ทัวร์ครับพากิน
ทัวร์ครับพาตะลอนกิน ย่านร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้งเมนูเด็ดของแต่ละประเทศที่ไม่ควรพลาด
ครบรอบไปไหนดี ! แนะนำ 10 Rooftop บนดาดฟ้า สวีทไปกว่านี้ไม่มีแล้ว
พากิน
ครบรอบไปไหนดี ! แนะนำ 10 Rooftop บนดาดฟ้า สวีทไปกว่านี้ไม่มีแล้ว
1.Red Sky : ราชประสงค์ หากใครอยากไปดินเนอร์ที่รูฟท็อปใจกลางเมือง ก็ต้องที่นี่เลยค่ะ เพราะร้าน Res Sky ตั้งอยู่บนชั้น 55 ของโรงแรม Centara Grand at CentralWorld นั่นเอง แล้วบอกเลยว่าวิวของที่นี่เป็นแบบ 360 องศาเลยทีเดียว แถมอาหารยังอร่อยมาก ทั้งอาหารไทย และอาหารฟิวชั่น บอกเลยว่าเหมาะสมกับการดินเนอร์ในมื้อค่ำวันวาเลนไทน์สุดๆครับ 2. Park Society : สาทร บนชั้น 29 และ 30 ของโรงแรม So Sofitel สาทร คือที่ตั้งของ Park Society ร้านอาหารและบาร์ที่มีอาหารทานง่าย รสชาติอร่อย และเดินทางสะดวกอีกด้วย วิวของร้านนี้คือสีสันไฟของตึกหลากหลายที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และสวนลุมพินี ปอดใหญ่ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ เราครับ ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติกแบบนี้ รีบจองโต๊ะนะครับ 3. Octave : ทองหล่อ เค้าว่ากันว่าที่นี่คือหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามที่สุดของกรุงเทพฯ เลยนะครับ เพราะตั้งอยู่บนชั้น 45 - 46 ของโรงแรม Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit 57 และยังมีชั้น 49 อีกที่ไว้สำหรับนักดื่มโดยเฉพาะ เมนูของที่นี่อาจจะมีให้เลือกไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นอาหารสไตล์เอเชียนฟิวชั่นให้ทานคู่กับค็อกเทล แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเมนูของที่นี่ทุกจาน เชฟรังสรรค์มาเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ 4. Three Sixty : เจริญนคร เอาใจชาวฝั่งธนกันบ้าง กับร้านอาหารรูฟท็อปวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บอกเลยว่าวิวสวยไม่แพ้ร้านรูฟท็อปใจกลางเมืองเลยล่ะครับ ร้านตั้งอยู่บนชั้น 31 - 32 ของโรงแรม Millenium Hilton และพิเศษตรงที่สามารถเลือกนั่งได้ 2 ฝั่งตามใจชอบ คือฝั่งพระนครที่เป็นวัดต่างๆ และฝั่งสาธรที่เป็นตึกสูง สำหรับอาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย เสิร์ฟเป็นคอร์ส และราคาไม่แพงอย่างที่คิดครับ 5. The Speakeasy : หลังสวน หากใครชอบทานอาหารยุโรป อาหารฝรั่งเศส อยากบอกว่าจองร้านนี้ด่วนๆ เพราะบนชั้น 24 - 25 ของ Hotel Muse Bangkok กับร้าน The Speakeasy คือร้านที่เหมาะสมมากๆ ที่จะมาดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆ และอาหารรสชาติอร่อย นอกจากนี้ค็อกเทลของที่ดีก็เริ่ดมากๆ บวกเข้ากับเพลงเพราะๆ ที่ดีเจเปิด จะกลายเป็นมื้อที่ฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ cr. https://hotelmusebangkok.com 6. Above Eleven : นานา ถึงจะชื่อ Above Eleven แต่ร้านนี้ก็อยู่ชั้นสูงกว่านั้นเยอะ เพราะอยู่ที่ชั้น 33 ของโรงแรมเฟรเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 11 ครับ ที่นี่เสิร์ฟอาหารที่เรียกว่า นิเคอิ เป็นการผสมผสานอาหารญี่ปุ่นและเปรู ที่เข้ากันได้ดีและลงตัวมากๆ เลยล่ะครับ และยังเป็นร้านรูฟท็อปชื่อดังอันดับต้นๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นใครเล็งร้านนี้ไว้อย่ารอช้านะครับ รีบยกหูขึ้นมาโทรไปจองด่วนๆ เลย cr. https://www.timeout.com 7. Sirocco & Sky Bar : เจริญกรุง อีกหนึ่งร้านรูฟท็อปชื่อดัง ที่ถ้าหากอยากไปสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ และมื้อค่ำแสนอร่อยต้องรีบจองคิวแต่เนิ่นๆ มาที่นี่จะได้เห็นวิวสวยสะใจ เพราะตั้งอยู่บนชั้น 63 ของโรงแรมเลอบัวครับ ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียน ที่บอกได้เลยว่ารสชาติดีมากๆ จนเป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ดังนั้นจะรอช้าอยู่ไยคะ รีบโทรไปจองโต๊ะด่วน! cr. https://www.timeout.com 8. Vertigo and Moon Bar : สาทร ร้านรูฟท็อปสุดยอดของความโรแมนติด เหมาะกับคู่รักที่สุดแล้วในย่านนี้! เพราะทุกโต๊ะของ Vertigo and Moon Bar นั้นจะถูกตกแต่งด้วยเทียนไข สร้างบรรยากาศสุดโรแมนติกได้เป็นอย่างดี ทั้งอาหารไทยแบบฟิวชั่น ทั้งค็อกเทลหลากหลายเมนู รวมไปถึงการบริการแบบ Professional จะช่วยให้มื้อค่ำสุดพิเศษบนชั้น 61 ของโรงแรมบันยันทรี กลายเป็นมื้อที่ลืมไม่ลงเลยครับ cr.http://www.bangkok.com 9. Brewski : วัฒนา หากใครไม่ใช่สายค็อกเทล แต่เป็นสายคราฟต์เบียร์ ก็ต้องที่นี่เลยครับ เพราะบนชั้น 30 ของโรงแรม Radisson Blu Hotel เป็นบาร์ที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มลองคราฟต์เบียร์ถึง 12 แท็บที่ส่งมาจากทุกมุมโลก ไปพร้อมๆ กับอาหารไทย และอาหารยุโรปฟิวชั่น รวมไปถึงบรรยากาศโรแมนติก วิวสวยๆ บนตึกสูงย่านอโศก เพลิดเพลินบรรเทิงใจสุดๆ 10. Sky View : เกษตร - นวมินทร์ ปิดท้ายกันที่รูฟท็อปโซนกรุงเทพฯ ชั้นนอกกันบ้าง หากใครมองหาร้านอาหารรูฟท็อปที่เป็นวิวกว้างๆ ไม่ใช่วิวตึกสูงใจกลางเมืองก็ต้องที่นี่เลย แต่ขอบอกก่อนว่าที่นี่จะเน้นไปที่การดื่ม จำพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือค็อกเทลมากกว่า ส่วนอาหารจะเสิร์ฟเป็นพวกสแน็ค หรือของทานเล่น เพราะฉะนั้นหากใครเน้นทานข้าว ร้านนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่นะครับ และนี่ก็เป็น 10 ร้าน Rooftop ที่ทัวร์ครับนำมาฝากกัน เพื่อนๆ คนไหนอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติก เติมความหวาน โชว์ความสวีทกับคนรักในวันครบรอบก็จัดไปอย่าให้เสีย!
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน
พากิน
ยุโรป
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน
วันนี้ใครที่กำลังมีแพลนจะไปยุโรป เปิดมาเจอบทความนี้ถูกต้องแล้วครับ เพราะเราจะยกร้านอาหารชื่อดังในยุโรป ที่คนไทยเรานิยมไปทานกันและกลับมารีวิวเพียบ มาแนะนำให้รู้จักกัน ลองอ่านดูแล้วเลือกสัก 2 - 3 ร้านไปใส่ลงในแพลนด้วยนะ 1.Burger & Lobster : อังกฤษ เปิดมาที่ร้านแรก กับร้านชื่อดังในประเทศอังกฤษ ที่ดังถึงขนาดมาเปิดที่ไทยกันแล้วเลยทีเดียว! เป็นร้านง่ายๆ มีเมนูเพียง 4 เมนู ในราคา 20 ปอนด์ คือพวกเบอร์เกอร์ต่างๆ แต่ที่แนะนำสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นเมนูตามชื่อร้านอย่าง Lobster Roll ครับ จะเป็นล็อบสเตอร์อบมาในขนมปังกรอบๆ รสชาติหวานหอม ฉ่ำๆ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดจริงๆ นะครับ Website : https://www.burgerandlobster.com 2. Duck & Waffles : อังกฤษ ยังอยู่กันที่อังกฤษแต่ครั้งนี้จะพามาเยือนร้านอาหารที่ได้เห็นวิวของลอนดอนได้ทั่ว เพราะตั้งอยู่บนชั้น 40 นั่นเองครับ! เมนูโดดเด่นที่ใครมาก็ต้องสั่งเลยก็คือ "สะโพกเป็ด" ที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟมาบนวาฟเฟิลนุ่มๆ หอมๆ ราดด้วยซอสเมเปิ้ลเข้ากันดี๊ดี ทานไปชมวิวไป ฟินยกกำลังสิบไปเลยครับ cr.http://curious-london.co.uk 3. Nando’s : อังกฤษ ร้านดังในยุโรป ไก่ย่างสไตล์ PiriPiri แบบที่ขายกันในบ้านเรานี่แหละครับ แต่บอกเลยว่าที่อังกฤษรสชาติจะถึงเนื้อมากกว่า ที่นี่เราสามารถเลือกได้ตามที่เราชอบ เช่น ไก่ไซส์ไหน (มีตั้งแต่ครึ่งตัว เต็มตัว หรือหนึ่งส่วนสี่ของตัว) แล้วตามด้วยเลือกเครื่องเคียง เช่น มันบด หรือ chips แล้วปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มครับ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วยนะ อยากให้ลองไปชิมดูครับ cr.bunnipunch.co.uk 4. Godiva Chocolate Cafe’ : อังกฤษ มาที่ร้านดังในยุโรปของหวาน ณ ประเทศอังกฤษกันบ้าง ร้านนี้ตั้งอยู่บนห้างหรู Harrod’s ที่ส่งกลิ่นหอมทันทีที่เดินผ่าน ใครจะอดใจไหวไม่แวะคงไม่ได้นะครับ ซึ่งร้านนี้นำช็อกโกแลตชื่อดังสัญชาติเบลเยี่ยมมารังสรรค์เป็นเมนูของหวานมากมาย โดยมีช็อกโกแลต Godiva แทรกตัวอยู่ในทุกๆ เมนู ที่เราพอจะแนะนำได้ก็คือ Godiva Milk Chocolate Sin Cake และ Crepe Mikado with Vanilla Ice Cream and Warm Chocolate Sauce ที่อร่อยสุดๆ ใครเป็น Chocolatr Lover ต้องไม่พลาดร้านนี้เลยจริงๆ cr.godivachocolates.co.uk 5. Huitrerie Regis : ฝรั่งเศส ข้ามมาที่ประเทศฝรั่งเศสกันกับร้านดังในยุโรปร้านแรกที่ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ รองรับได้เพียง 6 โต๊ะ แต่ก็ติด 1 ใน 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในปารีสเลยล่ะครับ เมนูขึ้นชื่อของทางร้าน ที่ไม่ว่ามองไปโต๊ะไหนก็จะเห็นคนสั่งกันทุกโต๊ะนั่นก็คือ Les Fines de Claires หรือ Oyster ชั้นดีที่เสิร์ฟมาบนถาดน้ำแข็ง ขอบอกเลยว่า สด หวาน หอมสุดๆ ลืมหอยนางรมที่ทานที่บ้านเราไปได้เลยจ้า 6. Chez Julien : ฝรั่งเศส มาเสพความหรูหรากับร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1870 ด้านในตกแต่งด้วยสถาปัตกรรมสไตล์อาร์ตนูโว ที่เน้นกระจกบานใหญ่ๆ และการแกะสลักขอบกำแพงและเพดาน อาหารที่นี่จะเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไล่มาตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงของหวานในสไตล์ฝรั่งเศส ราคาเริ่มต้นที่ 26 ยูโร ซึ่งบอกเลยว่าถ้าไม่อยากพลาด แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าเพราะร้านนี้คนเยอะจริงๆ ครับ cr.huitrerie-regis.com 7. Laduree’ : ฝรั่งเศส ร้านนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะว่าโด่งดังจนมาเปิดสาขาที่เมืองไทยเลยล่ะครับ เป็นร้าน Afternoon Tea สไตล์ Parisian ที่นอกจากจะมีชาหอมๆ ให้เราได้ฟินแล้ว ยังมีมาการองรสเริศที่ดังมากๆ และเป็นที่ถูกอกถูกใจของหลายๆ คน และแน่นอนว่าในช่วงยามบ่ายแล้วนั้นคงไม่มีอะไรเพอร์เฟคไปกว่าการนั่งจิบชา พร้อมชมวิวประตูชัยอันยิ่งใหญ่ตรงหน้า 8. Io e Valter Pizzeria Le Torri : อิตาลี มาอิตาลีทั้งที หนึ่งเมนูต้องห้ามพลาด ถ้าพลาดถือว่าผิด นั่นก็คือ พิซซ่า ครับ และสำหรับร้านนี้นั้นถือได้ว่าเป็นร้านพิซซ่าที่ทั้งคนอิตาเลี่ยนเอง และนักท่องเที่ยวต่างก็ชอบกันทั้งนั้น เพราะมีพิซซ่าให้เลือกหลากหลายหน้ามากๆ บวกกับแป้งสูตรเฉพาะของทางร้านที่เข้ากันดี๊ดี บอกเลยว่าฟินมากกกกก 9. Pipero al Rex : อิตาลี นอกจากพิซซ่าแล้ว อีกหนึ่งเมนูที่ต่างทานเมื่อมาอิตาลีก็คือ "สปาเกตตีคาโบนาร่า" ครับ ซึ่งบอกเลยว่า ลืมรสชาติของสปาเกตตีคาโบนาร่าแบบบ้านเราไปเลย เพราะนี่คือ Original Taste แบบแท้ๆ ซึ่งร้านนี้จะมีสูตรพิเศษเฉพาะตัวนั่นก็คือ การอุ่นส่วนผสมของไข่แดง และเครื่องปรุงต่างๆ พอร้อนแล้วก็นำมาคลุกกับเส้นพาสต้า แล้วโรยด้วยเบคอนแก้มหมู ตักเข้าปากทีมีแต่ฟิน! 10. Pane e Salame : อิตาลี ใครต่อคิวไหวไปก่อนเลย เพราะร้านสุดท้ายที่เรานำมาแนะนำนี้ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แค่คนเยอะมากกกก ไปช่วงบ่ายๆ ไม่ต้องแปลกใจนะครับถ้าเห็นคนต่อคิวจนล้นออกมานอกร้าน สำหรับเมนูเด็ดต้องลองชิมเลยก็คือ Pannini and Salami หรือ ขนมปังอบกรอบ (คล้ายๆ แซนด์วิช) และซาลามิหรือไส้กรอกแห้งนั่นเอง ทานคู่กับชีสและไวน์ ได้อารมณ์ของอิตาลีสุดๆ ครับ จดชื่อไปบ้างแล้วใช่ไหมครับ? กับ 10 ร้านอาหารดังในยุโรปที่ทัวร์ครับนำมาแนะนำกัน ไปเที่ยวยุโรปทั้งที อย่าพลาดทานอาหารพื้นเมือง และร้านดังสุดแสนอร่อยกัน เที่ยวให้สนุกครับ ~ แนะนำ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<
 7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด
พากิน
ญี่ปุ่น
7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด
ด้วยเหตุนี้จึงมีร้านกาแฟและโรงคั่วกาแฟมากมายในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรุงโตเกียวที่มีวัฒนธรรมกาแฟอันหลากหลายให้เลือกสรรกันแบบคาเฟ่ฮอปเปอร์ต้องกรี๊ดดดด แล้วมาตามมาตำกันด่วน อย่ารอช้าไปดูกันเลยจ้า 1. น้อยแต่มากต้องยกให้ร้านนี้ KOFFEE MAMEYA ร้านหมอกาแฟเพราะคนชงใส่ชุดเหมือนหมอไม่ใช่อะไรหรอก 5555 ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เดิมของ Ometosando Cafe ร้านคนที่คลั่งกาแฟน่าจะรู้จักกันดี ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นร้าน KOFFEE MAMEYA ที่นี่มีเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก และทั้งในญี่ปุ่น คั่วในญี่ปุ่นก็มี หรือคั่วเองในร้านก็มี สายกาแฟของจริง คอนเซปของร้านก็เท่สุดๆ ไปเลย แถมคนชงก็มีกันแค่ 2 คน แต่ฝีมือเฉียบไม่ธรรมดา เน้นวัตถุดิบ กรรมวิธีเน้นๆ น้อยแต่มากของแท้ โดยพื้นหลังของจะจัดกาแฟไล่สีตามระดับความเข้มของการคั่ว เท่มาก เวลาสั่งก็จะมีเมล็ดกาแฟให้เลือกเราก็เลือกวิธีชง เขาก็จะทำให้ดูเลย เวลาเขาดริป เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านนี้ เพราะขนาดร้านไม่ใหญ่มากทำให้ใกล้ชิดกับคนชงแบบสุดๆ ถึงจะพูดกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็เถอะแต่แค่ดูเขาดริปกาแฟก็ฟินไประดับ 10 แล้ว ญี่ปุ่นนี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความประณีตของกรรมวิธีต่างๆ จริงๆ นะต้องให้ วิธีเดินทาง : นั่ง Tokyo Metro สาย Z-Hanzomon (สีม่วง), C-Chiyoda (สีเขียว), สาย G-Ginza (สีส้ม) ลงสถานี Z02, C04, G02 - Omote-sando https://en.goodcoffee.me/column/vaughan/the-opening-of-koffee-mameya/ 2. SINGLE O TASTING BAR ร้านกาแฟคนชิคในโตเกียว เป็นแบบคอฟฟี่บาร์เหมือนที่บ้านเราฮิตๆกันอยู่ช่วงนี้ ตั้งอยู่ในย่าน Ryogoku ร้านนี้จริงๆแล้วเป็นโรงคั่วกาแฟเล็กๆมาก่อนเพิ่งจะมาเปิดเป็นคาเฟ่ให้คนได้เข้ามาชิมกันเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังเปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ คือ เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ เท่านั้น ใครอยากชิมก็ต้องจัดตารางวางแผนให้ดีจะได้ไม่พลาดกันนะจ๊ะ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟนั้นนนไม่ต้องสืบจ้า เพราะคั่วเอง ชงเอง หอมกรุ่น สดใหม่แน่นอน ใครคอกาแฟต้องเลิฟร้านนี้แน่นอน เมนูแนะนำ ขอยกให้เป็นลาเต้ เพราะเขาให้เมล็ดของ SINGLE O ที่นำเข้าจากออสเตรเลียทำให้มีการชงลาเต้ร้อนในแบบฉบับออสเตรเลีย ที่แปลกใหม่และหาทานได้ยาก อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันรับรองติดใจแน่นอน วิธีเดินทาง JR East : นั่งรถไฟสาย JB-Chuo-Sobu Line (สีเหลือง) ลงสถานี JB21-Ryogoku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro (Toei Line) สาย E-Oedo (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี E12-Ryogoku http://singleo.com.au/news/coffee-adventure-japan/ 3. AMAMERIA COFFEE ROASTERS คอกาแฟพันธุ์แท้ของโตเกียวต้องรู้จักร้านนี้ เพราะ Toshiaki Ishii ที่ก่อตั้งร้านนี้เป็นบุคคลสำคัญแถวหน้าในวงการกาแฟญี่ปุ่น ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำโรงคั่วเองตั้งอยู่ในชุมชนที่เงียบสงบ หากไม่ได้ตั้งใจไปกินจริงๆ อาจจะหาไม่เจอเพราะไม่ได้อยู่ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ เท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นสายกาแฟของแท้ เราขอแนะนำร้านนี้ว่าควรมามากๆ ที่ร้านมีเพียงเก้าอี้ยาวเล็กๆ ให้นั่งจิบกาแฟ เก๋ๆ เป็นเอกลักษณ์ของร้านเขาเลยล่ะ ทีเด็ดของโรงคั่วนี้ก็คือ Aroma Testing โซนให้ทดลองดมกลิ่นกาแฟ เราสามารถเลือกกลิ่นที่ชอบแล้วซื้อกลับบ้านบ้านได้เลย หรือจะเอาไปเป็นของฝากก็เก๋ดูดีมีรสนิยมไปอีก ในเรื่องของรสชาติเราขอแนะนำเมนูที่ต้องลองคือกาแฟดริปที่ชงแบบ Pour Over ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยยิ่งถ้าได้ดมกลิ่นกาแฟก่อนด้วยแล้วยิ่งจินตนาการได้ล้ำลึกเป็นการกินกาแฟที่เต็มไปด้วยศิลปะจริงๆ วิธีเดินทาง Tokyu Line : จาก Shibuya (ต้นทาง) นั่งรถไฟสาย TY-Tokyu Toyoko Line (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro สาย F-Fukutoshin (สีน้ำตาล) ขบวนที่จะเปลี่ยนสู่สาย TY อัตโนมัติ (ปลายทางYokohama) แล้วลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/amameria-coffee-roaster/ 4. คาเฟ่ขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee ด้วยการรีโนเวททำให้สถาปัตยกรรมภายในร้านมีความเก๋แบบที่ร้านอื่นๆไม่มี เป็นคาเฟ่ดังมีต้นกำเนิดจากโอ๊คแลนด์ ซานฟราน อเมริกาและกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในโตเกียว ทำให้มีหลายสาขามากๆส่วนสาขาที่วันนี้เราจะไปกันก็คือ Aoyama แหล่งฮิปของโตเกียวบรรยากาศภายในร้านเป็นสีขาวสะอาดตา สบายๆ ด้านนอกมีต้นไม้ร่มรื่นคิดว่าสาวๆ น่าจะชอบร้านนี้กัน เพราะบาริสเตอร์เอ้ย ไม่ใช่เพราะด้วยกาแฟคุณภาพเยี่ยม บวกกับบรรยากาศร้านเก๋ๆให้ความรู้สึกสบาย เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : อยู่ในซอยตรงสถานี Omoto-Sando http://schemata.jp/blue-bottle-coffee-aoyama-cafe/ 5. Maruyama Coffee ร้านการแฟสายคั่วอ่อน สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆพอบอกว่าเป็น Single Origin Store ก็รู้เลยว่าเป็น Specialty Coffee จุดขายของร้านนี้จะเสิร์ฟแค่กาแฟ Single Origin จากหลากหลายแหล่งที่มาทั่วทุกมุมโลก ดีหน่อยที่มีคำอธิบายบอกรสสัมผัส คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกาแฟก็ยังพอจะเลือกกาแฟที่ถูกใจได้ไม่ยากนัก สามารถเลือกวิธีการชงได้มากมาย ทั้ง Espresso, Hand Drip, Syphonและ French Press ที่หาได้ยากมากๆ ยังไม่เคยเห็นที่ไทยเท่าไร ใครไปเราแนะนำการชงแบบ French Press เลยจ้า บรรยากาศก็สบายๆ สบายจิบกาแฟชิวๆ นั่งเล่นกับเพื่อนได้หลังช้อปปิ้งที่ Omotesando เสร็จ วิธีเดินทาง : เดินจากสถานี Omote-sando sta. exit A4 3 นาที https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/maruyama-coffee-omotesando-single-origin-store/ 6. Coffee Wrights คาเฟ่เอาใจเหล่าฮิปสเตอร์ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เท่ๆ ของ Yuki Muneshima ที่สาขาแรกสุดนั้นตั้งอยู่ในย่าน Sangenjaya ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านกาแฟดังของโตเกียว “THIS IS WHERE COFFEE WRIGHTS WORK” – นี่คือที่ที่นักทำกาแฟทำงาน คอนเซปของเขาล่ะ อารมณ์คล้ายๆ ร้านกาแฟแถวย่านอารีย์ เล็กๆ บรรยากาศน่ารัก ถ่ายรูปชิคกันได้ กาแฟดริปที่นี่ก็ขึ้นชื่อเช่นกันเราสามารถสั่งแล้วนั่งดูเขาทำได้ กาแฟของทางร้านจะเสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิกญี่ปุ่นให้กลิ่นอายความดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : ออกจากสถานี Sangenjaya Station แล้วเดินลัดเลาะชุมชนย่านการค้าไปไม่ไกลนัก https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/coffee-wrights/ 7.BEAR POND ESPRESSO ร้านกาแฟสายคั่วเข้มสายติสท์ อีกหนึ่งร้านที่คอกาแฟทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมนูยอดฮิตหลักๆก็คือ Angel Stain ขายวันละไม่กี่แก้วแล้วแต่อารมณ์ของเจ้าของร้าน อ่าว ติสท์ไปอีก แต่ถ้าใครได้ชิมล่ะก็บอกเลยว่าฟินมากก ต้องมาลองกันให้ได้ ยิ่งได้ยากยิ่งมีค่ามากล่ะ เขาว่ากัน 55555 บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยหน้าต่างไม้สีขาวและเครื่อง Espresso Machine สีขาวที่ตกแต่งเป็นลายเลอะสีด้วยสีน้ำมันสีแดง คอนเซปของร้านคงความเป็นเอกลักษณ์ ใครอยากลองลิ้มรสความเก๋า ขอเชิญร้านนี้ได้เลย วิธีเดินทาง : การเดินทางไปร้าน Bear pond espresso นั่งรถไฟไปลงสถานี Shimokitazawa ออกทาง north gate https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/bear-pond-espresso/
10 ร้านกาแฟเกาหลี บรรยากาศดีใน “ Seoul” ที่ห้ามพลาด
พากิน
เกาหลี
10 ร้านกาแฟเกาหลี บรรยากาศดีใน “ Seoul” ที่ห้ามพลาด
1. Cafe Skön เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นร้านกาแฟเกาหลีนี้ผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วเพราะเขาฮอทฮิตเหลือเกินน ตกแต่งเน้นสีขาว สะอาด สบายตาสไตล์โคเรียสไตล์ เฟอร์นิเจอร์ เป็นงานไม้คลีนๆ ยิ่งขนมอย่างโทสต์ของร้านนี้คือทีเด็ดที่ต้องโดน มันดีมากค่ะคุณขาอยากให้ลองทานจิบคู่กับกาแฟ เพลินๆเป็นอีกหนึ่งร้านที่ต้องจดลิสต์กันไว้เลย พิกัด : สถานี Hongik University ทางออก 3 แล้วเดินตาม Map ได้เลย https://cremenatsu.com/cafe/cafeinseoul/cafe-skon 2. BeamBalm ร้านกาแฟเกาหลี ไม่มีที่ไหนจะเหมาะกับถ่ายรูปไปมากกว่าร้านนี้อีกแล้ว BeamBalm ร้านธีม Galaxy x Cozy มันดีมากจริงๆที่ร้านจะมีโปรเจคเตอร์ฉายรูป เปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆให้เป็นแบคกราวนด์ถ่ายรูป โอ้ยยยดีงามมากกก เขาเริ่มฉายภาพตอนบ่ายสองเป็นต้นไปน้า ใครอยากมาถ่ายรูปก็กะเวลากันดีๆเดี๋ยวอดถ่ายแล้วจะคอตกกลับบ้านไม่ได้เด้ออ ที่ร้านตกแต่งเก๋ๆ ด้วยผ้ารกๆสีขาวๆ แต่รวมๆ กันเอ้ามีสไตล์เฉย ที่นี่ขนมจะน้อยนิดนึงเน้นไปทางเครื่องดื่ม กาแฟมากกว่า พิกัด : สถานี Sangsu ทางออก 4 เดิน 3 นาทีถึง 3. Green Mile Coffee คาเฟ่น้อยแต่มากมาอีกแล้วจ้าร้านมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น ชั้น 1 จะเป็นจุดรับออเดอร์ (espresso bar) ชั้นที่ 2เป็นที่นั่งดื่มกาแฟ (lounge) และชั้นที่ 3 เป็นดาดฟ้า (terrace)วันไหนแดดร่ม ลมดีเขาจะเปิดให้ขึ้นไปบนดาดกันด้วยเมนูที่อยากจะแนะนำทุกคนคือ Cafe Green Mile เครื่องดื่มร้อนถ้วย เป็นความเข้มข้นของชาเขียวและกาแฟที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบทานหวานเมนูพื้นฐานของที่นี่จะเป็นกาแฟ ราคาเริ่มต้นที่ 5,000 วอน พิกัด : ออกจากสถานี Anguk สาย 3 ประตูทางออก 2 เดินตรงมา10 นาที https://japaikorea.com/green-mile-coffee-bukchon/ 4. HOARD ร้านกาแฟเกาหลี คาเฟ่ซ่อนตัวอยู่ใน อาร์ตแกลเลอรี HOARD บรรยากาศตกแต่งร้านในสไตล์โบทานิกนอกจากรอบๆ ร้านจะกรุไปด้วยกระจกรอบด้านเพื่อรับแสงธรรมชาติแล้ว แถมมีต้นไม้ตามจุดต่างๆ เพิ่มความผ่อนคลาย แถมด้านบนยังมีงานศิลปะจัดแสดงให้ได้ขึ้นไปชมกันฟรีๆ ด้วย มาที่เดียวได้เที่ยวถึง 2 อย่างเลย อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระราชวังคยองบ๊กและอินซาดง ใครไปแถวนั้นลองแวะไปที่ร้านนี้กันได้จ้า และที่สำคัญไม่ควรพลาดบริเวณริมกระจกที่สามารถมองออกไปเห็นสวนแ ละตัวตึกแบบ เกาหลีโบราณ วิวก็ฟิน รสชาติก็ดี งานอาร์ตก็มีให้ดูดีขนาดนี้กากบาทดอกจันกันไว้เลยว่าควรมา พิกัด : สามารถลงสถานีฮันอ๊ก หรือ พระราชวังคยองบ๊กกุงแล้วเดินไปได้เลย https://www.mangoplate.com/en/restaurants/s7_D_KlJbBYZ 5. Cafe Onion คาเฟ่หัวหอม ร้านกาแฟเกาหลีที่ไม่ได้มีหัวหอมแต่อย่างใดเราชอบการตกแต่งของร้านนี้มากมันไม่ได้ฟรุ้งฟริ้งแบบร้านอื่นๆแล้วที่นี่จะตกแต่งแบบสไตล์ดิบเท่ในแบบอินดัสเทรียลเน้นโชว์โครงสร้างตัดกับงานสเตนเลสขัดเงาแถมเรื่องรสชาติของอาหารก็ไม่เป็นสองรองใครเพราะนางอบเบอเกอรี่สดๆใหม่ๆ ทุกวัน หอมฟุ้งชวนชิมมากๆ เมนูแนะนำเราขอยกให้ตัวนี้เจ้าPandoro ขนมปังทรงสูงที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำตาลไอซิ่งทานคู่กับกาแฟร้อนๆ รับรองว่าฟินอย่าบอกใคร พิกัด : สถานี Seongsu ทางออก 2 https://www.chilloutkorea.com/cafe-onion-seoul/ 6. 1LDK Seoul อีกหนึ่งคาเฟ่สไตล์เกาหลีจ๋าๆเลยที่คุณผู้หญิงทั้งหลายน่าจะชอบและกากบาทตัวใหญ่ว่า ต้องมาให้ได้!! 1LDK เป็นร้านกาแฟเกาหลีช็อปไลฟ์สไตล์แบรนด์จากโตเกียวแต่มีคาเฟ่อยู่ภายในด้วยที่ร้านตกแต่งเน้นโทนสีขาว ตัดกับของตกแต่งสีสันสดใสน่ารักทุกโต๊ะประดับด้วยดอกฟลามิงโก แพลนท์ พร้อมกับผลส้มและลูกเลมอนอารมณ์ทรอปิคอล สุดๆ ส่วนเมนูแนะนำทางเราให้เป็น Cream Mocha ซึ่งเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านไปทั้งทีอย่าลืมไปลองชิมกาแฟกันด้วยน้า พิกัด : สถานี Apgujeong Rodeo ทางออก 4 7. CETU ร้านนี้คือถ้าทุกคนเห็นรูปก็ต้องร้องอ๋อกันเลยทีเดียวเพราะมีรูปให้เห็นกันตามไอจีเอย Pinterest เอยเต็มไปหมดฤกษ์งามยามดีไปเกาหลีทั้งทีจะพลาดร้านเด็ดขนาดนี้ได้ยังไง อันไหนใครว่าดีเราต้องไป! ทางเข้าก็แบบ นี่เหรอคาเฟ่ขึ้นต่อไปจะเจอประตูสีขาวปิดไว้ พร้อมป้ายแปะว่า CETU หายากนิดนึงแต่รับรองว่าคุ้มค่า เข้าไปก็ไม่มีอะไรมาก ตกแต่งด้วยผ้ารกๆ สีขาวเหมือนเดิม แต่โดยรวมคือดูดีนวลๆ ละมุนมากเว่อ อาหารก็หน้าตาน่ารักมีคอนเซปเกือบทุกอย่างยังไงก็ได้ภาพสวยๆกลับไปแน่นอนไม่ต้องห่วงเลย พิกัด : สถานี Euljiro 3(sam)-ga station Exit 3 https://medium.com/@jqsmin/5-cafes-in-seoul-2018-updated-3b3a62dddc8e 8. Zapangi ตามรอยพิมฐากันไปเลยจ้าจุดสังกตคือประตูร้านเป็นตู้กดชานม สีชมพูมุ้งมิ้งสุดๆภายในร้านก็เป็นธีเมอเมด สีชมพู เอาใจสาวๆ สายหวานเต็มหัวใจด้านในตกแต่งง่ายๆ มีต้นไม้ตรงกลางเพิ่มความสบายตาส่วนเมนูไฮไลท์มีกาแฟสด ชานม ทิรามิสุ และก็คัสตาร์ทผลไม้โฮมเมดหน้าตาน่ารักระดับสิบ มีเมนูสเปเชียลอย่าง Aurora (Mocha/Choco) ราคา 7,500 วอน พิกัด : นั่งรถไฟใต้ดินสาย6 ลงสถานี Mangwon ทางออก 2 เดินไปที่ร้าน 440 เมตร https://www.thereshegoesagain.org/zapangi-cafe/ 9. One in a Million อีกหนึ่งร้านดังอย่าง One in a Million ร้านสวย อปป้าดี บาริสต้าหล่อ รสชาติก็ดี โอ้โห พูดขนาดนี้ต้องรีบดิ่งไปแล้วป้ะ 55555 ร้านตกแต่งโทนชมพู ขาว หวานมาก ประดับด้วยต้นไม้ ลายหินอ่อน แอบบอกว่าร้านนี้ต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มตามจำนวนคนที่ไปถึงจะนั่งได้ มีแอบบังคับกันเล็กน้อย 555 แต่ก็เข้าใจเขาเพราะร้านดังคนก็เยอะ บางคนไปแค่ถ่ายรูปแต่แค่แก้วเดียวแบบนี้ก็ไม่ไหว ใจเขาใจเราแหละเนอะ แต่ร้านสวย น่าถ่ายรูปมากจริงๆ คอนเฟิร์มเลยย พิกัด : subway. Hangangjin Station Exit 3 https://www.bloglovin.com/blogs/style-hurricane-613497/seoul-one-in-a-million-cafepub-4877981758 10.Blüte Gardening Cafe ร้านสุดท้ายก่อนกลับอย่าง Blüte Gardening Cafe แนวคาเฟ่ในฝันของสาวๆ หลายคน ให้ความรู้สึกโรแมนติค มีความคล้ายยุโรป เป็น location ของซีรี่ส์ฮิตๆ หลายเรื่องของเกาหลีเลยเช่น Autumn in my Heart , Love Rain แต่ตอนนี้เปลี่ยนคอนเซปมาเป็น คาเฟ่ธีมสวน สไตส์วินเทจ ความผู้ดีอังกฤษเอยอะไรเอย ตกแต่งเต็มไปด้วยช่อดอกไม้ และต้นไม้ต่างๆ ดูสวยงามร่มรื่น เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อนชิวๆ ในวันที่ไม่เร่งรีบ มีสาขาที่อิแทวอน กับสาขาฮงแด ค่ะ อาหารในร้านก็จะเน้นไปที่ Brunch, อาหารว่าง และเครื่องดื่มต่างๆ จะกินเอาอิ่มเราก็ไม่ว่ากัน พิกัด : สาขาฮงแด รถไฟใต้ดินสาย 6 สีน้ำตาล ลงที่สถานีซังซู (Sangsu) อ่านต่อ >> ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง <<
10 ของกินต้องแวะชิม..เมื่อไปเที่ยว “ฮอกไกโด”
พากิน
ญี่ปุ่น
10 ของกินต้องแวะชิม..เมื่อไปเที่ยว “ฮอกไกโด”
แถมฮอกไกโดยังมีชื่อเสียงเรื่องของนมคนไทยอย่างเราน่าจะเคยเห็นผ่านมาตาบ้างอย่าง ร้าน Hokkaido ของบ้านเราที่ขึ้นชื่อเรื่องไอศรีมนม หอมๆ มันๆไม่เพียงเท่านั้นฮอกไกโดยังมีของกินอีกหลายอย่างที่ขึ้นชื่อวันนี้จะพาไปดูกัน 10 ของกินต้องแวะชิม..เมื่อไปเที่ยว “ฮอกไกโด” มีอะไรกันบ้างนะที่เราไม่ควรพลาดเมื่อไปฮอกไกโด ไปดูกันเลยยยย 1.ราเมน อากาศหนาวยะเยือกแบบนี้จะมีอะไรดีไปกว่า ราเมน ร้อนๆ สักชามซดน้ำให้โล่งคอ ถ้าใครแวะเวียนมาแถวฮอกไกโดล่ะก็จะได้เห็นร้านราเมนเรียงรายเต็มไปหมดไม่ต่างจากตัวเมืองหลักของญี่ปุ่น ถึงอย่างนั้นราเมนของฮอกไกโดก็มีจุดเด่น และเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่น ถ้ามาถึงที่นี่แล้วล่ะก็เราขอแนะนำร้าน Menya Saimi ราเมน ฮอกไกโด อันดับหนึ่งแห่ง Sapporo กับเมนูขึ้นชื่อของที่นี่อย่าง Saimi’s มิโสะราเมนสูตรของทางร้าน ความโดดเด่นของร้านนี้คือใช้เส้นโฮมเมดมีความเหนียวนุ่มเข้ากับน้ำซุปที่ ทำจากกระดูกส่วนต้นขาและส่วนข้อเท้าของหมู บวกกับสะโพกและขาไก่ พร้อมด้วยปลาแห้งเพิ่มรสชาติ ได้รสชาติที่ไม่เค็มและหวานจนเกินไปกับเส้นได้ดีอย่าบอกใครเชียวล่ะ เมนูเด็ด Saimi’s ราเมนซุปมิโสะ ร้าน Menya Saimi พิกัด : นั่งรถไฟ Toho Line มาลงสถานี Misono แล้วเดินอีก 5 นาที 2.ซูชิ ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลเพราะฉะนั้น ซูชิ คือหนึ่งคำตอบที่ควรดอกจันตัวใหญ่ๆ ไว้เลยว่ามาลองเถอะมันสดมากกก เพราะฮอกไกโดอยู่ในแหล่งน้ำทะเลเย็น มีหน้าซูชิให้เลือกหลากหลายบางหน้าเราก็ไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ร้านที่เราจะแนะนำในวันนี้เป็นร้านที่ได้มิชลิน 3 ดาว อย่าง ร้าน Tanabe Sushi Sapporo เมนูที่แนะนำได้แก่เมนูชุดซูชิ มีซูชิแบบฮอกไกโดหลายอย่าง เช่น เม่นทะเลสีม่วง ของหาทานได้ยาก หากสนใจเฉพาะซูชิอย่างเดียวก็มีประมาณ 10 คำ ราคา 10,000 เยน เมนูเด็ด เมนูชุดซูชิ ที่มีซูชิแบบฮอกไกโด พิกัด ร้านตั้งอยู่ใกล้สถานีซัปโปโร เยื้องกับโรงแรมเคโอพลาซ่าโฮเทล อยู่ในตึกRokkatei ชั้น9 3.นมฮอกไกโดและชีส ไม่พูดถึงคงไม่ได้อย่าง นมฮอกไกโด และชีส ของขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของเมืองฮอกไกโดที่ดังไปถึงแดนไทย เขาบอกว่าฮอกไกโดมีอากาศหนาวเย็นเลยทำให้วัวที่เลี้ยงในอากาศหนาวจะส่งผลให้การสร้างน้ำนมมีไขมันที่ดีเพิ่มมากกว่าปกติเลยอร่อยกว่าชาวบ้านเขาอะไรทำนองนั้น แนะนำเป็นยี่ห้อ Machi Mura Farm รสชาติหอมมัน ตามสไตล์นมฮอกไกโดพิเศษกว่ายี่ห้ออื่นตรงที่มีเข้มข้นมากกกกกก แถมยังมีประวัติของเจ้าของฟาร์มที่ยาวนานได้อารมณ์กินนมโชคชัยอะไร แบบนั้นเลย เมนูเด็ด Machi Mura Farm พิกัด : ร้านสะดวกซื้อทั่วไปในฮอกไกโด 4.Soft Cream มีนมไปแล้วเสตปถัดมาก็ต้อง Soft Cream อื้อหืออันนี้สาวๆ ต้องหลงรักเป็นแน่แท้ อากาศหนาวแค่ไหนเราก็จะสู้! รสชาติหอมๆ นุ่มๆ หวานๆ นอกเหนือจากรสนมยอดฮิตแล้วที่ฮอกไกโดก็ยังมี Soft Cream สำหรับช่วงฤดูกาลด้วย ไปลุ้นกันว่าช่วงนั้นจะเป็นเทศกาลอะไร จะกินก็ฟิน จะถ่ายรูปก็เก๋ แนะนำร้าน Otaru Rainbow Soft-cream จุดเด่นของที่นี่คือซอฟท์ครีม 7 สีไปเลยจ้ะนางไม่ได้มาเล่นๆ นะเออแถมรสชาติของแต่ละสีก็ต่างกันไปอีก ทั้งรสช็อคโกแลต, ลาเวนเดอร์, วนิลา, เมล่อน, ชาเขียว, สตรอเบอร์รี่และองุ่น ฟินๆ กันไป เมนูเด็ด Otaru Rainbow Tower Soft Cream พิกัด : ร้านนี้จะอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์เวนิซ คิตะอิจิ (KITAICHI Venetian Art Museum) 5. เจงกีสข่าน ใครคิดถึงหมูกระทะที่ไทยเราแนะนำเมนูนี้ เจงกีสข่าน นี่ไม่ใช่ชื่อคนแต่เป็นชื่อของ เนื้อแกะย่างบนเตากระทะร้อน อื้ออหืออกินของเย็นกันจนขนลุกไปแล้วเรามาต่อกันที่ของร้อนๆกันบ้างเรื่องปิ้งย่างไว้ใจเราเถอะมันดีจริงๆนะคุณ แนะนำร้านดังร้านนี้เลย Daruma Honten สาขาหลัก คนต่อแถวกันพรึบพรับแสดงว่าอร่อยจริงไม่มโนแอบบอกว่าทางร้านเขามีน้ำจิ้มสูตรเด็ดใครที่กลัวเรื่องความคาว หรือไม่เคยกินเนื้อแกะมาก่อน แนะนำมาร้านนี้เลย เมนูเด็ด Jingisukan พิกัด : ลงรถไฟที่สถานี Susukino แล้วเดินต่อ 3 นาที 6.ปูยักษ์ ปูฮอกไกโด ตัวใหญ่เบิ้มมมม มาถึงถิ่นทั้งทีเราจะพลาดได้ยังไงง ฮอกไกโดมีดีที่มีปูให้ทานได้ตลอดทั้งปี ทั้งปูทาราบะ ปูขน ปูซูไว เนื้อปูแน่นๆ เนื้อหวานฉ่ำแนะนำให้ทานช่วงหน้าหนาวจะหวานยิ่งกว่าฤดูอื่นๆ ทางร้านจะเสิร์ฟมาทั้งตัวเลย ตัวใหญ่มากแต่ส่วนที่คนนิยมกินกันส่วนใหญ่จะเป็นส่วนขา ร้านที่เราแนะนำให้ไปโดนก็คือ Hyousetsu no Mon ร้านเก่าแกที่มีความเก๋าเรื่องรสชาติขั้นสุด แนะนำเป็น ปูทาราบะ เพราะร้านนี้เป็นรุ่นบุกเบิกในฮอกไกโด และยังเป็นร้านแรกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย โอ้โหเคลมขนาดนี้จะพลาดได้ยังไง เมนูเด็ด Tarabagani (Red King Crab) พิกัด : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Susukino ออกทาง 3 เดิน 4 นาที 7.เมล่อน เมล่อน หวานฉ่ำ พันธุ์หลักๆ จะมียูบาริเมล่อน และอาซาฮีเมล่อน หาทานได้ในช่วงประมาณเดือน มิ.ย. – ส.ค. หรือฤดูร้อนของฮอกไกโดแนะนำเป็น ยูบาริเมล่อน เพราะมีความหวานฉ่ำกว่าอีกพันธุ์ หรือถ้าใครไม่ชอบหวานมากก็อาจจะชอบอีกพันธุ์นึง ถ้าใครไปช่วงหน้าร้อนพอดีแนะนำให้ไปทานบุฟเฟต์เมล่อนกันได้ที่ Tsuchikado ฟาร์มเมล่อน บุฟเฟต์ยูบาริเมลอนนั้น ทานได้ 60 นาที เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป คนละ 2,000 เยน ส่วนเด็กที่อายุ 3–12 ปี คนละ 1,000 เยนเท่านั้น ส่วนถ้าซื้อเป็นลูกก็เริ่มตั้งแต่ 2,000–2,500 เยน เหมือนกินทุเรียนบุฟเฟต์บ้านเราแบบนั้นแหละ เมนูเด็ด ยูบาริเมล่อน พิกัด : Tsuchikado Farm ซัปโปโร เหมาะสำหรับคนที่ขับรถมาเอง เพราะไกลจากรถสาธารณะพอสมควร ห่วงจากซัปโปโรประมาณชั่วโมงนึง 8.เบียร์ซัปโปโร อันนี้อาจจะเฉพาะกลุ่มไปสักหน่อยสำหรับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์อยากให้ลองจิบเบียร์ของเขาดู เพราะเขาเคลมว่า มีวัตถุดิบหลักทำจาก MALT 100% และดอกฮ็อพชนิดหอมให้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีขายเฉพาะในฮอกไกโดเท่านั้นรสนุ่มละมุนเข้ากันได้ดีกับอาหารทะเลขึ้นชื่อของเมืองฮอกไกโดยี่ห้อที่แนะนำเมื่อมาแล้วต้องลองคือ Sapporo Classic เมนูเด็ด Sapporo Classic พิกัด : ซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต 9.ไก่ทอดซังหงิ เมนูออเดิร์ฟสุดคลาสสิคของฮอกไกโดจะเป็นไก่ทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน มีขายแค่ที่ฮอกไกโดเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ควรทานเมื่อมาฮอกไกโด แนะนำร้าน Tori-masa ชั้น 2 ของตึก MOO หรือถ้าไม่ได้ซีเรียสมากนักก็สามารถหาทานได้ตามร้านอาหารในฮอกไกโดเพราะเจ้าไก่ซังหงิเป็นออร์เดิร์ฟของเกือบทุกร้านอยู่แล้ว เมนูเด็ด ไก่ทอดซังหงิ พิกัด : Tori-masa Taxi 5 นาที จาก JR Kushiro 10.แกงกะหรี่ ซุปแกงกะหรี่ หรือข้าวราดแกงกะหรี่ฮอกไกโดหลายคนอาจจะคิดว่ากินที่ไหนก็ได้มั้ง แต่ไม่จ้าที่ฮอกไกโดมีรสชาติที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถหาทานได้ที่นี่เท่านั้น ด้วยการใช้วัตถุดิบขึ้นชื่อภายในท้องถิ่นเอง ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ หอมใหญ่ มันฝรั่ง ทำให้อร่อย และเข้ากันได้ดีรสชาติละมุน หอม หวานมากๆ แนะนำเป็น Garaku ร้านซุปแกงกะหรี่เจ้าแรกจากฮอกไกโด อาจต้องต่อคิวกันยาวหน่อย เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งร้านที่ฮอตฮิตไม่แพ้กัน เมนูเด็ด ซุปแกงกะหรี่น่องไก่และผัก พิกัด : เดิน 3 นาทีจากสถานีรถไฟใต้ดิน Odori
ให้มันเป็นสีชมพู! รวม 7 ขนมซากุระดีต่อใจ พร้อมกลิ่นอายของ‘ดอกซากุระ’
พากิน
ญี่ปุ่น
ให้มันเป็นสีชมพู! รวม 7 ขนมซากุระดีต่อใจ พร้อมกลิ่นอายของ‘ดอกซากุระ’
โดยวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปดู 7 ขนมดีต่อใจรสชาติเยี่ยม ที่มีกลิ่นอายของซากุระลอยมาเต็มๆ เอาไว้กินไปเพลินๆ ระหว่างนั่งชมซากุระก็ได้ หรือจะซื้อกลับมาเป็นของฝากให้คนสำคัญก็ดี บอกเลยว่าใครไปเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ต้องห้ามพลาด!! 1. Sakura Cup Cake นี่เป็นร้านเบเกอรี่ชื่อดังจากนิวยอร์กเลยนะครับชื่อว่า Magnolia Bakery ซึ่งเค้าเนี่ยได้มาทำการเปิดสาขาที่ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงมีเมนูยอดฮิตตามฤดูกาล อย่างในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ก็จะจัดทำเมนูพิเศษขึ้นชื่อว่า Sakura Cup Cake โดยจะเป็นคัพเค้กสีหวานสดใสเป็นซากุระสีชมพูน่ากินอย่างมาก แถมรสชาติดี กินกี่คำก็ฟิน แค่หน้าตาก็น่ากินแล้วล่ะครับโดยจะวางจำหน่ายไปจนถึงวันที่ 15 เมษายนเลย สามารถหาซื้อได้ที่สาขา Omotesando 2. เอแคลร์ ซากุระ ของดีนี้มาจากร้าน FAUCHON เป็นเอแคลร์สีชมพูอ่อนซึ่งเป็นธีมของซากุระนั่นเองครับและมีการประดับด้วย White Chocolate ซึ่งจะทำให้ความเป็นซากุระนี้โดดเด่นเข้าไปใหญ่ ด้านในนั้นจะอัดแน่นไปด้วยครีมคัสตาร์ดแบบหวานฉ่ำ รสชาติเยี่ยม มีกลิ่นละมุนของซากุระให้ได้บรรยากาศทุกคำที่กิน เหมาะจะเป็นขนมทานเล่นในทุกๆ ช่วงเทศกาลจริงๆ ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะฤดูใบไม้ผลิเลย 3. Tirol-Choco ซากุระโมจิ Tirol-Choco เป็นขนมแบรนด์ญี่ปุ่นที่หลายๆ คนชอบซื้อมากินเล่นกันอยู่แล้วนะ แต่ที่ต้องยกเครดิตให้ความน่าสนใจก็เพราะ ช่วงเดือนเมษายนเนี่ยเค้าจะทำไลน์ผลิตใหม่ขึ้นเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลินั่นเอง เป็นโมจิรสซากุระทั้งยังมีผงใบชาที่ให้กลิ่นและรสชาติเหมือนซากุระทุกประการ แถมเป็นช็อกโกแลตที่เคี้ยวได้หนึบหนับ เพลิน และราคาถูกอีกด้วยนะครับกินทั้งวันก็ยังได้ 8 ชิ้น 100 เยนเท่านั้น 4. Pablo Cheese พุดดิ้งซากุระ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะว่าพุดดิ้งเด้งดึ๋งเนี่ยจะสามารถถูกปรุงแต่งขึ้นมาจนกลายมาเป็นรสชาติแบบซากุระได้ด้วย ซึ่งร้าน Pablo ร้านของหวานชื่อดังระดับโลกเค้าได้ทำการเนรมิตของหวานจากชีสด้วยพุดดิ้งเนื้อละมุน พร้อมด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นซากุระ ผสมความหอมหวานทั้งคู่นี้อย่างลงตัว ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิแบบนี้เค้าขายดีจริงๆ นะครับใครไปช่วง 15 มีนาคม – 14 เมษายน เนี่ยห้ามพลาดเด็ดขาด 5. Starbuck ซากุระ ร้านกาแฟชื่อดังที่โดนใจคนบ้านเราอย่างมาก อย่าง Starbuck เอง ก็ได้ทำการออกจำหน่ายเครื่องดื่มสุดล้ำที่อิงกระแสตามความนิยมครั้งนี้ออกมาด้วยนะคะ เป็นเครื่องดื่มสีหวานแหววชมพูนำมาเลย แถมใช้ชื่อว่า sakura blossom cream Frappuccino เพื่อคงเอกลักษณ์ให้สำหรับคอกาแฟทั้งหลายไม่ผิดคอนเซ็ปต์ รวมถึง sakura blossom cream latte ร้อนๆ หอมๆ ดื่มกันให้ฟินช่วงซากุระเบ่งบานกันได้เลย มาเที่ยวญี่ปุ่นฤดูนี้ทั้งทีก็ต้องสั่งมากินกันด้วยนะถึงจะดีต่อใจที่สุด หรือใครไม่ถนัดทานกาแฟเค้าก็มีชิฟฟอนเค้กกลิ่นซากุระออกมาวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน 6. โดรายากิซากุระ หลายๆ คนอาจจะรู้จักโดรายากิมาจากเรื่องโดเรมอนใช่มั้ยครับ เพราะเป็นอาหารจานโปรดของโดเรม่อนเค้าเลย โดยที่ญี่ปุ่นเนี่ยก็เป็นเหมือนขนมพื้นบ้านที่มีคนนิยมชมชอบอย่างมาก แถมถ้าใกล้เทศกาลฤดูใบไม้ผลิแบบนี้เค้าก็จะจัดทำรสชาติยอดฮิตแบบซากุระออกมาวางขายเอาใจนักท่องเที่ยวกันอีกต่างหาก มีจุดเด่นที่ไส้ถั่วแดง แต่หอมไปด้วยกลิ่นซากุระ และมีแป้งโดรายากิสุดหนึบหนับ ทำให้ถูกใจทั้งวัยรุ่น ทั้งผู้ใหญ่ กินได้แบบอิ่มท้อง แถมอร่อย ไม่ควรพลาดเลยล่ะครับในฤดูใบไม้ผลินี้ 7. Lindt chocolate cafe ซากุระ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล กับ ช็อกโกแลต Lindt ที่หลายคนชื่นชอบ มีเมนูขนมซากุระและเครื่องดื่มเลอค่าต่างๆ มากมายยกมาเสิร์ฟให้กินกันในรสชาติที่แตกต่างจากปกติ เพราะเค้ามีให้แค่ช่วงเทศกาลนี้เท่านั้นนะครับ เป็นเหมือนเอกลักษณ์อันน่าสะดุดตาที่หากินไม่ได้ทั่วไป ต้องรอให้ถึงเวลาเท่านั้น พร้อมกินคู่กับมาการองซากุระ Délice Sakura ที่มีสีมุ้งมิ้งชวนให้ฟิน บอกเลยว่าสาวๆ ที่รักในความแบ๊วต้องชื่นชอบฤดูใบไม้ผลินี้อย่างแน่นอน นอกจาก 7 ขนมสุดอร่อยที่มาในสไตล์ซากุระเหล่านี้แล้ว ที่ญี่ปุ่นเอง หรือประเทศต่างๆ ในฤดูใบไม้ผลิก็มักจะวางจำหน่ายสินค้าที่ตรงกับช่วงเทศกาล ทำให้เราสามารถหาทานอาหารแปลกๆ หน้าตาไม่เหมือนปกติ และมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ได้อีกเพียบเลยล่ะเพราะฉะนั้นใครที่ว่างอยู่ยังไม่รู้ว่าหยุดยาว ‘เมษายน’ จะไปเที่ยวไหนดี ก็มาจองทัวร์ญี่ปุ่นให้พ่อแม่ ครอบครัว หรือแฟนสุดที่รัก กุมมือกันไป จอง ทัวร์ญี่ปุ่น กับทาง ทัวร์ครับ เติมหัวใจให้พองโต ลิ้มรสชาติความอร่อยของขนมซากุระ และดื่มด่ำบรรยากาศแห่งความรักครั้งนี้กันได้เลย
ตามรอยพี่ไม่มีท้องร้อง!! รวมสุดยอด 10 ร้านอาหารในเกาหลี ไปทั้งทีต้องไปลอง
พากิน
เกาหลี
ตามรอยพี่ไม่มีท้องร้อง!! รวมสุดยอด 10 ร้านอาหารในเกาหลี ไปทั้งทีต้องไปลอง
ซึ่งใน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่นักท่องเที่ยวไทยเรานิยมไปนั้น ก็มีร้านอาหารให้เลือกมากมายเลยล่ะแต่จะไปแบบมั่วๆ สุ่มๆ ก็อาจจะเจอร้านที่ไม่อร่อยได้ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเสี่ยงดวง แต่สามารถมุ่งตรงไปยังร้านได้เลย ทัวร์ครับ เลยรวบรวม 10 ร้านอาหารอร่อยในเกาหลี มาให้ทุกคนไว้ที่นี่แล้ว เตรียมปากกามาจดได้เล้ยยยย🍝 🍜 🍲 🍛 1.Momo Steak ใครที่เป็น Beef Lover จดชื่อร้านอาหารเกาหลีนี้ไว้ให้ดีๆ เพราะที่นี่คุณจะได้กินเนื้อที่อร่อยมาก ในราคาเบาๆ สบายกระเป๋า !!! ร้านนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยฮงอิก อยู่ชั้น 2 นะครับเดินมาแถวๆ สนามเด็กเล่นแล้วมองขึ้นมาก็จะเห็นพอดี เมนูที่ recommended เลยก็คือ สเต็กเนื้อหั่นเต๋า และเบอร์เกอร์เนื้อแฮมเบิร์ก บอกเลยว่าเนื้อนุ่มสุดๆ แถมเครื่องเคียงก็อร่อย ไม่อยากให้พลาดร้านนี้เลย 2. Bukchon Son Mandu ร้านดังในย่านหมู่บ้านโบราณบุกชนฮันอก ร้านอาหารเกาหลี ที่บอกเลยว่าไปทีไรก็ต้องต่อคิวทุกครั้ง !!! ด้วยรสชาติอาหารที่อร่อยมาก และราคาไม่แพงเลย ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยวเองและชาวเกาหลี ก็ต้องแวะมาทานร้านนี้อยู่เรื่อยๆ เมนูแนะนำเลยก็คือ ออเดิร์ฟเกี๊ยว 3 อย่าง (นึ่ง ต้ม และทอด) และบะหมี่เย็นครับทานคู่กันเข้ากันดี๊ดี 3. Saemaeul Sikdang cr.wongnai.com ร้านหมูย่างเกาหลีขวัญใจคนไทยเรา มีหลายสาขาเลยนะ แต่ที่ฮิตๆ ก็คงเป็นสาขาตรงมหาวิทยาลัยฮงอิก คนอาจจะเยอะไปนิดเพราะทั้งนักท่องเที่ยวเอง ทั้งวัยรุ่นเกาหลีเองก็ต่างมาทานกันเพียบ แต่ไม่ต้องห่วงใครรอคิวไม่ไหว เพราะสามารถมาได้ทุกช่วงเวลา เพราะร้านอาหารเกาหลีร้านนี้เค้าเปิด 24 ชั่วโมงกันไปเลยย หิวหมูย่างตอนตีสามก็มากินได้ โอ๊ยย ดีงาม อยากให้ที่ไทยมีบ้างจัง 4. Noona Hol Dak ลืมมมมมไก่ทอดร้านดังทั้งหลายในเมืองไทยไปได้เลยครับ เพราะร้านนี้คือความ Original ที่แท้ทรู อยู่แถวๆ เมียงดงนะครับเดินเล่นเพลินๆ เจอร้านก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย (แต่จริงๆ เค้ามีหลายสาขานะ) ที่นี่ก็มีไก่ให้เลือกหลายแบบ อยากแทะฟินๆ ก็เลือกสั่งแบบมีกระดูก อยากทานสบายๆ ก็แบบ Boneless จัดไป จะคลุกซอสอะไร หรือไม่คลุกก็บอกเค้าได้หมด แถมยังมีออเดิร์ฟเป็น popcorn อร่อยๆ ให้ทานเพลินๆ ระหว่างรอไก่ด้วยน๊า 5. Sopoong food cafeteria cr.aromasian.com กลับมาที่ย่านมหาวิทยาลัยฮงอิกกันอีกรอบ ด้วยเพราะย่านนี้เป็นย่านมหาวิทยาลัย ที่มีวัยรุ่นเยอะ ร้านอาหารก็เลยเยอะตามไปด้วยครับสำหรับร้านนี้ก็คือเป็นร้านอาหารตามสั่ง แนวอาหารจานเดียวประมาณนั้น เหมาะมากสำหรับมื้อสบายๆ ระหว่างวัน มีเมนูให้เลือกหลากหลายเลยค่ะ บางเมนูเสิร์ฟมาบนกระทะร้อนด้วยล่ะ ฟิน ~ 6. SeokGwanDong Topokki cr.https://th.tripadvisor.com ร้านนี้หาง่ายมาก เพราะมีแฟรนไชส์เยอะมากครับเจอที่ไหนก็จัดไปได้เลย ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่รวมของกินเล่นในเกาหลี เช่นไส้กรอกเลือด ต๊อกบกกี โอเด้ง ทวีกิม โอ๊ยยย มีอีกเพียบ จะสั่งเป็นเซ็ตหรือสั่งแยกก็ได้หมด ราคาก็ไม่แพงเลยค่ะ เหมาะมากสำหรับเป็นร้านที่เอาไว้นั่งพักเติมพลัง ก่อนที่จะลุยช้อปปิ้งกันต่อ 7. Hong Bar ร้านหมูย่างเกาหลีชื่อดังของย่านเมียงดง อยู่บนชั้น 3 ของร้าน Nature Republic นะครับ ที่นี่นอกจากหมูย่างแล้ว ไลน์อาหารอื่นๆ ก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสลัด สปาเกตตี้ ต๊อกบกกี แถมหมูยังหั่นบางกำลังพอดี แช่ไว้ในตู้รอเราไปหยิบ ไม่ต้องกลัวเรื่องหมูเหี่ยวเลยครับ ร้านนี้เลยกลายเป็นร้านโปรดของเราไปเลย ชอบมากๆ 8. Song Song Noodle House อีกหนึ่งร้านอาหารเกาหลีจานเดียวที่เราว่าอร่อยมากๆ ร้านอยู่ย่านมหาวิทยาลัยฮงอิก อยู่ในตึก KFC ครับซึ่งจุดเด่นของร้านนี้ก็คือ ที่โต๊ะจะมีเตาไฟฟ้าอยู่ด้วย ทำให้อาหารทุกจานที่เราสั่งมาจะอุ่นอยู่ตลอดเวลาที่รับประทานนั่นเอง เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือข้าวผัดต่างๆ แล้วก็บะหมี่ ทานตอนอากาศหนาวๆ อย่างฟินอ่ะบอกเลย 9. About Shabu ร้านชาบู ชาบู ที่มีหลายสาขาในเกาหลีครับใครอยากทานชาบู ชาบู มองหาร้านนี้แล้วเข้าไปได้เลย รับรองว่าอร่อย ไม่ต้องลุ้นกับรสชาติแน่นอน มีเมนูให้สั่งหลากหลาย จะสั่งเป็นเซ็ตใหญ่ทานกันหลายคน หรือสั่งเป็นเซ็ตเดี่ยวๆ ทานคนเดียวก็ได้ น้ำซุปมี 3 แบบให้เลือก ส่วนน้ำจิ้มก็มี 3 แบบ อร่อยทั้ง 3 แบบเลยค่ะ เนื้อก็ดี บางและละลายในปาก เอาเป็นว่าใครชอบชาบู ต้องไป !!!! พูดแค่นี้ ~ 10. BEANSBINS COFFEE ปิดท้ายกันที่ร้านของหวาน ขายพวกกาแฟ ไอศกรีม วาฟเฟิล แนะนำสำหรับคนที่เบื่อบิงซูแล้ว เพราะร้านนี้ไม่มีบิงซูครีบมีหลายสาขาเลย ไม่ได้หายากอะไร เมนูไฮไลท์ของที่นี่คือวาฟเฟิลที่อร่อยมากๆ แป้งนุ่มและหอม ทานคู่กับผลไม้ หรือท็อปปิ้งต่างๆ แล้วแต่เราเลือก และไอศกรีมฮาเก้นดาส ฟินสุดๆ แอบจดกันไปแล้วใช่ไหมครับกับร้านอาหารเกาหลีที่ ทัวร์ครับ เอามาแนะนำกัน แต่บอกเลยว่าที่เกาหลียังมีของอร่อยๆ อีกเพียบ ที่รอให้ทุกคนไปลองชิมด้วยตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเกาหลี ร้านหมูย่าง ร้านไก่ทอดแบบ Original หรือคาเฟ่ต่างๆ มากมายเลยล่ะ ใครมีแพลนไปเกาหลี นอกจากจะเตรียมเที่ยวแล้ว ต้องเตรียมท้องไปฟินด้วยน๊าาา อ่านต่อ..บทความแนะนำ >>ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง<<
ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง
พากิน
เกาหลี
ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง
ที่ เกาหลี ย่านเมียงดง ไม่ได้มีแค่ร้านขายสินค้าเท่านั้นนะครับยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่น่ารักมากมาย ที่ตั้งเรียงรายกันไป เอาไว้ให้เราได้นั่งพักเหนื่อย หาอะไรทานเติมพลังก่อนจะไปช้อปต่อ และด้วยความที่ร้านมันเยอะซะเหลือเกิน ทัวร์ครับ ก็กลัวเพื่อนๆ จะเลือกร้านไม่ถูก ทัวร์ครับ เลยขอเลือก 10 ร้านทีเด็ดมาให้เป็น Guidline รับรองว่าทุกร้านการันตีความอร่อย และราคาที่ไม่แพงแน่นอน 1. Onedang Gamjatang พิกัด :OneDang Gamjatang Myeongdong ร้านยอดฮิตของย่านนี้ ที่ถ้าหากไปผิดเวลาก็อาจจะต้องรอคิวนานแน่นอน ซึ่งเวลาที่คนแน่นมากๆ และเราไม่แนะนำให้ไปคือช่วงเที่ยงๆ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมงเลย ว่างเมื่อไหร่ค่อยมาก็ได้ เมนูของที่นี่ก็เป็นอาหารเกาหลีแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็น คัมจาทัง (แกงซี่โครงหมูใส่มันฝรั่ง), จกบัล (ขาหมูนึ่ง) หรือ โพซัม (หมูสามชั้นนึ่ง) รสชาติก็แบบ Original แท้ๆ เลย ส่วนราคานั้นก็เริ่มต้นที่ 7,000 วอน 2. 엉터리생고기 (อองทอริแซงโกกิ) พิกัด :Ungteori Sanggogi มาเกาหลีต้องกินหมูย่าง !! และร้านนี้ก็เป็นร้านบุฟเฟ่ต์หมูย่างเกาหลียอดฮิตของเหล่าวัยรุ่นเลยครับที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์ราคาคนละ 11,000 วอน มีหมูสามชั้นและซุปเต้าเจี้ยว ส่วนข้าวเปล่า บะหมี่เย็น และไข่ตุ๋น ถ้าจะทานต้องสั่งเพิ่มต่างหากนะครับถึงเมนูจะมีไม่มาก แต่บอกเลยว่าหมูสามชั้นของที่นี่คือทีเด็ด แล้วยิ่งได้ทานคู่กับกิมจิและซุปเต้าเจี้ยวยิ่งดีขึ้นไปอีก แถมเปิดถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียว หิวดึกแค่ไหนก็มาทานได้ 3. Sinseon Seolleongtang Myeongdong พิกัด :Sinseon Seolleongtang Myeongdong ร้านดังที่ไม่ได้มีแค่ที่ย่านเมียงดง แต่มีแฟรนไชส์อีกหลายสาขาทั่วกรุงโซลเลยครับเมนูของเค้าที่เด็ดมากๆ เลยคือ ซุปกระดูกวัว หรือ ซอลลงทัง ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะทานแบบคนเกาหลีก็ให้เทข้าวลงไปในซุปได้เลย รสชาตินั้นกลมกล่อม หอมซุปกระดูก ส่วนตัวเนื้อวัวก็เปื่อยมาก ตุ๋นจนนุ่ม ไม่มีกลิ่นคาวเลยล่ะครับในราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 วอนก็อิ่มแปล้ 4. Andong Jjimdak พิกัด :Andong Jjimdak ไก่ผัดซอสซีอิ๊วดำวุ้นเส้น หรือ จิมดัก อาหารพื้นเมืองของเกาหลี ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเราอย่างมาก ด้วยความที่มีรสชาติอร่อย คล้ายๆ อาหารประเภทผัดของบ้านเรา ตัวซอสมีความเข้มข้นเข้าไปถึงเนื้อใน แล้วยังสามารถเลือกได้ว่าจะเอาแบบเผ็ดมากหรือเผ็ดน้อยได้อีก ทำให้ถูกปากคนไทยเรามากๆ เลยครับร้านนี้ขายเป็นเซ็ตคู่กับข้าวสวย เริ่มต้นที่ 29,000 วอน แต่ราคานี้ทานได้หลายคนนะ 5. James Cheese Back Ribs พิกัด :James Cheese Back Ribs เอาใจสาวกคนรักชีสกันสักหน่อยกับเมนูนี้ นั่นก็คือ ซี่โครงหมูจุ่มชีสลาวา หรือ คัลบีชีส นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะเคยได้ลองชิมกันแล้วบ้าง เพราะในไทยเราก็มีหลายร้านเลยที่มีเมนูนี้ แต่อยากให้มาลองทานของต้นตำรับที่เกาหลีดูสักครั้งนะครับร้านนี้มีหลายสาขาเลยไม่ใช่เฉพาะย่านเมียงดง ตัวซี่โครงหมูจะเสิร์ฟมาบนชีสกะทะร้อน และพนักงานจะมาช่วยตัดซี่โครงหมูเป็นชิ้นๆ ให้ตอนที่ชีสเริ่มละลายได้ที่เพื่อให้เราทานสะดวกขึ้น ซึ่งชีสสามารถเลือกได้หลายแบบตามใจชอบ และระดับความเผ็ดก็เลือกได้เช่นกันครับราคาอยู่ที่ 14,000 วอนขึ้นไป ถือว่าโอเคเลยกับความเยอะและเมนูอร่อยแบบนี้ 6. 두끼 (ทุกิ) พิกัด : Noon Square ร้านบุฟเฟ่ต์ต๊อกบกกีที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนชั้น 6 ของห้าง Noon Square สนนราคาต่อหัวที่ 7,900 วอน ราคานี้ทานบุฟเฟ่ต์ต๊อกบกกีได้หลากหลาย รวมไปถึงเส้นมาม่า ซอสปรุง โอเด้ง และของทอดต่างๆ แต่ถ้าหากใครชอบชีสและอยากเพิ่มชีสฟองดู ต้องจ่ายเพิ่มอีก 4,000 วอนนะครับ 7. Yoogane Dakgalbi เมนูที่คนไทยเรารู้จักกันดี กับ ทักคาลบิ ซึ่งด้วยความที่ในไทยเรามีขายกันเพียบ ทำให้คนไทยค่อนข้างจะคุ้นเคยกับรสชาติเป็นพิเศษ หากใครไม่อินกับอาหารเกาหลีอื่นๆ ก็สามารถเลือกเมนูนี้ประทังชีวิตได้ ร้านนี้มีหลายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ร่วมถึงย่านเมียงดงด้วยเช่นกัน รสชาติอร่อยกลมกล่อม สามารถเลือกระดับของความเผ็ดร้อนได้ด้วยนะครับและราคาก็เริ่มต้นเพียง 6,000 วอนเท่านั้นเอง 8. Hong Bar พิกัด :Hong Bar ใครที่อยากทานบุฟเฟ่ต์หมูย่างเกาหลี แต่ไม่อยากทานแค่หมูสามชั้น ต้องร้านนี้เลยค่ะ กับร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังในหมู่นักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของตึก Nature Republic ในย่านเมียงดง ราคา 12,900 วอนต่อคน มีหมูสามชั้น หมูสันคอ หมูสไลด์ หนังหมู สลัดบาร์ และของทานเล่นมากมายให้เลือกสรรเลย เป็นอีกร้านที่ต้องมาโดนเมื่อมาย่านนี้จริงๆ ครับช่วงเย็นๆ คนอาจจะเยอะหน่อย ใจเย็นๆ รอสักนิดนะจ๊ะ 9. Cafe De Paris มาที่ของหวานกันบ้าง กับร้านสีฟ้าสดใส ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามช้อป MCM ค่ะ ร้านนี้ก็เป็นเหมือนคาเฟ่ทั่วไป ที่ขายพวกกาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ เค้ก วาฟเฟิล และขนมอื่นๆ แต่เมนูทีเด็ดที่ทำให้ใครหลายคนต้องมาที่นี่เลยก็คือ สมูทตี้เพราะสมูทตี้ของที่นี่ทำมาจากผลไม้ 100% แถมยังเพิ่มเติมด้วยผลไม้สดอีกเพียบต่างหาก เมนูแนะนำก็จะเป็น Strawberry Bon Bon และ Mango Bon Bon ราคาแก้วละ 16,000 วอน แอบราคาแรงไปนิดแต่เค้าให้ผลไม้มาเยอะมากจริงๆ แถมรสชาติก็ดีมากๆ ด้วย ยอมจ่ายครัชชช 10. Stylenanda Pink Pool Cafe พิกัด :Stylenanda Pink Pool Cafe ปิดท้ายกันที่ร้านยอดฮิตสำหรับสาวๆ ใครที่ไปเกาหลีเชื่อว่าต้องแอบจดร้านนี้ไว้ในแพลนอย่างแน่นอน จริงๆ แล้วที่นี่เมนหลักของเค้าเลยคือเป็นร้านขายเครื่องสำอางยี่ห้อ 3CE แต่เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว ยังมีเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าขายอีกเพียบ ส่วนตัวคาเฟ่นั้นจะอยู่ที่ชั้น 5F ตกแต่งเป็นธีมสระว่ายน้ำเก๋ๆ สีพาสเทลสดใส ส่วนเมนูของที่นี่ก็เป็นเมนูปกติแบบฉบับของคาเฟ่ทั่วไป ราคาอาจจะสูงไปนิดแต่ก็เสิร์ฟมาแบบจานใหญ่ ข้อเสียอย่างเดียวเลยคือ ทางร้านมีเงื่อนไขว่าจะต้องสั่ง 1 คน ต่อ 1 เมนูครับ เป็นยังไงกันบ้างครับ!?หวังว่าคงถูกใจกับ 10 ร้าน 10 เมนูอาหารที่ทัวร์ครับนำมาแนะนำกัน บอกแล้วว่าเมียงดงไม่ได้มีดีแค่ช้อปปิ้งเท่านั้น แต่อาหารเกาหลีที่เมียงดงเค้าก็เริ่ดเว่อร์ไม่แพ้กันนะเออ และไม่ได้มีแค่ 10 ร้านนี้เท่านั้นด้วยนะครับยังมีอีกเพียบเลยล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเยอะจริงอย่างที่เราบอกมั๊ย ต้องไปพิสูจน์กันเองที่เกาหลีนะครับ Let's go !!! บทความแนะนำ เที่ยวเกาหลี >>Seoul Romance ~ รวม 8 สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลี ที่ไม่ได้มีดีแค่ตอนกลางวัน<<
เกาหลีนี้มี (ตัว) แตก! พาส่อง 10 ร้านอาหารสุดฟิน ณ ฮงแด
พากิน
เกาหลี
เกาหลีนี้มี (ตัว) แตก! พาส่อง 10 ร้านอาหารสุดฟิน ณ ฮงแด
และอย่างที่บอกว่า ย่านฮงแด เป็นแหล่งวัยรุ่นสุดชิค ที่มีทั้งร้านค้าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องสำอางมากมาย ทำให้ย่านนี้เป็นย่านฮิตในการที่นักท่องเที่ยวไทยเราเลือกพัก เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบครบครัน และมีเกสต์เฮ้าส์และโรงแรมราคาไม่แพงเพียบ เรียกได้ว่า ถ้าช้อปปิ้งจนถือไม่ไหว ก็สามารถเอาของมาเก็บที่ที่พักก่อน แล้วออกไปช้อปต่อได้อีกสบายๆ เลย แต่ในบทความนี้เราจะไม่พูดถึงที่พักกัน แต่จะขอพูดถึงเรื่อง ร้านอาหารในฮงแด ครับ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง และร้านอาหารในย่านนี้ก็มีราคาไม่แพง แถมล้วนแต่รสชาติถูกปากคนไทยเราแน่นอน ที่สำคัญใครเป็นสาย Buffet Lover เตรียมตัวจดชื่อร้านให้ดีๆ เพราะย่านนี้มีร้านบุฟเฟ่ต์เพียบเลยล่ะ 1.ร้านอาหาร ฮงแด - 꽃돼지갤러리 (กด-ทเวจี-แกลลอรี่) บุฟเฟ่ต์หมูย่างเกาหลี ร้านอาหารย่านฮงแด ที่ฮิตเว่อร์ ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับช้อป Etude House เป็นร้านสีแดงๆ มองหาไม่ยาก ราคาคนละ 12,900 วอนครับ ในบุฟเฟ่ต์จะมีหมูสามชั้น ทั้งแบบบางและแบบหนา, ข้าวโพดชีส, ทักคาลบิ และเครื่องเคียงอีกมากมายเลย เป็นร้านที่คนไทยนิยมไปทานมากๆ เพราะราคาไม่แพง อร่อย และที่สำคัญ เปิด 24 ชั่วโมงเลยนะจ๊ะ ดี๊ดี หิวหมูย่างตอนตีสามก็มีที่รองรับ !!! การเดินทาง : สถานีฮงอิค ทางออกที่ 9 เดินตรงไปจนถึงทางแยกแล้วเลี้ยวขวา เดินต่อไปจนถึงร้าน Etude แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่มีร้านขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำผึ้งอยู่หน้าปากซอย ร้านปิ้งย่างจะเป็นร้านสีแดงอยู่กลางซอย พิกัด : 19 Wausan-ro 19-gil, Seogyo-dong, Mapo-gu, Seoul, เกาหลีใต้ 2. ร้านอาหาร ฮงแด - 한상에소두마리 (ฮันซังเอ โซทูมารี) ใครไม่ชอบทานหมู ก็ตามมาจัดบุฟเฟ่ต์เนื้อวัวที่ร้านนี้แทนแล้วกันนะ ราคาอยู่ที่ 18,900 วอน ราคานี้จะได้ทานเนื้อ 6 อย่างเลย นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงพวกสลัด, ซุปเต้าเจี้ยว และข้าวหน้าเนื้อด้วยล่ะครับ อ้อ! ที่นี่ก็มีบุฟเฟ่ต์หมูสามชั้นเช่นกันนะครับ พิกัดของร้านนี้อยู่ในซอยร้าน SPAO เดินเข้าไปประมาณ 300 เมตรครับ การเดินทาง : สถานีฮงอิค ทางออกที่ 9 ข้ามถนนไปฝั่งร้าน SPAO แล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นเดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวาที่ซอยทางด้านขวามือซอยแรก เดินต่อไปประมาณ 300 เมตรจะเจอร้านปิ้งย่างอยู่ทางซ้ายมือ พิกัด : 936-9 Hwagok 1(il)-dong, Gangseo-gu, Seoul 3. ร้านอาหาร ฮงแด - 홍스쭈꾸미 (ฮงซึจูกุมิ) ร้านปลาหมึกเผ็ดเจ้าดัง ที่มีหลายสาขาเลยครับ แต่สาขาที่ยอดฮิตก็คงเป็นที่สาขาฮงแดนี่แหละ ที่นี่จะเป็นปลาหมึกตัวเล็ก เสิร์ฟมาเป็นแบบกะทะที่มีปลาหมึกคลุกกับซอส และพนักงานก็จะมาผัดให้เรา จนได้ที่ก็บอกให้เราเริ่มทานได้ ตัวซอสจะรสชาติหวาน เค็ม เผ็ด ลงตัวดีและอร่อยมากกก ซึ่งสามารถเลือกได้นะว่าเราจะทานแบบ ปลาหมึกล้วน, ปลาหมึกกับหมูสามชั้น หรือปลาหมึกกับกุ้ง อ้อ! แล้วก็มีเครื่องเคียงให้ทานคู่เพียบเลย ไม่ว่าจะเป็นมันบด, นูรงจี หรือไข่ตุ๋น เรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารฮงแดที่ จัดเต็มสุดๆ เลยครับ พิกัด : ร้าน 홍스쭈꾸미 ฮงซึจูกุมิ 4. ร้านอาหาร ฮงแด - Myth Jokbal cr.cleeswanders.wordpress.com อีกหนึ่งเมนูยอดฮิตในใจคนไทยเรา ก็คือ ขาหมู นั่นเอง และร้านนี้ก็เป็นอีกร้านยอดฮิตย่านฮงแดเลยครับ ร้านจะอยู่ในซอยที่มีร้านขายหมูย่างเยอะๆ ใกล้ๆ กับทางออก 8 ของสถานีฮงอิก ขายเป็นเซ็ตนะครับ เล็ก กลาง และใหญ่ ในเซ็ตจะประกอบไปด้วย ขาหมู, ซุป 1 หม้อ สลัด, หอมหัวใหญ่ดอง, กิมจิ และน้ำจิ้มที่เข้ากันกับขาหมูได้ดีสุดๆ ทานแล้วไม่เลี่ยนเลยล่ะ พิกัด : Myth Jokbal (미쓰족발 홍대점) 5. ร้านอาหาร ฮงแด - Pizza School cr.findingtheseoul.com ร้านพิซซ่าราคาประหยัด แต่อร่อยมากๆ มีให้เลือกหลากหลายหน้าเลยครับ รวมไปถึงหน้าฟิวชั่น เช่น พิซซ่าหน้าบูลโกลกิ ก็มีมานะเออ ร้านนี้จะเป็นแบบพิซซ่าแป้งบางกรอบ ไม่มีซอสนะครับ แต่มีชีสและท้อปปิ้งจัดเต็ม เสิร์ฟคู่มากับผักดอง เหมือนจะไม่เข้ากันแต่กลับตัดเลี่ยนได้ดีทีเดียวเลยครับ การเดินทาง : สถานีฮงอิค ทางออกที่ 2 เดินเข้ามาในซอย Samsung เจอแยกให้ข้ามถนน แล้วเดินเลี้ยวไปทางขวา จากนั้นเข้าซอย จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ 6. ร้านอาหาร ฮงแด - Hong Cup cr.http://www.tsering.co.vu มาถึงร้านที่เป็นเมนู To-Go บ้าง กับไก่ทอดเจ้าดัง ที่ดึกๆ นี่คนต่อคิวกันเพียบเลย ที่นี่จะไม่มีโต๊ะให้นั่งนะครับ เมนูมีแค่อย่างเดียวคือไก่ทอดชิ้นเล็กๆ (เหมือนไก่ป๊อป) คลุกกับซอสรสออกหวานๆ หน่อย แล้วท้อปปิ้งด้วยชีสเยิ้มๆ อร่อยๆ เสิร์ฟมาในถ้วยถือกินเก๋ๆ ไปพร้อมๆ กับเพลิดเพลินกับบรรยากาศของฮงแดในเวลากลางคืน ใครอยากตามไปฟิน บอกพิกัดให้ว่า ร้านอยู่ในซอย Tony Moly พิกัด : 365-16 Seogyo-dong, Mapo-gu, Seoul, เกาหลีใต้ 7.ร้านอาหาร ฮงแด - 여보게웃게 (ยอโบเกอุดเก) cr.https://m.post.naver.com กลับมาที่ร้านบุฟเฟ่ต์กันบ้างครับ บอกแล้วว่าย่านฮงแดเป็นแหล่งรวมบุฟเฟ่ต์จริงๆ นะ ร้านนี้สำหรับคนที่รักปูดอง เพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ปูดองล้วนๆ ไม่มีอย่างอื่นผสมเลย ราคา 12,900 วอนต่อคน จะได้ทานปูดองซีอิ๊ว และปูยำซอสเผ็ดแบบไม่อั้น จัดให้จุใจไปเลย พิกัดของร้านนี้ก็คือ ให้เดินไปที่แยก SPAO ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วเดินตรงไปอีกแยกที่เป็นแยกใหญ่ๆ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย ก็จะเจอกับร้านนี้ตั้งอยู่ฝั่งขวามือนะครับ พิกัด : 서울 마포구 잔다리로 27 8. ร้านอาหาร ฮงแด - VOILA’ Noir cr.เม้าท์มอยเกาหลี พักบุฟเฟ่ต์แล้วมาทานของหวานกันบ้างดีกว่า ร้านนี้นอกจากจะมีเมนูอร่อยแล้ว โอปป้าคนขายยังหน้าตาดีอีกด้วย !!!! ที่นี่จะมีเฉพาะไอศกรีมนะครับ แต่พิเศษตรงที่ไอศกรีมจะทำสดใหม่ทุกถ้วย เป็นไอศกรีมที่ทำจากไนโตรเจนเหลว รสชาติเนียนนุ่ม หอมหวาน ทานไปมองหน้าอ้ปป้าไป ฟินที่สุดดดด !!! การเดินทาง : สถานีฮงอิค ทางออก 8 เดินตรงเข้ามาในซอย เลี้ยวซ้าย แล้วข้ามถนนไปเดินฝั่งขวามือ เห็น 7Eleven ให้เลี้ยวขวาเข้าไปในซอย เดินตรง ร้านอยู่ทางซ้ายมือ 9. ร้านอาหาร ฮงแด - Zapangi Cafe’ cr.http://wanderwithlindsey.com ร้านคาเฟ่โคตรฮิต ณ ฮงแด ฮิตแค่ไหนไม่รู้ แต่มีคนนำมาเป็น inspiration เปิดในไทยเลยคิดดู !!! คือต้องยอมครับเพราะร้านมันน่ารักจริงๆ กับกำแพงปูนเปลือย และมีประตูสีชมพูปุ้กปิ้กแทรกให้พอเก๋ๆ ด้านในตกแต่งแบบมินิมอลหน่อยๆ มีเมนูชานมเป็น signature และเค้กที่เสิร์ฟในกระป๋อง และในแต่ละซีซั่นก็มีเมนูพิเศษต่างกันไปอีกด้วย ใครหาร้านน่ารักๆ ไว้ถ่ายรูปเก๋ๆ นั่งจิบเครื่องดื่มเพลินๆ เชิญร้านนี้เลยจ้า พิกัด : Zapangi (자판기) 10. ร้านอาหาร ฮงแด - 50pick cr.Diaries of my Seoul บุฟเฟ่ต์มาอีกแล้วจย้าาา~ แต่คราวนี้ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์อาหารละ แต่เป็นบุฟเฟ่ต์ค็อกเทลนะครับพี่น้อง !!!! เอ้าเกร๋ไปอีกกก สนนบุฟเฟ่ต์ที่ราคา 20,000 วอน จะดื่มกี่ช็อตค็อกเทลก็ได้ ซึ่งที่นี่มีค็อกเทลให้เลือก 50 แบบเลยครับ หรือถ้าหากใครไม่อยากดื่มเป็นบุฟเฟ่ต์ ก็มีแยกขายเป็นช็อต ช็อตละ 3,000 วอน หรือจะสั่งเป็นเซ็ต 8 ช็อต, 12 ช็อต หรือ 24 ช็อตก็ได้นะครับ ร้านอยู่ใกล้ๆ กับวงเวียน ป้ายสีดำชั้น 2 เปิด 6 โมงเย็น ปิดตี 3 พิกัด : Hongik Univ. Station ทางออก 8 แผนที่ : 50 pick hongdae จัดเต็มกันไปเลย 10 ร้าน 10 เมนูที่แนะนำว่าต้องไปโดนจริงๆ นะเออ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านสุดท้าย ขอบอกว่า Recommended มาก !!) ใครพักที่ย่านฮงแด หรือไปเที่ยวเกาหลี ก็อย่าพลาดจิ้มสักร้านนึงจากที่เราแนะนำไปลองดูนะ รับรองว่านี่แหละคือทีเด็ดของจริง ไม่ได้โม้ววว ~ อ่านต่อ..บทความแนะนำ >>10 ขนมเกาหลีต้องซื้อ ! ของฝากเกาหลีที่ใครก็ถูกใจ<<
ตะลอนกิน อิน ฮ่องกง #2 ร้านไหนดี มีอะไรเด็ดบ้าง...ไปดูกัน !!!
พากิน
ฮ่องกง
ตะลอนกิน อิน ฮ่องกง #2 ร้านไหนดี มีอะไรเด็ดบ้าง...ไปดูกัน !!!
วันนี้ ทัวร์ครับ เลยคัด 10 ร้านแจ่มๆ มาแนะนำทุกคนเป็นแนวทาง บอกเลยว่าแต่ละร้านที่เลือกมาให้นั้น คอนเฟิร์มความดีงาม รับรองว่าถ้าตามรอยเราไปกิน มีฟินจนตัวแตกแน่นอน พร้อมแล้ว ไปลุยกันเลย !!! 1.Tai Cheong Bakery cr.openrice.com ถ้าพูดชื่อร้านอาหารฮ่องกงอาจจะงงๆ แต่ถ้าบอกว่า “ทาร์ตไข่ในตำนาน” รับรองว่าร้องอ๋อ!! แน่นอน เพราะเป็นร้านที่โด่งดังมากๆ ถ้าจะพูดว่าเป็นร้านที่ทำให้ใครหลายคนอยากมาฮ่องกงเลยก็ไม่ผิดนัก ด้วยความที่มีรสชาติแสนอร่อย ได้ลิ้มรสของ Original Egg Tart จริงๆ แถมยังราคาไม่แพง ทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากๆ เลยครับ ขอบอกว่ากลิ่นหอมเตะจมูกตั้งแต่ยังเดินไม่ถึงร้านด้วยล่ะ อย่าลืมไปลองกันนะ พิกัดความอร่อย : Lyndhurst Terrace, Hongkong 2. Kau Kee cr.openrice.com ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคลองเตยหลบไป เพราะวันนี้ทัวร์ครับจะพาจะไปชิม “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเด็ด” ของฮ่องกงกัน ความอร่อยนี้ถูกการันตีด้วยรางวัลต่างๆ มากมาย รวมไปถึงมิชลินสตาร์ด้วยนะครับ ถ้าลองไปถามคนฮ่องกงรับรองว่าทุกคนต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าให้มากินเถอะ มันดีจริงๆ ทีเด็ดเลยก็คือก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นนี่แหละ ที่บอกเลยว่าของเค้าเปื่อยมาก เปื่อยจริงๆ นุ่มสุดๆ โอ๊ยยยย บรรยายไปหอมกลิ่นน้ำซุป (ในจินตนาการ) ไป อยากกินจังเลยยย พิกัดความอร่อย : Gough Street (MTR Sheung Wan : Exit 2) 3. Australian Dairy Co. cr.openrice.com บอกไปใครจะคิดว่า อาหารฮ่องกงง่ายๆ แบบนี้จะคิวยาวมากกกกกกก (ขอลากเสียงยาวๆ เพราะยาวมากกกกก จริงๆ) แถมยังคนเยอะตลอดทั้งวัน!! ทั้งคนฮ่องกงเอง และนักท่องเที่ยวต่างตบเท้าเข้ามาต่อคิวรอเวลาที่จะได้ลิ้มลอง ชุดอาหารเช้า ของร้านนี้ เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า Scrambled Egg ของที่นี่อร่อยมาก!!! คือมันนุ่ม ละมุน หอม แบบว่าลงตัวสุดๆ ยิ่งทานกับซุปมักกะโรนี ยิ่งทวีคูณความดีงามเพิ่มไปอีก ก่อนจะตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Streamed Milk Pudding เป็นมื้อที่จะฟินไปถึงดาวอังคารเลยล่ะครับ พิกัดความอร่อย : Parkes Street (MTR Jordan : Exit A2) 4. Sea View Congee cr.openrice.com มาฮ่องกงทั้งทีก็ต้องมากินโจ๊กนี่แหละครับ มีหลายร้านให้เลือกเลย ถ้าใครพักแถวมงก๊ก หรือไปเดินช้อปปิ้งที่ Sneaker Street ก็จัดไปกับร้านนี้เลย โจ๊กของร้านนี้จะไม่ข้นมาก จะเหลวๆ หน่อย ส่วนตัวข้าวก็แทบจะเป็นเนื้อเดียวกับน้ำซุปเลย ทานแล้วคล่องคอมากๆ นอกจากนี้ยังมีปาท่องโก๋ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งร้านของกินฮ่องกงราคาสบายกระเป๋าที่อยากแนะนำครับ พิกัด : Tung Choi Street (MTR Mong Kok : Exit D2) 5. Ocean Empire cr.openrice.com หรือที่คนไทยเรารู้จักในชื่อ “ร้านโจ๊กม่วง” นั่นเอง ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านของกินฮ่องกงยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เนื้อโจ๊กจะเข้มข้น และรสชาติจะหนักกว่าร้าน Sea View Congee แต่เมนูจะคล้ายๆ กันเลยครับ เอาเป็นว่าหากใครชอบแบบข้นๆ ก็แนะนำร้านนี้ ใครชอบแบบเหลวๆ หน่อยก็ไปอีกร้านนะจ๊ะ พิกัด : Nathan Road (MTR Yau Ma Tei : Exit C) 6. Mazazu Crepe ร้านโปรดในดวงใจของเราเองงง ด้วยความที่เดิมทีเราเป็นคนที่ชอบทานเครปเย็นอยู่แล้ว ร้านนี้เลยเป็นร้านของกินในฮ่องกงที่ถูกใจของเรามากๆ เพราะมีความนุ่มละมุนลิ้น มีกลิ่นหอมของครีมฟินๆ และตัวครีมก็มีความเบา ไม่หวานมาก พอนำมารวมกับผลไม้ หรือท็อปปิ้งอื่นๆ แล้ว มันลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ทำให้ทุกครั้งที่ไปฮ่องกง ก็ต้องแวะไปร้านนี้ทุกทีเลยล่ะ พิกัด : ห้าง Ocean Terminal (ติดกับ Habour City) 7. Lan Fong Yuen อีกหนึ่งร้านอาหารสไตล์ชาชังเตง (แบบเดียวกับ Australian Dairy Co.) แต่ทีเด็ดของร้านนี้กลับไม่ใช่ชุดอาหารเช้านะครับ แต่เป็น Hong Kong Milk Tea หรือชานมฮ่องกง ที่เค้าว่ากันว่าเป็นชานมที่นุ่ม เนียน และอร่อยที่สุดในฮ่องกงเลยทีเดียว มื้อเช้าก่อนไปตะลุยฮ่องกงทั้งวัน แนะนำร้านนี้ก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับ พิกัด : Gage Street (MTR Hong Kong : Exit C) 8. The Sweet Dynasty งานอาหารจีนต้องมานะครับ ใครที่ไปเหยียบแผ่นดินฮ่องกงแล้วไม่ได้ทานอาหารจีนเลยสักมื้อ ขอแนะนำว่าให้กลับไปใหม่ แล้วไปลองร้านนี้เลยครับ รับรองว่ารสชาติถูกปากคนไทยเราแน่นอน ไม่เลี่ยนมากเหมือนที่ใครเค้าลือกัน แถมราคายังสบายกระเป๋าควักจ่ายได้สบายๆ หน้าไม่ซีดอีกด้วย ก่อนจะปิดท้ายด้วยเต้าฮวยถังไม้ เป็นอันจบพิธี มื้อนี้อิ่มท้องฟินๆ กันไป พิกัด : Hankow Road (MTR Tsim Sha Tsui : Exit A1) 9. Dimsum Icon มาทานติ่มซำกันบ้างครับ แต่สายแฟฯ (ย่อมาจาก แฟชั่น อิอิ) อย่างเราๆ จะไม่ยอมทานร้านธรรมดาๆ อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นร้านนี้เลยตอบโจทย์ เพราะมันมีความน่ารัก คิ้วท์ๆ อยู่ในตัว และเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เซเลอร์มูน กุเดทามะ ทอยสตอรี่ ฯลฯ รสชาติก็อร่อย ถึงแม้ราคาอาจจะสูงไปบ้าง แต่ก็เพราะมันตั้งอยู่ในห้างนะครับ โดยรวมแล้วโอเคเลยล่ะ ได้ทั้งถ่ายรูปเก๋ๆ อัพลงเฟซบุ๊ค ได้ทั้งอาหารรสชาติอร่อยแบบไม่ต้องเดา คุ้มค่าที่จะจ่าย พิกัด : ห้าง The One, Tsim Sha Tsui 10. Po Kee BBQ cr.openrice.com ปิดท้ายกันที่อาหารเหลา แต่ราคา Street Food พูดไปจะหาว่าเว่อร์ แต่มันจริงๆ นะเออจะบอกให้ ทีเด็ดอยู่ที่หมูกรอบ ที่กรอบมากกกก กัดทีเสียงดังสนั่นเลยล่ะ กับห่านย่างเนื้อนุ่ม ที่เค้าจะย่างแค่วันละ 5 ตัวเท่านั้นนะจ๊ะ หมดแล้วคือหมดเลย อยากทานต้องไปแต่เช้าล่ะ!! ทานคู่กันกับบะหมี่หรือข้าวก็ได้ ฟินทั้งสอง อิ่มท้องไปทั้งวันเลยครับ พิกัด : Queen’s Road (MTR HKU : Exit B1) ครบแล้วทั้ง 10 ร้านที่ทัวร์ครับนำมาฝากกัน มีให้เลือกหลากหลายสไตล์เลย รับรองว่าทริปฮ่องกงครั้งนี้ของเพื่อนๆ จะไม่น่าเบื่อแน่นอนครับ แถมเผลอๆตะลอนกินของกินฮ่องกงในครั้งหน้า อาจจะมีน้ำหนักขึ้นด้วยซ้ำนะ อิอิ ขอให้สนุกกับการทัวร์ฮ่องกงนะครับ อ่านต่อ..บทความแนะนำ >> รีวิว 8 ขนมฮ่องกง !! ของกินฮ่องกงฉบับคนตะลอนเที่ยว <<