แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ

แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ

เที่ยวไต้หวัน นอกจากกินแล้วก็เที่ยวชิลล์ๆ นี่แหละ ทริปไต้หวันครั้งนี้ ทัวร์ครับ จัดให้เลย แพลนเที่ยวไต้หวัน4วัน ทั้งกิน เที่ยวสนุกครบจบที่ไต้หวันได้แน่นอน
10642
View
0
Share

หลังจากที่ได้ยินมาเยอะแล้วว่าการไปเที่ยว “ไต้หวัน” เป็นการท่องเที่ยวที่คุณสามารถเก็บได้ครบทุกรสชาติในหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น การไปตะลุยกินที่ไต้หวัน เช็คอินตามสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต หรือนั่งจิบกาแฟชิลๆ กันตามคาเฟ่สุดเก๋ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋าเท่านั้น แถมการเดินทางในไต้หวันยังสะดวกสบายไม่แพ้กับญี่ปุ่นอีกด้วย แน่นอนว่าได้ยินแบบนี้เราก็ไม่พลาดที่จะแพ็คกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปตะลุยกันที่ไต้หวันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน กันอย่างจัดหนักจัดเต็ม ซึ่งหากใครอยากรู้ว่าเราจัดเต็มกันขนาดไหน ก็ตามเราไปดูได้เลย  

เคล็ดลับเที่ยวไต้หวันสบายชิลล์ๆ คือการเที่ยวกับทัวร์ ซึ่งถ้าใครสนใจซื้อทัวร์ไต้หวัน สามารเข้าไปเลือกดูข้อมูลและจองทัวร์เที่ยวไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลย เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศไว้ให้เลือกเที่ยวมากมาย

จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)

 

Day 1: Taiwan Taoyuan International Airport >> Check-in M Hotel >> Chaing Kai Shek Memorial Hall>>  Longshan Temple >> Bopiliao Historical Block 

 

มาเริ่มกันที่การออกเดินทางจากสนามบินเถาหยวนเพื่อมุ่งหน้าไปเช็คอินเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ กันที่โรงแรม Taipei M Hotel ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Taipei Main Station ใจกลางเมืองไต้หวัน โดยการใช้บริการรถไฟด่วนที่มีชื่อว่า Express Train (ขบวนด่วนพิเศษ – สีม่วง) ในราคาเพียง 160 TWD ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายและความรวดเร็วอย่างทันใจโดยใช้เวลาในการเดินทางเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น ก็ถึงตัวเมืองที่เต็มไปด้วยความศิวิไลท์อันน่าค้นหาเป็นอย่างมาก



วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Taipei Main Station ทางออก East 3 เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร 

 

หลังจากเก็บสัมภาระกันที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอแวะทานอาหารกันสักหน่อยเพราะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง เราเลยไม่รอช้าและมุ่งหน้าไปลิ้มลองรสชาติความอร่อยกันที่ ร้าน Laohu Jiang หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในนามของ “เกี๊ยวหมูคำโต” ที่ปรุงและห่อกันสดๆ ให้เห็นกันหน้าร้าน ซึ่งหลังจากที่ได้กินคำแรกเข้าไป ก็ต้องขอบอกเลยว่าเนื้อสัมผัสของเกี๊ยวหมูมีความนุ่ม กลมกล่อม และเต็มไปด้วยเนื้อเน้นๆ ทั้งนั้น รับรองว่าหากใครได้ลองแล้วไม่ทำใครผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับในส่วนของเส้นหมี่เกี๊ยวน้ำที่เราได้สั่งมาก็มีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน และที่สำคัญยังมีเครื่องเคียงต่างๆ ให้เราได้เลือกชิมกันอย่างหลากหลายอีกด้วย 


พิกัด:  https://goo.gl/maps/AoFHqZ6xjVE2

เปิดให้บริการ: เปิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 – 23:00 น.

 

เมื่อกินกันจนอิ่มท้องเราก็ขอเดินทางไปปักหมุดกันที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับของไต้หวันอย่าง พระราชวัง เจียงไคเช็ค แลนด์มาร์กสำคัญที่ใครก็ต้องเดินทางมาถ่ายรูปกันอย่างรัวๆ โดยสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์และสถานที่จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ได้แก่ รถยนต์ส่วนตัว ฉากจำลองการทำงานของท่าน และการพัฒนาไต้หวันในด้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมกันอย่างเพลิดเพลิน และที่สำคัญไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของสถานที่แห่งนี้เลยก็คือ พิธีเปลี่ยนเวรทหาร ที่จะมีให้ชมกันทุกๆ ต้นชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00 ของทุกวัน


 

วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall สาย 2 สีแดงและสาย 3 สีเขียว ทางออก Exit 5

 

หลังจากถ่ายรูปและเดินเล่นกันอย่างพอใจแล้วเราก็เดินทางไปเก็บแต้มบุญกันต่อที่ วัดหลงซาน วัดเก่าแก่ชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาขอพรในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่เชื่อกันว่าถ้าใครได้มาผูกได้แดงแล้วอธิฐานขอพรก็จะสมหวังในด้านความรักกลับไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนต่างเลื่อมใสและเดินทางมากราบสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่เที่ยวไต้หวันแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปีนั่นเอง 

เมื่อไหว้ขอพรเทพต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้นทางเราก็ขอแวะไปเช็คอินกันต่อที่ Bopiliao Historical Block หรือย่านเมืองเก่าปัวผีเหลียว ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปสุดชิคที่ควรค่าแก่การไปโพสท่าถ่ายรูปกันรัวๆ เนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นถนนสายสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารอิฐแดงอันเก่าแก่คล้ายกับโกดังเก็บของที่สอดแทรกงานศิลปะลงไป ทำให้เกิดเป็นมุมถ่ายรูปสุดฮิปของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมากและกลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมของไต้หวันที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างมาก 

หลังจากถ่ายรูปกันอย่างพอใจทางเราก็ขอแวะทานอาหารบริเวณใกล้เคียงกันสักหน่อย โดยร้านที่เราจะแวะฝากท้องกันก็คือ ร้านหมูกรอบเจ้าดัง (紅燒肉) ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่หมูกรอบที่มีความกรอบนอกนุ่มใน โดยเราสามารถเลือกทานได้ว่าจะเอาแบบติดมันหรือไม่มัน แต่ถ้าจะสั่งแบบหมูกรอบมันน้อยให้บอกพนักงานว่า “โซ่วโย่ว” ถ้าชอบหมูกรอบมันเยอะก็ให้บอกว่า “เฟ่ยโย่ว” เพียงเท่านี้ก็จะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกทานอย่างหลากหลาย โดยทางเราก็ได้สั่ง ไก่ต้มน้ำปลา ผัดผักน้ำมันหอย และปลาหมึกลวกจิ้มทานคู่กับข้าวต้มร้อนๆ ที่ต้องบอกได้เลยว่าฟินสุดๆ เพราะถึงแม้หน้าตาของอาหารจะดูธรรมดา แต่รสชาติดีไม่แพ้ที่ไหนอย่างแน่นอน 


Day 2 : ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง >> ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) >> จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) >> เย่หลิว (Yehliu) >> ชาบูหม่าล่า >> ย่าน Ximending

 

เช้าวันที่สองของการเดินทางวันนี้เราจะไปตะลุยกันต่อที่เที่ยวไต้หวันชื่อดังอย่าง ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street), จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) และ เย่หลิว (Yehliu) ไฮไลท์สำคัญของไต้หวันที่พลาดไม่ได้ แต่ก่อนออกเดินทางก็ขอแวะทานอาหารเช้ากันที่ ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง กันซะก่อน เพราะได้ยินมาว่าร้านแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของเนื้อตุ๋นและน้ำซุปอันกลมกล่อมสูตรไต้หวันที่หาทานที่ไหนไม่ได้ในเมืองไทย

 

โดยเราก็ได้สั่งหมี่เนื้อตุ๋นที่มีหน้าตาดังรูปมาแบ่งกันทาน 3 คน เนื่องจากชามค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเราอยากแนะนำว่าถ้าหากใครมากันสองคนก็ให้สั่งชามเดียวก็พอ หลังจากที่สั่งได้ไม่นานหมี่ชามโตก้ถูกเสิร์ฟมาที่โต๊ะพร้อมกับกลิ่นหอมโชยของเครื่องเทศอบอวลไปทั่วร้าน ซึ่งพอได้ลิ้มลองก็รู้เลยว่าความเปื่อยของเนื้อตุ๋นที่เขาว่าละลายในปากเป็นอย่างไร เพราะจากที่อ่านมาต่อหลายกระทู้เขาว่ากันว่าทางร้านได้นำเนื้อไปตุ๋นกับเครื่องเทศหลายชั่วโมง จนได้เป็นเนื้อตุ๋นสูตรเด็ดพิเศษที่มีรสชาติลงตัวอย่าบอกใคร โดยเราขอรับรองได้เลยว่าหากใครได้ลองทานแล้วจะต้องติดใจและต้องกลับไปซ้ำอย่างแน่นอน 


วิธีการเดินทาง: นั่ง MRT มาลงที่ Taipei Main Station ทางออก M5 

 

หลังจากอิ่มอร่อยจากการทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวเดินทางไปต่อกันที่ ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) สถานที่ท่องเที่ยวไต้หวันชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาปล่อยโคมลอยขอพร พร้อมทั้งเก็บบรรยากาศโดยรอบได้อย่างตามอำเภอใจ 

เมื่อเดินทางถึงฉือเฟิ่นเราก็ได้มุ่งไปที่ร้านขายโคมลอยที่เรียงรายอยู่ทั่วบริเวณสองข้างทาง โดยพนักงานในร้านจะให้เลือกก่อนว่าต้องการขอพรในด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน การงาน ความรัก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งพอเลือกเสร็จพนักงานก็จะให้เราเขียนคำอธิษฐานลงบนโคมจนกว่าจะพอใจ


พอเขียนเสร็จก็จะถึงเวลาปล่อยโคม โดยพนักงานที่นี่น่ารักมากเลย สามารถพูดภาษาไทยในการสื่อสารกับเราได้ และช่วยบันทึกภาพและวิดีโอให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลายช็อตกันเลยทีเดียว  


หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่ เย่หลิว (Yehliu) เพื่อไปชมหินที่มีรูปร่างแปลกตาคล้ายหัวคน, เห็ด, ขิง หรือแม้กระทั่งรองเท้า โดยก่อนที่เราจะเข้าไปชมหินและเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบก็ต้องทำการซื้อตั๋วผ่านทางกันซะก่อน ซึ่งราคาตั๋วอยู่ที่คนละ 80 TWD แต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่ามากๆ เนื่องจากเราสามารถถ่ายรูปคู่กับหินเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด แต่เพื่อเป็นการอนุรักษ์หินเหล่านี้ไว้ก็แนะนำว่าอย่าจับต้องโดนหินจะดีกว่า เพราะอาจเกิดความเสียหายจนทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถเห็นความสวยงามของหินเหล่านี้ได้  

 

วิธีการเดินทาง : ขึ้นรถบัสสาย 1815 ที่ Kuokuang Bus Station ตรง MRT Taipei Main Station (R10,BL2) ทางออก M2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชม. ค่าโดยสาร NT$96 (จ่ายด้วยบัตร EasyCard ได้เลย)

 

เมื่อถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่ จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) แลนด์มาร์กยอดฮิตเมืองเก่าของไต้หวันที่ผู้คนต่างเดินทางมาเช็คอินเพื่อถ่ายรูปและลิ้มลองรสชาติอาหารไต้หวันที่มีให้เลือกทานอย่างมากมาย โดยจุดถ่ายรูปสุดชิคที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ บริเวณเนินเขาหน้าร้านชา Ah Mei ที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คและสัญลักษณ์ของจิ่วเฟิ่น อีกทั้งยังเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวทัศนียภาพโดยรอบได้สวยงามมากที่สุดอีกเช่นกัน ซึ่งใครไปถึงแล้วก็เตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้ดี เนื่องจากทางค่อนข้างแคบแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนออกันถ่ายรูปมากมาย เราเลยอยากแนะนำให้หาท่าเตรียมไว้ก่อน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการถ่ายรูปแก้หลายช็อต นั่นเอง

 

หลังจากได้รูปที่พอใจแล้วก็ถึงเวลาตะลุยกินอาหารไต้หวันที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรสชาติและความแปลกใหม่ที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหนกันที่บริเวณตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมายตั้งแต่อาหาร, ของทานเล่น ไปจนถึงขนมหวานน่าทานอย่างหลากหลาย โดยสิ่งที่เราได้ลิ้มลองมีทั้ง โดรายากิไอติม ลูกชิ้นปลา เต้าฮวยบัวลอยเผือก ไอศกรีมถั่วตัด ไส้กรอกไต้หวัน และข้าวหมูหวานพะโล้ ที่ต้องบอกเลยว่าแต่ละอย่างเป็นของขึ้นชื่อและไม่ควรพลาดที่จะชิมความอร่อยแบบต้นตำรับเป็นอย่างมาก 

  

          

 

วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัสสาย 1022,780,790,862 ไป Keelung เปลี่ยนมาขึ้นรถบัสสาย 1013,788 

 

เมื่อทานกันอย่างจุใจแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับเข้าไปยังตัวเมือง โดยเย็นนี้เราก็ได้แพลนว่าจะไปปักหมุดเช็คอินกันที่ ย่าน Ximen เพื่อไปชมบรรยากาศกลางคืนของย่านที่เต็มไปด้วยความคึกคักและแหล่งช้อปปิ้งของร้านค้าต่างๆ พร้อมทั้งลิ้มลองของกินห้ามพลาดที่เขาว่าดีกัน แต่สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางมาเยือนไต้หวันก็คือ การทานชาบูหม่าล่า หรือบุฟเฟ่หม้อไฟไต้หวันที่มาพร้อมกับเนื้อและหมูคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีอาหารทะเล ลูกชิ้นต่างๆ ผัก ผลไม้ ขนมหวาน และน้ำดื่มที่มีให้เลือกทานอย่างละลานตา 

 

           

      วิธีการเดินทาง : ลงสถานี ximen ทางออก 6 ร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม (เยื้องๆ ร้าน Bear-1 Yakiniku)

 

และเมื่ออิ่มอร่อยไปกับการทานของคาวเสร็จ ทางเราก็ไม่พลาดที่จะกินไอศกรีม Haagen-Dazs ที่มีให้เลือกทานอย่างหลากหลายรสชาติด้วยกัน ซึ่งบอกได้เลยคุ้มค่ามากๆ เพราะมื้อนี้เราจ่ายเพียงคนละ 500+ TWD แต่สามารถเลือกทานกันได้อย่างจุใจและฟินกันสุดๆ โดยเราขอแนะนำว่าหากใครจะมาทานก็ให้โทรจองล่วงหน้าก่อน เนื่องจากคิวที่นี่จะเต็มตลอด

 

Day 3 : Fish Market >> Xiangshan Hiking Trail >> Taipei 101>> Xinyi Public Assembly Hall >> Din tai Fung >> Ningxia Market 

 

เปิดเช้าวันใหม่ด้วยการออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ Fish Market ตลาดปลาในเมืองไต้หวันที่จะเต็มไปด้วยทะเลสดใหม่มากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกสรรกันได้อย่างสนุกสนาน โดยภายในตลาดปลาแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าะเป็น โซนของทะเลสด โซนอาหารสำเร็จรูปที่มีทั้งแบบสดๆ พร้อมทาน และอาหารทะเลต่างๆ ที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว 

 

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโซนร้านอาหาารที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาทานดู เพราะเมนูของที่นี่นั้นมีคุณภาพ อีกทั้งราคาย่อมเยาว์ หากใครมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถสั่งแบบเป็นเซทที่ราคาจะคุ้มกว่าสั่งแยก แถมยังสามารถทานอาหารได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะในเมนูเซ็ทนั้นจะมีซูชิทั้งหมด 6,9,10 คำที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาซูชิอะไร โดยรวมแล้วราคาเซ็ทที่แพงที่สุดจะมีราคาประมาณ 600 TWD เท่านั้นเอง


 

 และหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมแวะชิมชีสเค้กและพุดดิ้งแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาดสุดๆ กันที่บริเวณโซนอาหารสำเร็จรูป เพราะนอกจากจะมีาสชาติที่ลงตัวแล้ว ยังราคาไม่แพงอีกด้วย

 

วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัส สาย 49 บริเวณหน้าห้าง Shin Kong Mitsukoshi หน้า Taipei Main Station ไปยัง 2nd Fruit and Vegetable Market แล้วข้ามถนนเพื่อเดินทางต่อมาอีกเพียง 350 ก็จะเจอกับ Fish Market

 

เสร็จภาระกิจมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางสู่ Taipei 101 แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองไต้หวันที่มีลักษณะเป็นตึกสูงใหญ่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้บริเวณสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายที่ต่างพากันเดินทางมาเพื่อเที่ยวชมและถ่ายรูปเช็คอินกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าหากใครจะถ่ายรูปกับตึกไทเปแล้วละก็ เราแนะนำให้เดินไปบริเวณหมู่บ้านทหารฝั่งตรงข้ามกับตัวตึก ซึ่งสามารถเดินลัดเลาะไปตามสนามบาสทะลุไปด้านหลัง ก็จะเจอโซนที่สามารถยืนถ่ายรูปกับตึกไทเปได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องไปคอยหลบผู้คนที่เดินผ่านให้ยุ่งยากอีกด้วย

วิธีการเดินทาง : ลงสถานี MRT สายสีแดง จากสถานี Xiangshan มาลงที่สถานี Taipei101/ World Trade Center ทางออกที่ 2 และเดินเลี้ยวไปตามป้าย Xinyi Assembly Hall, Taipei City

 

เมื่อเดินเที่ยวชมบริเวณตึกไทเปและถ่ายรูปเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลารับประทานอาหารกันต่อที่ Din Tai Fung ร้านอาหารชื่อดังในประเทศไต้หวันที่มีเมนูติ่มซำขึ้นชื่ออย่าง เสี่ยวหลงเปาและขนมจีบกุ้ง ซึ่งต้องทานควบคู่ไปกับซอสและขิงตามวิธีการทานที่ทางร้านแนะนำเพื่อให้ได้รสชาติแบบไต้หวันแท้ๆ บอกเลยว่าจริงๆแล้วเป็นคนไม่ชอบทานขิงเลยแต่เมื่อทานคู่กับเสี่ยวหลงเปาและน้ำจิ้มก็เรียกว่าเปลี่ยนใจเลยทันที เพราะขิงที่นี่ไม่ได้มีกลิ่นฉุ่นที่รุนแรงนัก ทำให้สามารถทานแก้เลี่ยนได้โดยไม่ขัดอรรถรสในการรับประทานเลยทีเดียว


หลังจากกลับมาจากไทเป 101 เราก็ขอกลับมาแวะพักผ่อนเติมพลังเพื่อออกเดินทางไปเที่ยวชมตลาดยามค่ำคืนกันที่ Ningxia Market เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากในบริเวณตลาดแห่งนี้นั้นมีอาหารสตรีทฟู้ดมากมาย ทำให้ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมากันเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารท้องถิ่น โดยเมนูที่เราจะมานำเสนอให้ทุกคนได้ไปรับประทานกันนั่นก็คือ น้ำแข็งใสโมจิงาดำ ที่ต้องบอกเลยว่าโมจินุ่มหนุบหนับผสมผสานไปกับความเป็นงาดำที่มีความหอมมัน เมื่อทานควบคู่ไปกับน้ำแข็งใสทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

วิธีการเดินทาง :  ลงสถานี Zhongshan Station ให้ออกทางออก Exit 4 แล้วเดินตรงตามถนน Nanjing Road ไปประมาณ 500 เมตร 

 

Day 4 : ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง >>  ร้าน One Day >> Fujin Street >> ร้าน Chia Tei >> ร้าน Chun Shui Tang 

 

อรุณสวัสยามเช้าวันสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับประเทศไทย วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อมารับประทาน น้ำเต้าหู้ ที่เขาบอกกันว่าต้องมายืนรอต่อแถวตั้งแต่เช้านั่นก็คือ ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านท้องถิ่นชื่อดังของเมืองไต้หวัน จึงทำให้ร้านนี้มีคนค่อนข้างหนาแน่นทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติ ทำให้มีแถวล้นยาวออกมาจนถึงหน้าสถานี แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าจะรอนานจนไม่ได้กิน เพราะการรอคิวของที่นี่นั้นก็ไม่ได้นานอย่างที่คิด เนื่องจากทางร้านค่อนข้างบริหารเวลาได้เร็ว ทำให้ไม่เสียเวลาในการรอนานมาก

โดยเมนูที่เราสั่งมานั้นก็จะเป็นปาท๋องโก๋ที่มีความกรอบมากๆ ถือว่าเป็นเมนูที่เราชอบที่สุดเพราะไม่เคยทานปาท๋องโก๋ที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน เลยรู้สึกชอบอันนี้เป็นพิเศษ ส่วนน้ำเต้าหู้เค็มก็ถือว่าเป็นรสชาติค่อนข้างแปลกใหม่ มีรสชาติเค็มนิดๆ ภายในจะมีเครื่องเป็นกุ้งแห้ง ปาท๋องโก๋ วุ้นกลมๆ ที่ทำให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายโจ๊กในน้ำเต้าหู้ ซึ่งรสชาติโดยรวมถือว่าพอใช้ได้ ส่วนน้ำเต้าหู้หวานรสชาติค่อนข้างกลมกล่อมใช้ได้เลยทีเดียวไม่หวานไปหรือจืดไปกำลังพอดี และเมนูอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเขาเรียกกันว่าอะไร แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่นิยมทานกันเราเลยสั่งตามคนข้างหน้ามาลองทานดู เป็นลักษณะของแป้งผสมกับกุ่ยช่ายและไข่ มีรสชาติเค็มๆ ทานคู่กับซอสพริกก็จะได้อีกรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน ซึ่งโดยรวมแล้วร้านนี้คิดว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นน้ำเต้าหู้เค็มที่คิดว่าไม่ค่อยชินรสชาตินี้เท่าไหร่ แต่ถ้าหากใครมาแล้วก็อยากให้มาลองดูสักครั้งนึงว่ารสชาติเป็นอย่างไร

วิธีการเดินทาง: ลงสถานี shandao temple station ทางออก 5 ร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของตลาด Hua Shan 

เปิดให้บริการ: ตั้งเเต่เช้าถึง 10.30 น.

 

หลังจากผ่านพ้นมื้อเช้าเราก็กลับมาแปลงโฉมเพื่อออกไปเที่ยวกันต่อกับย่านคาเฟ่ในไต้หวันอย่าง ร้าน One Day ร้านคาเฟ่เล็กๆ ที่มีการตกแต่งสไตล์น่ารัก ภายในมีขายเครื่องดื่มมากมาย อีกทั้งยังมีขายงานแฮนด์เมคต่างๆ ที่มีความมินิมอลน่ารักในแบบญี่ปุ่น ซึ่งหากใครชื่นชอบแนวเรียบๆ น่ารักแบบใสๆ ก็สามารถมาเลือกซื้อเครื่องดื่มและสินค้าได้ที่ร้านแห่งนี้ 

วิธีการเดินทาง :  นั่งรถไฟ MRT Tamsui-Xinyi Line (สาย 2 สีแดง) ลงสถานี Shuanglian ทางออก 1 เดินเข้าซอยไปประมาณ 5 นาที

ไปต่อกันกับย่านคาเฟ่อย่าง Fujin Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ที่ไม่ว่าจะเดินไปถ่ายมุมไหนก็ได้รูปที่สวยงาม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปและอยากหลีกหนีความวุ่นวายออกมาเดินชมร่มไม้ที่เงียบสงบกับถนนสายคาเฟ่ที่มีความสวยงามสามารถเดินเล่นถ่ายรูป หาเครื่องดื่มรับประทานได้อย่างชิลๆ นอกจากนี้หากใครที่ชื่นชอบเสื้อผ้าแนวฮิปๆ แล้วละก็ สามารถเดินช้อปปิ้งได้ที่บริเวณย่านแห่งนี้เลย


วิธีการเดินทาง : ลงที่ MRT Songshan Airport Station สามารถเช่าจักรยาน Ubike ต่อแท็กซี่มาได้ในราคาประมาณ TWD100 หรือใช้เวลาเดินประมาณ 10-12 นาที  

 

เดินเล่นเที่ยวชมคาเฟ่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาของการซื้อของฝากที่แนะนำเลยว่าหากใครเดินทางมาเที่ยวไต้หวันแล้วละก็ห้ามพลาดกับการเดินทางมาที่ ร้าน Chia Te เพื่อมาซื้อ เฟิ่งหลีซู หรือ ที่รู้จักกันว่า พายสับปะรด ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนมขึ้นชื่อที่คนไต้หวันเชื่อกันว่าขนมชนิดนี้นั้นเปรียบเสมือนทอง ดังนั้นจึงนิยมมอบให้เป็นของฝากเพื่อความเป็นมงคล อีกทั้งร้านแห่งนี้ยังเป็นร้านดั้งเดิมที่มีเพียงไม่กี่สาขาและสาขานี้ถือเป็นสาขาต้นตำรับ จึงทำให้มีขนมให้เลือกเยอะและหลากหลายมากกว่าสาขาอื่น หากใครเดินทางมาที่ไต้หวันก็ไม่ควรพลาดที่จะมาร้านนี้เป็นอันขาด เพราะพายสับปะรดที่นี่อร่อยหอมมัน เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน หรือเด็กที่บ้าน 

วิธีการเดินทาง : มาลงสถานี Nanjing Sanmin 

 

ก่อนเก็บกระเป๋าเดินทางกลับกรุงเทพก็ขอแวะมาดื่มชานมไข่มุกร้านแรกของไต้หวันกันที่ ร้าน Chun Shui Tang เป็นร้านชานมไข่มุกเจ้าแรกชื่อดังที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางมารับประทานกัน โดยเมนูที่ต้องสั่งเมื่อมาที่ร้านแห่งนี้นั่นก็คือ ชานมไข่มุก ที่มีให้เราเลือกทั้งแบบร้อน และเย็น ซึ่งต้องบอกเลยว่าทั้งสองแบบนี้มีความหอมมันอร่อยกลมกล่อม โดยเราสามารถเลือกระดับความหวานได้ว่าจะเอาที่ระดับเท่าไหร่ โดยทางเรานั้นสั่งความหวานไป 50% กำลังพอดี หากใครไม่ชอบหวานก็สามารถปรับลดได้ตามต้องการ 


 

นอกจากนี้ภายในร้านยังไม่ได้มีแค่เมนูชานมเท่านั้น แต่ยังมีเมนูอาหารที่สามารถเลือกรับประทานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งเมนูที่เราชอบมากๆ และอยากจะแนะนำก็คือเมนูข้าวทรงเครื่องปั้น ที่เป็นลูกกลมๆ พอดีคำ กับเมนูหมี่ราดซอสหมู XO ที่จะมีความมันๆ เค็มๆ เผ็ดนิดๆ โดยรวมแล้วรสชาติถือว่าอร่อยมากๆ 

วิธีการเดินทาง : สถานี Taipei Main Station ห้าง Shin Kong Mitsukoshi สาขา Xinyi

 

เมื่อซื้อของเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็กลับมาเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยการเดินทางในครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งความสนุกสนาน อาหารแปลกใหม่ ผู้คน หรือแม้แต่วิถีชีวิตที่ต้องบอกเลยว่าคนไต้หวันน่ารักเป็นอย่างมากพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีรอยยิ้มเสียงหัวเราะที่แม้ว่าเราจะฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่การเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งหากเราไม่ได้เดินทางมาก็จะไม่รู้เลยว่าประเทศไต้หวันนี้ดีอย่างไร หากใครที่อยากมาสัมผัสกับความสนุกและออกมาท่องเที่ยวแบบนี้แล้วละก็ ตามเรามาได้เลยรับรองจะได้ทั้งความสนุกสนานไว้กลับมาเป็นความทรงจำที่ดีในการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวรครับ (Tourkrub)