ทัวร์ครับพากิน
ทัวร์ครับพาตะลอนกิน ย่านร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้งเมนูเด็ดของแต่ละประเทศที่ไม่ควรพลาด
รีวิวตลาดปลาไทเป 10 เมนูไปแล้วต้องกิน
พากิน
รีวิวตลาดปลาไทเป 10 เมนูไปแล้วต้องกิน
ไปเที่ยวไทเป ขึ้นชื่อเรื่องของกิน ไหนจะตลาดของกินสตรีทฟู้ด ห้ามพลาดต้องไปให้ได้ สำหรับตลาดปลาไทเป เพราะอาหารซีฟู้ดของเขาสดๆ ทั้งนั้น ไปแล้วได้ร้องว้าวแน่ๆ ทั้งสถานที่ใหญ่โต เมนูต่างๆ มากมายละลานตา เพื่อไม่ให้งงว่าจะกินอะไรดี ทัวร์ครับ รวมมาให้แล้วกับ 10 เมนูไปตลาดปลาไทเปต้องกินให้ได้รับรองได้เลยว่าเที่ยวตลาดปลาไทเปคราวนี้ ห่างไกลคำว่าพลาดแน่นอนบอกเลย อยากไปเที่ยวไต้หวัน ได้กินได้เที่ยวครบ จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ คลิกเลย https://tourkrub.co/taiwan-tour 1.ปูอาสก้า (Alaska King Crab) ปูอาสก้า (Alaska King Crab) ปูอลาสก้าตัวใหญ่ ๆ ที่ต้องบอกว่าขนาดของปูอลาสก้าที่ตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) แห่งนี้นี่มีขนาดใหญ่ถึงขั้นต้องตะลึงกันเลยทีเดียว แม้จะเป็นเมนูที่ราคาสูงพอสมควร แต่ถ้ามากันหลาย ๆ คนแล้วแชร์กันก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคามาก ๆ กับเนื้อปูที่ทั้งสด ทั้งหวาน ชิ้นใหญ๋ตามขนาดไซส์เจ้าปูตัวโต๊โต ที่สามารถนำทุกส่วนมารับประทานได้ทั้งแบบสด และนำไปปรุง ที่ต้องบอกว่าคุ้มค่ามาก ๆ และถ้าไม่ได้กินปูอลาสก้า บอกเลยว่าเหมือนมาไม่ถึง ฉะนั้นห้ามพลาดเมนูนี้เด็ดขาด 2.ล็อบสเตอร์ (Lobster) ล็อบสเตอร์ (Lobster) อีกหนึ่งเมนูห้ามพลาดต้องลองของตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) กับกุ้งล็อบสเตอร์ตัวโต ๆ ที่สดใหม่แบบยังเป็น ๆ อยู่ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติความหวานอร่อยของเนื้อกุ้งธรรมชาติแบบไม่ต้องปรุงแต่ง และรสสัมผัสเป็นนุ่ม เด้ง ละมุนลิ้น Lobster Lover ทั้งหลายพุ่งตัวมาทางนี้ได้เลย 3.หอยนางรม (Oyster) หอยนางรม (Oyster) อีกหนึ่งเมนูที่นิมยมกินสด แบบไม่ต้องปรุงแต่ง เพราะรสชาติที่หลากหลาย และความหอมหวาน เฟรซของน้ำทะเลที่อมอยู่ในตัวหอยนางรมที่หวาน มัน เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น อยู่แล้ว เพียงแค่บีบมะนาวสักนิด แค่นี้ก็ติดใจแล้ว ที่สำคัญคือหอยนางรมของตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) นอกจากจะสดมาก แล้วยังรสชาติดีเว่อร์ไม่แพ้ที่อื่น ๆ อีกด้วย 4.หอยเชลล์ (Scallops) หอยเชลล์ (Scallops) อีกหนึ่งเมนูหอยยอดนิมยมของตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) แต่เมนูนี้ไม่ต้องกินสด แต่นำมาปรุ่งง่าย ๆ ด้วยการอบ หรือย่างกับเนยนิดหน่อย ก็ทำให้เจ้าหอยเชลล์ชิ้นโต นุ่มเด้ง และหอมมันน่ารับประทานแบบสุด ๆ ไฮไลท์ของหอยเชลล์ที่ตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) แห่งนี้ คือ หอยเชลล์ของที่นี่บิ๊กไซส์มาก ๆ ทานแล้วได้รสชาติเต็ม ๆ 5.ไข่หอยเม่น (Uni) เมนูเด็ดที่ยังอยู่ต่อกับหอย แต่เป็นไข่หอยกันบ้าง กับไข่หอยเม่น (Uni) ที่เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากในหมู่คนรักอาหารญี่ปุ่น และนักเที่ยวสายกินทั้งหลาย ที่ต้องบอกว่าที่ตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) มีขาหอยเม่นให้เลือกทานแบบละลานตา อยากทานเท่าไหร่ที่มีแบบคับคั่งจัดหนัก แบบว่าเป็นสวรรค์ของคนรักไข่หอยเม่นกันไปเลย 6.กุ้งหวาน (Sweet Prawn) กุ้งหวาน (Sweet Prawn) เมนูที่ดูหน้าตาอาจไม่อลังการอย่างเมนูอื่น ๆ แต่เรื่องรสชาติรับรองได้ว่าหวานจับใจ กับเมนูจิ๋วแต่แจ๋วอย่างกุ้งหวาน กับกุ้งตัวเล็ก ๆ น่ารัก แต่สดและเด้งมาก ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงเพียงเล็กน้อยให้สุกกำลังดี พอดีรับประทาน กับรสชาติหวานละมุน ทั้งจากตัวกุ้งและการปรุงรสชาติ ใครที่มาเป็นครอบครัวสามารถพาเขจ้าตัวเล็กทั้งหลายพุ่งมามุมนี้ได้เลย รับรองว่าเด็ก ๆ ต้องติดใจ 7.เมนูรวมอาหารทะเล (Seafood Plate) Seafoood Plate เมนูนี้เป็นเมนูที่เลือกมาสำหรับคนที่ไปคนเดียว บินเดียวเที่ยวแบบไม่มีคนแชร์ด้วย เพราะจาน Seafoood Plate ได้รวบรวมอาหารทะเลน่าทานของตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) เอามาไว้ให้ในจานเดียวแบบครบหมดทุกอย่าง ไม่ต้องเลือกเองด้วย เพราะอะไร ๆ ก็ดูน่ากินไปหมด แต่เมนูจานนี้รวบรวมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ทั้ง ก้ามปูอลาสก้าชิ้นโต กุ้งหวาน หอยเชลล์ ห้องนางรม ที่รับรองได้ว่าไม่ต้องกลัวว่าไปคนเดียวจะตระเวรเที่ยว ตระเวนกินได้ไม่ครบทุกเมนู ไม่ต้องกระเพราะเหล็กก็เก็บหมดกับเมนูนี้ 8.ซูชิ (Shushi) ซูชิ (Shushi) เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดของตลาดปลาไทเป ก็อาหารทะเลของที่นี่การันตีความสดแบบยังว่ายน้ำเป็น ๆ อยู่ในน้ำทะเลกันอยู่เลย ว่าแล้ววก็ต้องลองเมนูซูชิ (Shushi) เมนูอาหารญี่ปุ่นที่ผ่านการปรุงง่าย ๆ ไม่มากมาย แต่พิถีพิถันเพื่อชูรสชาติของวัตถุดิบอย่างแท้จริง คนรักซูชิ (Shushi) ได้ลองความสด อร่อยของอาหารทะเลสด ๆ ที่ตลาดปลาไทเป (Tsipei Fish Market) บอกเลยต้องมี WOW 9.ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (Salmon Don) ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (Salmon Don) เมนูเด็ดที่ถูกเลือกมาเพื่อคนรักปลาแซลมอน ให้ได้จุใจกับทั้งความสด อร่อย ของปลาซอลมอนแบบเน้น ๆ ทั้งเนื้อปลาแซลมอนหั่นหนาแต่ชิ้นพอดีคำ ที่โรยหน้า Topping มาด้วยไข่ปลาแซลมอนลูกกลมโตสีสันสดใสน่ารับประทาน ที่พร้อมจะแตกตัวสร้างความหอมมันกลมกล่อมในทุกคำที่รับประทาน ว่าแล้วคนรักแซลมอนบอกเลยว่ายิ่งตักยิ่งเพลิน แบบนี่หมดไปตอนไหนไม่รู้ตัวต้องของเพิ่มต่ออีกสักจานเลยทีเดียว 10.ซาซิมิ (Sashimi) ซาซิมิ (Sashimi) เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดตัวท็อปของตลาดปลาไทเป (Taipei Fish Market) ด้วยความสดของอาหารที่ทะเลที่เรียกว่ายกทั้งทะเลมาไว้ในตลาด แถมอาหารทะเลแต่ละชนิดก็สดจัดเต็มแบบยังว่ายน้ำกันอยู่เลยแล้วด้วย ก็ต้องไม่พลาดเมนูเด็ดที่รังสรรง่าย ๆ แต่ประณีต อย่างซาซิมิ (Sashimi) ที่จะบ่งบอกถึงความหวาน สดอร่อย ตามธรรมชาติของชิ้นปลาออกมาแบบเรียล ๆ ที่สำคัญซาซิมิ (Sashimi) ที่นี่นอกจากจะสด หอม หวานอร่อยแบบไม่ต้องปรุงแต่งแล้ว ยังคุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยปริมาณจัดหนัก มาแบบชิ้นใหญ่ ๆ หนา ๆ เต็มปปากเต็มคำ ให้ได้ลิ้มลองรสชาติกันได้แบบสะใจในทุกชิ้นที่รับประทานกันทีเดียว จัดแบบเน้นให้ไปแบบครบ ๆ กันแล้วสำหรับนักเที่ยวสายทริปเที่ยวกินให้ตัวแตกที่ไต้หวัน ใน “รีวิว ตลาดปลาไทเป 10 เมนูไปแล้วต้องกิน” ทริปเที่ยวไทปสไตล์สายกินฉบับ Seafood Lover ครั้งนี้ รับรองฟินเว่อร์ แบบไม่มีห่วงตัวเลขบนตาชั่งอย่างแน่นอน ก็แต่ละเมนูดูดี อร่อยเด็ด ห้ามพลาดต้องกินซะขนาดนี้ น้ำหนักจะขึ้นอีกสักเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรเรายอม
อัพเดต 15 คาเฟ่ในกรุงเทพ บรรยากาศดี ชิคก็ได้ชิลล์ก็ดี
พากิน
อัพเดต 15 คาเฟ่ในกรุงเทพ บรรยากาศดี ชิคก็ได้ชิลล์ก็ดี
จริงอยู่ที่ว่าคาเฟ่ในกรุงเทพฯ นั้นมีให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ทั้งคาเฟ่ตามย่านใกล้บีทีเอสต่างๆ รวมไปถึงตามตรอกซอกซอยในย่านเมืองเก่าอันเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีคาเฟ่ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคาเฟ่สมัยนี้ นอกเหนือจากรสชาติกาแฟของแต่ละร้าน ที่งัดไม้เด็ดมามัดใจลูกค้า ด้วยเมล็ดพันธุ์กาแฟอันหลากหลายแล้วนั้น การตกแต่งร้านยังไม่เป็นสองรองใครอีกต่างหาก บอกได้เลยว่าหากใครที่ชอบดื่มกาแฟเป็นกิจวัตร หรืออยากไปนั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลงที่คาเฟ่บรรยากาศดีๆ สักร้าน แนะนำว่าห้ามพลาดบทความนี้เลย เพราะเราจะพาไปตะลุย พบกับ 15 คาเฟ่ในกรุงเทพฯ บรรยากาศดี ที่รับรองว่าจะถ่ายรูปออกมาให้ชิคก็ได้ หรือจะไปนั่งชิลล์ๆ ก็ดีเช่นกัน 15 คาเฟ่กรุงเทพ บรรยากาศดี 1. Roots at Sathorn คาเฟ่แห่งแรกที่อยากจะแนะนำ เป็นคาเฟ่ที่ชื่อว่า Root แต่ก่อนนั้นมีอยู่สาขาเดียวคือที่เอกมัย แต่ตอนนี้มาเปิดที่สาทรได้สักระยะหนึ่งแล้ว สามารถนั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานีสุรศักดิ์แล้วเดินอีกแค่นิดหน่อยก็ถึง สำหรับร้านคาเฟ่นี้จะโดดเด่นเรื่องของรสชาติกาแฟเป็นอย่างมาก มีเมล็ดพันธุ์กาแฟให้เลือกหลากหลาย และหมุนเวียนกันไป จึงไม่ต้องกังวลถึงความซ้ำซากจำเจ เมนูกาแฟจะมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา และ Cold Brew แนะนำเมนูกาแฟดำ เวลาเปิดปิด: 07.00 - 19.30 น. เปิดทุกวัน Google Maps 2. Room111 อยากได้ร้านกาแฟที่เหมาะกับการนั่งชิลล์ จะถ่ายรูปก็ดีเพราะมีมุมน่ารักๆ หรือว่ามีส่วนที่เป็น co-working space แนะนำให้มาที่ “Room111” เพราะว่าเป็นร้านคาเฟ่ที่มีครบ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ย่านสีลม ในสีลมซอย 7 ข้างๆ ซอยละลายทรัพย์ จุดเด่นของร้านนี้จะอยู่ที่เมนูกาแฟแบบ Cold Brew ที่ใช้เวลาสกัดนาน แนะนำให้สั่ง Eight coffee เพราะใช้เวลาสกัดนานถึง 8 ชั่วโมงด้วยกันเลยทีเดียว หรือใครชอบรสชาติแบบกาแฟดริป ที่ร้านนี้ก็มีพร้อมเสิร์ฟเช่นกัน เวลาเปิดปิด: 08.00 - 17.00 น. วันธรรมดา และ 10.30 - 19.00 น. สำหรับวันเสาร์ - อาทิตย์ Google Maps 3. Sweet Pista กำลังตามหาคาเฟ่สไตล์โฮมมี่แบบอบอุ่น เข้าไปนั่งแล้วให้ฟีลเหมือนไปบ้านเพื่อน อยากให้มาลอง “Sweet Pista” คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายใน Warehouse 30 ย่านเจริญกรุง สถานที่รวมแห่งฮิปมากมาย ภายในโครงการนี้ก็จะมีร้านกาแฟอยู่หลายร้านด้วยกัน แต่ร้านที่เราอยากจะแนะนำก็คือร้านนี้ เพราะเป็นร้านคาเฟ่ที่มีอาหารขาย ทั้งของหวาน ของคาว และเครื่องดื่มคือมีครบ ถึงแม้ว่าร้านจะเล็กไปสักหน่อย แต่เราก็พร้อมที่จะรอ อาหารจะเป็นสไตล์โฮมมี่ โฮมเมด แนะนำให้สั่งสปาเก็ตตี้ และของหวาน เวลาเปิดปิด: 11.00 - 22.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ Google Maps 4. Hēi Jīi คาเฟ่แห่งนี้อ่านออกเสียงว่า เฮยจี โดยคำนี้เป็นภาษาจีน แปลว่าไก่ดำ อันเป็นสัญลักษณ์ของร้านนั่นเอง เป็นคาเฟ่ที่ดัดแปลงอาคารสไตล์เก่าให้กลายมาเป็นคาเฟ่สุดฮิป ตั้งอยู่ภายในซอยเจริญกรุง 43 หรือว่าแค่เดินออกจากซอย Ware house แล้วให้ข้ามถนนมาซอยตรงข้ามก็จะถึงเลยนั่นเอง ในร้านถึงแม้จะเล็ก แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสม่ำเสมอไม่ขาดสาย แนะนำให้ลองสั่งโกโก้เย็นดู ความแปลกใหม่ก็คือทางร้านจะใช้กระดาษปิดฝา แล้วให้ใช้หลอดเจาะลงไป ไม่ใช่เป็นฝาครอบพลาสติก ซึ่งถือว่าดี เข้ากับเทรนด์โลกร้อน สำหรับราคาก็แรงไปหน่อย แต่ถ้าคิดว่ามาซื้อบรรยากาศ ได้ถ่ายรูปสวยๆ ก็ถือว่าโอเคนะ เวลาเปิดปิด: 09.00 - 18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ Google Maps 5. Rocket ถ้าหากถามว่าคาเฟ่เป็นอันดับต้นๆ ในดวงใจ เราขอยกให้คาเฟ่ร้าน Rocket เลยนะ สำหรับร้านนี้ ทำเลดีมาก เพราะตั้งอยู่ภายในสาทรซอย 12 ใกล้กับบีทีเอสช่องนนทรี วันไหนรู้สึกเบื่อๆ ก็ชอบมานั่งที่คาเฟ่แห่งนี้ เนื่องจากเป็นคาเฟ่สไตล์สวีดีช ตกแต่งร้านด้วยความเรียบ และแฝงไปด้วยความเก๋ ชอบตรงที่เป็นร้านคาเฟ่ที่ขายอาหารแบบเป็นจริงเป็นจังมากๆ นอกจากนั้นยังมีเมนูอาหารเช้าให้ได้สั่งกันตลอดๆ ทั้งวันอีกด้วย สำหรับเมนูเครื่องดื่มที่ชอบมากที่สุด ก็คือชอกโกแลตร้อน เพราะจะมาในรูปแบบของชอกโกแลตสดมาเป็นแท่ง ที่ให้นำไปคนให้ละลายในนมร้อนๆ บอกเลยว่าอย่างฟิน ทั้งเข้มข้น หวานปนขม และหอมนมกำลังดี เวลาเปิดปิด: 07.00 - 20.00 น. Google Maps 6. Red Diamond Cafe เดินช้อปปิ้งมาเหนื่อยๆ แล้วอยากจะแวะพักหาคาเฟ่นั่งชิลล์สักแก้ว ขอเชิญให้มาลอง “Red Diamond Cafe” หนึ่งในร้านกาแฟที่ได้รับความนิยม และได้รางวัลมากมาย ซึ่งสำหรับสาขาที่จะนำเสนอนี้ก็คือสาขาที่ห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์ ความน่าสนใจของร้านกาแฟแห่งนี้ คือโดดเด่นในเรื่องเมล็ดพันธุ์กาแฟ และการเป็น Specialty ในเรื่องของกาแฟโดยเฉพาะ จะมีเมล็ดพันธุ์ให้เลือกจากทั่วทุกมุมโลก ให้คุณได้ลิ้มลองกาแฟในรสชาติต่างๆ ด้วยการชงกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ หากใครมีโอกาสได้แวะไปชิมกาแฟที่ร้านนี้ ให้ลองถามหากาแฟเมล็ดพิเศษ หรือเมนูพิเศษที่แนะนำ เวลาเปิดปิด: 10.00 - 20.00 น. Google Maps 7. Like Italy Cafe Bakery ร้านคาเฟ่แห่งนี้ชื่อว่า “Like Italy” ที่ไปเจอมาตอนไปเดินเล่นแถวท่าพระอาทิตย์ เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่สามารถมานั่งชิลล์ได้ตลอดทั้งวัน อันที่จริงคาเฟ่ร้านนี้จะโดดเด่นเรื่องเบเกอรี่ มีเมนูขนมปัง และขนมต่างๆ ให้เลือกเพียบ เอาเป็นว่าถูกใจสายแป้งแน่นอน เป็นคาเฟ่ที่ถึงแม้จะไม่ใหญ่ และไม่ได้มีที่นั่งมาก แต่ก็ตกแต่งได้น่านั่ง และดึงดูดสายตา ใครแวะผ่านไปผ่านมาแถวท่าพระอาทิตย์ หรือถนนข้าวสาร ก็สามารถแวะไปนั่งจิบกาแฟ กินขนมที่คาเฟ่นี้กันได้ เวลาเปิดปิด: 07.00 - 17.30 น. Google Maps 8. SUNKISS Pool.Bed.Cafe SUNKISS Pool.Bed.Cafe เป็นชื่อของคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม แม้จะอยู่ไกลแต่ก็ไม่หวั่นสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปคาเฟ่สวยๆ เพราะวันที่เราไปนั้น ที่นั่งก็เต็มแน่นขนัดอยู่เหมือนกัน ความโดดเด่นก็คือจะมีทั้งส่วนที่เป็นที่พัก สระว่ายน้ำ อันเป็นจุดไฮไลท์ของที่นี่ และมีคาเฟ่ริมคลองให้ได้นั่งทำงานกันชิลล์ เป็นคาเฟ่ที่สวย ถ่ายรูปออกมาโดนใจ ถึงแม้จะอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 1 แต่ก็คุ้มค่าที่จะไปเยือน เวลาเปิดปิด: 08.00 - 19.00 น. ปิดทุกวันอังคาร Google Maps 9. Farm To Table Hideout หากว่าเบื่อคาเฟ่แบบเดิมๆ แนะนำให้มาคาเฟ่ขนมไทย ที่มีขายทั้งเมนูข้าว ของหวาน ขนมไทย และไอศกรีม กับ “Farm To Table Hideout” เป็นคาเฟ่อีกหนึ่งสาขาของฟาร์มทูเทเบิ้ล โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปท์ทุกสิ่งล้วนออกานิกส์ และเน้นความเป็นธรรมชาติ สำหรับสาขานี้จะมีขนมไทยพร้อมเสิร์ฟหลายเมนูด้วยกัน รวมไปถึงไอศกรีมโฮมเมดก็มีเช่นกัน นอกจากนั้นหากใครที่อยากมานั่งจิบกาแฟ หรือเครื่องดื่มต่างๆ ก็มีครบ ถือว่าเป็นคาเฟ่ที่มานั่งชิลล์ๆ ได้ทั้งวัน ยิ่งใครที่ชอบขนมไทยยิ่งต้องมา เวลาเปิดปิด: 10.00 - 21.00 น. ปิดทุกวันพุธ Google Maps 10. Aoon Pottery เป็นคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากๆ เลยสำหรับ Aoon Pottery ที่เป็นทั้งสตูดิโอปั้นเซรามิก และคาเฟ่ไปในตัว ตั้งอยู่ในซอยวัดสัมพันธวงศ์ ในย่านเยาวราช ถึงแม้จะเป็นคาเฟ่เล็กๆ แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะว่ามีทั้งเครื่องดื่มแสนอร่อย และเมนูข้าวโฮมเมดที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน นอกจากนั้นความพิเศษคือในแต่ละวัน จะมีเมนูขนม อย่างเช่นวันที่เราไปก็จะมีบราวนี่เสิร์ฟคู่กับไอศกรีม ที่พิเศษกว่านั้นคือเมนูทุกอย่าง จะถูกเสิร์ฟมาในภาชนะที่ทางเราทำเอง ปั้นเอง เผาเอง หรือถ้าหากใครชอบก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยนะ เวลาเปิดปิด: 11.00 - 17.00 น. ปิดทุกวันพฤหัสบดี และศุกร์ Google Maps 11. CHATA Specialty Coffee ถัดจากร้านอุ่นคาเฟ่ไปได้ไม่ไกล ก็มีอีกหนึ่งคาเฟ่ที่อยากจะแนะนำ สามารถเดินไปถึง ตั้งอยู่ในซอยพาดสาย ด้านหลังถนนเยาวราชเลย เป็นคาเฟ่ที่ชื่อว่า CHATA Specialty Coffee เป็นคาเฟ่ที่เราชื่นชอบเป็นอันดับต้นๆ เลย เพราะนอกจากร้านที่ออกแบบตกแต่งได้สวยงาม ดูคล้ายกับเรือนกระจกขนาดย่อมแล้วนั้น ยังมีเมนูเครื่องดื่มมากมาย ที่แปลก และแตกต่างกับร้านๆ อื่น ด้วยการนำวัตถุดิบมาเบลนกันให้มีรสชาติแปลกใหม่ ที่เลิฟมากที่สุดต้องยกให้กับชอกโกแลตเย็น และสตอรว์เบอร์รี่ ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเข้ากันได้อย่างลงตัวมาก เวลาเปิดปิด: 08.00 - 17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ Google Maps 12. Nana Coffee Roaster ร้านกาแฟที่ซอยอยู่ภายในซอยนานา ย่านเยาวราช ที่หลายคนรู้จักในชื่อว่า Nana Coffee Roaster เป็นร้านกาแฟที่เป็นทั้งร้านขายดอกไม้ คาเฟ่ และบาร์ด้านบน ความโดดเด่นก็คือการตกแต่งร้าน ที่ดัดแปลงตึกเก่าให้กลายมาเป็นคาเฟ่ ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และมีดอกไม้แห้งสวยๆ ประดับประดาอยู่ในร้านเต็มไปหมด สำหรับเมนูของกาแฟ จะมีเมนูที่ถูกดัดแปลง โดยใส่กลิ่น และส่วนผสมของกลิ่นดอกไม้เข้าไปด้วย อย่างเช่นเมนูซิกเนเจอร์ La Boisson De Kanda กาแฟดำที่มีกลิ่นกุหลาบเบาๆ นอกจากนั้นยังมีเค้กน่ากินให้เลือกมากมาย เวลาเปิดปิด: 10.00 - 20.00 น. Google Maps 13. Floral Cafe' at Napasorn หลายคนเดินผ่านหน้าร้านแล้วอาจจะไม่รู้ ว่าร้านขายดอกไม้ในย่านปากคลองตลาดที่ชื่อว่า นภสร คาเฟ่ นั้นนอกเหนือจากจะเป็นร้านดอกไม้แล้ว ด้านบนยังมีคาเฟ่ดอกไม้ซ่อนตัวอยู่ ถ้าบอกว่าคาเฟ่แห่งนี้ถูกรวมอยู่ในหนึ่งร้าน Hidden Gems ก็คงจะไม่ผิดมากนัก ความโดดเด่นของร้านนี้ก็คือจะถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้แห้ง และของสะสมสไตล์วินเทจ แนะนำหากใครมานั่งชิลล์ที่คาเฟ่ ให้ลองสั่งไอศกรีมโฮมเมด หรือจะสั่งเค้กโฮมเมด ที่มีหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล มากินคู่กับชาร้อนๆ สักแก้วก็ดี เวลาเปิดปิด: 10.00 - 22.00 น. เปิดให้บริการทุกวัน Google Maps 14. Patom Organic Living Patom Organic Living อ่านว่า ปฐม คาเฟ่ เป็นร้านออกานิกส์ที่อยู่ใจกลางเมือง ในย่านสุขุมวิท ที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะมีคาเฟ่ออกานิกส์ ซึ่งรายล้อมไปด้วยสีเขียวของธรรมชาติอยู่ในย่านทองหล่อแห่งนี้ สำหรับเมนูในร้านปฐมนี้ จะเน้นแต่เมนูออกานิกส์ และเน้นความเป็นธรรมชาติ แนะนำให้ลองสั่งเมนูน้ำผลไม้ออกานิกส์ หรือถ้าใครหิว ก็มีเมนูข้าวทั่วไปให้ลองสั่งอีกด้วยเช่นกัน อยากหนีความวุ่นวาย มานั่งชิลล์ท่ามกลางสวนสวยๆ แนะนำให้มาที่ปฐมได้เลย เวลาเปิดปิด: 10.00 - 18.00 น. สำหรับวันจันทร์ ถึงศุกร์ และ 09.00 - 18.00 น. สำหรับวันเสาร์ และวันอาทิตย์ Google Maps 15. Jaiyen Cafe หนึ่งคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในซอยทองหล่อ 13 ถือว่าเป็นคาเฟ่ที่อยากจะแนะนำสำหรับครอบครัว หรือว่าใครที่ชอบกินไอศกรีม ไม่อยากให้พลาด เพราะไอศกรีมของใจเย็น คาเฟ่ ถือเป็นไอศกรีมโฮมเมด ที่ทั้งรสชาติ และคุณภาพดีไม่ต่างกัน มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ แต่ที่นิยมมากที่สุดก็คือ ยาคูลย์ปีโป้ นอกจากนั้นยังมีเมนูที่สุดแสนครีเอทต่างๆ มากมายให้เลือก รับรองว่าเด็กๆ ถูกใจแน่นอน เวลาเปิดปิด: 12.00 - 22.00 น. Google Maps วันหยุดสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง หากไม่อยากออกไปไกลถึงต่างจังหวัด ก็สามารถหาคาเฟ่ในกรุงเทพฯ บรรยากาศดีๆ เหล่านี้ หนีความวุ่นวาย มานั่งจิบกาแฟกันดีกว่า นอกเหนือจาก 15 คาเฟ่กรุงเทพฯ บรรยากาศดีเหล่านี้แล้วนั้น ภายในกรุงเทพฯ ก็ยังมีคาเฟ่เยอะแยะมากมาย หากอยากอ่านรีวิวเพิ่มเติม เข้าไปอ่านได้ที่ https://www.flymetothemar.com/ หรือว่าเพจ https://www.facebook.com/flymetothemarsss/
15 สิ่งต้องซื้อกิน รวมลิสต์เมนูสุดอร่อยในร้านสะดวกซื้อที่ไต้หวัน
พากิน
15 สิ่งต้องซื้อกิน รวมลิสต์เมนูสุดอร่อยในร้านสะดวกซื้อที่ไต้หวัน
ใครมีโอกาสไปเที่ยวไต้หวัน ในบทความนี้เราก็อยากจะมาแนะนำของกินสุดอร่อยภายในร้านสะดวกซื้อ ที่แนะนำเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะคัดมาแต่ของกินเด็ดๆ แสนอร่อย ที่มีตั้งแต่ชานมไข่มุก ที่ขายกันหลายสิบยี่ห้อ ไปจนถึงอาหารกล่องที่หน้าตาดูดี ที่สำคัญคือราคาไม่แรง เมื่อเทียบกับคุณภาพ รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งหากใครที่ไปเที่ยวไต้หวัน นอกเหนือสตรีทฟู้ด และชานมไข่มุกที่อยากให้ลองแล้วนั้น ก็ยังขนม อาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ ในร้านสะดวกซื้อนี่แหละ ที่น่าสนใจ และอร่อยไม่แพ้กัน ไปไต้หวันทริปหน้าก็เตรียมตัวจด 15 ของกินที่ต้องซื้อใน 7-11 มาลองกินตามลิสต์ข้างล่างนี้ได้เลย ไปเที่ยวไต้หวัน เที่ยวสนุก เดินทางสบาย ไม่ต้องวางแพลนให้วุ่นวาย ก็สามารถไปดูรายละเอียดและจองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท >>https://tourkrub.co/taiwan-tour 15 ของกินไต้หวัน ใน 7-11 1. ชานม ฉุน ชุ่ย เฮอ จริงอยู่ที่ว่าชานมในร้านสะดวกซื้อนั้นก็มีให้เลือกมากมายหลายแบบ แต่ชานมที่ฮอตและฮิตมากที่สุดก็คือ ชานม ฉุน ชุ่ย เฮอที่มาในแพ็กเกจขวดพลาสติกสีหวาน มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ แต่รสที่ขายดีและเราลองแล้วอร่อย ก็คงหนีไม่พ้นชานมแบบออริจินัล รสชาติต้นตำรับ เพราะหอมชาแบบอ่อนๆ ไม่เข้ม หรือว่าขมมากเกินไป คนไม่ชอบกินชานมก็กินได้นะยี่ห้อนี้ ที่สำคัญคือไม่หวานมากเกินไป ราคาน่ารัก ขวดนึงประมาณ25TWD คนส่วนใหญ่จึงชอบหิ้วกลับมาเป็นของฝาก แนะนำให้ไปไต้หวันต้องโดนเพราะราคาไม่แพง 2. ชาพีชใส่เจลลี่บุก หากใครไม่ชอบความหวาน แต่อยากดื่มชา ตัวนี้คือคำตอบ เป็นชายี่ห้อ Gong Cha ชื่อดัง ที่นำมาใส่กล่องมีใส่เจลลี่บุกเข้าไปด้วย เหมือนตามรูปบนกล่องเลย ไม่หลอกลวง รสชาติเป็นชาที่ดื่มง่าย มีความหอมชาตามสไตล์ขอชา Gong Cha สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป แนะนำให้ลอง หากใครที่ชอบความหวาน หรือความมันของชานมไข่มุก เป็นแบบกล่องก็สามารถซื้อดื่มได้สะดวกดี เดินๆ อยู่คอแห้ง นึกอยากดื่มชา แนะนำยี่ห้อนี้ก็ไม่หวานมากไป 3. ชาเขียวแบบขวดไม่มีน้ำตาล ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชาเขียวขวดนี้ อ่านว่ายี่ห้ออะไร แต่ขอให้จำรูปร่าง และลักษณะของขวดเอาไว้ เพราะเท่าที่ลองดื่มชามาทั้งหมด ชอบยี่ห้อนี้มากที่สุด เป็นชาเขียวที่ไม่ใส่น้ำตาล แต่เวลาดื่มเข้าไป จะหอมชาแบบอ่อนๆ และมีรสขมติดอยู่ที่ปลายลิ้นปลายๆ แถมมีความหวานเจือ ซึ่งเข้าใจว่าไม่ใช่ความหวานที่ได้มากจากน้ำตาล สรุปแล้วเป็นชาเขียวยี่ห้อที่ดื่มง่าย ใครอยากลองหัดดื่มชา รับรองว่าดื่มได้ ที่สำคัญรสชาติทั้งหมดมันช่างลงตัว เห็นในซุปเปอร์มาร์เก็ตมีขวดใหญ่ลิตรขายด้วย 4. ไข่ต้มชา ใครเดินเที่ยวอยู่แล้วหิวๆ หรือว่าที่ไต้หวันนั้นอากาศหนาว ฝนตกพอดี แนะนำให้แวะเข้าแฟมิลี่มาร์ท หรือ 7-11 ก็ได้ แล้วมาซื้อไข่ต้มชาไปรับประทานกันดีกว่า สำหรับไข่ต้มชานี้ ถือว่าเป็นเมนูที่ฮิตอยู่ทีเดียว ยืนๆ อยู่ก็เห็นชาวไต้หวันคีบไข่ไปกินไม่หยุด พอลองแล้วก็ต้องอุทานว่า อื้อหื้อ! ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่าไข่ต้มชา ที่แสนจะธรรมดามันจะอร่อยขนาดนี้ อารมณ์คล้ายๆ ไข่พะโล้ หรือไข่ต้มสมุนไพรอะไรประมาณนั้น เดินอยู่แล้วเกิดหิว ไข่ต้มชาช่วยคุณได้นะ 5. ไอศกรีมเบียร์ เห็นไอศกรีมสีขาวนวลแบบนี้ นั้นไม่ใช่ไอศกรีมซอฟท์ครีมนมแต่อย่างใด แต่เป็นไอศกรีมรสเบียร์! ที่อาจจะไม่ได้มีขายในแฟมิลี่มาร์ททุกสาขา แต่หากใครเจอ เราก็ขอให้ลองดู เพราะเป็นไอศกรีมรสเบียร์ ซึ่งคนไม่กินเบียร์ก็กินได้นะเอาจริงๆ แค่มีความกลิ่น และรสชาติบางๆ ที่คล้ายกับเบียร์ แต่ไม่มีความเมาแต่อย่างใด รสสัมผัสของไอศกรีมก็ดีอยู่ มีความละมุนในระดับหนึ่ง แอบบอกใบ้ให้ว่าสาขาที่เจอคือ แถวตลาดปลาไทเป แต่เท่าที่เห็นมาจะมีแค่แฟมิลี่มาร์ทเท่านั้นนะ 6. มันเผา ช่วงที่ไปไต้หวัน อากาศค่อนข้างเย็น วันไหนที่ฝนตกอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปอีก การเดินถือมันเผากินแบบร้อนๆ มันก็เป็นอะไรที่ฟินอย่างบอกไม่ถูก มันเผาที่อุ่นๆ กำลังดี มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เอาจริงๆ ก็เป็นแค่มันเผา รสชาติหวานๆ หอมๆ ธรรมดาทั่วไป แต่บอกเลยว่าพอเจออากาศหนาวๆ เข้าไป ความอร่อยของมันเผานั้นได้ถูกคูณสองขึ้นมาทันที หากใครที่ไปเที่ยวไต้หวัน แล้วอยากได้บรรยากาศ ของการเดินกินมันเผาอุ่นๆ แนะนำว่าให้ลอง 7. นมแอปเปิ้ล ขอเกริ่นก่อนว่านอกจากชานมแล้วนั้น นมที่ไต้หวันก็มีให้เลือกลองหลายยี่ห้อมาก บางยี่ห้อก็เป็นนมสัญชาติไต้หวันเอง ส่วนนมบางยี่ห้อก็นำเข้าจากประเทศใกล้เคียง สำหรับนมยี่ห้อนี้ สังเกตดีๆ จะมีให้เลือกหลายรสอยู่ แต่สำหรับรสนี้ที่แนะนำก็คือนมรสแอปเปิ้ล เวลากินเข้าไปจะได้ความเปรี้ยว และหอมนิดๆ เหมือนกับกินโยเกิร์ต แต่ได้รสสัมผัสแบบนมๆ ไม่ข้น หากใครที่ไม่ชอบนมจืดธรรมดา อยากได้ความแปลกใหม่ แนะนำรสแอปเปิ้ลก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยหล่ะ 8. นมสด เอาเป็นว่าไม่รู้จะอธิบายยังไงกับนมกล่องนี้ แต่เชื่อฉันอย่าหลงไปเชื่อใคร ซื้อมาลองชิมเถอะ คือเป็นนมที่อร่อยจริงๆ บอกเลยว่าลืมรสชาตินมที่ไทยไปได้เลย แพ้ราบคาบ เพราะนมกล่องนี้มีทั้งความหอมหวาน ความหอมมัน ที่สำคัญคือดื่มง่าย เด็กๆ ที่ไม่ชอบดื่มนม แนะนำเลยว่าต้องชอบแน่นอน ที่มั่นใจได้ขนาดนี้ เพราะว่าซื้อมากล่องใหญ่ ใส่ตู้เย็นเอาไว้ดื่มทุกวันตอนเช้าเลยหล่ะ ถึงแม้จะแปลยี่ห้อไม่ออก ไม่รู้ว่าเป็นนมจากที่ไหนก็ไม่เป็นไร จำกล่องไว้ก็พอ บางร้านสะดวกซื้อจะมีเป็นกล่องเล็กๆ แต่กล่องใหญ่จะซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตนะ 9. เบียร์น้ำผึ้ง ใครเป็นสายแอลฯ ทางเราขอแนะนำเครื่องดื่มตัวนี้เลย เป็นเบียร์ของไต้หวันเอง จะหาซื้อยากสักหน่อย หากซื้อในร้านสะดวกซื้อไม่เจอ แนะนำให้ลองไปหาในซุปเปอร์มาร์เก็ตดู แต่ถ้าหากว่าเจอแล้วอย่าปล่อยไปง่ายๆ อยากจะให้ลองซื้อมาดื่มกันดู เพราะเป็นเบียร์ที่มีความหวานหอมน้ำผึ้งมาก ดื่มง่าย กลิ่นมอลต์เบียร์ไม่แรงมากเกินไป ผสมน้ำผึ้งมากำลังดีเลยหล่ะ เป็นเบียร์ที่เหมาะกับผู้หญิง หรือใครที่ชอบเบียร์ที่มีกลิ่นหอมๆ ที่สำคัญยังมีปริมาณแอลกอฮอล์แค่ 4.5% เท่านั้น ดื่มได้เพลินๆ อร่อยด้วย 10. ไอศกรีมชานมไข่มุก Tiger Sugar ใครชอบดื่มชานมไข่มุก Tiger Sugar ชื่อดัง เจอสิ่งนี้ในร้านสะดวกซื้อ ขอให้จงพุ่งตัวเข้าไปเลย เพราะหลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า ไอศกรีมห่อสีดำแบบนี้ ที่บนห่อนั้นเขียนว่า Brave As A Tiger นั่นก็คือไอศกรีมชานมไข่มุกนั่นเอง เป็นไอศกรีมแท่งที่รสชาติเหมือนชานมไข่มุก Brown Sugar แบบไม่ผิดเพี้ยน แถมยังมีไข่มุกฝังตัวอยู่ในไอศกรีมด้วยนะ บอกเลยว่าทริปนี้มีเบิ้ลไปหลายแท่งอยู่เหมือนกัน 11. วุ้นผลไม้สด คาดเดาว่าน่าจะเป็นโปรดักส์จากทางฝั่งญี่ปุ่นสำหรับวุ้นผลไม้นี้ แต่ขอบอกเลยว่ามันดีมากก ใครชอบกินผลไม้ แนะนำว่าให้ลองซื้อมากินดู ด้านในจะเป็นวุ้นผลไม้ชื่นฉ่ำ ที่ผสมผลไม้สดลงไปเยอะมากๆ อย่างวุ้นที่เราลองซื้อมากินนี้ก็เป็นวุ้นส้ม เอาเป็นว่าในราคาที่ไม่เกิน 50 TWD แต่คุณภาพ และความที่ผลไม้อัดแน่นมาขนาดนี้ก็คือว่าคุ้ม ที่สำคัญคือไม่หวานมาก อร่อยกำลังดี ใครชอบกินผลไม้ รับรองว่าต้องเลิฟแน่นอน 12. เยลลี่พร้อมกิน ยี่ห้อ Dr.Q เป็นเยลลี่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าบางคนซื้อกลับมาเป็นของฝากเลยทีเดียว ที่บอกว่าเป็นเยลลี่พร้อมกิน ก็เพราะว่าภายในหนึ่งถุง ข้างในจะมีถุงเล็กๆ ที่สามารถฉีกซองออกมา แล้วกระดกเข้าปากได้ทันที ด้านในจะเป็นเยลลี่รสชาติต่างๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายรสชาติกันเลยทีเดียว แนะนำว่าหากใครเห็นเยลลี่ที่หน้าตาซองเป็นแบบนี้ ให้ลองซื้อมากินดู หรือจะซื้อกลับมาเป็นของฝาก ก็ดีต่อใจผู้รับเช่นกัน 13. ช็อกโกแลตชานมไข่มุก เห็นขนมซองหน้าตาแบบนี้ ข้างในมันคือชอกโกแลตชานมไข่มุก ที่เวลากัดตัวชอกโกแลตลงไป รสชาติของชอกโกแลตจะหวานหอม และมีความชานมเบาๆ สอดไส้ตรงกลางด้วยไข่มุกเหนียวหนึบ ให้รสสัมผัสเหมือนกำลังเคี้ยวชานมไข่มุกอยู่อะไรประมาณนั้นเลย เป็นอีกหนึ่งขนมที่คนนิยมซื้อกลับมาเป็นของฝาก เพราะเห็นแค่แพคเกจซองก็รู้เลยว่ามาจากไต้หวันแน่นอน 14. ฟ่านถวน หิวๆ อยากหาอะไรร้องท้อง อยากเชิญชวนให้ลองสิ่งนี้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟ่านถวน (飯糰)” เป็นอาหารเช้าของชาวไต้หวัน ที่เ็นข้าวเหนียวห่อ แล้วข้างในมีไส้่ต่างๆ เจอสิ่งนี้ในแฟมิลี่มาร์ท แล้วคือหน้าซองคือน่ากินมาก พอชิมเข้าไปแล้วก็ไม่ผิดหวัง ด้านนอกสุดจะเป็นไข่ ตามมาด้วยข้าวเหนียว ห่อด้วยหมูบอด เบคอน และซอส กินด้วยกันคือลงตัวสุดๆ ยิ่งวันไหนอากาศหนาวๆ แล้วได้กินข้าวเหนียวร้อนๆ คือฟินมาก 15. เกี๊ยวซ่า เป็นเกี๊ยวซ่าที่มาพร้อมกับความอลังการดาวล้านดวงสุดๆ ไปเลย เกี๊ยวซ่านี้เราขอสารภาพว่าซื้อมาเพราะแพ็กเกจล้วนๆ เลย ด้วยสนนราคาไม่เกิน 100 TWD มันช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน รสชาติก็ดีงาม บอกเลยว่าดีกว่าเกี๊ยวซ่าในร้านสะดวกซื้อไทยมากมายนัก ไส้มีความหมูสับปนผักมานิดๆ จะนำไปเข้าไมโครเวฟ หรือว่านำไปจี่ในกระทะร้อนๆ ก็ดีต่อใจไม่แพ้กันเลยจ้า นอกเหนือจาก 15 ของกินที่เราอยากจะแนะนำเหล่านี้ในร้านสะดวกซื้อไต้หวัน ก็ยังมีขนม และเมนูอื่นๆ ที่น่ากินอีกมากมาย คราวหน้าถ้าหากไปไต้หวันก็อย่าลืม ลองแวะลองส่องร้านสะดวกซื้อในไต้หวันดู หิวๆ ก็ลองแวะ รับรองว่านอกจากจะอิ่มท้อง ยังได้ลองเมนูใหม่ๆ อีกด้วย ติดตามบทความเกี่ยวกับท่องเที่ยวเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ใน flymetothemar.comและ เฟสบุ๊กเพจ Fly me to the mars
รีวิว 10 คาเฟ่เชียงใหม่ สไตล์ญี่ปุ่น ฉบับอัพเดทปี 2563
พากิน
รีวิว 10 คาเฟ่เชียงใหม่ สไตล์ญี่ปุ่น ฉบับอัพเดทปี 2563
ต้นปีแบบนี้ใครๆ ก็ไปแอ่วเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของขาเที่ยวทั้งหลาย เพราะเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศดี มีความเป็นธรรมชาติ รายล้อมไปด้วยภูเขา และป่าไม้ นอกจากนั้นเชียงใหม่ยังมีที่เที่ยวมากมาย ทั้งที่เที่ยวเชียงใหม่ในเมือง และนอกเมือง อีกหนึ่งจุดเด่นของเชียงใหม่ คือเชียงใหม่มีคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นเยอะมาก ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกไปเที่ยวเชียงใหม่ เพราะอยากไปเช็คอินคาเฟ่ มินิมอลฟีลแบบญี่ปุ่น หากใครงบน้อยอยากไปเที่ยวญี่ปุ่น หมุนแพลนมาเที่ยวเชียงใหม่ก่อนได้ มีคาเฟ่เชียงใหม่ได้บรรยากาศญี่ปุ่นตรึม เราเก็บมาให้แล้ว 10 คาเฟ่เชียงใหม่ฟีลกู๊ด ฉบับอัพเดตปี 2563 นี้ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่สำหรับใครที่อยากไปเช็คอินคาเฟ่ที่ญี่ปุ่นเลย ก็นี่จ้าจองทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเลยดีกว่า จองทัวร์กับทัวร์ครับ เที่ยวสบาย แพลนเที่ยวไม่ต้องทำ ตั๋วเครื่องบิน-ที่พัก ก็ไม่ต้องหา ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับทัวร์ จองกับ ทัวร์ครับ (https://tourkrub.co/japan-tour) ชิลล์มากเวอร์ 10 คาเฟ่เชียงใหม่ สไตล์ญี่ปุ่น 1. Looper co. เปิดประเดิมร้านคาเฟ่เชียงใหม่ในบทความนี้ด้วยร้าน “Looper co.” เป็นร้านคาเฟ่เชียงใหม่ชิคๆ ที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน แต่รับความนิยมมาก เพราะร้านสวย เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของภายในร้านถูกจัดวางมู้ดแอนด์โทนมาเป็นอย่างดี เมนูเครื่องดื่มก็จะเน้นการครีเอทเมนูใหม่ๆ มีทั้งเมนูกาแฟผสมเหล้า และกาแฟแบบฟิวชั่น ยิ่งไปกว่านั้นคาเฟ่เชียงใหม่ร้านนี้ตอนกลางวันยังเป็นร้านกาแฟ พอตกดึกก็กลายมาเป็นบาร์ ซึ่งก็ได้รับความนิยมทั้งกลางวันและกลางคืนเลยทีเดียว หากใครที่ชอบดื่มกาแฟ อยากลองหากาแฟรสชาติแปลกใหม่ พร้อมกับอยากได้ร้านกาแฟสวยๆ เหมาะกับถ่ายรูป แนะนำว่าให้ลิสต์เอาไว้ ไม่ผิดหวังแน่นอน เวลาเปิดปิดร้าน : 10.00 - 17.00 น. สำหรับร้านกาแฟ และ 18.00 - 23.30 น. สำหรับบาร์ แผนที่ : ร้าน Looper co. 2. 8 Days a week “8 Days a week” เป็นคาเฟ่เชียงใหม่ที่กำลังมาแรง หากเปิดดูรูปในโซลเชี่ยลก็จะเห็นว่าเช็คอินเชียงใหม่นั้นมีแต่คนลงรูปคาเฟ่นี้กันรัวๆ เพราะว่าคาเฟ่แห่งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นสไตล์วินเทจ แบบมินิมอล ในฟีลอบอุ่น และมาในลักษณะบ้านเป็นหลัง ตั้งอยู่ภายในซอยนิมมานเหมินห์ 6 ข้างหลังอิฟินิตี้ผับ อาจจะดูซับซ้อน และเข้ามายากนิดหนึ่ง แต่ด้านในมีที่จอดรถ และสามารถลองรับคนได้มาก หากอยากมาถ่ายรูป แนะนำให้มาเช้าๆ เพราะปกติแล้วคนเยอะมาก มีทั้งนักท่องเที่ยว และนักศึกษามานั่งดื่มกาแฟ ทำงาน เมนูที่แนะนำก็เป็นกาแฟทั่วไป หากใครไม่ดื่มกาแฟ เมนูชอกโกแลตเย็นก็เป็นตัวเลือกที่ดี เวลาเปิดปิดร้าน: เปิดทุกวัน 08.00 - 19.00 น. แผนที่ : ร้าน8 Days a week 3. Gateway Coffee Roaster อยากได้คาเฟ่เชียงใหม่ที่ทั้งถ่ายรูปสวย และกาแฟอร่อย ขอแนะนำให้มาที่ “Gateway Coffee Roaster” รับรองว่าไม่ผิดหวัง เพราะร้านกาแฟนี้ เป็นร้านคาเฟ่เชียงใหม่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ในย่านท่าแพ ความโดดเด่นของร้านนี้จะอยู่ที่ระเบียงร้าน ที่สามารถเปิดออกไปได้ แล้วถ่ายรูปจะเห็นเป็นวิวเมืองเชียงใหม่สวยๆ ในส่วนของร้านก็บรรยากาศดีไม่แพ้กัน คนที่ชอบดื่มกาแฟขอแนะนำเป็นเมนู Hibernate Coffee ถือว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน ส่วนเบอเกอรี่ก็มีให้เลือกเยอะมาก ใครไม่ชอบกินขนมที่หวานเกินไป แนะนำเป็นเลมอนทาร์ต เวลาเปิดปิดร้าน : 09.00 - 18.00 น. แผนที่ : ร้านGateway Coffee Roaster 4. The Baristro at Ping River สังเกตดูให้ดีก็จะรู้ว่าภายในเมืองเชียงใหม่นั้นมีคาเฟ่ที่ชื่อว่า The Baristro อยู่มากมายหลายสาขา แต่สาขาที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่นั้นคือสาขาที่อยู่ติดริมแม่น้ำปิง เพราะขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศที่สวยงาม และห้อมล้อมไปด้วยความร่มรื่นของธรรมชาติ อีกทั้งยังมีความร่มเย็นของแม่น้ำปิง คาเฟ่นี้จะโดดเด่นด้วยเป็นคาเฟ่ลักษณะบ้านทั้งหลัง ทำให้มีพื้นที่เยอะ มีมุมสวยๆ เหมาะสำหรับถ่ายรูป เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ยกให้เป็นคาเฟ่สำหรับ Instragramable แห่งปีเลยทีเดียว และคาดว่าภายในปี 2563 คาเฟ่นี้คงจะมีความฮิตเพิ่มขึ้นเป็นอีกหนึ่งเท่าตัว เวลาเปิดปิดร้าน: 08.00 - 19.00 น. แผนที่ : ร้านThe Baristro at Ping River 5. Transit Number 8 คาเฟ่เชียงใหม่สไตล์ญี่ปุ่น ขวัญใจวัยรุ่น ที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และวัยรุ่นชาวเชียงใหม่เองก็ดี เป็นคาเฟ่ที่ถึงแม้จะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อยู่ใกล้สนามบินเชียงใหม่ และย่านนิมมานเหมินห์ ความโดดเด่นของคาเฟ่นี้ ได้ถูกดัดแปลงมาจากบ้านหลังหนึ่ง ที่รีโนเวทซะจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ทำให้คาเฟ่นี้ มีดีไซน์ที่โดดเด่น และสะดุดตา มุมยอดฮิตของชาวมหาชนที่แนะนำว่ามาแล้วก็ต้องถ่าย ก็คือในส่วนของด้านหน้าคาเฟ่ ถ้ามาในช่วงที่คนเยอะก็อาจจะต่อคิว สำหรับเมนูเครื่องดื่มกาแฟ แนะนำเป็นอเมริกาโน่ ไม่ใส่นมแบบเข้มๆ เวลาเปิดปิดร้าน : 08.00 - 18.00 น. แผนที่ : ร้านTransit Number 8 6. Yellow Crafts Cafe หลังจากที่ไปเยือนคาเฟ่ Transit Number 8 กันแล้ว แนะนำให้มาอีกหนึ่งคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เอาเป็นว่าใกล้มาก เดินมายังได้เลย เพราะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ความพิเศษของคาเฟ่นี้คือทุกสิ่งจะเป็นถั่วเหลือง ไม่มีนมแต่อย่างใด เหมาะกับคนที่แพ้นมวัวแต่อยากกินกาแฟ นอกเหนือจากเมนูนมถั่วเหลืองที่มีให้สั่งรับประทานที่ร้าน และกลับบ้านแล้วนั้น ก็ยังมีเมนูเครื่องดื่มอีกเยอะมากที่มีส่วนประกอบของนมถั่วเหลืองเป็นหลัก รสชาติถือว่าดี ยิ่งเป็นเมนูนมถั่วเหลืองร้อน ยิ่งดื่มยิ่งฟิน เพราะทุกสิ่งของร้านนี้ล้วนแต่เป็นโฮมเมด เวลาเปิดปิดร้าน: 07.00 - 19.00 น. แผนที่ :ร้านYellow Crafts Cafe 7. Forest Bake จากที่แต่เดิมคาเฟ่เชียงใหม่ “Forest Bake” นั้นมีแค่สาขาที่เชียงใหม่เพียงแค่แห่งเดียว แต่ในตอนนี้ได้ขยับขยาย ที่กรุงเทพฯ เองก็มีหลายสาขาด้วยกัน แต่หากใครที่อยากได้ความคลาสสิกของกลิ่นอายบรรยากาศ คาเฟ่เล็กในป่าใหญ่ขอเชิญมาที่สาขาออริจินัลแห่งนี้ เป็นสาขาที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีต้นไม้เยอะมาก ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งกินเค้กอยู่ในป่าจริงๆ เมนูแนะนำก็คือบราวนี่หน้านิ่ม เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน หากสั่งเป็นเซ็ตก็จะมีไอศกรีมเสิร์ฟมาคู่กัน กินคู่กันคือดี มีความเปรี้ยวตัดหวาน และสดชื่นเพราะมีผลไม้ทั้งองุ่น กีวี่ และเสาวรส นอกจากบราวนี่แล้วเมนูเบเกอรี่ก็คือดีไม่แพ้กันเลยหล่ะ เวลาเปิดปิดร้าน: 10.30 - 17.00 น. แผนที่ : ร้าน Forest Bake 8. A Day In Chiang Mai Coffee Brew ใครชอบการตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจ รับรองว่าต้องเลิฟคาเฟ่เชียงใหม่แห่งนี้แน่นอน “A Day In Chiang Mai Coffee Brew” มีทั้งความมินิมอล เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายมนต์สเน่ห์ของความเป็นวินเทจ ในส่วนของร้านกาแฟจะมีทั้งหมดสองฝั่งด้วยกัน ฝั่งที่เป็นโสลว์บาร์ ที่คุณสามารถนั่งมองดูพนักงานชงกาแฟกันแบบเรียลไทม์ ส่วนอีกหนึ่งฝั่งของร้าน ก็จะเป็นเหมือนบ้านสไตล์วินเทจ แนะนำมุมยอดฮิตอย่างข้างหน้าต่างบานใหญ่ บอกเลยว่าโต๊ะเต็มตลอด ต้องแย่งจับจองกันนิดหนึ่ง ใครชอบกินกาแฟขอแนะนำเมนู ICED AMERICANO ที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน เบลนมาด้วยกลิ่นหอมๆ ของเมล็ดกาแฟจากภาคเหนือ เวลาเปิดปิดร้าน: 10.00 - 17.00 น. ปิดทุกวันอาทิตย์ แผนที่ : ร้านA Day In Chiang Mai Coffee Brew 9. Khagee Cafe Khagee Cafe อ่านว่า ขจีคาเฟ่ ต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่าสำหรับคาเฟ่นี้ เป็นคาเฟ่ที่เราได้รับการแนะนำมากันเป็นทอดๆ หลายคนก็บอกว่าถ่ายรูปสวยมาก บางคนก็บอกว่าเบเกอรี่อร่อยต้องมาลอง ซึ่งพอได้มาลองแล้วก็รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนูกาแฟที่แสนจะเข้มข้น แม้แต่ชอกโกแลตร้อนยังทำให้รู้สึกฟินกับรสขมๆ ไม่หวานจนเกินไปเหมือนร้านอื่นๆ สำหรับใครที่อยากลองชิมเค้ก หรือว่าเมนูเบเกอรี่ของร้านนี้ แนะนำให้มาเช้าๆ เพราะบางอย่างก็อาจจะขายหมดระหว่างวัน ร้านจะตั้งอยู่ในย่านวัดเกตุ ติดริมถนนใหญ่ เวลาเปิดปิดร้าน: 10.00 - 17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ และอังคาร แผนที่ : ร้านKhagee Cafe 10. GRAPH CAFE แม้ว่ากราฟ คาเฟ่ จะเป็นคาเฟ่ที่เล็กมาก แต่เราก็ชอบนะ ด้วยความที่ว่าเล็กๆ แบบนี้แหละ เวลาเดินเข้าไปในร้านยังต้องก้มศีรษะเล็กน้อยเลย เพราะว่าร้านค่อนข้างจะเตี้ย แต่ทุกคนก็นั่งชิลล์กันอยู่ในพื้นที่แคบๆ กันอย่างไม่ต้องรีบร้อน หากใครที่อยากกินกาแฟที่ค่อนข้างแปลกใหม่ เพราะร้านนี้จะเน้นเมนูกาแฟแบบฟิวชั่น จะเป็นการนำเอาวัตถุดิบต่างๆ มาดัดแปลง ให้เข้ากับรถชาติของกาแฟ อาทิ กาแฟใส่ชาร์โคล หรือว่ากาแฟใส่กลิ่นส้ม ที่ถึงแม้จะดูแปลก แต่บอกเลยว่าอร่อย เวลาเปิดปิดร้าน: 09.00 - 17.00 น. แผนที่ : ร้านGRAPH CAFE หากใครที่ชื่นชอบการรับประทานกาแฟ หรืออยากหาคาเฟ่สวยๆ เหมาะสำหรับการถ่ายรูป ก็อย่าลืมลิสต์เชียงใหม่เอาไว้เป็นหนึ่งตัวเลือก หรือว่าซื้อทัวร์ไปเชียงใหม่ รับรองว่าคุ้ม โดย 10 คาเฟ่เชียงใหม่ฉบับอัพเดท 2563 นี้ก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าอยากอ่านบทความท่องเที่ยว หรือว่าอัพเดทร้านกาแฟใหม่ๆ ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ flymetothemar.com/ ก่อนไปเชียงใหม่นี้ อย่าลืมเตรียมกล้อง และเตรียมท้องให้ว่างไปตะลุยชิมกาแฟรสชาติดีเหล่านี้กันได้เลย
รวม 15 ของกินน่าซื้อ ที่ 7-11 ในญี่ปุ่น อร่อยเราลองแล้ว
พากิน
รวม 15 ของกินน่าซื้อ ที่ 7-11 ในญี่ปุ่น อร่อยเราลองแล้ว
ใครมาเที่ยวญี่ปุ่น บอกไม่เคยเข้าเซเว่นอีเลฟเว่นที่นี่ แสดงว่าคุณมาไม่ถึงญี่ปุ่นนะ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยเข้าแน่ แต่จะเข้ากันกี่รอบมากกว่า เพราะเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่นคือหลากหลายของกินสารพัดมาก ๆ และมีอยู่แทบทุกถนน ทุกตรอก ซอก ซอยเลยก็ว่าได้ แต่เข้าไปแล้วอาจจะหยิบไม่ถูกด้วยซ้ำว่าเราจะลองกินอะไรดีน้า วันนี้เรามีมาแนะนำ 15 ไอเทมน่าลองกัน เผื่อไว้เป็นไอเดียเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นกันนะ จะได้หยิบถูกว่าจะลองกินอะไรกันดี 15 ของกินใน 7-11 ญี่ปุ่น 1. ข้าวปั้น ไอเทมนี่ต้องลองและไม่ควรพลาดข้าวปั้นง่าย ๆ ที่เหมือนเป็นซิกเนเจอร์ของอาหารญี่ปุ่นมีทุกร้านสะดวกซื้อ ไม่เฉพาะร้าน เซเว่น-อีเลฟเว่น เท่านั้น คือมันรสชาติโอเคเลย กินง่าย อิ่มด้วย มีให้เลือกหลายแบบหลายรสชาติ และสะดวกมาก ๆ รองท้องได้ดีเลยเวลารีบ ๆ ลงเครื่องมาปุ๊บ เจอ 7-11 ที่สนามบินจัดก่อนได้เลย เวลาเรามาเที่ยวญี่ปุ่น ทำแบบนี้ประจำ ^_^ ราคาก็ 125 เยน 130 เยน หรือมากกว่านิดหน่อยแล้วแต่ไส้แต่ละอันว่าจะเป็นอะไรแบบไหน ราคาที่เห็นยังไม่รวม vat นะ ถ้ารวม vat ก็ดูราคาในวงเล็บข้างล่างราคาอีกที 2. Strong Sparkling Water Lemon อย่ามองข้าม น้ำ Sparkling รสเลม่อน ที่เราอยากให้ลอง รสชาติดีงาม น้ำธรรมดาหาดื่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อน้ำใน 7-11 แนะนำให้ซื้อน้ำ Sparkling เลยนะ มีรสให้เลือกหลากหลายดี แต่ของยี่ห้อเซเว่น-อีเลฟเว่นเลย จะราคาถูกสุด85 เยน ประมาณ 25 บาทกินน้ำซ่าๆ แล้วสดชื่นดีจริงๆ แนะนำเลย 3. Yuzu Lemon เราชอบเครื่องดื่มร้อนในเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่น และตัวนี้ตัวนี้เป็นเครื่องดื่มร้อนแบบพร้อมดื่มได้เลย ไม่ใช่แบบร้อนมากจนต้องค่อยกิน ค่อยๆ เป่า เพราะกลัวลวกปาก แต่คืออุ่นๆ กำลังดีมีความร้อนนิดๆ เอาเป็นว่า ซื้อดื่มในช่วงอากาศหนาวๆ คือดีจริง ๆ ช่วยให้เราอุ่นได้เยอะเลย แต่ไม่ใช่ว่าช่วงหน้าร้อนดื่มแล้วไม่ดีนะ ซ์้อกินได้ทุกฤดูที่มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะดื่มแล้วช่วยเรื่องเจ็บคอ ชุ่มชื่นคอได้เหมือนกัน รสชาติอร่อยราคา 135 เยน ว่าแล้วอยากดื่มอีกเลย 4. Melonpan ขนมปังเมล่อน เป็นขนมยอดฮิตที่เซเว่น-อีเลฟเว่น บองญี่ปุ่นเลย เคยลองซื้อกินที่ไทยเหมือนกัน ที่ร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมงแบรนด์นึง แต่ไม่อร่อยเท่า ความหอมของเมล่อนก็ไม่เท่าที่นี่ เลยคิดว่ามาเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว เข้า 7-11 ต้องซื้อกินแบบต้นตำรับ เมล่อน หอม อร่อย เนื้อขนมปังนุ่ม แล้วที่สำคัญคือ อยากกินเมื่อไรก็ได้ไม่ต้องไปตามล่าหาซื้อ ต่อคิวถึงวัดอาซากุสะก็ได้นะ เซเว่น-อีเลฟเว่น ในญี่ปุ่นมีขายทั่วเลยรสชาติคล้ายๆ อร่อยได้อยู่นะ ราคา 110 เยน 5. Pocky ใครมาญี่ปุ่น ไม่กินป๊อกกี้ นี่เหมือนมาไม่ถึงนะ ^_^ ต้นตำหรับเขาเลย แล้วป๊อกกี้ ญี่ปุ่นคือไม่เหมือนบ้านเราเลย ของเขาแท่งใหญ่กว่า เคลือบสตรอว์เบอร์รีชัดกว่า แน่นกว่า เปิดกล่องมานี่หอมสตรอว์เบอร์รีมาเลย เหมือนได้กินเต็มๆ คำมากกว่า ฉะนั้นมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วต้องลองของต้นตำรับเลยนะ กินแล้วอาจจะลืมของบ้านเราไปเลยก็ได้ ราคา 150 เยน 6. Poifull ตอนแรกที่หยิบห่อนี้มานึกว่าเป็นลูกอม แต่พอลองแล้ว ไม่ใช่ลูกอม มันเหมือนเจลลี่ผสมลูกอม เคี้ยวหนึบๆ มี 2 รสให้เลือกอร่อย คือรสโค้ก กับ รสโซดา ในซองเดียว กินพร้อมกันก็อร่อยดี ใครชอบอะไรที่เป็นรสโค้กๆ ซ่า ๆ นี่แนะนำให้ลองเลย ราคา 168 เยน 7. Coke Vanilla Float ใครแฟนคลับเครื่องดื่มโค้ก ยังไงก็ต้องลอง เซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่นชอบมีโค้กสารพัดรสชาติมาให้ลอง มาเที่ยวญี่ปุ่นคราวนนี้เจอโค้กรสวนิลาโฟลตไม่แย่เลยในเรื่องของความหอม ได้กลิ่นวนิลาเลย เวลาดื่มก็นึกถึงตอนกินไอศกรีมแบบโฟลตไปด้วย ถือว่าผ่าน ราคา 140 เยน 8. Ice-Cream นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องไม่พลาดเลย เวลาเข้าเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่น กินได้ทุกวันเลย ไอศกรีมแซนวิส แบบนี้อร่อยถูกใจนัก ของบ้านเราก็หากินยากแล้ว แทบไม่มีให้เห็นเลย และของญี่ปุ่นถ้าซื้อในบ้านเราแพงพอตัว มีขายเฉพาะบางที่อีกด้วย หากินค่อนข้างยาก มาญี่ปุ่นต้องกินให้หนำใจ ราคา 140 เยน กินวนไปเรื่อยๆ ทุกวันจนกว่าจะกลับนั่นแหละ เพราะชอบมาก 9. โยเกิร์ต จริง ๆ ในเซเว่น-อีเลฟเว่น มีโยเกิร์ตหลากหลายให้เลือกมาก ส่วนตัวเราชอบตัวนี้ ของ Meiji เพราะมีรสลูกแพรผสมองุ่น เปิดฝาออกคือกลิ่นหอมลูกแพรเตะเข้าจมูกเลย เนื้อเนียนนุ่ม รสชาติกำลังดีไม่หวานไปมีเนื้อองุ่นและลูกแพรผสมจางๆ กลิ่นก่อนนอน ดีงามมาก รสสตรอเบอรี่ก็อร่อยเช่นกัน ราคา 135 เยน รสชาติดีราคาแบบนี้ กินได้ทุกวันเลยเวลาไปญี่ปุ่น 10.Muno ขอสารภาพว่า พลาดแหละ สำหรับขนมอันนี้ ตอนหยิบมานึกว่าช็อคโกแลต เห็นสีดำกลม ๆ เล็ก ๆ ก็นึกว่าช็อคโกแลตไว้ก่อน แต่พอแกะซองออกแล้ว มันคือถั่ว นั่นเอง แต่เค็ม ๆ มัน ๆ อร่อยดี ยิ่งใครเป็นนักดื่ม ซื้อไปกินแกล้มกับเบียร์ที่ห้องได้เลย ขาแอลฯ ซื้อเหอะแกล้มอร่อยอยู่ 11. Smoked Squid ปลาหมึกเส้นแบบนี้ในร้าน Muji ก็มี หน้าตาเหมือนกันเลย แต่ราคาที่ เซเว่นอีเลฟเว่น น่าจะถูกกว่า ไม่ได้ชิมของ Muji นานแล้ว จำรสชาติไม่ได้ แต่ของ เซเว่น-อีเลฟเว่น อร่อยมาก ซื้อกินทุกวันที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เส้นมันนุ่ม ไม่เหนียวแบบปลาหมึกบ้านเรา เส้นใหญ่เต็มคำ รสชาติมีทั้งเค็ม ๆ มัน ๆ ติดหวานปลายลิ้นหน่อย ๆ กินเพลินเลยหละ ไม่ว่าจะกินเล่น ๆ กินเป็นกับแกล้ม หรือกินรองท้องแบบใครต้องการโปรตีน แนะนำเลย ราคา 298 เยน 12. Vitamin Lemon ใครชอบเติมวิตามินซีให้ร่างกาย แนะนำตัวนี้เลย ยิ่งถ้ามาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงอากาศหนาว ๆ นะ แนะนำให้เติมวิตามินซีทุกวันเลย จะได้ไม่เป็นหวัด หรือไม่สบายตัวนี้กินง่ายมาก อร่อยด้วย เหมือนกินเยลลี่ บีบใส่ปากเพลิน รสเปรี้ยวกำลังดี วิตามินซีเพียบแน่นอน เข้า 7-11 หยิบตัวนี้กินทุกวันกันไว้เลย จะเที่ยวก็ต้องนึกถึงสุขภาพด้วยนะ อะไรดี ๆ เราก็อยากแนะนำและบอกต่อ ราคา 189 เยน 13. Strawberry Chocolate ไวท์ช็อคโกแลตไส้สตรอเบอรี่ ตัวนี้จะยังไงก็ต้องกินนะ ไอเทมยอดฮิต ในราคาแค่ 300 เยน หน้าตาและรสชาติเหมือนของ Muji เลย แต่มาซื้อของ 7-11 ก็พอ ราคาถูกกว่า อร่อยเหมือนกัน ใครสายหวาน คงถูกใจตัวนี้มาก ได้ทั้ง ไวท์ช็อคโกแลต ทั้งสตรอว์เบอรี่ แต่อย่ากินเยอะเกินไปนะ มันหวานอยู่เหมือนกัน 14. Mintia DryHard เม็ดอมมิ้นต์ที่มีหลายรสชาติเลย แต่ละรสชาติดีทั้งนั้น แต่วันนี้แนะนำ Dry Hard ดูจากรูปคือไฟลุกเลย เผ็ดแน่ๆ แล้วก็เผ็ดจริงๆ แต่เป็นเผ็ดแบบเย็นๆ ขนาดที่คนที่ไม่ได้กินด้วยนั่งอยู่ข้าง ๆ ได้กลิ่นมิ้นต์เย็นด้วยเลย ไอเทมแปลกๆ ที่อยากแนะนำให้ลองดู 15.เยลลี่ ตอนแรกนึกว่า ไอศกรีม เพราะหยิบมาจากตรงตู้แช่ไอศกรีม แต่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี รู้แต่ว่ากินแล้วอร่อยดี เลยอยากมาบอกต่อ สีเขียวกับสีม่วงเป็นรสองุ่นเขียวกับองุ่นม่วง กินแล้วก็เหมือนกินองุ่นตามนั้นเลย เหมือนกินองุ่นแช่แข็งแบบเป็นวุ้นๆ เคี้ยวได้เลย อร่อยดี หอมองุ่น ส่วนรสส้ม เหมือนกินส้มแช่แบบวุ้นด้วยเหมือนกัน แต่มีรสเปรี้ยวของส้มออกมาด้วย แปลกดี กินง่าย แนะนำให้กินทีละเม็ดเพราะเราลองกินพร้อมกันหลายๆ เม็ด เย็นลิ้นสะท้ายไปเลยราคา 140 เยน เป็นยังไงกันบ้าง ใครอ่านจบแล้วอยากจองทัวร์ไปญี่ปุ่น ช้อป 7-11 ที่ญี่ปุ่นกันเลยไหม ใครจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองทัวร์กับญี่ปุ่นกับทัวร์ครับได้เลยนะ เที่ยวสนุก เดินทางสะดวก เก็บที่เที่ยวได้ทุกแลนด์มาร์คhttps://tourkrub.co/japan-tour เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธน ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ wwwsinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Isatagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok
เปิดวาร์ป! 10 คาเฟ่สิงคโปร์ ที่ Cafe’ Hopper ต้องไป
พากิน
เปิดวาร์ป! 10 คาเฟ่สิงคโปร์ ที่ Cafe’ Hopper ต้องไป
สิงคโปร์จ๋า พี่มาแล้ววว…หลังจากเพิ่งจบทริปไต้หวันไปไม่นาน กับ 10 ของกินสตรีทฟู้ดไต้หวันก็มีเหตุให้ต้องมาเที่ยวสิงคโปร์แบบ งงๆ ให้สมกับคนที่ “วันๆ คิดแต่จะเที่ยว” แน่นอนว่าไม่มีแพลนอะไรทั้งนั้น นอกจากจดลิสต์คาเฟ่สิงคโปร์เด็ดๆ ที่เคยเก็บมา พร้อมการเดินทางเบ็ดเสร็จ และก็กลายมาเป็นรีวิว 10 คาเฟ่สิงคโปร์ แบบจุกๆ ที่จุกเพราะกินกาแฟไปเยอะมากแม่ ว่าแต่จะมี คาเฟ่สิงคโปร์ที่ไหนสวยๆ บ้าง ? แล้วจะดีอย่างที่เขาล่ำลือกันหรือเปล่า ตามมาอ่านไปพร้อมๆ กันเลย ปล. แต่ถ้าใครอยากเที่ยวสิงคโปร์แบบสบายๆ ไม่ต้องวางแผนให้ปวดหัว ไปเที่ยวได้ทั้งครอบครัว ก็สามารถจองทัวร์สิงคโปร์ กับทัวร์ครับ (Tourkrub)ได้เลยนะ เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศไว้มากมาย เที่ยวสบายเที่ยวแบบจุกๆ ไปเลย จองทัวร์สิงคโปร์ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 คาเฟ่ สิงคโปร์ 1 | Tiong Bahru Bakery การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station เปิดด้วยตำนานแห่งเบเกอร์รี่สิงคโปร์ ที่ไม่มึใครสามารถต้านทานความฮิตได้ค่ะ เพราะไม่ว่าจะมากี่ครั้ง ก็ไม่เคยเห็นร้านนี้เงียบเหงาเลยสักครั้งเดียว ซึ่งบอกเลยว่าครัวซองต์ร้านนี้คือดี หอม นุ่ม ชุ่มเนย แค่เข้ามาในร้านก็ได้กลิ่นหอมของเนยตลบอบอวลจนท้องร้องจ๊อกๆ แน่นอนว่าสายกินอย่างเราไม่รอช้า เลยจัดครัวซองต์แฮมชีส พ่วงด้วยลาเต้เย็นมาแบบไม่ต้องคิดค่ะ ราคา : Croissant Ham&Cheeze 8.5$ / Iced Latte’ 7$ รสชาติ : ครัวซองต์ถือว่าทำได้ดี หอม นุ่ม ชุ่มเนย สมกับเป็นตำนาน รักษามาตราฐานได้เหมือนเดิม แต่ติดตรงที่มันไม่ค่อยร้อน เลยทำให้รสชาติความอร่อยลดลงนิดนึง ส่วนกาแฟ คือมีความเปรี้ยวเล็กๆ ซึ่งเราไม่ค่อยเจอรสชาตินี้ที่เมืองไทยเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันเท่าไหร่ 2 | Drips Cafe’ การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station ยังคงอยู่ที่ย่าน Tiong Bahru เพราะย่านนี้ถือได้ว่าเป็นดินแดนแห่งคาเฟ่ โดยร้านนี้เราเปิดจาก Review ในเน็ตมีคนมาบอกว่าคือร้านฮิตของย่านนี้ก็เลยไปตามรอยโลดจ้า โดยร้านนี้จะเน้นการตกแต่งแบบสบายๆ เน้นสีขาวและสีสันสดใสเป็นหลัก ซึ่งร้านมีทั้งกาแฟแบบ Drip เค้ก พายน่ากินๆ เต็มตู้ แต่เราเป็นสายกาแฟเลิฟเว่อร์ เลยขอชิม Ice Latte’ สักหน่อย ราคา : Iced Latte’ 7$ รสชาติ : รสชาติกาแฟลาเต้เย็นร้านนี้ คือก็คล้ายกับ Tiong Bahru Bakery เลยค่ะ มีความเปรี้ยวติดมาเล็กๆ หรือถ้าสายกาแฟจะเรียกว่า Fruity Taste ซึ่งเราเป็นคนไม่ชอบกินกาแฟเปรี้ยวเท่าไหร่ แต่ใครที่ชอบ After Taste แบบ Fruity ก็น่าจะชอบกาแฟร้านนี้แน่นอนค่ะ ส่วน Drip Coffee ของที่นี่เรายังไม่ได้มีโอกาสลอง ไหนใครเคยลองแล้ว มาแชร์กันหน่อยค่ะ มีดีไหม ? 3 | Flock Cafe' การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station ยังไม่ไปจากย่าน Tiong Bahru ค่ะ เพราะคาเฟ่ในย่านนี้คือเยอะสมชื่อจริงๆ แถมอยู่ใกล้ๆ กันเดินไป Hop ได้แบบรัวๆ ซึ่งร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ตกแต่งได้เก๋สุด มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะแยะเลยค่ะ มีทั้งโซนในร้านและนอกร้าน แน่นอนว่าคนเมืองร้อนแบบเรา ต้องเลือกนั่งโซนในร้านที่มีแอร์ เพราะอากาศสิงคโปร์ตอนนี้ก็คือเมืองไทยเลยค่ะ โดยร้านนี้มีทั้งเครื่องดื่ม และอาหารแบบ All Day Breakfast ซึ่งเราเห็นคนมากินอาหารที่ร้านนี้เยอะมาก แต่เรามาเพื่อชิมเครื่องดื่มค่ะ และด้วยอากาศที่ร้อนเหลือเกินแม่ ครั้งนี้เราเลยขอเปลี่ยนไปเป็นชาเย็นเลมอน ขิงและมิ้น เพื่อเติมความสดชื่นสักหน่อย ราคา : Lemon Ginger Mint Iced Tea 6$ รสชาติ : แค่ปรื๊ดแรกก็สัมผัสได้ถึงความสดชื่นแล่นเข้ามาในฝากแล้วค่ะ ความรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งรสมิ้นต์ หอมๆ เย็นๆ สดชื่นสุดๆ เหมาะกับการดับความร้อนในวันที่อากาศร้อนแบบนี้จริงๆค่ะ แถมยังช่วยขับลม ทำให้รู้สึกสบายท้องอีกด้วย ใครที่ชอบชากลิ่นหอมๆ แนะนำเลยค่ะ 4 | Forty Hands การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station เดินมาไม่ไกลจาก FLOCK Cafe’ เท่าไหร่ค่ะ ก็มาต่อกันอีกร้าน อย่างบอกว่านี่คือย่านอารีย์แห่งสิงคโปร์ของจริง เพราะคาเฟ่เยอะมากๆ แบบมาวันเดียวไม่หมดจริงๆ แน่นอนว่าเอเนอร์จี้ Cafe’ Hopper ของเรานั้นแรงกล้า เราจึงมาต่อร้านนี้แบบไม่มีอิดออดเลยค่ะ ซึ่งครั้งนี้เราสั่งเป็นช็อคโกแลตเย็น กับมัทฉะร้อน จะได้ชิมเมนูแบบหลากหลายหน่อยค่ะ การตกแต่งในร้านเป็นแนว 90’s เล็กๆ พนักงานน่ารักมากค่ะ คอยช่วยเหลือและสอบถามตลอดเวลา บอกได้เลยว่า แม้หน้าร้านจะดูเล็กๆ แต่ร้านข้างในมุมถ่ายรูปคือเยอะมากค่ะ แถมชิคๆ คูลๆทั้งนั้น นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้ก็ยังขายอาหารแบบ All Day Breakfast เช่นกันค่ะ แอบมองโต๊ะข้างๆน่ากินไม่ใช่เล่นเลย ราคา : Iced Chocolate 7$ / Hot Matcha 6$ รสชาติ : เริ่มที่ช็อคโกแลตเย็นกันก่อน มีความเป็นช็อคโกแล็ตสูงมาก คือนุ่ม หอม หวาน แบบน๊ม นม ซึ่งเราสั่งหวานน้อย สำหรับเราก็เลยหวานกำลังดี จิบเพลินๆ ฟังเพลงในร้าน เผลอแป๊ปเดียวก็หมดแล้วค่ะ ส่วนอีกเมนูก็คือมัทฉะร้อน เสิร์ฟด้วยลาเต้อาร์ทรูปหัวใจ สวยงาม ตามท้องเรื่อง แน่นอนว่ารสชาติก็สวยงามไม่แพ้กันค่ะ ตัวมัทฉะคือดี แค่จิบแรกก็สัมผัสได้ถึงความเจ้มจ้นของมัทฉะ บอกเลยว่าคนรักมัทฉะ ต้องมาโดนค่ะ 5 | Creamier การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station เดินถัดมาจากร้าน Forty Hands เพียงไม่กี่ก้าว ก็เป็นที่ตั้งของร้านคาเฟ่ที่โดดเด่นเรื่องไอศรีมค่ะ ดูได้จากปริมาณของคนที่อยู่แน่นเต็มร้าน ซึ่งร้านนี้จะเน้นเมนูของหวาน กาแฟ และไอศครีมค่ะ แค่เดินเข้ามาในร้าน กลิ่นของวาฟเฟิลก็ลอยเข้าจมูกมาแล้ว เราจึงไม่รอช้า ขอเข้าไปใส่ใจความอร่อยของร้านนี้สักหน่อย ว่าจะเด็ดแค่ไหนกัน ? ราคา : Chocolate Ice Cream 6.5$ รสชาติ : มาร้านที่โดดเด่นเรื่องไอศครีมทั้งที แน่นอนว่าเราก็ต้องไม่พลาดขอชิมรสเด็ดของที่นี่สักหน่อยค่ะ โดยรสชาติที่เราเลือกมาก็คือ รสช็อคโกแลต ที่คนขายบอกว่า ขายดีที่สุดแล้วจ้า ซึ่งสำหรับรู้สึกว่าหวานไปนิด อาจจะเป็นเพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยชอบกินหวานมากเท่าไหร่ค่ะ ตัวไอศครีมมีความหอม มัน เข้ากันได้ดีกับโคนวาฟเฟิลที่หอมมากแม่ แถมมีรสหวานนิดๆด้วยนะ แต่ก็ถือว่าเป็นของหวานที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ 6 | Earlybird การเดินทาง : MRT Bugis Station และแล้วก็ย้ายมาอีกย่านสุดฮิปแห่งสิงคโปร์กันบ้าง กับย่าน Bugis ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพิกัดสุดฮิตเมื่อมาเที่ยวสิงคโปร์ค่ะ ซึ่งร้านนี้เราบังเอิญเจอ เพราะว่าเดินผ่านพอดี เห็นร้านตกแต่งน่ารัก โทนสีขาว ตัดด้วยสีเหลืองเพราะเป็นสีของนกโลโก้ร้านนี้ และด้วยความร้อนของอากาศ ร้านนี้เราเลยขอจัดเครื่องดื่มที่สดชื่นๆ อย่าง ชาสตรอว์เบอร์รี่ Cold Brewed สักหน่อย ราคา : Sprakling Strawberry Cold Brewed Tea 6.5$ รสชาติ : ถือเป็นคำตอบให้กับวันอากาศร้อนๆจริงๆค่ะ ตัวชามีความเข้มข้นสุด แค่เปิดฝาก็ได้กลิ่นของสตรอว์เบอร์รี่ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ชาธรรมดาเพราะเป็น Sparkling ด้วย จึงมาความเปรี้ยวซ่า หอม หวาน ลงตัว เหมือนกับได้กินอะไรที่มันสดชื่นมากๆ ทำให้มีแรงเดินต่อเลยค่ะ แนะนำมากๆ 7 | Plain Vanilla Bakery การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station และแล้วก็ขอวกมาย่านคาเฟ่สิงคโปร์กันอีกครั้งค่ะ เพราะยังเก็บไม่หมด และอยากมาร้านนี้มากๆ ด้วยเพราะรีวิวคาเฟ่สิงคโปร์เกือบทุกรีวิวคือต้องมีชื่อร้าน Plain Vanilla Bakery อยู่ในลิสทุกครั้ง ก็เลยต้องมาสัมผัสความสุดยอดของคาเฟ่แห่งนี้สักหน่อย ซึ่งอยู่เลยจากร้าน Forty Hands มาเพียงไม่ถึง 50 เมตรเลยค่ะ ใครที่อยากจะมา มาทีเดียวก็เก็บให้ครบไปเลยทีเดียว โดยร้านนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของกาแฟ และขนมเบเกอร์รี่ค่ะ โดยเฉพาะคัพเค้ก แถมยังมีข้าวของเครื่องใช้น่ารักๆ สไตล์รักษ์โลก จำหน่ายอีกด้วยนะคะ ยิ่งตอนที่เรามาคือช่วงปลายปีพอดี จึงเต็มไปด้วยของตกแต่งคริสมาสต์ที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นมากๆเลยค่ะ แน่นอนว่าเราไม่รอช้าขอชิม Iced Mocca ที่นี่สักหนึ่ง อ้อ! ร้านนี้ไม่รับเงินสดนะคะ แต่เราสามารถใช้บัตรเดบิทจากไทยจ่ายได้เลย สะดวกมากค่า ราคา : Iced Mocca 6$ รสชาติ : รอไม่นาน Iced Mocca ก็มาเสิร์ฟ ซึ่งมีการโรยช็อคโกแลตมาด้านบนด้วย ตัวกาแฟมีความหอมที่ผสมกลิ่นหวานของช็อคโกแลต แต่รสชาติคือแทบไม่หวานเลยค่ะ ไม่เหมือนบ้านเราที่สั่งเมนูนี้ทีไร ต้องย้ำว่าหวานน้อยนะคะ ซึ่งรสชาติของกาแฟยังมีติดเปรี้ยวเล็กๆ เหมือนกับคาเฟ่สิงคโปร์ส่วนใหญ่ที่เราไป รวมๆถือว่าโอเคเลยค่ะ เสียดายที่ไม่ได้ชิมเบเกอร์รี่ของที่นี่ เพราะต้องมีไปชิมที่อื่นต่อ แต่บอกเลยว่าครั้งหน้าไม่พลาดแน่ 8 | P.S Cafe' การเดินทาง : MRT Tiong Bahru Station ยังจ้า ยังไม่ไปจากย่านนี้ เพราะยังเหลืออีกหนึ่งคาเฟ่สิงคโปร์ที่หลายรีวิวบอกว่าต้องมา ซึ่งร้านนี้เป็นอีกร้านที่ต้องติดลิสรายชื่อคาเฟ่สิงคโปร์สุดฮิต ในเมื่อหลายเรื่องการันตีความแจ่มขนาดนี้ Cafe Hopper อย่างเรามีเหรอจะพลาดได้ ซึ่งร้านนี้บอกเลยว่าเป็นร้านที่ตกแต่งได้หรูหรามากจ้า ตอนเปิดประตูเข้าไปในร้านคือนึกว่ามาร้านผิด เพราะมีแต่ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลเต็มไปหมดค่ะ แต่มั่นใจสุดเพราะอ่านป้านชื่อร้านมาแล้ว ไม่ผิดแน่ เลยรีบพุ่งตัวไปสั่ง Hot Latte มาจิบเก๋ๆสักหน่อยค่ะ ราคา : Hot Latte 5.5$ รสชาติ : ในที่สุดฉันก็ได้เจอกาแฟที่ไม่เปรี้ยว มันนุ่ม มันหอม มันกำลังดีไปหมดเลยจ้าแม่ เรายกให้ร้านนี้เป็นร้านที่กาแฟถูกใจเราที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมันไม่เปรี้ยวและไม่เข้มจนเกินไป เอาไป 10 เต็ม 10 แถมคนไม่พลุกพล่านมาก เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือเพลินๆ นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้ก็ยังมีอาหารแบบ All Day Breakfast ขายเช่นกันค่ะ ใครที่หิวๆ ก็แวะมาฝากท้องที่ร้านนี้กันได้นะ 9 | Stateland Coffeehouse การเดินทาง : MRT Bugis Station มาต่อกันที่ย่านฮิปสิงคโปร์อย่าง Bugis กันต่อค่ะ ด้วยความที่วันนี้เรามาเดินเที่ยวถนนสุดอาร์ท Haji Lane ย่านแห่งงานศิลปะสิงคโปร์ ด้วยตึกสีสันสดใส กับสตรีทอาร์ทที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายรูป หลังจากเดินจนเสร็จก็เลยขอหาคาเฟ่เติมความสดชื่นกันหน่อย ก็ได้เจอกับร้านนี้โดยบังเอิญ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน Haji Lane แต่เป็นถนนอีกซอยข้างๆ ถ้าใครอยากตามรอยก็เสิชชื่อร้านใน Google Map ได้เลยจ้า และด้วยความร้อนทำให้เราอยากกินอะไรที่มันสดชื่น ก็เลยสั่งเลมอนเนดของร้านนี้ ที่เขาบอกว่าเป็นเมนูเด็ดของร้าน นอกเหนือจากกาแฟค่ะ ราคา : Iced homemade apple mojito lemonade 5.5$ รสชาติ : ของเด็ดที่ตอบโจทย์ความร้อนของอากาศสิงค์โปร์ มันสดชื่นมากแม่ รสชาติคือเปรี้ยว หวานลงตัว แค่กลิ่นของเลมอนเนดก็คือสดชื่นแล้ว ยังมีเนื้อแอปเปิ้ลมาให้เคี้ยวเล่นๆอีกด้วย ยิ่งทำให้รสชาติของเลมอนเนดแก้วนี้ลงตัวสุดๆไปเลย ยกให้เป็นอีกเครื่องดื่มในดวงใจของทริปสิงคโปร์นี้เลยค่ะ 10 | Windowsill Pies การเดินทาง : MRT Bugis Station ปิดท้ายด้วยคาเฟ่สุดฮิตแห่ง Haji Lane ที่โดดในเรื่องของพายค่ะ ซึ่งร้านนี้อยู่ในถนน Haji Lane เลย ใครที่มาเดินเที่ยวเล่นถนนเส้นนี้ ก็แวะลองชิมกันได้ เพราะพายร้านนี้เนี่ย โด่งดังมากๆค่ะ แถมร้านก็ยังตกแต่งได้น่ารัก สีสันสดใส แบบพาสเทลสุดๆ แน่นอนว่าพายร้านนี้มีให้เลือกหลายแบบมาก แต่รสชาติคืออยากกินทั้งหมด แต่ต้องห้ามใจเพราะเกรงใจไขมันที่พุงเหลือเกิน ก็เลยเลือก Lemon Strawberry Pie มา พร้อมสั่งเครื่องดื่มเป็น Iced Matcha Latte ซึ่งตอนที่เรามาเนี่ย ทางร้านกำลังมีโปรโมชั่นซื้อพายคู่กับเครื่องดื่มในร้านเพียง 11.50$ เท่านั้น ถือว่าคุ้มสุดๆไปเลยค่ะ ราคา : Lemon Strawberry Pie + Iced Matcha Latte 11.50$ รสชาติ : ตัวพายอร่อยมากเว่อร์ เปรี้ยว หอมเลมอนเหมือนยกเลมอนมาทั้งสวน ไม่เลี่ยนเลยสักนิดค่ะ แป้งพายด้านล่างก็หอมชุ่มเนยสุด แต่ไม่กลบกลิ่นเลมอนด้านบนเลยสักนิด สอดไส้ด้วยสตรอเบอร์รี่ซอสเจ้มจ้น เป็นขนมที่กินแล้วอยากกินอีก ให้กินทั้งถากดก็จะกิน เป็น The Best Pie in Town เลย เอารางวัลไปเลยจ้า ส่วนชาเขียวมัทฉะของที่นี่ก็จะแบบเน้นนมหน่อย คือรสนมมาเต็มมาก เหมาะกับคนชอบกินชาเขียวไม่เข้ม หวานกำลังดี ตัดกับรสพายเลมอนได้ลงตัวสุด เหมือนถูกสร้างมาเพื่อกันและกันเลยค่ะ จบไปแล้วกับ 10 คาเฟ่สิงคโปร์แบบจุกๆ บอกเลยว่าเราก็จุกมากเช่นกัน กลับไทยคงต้องไปออกกำลังรัวๆ ชดใช้ความผิดที่ทำไว้ ใครที่ไปตามรอยก็อย่าลืมมาบอกเล่าให้ฟังกันบ้าง ? หรือมีคาเฟ่สิงคโปร์ไหนเด็ด ก็แวะมาบอกเราบ้างน้า ส่วนครั้งหน้าจะคิดไปเที่ยวประเทศไหนอีก ? ต้องติดตามกันให้ดีจ้า เรื่องและภาพ : วันๆ คิดแต่จะเที่ยว Singapore 2019
สักครั้งต้องลองกับ 7 ภัตตาคาร “ร้านอาหารยุโรปในกรุงเทพ”
พากิน
สักครั้งต้องลองกับ 7 ภัตตาคาร “ร้านอาหารยุโรปในกรุงเทพ”
หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของร้านอาหารยุโรปที่ติดมิชลินสตาร์กันมาบ้างแล้ว ว่าถ้าพูดถึงมิชลินสตาร์แสดงว่าร้านอาหารนั้นได้รับการการันตีในเรื่องของรสชาติอาหาร ความสะอาด และความสดใหม่ เปรียบเหมือนกับดาวที่ติดยศตำรวจหรือทหารยังไงยังงั้นเลย แต่ต้องบอกก่อนก่อนว่าดาวมิชลินมีแค่ 1-3 ดาวเท่านั้นร้านไหนที่โม้ว่าร้านฉัน 5 ดาวขอให้คิดไว้ก่อนเลยโม้รึเปล่า การจำแนกรางวัลดาวมิชลิน 1 ดาว คือ ร้านอาหารที่ดีที่สุดในร้านอาหารประเภทเดียวกัน รางวัลดาวมิชลิน 2 ดาว คือ ร้านอาหารที่ยอดเยี่ยม ในระดับที่คุ้มค่าที่จะเดินทางไปกิน และรางวัลดาวมิชลิน 3 ดาว ร้านอาหารที่ดีเลิศ ต่อให้ไกลแค่ไหน สักครั้งในชีวิตก็ควรเดินทางไปกิน การจะได้แต่ละดาวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าร้านอาหารที่ได้ดาวมีคุณภาพดีสมคำล่ำลือจริงๆ วันนี้ Tourkrub เราจะพาทุกคนไปตะลุยภัตตาคารอาหารยุโรปในกรุงเทพที่ได้รับดาวมิชลินสตาร์ และควรค่าแก่การไปลองชิมกันดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต จะดีสมคำเคลมหรือไม่ไปดูกัน 1.ร้าน Fireplace Grill and Bar เริ่มต้นด้วยภัตาคารร้านอาหารยุโรปเก่าแก่อย่าง Fireplace Grill ใครชอบสาย Grill ต้องไม่พลาดร้านนี้เพราะเขาโดดเด่นเรื่องสเต๊กเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำกรอบนอกนุ่มใน อร่อยอย่าบอกใครสมกับตำแหน่งดาวมิชลินสตาร์ โดย เชฟฌอง-มาร์ค บองโซ เชฟมิชลินสตาร์ 2 ดาวที่รักษาระดับนี้ไว้ได้นานติดต่อกันถึง 28 ปี มารังสรรค์เมนูอาหารให้ทุกคนได้กินกัน ร้านอาหารยุโรปโดดเด่นด้วยอาหาร Grill อย่างเสต็กเนื้อที่บอกเลยว่าแค่ได้เห็นหน้าตาก็น้ำลายสอกันแล้วเพราะเชฟของที่นี่เขาโชว์กรรมวิธีในการทำอาหารให้เราเห็นกันจะๆ เลยรับรองรองนอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้วยังได้ฟีล และบรรยากาศในการกินอาหารอีกมากโขเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอาหารขึ้นชื่ออีกหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น หอยนางรมจากออสเตรเลียและฝรั่งเศสอบซอส, ตับห่านทอด, สลัดอโวคาโด, กุ้งมังกรเทอร์มิดอร์-อาลาเนจ-ราฟวิโอลี่, แซลมอนสามสหาย หรือจะเป็นเนื้อแกะชุ่มซอส ก็ล้วนเป็นเมนูที่น่ากินด้วยกันทั้งนั้น ใครสนใจอยากทานแนะนำให้จองโต๊ะกันก่อนจะได้พลาดเมนูมื้อดินเนอร์สุดพิเศษที่ร้าน Fireplace Grill การเดินทาง: จากสยามเซ็นเตอร์ ใช้ถนนพระราม 1 ตรงมาทางถนนเพลินจิต ผ่านสี่แยกเอราวัณ ให้ชิดซ้าย ห้องอาหารไฟร์เพลสกริลล์สเต็กเฮ้าส์ อยู่บริเวณชั้น G ในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ติดกับเกษรพลาซ่า cr.thegreatgastro.com 2.ร้าน Rib Room & Bar ยังอยู่กันที่ภัตาคารอาหารยุโรปที่ขึ้นชื่อเรื่องสเต็กอีกร้านหรึ่งอย่างร้าน Rib Room & Bar โรงแรมแลนด์มาร์ค ที่นอกจากจะโดดเด่นของอาหารที่รสชาติถูกปาก จนได้รับรางมินลินไกด์แล้ว ยังได้รับการการันตีคุณภาพดีด้วยรางวัล The Plate โดยเชฟหลักที่ได้ถูกยอมรับในฝีมือระดับสากลอย่าง Chef Philippe Gaudal ส่วนเรื่องของบรรยากาศของที่นี่เขาก็ไม่แพ้ ด้วยโทนสีแดงเรียบหรู ประกอบกับสามารถชมวิวเมืองสวยๆ ได้ริมหน้าต่าง รับรองว่าถูกอกถูกใจหลายๆ คนแน่นอน ถ้ายิ่งมากับคู่รักในวันพิเศษแล้วล่ะก็รับรองว่าประทับใจแน่นอน ส่วนเมนูที่เราอยากแนะนำก็คือ Dry Aged Beef สเต็กชิ้นโตเนื้อนุ่มที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในตอนนี้ การเดินทาง: ตัวโรงแรมแลนด์มาร์คจะอยู่ห่างจากสถานีนานาประมาณ 50 เมตร เดินตามรถมา โรงแรมอยู่ด้านซ้ายมือติดถนนใหญ่ ระหว่างสุขุมวิทซอย 4 และซอย 6 cr.thegreatgastro.com 3. ร้าน Elements - The Okura Prestige Bangkok แผนที่ : The Okura Prestige Bangkok เปลี่ยนสไตล์มาที่เมนูอาหารฝรั่งเศสสุดหรูกันบ้างที่ร้าน Elements ที่อร่อยจนต้องยกดาวมิชลินให้ ในโรงแรม The Okura Prestige Bangkok โรงแรมสุดหรูติด BTS เพลินจิต พอพูดว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสอาจจะดูไม่แปลกเท่าไร แต่พอบอกว่าเป็น อาหารฝรั่งเศสที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นขึ้นมาล่ะก็หลายคนคงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่ารสชาติจะอร่อยล้ำแค่ไหน แนะนำให้ไปลองโดนกันได้ เมนูที่แนะนำเป็น Crispy Skin Soy Marinated Duck Breast And Leg Croquette เนื้อเป็ดที่ Slow Cooked ในสาเก และนำมามาเซียร์ส่วนหนังให้กรอบ รับรองว่ากรอบนอกนุ่มในสมดาวมิชลินแน่นอน แถมยังคุ้มค่าด้วยบรรยากาศบนชั้นดาดฟ้ามองวิวเมืองตอนพระอาทิตย์ตกดินรับรองว่าโรแมนติคอย่าบอกใครเชียวล่ะ การเดินทาง: ตั้งอยู่ที่ชั้น 25 ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok สามารถเดินทางมาทาง BTS ลงสถานีเพลินจิต และเดินเข้าโรงแรมผ่านทางอาคาร ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ได้ cr.guide.michelin.com 4. ร้าน Mezzaluna มาต่อกันที่ Mezzaluna ร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ถึง 2 ดาวด้วยกัน นอกจากรสชาติอาหารชั้นเยี่ยมแล้วยังมีการดีไซน์ตกแต่งร้านที่โดดเด่น ตกแต่งคล้ายกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสามารถมองเห็นวิวของกรุงเทพมหานครแบบพาโนราม่า 360 องศา นอกจากอิ่มท้องแล้วยังได้ฟีลที่สุดแสนจะโรแมนติคอีกด้วย การเดินทาง: ตั้งอยู่ชั้น 65 โรงแรมเลอบัวแอทสเตททาวเวอร์ จากถนนสีลม ให้ตรงไปบริเวณโรงพยาบาลเลิดสิน หัวมุมถนนสีลมตัดถนนเจริญกรุงแยกบางรัก จะเห็นอาคารสเตททาวเวอร์กรุงเทพ โรงแรมเลอบัวแอทสเตททาวเวอร์ อยู่บนชั้น 21-26, 51-59 ของอาคารสเตททาวเวอร์กรุงเทพ cr.tripadvisor.com 5.ร้าน Le normandie ภัตตาคารอาหารยุโรปที่ซ่อนตัวอยู่ ในโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล โรงแรมสุดหรูที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างร้าน เลอ นอร์มังดี ที่ได้รับการการันจากมิชลินสตาร์มากถึง 2 ดาวที่ได้รับการรังสรรค์เมนูจากเชฟเจ้าของประเทศอย่างเชฟ เชฟอาโน ดูนัง โซทีเอร์ ที่ได้ผสมผสานความคลาสสิคกับอาหารในยุคสมัยใหม่ให้เข้ากันได้อย่างลงตัวจนได้รับรางวัล อาหารที่แนะนำก็จะเป็น อาหารจานหลักอย่าง Roasted Pigeon, Endive, Pear and Cocoa เนื้อนกพิราบมาจากเมือง Breast นำมาย่างพร้อมเสิร์ฟกับผักเครื่องเคียง ได้รสชาติผสมผสานที่เข้ากันได้อย่างลงตัว การเดินทาง: เดินจาก BTSสะพานตากสิน 8นาที หรือ ขึ่นเรือไปที่ท่าโรงแรมโอเรียนเต็ล 6.ร้าน Savelberg ร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีการตกแต่งแบบโล่งโปร่งสบายแต่ยังแฝงไปด้วยความเรียบหรูตามสไตล์ร้านอาหารฝรั่งเศสอย่างร้าน Savelberg ที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเชฟมากประสบการณ์อย่างเชฟ Henk Savelberg มีให้เลือกแบบทั้ง A la carte และ Set Course การเดินทาง: เดินทางด้วย BTS เพลินจิต ถนนวิทยุลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 7.ร้าน L Atelier de Joel Robuchon Restaurant cr.tripadvisor.com ปิดท้ายด้วยร้านอาหารฝรั่งเศสอย่างร้าน L Atelier de Joel Robuchon Restaurant ที่เคยได้รับการรังสรรค์เมนูอาหารจากอดีตเชฟชื่อดังอย่าง Robuchon ที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลกเพราะได้รับดาวมิชลินมากที่สุดในโลก ปัจจุบันก็ยังเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมอยู่อย่างไม่ขาดสาย เชื่อว่าเพื่อนๆ จะได้ชิมรสชาติอาหารระดับโลกโดยไม่ต้องเดินทางไปถึงประเทศฝรั่งเศส การเดินทาง: อยู่ที่ชั้น5 Mahanakon Cube ถนนนราธิวาสฯ สามารถจอดรถที่ชั้นใต้ดินได้เลย หรือจะมาด้วย BTS ลงสถานีช่องนนทรีก็ได้เช่นกัน
มาทำความรู้จักกับ 10 ขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” อร่อยอย่าบอกใคร
พากิน
มาทำความรู้จักกับ 10 ขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” อร่อยอย่าบอกใคร
เพราะนอกจากรสชาติที่หวาน หอม อร่อยแล้วนั้น เรื่องแพคเกจของเกาหลีเขาก็ขึ้นชื่อไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ซื้อเป็นของฝากก็ดูดี หรือจะตุนกลับมากินเองที่บ้านก็ฟินลืม แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ขนมเกาหลีไม่ได้หาทานยากเหมือนแต่ก่อนใครที่ดูรีวิวนี้จบแล้วอดใจไม่ไหว ไม่รู้จะได้บินไปเมื่อไร ก็สามารถหาทานได้ที่ไทยก็มี แต่อาจจะต้องสู้กับราคาแพงลิบสักเล็กน้อยถ้าเป็นขนมที่หายาก เอาล่ะเกริ่นกันซะยืดยาวมาดูกันดีกว่าว่าขนมหวาน ต้นตำรับแท้จาก “เกาหลี” เนี่ยจะมีชิ้นไหนบ้างที่อร่อยฟินลืมอย่าบอกใคร เที่ยวเกาหลีราคาสุดคุ้ม กับ ทัวร์ครับ 1.เจลลี่ยาคูลล์ นาทีคงไม่มีใครไม่รู้เจ้าเจลลี่ยาคูลล์ ที่ฮอตฮิตติดลมบนจนไทยต้องนำเข้ามาจากเกาหลี ก็เพราะเจ้าตัวนี้เนี่ยอร่อยถูกใจคนชอบกินยาคูลล์อย่างเราเอามากๆ แต่ก่อนต้องซื้อพรีมากินตกถุงละ 90 ขึ้นไป แพงหูดับกันเลยทีเดียว พอจะหมดก็ต้องค่อยๆ กินทรมานเหลือเกิน แต่ตอนนี้จ้าไม่ต้องอดอยากกันอีกแล้วเพราะไทยเรานำเข้าเป็นที่เรียบร้อยหากินง่ายจนกระแสอาจจะดรอปไปบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นขนมในลิสต์ที่หลายๆ คนชื่นชอบเป็นแน่ 2.ตัลกี ชับซัลด็อก ขนมโมจิเนื้อยืดๆ นุ่มๆ สอดไส้ด้วยสตรอว์เบอร์รี่ลูกโต ไม่บอกก็คงรู้กันใช่ไหมล่ะคะว่าเกาหลีเนี่ยเขาขึ้นชื่อเรื่องสตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่ๆ เบิ้มๆ ด้วยความหวานกำลังดีของแป้งต็อก ตัดกับความเปรี้ยวอมหวานของสตรอว์เบอร์รี่เนื้อฉ่ำ บอกเลยว่าฟินลืมบ้านเลขที่กันเลยทีเดียว เหมาะมากสำหรับเป็นของฝากเพราะนอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้วยังมีแพคเกจสุดคิ้วท์ให้สาวๆ เลือกได้แบบจุใจตามสไตล์แดนกิมจิอีกด้วย อ้อแล้วไม่ได้มีแค่ไส้สตรอว์เบอร์รี่นะคะ สำหรับใครที่ชอบไส้ถั่วแบบโมจิของญี่ปุ่นเขาก็มีให้เลือกซื้อได้ตามความชอบเลย 3.ซัลต๊อกพาย เรียกได้ว่าเป็นขนมพื้นบ้านของประเทศเกาหลีเลยก็ว่าได้ ด้วยความนุ่มของแป้งต็อก เคลือบด้วยช็อคโกแลตหอมหวาน ที่นอกจากความหนึบหนับของแป้งแล้วยังได้รสชาติช็อคโกแลตหวานๆ ไส้ด้านในก็มีหลายรสชาติให้เลือกทานกันตั้งแต่ช็อคโกแลต ถั่วแดง หรือจะเป็นไส้กล้วยก็อร่อยลงตัว 4.เค้กหวาน มาทำความรู้จักขนมโบราณของเกาหลีกันบ้างดีกว่า อย่างเจ้าตัวเค้กหวาน ที่รสชาติจะคล้ายๆ กับทานโดนัท ด้วยส่วนผสมจากแป้งสาลี และน้ำผึ้ง ถือว่าเป็นขนมดั้งเดิมที่เราไม่ควรพลาด และควรไปลองกันดูสักครั้งเพราะแต่ก่อนจะหาทานยาก แต่ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแล้ว 5. Market O Real Brownie บราวนี่ที่โด่งดังเลื่องชื่อจนต้องนำเข้ามาขายที่ไทยอีกเช่นอย่าง Market O ที่เชื่อว่าหลายคนที่ไปถึงเกาหลีต้องเคยตุนซื้อกลับมากินเล่นกันเป็นแน่แท้ ใครชอบกินบราวนี่เนื้อกรอบนอก ฉ่ำในล่ะก็รับรองว่าต้องชอบเจ้าตัวนี้แน่นอน เพราะส่วนตัวเราแล้วนั้นบอกเลยว่าปลื้มมาก 6.Market O Real Cheese Chip พูดถึง Market O บราวนี่กันไปแล้วมาถึงอีกตัวหนึ่งที่ได้รับกระแสนิยมเป็นจำนวนมากไม่ต่างกันอย่าง Market O Real Cheese Chip อื้ออหืออบอกเลยว่าถูกใจสายขนมกรุบกรอบแน่นอน เพราะเจ้าตัวนี้เป็นมันฝรั่งทอดกรอบรสชีส เค็มๆ นิดหอมชีส แต่ไม่เลี่ยนแบบบางตัว อร่อยลืมกันเลยทีเดียว คะแนนเต็มเท่าไรเราให้เกินคะแนนไปเลย อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองชิมจะได้รู้ว่าความฟินนั้นเป็นยังไง 7.เยลลี่ถั่วแดงหรือ Yanggaeng รสชาติหวานๆ มันๆ รสชาติถั่วแดงกวน แถมไม่เลอะมือด้วยเพราะเจ้าตัวนี้มาในรูปแบบซองถือทานง่ายๆ สาวๆ คนไหนไดเอทแต่อยากทานขนมที่ให้พลังงานน้อย และไม่อ้วน แนะนำเป็นเจ้าตัวนี้เลย อ๊ะๆ แต่อย่าอร่อยกินเพลินจนลืมตัวกันไปล่ะ ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือนน้า 8.Pumpkin Monaka บิสกิตรสฟักทอง หลายคนได้ยินชื่ออาจจะรู้สึกแปลกๆ ฟักทองมาทำเป็นขนมมันจะไปอร่อยได้ยังไงกัน อะต้องลองบอกเลยว่าลืมไปเลยว่ามันคือผัก แนะนำให้ทานคู่กับกาแฟ หรือชา รับรองว่าเข้ากันได้ดีมากด้วยตัวแป้งด้านนอกที่ทำจากข้าว สอดไส้ด้วยแยมกวนที่ทำจากผงฟักทอง กลายเป็น Pumpkin Monaka บิสกิตกรอบรสฟักทอง cr.yelp.com 9.Honey butter chip ถ้าเบื่อกับขนมมันฝรั่งทอดกรอบรสเค็มๆ แนะนำเจ้าตัวนี้เลยด้วยรสหวานจากน้ำผึ้งและเนยที่ผสมผสานเข้ากับมันฝรั่งแผ่นบางกรอบ รับรองว่าถูกใจสายหวานหลายๆ คนแน่นอน เตือนก่อนว่าอย่าเอามากินตอนดูทีวีล่ะไม่งั้นอาจจะหมดไม่รู้ตัวก็ได้นะ 10.มันหนึบเกาหลี หลายๆ คนน่จะรู้จักเจ้ามันหวานกันดีอยู่แล้ว แต่เกาหลีเขาเก๋กว่านั้นเพราะเขาทำมันหวานมันหนึบ ที่แกะซองก็ทานได้เลย เอาไว้กินตอนลดน้ำหนักก็ดีเพราะมีแคลอรี่ต่ำทำให้เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ เกาหลี เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย อร่อยแถมมีประโยชน์ใครกันล่ะอดใจไหว
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!
พากิน
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!
ไต้หวัน - ช่วงนี้กระแสไปเที่ยวไทเปเขามาแรงจริงๆค่ะ เพราะเปิดเช็คเฟสบุ๊กทีไร ก็จะต้องเห็นคนลงรูปไปเที่ยวไทเปกันอย่างคึกคัก ซึ่งตัวพวกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ว่าแต่ไปเที่ยวไทเป เรื่องที่จริงจังไม่แพ้เรื่องเที่ยวก็ต้องเป็นเรื่อง “ของกิน” นั่นเอง ซึ่งครั้งนี้พวกเรา แก๊งค์เพื่อนสายกิน ไปเที่ยวไทเปพร้อมเป้าหมายว่าจะกินทุกอย่างที่อยากกิน กับการบุกตลาดกลางคืนชื่อดังของไทเป อย่าง “ ตลาดหนิงเซี่ย ” (Ningxia Night Market) ตลาดที่ได้ชื่อว่าเป็น “ พิกัดห้ามพลาดของสายกิน ” แค่พูดก็หิวแล้ว เราไปลุยกันเลยดีกว่าค่ะ จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 ของกินตลาดไทเป 1.เนื้อวัวลูกเต๋าย่าง เดินเข้ามาถึงปุ๊ป ก็จะได้เห็นร้านนี้อยู่ทางซ้ายมือเลยค่ะ จะเป็นร้านที่มีคนต่อแถวรอซื้อกันอยู่ โดยเนื้อย่างของที่นี่จะหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยม ย่างบนเตา พร้อมด้วยการพ่นไฟเพื่อให้เนื้อสุกทั่วๆกัน ด้วยสายเลือดคนรักเนื้อมันพุ่งพ่าน ก็ยืนต่อแบบไม่ต้องคิดเลยจ้า ยืนรอมองพ่อค้าถือที่พ่นไฟย่างเนื้อเพลินๆ แปปเดียวก็ได้กินแล้ว ซึ่งเราสามารถเลือกผงปรุงรสได้ ก็จะมีผงพริก รสชาติต่างๆ แต่ที่เราเลือกมาคือ เกลือสีชมพู เพราะป้ายที่ร้านบอกว่าอันนี้ Number 1 รสชาติ : แค่คำแรกก็ร้องอื้อหือแล้วจ้า อะไรจะอร่อยขนาดนี้อ่ะแม่! เนื้อไม่มีกลิ่นคาวเลยค่ะ แถมสุกกำลังดี มีความชุ่มฉ่ำ ปรุงรสด้วยเกลือที่ช่วยชูรสชาติเนื้อให้กลมกล่อมมากขึ้น อร่อยชนิดที่ว่าเพื่อนไม่กินเนื้อยังต้องกิน อร่อยสมคำล่ำลือจริงๆค่ะร้านนี้ ยกนิ้วให้เลย ราคา : 100 NTD (ประมาณ 100 บาท) คะแนน : 10/10 ถ้ามีถึงร้อยก็จะให้อ่ะ 2.น้ำไข่กบ เดิน เข้ามาด้านในอีกนิด ก็ได้เจอกับร้านน้ำไข่กบ ชื่อดังของไต้หวันค่ะ ที่ใครต่อใครก็บอกว่าต้องกิน แน่นอนว่าเราก็ไม่รอช้า วิ่งเข้าไปซื้อด้วยเอเนอร์จี้ของคนหิว 2019 ซึ่งถึงแม้ชื่อของเครื่องดื่มนี้จะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีส่วนผสมอะไรที่ทำมาจากกบนะคะ เป็นน้ำมะนาวที่ใส่วุ้นใสด้านล่าง โดยที่ร้านจะมีโชว์ธัญพืชของไต้หวันที่เอามาทำวุ้นด้วย แต่เราอ่านไม่ออกว่ามันคืออะไร ส่วนที่เรียกว่าไข่กบก็น่าจะมาจาก สัญลักษณ์ของร้านด้วยที่เป็นกบ กับลักษณะของวุ้นที่ใสๆ เหมือนไข่กบนั่นเองค่ะ รสชาติ : เป็นรสชาติแห่งความสดชื่นค่ะ เพราะพอดูดขึ้นไปก็สดใสแบบสุดๆ กับความเปรี้ยวหวานลงตัวของน้ำมะนาว ตามด้วยวุ้นเหนียวหนึบให้เคี้ยวเล่น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับรสชาติน้ำมะนาวสุดๆ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 10/10 3. เกี๊ยวกุ้งน้ำใส มากินกันต่อค่ะ กับร้านต่อไปเป็นเมนูซุปกันบ้าง เพราะเหลือบไปเห็นว่าคนไต้หวันกินกันเยอะดี แถมเครื่องก็เริ่มติดแล้ว เมนูนี้เป็นซุปใสที่ใส่คล้ายๆลูกชิ้นกุ้งที่ถูกปั้นเป็นรูปกุ้ง โปะหน้าด้วยไข่ดาวน้ำ ลักษณะคล้ายๆเกี๊ยวกุ้งบ้านเราเลยค่ะ พร้อมกลิ่นหอมของน้ำซุปที่หอมจนต้องหันมามองหน้ากัน พร้อมกับเดินไปสั่งที่ร้านกันแบบไม่มีใครห้ามใครเลยค่ะ รสชาติ : เป็นน้ำซุปใสที่ดูเหมือนจะจืดไม่มีรสชาติแต่กลับเข้มข้นลงตัวสุดๆ ด้วยกลิ่นของเครื่องเทศแทรกด้วยกลิ่นปลาแห้งเล็กๆ ซดน้ำซุปกันจนคล่องคอก็เริ่มชิมลูกชิ้นกุ้งกันบ้าง บอกได้เลยว่างานดีมากจ้า เป็นลูกชิ้นกุ้งที่เชื่อว่าทำมาจากกุ้งจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงสีส้มเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อกุ้งเต็มๆคำ แซมด้วยไข่ดาวน้ำที่ทอดในน้ำซุป ทำให้มีรสชาติของน้ำซุปผสมอยู่ด้วย เข้ากันสุดๆไปเลย ราคา : 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 9/10 4.นมมะละกอ ของคาวไปแล้วก็คั่นด้วยเครื่องดื่มยอดฮิตของไต้หวันกันบ้าง ? ว่ากันว่าเป็นเมนูที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากไต้หวันค่ะ ซึ่งเรากับเพื่อนก็ยืนลังเลกันอยู่นานว่าจะกินดีไหม ? แต่เพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีคนหิว 2019 ก็เลยต้องจัดสักหน่อย บวกกับพ่อค้าน่ารักด้วย ก็เลยสั่งแบบไม่ลังเลจ้า พ่อค้าก็จัดการนำมะละกอไปปั่นกับนม พร้อมใส้น้ำแข็งเล็กน้อยกลบความฮอตของพ่อค้าสักหน่อย แค่ยืนดูก็อิ่มแล้วค่ะ รสชาติ : เป็นรสชาติที่เราไม่เคยได้กิน มันแปลก แต่อร่อยดี กับความหอมของมะละกอที่ถูกปั่นกับนม จนนมเกิดการแตกตัวทำให้มีความมันยิ่งขึ้น รสชาติก็เลยหวาน หอมมะละกอ และมันกำลังดี ถ้าใครชอบมะละกอต้องชอบแน่ๆค่ะ แต่พอดูดไปได้สักพัก ก็รู้สึกเลี่ยนเล็กๆ แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการลองจ้า ราคา : แก้วเล็ก 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 7/10 5.ไก่ทอดไซส์ยักษ์ FUN SUN G มาถึงแดนต้นกำเนิดไก่ทอดชิ้นยักษ์ ก็ต้องขอลองสักหน่อย ซึ่งเราขอลองชิมร้านอื่นที่ไม่ใช่ HOT STAR กันบ้างค่ะ เห็นว่าคนซื้อเยอะ แถมมีทีวีโชว์ว่าเคยไปออกรายการมา พร้อมด้วยลายเซ็นบนป้ายร้าน สมาชิกหนึ่งในแก๊งค์เราได้เอ่ยวาจาว่าจะมากินไก่ทอดชิ้นยักษ์ไต้หวันให้ได้ ก็เลยพุ่งตัวใส่ร้านแบบไม่คิดไปเลยค่ะ รสชาติ : กัดไปคำแรกก็ต้องร้อง เพราะว่าร้อนค่ะ พ่อค้าเพิ่งทอดมาให้เลย เนื้ออกไก่ชิ้นยักษ์ที่ถูกชุบแป้งทอดจนกรอบ แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำของอกไก่ไว้ได้เป็นอย่างดี โรยด้วยผงพริกเพิ่มความเผ็ด ซึ่งจริงๆแล้วมีให้เลือกหลายรสชาติ แต่เพื่อให้เข้ากับความฮอตของแก๊งค์เราก็เลยเลือกรสเผ็ดมา ผลก็คือเผ็ดมากจ้าแม่ มันคือรสพริกป่นดีๆนี่เอง แต่ก็เข้ากันได้ดีกับอกไก่ใช้ได้เลยค่ะ ราคา : 75 NTD (ประมาณ 75บาท) คะแนน : 7/10 6.ข้าวหน้าหมู 3 ชั้นพะโล้ พอกระเพาะของคาวเริ่มติด เราก็ต่อกันด้วยเมนูข้าวหน้าหมูพะโล้ ที่เกิดจากความอยากกินพะโล้ของคนในแก๊งค์ ก็จัดการนั่งโต๊ะ สั่งกันโดยพร้อมเพียง ซึ่งร้านก็จะเป็นร้านรถเข็นแบบบ้านเราเลยค่ะ พร้อมหลากหลายเมนูที่ทำให้เราเห็นกันตรงหน้าเลย ชนิดที่ว่านั่งรอข้าวหน้าหมูพะโล้ไป ตอนเสิร์ฟนี่เราเห็นความดึ๋งของชั้นไขมันหมูเลย มันช่างเย้ายวนจริงๆค่ะ รสชาติ : เข้าสู่ตอนชิม มาเริ่มกันที่ข้าวก่อน ข้าวของที่นี่จะเหมือนข้าวของญี่ปุ่นคือเป็นเม็ดสั้นๆ ป้อมๆ เหนียวหนึบเข้ากันได้ดีกับน้ำพะโล้ ส่วนขาหมู 3 ชั้นนั้นจะมีไม้เสียบมาตรงกลางเพื่อไม่ให้หมู 3 ชั้นของเราหลุดจากกันในแต่ละชั้น เรื่องความเข้มของเครื่องพะโล้ ครบเครื่องเลยค่ะ ตุ๋นจนเข้าเนื้อ กัดไปคำแรกฟินแล้ว ซึ่งรสชาติอาจจะอ่อนกว่าพะโล้บ้านเรานิดหน่อย แต่ความหอมของเครื่องเทศนี่ยืนหนึ่งเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10 7.บัวลอยยักษ์ มาไต้หวันนอกจากต้องได้กินชาไข่มุกแล้ว ก็ต้องบัวลอยนี่แหละค่ะ ซึ่งร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อของตลาดหนิงเซี่ยเลย เราตามรีวิวมา โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะค่ะ ต่อไม่นานก็ได้กิน ระหว่างที่ยืนรอเราก็ได้เห็นขนาดของบัวลอยที่นี่ คือใหญ่มาก กับลอยตุ๊บป่องรอเรากินอยู่ในหม้อจ้า โดยเราสั่งเป็นบัวลอยแบบดั้งเดิม คือไม่มีไส้ แต่คลุกกับงาดำและถั่วแทน เพราะเห็นว่าป้ายหน้าร้านเขาติดดาวให้อันนี้ จะว่าไปก็คล้ายๆกับโมจิของญี่ปุ่นเลยค่ะ รสชาติ : ก่อนทานแนะนำให้คลุกกับผงถั่วและงาก่อน เพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ ซึ่งความเด็ดของมันอยู่ที่แป้งอันแสนจะเหนียวนุ่ม แบบกินเพลินมากๆค่ะ เข้ากันได้ดีกับถั่วและงาดำที่ช่วยเพิ่มความหอม บวกกับความหวานเล็กๆ จากน้ำตาล เป็นขนมที่กินเพลินๆหลังของคาวได้เลย ยิ่งถ้าทานในช่วงอากาศเย็นๆ ก็จะยิ่งอร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 9/10 8.ไก่ทรงเครื่อง บอกแล้วว่าที่นี่คือสวรรค์ของสายกินค่ะ เพราะมีแต่ของกินสตรีทฟู๊ดขึ้นชื่อของไต้หวันล้วนๆค่ะ ซึ่งไก่ทรงเครื่องก็อยู่ในนั้นด้วย เราเลยต้องขอลองชิมเมนูนี้กันสักหน่อย โดยเป็นการเอาเนื้อไก่ไปหมักแล้วพันด้วนหนังไก่ จากนั้นก็นำไปอบเอาความมันออก แล้วก็มาย่างอีกครั้งเพื่อให้หนังกรอบค่ะ รสชาติ : เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อน แค่คำแรกก็สัมผัสได้ถึงความกรอบของหนังไก่ที่ถูกอบ และย่างมาจนกรอบ ส่วนด้านในก็คือเนื้อไก่ที่ถูกหมักด้วยเครื่องเทศจนได้รสชาติ ย่างได้สุกกำลังดีเพราะยังมีความฉ่ำจากเนื้อไก่ เป็นอีกเมนูที่ต้องชิมเมื่อมาเที่ยวไต้หวันจริงค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 8/10 9.มันหวานทอด กินของหนักๆกันไปหลายอย่างแล้ว แวะมาพักด้วยของกินเล่นกันต่อ ซึ่งร้านนี้เราเห็นคนต่อแถวเยอะดี เลยคิดว่าน่าจะเป็นร้านเด็ดของหนิงเซี่ย เป็นร้านมันหวานทอดที่ป้ายเขาบอกว่าอันดับ 1 ในไต้หวัน ก็เลยยิ่งอยากลองว่าจะอร่อยขนาดไหน ซึ่งจริงๆแล้วลักษณะเหมือนขนมไข่เต่าบ้านเรามากๆเลยค่ะ แค่ยืนรอก็ได้กลิ่นหอมของมันหวานลอยมาแล้ว รสชาติ : กัดคำแรกก็คือกรอบมากจ้า กรอบแบบได้ยินเสียงกร๊อบๆเลย ถึงแม้ว่าหน้าตาจะคล้ายๆไข่เต่าบ้านเรา แต่ของที่นี่แป้งจะมีความบางและกรอบมากกว่าค่ะ ทำให้กินเพลินมากๆเลย บวกกับความหอมจากมันหวานเล็กๆ เลยทำให้มันหวานทอดของที่นี่ยิ่งเคี้ยวเพลินเข้าไปใหญ่ ใครที่อยากหาขนมกรุบกรอบปิดท้ายมื้ออาหาร หรือจะซื้อทานเล่นก็แนะนำเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10 10.ชานมไข่มุก 50 Lan ที่ตลาดหนิงเซี่ยก็มีร้านชานมไข่มุกชื่อดังของไต้หวันอยู่ด้วยนะคะ เมื่อเราได้เห็นป้ายเหลืองกับตัวเลข 50 ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าซื้อกันอย่างด่วนๆ โดยเราสามารถเลือกระดับความหวาน ระดับน้ำแข็งได้เลยค่ะ ดีงามจริงๆ แถมราคาถูกมากเว่อร์ แค่ 40 NTD หรือประมาณ 40 บาทเอ๊งงง แน่นอนว่าเราไม่รอช้า รีบสั่งเมนูชานมไข่มุกสุดฮิตอย่างไวจ้า รสชาติ : สมกับการเป็นชานมยอดฮิตของไต้หวันจริงๆค่ะ เพราะชาเข้มข้นมาก แถมยังนมของที่นี่ยังมีความมันในตัวสูง เลยยิ่งทำให้ชานมเข้มข้น หอม มัน ลงตัวสุด ซึ่งพวกเราเลือกความหวานอยู่ที่ 50% ถือว่าหวานกำลังดีเลย ส่วนไข่มุกก็ต้มได้กำลังดี นุ่มเหนียว เคี้ยวหนึบหนับ แต่อาจจะไม่อร่อยเท่าไข่มุกแบบ Brown Sugar แต่ก็จัดว่าเด็ดอยู่ค่ะ ราคา : 40 NTD (ประมาณ 40 บาท) คะแนน : 9/10 การเดินทางไปตลาดหนิงเซี่ย : ลงที่สถานี MRT Shuanglian (R12) สายสีแดง ออกที่ทางออก 1 จากนั้นก็เปิด Google Map เดินไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้วจ้า ขอย้ำอีกครั้งว่าตลาดหนิงเซี่ย เป็นอีกตลาดไทเป ที่สายกินไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ พวกเราลงมติกันเลยว่า ของกินตลาดหนิงเซี่ยคือเดอะเบส ส่วนใครที่ไปตามรอยความอร่อยของพวกเราแล้ว ก็อย่าลืมมาแชร์กันบ้างนะคะว่าดีงามขนาดไหน ? แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้า จะเป็นเรื่องราวของอะไร ต้องติดตามค่ะ เคล็ดลับเที่ยวไต้หวัน ให้สนุกสุดชิลล์ แบบไม่ต้องวางแผนเที่ยวให้วุ่นวาย ก็ซื้อทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลยมีแพ็กเก็จให้เลือกมากมาย จองทัวร์ครบจบที่ ทัวร์ครับ(Tourkrub) เรื่องและภาพ : วันๆคิดแต่จะเที่ยวTaiwan Trip 2019
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป
พากิน
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป
เพราะไทเปมีตลาดกลางคืนอยู่มากพอสมควร และมีชื่อเสียงพอตัวเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไทเปมีของกินสตรีทฟู้ดไว้ให้ลิ้มลองกันเกือบตลอดทั้งคืนก็ว่าได้ ว่าแล้วเตรียมเที่ยวไทเปมีของกินอะไรที่ไหนเด็ด ๆ กันบ้างไปดูกันเลยกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป” เล็งกันเอาไว้ให้ดี แล้วเตรียมล็อคเป้าออกไปอิ่มให้พุงกางที่ไทเปกันเลย เที่ยวไต้หวันแบบสะดวก ๆ ราคาถูก และยังมี ทัวร์ไต้หวัน หลากหลายรูปแบบตามสไตล์การเที่ยวที่เป็นตัวเรา ก็ต้องเลือกทัวร์ครับเว็ปไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดี่ที่สุดเอาไว้ให้คุณ เพียงเท่านี้ก็สามารถเที่ยวไต้หวันได้อย่างที่ใจอยาก จะช้อป ชิม ชิลล์ ก็ได้ตามสไตล์ที่ใช่กันไปเลย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ คลิกที่นี่ 1.บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle) บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle) ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์ไต้หวันแท้ ๆ ที่ถูกจัดให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดของไต้หวัน จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นทั้งคนมุง ทั้งคิวยาวเหยียดแน่นเอี้ยดหน้าร้านเกือบตลอดเวลา ร้านบะหมี่อาจงตั้งอยู่ในย่าน ซีเหมินติง (Ximending) ย่านชอปปิ้งสุดฮอตของวัยรุ่น ร้านโด่งดังด้วยเมนูเพียงเมนูเดียวแต่รสชาติอร่อยล้ำ กับบะหมี่เส้นเล็กนุ่ม มาพร้อมน้ำซุปหอยเชลล์เหนียวข้นหอมหวาน ลักษณะหน้าตาเมนูคล้าย ๆ กับกระเพราปลาบ้านเรานี่เอง แต่ต้องลองเพราะรสชาติอร่อยมากจนยากจะอธิบาย พิกัด : Ay-Chung Flour Rice Noodle 2.เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu) เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu) อาหารประจำชาติไต้หวันที่ถ้ามาแล้วไม่ได้ลิ้มลองต้องบอกว่าเหมือนมาไม่ถึงเลยทีเดียว สำหรับร้านดังของไทเปเรื่องเมนูเต้าหู้เหม็น ก็ต้องร้าน Jin Da Ding ในย่าน Shenkeng Old Street เมืองเสินเคิง (Shenkeng) ย่านถนนสายอาหารที่เก่าแก่ที่สุด กับเต้าหู้เหม็นเสียบไม้ย่างเตาถ่าน ราดน้ำจิ้มเผ็ดรสเด็ด ที่เปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว โดยที่ร้านนี้มีทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้มที่ราดมาบนเต้าหู้ที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนเจ้าอื่น ส่วนกลิ่นและรสชาตินั้นต้องบอกว่าไม่เหม็นเหมือนชื่อเลย ถ้าใครไม่เชื่อก็ต้องไปลองลิ้มชิมรสชาติจริง ๆ กันดู พิกัด : Shenkeng Old Street 3.เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) อาหารแนวสตรีทฟู้ดสุดฮิป หน้าตาชิค ๆ โดยใจคนรุ่นใหม่ เมนูเด็ดขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับเนื้อติดมันหั่นเต๋าพอดีคำ ปรุงรสเล็กน้อยด้วย เกลือทะเล สาหร่าย และพริกไทย นำมาย่างไฟร้อน ๆ กันสด ๆ ให้ได้ระดับความสุกพอดิบพอดี อันเป็นเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ด้วยเนื้อคุณภาพดี และกรรมวิธีการพ่นไฟที่ใส่ใจพิถีพิถัน ทำให้ได้อาหารสตรีทฟู้ดรสชาติดีเยี่ยม คุณภาพล้นคำ ที่สายเนื้อไม่ควรพลาด 4.เห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms) อีกหนึ่งเมนูย่างทีเด็ดของไต้หวันที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับเมนูเห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms) ที่ดูเหมือนจะเป็นอาหารประจำของย่านสตรีทฟู้ดไต้หวันไปแล้ว เห็ดซึ่งนิยมนำมาทำอาหารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะวิธีการง่าย ๆ แต่ได้รสชาติของเห็ดเต็ม ๆ อย่างการย่างร้อน ๆ ราดซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน เพียงเท่านี้ก็ได้เห็ดฉ่ำ ๆ เด้ง ๆ หอมผิวเกรียมเล็กน้อยจากการย่าง และรสชาติซอสหวาน ๆ เค็ม ๆ กลมกล่อมละมุนลิ้นดีทีเดียว 5.ลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup) ยังคงอยู่กันต่อที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับสตรีทฟู้ดอันเป็นไฮไลท์ของไต้หวัน อย่างลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup) ลูกชิ้นปลานิ่ม ๆ เด้ง ๆ ที่ต้มในน้ำซุปหมาล่าสูตรพิเศษ ให้รสชาติเผ็ดซ่าท้าทายความเด้งนุ่นของลูกชิ้นปลา ที่ได้รสสัมผัสแปลกใหม่และแตกต่างไปอีกแบบ คล้ายนำน้ำซุปหมาล่าร้อน ๆ แบบ Hotpot และหมาล่าแบบบาร์บีคิวมารวมกันไว้ในเมนูเดียว ให้สมกับเป็นอาหารแนวสตรีทฟู้ด สะดวก ง่าย รวดเร็ว และยังรสชาติดี แบบที่กินเมนูเดียวได้ 2 สไตล์เลย 6.ซาลาเปาอบโอ่ง (Baked black pepper buns) และแล้วก็มาถึงเมนูเด็ดร้านดังร้านสุดท้ายของตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) กับซาลาเปาอบโอ่ง (Baked black pepper buns) เจ้าดังร้าน Hu Jiao Bing ที่อบซาลาเปากันให้ดูแบบสด ๆ กลางตลาดเลย ทำให้ได้ซาลาเปาอบที่มีผิวด้านนอกกรอบ ๆ ด้านในเนื้อแป้งนุ่ม ๆ เสิร์ฟร้อน ๆ มาพร้อมไส้หมูแน่น ๆ รสชาติเข้มข้นฉบับไต้หวัน แบบไส้แทบล้นทะลักออกมาในทุกคำที่กัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดห้ามพลาดในตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) แล้วถ้าใครที่ตั้งใจจะแวะร้านดังของตลาดนี้ให้ครบทุกร้าน ขอบอกว่าให้เผื่อเวลาเข้าคิวเอาไว้เยอะ ๆ หน่อยนะ เพราะแต่ละร้านคิวยาวสูสีกันเลยนะ ก็ทำไงได้อย่างกินของอร่อยก็ต้องคอยจริงมั้ย 7.ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง (Taiwanese Suasage and Sticky Rice) ย้ายมาที่ตลาดกลางคืนฝงเจี่ยไนท์มาร์เก็ต (Feng Jia Night Market) กันบ้าง กับเมนูทานเล่นรองท้องสไตล์ไต้หวันอย่าง ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง (Taiwanese Suasage and Sticky Rice) เมนูหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาแต่ดูแปลก แม้ว่าดูเผิน ๆ จะเหมือนกับฮอทดอก แต่ด้านนอกนั้นเป็นข้าวเหนี่ยวปิ้งทรงไส้กรอก ที่ห่อไส้กรอกไต้หวันสีแดงสดไว้อีกที มาพร้อมกับผักกาดหอม และกระเทียมด้านใน โดยมีให้เลือก 2 รสชาติ คือรสดั้งเดิม และรสพริกไทยดำ ที่พิจารณาแล้วรสชาติไม่น่าจะเข้ากัน แต่พอลองทานแล้วก็อร่อยเข้ากันอย่างลงตัวจนแทบไม่น่าเชื่ออยู่เหมือนกัน พิกัด : Feng Jia Night Market 8.เผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็ม (Fried taro balls) ร้านเผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็มเจ้าดังร้าน Liu Yu Zi ระดับติดหนึ่งใน Street Food ที่ได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmands) ของ Taipei Michelin Guide เป็นร้านขายเผือกทอดหมายเลข 091 ในตลาดกลางคืนหนิงเซี่ย (Ningxia Night Market) ร้านเล็ก ๆ ซึ่งเปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีแล้ว ที่นอกจากจะมีรางวัลระดับโลกเป็นเครื่องการันตีความอร่อย ต้องบอกว่าคิวที่ยาวเหยียดทุกวันของร้านก็รับประกันคุณภาพและรสชาติได้ไม่แพ้กัน พิกัด : Ningxia Night Market 9.บัวลอยเผือกไต้หวัน (Taro Balls) มาที่ของหวานฉบับไต้หวันโบราณกันบ้าง กับบัวลอยเผือกไต้หวัน ร้านคุณยายไหล (Grandma Lai’s Taro Balls หรือ Lai Ah Po Yu Yuan) ร้านบัวลอยเผือกทำมือร้านดังบนถนนคนเดินจิ่วเฟิ่น กับแป้งบัวลอยเหนียวนุ่มหนึบหนับสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ต้มกันสด ๆ พร้อมเสิร์ฟถ้วยต่อถ้วยมีรสชาติออกหวานเล็กน้อย มีให้เลือกลิ้มลองความอร่อยได้หลากหลายรสชาติ ทั้งเผือก ชาเขียว งา และรสต้นตำรับ โดยจะทานแบบร้อนคู่กับน้ำขิง หรือแบบเย็นใส่น้ำแข็งราดน้ำเชื่อมก็ได้ ดีงามไม่แพ้กัน พิกัด : Lai Ah Po Yu Yuan, Jishan Old Street 10.ไอศกรีมถั่ว (Peanut ice-cream Roll) ปิดท้ายกันด้วยร้านขนมคิวยาวเหยียดของเมืองจิ่วเฟิน (Jiufen) กันเป็นแห่งสุดท้าย กับร้าน A Zhu Peanut Ice Cream Roll ร้านไอศกรีมถั่วตัดใส่ผักชี (Peanut ice-cream Roll) ชื่อดังของไทเป ไอศกรีมรูปร่างหน้าตาแปลกไม่เหมือนใครอันเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน ด้วยการห่อด้วยแป้งโรตี ด้านในประกอบด้วยถั่วตัดขูด ไอศกรีม และโรยผักชี ที่ถูกม้วนรวมกัน ให้รสชาติหวาน ๆ มัน ๆ หอมกลิ่นถั่วตัดเล็กน้อย แต่อร่อยแปลกแหวกแนว พิกัด : A Zhu Peanut Ice Cream Roll, Jiufen Old Street ครบแล้วกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป” แต่สำหรับคราวนี้เราขอข้ามผ่านร้านชานมไข่มุกของไต้หวันทั้งหลายไป เพราะร้านชานมไข่มุกไต้หวันเจ้าดังหลายร้านมาเปิดสาขาที่เมืองไทยกันแล้ว อีกทั้งร้านชานมไข่มุกในไทเปก็มีหลากหลายร้านกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง หาทานกันได้ไม่ยากนัก รอบนี้เลยขอเน้นของกินแนวสตรีทฟู้ดที่แท้ทรูเอาใจสายกินให้ตามไปกินที่ไทเปจนอิ่มฟินกันไปเลย