All articles abouts เที่ยวไต้หวัน

ห้ามพลาด! เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2019 จากทั่วโลก

ห้ามพลาด! เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2019 จากทั่วโลก

06 ก.ค. 61

        เผลอแป๊ปเดียว ก็ใกล้จะถึงช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย กับฤดูกาลแห่งภาพความสวยงามประจำปี ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาปลายปีเท่านั้นกับ ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเวลาที่คนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวกันอย่างคึกคัก ประจวบเหมาะกับวันหยุดต่างๆ รวมถึงสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้หลายท่านคงกำลังมองหาที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2019 กันอยู่ ทัวร์ครับจึงไม่พลาด รวบรวม พิกัด...เส้นทางยอดฮิตสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสี ปี 2019 นี้ พร้อมแล้วก็ตามทัวร์ครับมาดูกันเลยดีกว่าครับ สำหรับเส้นทางในการชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม 2019 ที่ทัวร์ครับขอแนะนำก็คือ... ยุโรปตะวันออก (East Europe)    Neuschwanstein Castle, Germany         เส้นทางทัวร์ยุโรปตะวันออกก็จะเป็นประเทศ เยอรมัน (Germany) เชค (Czech Republic) ออสเตรีย (Austria) และฮังการี (Hungary) ซึ่งเป็นเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิต สำหรับสายเที่ยวที่อยากจะไปสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีท่ามกลางบรรยากาศและสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปนั่นเองครับ  Cesky Krumlov, Czech Republic         ซึ่งใบไม้เปลี่ยนสีในแต่ละเมืองของยุโรปตะวันออก ก็เริ่มเปลี่ยนสีกันในช่วง เดือน กันยายน - เดือนพฤศจิกายน ภาพบรรยากาศของสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปก็จะเริ่มถูกแต่งแต้มสีสันด้วยสีส้ม แดง น้ำตาล บวกกับอากาศที่เย็นกำลังดี อยู่ที่ประมาณ 10 องศา - 18 องศา ไม่หนาวจนเกินไป กำลังดีสำหรับการดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสุดโรแมนติค และสถาปัตยกรรมแสนคลาสสิตสไตล์ยุโรปสุดอลังการ แค่คิดก็รู้สึกฟินแล้วล่ะครับ         บอกเลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2018 นี้ เส้นทางทัวร์ยุโรปตะวันออก จะทำให้คุณได้ดื่มดำกับความสวยงาม โรแมนติคจนฟิน เต็มอิ่มจุใจกันอย่างแน่นอนคร๊าบบ... ญี่ปุ่น (Japan) Korankei, Japan          พูดถึงสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี 2018 ทั้งที หากไม่พูดถึง ญี่ปุ่น ก็คงจะถือว่าพลาดมากๆเลยครับ เพราะญี่ปุ่น นั้นถือเป็น จุดหมายปลายทางยอดฮิตของคนไทยในการไปชมใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากความสวยงามระดับโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้การยอมรับแล้ว แต่ละพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นก็ยังมีบรรยากาศและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป บางคนถึงกับตั้งเป้าหมายในการเก็บสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยก็มีครับ เพราะเมื่อเข้าช่วงเดือนตุลาคม - ปลายเดือนพฤศจิกายน ญี่ปุ่นก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นขึ้น แต่ไม่หนาวจนเกินไป ใบไม้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีส้ม แดง น้ำตาล ทั่วทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ฮอกไกโด (Hokkaido) โตเกียว (Tokyo) โอซาก้า (Osaka) และ นาโกย่า (Nagoya) โดยเฉพาะ หุบเขาโครังเค (Korankei) ซึ่งจะอยู่ในทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางนาโกย่า ซึ่งได้รับเสียงการันตีจากเหล่านักล่าใบไม้เปลี่ยนสีว่า เป็นที่สุดของใบไม้เปลี่ยนของญี่ปุ่น ครับ         เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว สำหรับใบไม้เปลี่ยนสี 2019 นี้ ทัวร์ครับบอกเลยว่าต้องรีบจองทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี ต้องรีบไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ เพราะแพคเกจเต็มเร็วมาก จะได้รู้ว่าดีจริงหรือเปล่า ? ใครไปมาแล้วก็อย่าลืมมาเล่าให้ทัวร์ครับฟังกันได้นะครับ >>>แพคเกจทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 จากทัวร์ครับ จองเลย!<<< เกาหลี (South Korea)           มาต่อกับอีกหนึ่งประเทศที่ฮอตฮิตไม่แพ้ญี่ปุ่นเช่นกัน กับประเทศเกาหลี ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ทัวร์ครับขอแนะนำ สำหรับเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสี 2019  อย่างใน โซล (Seoul) เมืองหลวงแสนทันสมัย ซึ่งภายในโซลนั้นมีหลายจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีครับ ไม่ว่าจะเป็น โซลทาวน์เวอร์ (N Seoul Tower) ที่เราจะได้เห็นภูเขาทั้งลูกเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง รวมถึง พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung) สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลียอดฮิต ที่ทุกคนต้องเคยไป! เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ภายในพระราชวังเคียงบกกุงก็จะกลายเป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดโรแมนติคของเกาหลีเช่นกันค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่เกาหลีมาก่อน ทัวร์ครับขอแนะนำให้ลองไปสักครั้งค่ะ เพราะว่าดีงามไม่แพ้ญี่ปุ่นเลย เพราะงั้น ใบไม้เปลี่ยนสี 2019 นี้ลองหาโอกาสไปลองให้ได้สักครั้งนะครับ  ไต้หวัน (Taiwan)         มาถึงประเทศสุดท้าย ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ไต้หวัน นั้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เหมาะกับการไปชมใบไม้เปลี่ยนสี 2019 เช่นกันนะครับ เพราะไต้หวันนั้นเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เราจึงจะสามารถพบเห็บใบไม้เปลี่ยนสีได้ตามอุทยานแห่งชาติของไต้หวัน แน่นอนว่าโด่งดังที่สุดก็คงจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก อุทยานอาลีซาน (Alishan National Scenic Area) ที่จะเต็มไปด้วยสีสันจากสี เข้ม อ่อน สลับกันจากต้นไม้นานาพันธุ์ ภายในอุทยาน ที่กำลังแข่งกันแต่งแต้มสีสันให้กับอุทยานแห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ยาวไปจนถึงเดือนมกราคม หากใครกำลังมองหาสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี 2019 ที่ไม่เหมือนใคร ทัวร์ครับบอกเลยว่า ต้องไปสัมผัสที่ไต้หวันครับ รับรองติดใจแน่นอน         ว้าวว...สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี 2019 แต่ละที่เด็ดๆทั้งนั้น เรียกได้ว่ากินกันไม่ลงเลยทีเดียว แต่ละที่ต่างก็มีความสวยงามและสเน่ห์ที่เป็นของตัวเอง เอาเป็นว่าใครชื่นชอบสไตล์ไหน ก็ต้องรีบไปโดนกันแล้วละครับ ทัวร์ครับขอแนะนำให้รีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ ทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสีนั้นฮอตมาก จองช้า อดไปจะเสียใจแย่ จะหาว่าทัวร์ครับไม่เตือนนะครับผม!  

อ่านเพิ่มเติม
รวม 7 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน ไปดูกัน !!
รวม 7 ที่เที่ยวต่างประเทศ ฤดูไหนดี ที่ไหนโดน ไปดูกัน !!

16 ต.ค. 61

มาดูกันว่า แต่ละประเทศมีช่วง High season ที่น่าสนใจอะไรบ้าง ทัวร์ครับ รวบรวมมาให้แล้ว !!   🍁 1. เที่ยวญี่ปุ่น - ใบไม้เปลี่ยนสี 🍂  พิกัด : Japan ประเทศแรกมาเริ่มกันที่ญี่ปุ่น ประเทศในใจที่คนไทยหลงรัก ซึ่ง ทัวร์ครับ เลยมาแนะนำว่า หากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ถ้าไม่ไปสัมผัสหิมะตก อากาศหนาว ก็มีช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละครับ ที่ถือว่าเป็น High season ของที่ญี่ปุ่นเลย เพราะใบไม้จะเปลี่ยนเป็น สีแดง ส้ม เหลือง สวยสดใสไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แถมอากาศก็กำลังดี ไม่หนาวเกินไป ใส่เสื้อโค้ทถ่ายภาพกำลังสวยเลยล่ะ ใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่น ต้องไป ช่วงปลายตุลาคม - ต้นธันวาคม นะครับ จะได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีเต็มๆแบบฟินสุดๆ อ่านต่อ : เที่ยวญี่ปุ่นเมืองไหน เท่าไหร่บ้าง ? ❄️ 2. เที่ยวเกาหลี - หน้าหนาว ⛄️ พิกัด : Korea ไปเกาหลี นอกจากจะไปช้อปปิ้งแล้ว ก็ถือว่าที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก นอกจากในช่วง High Season ช่วงปลายธันวาคม - ต้นมีนาคม ที่จะมีหิมะตก ทำให้เมืองทั้งเมืองขาวโพลน ดูสะอาดตา แถมได้สัมผัสอากาศหนาวจับใจเลยล่ะครับ ส่วนใหญ่แล้วช่วงฤดูหนาวนี้นักท่องเที่ยวจะนิยมไปสกี รีสอร์ท เล่นหิมะกัน ใครเบื่ออากาศร้อนบ้านเรา ก็ลองไปเที่ยวเกาหลีช่วงปลายปี - ต้นปีดูนะครับ อ่านต่อ : เตรียมตัวไปเกาหลีแบบชิลชิลไม่มีเอาท์ !!  🌸 3. เที่ยวไต้หวัน - ซากุระ 🌸 พิกัด : Taiwan ประเทศที่มีที่เที่ยวทางธรรมชาติเยอะมากกก ทำให้ควรไปสัมผัสกับใบไม้สีเขียว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม แบบสุดๆ จะได้เห็นความเขียวชอุ่มของใบไม้ และอากาศที่ยังไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป แถมไม่เจอฝนอีกด้วย อ้อ! และหากใครแต้มบุญสูงๆ อาจจะโชคดีได้เจอซากุระบานอีกด้วยนะ อ่านต่อ : รีวิวเที่ยวไต้หวัน 5 วัน 3 คืน พาไปไหนบ้าง มาดูกัน !! ⛄️ 4. เที่ยวปักกิ่ง - ปลายฤดูหนาว ❄️ พิกัด : China หลายๆ ประเทศช่วง High Season มักจะเป็นฤดูหนาว แต่ไม่ใช่ที่ปักกื่งนะ เพราะช่วงฤดูหนาวจะหนาวมาก จนไม่น่าเที่ยวเลย ดังนั้นช่วง High Season ของเค้าเลยเป็น ช่วงฤดูร้อน มากกว่า แต่ที่พีคสุดๆ เที่ยวชิลๆ ไม่ร้อนเกินและไม่หนาวไป ก็คือ ช่วงปลายฤดูหนาว ปลายเดือนมีนาคม - กลางเดือนเมษายน นั่นเอง อากาศกำลังดี เดินเล่นบนกำแพงเมืองจีนเพลินๆ เลยล่ะ อ่านต่อ : อัพเดท !! 12 สถานที่ท่องเที่ยวจีน..สวยจนหยุดหายใจ 🌴 5. เที่ยวมัลดีฟส์ - ซัมเมอร์ 🌊  พิกัด : Maldives ไปทะเลทั้งที แน่นอนว่าก็ต้องไปช่วงซัมเมอร์ใช่ไหมล่ะครับ  ซึ่งมัลดีฟส์ก็เป็นทะเลในฝันของหลายๆ คน ถึงแม้จะราคาสูงแต่ก็อยากจะไปลองสัมผัสดูสักครั้ง ถ้าหากไปในช่วง Low season อาจจะถูกลงหน่อย แต่ก็เสี่ยงกับการเจอพายุ เที่ยวไม่คุ้ม ทะเลไม่สวยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นไป ช่วงเดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ที่เป็นช่วง High season จะดีกว่านะครับ น้ำใสฟ้าสวย บอกเลยว่าได้รูปสวยๆกลับมาเพียบ !!   🌌 6. เที่ยวไอร์แลนด์ - แสงเหนือ ☄️ พิกัด : Ireland สักครั้งในชีวิต เราทุกคนก็คงอยากจะไปเห็นแสงเหนือด้วยตาของตัวเอง และคงไม่มีที่ไหนเหมาะสมที่จะดูแสงเหนือมากไปกว่าที่ไอร์แลนด์นั่นเอง ซึ่งช่วงที่ถือว่าเป็น High season ก็คือ ช่วงปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนมีนาคม ที่เป็นช่วงอากาศหนาว และช่วงกลางคืนก็จะยาวนานมากกว่าปกติ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้นนั่นเอง   🎅🏼 7. เที่ยวฟินแลนด์ - หน้าหนาว 🦌 พิกัด : Finland มันคงจะฟินไม่น้อย ถ้าหากเราได้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านซานตาครอส ที่ เมืองโรวาเนียมิ ประเทศฟินแลนด์ ในช่วงคริสมาสต์ บอกเลยว่าหมู่บ้านนี้มีความโรแมนติกและน่ารักมากๆ เลยล่ะ ยิ่งช่วงคริสมาสต์ที่มีหิมะขาวโพลน ตัดกับสีแดงสีเขียวของสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ที่ตกแต่งไว้สำหรับเทศกาลคริสมาสต์ เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีสุดๆ เลยล่ะครับ ต้องลองไปดูสักครั้งบอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ เป็นไงบ้างครับ ?? บอกแล้วว่าในช่วง High season ของแต่ละประเทศ ก็มีความพีคแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เหมือนกับเที่ยวช่วง Low season แน่ๆ  ยอมเก็บเงินเพิ่มอีกนิด เพื่อไปเที่ยวในช่วง High season รับรองว่าสวยฟินประทับใจไม่ลืมแน่นอน  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวไทเปห้ามพลาดตลาดกลางคืน ตะลุย 5 ตลาด 5 สไตล์
เที่ยวไทเปห้ามพลาดตลาดกลางคืน ตะลุย 5 ตลาด 5 สไตล์

09 ก.ย. 62

ไปเที่ยวไต้หวัน ตลาดกลางคืนก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของไต้หวันนับว่าเป็นอีกเสน่ห์ที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวจะต้องลองมาเดินดูเล่นให้ได้สักครั้ง โดยเฉพาะตลาดกลางคืนในไทเปมีมากมายจะตามเก็บให้ได้ทุกที่ก็คงจะไม่ไหว เราเลยเลือกตลาดกลางคืนไทเปที่มาแล้วต้องตามมาเที่ยวให้ได้ ซึ่งแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตามมาเลย 3 ตลาด 3 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายช้อป สายแฟชั่น สายกิน สายชาไข่มุก ไปเที่ยว 3 ตลาดกลางคืนในไทเปไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะ ของกินไต้หวัน เพียบ  เที่ยวไต้หวัน อยากไปเช็คอินที่เที่ยวในไทเปแบบไม่ต้องยุ่งยากเรื่องวางแพลนเที่ยว หรือต้องลิสต์ร้านอาหารเองให้เหนื่อย เอกสารเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็มากมาย ใช้บริการทัวร์ครับเลย มีทัวร์ไต้หวันให้เลือกเที่ยวมากมาย “จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ”   เช็คราคาและจองทัวร์ไต้หวันกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   5 ตลาดกลางคืนไทเป     1. ตลาดซีเหมินติง ย่านนี้เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นเซ็นเตอร์ของไทเปเลยก็ว่าได้ ซึ่งตลาดซีเหมินติงเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารและที่พักซึ่งราคาไม่แพง แถมเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกอีกด้วย ใครที่เป็นสายช้อปเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้าทั่วไปจนถึงแบรนด์ที่เราคุ้นเคย เรียกได้ว่าที่ตลาดซีเหมินติงนั้น มีครบทุกอย่างเลยค่ะ ภายในตลาดซีเหมินติงนอกจากจะเต็มไปด้านร้านค้าต่างๆแล้ว ยังมี Street Food ต่างๆให้เราได้เดินเลือกซื้อซิมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เกี๊ยว เครื่องดื่มต่างๆ ที่ตลาดซีเหมินติงจะมีร้านที่เป็นตู้คีบเยอะมากๆเลยค่ะ นอกจากจะคีบตุ๊กตาต่างๆแล้ว ยังมีพวก หุ่นฟิกเกอร์ นาฬิกา และของจุ๊กจิ๊กมากมาย เห็นของเต็มตู้แบบนี้ใช่ว่าจะคีบกันง่ายๆนะ  ในส่วนของเสื้อผ้ามีตั้งแต่ร้านเสื้อผ้าราคา TWD 300 จนไปถึงแบรนด์สุดฮิปต่างๆ ขอบอกว่าราคาไม่ต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่ค่ะ แต่อาจจะเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่ได้มีขายในเมืองไทยเท่านั้นเอง สาวกรองเท้าต่างๆต้องรู้จักร้านนี้แน่นอนกับ ABC Mart ที่ตลาดซีเหมินเองมี 2 สาขาให้ได้ไปเลือกชมเลือกซื้อกลับบ้าน ร้านรองเท้าที่นี่ราคาไม่แพงเลยค่ะเมื่อเทียบกับบ้านเรา การเดินทางก็ง่ายมาก นั่งรถไฟมาลงสถานี้ Ximending เดินขึ้นมาก็จะพบกับตลาดเลย ร้านค้าในตลาดซีเหมินติงนั้นจะเริ่มเปิดตอนช่วงสายๆประมาณ 10 โมงเช้ายาวไปถึงเกือบๆ 5 ทุ่มเลยค่ะ    2. ตลาดชื่อหลิน ตลาดนี้เรียกได้ว่าเป็นตลาดเจเจฉบับไทเปค่ะ ตลาดชื่อหลินเป็นตลาดที่ขึ้นเรื่องในเรื่องของเสื้อผ้าราคาถูกและมีหลากหลายดีไซน์ แถมของกินก็เยอะไม่แพ้กันอีกด้วย บรรยากาศที่ตลาดชื่อหลินอาจจะแตกต่างกับที่ซีเหมินติง เพราะที่นี่เน้นเป็นร้านเสื้อผ้าที่มาจากจีนและเกาหลีค่ะ จึงไม่มีแบรนด์ที่เรารู้จักมากนัก    ตลาดชื่อหลินเป็นอีกตลาดที่ใหญ่มากๆที่หนึ่งในไทเปเลยล่ะ ด้านหน้าตลาดเต็มไปด้วยของกินอย่าง หอยย่าง ชานมเฉาก๊วย ปลาหมึกทอด     สำหรับร้านค้าในตลาดชื่อหลินก็มีเยอะแยะไม่แพ้ที่ตลาดซีเหมินติงเลย ทั้งร้านเสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าผู้ชาย ร้านรองเท้าต่างๆ และร้านขายของจุกจิกทั่วไป เดินเข้ามาลึกหน่อยก็จะเป็นโซนของกินแล้วค่ะ ซึ่งหลักๆ จะเป็นของกินท้องถิ่นของไต้หวัน ทั้งของคาวและของหวาน เรียกได้ว่ามาตลาดเดียวได้ครบเลย   การเดินทางมายังตลาดชื่อหลิน สามารถนั่งรถไฟสายสีแดงมาลงที่สถานี Jian tan ทางออกที่ 1 ค่ะ   3. ตลาดปลาไทเป ใช่แล้ว ที่ไทเปมีตลาดปลาเหมือนกันนะ ที่นี่จะเน้นขายอาหารสดจำพวกอาหารทะเลค่ะ มีทั้งแบบซื้อเป็นเบนโตะแล้วสามารถหาโต๊ะนั่งทานข้างนอก หรือจะยืนทานที่เคาท์เตอร์บาร์ข้างในก็ได้เช่นกัน ก่อนอื่นขอแนะนำโซนข้างในก่อนละกัน ข้างในมีอาหารหลากหลายให้เราเลือก ทั้งเคาท์เตอร์ที่เป็นเมนูไปทางตะวันตก มีปูขน ปลาต่างๆ ซึ่งเคาท์เตอร์ฝั่งนี้จะเน้นไปทางการปรุงมากกว่า และขายเป็นเซ็ทค่ะ ถัดมาจะเป็นมุมไ​ฮไลท์ ใครที่อยากทานปลาดิบแบบพรีเมี่ยมหน่อย ต้องลองเข้ามาทานข้างในนะคะ เพราะที่ตลาดปลาไทเปนั้น ราคาถูกกว่าเมืองไทยประมาณนึงเลย โดยเฉพาะโอโทโร่ ที่มีให้เราเลือกหลากลายแบบ ราคาเริ่มต้นชิ้นละ TWD 170 สำหรับโอโทโร่ และ TWD 30 สำหรับแซลมอนซาเซมิ และยังมีซูชิอูนิคำโตๆ ทั้งหมดนี้เราหมดไป TWD 990 รวมน้ำชาแล้วค่ะ  หรือถ้าใครไม่อยากทานซาเซมิ ที่ตลาดปลาไทเปยังมีบริการจัดอาหารเป็นเบนโตะให้เลือกด้วยนะ ราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับขนาดและคุณภาพแล้ว เรียกได้ว่า คุ้มมาก  สำหรับการเดินทางมายังตลาดปลาไทเป หากมารถไฟสามารถลง MRT สถานี Zhongshan Junior High School แล้วต่อแท๊กซี่มานิดหน่อย หรือว่าหากเริ่มต้นจาก Taipei Main Station ก็สามารถนั่งรถบัสสาย 49 ลงสถานี 2nd Fruit and Vegetable Market เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงตลาดปลาไทเปแล้วค่ะ    4.ตลาดกลางคืน ซื่อต้า ตลาดกลางคืนในไทเปอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด สำหรับตลาด ซื่อด้า จะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย National Taiwan Normal University ทำให้สินค้าของตลาดแห่งนี้เน้นไปทางแฟชั่นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เรียงรายกันเต็มไปหมดแต่ส่วนมากราคาไม่แพง หรือจะร้านคาเฟ่น่ารักๆ ก็เยอะเช่นกัน แต่ก็ยังคงมีของอร่อยๆ ให้เราได้ตามไปกินเยอะเหมือนกัน  ซึ่งตลาดซื่อด้าเขาจะแบ่งเป็นโซนซึ่งเดินง่ายมาก โซนเสื้อผ้า โซนอาหารเครื่องดื่มแบ่งออกชัดเจนใครหิวก็ไปอีกซอยใครอยากช้อปก็มาซอยนี้ประมาณนั้นเลย ตลาดซือด้าเป็ฯตลาดกลางคืนที่ไม่กว้างมาก ใช้เวลาไม่นานก็เดินทั่วแล้ว แต่ถ้าใครสายกินเราขอแนะนำว่า ให้เคลียร์ท้องให้ว่างก่อนมา เพราะร้านสตรีทฟู้ด อาหารไต้หวันของเขาก็มีให้เลือกกินไม่น้อยเลย  การเดินทางมายังตลาดกลางคืนชือด้า นั่งรถไฟ MRT สายสีเขียว ลงสถานี Taipower Building Station ทางออก 3 แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาน 200 เมตร จะเจอซอยที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย    5. ตลาดกลางคืน กงกวน อีกหนึ่งตลาดกลางคืนที่ไม่มาไม่ได้เด็ดขาดใกล้ๆ กับตลาดซื่อต้า ห่างกันแค่รถไฟฟ้าสถานีเดียวเอง เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทเป  ตลาดกงกวน เป็นตลาดที่อยู่โซนมหาวิทยาลัย National Taiwan University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน ตลาดแห่งนี้โดดเด่นในเรื่องของรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังต่างๆ ซึ่งราคาไม่แพงคนไทยเลยชอบมากๆ ที่จะตามมาเช็คอินที่ตลาดกงกวน อีอกทั้งยังมีของกินมากมาย สตรีทฟู้ดเพียบ คาเฟ่ ร้านอาหารต่างๆ ก็เยอะ อย่างที่บอกไว้ที่ตลาดแห่งนี้อยู่ใกล้มาหวิทยาลัย สินค้าต่งๆ เลยค่อนข่างเป็นไปตามสไตล์ของนักศึกษา ใครอยากอัพเดทเทรนด์ไต้หวันมาที่ตลาดกงกวนได้เหมือนกัน วัยรุ่นเพียบ งานดีๆ ทั้งนั้นเลย  การเดินทางมาตลาดกงกวนไม่อยากเลย รถไฟ MRT สายสีเขียว ลงสถานี Gongguan ทางออก 4 เจอตลาดเลย ใครที่มาเที่ยวไต้หวันไม่ต้องกังวลเรื่องของกินเลยค่ะ มีตลาดกลางคืนให้ไปเดินช้อป เดินชิมหลากหลายที่แบบนี้ สบายใจ สบายพุงได้เลย   รูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก The Journey Moment

อ่านเพิ่มเติม
ไปเที่ยวไต้หวันต้องได้รูป แจกพิกัด 10 คาเฟ่ไต้หวัน ตกแต่งสวยสไตล์ Instragramber
ไปเที่ยวไต้หวันต้องได้รูป แจกพิกัด 10 คาเฟ่ไต้หวัน ตกแต่งสวยสไตล์ Instragramber

16 ก.ย. 62

ไหนๆ ใครเป็นนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่ฮอปปิ้งบ้างนะ แสดงตัวหน่อยเร็ว...ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าคาเฟ่ไม่ได้ฮอตฮิตแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็ยังมีร้านกาแฟ คาเฟ่ชิคๆ มากมายให้เราได้เข้าไปลองชิม เช็คอิน และถ่ายรูปอัพลงไอจีอยู่เรื่อยๆ และหากใครที่กำลังมีแพลนเดินทางไปเที่ยวไต้หวัน เมืองไทเปได้สนุกแน่ เพราะมีคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านชานม ตกแต่งสวยๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดีที่สุดไว้มากมาย ได้รวมคาเฟ่ไทเปไว้ให้คุณแล้ว เตรียมกล้องและชุดสวยๆ ตามรอยมาเที่ยวได้เลย   จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   1. Flourishbakery 2018  ขอบคุณรูปภาพจาก flourishbakery2018  ร้านขนมเล็กๆร้านนี้เป็นคาเฟ่ที่เน้นขนมปังเป็นพิเศษค่ะ ขนมปังของร้านนี้มีหลากหลายแบบให้ลองเลือกชิมดู ขนมที่นี่เป็นขนมปังแบบ โฮมเมดเลยค่ะ มีทั้งแบบคาว แบบหวาน เลือกได้ตามใจชอบเลย แถมราคาก็ยังน่ารักอีกด้วย เริ่มต้นที่ชิ้นละ TWD 25 เท่านั้น ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกทั้งชาและกาแฟ ราคาแก้วหนึ่งอที่ประมาณ TWD 60 เท่านั้นเองค่ะ     2.Cafe Mumi ขอบคุณรูปภาพจาก Instagram Cafemumi ร้านคาเฟ่ขาวๆ ตกแต่งคลีนๆแบบมินิมอล ที่ไต้หวันเองเขาก็มีคาเฟ่สไตล์เกาหลีด้วยนะ เมนูเด่นๆของร้านมีทั้งขนมหวาน เค้กต่างๆและเครื่องดื่มค่ะ ใครที่ได้แวะไปไทเปแล้วล่ะก็ ร้านนี้เป็นอีกคาเฟ่ในไทเปที่ควรแวะไปเช็คอิน และแวะไปถ่ายรูปอย่างพลาดไม่ได้เลยแหละ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชื่นชอบคาเฟ่สไตล์เรียบๆ แต่มีคลาสอย่างนี้   3.One Tree Hill คาเฟ่ไต้หวันสุดฮิตในไอจีที่ใครๆก็ตามจะต้องมาถ่ายรูปด้านหน้าร้าน ด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์แบบสีขาวล้วน และตึกที่มีทรงแปลกตา เลยไม่แปลกที่ใครๆก็ต่างจากมาเช็คอินที่ร้านนี้ค่ะ เครื่องดื่มในร้านนี้จะเน้นเป็นชาซะส่วนใหญ่ ทั้งชาผลไม้ และชาแบบ Original เลย นอกจากพวกชาแล้ว ยังมีขนมต่างๆไว้ให้ชิมอีกด้วยนะ   4.FOMO Coffee คาเฟ่ไต้หวันอีกร้านที่ฮิตติดลมบน ด้วยโทนร้านที่เป็นสีขาวดำ เอาใจสายคุมโทนไอจีสุดๆ มีคนตามไปถ่ายรูปที่ร้านมากมาย ร้านหาไม่ยากเลยค่ะ จุดเด่นอยู่ที่สัญลักษณ์ตัว & ตัวนี้ มองหาไม่ยากเลยแหละ แถมเครื่องดื่มของที่นี่ยังมีหลากหลายสไตล์ จึงไม่แปลกว่าทำไมเหล่า instragrammer ที่ชอบมาถ่ายรูปที่ร้านนี้กัน   5. Drunk Cafe ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook DrunkCafe คาเฟ่ชื่อดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะว่าเหล่า IG Influencer ต่างไปเช็คอินที่ร้านนี้เยอะมากๆค่ะ ด้วยการตกแต่งตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงไม่แปลกที่ใครๆก็อยากจะไปเยือนเพื่อถ่ายรูปทั้งนั้น เพราะที่ร้านนี้มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เต็มไปหมดเลยค่ะ การเดินทางไม่ยากเลย นั่ง MRT สายสีฟ้ามาลงสถานี Sun Yat-sen Memorial hall  ทางออกที่ 1 เราจะเจอกับตึก Chinese TV ด้านหน้าจะมีป้ายชัดเจนเลยค่ะ   6.Paper st.   ร้านเล็กๆ แต่ตกแต่งแบบมินิมอลคุมโทนสุด ภายในร้านมีที่นั่งไม่เยอะดังนั้นร้านนี้จึงเน้นไปที่รูปแบบของ Take Away มากกว่า เห็นร้านเล็กๆแบบนี้แต่เครื่องดื่มคุณภาพไม่แพ้ใครเลยค่ะ มีทั้งกาแฟ ช๊อคโกแลต ราคาสูงนิดนึง แต่ก็เหมาะสมกับคุณภาพ ร้านอยู่ตรงสี่แยกใกล้ๆ กับ Hua Shan Creative Park เลยค่ะ   7.nu studio อีกคาเฟ่ไต้หวัน สไตล์เกาหลีแบบคลีนๆ มีความมินิมอล ร้านอยู่แถว MRT Songshan หาไม่ยากเลย ร้านสวยสะดุดตา ใครชอบดื่มกาแฟคือ ดีทั้งร้อนและเย็น มีขนมอร่อยๆ ให้เลือกกินมากมายด้วย ที่สำคัญคือ มีมุมถ่ายรูปเอาใจสาวๆ ที่คุมโทนไอจีแน่ๆ สำหรับราคาอยู่ในช่วงประมาณ TWD 120-150 เท่านั้นเองค่ะ บอกเลยว่า สายคาเฟ่ฮอปปิ้งต้องใส่ลิตส์ร้านนี้ลงไปให้ไว   8.Ambi Café ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook Ambi Cafe   สำหรับสายหวาน อย่าลืมแวะมาคาเฟ่สีสดใสที่ Ambi Cafe คาเฟ่สีชมพูสดใส มีบ่อน้ำพุตั้งอยู่กลางร้านใครมาแวะที่คาเฟ่แห่งนี้คือต้องมีรูปกับน้ำพุนะบอกเลย Ambi Cafe มีหลายโซนให้เราได้เลือกเข้าไปนั่งทานขนม หรือถ่ายรูปในโซนต่างๆ สำหรับ Ambi Cafe เดินทางไม่ยากเลยค่ะ MRT Zhongxiao Dunhua ทางออกที่ 3 ได้เลย   9.Maybe Café ขยับมาอีกนิดเพราะร้านนี้อยู่ไม่ไกลจาก Ambi Cafe ค่ะร้านอยู่ใกล้ๆกันเลย ร้านนี้จะเน้นดีไซน์ไปในทางเรียบๆ ใช้สีพาสเทลเป็นหลักเอาใจสาวๆเลย ราคาเครื่องดื่มที่นี่ก็ไม่แพงด้วยค่ะ ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่ 10 TWD เอง นอกจากจะขายเครื่องดื่ม อาหาร และขนมแล้ว ที่ร้านนี้ยังเป็นร้านขายดอกไม้ด้วยนะคะ    10. But. we love butter ขอบคุณรูปภาพจาก facebook But.we love better ร้านนี้มีความซับซ้อนกันเล็กน้อยค่ะ นอกจากด้านหน้าจะต้องผ่านร้านที่เหมือนเป็นร้านตัดสูทแล้วจะมีประตูลับเดินผ่านเข้าไปในร้าน ภายในร้านนางจริงๆคือร้านขายคุ้กกี้ แต่การดีไซน์ภายในร้านนี่น่าถ่ายรูปซะเหลือเกินค่ะ ก่อนจะเลือกซื้อคุ้กกี้ทางร้านจะมีมาให้เราเลือกชิม อ้อ เราเลือกกระดาษห่อได้ด้วยนะ    ใครที่มาเที่ยวไต้หวันแล้วยังเก้บไม่ครบ 10 ที่นี้ มาเที่ยวคราวหน้าก็ตามเก็บได้เลย มาเที่ยวไต้หวันครั้งต่อไป สะดวกสบายไม่ต้องวางแพลนเอง ก็ใช้บริการจองทัวร์ไต้หวันกับ ทัวร์ครับ ได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวไต้หวันแบบชิลล์สบายๆ แน่นอน   จองทัวร์เที่ยวได้สะดวกมากขึ้นด้วยแอปพลิเคชั่น ทัวร์ครับ (Tourkrub) iOS / Android  

อ่านเพิ่มเติม
ไปเที่ยวไต้หวัน ไปกินชานมไต้หวัน ร้านไหนดี?
ไปเที่ยวไต้หวัน ไปกินชานมไต้หวัน ร้านไหนดี?

18 ก.ย. 62

ถ้าพูดถึงประเทศไต้หวัน อันดับแรกที่นึกถึงคงหนีไม่พ้น ชานมไข่มุก แน่นอน เพราะที่ไต้หวันนั้น ชานมไข่มุกเป็นของขึ้นชื่อเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไปที่ไหน ก็จะมีร้านชานมไข่มุกให้ซื้อแทบทุกที่แม้แต่ตามร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง "ชานมไข่มุก" หรือภาษาจีนเรียกว่า เจิ้นจู้หน่ายช๋า (珍珠奶茶 Zhen Zhu Nai Cha)  มีต้นกำเนิดมาจากไต้หวันนี่แหละ จึงไม่แปลกที่เวลาใครมาเยือนประเทศไต้หวันแล้ว จะต้องหาชานมไต้หวันกลับไปเมืองไทยทุกที ชานมไต้หวันมีทั้งแบบชงสดคือสามารถซื้อได้ตามร้าน และแบบที่อยู่ในขวดซึ่งเราก็สามารถแวะซิ้อได้ตามมินิมาร์ท ร้านสะดวกซื้อตามที่ต่างๆ ได้เช่นกัน  ร้านชานมไต้หวันแต่ละร้านก็จะมีความพิเศษแตกต่างกันออกไป ซึ่งการสั่งชานมที่นี่อาจจะแตกต่างจากที่เมืองไทยเล็กน้อยค่ะ เพราะมีให้เลือกทั้งระดับความหวานและระดับน้ำแข็งด้วย ซึ่งร้านชานมไต้หวันที่ ทัวร์ครับ จะแนะนำในวันนี้ ทางเราได้ทำการคัดเลือกมาแล้วว่า หากได้มาเยือนไต้หวัน ต้องตามหามาลองชิมดูสักครั้งให้ได้เพราะอร่อย และถูกปากถูกใจ คนไทยอย่างเรามากๆ เลยครับ แต่ก่อนจะตามไปเช็คอิน ร้านชานมที่ไต้หวัน ก็ต้องจองทัวร์ไป เที่ยวไต้หวัน ก่อนเลย คิดจะไปเที่ยวไต้หวันกดจองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ จองสะดวกมีแพ็คเก็จทัวร์ไต้หวัน มากมายเลยนะครับ    5 ร้านชานมไต้หวัน   1.Chun Shui Tang  ร้านนี้เป็นร้านชานมที่เมื่อไปเที่ยวไต้หวันแล้วต้องตามไปกินเป็นร้านแรกๆ เพราะร้านนี้แทบจะเป็นร้านแรกในโลกเลยก็ว่าได้ที่คิดค้นเมนู ชานมไข่มุก ขึ้นมา ร้านนี้เดิมทีเป็นร้านอาหารค่ะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีอาหารจำหน่ายอยู่เช่นกัน นอกจากชานมไต้หวันที่เลื่องชื่อแล้ว อาหารที่นี่ก็ยังอร่อยมากๆ อีกด้วย แต่ถ้าหากมาอาจจะต้องรอคิวกันซักนิดเพราะร้าน Chun Shui Tang เป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องมาลองชิมชานมไข่มุก สำหรับสาขาที่แนะนำจะอยู่ใน อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คค่ะ อยู่บริเวณอาคาร Concert Hall เลย      2. Ten Ren’s tea since 1953 ร้านชานมไต้หวัน ร้านนี้ Ten Ren’s tea since 1953 เป็นร้านเก่าแก่อีกร้านที่เราสามารถหากินได้ทั่วไป แถมราคาไม่แพงอีกด้วย ราคาเริ่มต้นที่ TWD 35 เท่านั้นเอง หรือประมาณ 36 บาท ร้านชานมไต้หวันร้านนี้มีเอกลักษณ์ในเรื่องของกลิ่นชาค่ะ เป็นอีกร้านที่เราได้ลองแล้วมันหอมชา รสชาติไม่หวานเกินไป แถมไข่มุกของร้านนี้ยังหนึบๆ เคี้ยวเพลินอีกด้วย    3.Ching Xin Fu Chuan  ร้านนี้ออกเสียงยากหน่อย แต่ตัวร้านหาไม่ยากเลย เพียงแค่มองหาร้านที่ตกแต่งด้วยเจ้าคิตตี้นั่นหมายถึงคุณมาถูกร้านแล้ว ร้านนี้เราให้ชื่อเล่นว่าร้าน ชาคิตตี้ เพราะแก้วเป็นลายคิตตี้น่ารักมาก นอกจากแก้วจะน่ารักแล้ว ชานมไต้หวันร้านนี้ยังอร่อยมากๆอีกด้วย ร้านนี้เรียกได้ว่ายืนหนึ่งในดวงใจเลย ร้านนี้เราสามารถหาซื้อได้ทั่วไปเลยค่ะ ความพิเศษของร้านนี้อีกอย่างคือ มีไข่มุกให้เลือกแบบเม็ดใหญ่กับเม็ดเล็ก ความอร่อยก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ต้องลองสั่งมาชิมดู ราคาเริ่มต้นที่ TWD 50 เท่านั้น   4. One Day Co มาร้านชานมไต้หวันแบบคูลๆชิคๆบ้าง ร้านนี้อยู่ใน Hua Shan Creative Park ค่ะ ร้านอยู่หน้าๆเลย ภายในร้านจะขายของที่ระลึกแล้วก็มีบาร์กาแฟอยู่กลางร้านซึ่งมีเมนูชานมไข่มุกด้วย ราคาก็ไม่แพงด้วยค่ะ แก้วละ TWD 50 เอง ระหว่างรอคุณบาริสต้าทำเมนูให้ เราก็สามารถเดินเลือกชมของที่ระลึกภายในร้านได้อีกด้วย มีทั้งของกระจุกกระจิก โปสการ์ด เคสโทรศัพท์ สำหรับสาวๆ แอบกระซิบบอกว่า ร้านนี้บาริสต้างานดีมาก ไม่มาไม่ได้จริงๆ     5. Chi Cha  ชานมไต้หวันร้านนี้ เป็นร้านขายชาจากจังหวัดไท่จงเลยค่ะ ความหอมของชาไม่ต้องพูดถึง หอมชามากๆ เป็นอีกร้านชานมที่ต้องมาลองเลยทีเดียว ร้านชานมไต้หวันร้านนี้มีเมนูให้ลองชิมหลายแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นชานมไต้หวันสูตรดั้งเดิม หรือจะเป็นเครื่องดื่มประเภท Black Tea ร้านนี้ก็มีขาย ร้านนี้มีสาขากระจายอยู่ทั่วไทเปเลยค่ะ สาขาที่หาง่ายก็คือสาขาที่ Taipei Main Station นั่นเอง    ที่ไต้หวันมีร้านชานมไต้หวันให้เลือกลองชิมเยอะแยะไปหมด นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทัวร์ครับได้คัดเลือกมาให้ได้ลองไปชิมดู ไปไต้หวันทั้งทีควรได้ลองชิมหลายๆ ยี่ห้อ เพราะถ้ามาเที่ยวไต้หวันแล้วไม่ลองชิมชานมไต้หวัน เรียกว่ามาไม่ถึงไต้หวันนะ :)    โหลดแอปพลิเคชั่นทัวร์ครับ iOS / Android

อ่านเพิ่มเติม
แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ
แจกแพลนเที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กินเที่ยวแบบจุกๆ

25 ต.ค. 62

หลังจากที่ได้ยินมาเยอะแล้วว่าการไปเที่ยว “ไต้หวัน” เป็นการท่องเที่ยวที่คุณสามารถเก็บได้ครบทุกรสชาติในหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น การไปตะลุยกินที่ไต้หวัน เช็คอินตามสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต หรือนั่งจิบกาแฟชิลๆ กันตามคาเฟ่สุดเก๋ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในราคาสบายกระเป๋าเท่านั้น แถมการเดินทางในไต้หวันยังสะดวกสบายไม่แพ้กับญี่ปุ่นอีกด้วย แน่นอนว่าได้ยินแบบนี้เราก็ไม่พลาดที่จะแพ็คกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปตะลุยกันที่ไต้หวันเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน กันอย่างจัดหนักจัดเต็ม ซึ่งหากใครอยากรู้ว่าเราจัดเต็มกันขนาดไหน ก็ตามเราไปดูได้เลย   เคล็ดลับเที่ยวไต้หวันสบายชิลล์ๆ คือการเที่ยวกับทัวร์ ซึ่งถ้าใครสนใจซื้อทัวร์ไต้หวัน สามารเข้าไปเลือกดูข้อมูลและจองทัวร์เที่ยวไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลย เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ต่างประเทศไว้ให้เลือกเที่ยวมากมาย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   Day 1: Taiwan Taoyuan International Airport >> Check-in M Hotel >> Chaing Kai Shek Memorial Hall>>  Longshan Temple >> Bopiliao Historical Block    มาเริ่มกันที่การออกเดินทางจากสนามบินเถาหยวนเพื่อมุ่งหน้าไปเช็คอินเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ กันที่โรงแรม Taipei M Hotel ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Taipei Main Station ใจกลางเมืองไต้หวัน โดยการใช้บริการรถไฟด่วนที่มีชื่อว่า Express Train (ขบวนด่วนพิเศษ – สีม่วง) ในราคาเพียง 160 TWD ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายและความรวดเร็วอย่างทันใจโดยใช้เวลาในการเดินทางเพียง 35-40 นาทีเท่านั้น ก็ถึงตัวเมืองที่เต็มไปด้วยความศิวิไลท์อันน่าค้นหาเป็นอย่างมาก วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Taipei Main Station ทางออก East 3 เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร    หลังจากเก็บสัมภาระกันที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอแวะทานอาหารกันสักหน่อยเพราะกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง เราเลยไม่รอช้าและมุ่งหน้าไปลิ้มลองรสชาติความอร่อยกันที่ ร้าน Laohu Jiang หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในนามของ “เกี๊ยวหมูคำโต” ที่ปรุงและห่อกันสดๆ ให้เห็นกันหน้าร้าน ซึ่งหลังจากที่ได้กินคำแรกเข้าไป ก็ต้องขอบอกเลยว่าเนื้อสัมผัสของเกี๊ยวหมูมีความนุ่ม กลมกล่อม และเต็มไปด้วยเนื้อเน้นๆ ทั้งนั้น รับรองว่าหากใครได้ลองแล้วไม่ทำใครผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับในส่วนของเส้นหมี่เกี๊ยวน้ำที่เราได้สั่งมาก็มีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน และที่สำคัญยังมีเครื่องเคียงต่างๆ ให้เราได้เลือกชิมกันอย่างหลากหลายอีกด้วย  พิกัด:  https://goo.gl/maps/AoFHqZ6xjVE2 เปิดให้บริการ: เปิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 – 23:00 น.   เมื่อกินกันจนอิ่มท้องเราก็ขอเดินทางไปปักหมุดกันที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับของไต้หวันอย่าง พระราชวัง เจียงไคเช็ค แลนด์มาร์กสำคัญที่ใครก็ต้องเดินทางมาถ่ายรูปกันอย่างรัวๆ โดยสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์และสถานที่จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ได้แก่ รถยนต์ส่วนตัว ฉากจำลองการทำงานของท่าน และการพัฒนาไต้หวันในด้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมกันอย่างเพลิดเพลิน และที่สำคัญไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของสถานที่แห่งนี้เลยก็คือ พิธีเปลี่ยนเวรทหาร ที่จะมีให้ชมกันทุกๆ ต้นชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00 ของทุกวัน   วิธีการเดินทาง : ลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall สาย 2 สีแดงและสาย 3 สีเขียว ทางออก Exit 5   หลังจากถ่ายรูปและเดินเล่นกันอย่างพอใจแล้วเราก็เดินทางไปเก็บแต้มบุญกันต่อที่ วัดหลงซาน วัดเก่าแก่ชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาขอพรในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่เชื่อกันว่าถ้าใครได้มาผูกได้แดงแล้วอธิฐานขอพรก็จะสมหวังในด้านความรักกลับไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนต่างเลื่อมใสและเดินทางมากราบสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่เที่ยวไต้หวันแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปีนั่นเอง  เมื่อไหว้ขอพรเทพต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้นทางเราก็ขอแวะไปเช็คอินกันต่อที่ Bopiliao Historical Block หรือย่านเมืองเก่าปัวผีเหลียว ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปสุดชิคที่ควรค่าแก่การไปโพสท่าถ่ายรูปกันรัวๆ เนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นถนนสายสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารอิฐแดงอันเก่าแก่คล้ายกับโกดังเก็บของที่สอดแทรกงานศิลปะลงไป ทำให้เกิดเป็นมุมถ่ายรูปสุดฮิปของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมากและกลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมของไต้หวันที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างมาก  หลังจากถ่ายรูปกันอย่างพอใจทางเราก็ขอแวะทานอาหารบริเวณใกล้เคียงกันสักหน่อย โดยร้านที่เราจะแวะฝากท้องกันก็คือ ร้านหมูกรอบเจ้าดัง (紅燒肉) ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่หมูกรอบที่มีความกรอบนอกนุ่มใน โดยเราสามารถเลือกทานได้ว่าจะเอาแบบติดมันหรือไม่มัน แต่ถ้าจะสั่งแบบหมูกรอบมันน้อยให้บอกพนักงานว่า “โซ่วโย่ว” ถ้าชอบหมูกรอบมันเยอะก็ให้บอกว่า “เฟ่ยโย่ว” เพียงเท่านี้ก็จะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกทานอย่างหลากหลาย โดยทางเราก็ได้สั่ง ไก่ต้มน้ำปลา ผัดผักน้ำมันหอย และปลาหมึกลวกจิ้มทานคู่กับข้าวต้มร้อนๆ ที่ต้องบอกได้เลยว่าฟินสุดๆ เพราะถึงแม้หน้าตาของอาหารจะดูธรรมดา แต่รสชาติดีไม่แพ้ที่ไหนอย่างแน่นอน  Day 2 : ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง >> ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) >> จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) >> เย่หลิว (Yehliu) >> ชาบูหม่าล่า >> ย่าน Ximending   เช้าวันที่สองของการเดินทางวันนี้เราจะไปตะลุยกันต่อที่เที่ยวไต้หวันชื่อดังอย่าง ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street), จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) และ เย่หลิว (Yehliu) ไฮไลท์สำคัญของไต้หวันที่พลาดไม่ได้ แต่ก่อนออกเดินทางก็ขอแวะทานอาหารเช้ากันที่ ร้านหมี่เนื้อวัวหลิวซานตง กันซะก่อน เพราะได้ยินมาว่าร้านแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของเนื้อตุ๋นและน้ำซุปอันกลมกล่อมสูตรไต้หวันที่หาทานที่ไหนไม่ได้ในเมืองไทย   โดยเราก็ได้สั่งหมี่เนื้อตุ๋นที่มีหน้าตาดังรูปมาแบ่งกันทาน 3 คน เนื่องจากชามค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเราอยากแนะนำว่าถ้าหากใครมากันสองคนก็ให้สั่งชามเดียวก็พอ หลังจากที่สั่งได้ไม่นานหมี่ชามโตก้ถูกเสิร์ฟมาที่โต๊ะพร้อมกับกลิ่นหอมโชยของเครื่องเทศอบอวลไปทั่วร้าน ซึ่งพอได้ลิ้มลองก็รู้เลยว่าความเปื่อยของเนื้อตุ๋นที่เขาว่าละลายในปากเป็นอย่างไร เพราะจากที่อ่านมาต่อหลายกระทู้เขาว่ากันว่าทางร้านได้นำเนื้อไปตุ๋นกับเครื่องเทศหลายชั่วโมง จนได้เป็นเนื้อตุ๋นสูตรเด็ดพิเศษที่มีรสชาติลงตัวอย่าบอกใคร โดยเราขอรับรองได้เลยว่าหากใครได้ลองทานแล้วจะต้องติดใจและต้องกลับไปซ้ำอย่างแน่นอน  วิธีการเดินทาง: นั่ง MRT มาลงที่ Taipei Main Station ทางออก M5    หลังจากอิ่มอร่อยจากการทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวเดินทางไปต่อกันที่ ฉือเฟิ่น (Shifen Old Street) สถานที่ท่องเที่ยวไต้หวันชื่อดังที่ผู้คนต่างเดินทางมาปล่อยโคมลอยขอพร พร้อมทั้งเก็บบรรยากาศโดยรอบได้อย่างตามอำเภอใจ  เมื่อเดินทางถึงฉือเฟิ่นเราก็ได้มุ่งไปที่ร้านขายโคมลอยที่เรียงรายอยู่ทั่วบริเวณสองข้างทาง โดยพนักงานในร้านจะให้เลือกก่อนว่าต้องการขอพรในด้านไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน การงาน ความรัก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งพอเลือกเสร็จพนักงานก็จะให้เราเขียนคำอธิษฐานลงบนโคมจนกว่าจะพอใจ พอเขียนเสร็จก็จะถึงเวลาปล่อยโคม โดยพนักงานที่นี่น่ารักมากเลย สามารถพูดภาษาไทยในการสื่อสารกับเราได้ และช่วยบันทึกภาพและวิดีโอให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลายช็อตกันเลยทีเดียว   หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่ เย่หลิว (Yehliu) เพื่อไปชมหินที่มีรูปร่างแปลกตาคล้ายหัวคน, เห็ด, ขิง หรือแม้กระทั่งรองเท้า โดยก่อนที่เราจะเข้าไปชมหินและเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบก็ต้องทำการซื้อตั๋วผ่านทางกันซะก่อน ซึ่งราคาตั๋วอยู่ที่คนละ 80 TWD แต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่ามากๆ เนื่องจากเราสามารถถ่ายรูปคู่กับหินเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด แต่เพื่อเป็นการอนุรักษ์หินเหล่านี้ไว้ก็แนะนำว่าอย่าจับต้องโดนหินจะดีกว่า เพราะอาจเกิดความเสียหายจนทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถเห็นความสวยงามของหินเหล่านี้ได้     วิธีการเดินทาง : ขึ้นรถบัสสาย 1815 ที่ Kuokuang Bus Station ตรง MRT Taipei Main Station (R10,BL2) ทางออก M2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชม. ค่าโดยสาร NT$96 (จ่ายด้วยบัตร EasyCard ได้เลย)   เมื่อถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่ จิ่วเฟิ่น (Jiu Fen Old street) แลนด์มาร์กยอดฮิตเมืองเก่าของไต้หวันที่ผู้คนต่างเดินทางมาเช็คอินเพื่อถ่ายรูปและลิ้มลองรสชาติอาหารไต้หวันที่มีให้เลือกทานอย่างมากมาย โดยจุดถ่ายรูปสุดชิคที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ บริเวณเนินเขาหน้าร้านชา Ah Mei ที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คและสัญลักษณ์ของจิ่วเฟิ่น อีกทั้งยังเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวทัศนียภาพโดยรอบได้สวยงามมากที่สุดอีกเช่นกัน ซึ่งใครไปถึงแล้วก็เตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้ดี เนื่องจากทางค่อนข้างแคบแต่เต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนออกันถ่ายรูปมากมาย เราเลยอยากแนะนำให้หาท่าเตรียมไว้ก่อน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการถ่ายรูปแก้หลายช็อต นั่นเอง   หลังจากได้รูปที่พอใจแล้วก็ถึงเวลาตะลุยกินอาหารไต้หวันที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรสชาติและความแปลกใหม่ที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหนกันที่บริเวณตลาดที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมายตั้งแต่อาหาร, ของทานเล่น ไปจนถึงขนมหวานน่าทานอย่างหลากหลาย โดยสิ่งที่เราได้ลิ้มลองมีทั้ง โดรายากิไอติม ลูกชิ้นปลา เต้าฮวยบัวลอยเผือก ไอศกรีมถั่วตัด ไส้กรอกไต้หวัน และข้าวหมูหวานพะโล้ ที่ต้องบอกเลยว่าแต่ละอย่างเป็นของขึ้นชื่อและไม่ควรพลาดที่จะชิมความอร่อยแบบต้นตำรับเป็นอย่างมาก                  วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัสสาย 1022,780,790,862 ไป Keelung เปลี่ยนมาขึ้นรถบัสสาย 1013,788    เมื่อทานกันอย่างจุใจแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับเข้าไปยังตัวเมือง โดยเย็นนี้เราก็ได้แพลนว่าจะไปปักหมุดเช็คอินกันที่ ย่าน Ximen เพื่อไปชมบรรยากาศกลางคืนของย่านที่เต็มไปด้วยความคึกคักและแหล่งช้อปปิ้งของร้านค้าต่างๆ พร้อมทั้งลิ้มลองของกินห้ามพลาดที่เขาว่าดีกัน แต่สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางมาเยือนไต้หวันก็คือ การทานชาบูหม่าล่า หรือบุฟเฟ่หม้อไฟไต้หวันที่มาพร้อมกับเนื้อและหมูคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีอาหารทะเล ลูกชิ้นต่างๆ ผัก ผลไม้ ขนมหวาน และน้ำดื่มที่มีให้เลือกทานอย่างละลานตา                      วิธีการเดินทาง : ลงสถานี ximen ทางออก 6 ร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม (เยื้องๆ ร้าน Bear-1 Yakiniku)   และเมื่ออิ่มอร่อยไปกับการทานของคาวเสร็จ ทางเราก็ไม่พลาดที่จะกินไอศกรีม Haagen-Dazs ที่มีให้เลือกทานอย่างหลากหลายรสชาติด้วยกัน ซึ่งบอกได้เลยคุ้มค่ามากๆ เพราะมื้อนี้เราจ่ายเพียงคนละ 500+ TWD แต่สามารถเลือกทานกันได้อย่างจุใจและฟินกันสุดๆ โดยเราขอแนะนำว่าหากใครจะมาทานก็ให้โทรจองล่วงหน้าก่อน เนื่องจากคิวที่นี่จะเต็มตลอด   Day 3 : Fish Market >> Xiangshan Hiking Trail >> Taipei 101>> Xinyi Public Assembly Hall >> Din tai Fung >> Ningxia Market    เปิดเช้าวันใหม่ด้วยการออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ Fish Market ตลาดปลาในเมืองไต้หวันที่จะเต็มไปด้วยทะเลสดใหม่มากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกสรรกันได้อย่างสนุกสนาน โดยภายในตลาดปลาแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าะเป็น โซนของทะเลสด โซนอาหารสำเร็จรูปที่มีทั้งแบบสดๆ พร้อมทาน และอาหารทะเลต่างๆ ที่ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว    นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโซนร้านอาหาารที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาทานดู เพราะเมนูของที่นี่นั้นมีคุณภาพ อีกทั้งราคาย่อมเยาว์ หากใครมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถสั่งแบบเป็นเซทที่ราคาจะคุ้มกว่าสั่งแยก แถมยังสามารถทานอาหารได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะในเมนูเซ็ทนั้นจะมีซูชิทั้งหมด 6,9,10 คำที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาซูชิอะไร โดยรวมแล้วราคาเซ็ทที่แพงที่สุดจะมีราคาประมาณ 600 TWD เท่านั้นเอง    และหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมแวะชิมชีสเค้กและพุดดิ้งแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาดสุดๆ กันที่บริเวณโซนอาหารสำเร็จรูป เพราะนอกจากจะมีาสชาติที่ลงตัวแล้ว ยังราคาไม่แพงอีกด้วย   วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัส สาย 49 บริเวณหน้าห้าง Shin Kong Mitsukoshi หน้า Taipei Main Station ไปยัง 2nd Fruit and Vegetable Market แล้วข้ามถนนเพื่อเดินทางต่อมาอีกเพียง 350 ก็จะเจอกับ Fish Market   เสร็จภาระกิจมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางสู่ Taipei 101 แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองไต้หวันที่มีลักษณะเป็นตึกสูงใหญ่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้บริเวณสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายที่ต่างพากันเดินทางมาเพื่อเที่ยวชมและถ่ายรูปเช็คอินกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าหากใครจะถ่ายรูปกับตึกไทเปแล้วละก็ เราแนะนำให้เดินไปบริเวณหมู่บ้านทหารฝั่งตรงข้ามกับตัวตึก ซึ่งสามารถเดินลัดเลาะไปตามสนามบาสทะลุไปด้านหลัง ก็จะเจอโซนที่สามารถยืนถ่ายรูปกับตึกไทเปได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องไปคอยหลบผู้คนที่เดินผ่านให้ยุ่งยากอีกด้วย วิธีการเดินทาง : ลงสถานี MRT สายสีแดง จากสถานี Xiangshan มาลงที่สถานี Taipei101/ World Trade Center ทางออกที่ 2 และเดินเลี้ยวไปตามป้าย Xinyi Assembly Hall, Taipei City   เมื่อเดินเที่ยวชมบริเวณตึกไทเปและถ่ายรูปเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลารับประทานอาหารกันต่อที่ Din Tai Fung ร้านอาหารชื่อดังในประเทศไต้หวันที่มีเมนูติ่มซำขึ้นชื่ออย่าง เสี่ยวหลงเปาและขนมจีบกุ้ง ซึ่งต้องทานควบคู่ไปกับซอสและขิงตามวิธีการทานที่ทางร้านแนะนำเพื่อให้ได้รสชาติแบบไต้หวันแท้ๆ บอกเลยว่าจริงๆแล้วเป็นคนไม่ชอบทานขิงเลยแต่เมื่อทานคู่กับเสี่ยวหลงเปาและน้ำจิ้มก็เรียกว่าเปลี่ยนใจเลยทันที เพราะขิงที่นี่ไม่ได้มีกลิ่นฉุ่นที่รุนแรงนัก ทำให้สามารถทานแก้เลี่ยนได้โดยไม่ขัดอรรถรสในการรับประทานเลยทีเดียว หลังจากกลับมาจากไทเป 101 เราก็ขอกลับมาแวะพักผ่อนเติมพลังเพื่อออกเดินทางไปเที่ยวชมตลาดยามค่ำคืนกันที่ Ningxia Market เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากในบริเวณตลาดแห่งนี้นั้นมีอาหารสตรีทฟู้ดมากมาย ทำให้ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมากันเพื่อลิ้มลองรสชาติของอาหารท้องถิ่น โดยเมนูที่เราจะมานำเสนอให้ทุกคนได้ไปรับประทานกันนั่นก็คือ น้ำแข็งใสโมจิงาดำ ที่ต้องบอกเลยว่าโมจินุ่มหนุบหนับผสมผสานไปกับความเป็นงาดำที่มีความหอมมัน เมื่อทานควบคู่ไปกับน้ำแข็งใสทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว วิธีการเดินทาง :  ลงสถานี Zhongshan Station ให้ออกทางออก Exit 4 แล้วเดินตรงตามถนน Nanjing Road ไปประมาณ 500 เมตร    Day 4 : ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง >>  ร้าน One Day >> Fujin Street >> ร้าน Chia Tei >> ร้าน Chun Shui Tang    อรุณสวัสยามเช้าวันสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับประเทศไทย วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อมารับประทาน น้ำเต้าหู้ ที่เขาบอกกันว่าต้องมายืนรอต่อแถวตั้งแต่เช้านั่นก็คือ ร้านน้ำเต้าหู้ ฟู่หังโต้เจียง ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านท้องถิ่นชื่อดังของเมืองไต้หวัน จึงทำให้ร้านนี้มีคนค่อนข้างหนาแน่นทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติ ทำให้มีแถวล้นยาวออกมาจนถึงหน้าสถานี แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าจะรอนานจนไม่ได้กิน เพราะการรอคิวของที่นี่นั้นก็ไม่ได้นานอย่างที่คิด เนื่องจากทางร้านค่อนข้างบริหารเวลาได้เร็ว ทำให้ไม่เสียเวลาในการรอนานมาก โดยเมนูที่เราสั่งมานั้นก็จะเป็นปาท๋องโก๋ที่มีความกรอบมากๆ ถือว่าเป็นเมนูที่เราชอบที่สุดเพราะไม่เคยทานปาท๋องโก๋ที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน เลยรู้สึกชอบอันนี้เป็นพิเศษ ส่วนน้ำเต้าหู้เค็มก็ถือว่าเป็นรสชาติค่อนข้างแปลกใหม่ มีรสชาติเค็มนิดๆ ภายในจะมีเครื่องเป็นกุ้งแห้ง ปาท๋องโก๋ วุ้นกลมๆ ที่ทำให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายโจ๊กในน้ำเต้าหู้ ซึ่งรสชาติโดยรวมถือว่าพอใช้ได้ ส่วนน้ำเต้าหู้หวานรสชาติค่อนข้างกลมกล่อมใช้ได้เลยทีเดียวไม่หวานไปหรือจืดไปกำลังพอดี และเมนูอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเขาเรียกกันว่าอะไร แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่นิยมทานกันเราเลยสั่งตามคนข้างหน้ามาลองทานดู เป็นลักษณะของแป้งผสมกับกุ่ยช่ายและไข่ มีรสชาติเค็มๆ ทานคู่กับซอสพริกก็จะได้อีกรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน ซึ่งโดยรวมแล้วร้านนี้คิดว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นน้ำเต้าหู้เค็มที่คิดว่าไม่ค่อยชินรสชาตินี้เท่าไหร่ แต่ถ้าหากใครมาแล้วก็อยากให้มาลองดูสักครั้งนึงว่ารสชาติเป็นอย่างไร วิธีการเดินทาง: ลงสถานี shandao temple station ทางออก 5 ร้านตั้งอยู่บนชั้นสองของตลาด Hua Shan  เปิดให้บริการ: ตั้งเเต่เช้าถึง 10.30 น.   หลังจากผ่านพ้นมื้อเช้าเราก็กลับมาแปลงโฉมเพื่อออกไปเที่ยวกันต่อกับย่านคาเฟ่ในไต้หวันอย่าง ร้าน One Day ร้านคาเฟ่เล็กๆ ที่มีการตกแต่งสไตล์น่ารัก ภายในมีขายเครื่องดื่มมากมาย อีกทั้งยังมีขายงานแฮนด์เมคต่างๆ ที่มีความมินิมอลน่ารักในแบบญี่ปุ่น ซึ่งหากใครชื่นชอบแนวเรียบๆ น่ารักแบบใสๆ ก็สามารถมาเลือกซื้อเครื่องดื่มและสินค้าได้ที่ร้านแห่งนี้  วิธีการเดินทาง :  นั่งรถไฟ MRT Tamsui-Xinyi Line (สาย 2 สีแดง) ลงสถานี Shuanglian ทางออก 1 เดินเข้าซอยไปประมาณ 5 นาที ไปต่อกันกับย่านคาเฟ่อย่าง Fujin Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ที่ไม่ว่าจะเดินไปถ่ายมุมไหนก็ได้รูปที่สวยงาม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปและอยากหลีกหนีความวุ่นวายออกมาเดินชมร่มไม้ที่เงียบสงบกับถนนสายคาเฟ่ที่มีความสวยงามสามารถเดินเล่นถ่ายรูป หาเครื่องดื่มรับประทานได้อย่างชิลๆ นอกจากนี้หากใครที่ชื่นชอบเสื้อผ้าแนวฮิปๆ แล้วละก็ สามารถเดินช้อปปิ้งได้ที่บริเวณย่านแห่งนี้เลย วิธีการเดินทาง : ลงที่ MRT Songshan Airport Station สามารถเช่าจักรยาน Ubike ต่อแท็กซี่มาได้ในราคาประมาณ TWD100 หรือใช้เวลาเดินประมาณ 10-12 นาที     เดินเล่นเที่ยวชมคาเฟ่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาของการซื้อของฝากที่แนะนำเลยว่าหากใครเดินทางมาเที่ยวไต้หวันแล้วละก็ห้ามพลาดกับการเดินทางมาที่ ร้าน Chia Te เพื่อมาซื้อ เฟิ่งหลีซู หรือ ที่รู้จักกันว่า พายสับปะรด ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนมขึ้นชื่อที่คนไต้หวันเชื่อกันว่าขนมชนิดนี้นั้นเปรียบเสมือนทอง ดังนั้นจึงนิยมมอบให้เป็นของฝากเพื่อความเป็นมงคล อีกทั้งร้านแห่งนี้ยังเป็นร้านดั้งเดิมที่มีเพียงไม่กี่สาขาและสาขานี้ถือเป็นสาขาต้นตำรับ จึงทำให้มีขนมให้เลือกเยอะและหลากหลายมากกว่าสาขาอื่น หากใครเดินทางมาที่ไต้หวันก็ไม่ควรพลาดที่จะมาร้านนี้เป็นอันขาด เพราะพายสับปะรดที่นี่อร่อยหอมมัน เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน หรือเด็กที่บ้าน  วิธีการเดินทาง : มาลงสถานี Nanjing Sanmin    ก่อนเก็บกระเป๋าเดินทางกลับกรุงเทพก็ขอแวะมาดื่มชานมไข่มุกร้านแรกของไต้หวันกันที่ ร้าน Chun Shui Tang เป็นร้านชานมไข่มุกเจ้าแรกชื่อดังที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางมารับประทานกัน โดยเมนูที่ต้องสั่งเมื่อมาที่ร้านแห่งนี้นั่นก็คือ ชานมไข่มุก ที่มีให้เราเลือกทั้งแบบร้อน และเย็น ซึ่งต้องบอกเลยว่าทั้งสองแบบนี้มีความหอมมันอร่อยกลมกล่อม โดยเราสามารถเลือกระดับความหวานได้ว่าจะเอาที่ระดับเท่าไหร่ โดยทางเรานั้นสั่งความหวานไป 50% กำลังพอดี หากใครไม่ชอบหวานก็สามารถปรับลดได้ตามต้องการ    นอกจากนี้ภายในร้านยังไม่ได้มีแค่เมนูชานมเท่านั้น แต่ยังมีเมนูอาหารที่สามารถเลือกรับประทานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งเมนูที่เราชอบมากๆ และอยากจะแนะนำก็คือเมนูข้าวทรงเครื่องปั้น ที่เป็นลูกกลมๆ พอดีคำ กับเมนูหมี่ราดซอสหมู XO ที่จะมีความมันๆ เค็มๆ เผ็ดนิดๆ โดยรวมแล้วรสชาติถือว่าอร่อยมากๆ  วิธีการเดินทาง : สถานี Taipei Main Station ห้าง Shin Kong Mitsukoshi สาขา Xinyi   เมื่อซื้อของเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็กลับมาเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยการเดินทางในครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งความสนุกสนาน อาหารแปลกใหม่ ผู้คน หรือแม้แต่วิถีชีวิตที่ต้องบอกเลยว่าคนไต้หวันน่ารักเป็นอย่างมากพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีรอยยิ้มเสียงหัวเราะที่แม้ว่าเราจะฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่การเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งหากเราไม่ได้เดินทางมาก็จะไม่รู้เลยว่าประเทศไต้หวันนี้ดีอย่างไร หากใครที่อยากมาสัมผัสกับความสนุกและออกมาท่องเที่ยวแบบนี้แล้วละก็ ตามเรามาได้เลยรับรองจะได้ทั้งความสนุกสนานไว้กลับมาเป็นความทรงจำที่ดีในการท่องเที่ยวได้อีกด้วย จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวรครับ (Tourkrub)  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป
เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป

30 ต.ค. 62

เพราะไทเปมีตลาดกลางคืนอยู่มากพอสมควร  และมีชื่อเสียงพอตัวเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไทเปมีของกินสตรีทฟู้ดไว้ให้ลิ้มลองกันเกือบตลอดทั้งคืนก็ว่าได้  ว่าแล้วเตรียมเที่ยวไทเปมีของกินอะไรที่ไหนเด็ด ๆ กันบ้างไปดูกันเลยกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป”  เล็งกันเอาไว้ให้ดี  แล้วเตรียมล็อคเป้าออกไปอิ่มให้พุงกางที่ไทเปกันเลย เที่ยวไต้หวันแบบสะดวก ๆ ราคาถูก  และยังมี ทัวร์ไต้หวัน หลากหลายรูปแบบตามสไตล์การเที่ยวที่เป็นตัวเรา  ก็ต้องเลือกทัวร์ครับเว็ปไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดี่ที่สุดเอาไว้ให้คุณ  เพียงเท่านี้ก็สามารถเที่ยวไต้หวันได้อย่างที่ใจอยาก  จะช้อป ชิม ชิลล์ ก็ได้ตามสไตล์ที่ใช่กันไปเลย จองทัวร์ไต้หวัน  กับ ทัวร์ครับ คลิกที่นี่   1.บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle) บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle)  ร้านก๋วยเตี๋ยวสไตล์ไต้หวันแท้ ๆ ที่ถูกจัดให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดของไต้หวัน  จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นทั้งคนมุง ทั้งคิวยาวเหยียดแน่นเอี้ยดหน้าร้านเกือบตลอดเวลา  ร้านบะหมี่อาจงตั้งอยู่ในย่าน ซีเหมินติง (Ximending) ย่านชอปปิ้งสุดฮอตของวัยรุ่น ร้านโด่งดังด้วยเมนูเพียงเมนูเดียวแต่รสชาติอร่อยล้ำ  กับบะหมี่เส้นเล็กนุ่ม มาพร้อมน้ำซุปหอยเชลล์เหนียวข้นหอมหวาน ลักษณะหน้าตาเมนูคล้าย ๆ กับกระเพราปลาบ้านเรานี่เอง แต่ต้องลองเพราะรสชาติอร่อยมากจนยากจะอธิบาย พิกัด : Ay-Chung Flour Rice Noodle   2.เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu) เต้าหู้เหม็น (Stinky Tofu)  อาหารประจำชาติไต้หวันที่ถ้ามาแล้วไม่ได้ลิ้มลองต้องบอกว่าเหมือนมาไม่ถึงเลยทีเดียว  สำหรับร้านดังของไทเปเรื่องเมนูเต้าหู้เหม็น ก็ต้องร้าน Jin Da Ding ในย่าน Shenkeng Old Street เมืองเสินเคิง (Shenkeng)  ย่านถนนสายอาหารที่เก่าแก่ที่สุด  กับเต้าหู้เหม็นเสียบไม้ย่างเตาถ่าน  ราดน้ำจิ้มเผ็ดรสเด็ด ที่เปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปีแล้ว  โดยที่ร้านนี้มีทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้มที่ราดมาบนเต้าหู้ที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนเจ้าอื่น  ส่วนกลิ่นและรสชาตินั้นต้องบอกว่าไม่เหม็นเหมือนชื่อเลย ถ้าใครไม่เชื่อก็ต้องไปลองลิ้มชิมรสชาติจริง ๆ กันดู พิกัด : Shenkeng Old Street   3.เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) เนื้อพ่นไฟ (Flame-grilled beef cubes) อาหารแนวสตรีทฟู้ดสุดฮิป  หน้าตาชิค ๆ โดยใจคนรุ่นใหม่ เมนูเด็ดขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของตลาดกลางคืนซื่อหลิน  (Shilin Night Market) กับเนื้อติดมันหั่นเต๋าพอดีคำ ปรุงรสเล็กน้อยด้วย เกลือทะเล  สาหร่าย และพริกไทย นำมาย่างไฟร้อน ๆ กันสด ๆ ให้ได้ระดับความสุกพอดิบพอดี อันเป็นเมนูที่ดูง่าย ๆ แต่ด้วยเนื้อคุณภาพดี  และกรรมวิธีการพ่นไฟที่ใส่ใจพิถีพิถัน ทำให้ได้อาหารสตรีทฟู้ดรสชาติดีเยี่ยม คุณภาพล้นคำ ที่สายเนื้อไม่ควรพลาด   4.เห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms) อีกหนึ่งเมนูย่างทีเด็ดของไต้หวันที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน  (Shilin Night Market) กับเมนูเห็ดย่าง (Grilled King Mushrooms)  ที่ดูเหมือนจะเป็นอาหารประจำของย่านสตรีทฟู้ดไต้หวันไปแล้ว  เห็ดซึ่งนิยมนำมาทำอาหารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะวิธีการง่าย ๆ แต่ได้รสชาติของเห็ดเต็ม ๆ อย่างการย่างร้อน ๆ ราดซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน  เพียงเท่านี้ก็ได้เห็ดฉ่ำ ๆ เด้ง ๆ หอมผิวเกรียมเล็กน้อยจากการย่าง และรสชาติซอสหวาน ๆ เค็ม ๆ กลมกล่อมละมุนลิ้นดีทีเดียว   5.ลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup) ยังคงอยู่กันต่อที่ตลาดกลางคืนซื่อหลิน  (Shilin Night Market) กับสตรีทฟู้ดอันเป็นไฮไลท์ของไต้หวัน  อย่างลูกชิ้นหม่าล่า (FishBall in Mala Soup)  ลูกชิ้นปลานิ่ม ๆ เด้ง ๆ ที่ต้มในน้ำซุปหมาล่าสูตรพิเศษ  ให้รสชาติเผ็ดซ่าท้าทายความเด้งนุ่นของลูกชิ้นปลา ที่ได้รสสัมผัสแปลกใหม่และแตกต่างไปอีกแบบ  คล้ายนำน้ำซุปหมาล่าร้อน ๆ แบบ Hotpot และหมาล่าแบบบาร์บีคิวมารวมกันไว้ในเมนูเดียว ให้สมกับเป็นอาหารแนวสตรีทฟู้ด  สะดวก ง่าย รวดเร็ว และยังรสชาติดี แบบที่กินเมนูเดียวได้ 2 สไตล์เลย   6.ซาลาเปาอบโอ่ง (Baked black pepper buns) และแล้วก็มาถึงเมนูเด็ดร้านดังร้านสุดท้ายของตลาดกลางคืนซื่อหลิน  (Shilin Night Market) กับซาลาเปาอบโอ่ง  (Baked black pepper buns) เจ้าดังร้าน Hu Jiao Bing  ที่อบซาลาเปากันให้ดูแบบสด ๆ กลางตลาดเลย  ทำให้ได้ซาลาเปาอบที่มีผิวด้านนอกกรอบ ๆ ด้านในเนื้อแป้งนุ่ม ๆ เสิร์ฟร้อน ๆ มาพร้อมไส้หมูแน่น ๆ รสชาติเข้มข้นฉบับไต้หวัน  แบบไส้แทบล้นทะลักออกมาในทุกคำที่กัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดห้ามพลาดในตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) แล้วถ้าใครที่ตั้งใจจะแวะร้านดังของตลาดนี้ให้ครบทุกร้าน  ขอบอกว่าให้เผื่อเวลาเข้าคิวเอาไว้เยอะ ๆ หน่อยนะ เพราะแต่ละร้านคิวยาวสูสีกันเลยนะ ก็ทำไงได้อย่างกินของอร่อยก็ต้องคอยจริงมั้ย   7.ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง  (Taiwanese Suasage and Sticky Rice) ย้ายมาที่ตลาดกลางคืนฝงเจี่ยไนท์มาร์เก็ต (Feng Jia Night Market) กันบ้าง  กับเมนูทานเล่นรองท้องสไตล์ไต้หวันอย่าง ไส้กรอกไต้หวันและข้าวเหนียวปิ้ง  (Taiwanese Suasage and Sticky Rice)  เมนูหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาแต่ดูแปลก  แม้ว่าดูเผิน ๆ จะเหมือนกับฮอทดอก แต่ด้านนอกนั้นเป็นข้าวเหนี่ยวปิ้งทรงไส้กรอก  ที่ห่อไส้กรอกไต้หวันสีแดงสดไว้อีกที มาพร้อมกับผักกาดหอม และกระเทียมด้านใน โดยมีให้เลือก 2 รสชาติ  คือรสดั้งเดิม และรสพริกไทยดำ ที่พิจารณาแล้วรสชาติไม่น่าจะเข้ากัน แต่พอลองทานแล้วก็อร่อยเข้ากันอย่างลงตัวจนแทบไม่น่าเชื่ออยู่เหมือนกัน พิกัด : Feng Jia Night Market   8.เผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็ม (Fried taro balls) ร้านเผือกทอดไส้หมูหยองไข่เค็มเจ้าดังร้าน Liu Yu Zi ระดับติดหนึ่งใน Street Food ที่ได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmands) ของ Taipei Michelin Guide เป็นร้านขายเผือกทอดหมายเลข 091 ในตลาดกลางคืนหนิงเซี่ย (Ningxia Night Market)  ร้านเล็ก ๆ ซึ่งเปิดขายมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีแล้ว ที่นอกจากจะมีรางวัลระดับโลกเป็นเครื่องการันตีความอร่อย ต้องบอกว่าคิวที่ยาวเหยียดทุกวันของร้านก็รับประกันคุณภาพและรสชาติได้ไม่แพ้กัน พิกัด : Ningxia Night Market   9.บัวลอยเผือกไต้หวัน (Taro Balls) มาที่ของหวานฉบับไต้หวันโบราณกันบ้าง  กับบัวลอยเผือกไต้หวัน  ร้านคุณยายไหล (Grandma Lai’s Taro Balls  หรือ Lai Ah Po Yu Yuan) ร้านบัวลอยเผือกทำมือร้านดังบนถนนคนเดินจิ่วเฟิ่น  กับแป้งบัวลอยเหนียวนุ่มหนึบหนับสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ต้มกันสด ๆ พร้อมเสิร์ฟถ้วยต่อถ้วยมีรสชาติออกหวานเล็กน้อย  มีให้เลือกลิ้มลองความอร่อยได้หลากหลายรสชาติ ทั้งเผือก ชาเขียว งา และรสต้นตำรับ โดยจะทานแบบร้อนคู่กับน้ำขิง หรือแบบเย็นใส่น้ำแข็งราดน้ำเชื่อมก็ได้  ดีงามไม่แพ้กัน พิกัด : Lai Ah Po Yu Yuan, Jishan Old Street    10.ไอศกรีมถั่ว (Peanut ice-cream Roll) ปิดท้ายกันด้วยร้านขนมคิวยาวเหยียดของเมืองจิ่วเฟิน (Jiufen) กันเป็นแห่งสุดท้าย  กับร้าน A Zhu Peanut Ice Cream Roll ร้านไอศกรีมถั่วตัดใส่ผักชี (Peanut ice-cream Roll) ชื่อดังของไทเป  ไอศกรีมรูปร่างหน้าตาแปลกไม่เหมือนใครอันเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน ด้วยการห่อด้วยแป้งโรตี  ด้านในประกอบด้วยถั่วตัดขูด ไอศกรีม และโรยผักชี ที่ถูกม้วนรวมกัน ให้รสชาติหวาน ๆ มัน ๆ หอมกลิ่นถั่วตัดเล็กน้อย  แต่อร่อยแปลกแหวกแนว พิกัด : A Zhu Peanut Ice Cream Roll, Jiufen Old Street   ครบแล้วกับ “เที่ยวไต้หวัน รวม 10 ของกินสตรีทฟู้ด ตลาดกลางคืนในไทเป”  แต่สำหรับคราวนี้เราขอข้ามผ่านร้านชานมไข่มุกของไต้หวันทั้งหลายไป  เพราะร้านชานมไข่มุกไต้หวันเจ้าดังหลายร้านมาเปิดสาขาที่เมืองไทยกันแล้ว  อีกทั้งร้านชานมไข่มุกในไทเปก็มีหลากหลายร้านกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง หาทานกันได้ไม่ยากนัก  รอบนี้เลยขอเน้นของกินแนวสตรีทฟู้ดที่แท้ทรูเอาใจสายกินให้ตามไปกินที่ไทเปจนอิ่มฟินกันไปเลย

อ่านเพิ่มเติม
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!
จัดเต็ม! 10 ของกิน Ningxia Night Market ตลาดไทเปสุดฮิต สายกินต้องไป!

13 พ.ย. 62

ไต้หวัน - ช่วงนี้กระแสไปเที่ยวไทเปเขามาแรงจริงๆค่ะ เพราะเปิดเช็คเฟสบุ๊กทีไร ก็จะต้องเห็นคนลงรูปไปเที่ยวไทเปกันอย่างคึกคัก ซึ่งตัวพวกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ว่าแต่ไปเที่ยวไทเป เรื่องที่จริงจังไม่แพ้เรื่องเที่ยวก็ต้องเป็นเรื่อง “ของกิน” นั่นเอง ซึ่งครั้งนี้พวกเรา แก๊งค์เพื่อนสายกิน ไปเที่ยวไทเปพร้อมเป้าหมายว่าจะกินทุกอย่างที่อยากกิน กับการบุกตลาดกลางคืนชื่อดังของไทเป อย่าง “ ตลาดหนิงเซี่ย ”  (Ningxia Night Market) ตลาดที่ได้ชื่อว่าเป็น “ พิกัดห้ามพลาดของสายกิน ” แค่พูดก็หิวแล้ว เราไปลุยกันเลยดีกว่าค่ะ จองทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 ของกินตลาดไทเป   1.เนื้อวัวลูกเต๋าย่าง   เดินเข้ามาถึงปุ๊ป ก็จะได้เห็นร้านนี้อยู่ทางซ้ายมือเลยค่ะ จะเป็นร้านที่มีคนต่อแถวรอซื้อกันอยู่ โดยเนื้อย่างของที่นี่จะหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยม ย่างบนเตา พร้อมด้วยการพ่นไฟเพื่อให้เนื้อสุกทั่วๆกัน  ด้วยสายเลือดคนรักเนื้อมันพุ่งพ่าน ก็ยืนต่อแบบไม่ต้องคิดเลยจ้า ยืนรอมองพ่อค้าถือที่พ่นไฟย่างเนื้อเพลินๆ แปปเดียวก็ได้กินแล้ว ซึ่งเราสามารถเลือกผงปรุงรสได้ ก็จะมีผงพริก รสชาติต่างๆ แต่ที่เราเลือกมาคือ เกลือสีชมพู เพราะป้ายที่ร้านบอกว่าอันนี้ Number 1       รสชาติ : แค่คำแรกก็ร้องอื้อหือแล้วจ้า อะไรจะอร่อยขนาดนี้อ่ะแม่! เนื้อไม่มีกลิ่นคาวเลยค่ะ แถมสุกกำลังดี มีความชุ่มฉ่ำ ปรุงรสด้วยเกลือที่ช่วยชูรสชาติเนื้อให้กลมกล่อมมากขึ้น อร่อยชนิดที่ว่าเพื่อนไม่กินเนื้อยังต้องกิน อร่อยสมคำล่ำลือจริงๆค่ะร้านนี้ ยกนิ้วให้เลย ราคา : 100 NTD (ประมาณ 100 บาท) คะแนน : 10/10 ถ้ามีถึงร้อยก็จะให้อ่ะ       2.น้ำไข่กบ เดิน เข้ามาด้านในอีกนิด ก็ได้เจอกับร้านน้ำไข่กบ ชื่อดังของไต้หวันค่ะ ที่ใครต่อใครก็บอกว่าต้องกิน แน่นอนว่าเราก็ไม่รอช้า วิ่งเข้าไปซื้อด้วยเอเนอร์จี้ของคนหิว 2019 ซึ่งถึงแม้ชื่อของเครื่องดื่มนี้จะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีส่วนผสมอะไรที่ทำมาจากกบนะคะ เป็นน้ำมะนาวที่ใส่วุ้นใสด้านล่าง โดยที่ร้านจะมีโชว์ธัญพืชของไต้หวันที่เอามาทำวุ้นด้วย แต่เราอ่านไม่ออกว่ามันคืออะไร ส่วนที่เรียกว่าไข่กบก็น่าจะมาจาก สัญลักษณ์ของร้านด้วยที่เป็นกบ กับลักษณะของวุ้นที่ใสๆ เหมือนไข่กบนั่นเองค่ะ รสชาติ : เป็นรสชาติแห่งความสดชื่นค่ะ เพราะพอดูดขึ้นไปก็สดใสแบบสุดๆ กับความเปรี้ยวหวานลงตัวของน้ำมะนาว ตามด้วยวุ้นเหนียวหนึบให้เคี้ยวเล่น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับรสชาติน้ำมะนาวสุดๆ   ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 10/10   3. เกี๊ยวกุ้งน้ำใส มากินกันต่อค่ะ กับร้านต่อไปเป็นเมนูซุปกันบ้าง เพราะเหลือบไปเห็นว่าคนไต้หวันกินกันเยอะดี แถมเครื่องก็เริ่มติดแล้ว เมนูนี้เป็นซุปใสที่ใส่คล้ายๆลูกชิ้นกุ้งที่ถูกปั้นเป็นรูปกุ้ง โปะหน้าด้วยไข่ดาวน้ำ ลักษณะคล้ายๆเกี๊ยวกุ้งบ้านเราเลยค่ะ พร้อมกลิ่นหอมของน้ำซุปที่หอมจนต้องหันมามองหน้ากัน พร้อมกับเดินไปสั่งที่ร้านกันแบบไม่มีใครห้ามใครเลยค่ะ รสชาติ : เป็นน้ำซุปใสที่ดูเหมือนจะจืดไม่มีรสชาติแต่กลับเข้มข้นลงตัวสุดๆ ด้วยกลิ่นของเครื่องเทศแทรกด้วยกลิ่นปลาแห้งเล็กๆ ซดน้ำซุปกันจนคล่องคอก็เริ่มชิมลูกชิ้นกุ้งกันบ้าง บอกได้เลยว่างานดีมากจ้า เป็นลูกชิ้นกุ้งที่เชื่อว่าทำมาจากกุ้งจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงสีส้มเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อกุ้งเต็มๆคำ แซมด้วยไข่ดาวน้ำที่ทอดในน้ำซุป ทำให้มีรสชาติของน้ำซุปผสมอยู่ด้วย เข้ากันสุดๆไปเลย ราคา : 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 9/10   4.นมมะละกอ ของคาวไปแล้วก็คั่นด้วยเครื่องดื่มยอดฮิตของไต้หวันกันบ้าง ? ว่ากันว่าเป็นเมนูที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากไต้หวันค่ะ ซึ่งเรากับเพื่อนก็ยืนลังเลกันอยู่นานว่าจะกินดีไหม ? แต่เพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีคนหิว 2019 ก็เลยต้องจัดสักหน่อย บวกกับพ่อค้าน่ารักด้วย ก็เลยสั่งแบบไม่ลังเลจ้า พ่อค้าก็จัดการนำมะละกอไปปั่นกับนม พร้อมใส้น้ำแข็งเล็กน้อยกลบความฮอตของพ่อค้าสักหน่อย แค่ยืนดูก็อิ่มแล้วค่ะ   รสชาติ : เป็นรสชาติที่เราไม่เคยได้กิน มันแปลก แต่อร่อยดี กับความหอมของมะละกอที่ถูกปั่นกับนม จนนมเกิดการแตกตัวทำให้มีความมันยิ่งขึ้น รสชาติก็เลยหวาน หอมมะละกอ และมันกำลังดี ถ้าใครชอบมะละกอต้องชอบแน่ๆค่ะ แต่พอดูดไปได้สักพัก ก็รู้สึกเลี่ยนเล็กๆ แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการลองจ้า ราคา : แก้วเล็ก 60 NTD (ประมาณ 60 บาท) คะแนน : 7/10   5.ไก่ทอดไซส์ยักษ์ FUN SUN G มาถึงแดนต้นกำเนิดไก่ทอดชิ้นยักษ์ ก็ต้องขอลองสักหน่อย ซึ่งเราขอลองชิมร้านอื่นที่ไม่ใช่  HOT STAR กันบ้างค่ะ เห็นว่าคนซื้อเยอะ แถมมีทีวีโชว์ว่าเคยไปออกรายการมา พร้อมด้วยลายเซ็นบนป้ายร้าน สมาชิกหนึ่งในแก๊งค์เราได้เอ่ยวาจาว่าจะมากินไก่ทอดชิ้นยักษ์ไต้หวันให้ได้ ก็เลยพุ่งตัวใส่ร้านแบบไม่คิดไปเลยค่ะ รสชาติ : กัดไปคำแรกก็ต้องร้อง เพราะว่าร้อนค่ะ พ่อค้าเพิ่งทอดมาให้เลย เนื้ออกไก่ชิ้นยักษ์ที่ถูกชุบแป้งทอดจนกรอบ แต่ยังคงความชุ่มฉ่ำของอกไก่ไว้ได้เป็นอย่างดี โรยด้วยผงพริกเพิ่มความเผ็ด ซึ่งจริงๆแล้วมีให้เลือกหลายรสชาติ แต่เพื่อให้เข้ากับความฮอตของแก๊งค์เราก็เลยเลือกรสเผ็ดมา ผลก็คือเผ็ดมากจ้าแม่ มันคือรสพริกป่นดีๆนี่เอง แต่ก็เข้ากันได้ดีกับอกไก่ใช้ได้เลยค่ะ ราคา : 75 NTD (ประมาณ 75บาท) คะแนน : 7/10   6.ข้าวหน้าหมู 3 ชั้นพะโล้ พอกระเพาะของคาวเริ่มติด เราก็ต่อกันด้วยเมนูข้าวหน้าหมูพะโล้ ที่เกิดจากความอยากกินพะโล้ของคนในแก๊งค์ ก็จัดการนั่งโต๊ะ สั่งกันโดยพร้อมเพียง ซึ่งร้านก็จะเป็นร้านรถเข็นแบบบ้านเราเลยค่ะ พร้อมหลากหลายเมนูที่ทำให้เราเห็นกันตรงหน้าเลย ชนิดที่ว่านั่งรอข้าวหน้าหมูพะโล้ไป ตอนเสิร์ฟนี่เราเห็นความดึ๋งของชั้นไขมันหมูเลย มันช่างเย้ายวนจริงๆค่ะ รสชาติ : เข้าสู่ตอนชิม มาเริ่มกันที่ข้าวก่อน ข้าวของที่นี่จะเหมือนข้าวของญี่ปุ่นคือเป็นเม็ดสั้นๆ ป้อมๆ เหนียวหนึบเข้ากันได้ดีกับน้ำพะโล้ ส่วนขาหมู 3 ชั้นนั้นจะมีไม้เสียบมาตรงกลางเพื่อไม่ให้หมู 3 ชั้นของเราหลุดจากกันในแต่ละชั้น เรื่องความเข้มของเครื่องพะโล้ ครบเครื่องเลยค่ะ ตุ๋นจนเข้าเนื้อ กัดไปคำแรกฟินแล้ว ซึ่งรสชาติอาจจะอ่อนกว่าพะโล้บ้านเรานิดหน่อย แต่ความหอมของเครื่องเทศนี่ยืนหนึ่งเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10   7.บัวลอยยักษ์ มาไต้หวันนอกจากต้องได้กินชาไข่มุกแล้ว ก็ต้องบัวลอยนี่แหละค่ะ ซึ่งร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อของตลาดหนิงเซี่ยเลย เราตามรีวิวมา โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะค่ะ ต่อไม่นานก็ได้กิน ระหว่างที่ยืนรอเราก็ได้เห็นขนาดของบัวลอยที่นี่ คือใหญ่มาก กับลอยตุ๊บป่องรอเรากินอยู่ในหม้อจ้า โดยเราสั่งเป็นบัวลอยแบบดั้งเดิม คือไม่มีไส้ แต่คลุกกับงาดำและถั่วแทน เพราะเห็นว่าป้ายหน้าร้านเขาติดดาวให้อันนี้ จะว่าไปก็คล้ายๆกับโมจิของญี่ปุ่นเลยค่ะ รสชาติ : ก่อนทานแนะนำให้คลุกกับผงถั่วและงาก่อน เพื่อเพิ่มรสชาติค่ะ ซึ่งความเด็ดของมันอยู่ที่แป้งอันแสนจะเหนียวนุ่ม แบบกินเพลินมากๆค่ะ เข้ากันได้ดีกับถั่วและงาดำที่ช่วยเพิ่มความหอม บวกกับความหวานเล็กๆ จากน้ำตาล เป็นขนมที่กินเพลินๆหลังของคาวได้เลย ยิ่งถ้าทานในช่วงอากาศเย็นๆ ก็จะยิ่งอร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 9/10   8.ไก่ทรงเครื่อง บอกแล้วว่าที่นี่คือสวรรค์ของสายกินค่ะ เพราะมีแต่ของกินสตรีทฟู๊ดขึ้นชื่อของไต้หวันล้วนๆค่ะ ซึ่งไก่ทรงเครื่องก็อยู่ในนั้นด้วย เราเลยต้องขอลองชิมเมนูนี้กันสักหน่อย โดยเป็นการเอาเนื้อไก่ไปหมักแล้วพันด้วนหนังไก่ จากนั้นก็นำไปอบเอาความมันออก แล้วก็มาย่างอีกครั้งเพื่อให้หนังกรอบค่ะ รสชาติ : เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อน แค่คำแรกก็สัมผัสได้ถึงความกรอบของหนังไก่ที่ถูกอบ และย่างมาจนกรอบ ส่วนด้านในก็คือเนื้อไก่ที่ถูกหมักด้วยเครื่องเทศจนได้รสชาติ ย่างได้สุกกำลังดีเพราะยังมีความฉ่ำจากเนื้อไก่ เป็นอีกเมนูที่ต้องชิมเมื่อมาเที่ยวไต้หวันจริงค่ะ ราคา : 45 NTD (ประมาณ 45 บาท) คะแนน : 8/10   9.มันหวานทอด กินของหนักๆกันไปหลายอย่างแล้ว แวะมาพักด้วยของกินเล่นกันต่อ ซึ่งร้านนี้เราเห็นคนต่อแถวเยอะดี เลยคิดว่าน่าจะเป็นร้านเด็ดของหนิงเซี่ย เป็นร้านมันหวานทอดที่ป้ายเขาบอกว่าอันดับ 1 ในไต้หวัน ก็เลยยิ่งอยากลองว่าจะอร่อยขนาดไหน ซึ่งจริงๆแล้วลักษณะเหมือนขนมไข่เต่าบ้านเรามากๆเลยค่ะ แค่ยืนรอก็ได้กลิ่นหอมของมันหวานลอยมาแล้ว รสชาติ : กัดคำแรกก็คือกรอบมากจ้า กรอบแบบได้ยินเสียงกร๊อบๆเลย ถึงแม้ว่าหน้าตาจะคล้ายๆไข่เต่าบ้านเรา แต่ของที่นี่แป้งจะมีความบางและกรอบมากกว่าค่ะ ทำให้กินเพลินมากๆเลย บวกกับความหอมจากมันหวานเล็กๆ เลยทำให้มันหวานทอดของที่นี่ยิ่งเคี้ยวเพลินเข้าไปใหญ่ ใครที่อยากหาขนมกรุบกรอบปิดท้ายมื้ออาหาร หรือจะซื้อทานเล่นก็แนะนำเลยค่ะ ราคา : 50 NTD (ประมาณ 50 บาท) คะแนน : 8/10   10.ชานมไข่มุก 50 Lan ที่ตลาดหนิงเซี่ยก็มีร้านชานมไข่มุกชื่อดังของไต้หวันอยู่ด้วยนะคะ เมื่อเราได้เห็นป้ายเหลืองกับตัวเลข 50 ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าซื้อกันอย่างด่วนๆ โดยเราสามารถเลือกระดับความหวาน ระดับน้ำแข็งได้เลยค่ะ ดีงามจริงๆ แถมราคาถูกมากเว่อร์ แค่ 40 NTD หรือประมาณ 40 บาทเอ๊งงง แน่นอนว่าเราไม่รอช้า รีบสั่งเมนูชานมไข่มุกสุดฮิตอย่างไวจ้า รสชาติ : สมกับการเป็นชานมยอดฮิตของไต้หวันจริงๆค่ะ เพราะชาเข้มข้นมาก แถมยังนมของที่นี่ยังมีความมันในตัวสูง เลยยิ่งทำให้ชานมเข้มข้น หอม มัน ลงตัวสุด ซึ่งพวกเราเลือกความหวานอยู่ที่ 50% ถือว่าหวานกำลังดีเลย ส่วนไข่มุกก็ต้มได้กำลังดี นุ่มเหนียว เคี้ยวหนึบหนับ แต่อาจจะไม่อร่อยเท่าไข่มุกแบบ Brown Sugar แต่ก็จัดว่าเด็ดอยู่ค่ะ ราคา : 40 NTD (ประมาณ 40 บาท) คะแนน : 9/10 การเดินทางไปตลาดหนิงเซี่ย : ลงที่สถานี MRT Shuanglian (R12) สายสีแดง ออกที่ทางออก 1 จากนั้นก็เปิด Google Map เดินไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้วจ้า    ขอย้ำอีกครั้งว่าตลาดหนิงเซี่ย เป็นอีกตลาดไทเป ที่สายกินไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ พวกเราลงมติกันเลยว่า ของกินตลาดหนิงเซี่ยคือเดอะเบส ส่วนใครที่ไปตามรอยความอร่อยของพวกเราแล้ว ก็อย่าลืมมาแชร์กันบ้างนะคะว่าดีงามขนาดไหน ? แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้า จะเป็นเรื่องราวของอะไร ต้องติดตามค่ะ  เคล็ดลับเที่ยวไต้หวัน ให้สนุกสุดชิลล์ แบบไม่ต้องวางแผนเที่ยวให้วุ่นวาย ก็ซื้อทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ ได้เลยมีแพ็กเก็จให้เลือกมากมาย จองทัวร์ครบจบที่ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   เรื่องและภาพ : วันๆคิดแต่จะเที่ยว Taiwan Trip 2019

อ่านเพิ่มเติม
อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020
อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020

09 ม.ค. 63

เกาะขนาดไม่ใหญ่แต่น่าสนใจด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายและอัดแน่นเต็มพื้นที่เกาะ  กับพิกัดสุดชิคโดน ๆ ของวัยรุ่น วัยทำงานแนว ๆ อย่างไต้หวัน ที่น่าปักหมุดเป็นอย่างมากด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ในพื้นที่อากาศหนาว ๆ ลมเย็นสบายตลอดทั้งปี  อีกทั้งยังเดินทางสะดวกสบายเพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยนัก ว่าแล้วปี ที่จะถึงนี้ ไต้หวันต้องเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่ต้องโดนเช็คอินไปเที่ยวกันสักครั้ง แต่ไปที่ไหนชิคแวะที่ไหนฮิปบ้างล่ะก็  ต้องตามมาทางนี้กับ “อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020”  ส่วนสายชิลล์ผู้เน้นความสะดวกสบายและเพียบพร้อมที่รักการเดินทาง  และอยากไปเช็คอินที่ไต้หวันกันบ้าง ลองมาดูทัวร์ไต้หวันกันก่อนได้ที่นี่เลย >> ทัวร์ไต้หวัน เริ่มต้นเพียง 9,999 บาท  1.ตึกไทเป 101 ที่เที่ยวไต้หวัน เริ่มที่พิกัดแลนด์มาร์คอันเป็นไฮไลท์ที่สุดของเมืองกันก่อนแลยดีกว่าที่  ตึกไทเป 101 (Taipei 101)  กับตึกที่มีความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก  ซึ่งตั้งเด่นตระหง่านอวดความสูงเสียดฟ้าใจกลางกรุงไทเป  ที่ระดับความสูงถึง 509 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของอาคารที่มีจำนวน 101 ชั้นตามชื่อตึก  ไทเป 101 โดยมีทีเด็ดสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่ชั้น 91 ซึ่งเปิดเป็นจุดชมวิวเมืองไทเปมุมสูงแบบพาโนราม่า 360 องศาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง พิกัด : Taipei 101 2.ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฮัวซาน 1914 ที่เที่ยวไต้หวัน ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ฮัวซาน 1914 (Huashan 1914 Creative Park)  พิกัดท่องเที่ยวร่วมสมัยฮิป ๆ ซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารเก่าแก่ดั้งเดิมสไตล์ยุโรป  ในอดีตเคยเป็นโรงงานผลิตไวน์และบุหรี่ขนาดใหญ่ ที่ถูกทิ้งร่างเอาไว้นานนับ 10 ปีมาก่อน  จนได้รับการบูรณะปรับปรุงให้เป็นพื้นที่แห่งการครีเอทีฟแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ  พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ไปจนถึงคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าแนวคราฟต์อีกด้วย โดยมีกิมมิคอยู่ที่อาคารสีเขียวซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ทั้งหลัง พิกัด : Huashan 1914 Creative Park 3.เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น ดื่มด่ำกับความร่วมสมัยกันไปแล้ว  ก็ไปกับต่อให้สุดกับพิกัดที่เที่ยวไต้หวันที่ต่อไปที่  เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น (Jiufen)  เมืองเก่าแก่เล็ก ๆ ริมภูเขาในเขตเมืองนิวไทเป  ซึ่งเป็นหนึ่งแลนด์มาร์คสุดฮอตอันเป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวไต้หวัน  กับสถาปัตยกรรมเก่าแก่แบบจีนดั้งเดิมทรงเสน่ห์และมีมนต์ขลังน่าหลงใหล ของหมู่อาคารไม้โบราณที่ตั้งเรียงรายไล่ระดับตามแนวไหล่เขา  ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงเก๋ ๆ แบบจีน บนทำเลที่ตั้งสุดปัง รายล้อมด้วยทัศนียภาพสวย ๆ วิวภูเขาสีเขียวสบายสายตา และอากาศดี ๆ สุดชิลล์  ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว  พิกัด : Jiufen 4.ท่าเทียบเรือบริเวณปากแม่น้ำตั้นสุ่ย ที่เที่ยวไต้หวัน ย้ายออกจากพิกัดธรรมชาติแสนสงบ  มาสู่เมืองท่าทางตอนเหนือของไต้หวันสุดคึกคักรักในเขตเมืองนิวไทเปกันบ้าง  กับท่าเทียบเรือบริเวณปากแม่น้ำตั้นสุ่ย (Tamsui Fisherman's Wharf)  ท่าเทียบเรือริมทะเลในบรรยากาศสุดชิลล์  และทัศนียภาพแสนโรแมนติกของอาคารสไตล์ยุโรปริมท้องทะเลกว้าง  อีกหนึ่งจุดชมวิวธรรมชาติยอดนิยมของทั้งชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยว  โดยมีทีเด็ดอยู่ที่สะพานโค้งสีขาวรูปร่างคล้ายใบของเรือใบ ที่ทอดตัวโดดเด่นสะดุดตาแข่งกับบรรยากาศน่าประทับใจ พิกัด : Tamsui Fisherman's Wharf   5.ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่เดอะ เพียร์-2 อาร์ต เซ็นเตอร์ ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่เดอะ เพียร์-2 อาร์ต เซ็นเตอร์(The Pier-2 Art Center)  พิกัดที่เที่ยวไต้หวันชิค ๆ สไตล์วัยรุ่นสุดฮิปในเมืองเกาสง  ซึ่งเดิมทีเป็นโกดังเก่าใกล้กับท่าเรือ ที่ถูกนำมาประยุกต์ดัดแปลงใหม่ให้ไฉไลขึ้นด้วยการนำภาพวาดบนฝาผนังแนวสตรีทอาร์ตสีสันสดใส  ดูแปลกตามาเป็นจุดดึงดูดสายตา ทั้งยังปรับการใช้พื้นที่ให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยกลางแจ้ง แล้วนอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะ  และศูนย์รวมคาเฟ่ ร้านอาหาร เก๋ ๆ อีกด้วย พิกัด : The Pier-2 Art Center   6.ถนนโบราณซานเสีย มาดื่มด่ำบรรยากาศสุดคลาสสิคที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็ฯอย่างดีของตึกเก่าแก่โบราณอายุนับ 100 ปีของอาคารพานิชย์ก่ออิฐว์แนวสีน้ำตาล – แดงสไตล์บาโรก  แบบ British – Chinese ยุค 1900 บนถนนโบราณซานเสีย (Sanxia Old Street)  ความยาวกว่า 250 เมตร  ที่เที่ยวไต้หวันที่ได้รับการประยุกต์ปรับปรุงให้กลายเป็นพิกัดกิน  เที่ยว ช้อป สุดน่าประทับใจ โดยมีของกินต้องห้ามพลาดของถนนสายนี้  ซึ่งได้แก่ ครัวซองต์ท้องถิ่น หรือขนมเขาควาย พิกัด : Sanxia Old Street 7.หมู่บ้านฟอร์โมซาน อะบอริจิน หมู่บ้านฟอร์โมซาน อะบอริจิน (Formosan Aboriginal Culture Village)  ศูนย์วัฒนธรรมและสวนสนุกในเขตเมืองหนานโถว  ที่เที่ยวไต้หวันตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบสุริยันจันทรา กับธีมพาร์คสไตล์ชนเผ่าพื้นเมืองของไต้หวัน  ที่นอกจากให้ความสนุกสนานผ่านโซนทั้ง 5 ของสวนสนุก อันได้แก่ European Gardens สวนยุโรปกลางหุบเขา, The Aladdin Plaza, The Aboriginal Villages  การแสดงโชว์ของตนพื้นเมือง, Amusement Isle และ Ti Ka Er Rainforest ยังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับชาวเผ่าพื้นเมืองของไต้หวันอีกด้วย พิกัด : Formosan Aboriginal Culture Village 8.ทะเลสาบสุริยันจันทรา ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake)  พิกัดที่เที่ยวไต้หวันทัศนียภาพสุดปัง  วิวอลังการของไต้หวัน ซึ่งเป็นพื้นที่เช็คอินท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของไต้หวัน  กับแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์บริเวณตอนกลางของไต้หวัน ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดของไต้หวัน  ตั้งอยู่ในเขตเมืองหนานโถว ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบมีลักษณะคล้ายพระอาทิตย์ ฝั่งตะวันตกมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ จึงเป็นที่มาของชื่อ ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) พิกัด : Sun Moon Lake 9.ป่าสงวนแห่งชาติอาลีซาน  ยังคงไปต่อกับแลนด์มาร์คทางธรรมชาติสวย ๆ ของไต้หวันกันที่  ป่าสงวนแห่งชาติอาลีซาน (Alishan National Forest Recreation Area)  พื้นที่ป่าฝนดิบชื้นโบราณอายุนับพันปี  กับพิกัดสีเขียวของป่าไม้และขุนเขา อันชุ่มชื้น  เขียวขจี ที่มีทัศนียภาพแบบป่าฝนอันชุ่มชื้น สลับกันกับสายหมอกสีขาวลอยหนาล้อแนวยอดไม้ตลอดทั้งปี  ซึ่งเป็นหนึ่งในพิกัดเที่ยวสายธรรมชาติตัวท็อป ๆ ในไต้หวัน โดยเฉพาะสำหรับคนรักผืนป่าและขุนเขา พิกัด : Alishan National Forest Recreation Area 10.อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน  ปิดท้ายกับกับที่เที่ยวไต้หวันทางธรรมชาติสวย ๆ ของไต้หวันแห่งสุดท้ายที่  อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน (Yangmingshan National Park)  อุทยานแห่งชาติบนพื้นที่ของภูเขาไฟเก่าแก่ทางตอนเหนือของเมืองนิวไทเป  กับทัศนียภาพสุดอลังการสะกดทุกสายตาของทุ่งดอกหญ้าสไตล์ญี่ปุ่นสีขาวละมุน  ที่พากันออกดอกสะพรั่งไปทั่วท้องขุนเขา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสบายตลอดทั้งปี  และท้องฟ้าสีสด นอกจากทุ่งหญ้าสวย ๆ บนยอดเขา ที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ อยู่อีกหลายจุด  โดยเฉพาะแหล่งน้ำพุสุดผ่อนคลาย ซึ่งเป็นพิกัดฮอตในช่วงฤดูหนาวของที่นี่ พิกัด : Yangmingshan National Park ครบกันแล้วกับ  “อัพเดต 10 แลนด์มาร์ค ที่เที่ยวไต้หวัน ปี 2020”  ที่ต้องบอกว่าถ้าไปไต้หวันปี  2020 แล้วเช็คอินครบพิกัดทั้ง  10 แห่งตามที่แนะนำไปแล้วล่ะก็ รับรองว่าทั้งชิคทั้งฮิป  อินเทรนด์สุด ๆ แน่นอน ทัวร์ไต้หวัน เริ่มต้นเพียง 9,999 บาท คลิกเลย!

อ่านเพิ่มเติม
ตึกไทเป 101 ไปเที่ยวไต้หวันต้องห้ามพลาด
ตึกไทเป 101 ไปเที่ยวไต้หวันต้องห้ามพลาด

24 ก.พ. 63

แน่นอนว่า จุดหมายปลายทางหนึ่งของการมาเที่ยวไต้หวันของใครๆหลายๆคน คือการได้มาตะลอนกิน ช้อปปิ้ง และ เที่ยวธรรมชาติไต้หวัน ที่สวยงามไม่แพ้กับญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะไต้หวันนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ญี่ปุ่นน้อย นั่นเอง และแน่นอนว่าถ้ามาเที่ยวไต้หวันแล้วต้องไม่พลาดที่จะมาเยือนตึกไทเป 101 แลนด์มาร์กแรกที่ต้องมาเช็คอิน วันนี้ ทัวร์ครับ จะพามารู้จักตึกไทเป 101 กันดีกว่าว่าทำไมถึงต้องไปเที่ยวตึกไทเป 101 แห่งนี้  ตึกไทเป 101 ที่ไต้หวัน แผนที่: Taipei 101   ตึกไทเป 101 เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กหลักของเมืองไทเป เป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวัน และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก (เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกแต่ปัจจุบันโดนตึก Burj Khalifa ของ Dubai แย่งตำแหน่งไป) นอกจากจะเคยครองสถิติเรื่องความสูงของตึกแล้ว ก็ยังเคยได้ครอบครองสถิติ ลิฟท์ที่เร็วที่สุดด้วยนะครับ โดยตึกไทเป 101 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเมื่อมาเยือนไทเปประเทศไต้หวัน ด้านบนจะมีจุดชมวิวในร่มที่ชั้น 89 โดยที่ชั้น 5 จะมีเค้าเตอร์ขายตั๋วสำหรับขึ้นลิฟท์ไปยังจุดชมวิวที่ชั้น 89 ที่เรียกว่า Taipei 101 Observatory บัตรราคาใบละ 400 NT  ภายในลิฟท์จะมีหน้าจอที่เพดานลิฟท์ทำเหมือนว่าเรากำลังพุ่งออกไปในอวกาศให้ชมระหว่างอยู่ในลิฟท์ด้วย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็ขึ้นมาถึงชั้น 89 ซึ่งเป็นชั้นชมวิวกว้างๆอยู่ในอาคาร จากนี้จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปที่ลานชมวิวกลางแจ้งที่ชั้น 91 ได้ด้วย และสามารถเดินลงที่ชั้น 88 เพื่อไปดูลูกตุ้มยักษ์ Wind Damper ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวของตึกไทเป 101 เมื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและลมพายุ รับรองว่ามั่นคงไม่พังลงมาง่ายๆแน่นอนครับ ทำไมต้องชื่อ 101 ??  นั่นเป็นเพราะตึกไทเป 101 มีทั้งหมด 101 ชั้นตามชื่อนั่นเอง แถมชั้นใต้ดินอีก 5 ชั้น ซึ่งจะเป็นส่วนของห้างสรรพสินค้าที่ขายของแบรนด์เนม ร้านค้าร้านอาหารต่างๆ นอกจากนี้แล้ว 101 ก็ยังมีความหมายว่า วันที่ 1 เดือน 1 คือวันปีใหม่ เป็นวันที่ตึกไทเป 101 เริ่มเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก นับเป็นวันมงคลที่ได้เริ่มสิ่งใหม่ของปี และเลข 0 เลข 1 เป็นเลขที่สื่อถึงความเป็น ดิจิตอล เทคโนโลยีอีกด้วย   การเดินทางไป ตึกไทเป 101 วิธีง่ายที่สุดคือการนั่ง MRT สายสีฟ้า ลงที่สถานี Taipei City Hall บอกต่อมุมถ่ายรูปนอก ตึกไทเป 101  1.มุมถ่ายรูปบนเขาเซี่ยงซาน หรือ เขาช้าง แผนที่: Xiangshan Elephant Moutain, 象山 จุดถ่ายภาพตึกไทเป 101 ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในไต้หวัน คือการเดินขึ้นไปบนภูเขาช้างหรือภูเขาเซี่ยงซาน นั่นเองครับ แต่อาจเป็นจุดที่เพื่อนๆต้องออกแรงกันสักเล็กน้อย เพราะกว่าจะไปถึงนั้นจะต้องเดินขึ้นไปตามทางเดินบนภูเขา เพื่อไปถึงจุดที่สูงพอที่จะถ่ายรูปตึกไทเป 101 ได้  2.โรงแรมแชงกรีล่าi ชั้น 43 แผนที่: Shangrila Taipei Hotel เป็นจุดถ่ายภาพจากชั้น 43 ของโรงแรมแชงกรีล่า ไทเป ด้วยตำแหน่งและความสูงของโรงแรมที่ไม่มีตึกสูงอื่นๆ มาบดบัง ทำให้สามารถมองเห็นตึก Taipei 101 และวิวทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบได้อย่างสวยงาม และเห็นตึกไทเป 101 ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับมีแนวภูเขาเซี่ยงซานเป็นฉากหลังด้วย แต่คนที่จะไปถ่ายมุมนี้ได้ต้องเป็นแขกของโรงแรมเท่านั้น 3.มุมถ่ายภาพจากสะพานลอยบนถนนย่านซินยี่ แผนที่: Xinyi District สำหรับเพื่อนๆคนไหน ที่อยากได้มุมถ่ายภาพกลางคืนของตึกไทเป 101 และแสงไฟจากรถสวยๆ จากรถยนต์บนท้องถนนประกอบด้วย แนะนำไปที่บริเวณถนนซินยี่ ถนนสายหลักที่ยาวตรงไปสู่ตึกไทเป 101 มุมที่เป็นไฮไลท์คือจุดบนสะพานลอยที่เราสามารถเดินขึ้นไปถ่ายภาพจากมุมสูงได้อย่างสวยงามและปลอดภัย ใครที่พกขาตั้งกล้องไปด้วยก็ระวังกันด้วยนะครับเพราะบนสะพานลอยก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะพอสมควร  สถานที่เที่ยวใกล้ ตึกไทเป 101  1.ชานมไข่มุกไต้หวันชุนสุ่ยถัง  พิกัด: Chun Shui Tang; 春水堂 สาขาชุนสุ่ยถังนี้อยู่ไม่ไกลจากตึกไทเป 101 ถูกขนานนามว่าเป็นต้นตำรับชานมไข่มุกร้านแรกในไต้หวัน มีความหลากหลาย ตัวชาก็มีให้เลือกมากกว่า 20 เมนู แถมยังมีเมนูบะหมี่ ข้าว ของกินเล่น ของว่างอีกเพียบ น่าลองไปหมด โดยสาขาชุนสุ่ยถังนี้อยู่ไม่ไกลจากตึกไทเป 101 แนะนําว่าให้มาสแกน QR Code จองคิวที่หน้าร้านก่อน จะได้ไม่ต้องรอนาน 2.แหล่งชอปปิ้งย่านซินยี่  แผนที่: Xinyi Shopping District  แหล่งชอปปิ้งย่านซินยี่ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหารและแหล่งความบันเทิงที่ทันสมัยที่สุดในไทเป เป็นย่านที่เหล่านักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการชอปปิ้งที่มองหาสินค้ามีระดับหลากหลายชนิดไม่ควรพลาด ทั้งของแบรนด์เนม แฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รวมไปถึงร้านอาหารของกินต่างๆใครเป็นสายช้อปปิ้งไม่ควรพลาดย่านนี้เลยล่ะ  3. เขาเซี่ยงซาน  แผนที่: Xiangshan Elephant Moutain ตั้งอยู่ชานเมืองไทเป ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเมืองไทเป ได้สวยงามอลังการ ช่วงไฮไลท์ที่เหมาะกับการขึ้นเขาเซียงชานคือช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเพราะแสงช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะตกไปทางด้านหลังตึกไทเป 101 บอกเลยว่าสวยมากราวกับภาพวาด แต่รูปที่สวยงามนั้น ก็ต้องแลกกับความเหนื่อยในการเดินขึ้นเขา ซึ่งทางขึ้นเขาเซียงซานจะเป็นบันไดหลายขั้นตลอดทาง ระยะทางประมาณ 600 เมตร ใช้เวลาขึ้นเขาแค่ 20 นาที ไม่นานเลยใช่มั้ยล่ะครับ  เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลเที่ยวตึกไทเป 101 ประเทศไต้หวัน ตึกไทเปนั้นสามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าใครอยากไปชมความอลังการแสงสีเสียงของตึกไทเป101 ทัวร์ครับก็แนะนำให้ลองไปช่วงปีใหม่กันดูนะครับ และก็ครับก็มีทัวร์ไต้หวันเที่ยวตึกไทเปและสถานที่น่าสนใจอีกมากมายมาแนะนำ ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปเที่ยวไต้หวันกันเลย  ทัวร์ไต้หวัน ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้น 9,999 บาท

อ่านเพิ่มเติม