร์เวียดนาม ฮานอย ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางเลยครับ มีรถบัสรับส่งตลอดทริป วันแรก วัดเฉินก๊วก พิกัด: Chua Tran Quoc วัดจีนที่มีความเก่าแก่ของชาวพุทธที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตและมีความสำคัญกับประชาชนชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก วัดในพุทธศาสนาสไตล์เวียดนาม ที่อยู่ติดกับทะเลสาบโฮไต เป็นวัดที่มีเจดีเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเวียดนาม มีเจดีย์สีชมพู ไล่ระดับเป็นชั้น ประมาณ 10 ชั้น และมีชายคายื่นออกมาคลุมเจดีย์แต่ละชั้น คล้ายกับเจดีย์ของญี่ปุ่น แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปสีขาวประดิษฐานอยู่ในช่องรอบเจดีย์ ลักษณะของวิหารของวัดแห่งนี้เป็นแบบจีนโบราณชั้นเดียว เหมาะแก่การมาเที่ยวชมและพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด อ่าวฮาลองเบย์ พิกัด: Ha Long Bay มาเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน ต้องแวะมาอ่าวฮาลองเบย์ ไฮไลท์คือการ ล่องเรือ ชมความสวยงามตามธรรมชาติ สวยแบบภาพวาด มองไปทางไหนก็สวยงาม สดชื่นสุดๆ ที่สำคัญอ่าวฮาลองเบย์ยังได้รับการประกาศเป็น “มรดกโลก” จากองค์การยูเนสโก อ่าวแห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาหินปูนมากมายได้บรรยากาศธรรมชาติที่สุด จุดที่เป็นไฮไลท์หลักคือเกาะไก่จูบกัน ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของอ่าวฮาลองลักษณะจะเป็นเกาะเล็กๆ 2 เกาะ หันหน้าเข้าหากันคล้ายๆกับไก่หรือนกแล้วแต่จินตนาการของแต่ละคน ฮาลอง ปาร์ค พิกัด: Halong Park เที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน จุดนั่งกระเช้าข้ามอ่าวฮาลองไปยังเกาะ เราจะได้ชมวิวอ่าวฮาลองเบย์มุมสูง พร้อมถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศของอ่าวฮาลองได้อีกด้วย ในฮาลองปาร์คมีกิจกรรมทำหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชม สวนญี่ปุ่น นั่งรถรางชมสวน หรือ ขึ้นชิงช้าสวรรค์ Sun wheel เพื่อชมบรรยากาศทิวทัศน์ภาพมุมสูงของอ่าวฮาลอง และยังมีการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ เป็นศิลปกรรมประจำชาติของเวียดนามอีกด้วย ตลาดกลางคืนฮาลอง พิกัด: Night Market Ha Long ตลาดคนเดินกลางเมือง มีสินค้าพื้นเมืองเวียดนามและสินค้าจากจีนให้เลือกหลากหลายเปิดทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ โดยแต่ละร้านจะเริ่มตั้งตอนเย็นๆประมาณ 18:30 และปิดตอนประมาณ 23:00 ร้านค้าที่นี่เยอะมาก ร้านค้าส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ แล้วก็พวกของก๊อปปี้ เช่น แว่นตาแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้า หากใครที่อยากซื้อของฝากของที่ระลึกกลับไปฝากเพื่อนๆ ก็สามารถซื้อได้ที่นี่ได้เลย เพราะของที่ระลึกที่นี่จะขายถูกกว่าที่อื่น และนอกจากนี้ก็มีร้านของกิน ให้ได้ซื้อเดินกินได้ตลอดทาง วันที่ 2 ถ้ำนางฟ้า หรือ ถ้ำสวรรค์ พิกัด: Paradise Cave หากมาเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน อ่าวฮาลองเบย์ เราต้องห้ามพลาดล่องเรือไปชมถ้ำสวรรค์ เป็นถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ด้านในมีการจัดแสงสี เพิ่มความน่าสนใจให้กับหินงอกหินย้อยต่างๆในถ้ำ พร้อมมีทางเดินสำหรับการเดินชมความงามภายในถ้ำ ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเพียงแค่ 1 กม.เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ธรรมชาติที่สร้างให้เราได้ไปเที่ยวชมกันได้ตลอดทั้งปีกับ ทัวร์ฮานอย ฮาลอง นิงห์บิงห์ นั่นเองครับ ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือ ทะเลสาบคืนดาบ พิกัด: Ho Hoan Kiem ทะเลสาบใจกลางเมืองฮานอย มีตำนานกล่าวว่า ในสมัยที่เวียดนามทำสงครามสู้รบกับประเทศจีน กษัตริย์แห่งเวียดนามได้ทำสงครามมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่สามารถเอาชนะทหารจากจีนได้สักที ทำให้เกิดความท้อแท้พระทัย เมื่อได้มาล่องเรือที่ทะเลสาบแห่งนี้ ได้มีเต่าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้คาบดาบวิเศษมาให้พระองค์ เพื่อทำสงครามกับประเทศจีน หลังจากที่พระองค์ได้รับดาบมานั้น พระองค์ได้กลับไปทำสงครามอีกครั้ง และได้รับชัยชนะเหนือประเทศจีน ทำให้บ้านเมืองสงบสุข เมื่อเสร็จศึกสงครามพระองค์ได้นำดาบมาคืน ณ ทะเลสาบแห่งนี้ สถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกวว่า ทะเลสาบคืนดาบ นั่นเอง โดยจุดไฮไลท์อยู่ที่ สะพานแสงอาทิตย์ยามเช้า เป็นจุดถ่ายรูปที่นักท่องเที่ยวฮานอยมาถ่ายรูปกันมากที่สุด วัดหงอกเซิน พิกัด: Ngoc Son วัดโบราณ ซึ่งภายในประกอบด้วยศาลเจ้าโบราณและอนุสาวรีย์ของตรันคว็อกตวน ซึ่งเป็นแม่ทัพเอกในการต่อสู้กับกองทัพมองโกล ภายในประกอบด้วย ศาลเจ้าโบราณ และเต่าสต๊าฟขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเต่าตัวนี้คือเต่าศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 2 ตัวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้มาเป็นเวลาช้านาน อยู่ริมทะเลสาบคืนดาบ เป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลสาบ มีสีแดงสดใส ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการเที่ยวฮานอย ถนน 36 สาย หรือ 36 เฝอเฟือง พิกัด: 36 Streets Old Quarter แหล่งช้อปปิ้งในฮานอย ย่านโบราณที่มีชื่อเสียงทางด้านงานหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองมีอายุยาวนานกว่า 600 ปี ที่ ย่านนี้ เป็นย่านค้าขายที่คึกคักด้วยสินค้าหลากหลายชนิด ทั้งของกิน เสื้อผ้า และของที่ระลึกที่เป็นทั้งผ้าไหม กระเป๋า โดยจะแบ่งออกเป็นถนนสายต่างๆ ทั้ง 36 สาย ตามชื่อถนน 36 สาย อย่างเช่น ถนนเสื้อผ้าก็จะเป็นเสื้อผ้าตลอดทั้งสายให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวฮานอยสามารถเดินเลือกซื้อเลือกชมกันอย่างจุใจ เดินช้อปปิ้งกันได้ทั้งวัน วันที่ 3 เมืองนิงบิงห์ พิกัด: Ninh Binh วันสุดท้ายก่อนกลับ เราจะเดินทางไปเมืองนิงบิงห์กัน นิงบิงห์ อยู่ทางตอนใต้ของเมืองฮานอย ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงจากฮานอย ฮาลอง เพื่อที่จะไป ล่องเรือนิงห์บิงห์ หรือ ฮาลองบก ฮาลองบก เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนิงบิ่งห์ มีทั้งธรรมชาติที่สวยงามของยอดเขาหินปูน แม่น้ำหลายสายไหลลัดเลาะ และถูกล้อมรอบด้วยผาสูงชัน จึงทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามน่าชม และยังมีร่องรอยทางโบราณคดีที่เผยให้เห็นการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์สมัย โบราณ ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ครบแล้วสำหรับทริปเที่ยวฮานอย 3 วัน 2 คืน จริงๆแล้วสถานที่เที่ยวฮานอยยังมีให้ได้ไปเยือนอีกมากมาย เต็มอิ่มแบบจุใจในงบที่ไม่บานปลาย วันลาน้อยก็ไปได้ แถมราคาตั๋วเครื่องบินและทัวร์ฮานอยก็ไม่แพง ใครพร้อมแล้วจอง ทัวร์เวียดนาม “เที่ยวฮานอย” กับ ทัวร์ครับ ได้เลย
ตึกไทเป 101 ไปเที่ยวไต้หวันต้องห้ามพลาด
พาเที่ยว
ตึกไทเป 101 ไปเที่ยวไต้หวันต้องห้ามพลาด
แน่นอนว่า จุดหมายปลายทางหนึ่งของการมาเที่ยวไต้หวันของใครๆหลายๆคน คือการได้มาตะลอนกิน ช้อปปิ้ง และเที่ยวธรรมชาติไต้หวัน ที่สวยงามไม่แพ้กับญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะไต้หวันนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ญี่ปุ่นน้อย นั่นเอง และแน่นอนว่าถ้ามาเที่ยวไต้หวันแล้วต้องไม่พลาดที่จะมาเยือนตึกไทเป 101 แลนด์มาร์กแรกที่ต้องมาเช็คอิน วันนี้ ทัวร์ครับ จะพามารู้จักตึกไทเป 101 กันดีกว่าว่าทำไมถึงต้องไปเที่ยวตึกไทเป 101 แห่งนี้ ตึกไทเป 101 ที่ไต้หวัน แผนที่: Taipei 101 ตึกไทเป 101 เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กหลักของเมืองไทเป เป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวัน และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก (เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกแต่ปัจจุบันโดนตึก Burj Khalifa ของ Dubai แย่งตำแหน่งไป) นอกจากจะเคยครองสถิติเรื่องความสูงของตึกแล้ว ก็ยังเคยได้ครอบครองสถิติ ลิฟท์ที่เร็วที่สุดด้วยนะครับ โดยตึกไทเป 101 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเมื่อมาเยือนไทเปประเทศไต้หวัน ด้านบนจะมีจุดชมวิวในร่มที่ชั้น 89 โดยที่ชั้น 5 จะมีเค้าเตอร์ขายตั๋วสำหรับขึ้นลิฟท์ไปยังจุดชมวิวที่ชั้น 89 ที่เรียกว่า Taipei 101 Observatory บัตรราคาใบละ 400 NT ภายในลิฟท์จะมีหน้าจอที่เพดานลิฟท์ทำเหมือนว่าเรากำลังพุ่งออกไปในอวกาศให้ชมระหว่างอยู่ในลิฟท์ด้วย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ขึ้นมาถึงชั้น 89 ซึ่งเป็นชั้นชมวิวกว้างๆอยู่ในอาคาร จากนี้จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปที่ลานชมวิวกลางแจ้งที่ชั้น 91 ได้ด้วย และสามารถเดินลงที่ชั้น 88 เพื่อไปดูลูกตุ้มยักษ์ Wind Damper ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวของตึกไทเป 101 เมื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและลมพายุ รับรองว่ามั่นคงไม่พังลงมาง่ายๆแน่นอนครับ ทำไมต้องชื่อ 101 ?? นั่นเป็นเพราะตึกไทเป 101 มีทั้งหมด 101 ชั้นตามชื่อนั่นเอง แถมชั้นใต้ดินอีก 5 ชั้น ซึ่งจะเป็นส่วนของห้างสรรพสินค้าที่ขายของแบรนด์เนม ร้านค้าร้านอาหารต่างๆ นอกจากนี้แล้ว 101 ก็ยังมีความหมายว่า วันที่ 1 เดือน 1 คือวันปีใหม่ เป็นวันที่ตึกไทเป 101 เริ่มเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก นับเป็นวันมงคลที่ได้เริ่มสิ่งใหม่ของปี และเลข 0 เลข 1 เป็นเลขที่สื่อถึงความเป็น ดิจิตอล เทคโนโลยีอีกด้วย การเดินทางไป ตึกไทเป 101 วิธีง่ายที่สุดคือการนั่ง MRT สายสีฟ้า ลงที่สถานี Taipei City Hall บอกต่อมุมถ่ายรูปนอก ตึกไทเป 101 1.มุมถ่ายรูปบนเขาเซี่ยงซาน หรือ เขาช้าง แผนที่: Xiangshan Elephant Moutain, 象山 จุดถ่ายภาพตึกไทเป 101 ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในไต้หวัน คือการเดินขึ้นไปบนภูเขาช้างหรือภูเขาเซี่ยงซาน นั่นเองครับ แต่อาจเป็นจุดที่เพื่อนๆต้องออกแรงกันสักเล็กน้อย เพราะกว่าจะไปถึงนั้นจะต้องเดินขึ้นไปตามทางเดินบนภูเขา เพื่อไปถึงจุดที่สูงพอที่จะถ่ายรูปตึกไทเป 101 ได้ 2.โรงแรมแชงกรีล่าi ชั้น 43 แผนที่: Shangrila Taipei Hotel เป็นจุดถ่ายภาพจากชั้น 43 ของโรงแรมแชงกรีล่า ไทเป ด้วยตำแหน่งและความสูงของโรงแรมที่ไม่มีตึกสูงอื่นๆ มาบดบัง ทำให้สามารถมองเห็นตึก Taipei 101 และวิวทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบได้อย่างสวยงาม และเห็นตึกไทเป 101 ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับมีแนวภูเขาเซี่ยงซานเป็นฉากหลังด้วย แต่คนที่จะไปถ่ายมุมนี้ได้ต้องเป็นแขกของโรงแรมเท่านั้น 3.มุมถ่ายภาพจากสะพานลอยบนถนนย่านซินยี่ แผนที่: Xinyi District สำหรับเพื่อนๆคนไหน ที่อยากได้มุมถ่ายภาพกลางคืนของตึกไทเป 101 และแสงไฟจากรถสวยๆ จากรถยนต์บนท้องถนนประกอบด้วย แนะนำไปที่บริเวณถนนซินยี่ ถนนสายหลักที่ยาวตรงไปสู่ตึกไทเป 101 มุมที่เป็นไฮไลท์คือจุดบนสะพานลอยที่เราสามารถเดินขึ้นไปถ่ายภาพจากมุมสูงได้อย่างสวยงามและปลอดภัย ใครที่พกขาตั้งกล้องไปด้วยก็ระวังกันด้วยนะครับเพราะบนสะพานลอยก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะพอสมควร สถานที่เที่ยวใกล้ ตึกไทเป 101 1.ชานมไข่มุกไต้หวันชุนสุ่ยถัง พิกัด: Chun Shui Tang; 春水堂 สาขาชุนสุ่ยถังนี้อยู่ไม่ไกลจากตึกไทเป 101 ถูกขนานนามว่าเป็นต้นตำรับชานมไข่มุกร้านแรกในไต้หวัน มีความหลากหลาย ตัวชาก็มีให้เลือกมากกว่า 20 เมนู แถมยังมีเมนูบะหมี่ ข้าว ของกินเล่น ของว่างอีกเพียบ น่าลองไปหมด โดยสาขาชุนสุ่ยถังนี้อยู่ไม่ไกลจากตึกไทเป 101 แนะนําว่าให้มาสแกน QR Code จองคิวที่หน้าร้านก่อน จะได้ไม่ต้องรอนาน 2.แหล่งชอปปิ้งย่านซินยี่ แผนที่: Xinyi Shopping District แหล่งชอปปิ้งย่านซินยี่ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหารและแหล่งความบันเทิงที่ทันสมัยที่สุดในไทเป เป็นย่านที่เหล่านักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการชอปปิ้งที่มองหาสินค้ามีระดับหลากหลายชนิดไม่ควรพลาด ทั้งของแบรนด์เนม แฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รวมไปถึงร้านอาหารของกินต่างๆใครเป็นสายช้อปปิ้งไม่ควรพลาดย่านนี้เลยล่ะ 3. เขาเซี่ยงซาน แผนที่: Xiangshan Elephant Moutain ตั้งอยู่ชานเมืองไทเป ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเมืองไทเป ได้สวยงามอลังการ ช่วงไฮไลท์ที่เหมาะกับการขึ้นเขาเซียงชานคือช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเพราะแสงช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะตกไปทางด้านหลังตึกไทเป 101 บอกเลยว่าสวยมากราวกับภาพวาด แต่รูปที่สวยงามนั้น ก็ต้องแลกกับความเหนื่อยในการเดินขึ้นเขา ซึ่งทางขึ้นเขาเซียงซานจะเป็นบันไดหลายขั้นตลอดทาง ระยะทางประมาณ 600 เมตร ใช้เวลาขึ้นเขาแค่ 20 นาที ไม่นานเลยใช่มั้ยล่ะครับ เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลเที่ยวตึกไทเป 101 ประเทศไต้หวัน ตึกไทเปนั้นสามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าใครอยากไปชมความอลังการแสงสีเสียงของตึกไทเป101 ทัวร์ครับก็แนะนำให้ลองไปช่วงปีใหม่กันดูนะครับ และก็ครับก็มีทัวร์ไต้หวันเที่ยวตึกไทเปและสถานที่น่าสนใจอีกมากมายมาแนะนำ ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปเที่ยวไต้หวันกันเลย ทัวร์ไต้หวัน ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้น9,999 บาท