เที่ยวญี่ปุ่น สนุก สบาย มีตั๋วใบเดียว ก็เที่ยวชิลล์ได้ทั่วเมือง

เที่ยวญี่ปุ่น สนุก สบาย มีตั๋วใบเดียว ก็เที่ยวชิลล์ได้ทั่วเมือง

เที่ยวญี่ปุ่นเดินทางด้วยรถไฟ ไม่ยากและไม่แพงอย่างที่คิด ทัวร์ครับ เอารีวิวเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟราคาถูกมาให้ได้ตามไปเที่ยวกันเพลินๆ
1770
View
0
Share

เที่ยวญี่ปุ่นหลายคนคงคุ้นเคบกับรถไฟ JR เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงชินคังเซน  รถไฟเข้าเมืองจากสนามบิน หรือรถไฟเดินทางไปเมืองต่างๆ  และด้วยราคารถไฟของเขาราคาไม่เบา จึงทำให้หลายคนเข้าใจค่ารถไฟที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นแพงเหลือเกิน 

แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเดินทางเที่ยวเองในญี่ปุ่นที่ราคาถูก เดินทางแบบไม่แพง เน้นราคาถูก ไม่เน้นเดินทางไว เหมาะกับสายชิลล์ ไม่รีบไม่ร้อน ได้เที่ยวญี่ปุ่นแวะตามเมืองต่างๆ ได้ชมธรรมชาติ แวะกินอาหารไปเรื่อยเปื่อย เจ้าตั๋วที่เรากำลังพูดถึงคือ  JR Seishun 18 Kippu ซึ่งเป็นตั๋วสำหรับรถไฟท้องถิ่นไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยตั๋วนี้จะเปิดให้ซื้อช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม เข้าไปเช็ครายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ >> https://www.jreast.co.jp/e/pass/seishun18.html 

แต่เที่ยวญี่ปุ่นจะสะดวกมบายที่สุด แบบไม่ต้องวางแพลนเที่ยวเอง ไม่ต้องหาตั๋วซื้อตั๋วรถไฟ ก็แนะนำให้ซื้อทัวร์ไปเลย ได้เที่ยวในแบบที่ชอบไม่ต่างกัน ซึ่งก็สามารถเข้าไปดูแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น ได้ที่ ทัวร์ครับ เว็บไซต์ที่รวมทัวร์ต่างประเทศไว้เยอะมากๆ https://tourkrub.co/japan-tour อย่างทัวร์ญี่ปุ่นเองก็มีให้เลือกเยอะ ถ้าเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศจองกับทัวร์ครับ ไว้ใจได้จริงๆ


โฉมหน้าของตั๋ว  JR Seishun 18 Kippu นะครับ 

ซึ่งทริปนี้เราจะเริ่มจากขึ้นรถไฟ JR ที่ชิบูย่าไปเมืองทากาซากิ จังหวัดกุนมะ จากทากาซากิไปเมืองมินาคามิ  จังหวัดกุนมะจากมินาคามิไปยัง ยูซาวะ จังหวัดนีกาตะ แล้วนั่งรถสายเดิมกลับโตเกียว นั่งรถไฟฉึกฉักมาชั่วโมงเศษๆ เราก็มาโผล่ที่ทากาซากิเมืองแห่งดารุมะ หรือตุ๊กตาแดงนั้นเอง 

ลงรถไฟมาปุ๊ป เราก็เจอกับไดรุมะ ตัวใหญ่มาต้อนรับ

ช่วงเวลาที่ผมไปคือวันปีใหม่ครับ ทุกอย่างในเมืองที่ผมไปจึงปิดหมด แต่ทากาซากิมีเทศกาลดารุมะพอดี โชคดีเลยครับ เรามีเวลาแวะเที่ยวเมืองนี้ 1 ชั่วโมง แล้วต้องกลับไปสถานีเพื่อนั่งรถไฟต่อไปยังมินาคามิ ดารุมะเป็นตุ๊กตาสีแดงคล้ายตีกตาล้มลุก ไม่มีแขน มีแต่หน้า ซึ่งการวาดหน้าดารุมะนี้วาดให้เหมือนพระ ตรงคางจะเขียนคำขอพรต่างๆ เช่นสุขภาพดี เจริญก้าวหน้า โชคดีอะไรแบบนี้ครับ และตัวดารุมะยังหมายถึงชิวิตเวลาที่เราล้มเราก็สามารถลุกขึ้นมาอีกได้ครับ 

ดารุมะตัวใหญ่ใจกลางเมือง 

ผมมาถึงเมืองนี้งงๆ มากับเพื่อนญี่ปุ่นที่พามา จับใจความได้ว่าวันนี้เราโชคดีนะ ร้านปิดหมดแต่มีเทศกาลพอดี ผมก็เดินตามเขาไปตรงใจกลางเมือง ก็พบคลื่นมหาชนมากมาย และร้านรวงที่ขายตัวดารุมะ และร้านขายอาหารต่างๆ คล้ายถนนคนเดินบ้านเราแหละครับ แต่บ้านเราร้านเยอะกว่า ร้อนกว่า 

 

แผงขายดารุมะเต็มไปหมด รับสักตัวไหมครับ

ทากาซากิเป็นเมืองขนาดพอดีๆ มีที่เที่ยวเยอะอยู่ครับ แต่เราใช่วิธีชะโงกทัวร์เอาเพราะมีเวลาน้อยแค่ชั่วโมงเดียวเลยได้บรรยากาศภายในเมือง จริงๆ ถ้าใครมีเวลาแนะนำไปเที่ยววัดดารุมะจิ ชมโรงงานผลิตตุ๊กตาดารุมะ และสักการะเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ 

เขามีให้เขียนตัวดารุมะด้วยครับ จึงไปเขียนดั่งภาพ

มีการแสดงด้วยครับ เป็นเพลงแบบครึกครื้นครับ


ที่ทาคาซากิ มีร้านอาหารไทยด้วยนะครับ แต่ร้านปิดวันนั้น อด

จากทากาซากิ เรานั่งรถไฟสาย JR  Joetsu Line ไปยังเมืองมินาคามิ ซึ่งเป็นเมืองออนเซน ผมนี้เตรียมแช่น้ำเลยครับบบ เนื่องจากเรามมมีเวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมงที่เมืองนี้เพื่อรอรถไปยังนีงาตะ   ระหว่างทางที่นั่งรถไฟไปก็เริ่มรู้สึกว่ายิ่งจากโตเกียวมามากเท่าไหร่ยิ่งหนาวเท่านั้น สังเกตุจากสภาพวิวทิวทัศน์นะครับ เพราะในรถไฟอุ่นอยู่แล้ว แล้วผมก็คิดถูกเนื่องจากเจอหิมะบนพื้น

เซอร์ไพรส์มากครับ หิมะ แต่มีเซอร์ไพรส์มากกว่านี้ครับ อีกภาพหนึ่ง

มินาคามิเป็นเมืองที่คนโตเกียวและเมืองใกล้เคียงนิยมมาแช่ออนเซ็น เล่นสกี เพราะที่นี้มีลานสกีที่ขึ้นชื่อ มีภูเขาที่สวยงาม มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เป็นเมืองในฝันของคนรักสงบ หน้าหนาวเมืองนี้จะขาวดพลนไปด้วยหิมะวันที่ผมไปคุณป้าชาวญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้ไม่ค่อยหนาว แม่เจ้าที่ขนาดไม่หนาวผมเหลือแต่ตาเดิน 

สะพานข้ามแม่น้ำระหว่างทางจากสถานีรถไฟเข้าเมือง

พวกเราพร้อมมากที่จะไปแช่ออนเซ็น เพื่อนชาวญี่ปุ่นผมพราวทูพรีเซ็นมาก แต่ปรากฎว่าทั้งเมืองร้างครับ ปิดหมด ปิดหมดทุกอย่าง ตามภาพนี้เลยครับ

วันที่ 1 มกราคม ทุกคนก็ปิดบ้านนอนหมด พวกเราก็เดินเหงากัน 

เหงามากครับ มีเวลาสามชั่วโมงในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดฆ่าเวลาได้ดีเท่ากับการเดินเล่นในร้านแถวสถานีรถไฟ และนั่งคุยกับคุณป้าแถวนั้นครับ คุยรู้รื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทำให้เวลาผ่านไปเร็วมากครับ

คุณป้าเจ้าของร้านอาหารที่ผมแวะไปนั่งเมาท์มอยกับแก 

 

เมืองนี้ของดีก็คือสาเกครับ จริงๆ ดีหลายอย่างแต่ผมโพกัสแค่นี้เลย

ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาผ้าน่ารักมากเลยครับ มีโชว์ที่สถานีรถไฟ

ถึงเวลาอันสมควรพวกเราก็เดินทางไปด้วย JR Joetsu Line ไปยังยูซาวะ นีงาตะ ระหว่างทางก็คือเราจะผ่านลานสกี ภาพที่เห็นคือหิมะตกตลอดทาง ผมนี้ตื่นเต้นมากครับ รถไฟมาถึงสถานียูซาวะ พวกเรามุ่งหน้าไปสถานที่ที่ผมอยากไปมาก ซึ่งทริปนี้ตรงนี้คือไฮไลท์ครับ นั้นคือพิพิธภัณฑ์สาเก 

รวมมาทั้งเกาะเลยครับ

อย่าเอาอย่างตาลุงคนนี้นะครับ อันนี้คือรูปปั้นตรงหน้าทางเข้าครับ

 

Ponshukan Sake Museum ตั้งอยู่บริเวณสถรนีรถไฟอิชิโกะ ยูซาวะ รวบรวมสาเกจากทั่วประเทศ 132 ชนิด และที่สำคัญคือจ่ายค่าเข้า 500 เยน จะได้รับจอกสาเก และเหรียญสำหรับหยอดตู้สาเกอัตโนมัติ 5 เหรียญ ซึ่งแต่ละตู้ก็จะใช้จำนวนเหรียญเริ่มต้นที่ 1 เหรียญขึ้นไปตามแต่ความไฮโซของสาเก เราสามารถทดลองชิมเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัดตามแต่งบประมาณ และความแข็งแรงของร่างกายแค่อย่าล้มหงายเป็นลุงคนนั้นพอ เขาจำกัดอายุเข้านะครับ ต้อง18 ปีขึ้นไปตามกฎหมายญี่ปุ่น 

จอกวิเศษพร้อมกับป้ายแนะนำว่าเบอร์ไหนอร่อย

เบิกฤกษ์ด้วยเบอร์ 13 ครับ ไม่อ่านป้ายแนะนำแต่รู้ว่าอันแรกต้องเบอร์ 13

 

นอกจากสาเกแล้วที่นี้ยังมีเกลือและมิโซะสำหรับใช้กินคู่กับสาเก เหมือนที่เรากินของเปรี้ยวๆ กับยาดองนั้นเอง ที่ญี่ปุ่นกินของเค็มๆ แต่เกลือก็ไม่ได้มีแค่เกลือป่นสีขาวๆ นะครับ มีตามในภาพเลยครับชิมจนงง 

เยอะจนลืมนับครับ ที่เห็นในถ้วยคือเกลือครับ

ไม่ใช่ตู้ฝากของนะครับ ตู้กดสาเกครับ ยาวเต็มผนังเลยครับ

จุดจบสายแข็ง

เพลินเพลิดไปกับสาเกในตู้จำนวนมากจนหิว ถ้าคุณมากับครอบครัวภรรยาไม่ดื่มและลุกเล็กเด็กวัยรุ่นเข้าไม่ได้ ไม่ต้องกังวลภายในสถานีมีร้านอาหารมากมายและที่ช้อปปิ้ง ซึ่งพูดเลยว่าเพลินมาก นีงาตะเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดีของประเทศจึงทำให้ที่นี้มีผลิตภัณฑ์จากข้าว ไม่ว่าจะเป็นสาเก มิโซะ ขนมแซมเบ้ ข้าวสาร และ เครื่องสำอางที่ผลิตภัณฑ์จากข้าว 

ข้าวญี่ปุ่นคุณภาพดี

ข้าวญี่ปุ่นที่ห่อผ้ามาอย่าสวยงาม

ขนมจากข้าวราคาย่อมเยาว์

และสิ่งที่อยากให้ลองมากที่สุดคือข้าวปั้นครับ อร่อยมากครับ ข้าวของเขาคืออร่อยจริงๆ ก้อนใหญ่มาก 

 

นี้คือของจริงบนมือชายร่างใหญ่สูง 180 เซ็นติเมตร ข้าวปั้นใหญ่มากครับ ใหญ่จนผมต้องกินสองครั้งถึงจะหมด มีหลายใส้ให้เลือกไม่ว่าจะบ๊วย สาหร่ายหวาน ไข่ปลาแซลมอน ไข่ปลาค๊อดดอง หรือไส้ผักต่างๆ ราคาเริ่มต้นที่ 580 เยนเองครับ

ปิดท้ายด้วยภาพเหล่าขวดสาเกในภาพนี้ครับ

ทริปนี้พวกเราหารค่ารถกัน 5 คนเพียงคนละ 2พันกว่าเยน  ตีเป็นเงินก็ 500 กว่าบาท แต่ได้ไปเที่ยวถึงสามเมือง ได้ชิมของอร่อยมากมาย ได้เห็นหิมะตก และชมความสวยงามทั้งสองข้างทาง ขากลับผมก็นั่งรถสายเดิมแบบเดิมสถานีเดิมแบบขามาออกจากโตเกียวตอน 9โมงเช้า กลับถึงบ้านตอนเที่ยงคืนเศษๆ ใช่วันปีใหม่ได้คุ้มค่ามากครับ