
เป็นท่าอากาศยานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งในตอนแรกเปิดใช้แค่เที่ยวบินภายในประเทศ ในตอนนี้เป็นเสมือนท่าอากาศยานหลักประจำกรุงเทพฯ และยังเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่มีผู้เดินทางคับคั่งที่สุดในประเทศอีกด้วย

ถ้ำน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้น เมื่อกว่า 3 ล้านปีก่อน เป็นหนึ่งในสามสิ่งมหัศจรรย์ของถ้ำน้ำแข็งที่สำคัญของโลก แม้แต่สาเหตุของถ้ำก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ กลุ่มถ้ำน้ำแข็งทั้งหมดประกอบด้วยโพรงถ้ำ 11 ช่อง และอุณหภูมิต่ำกว่าลบสิบองศาตลอดทั้งปี ฤดูกาลทั้งสี่ในถ้ำนั้นงดงามมาก และทิวทัศน์ของผลึกน้ำแข็งที่ใสราวคริสตัล

เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในสมัยสงครามระหว่างรัฐ (จ้านกั๋วก่อนคริสต์กาล 403-221 ปี) อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของลั่วหยางนี้มีมาก่อนหน้านั้นยาวนานมานับพัน ๆ ปี เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การดำรงชีพและการปกครองของบรรพบุรุษชาวจีนมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยพื้นที่อันเป็นเมืองลั่วหยางในปัจจุบันก็ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

ถ้ำหินหลงเหมิน มีอายุราว 1,500 ปี เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยเว่ยเหนือ ค.ศ. 494 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง บูรณะ และต่อเติมยาวนานถึง 400 กว่าปีจนถึงยุคราชวงค์ถังและซ่ง มีความยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันยังคงหลงเหลือถ้ำผาแกะสลักอยู่จำนวน 2,100 กว่าคูหา โพรงแท่นบูชา 2,345 ช่อง ศิลาจารึกสลักอักษรจีนและหมายเหตุบันทึกต่างๆ อีก 3,600 กว่าหลัก รวมถึงเจดีย์พุทธ 50 กว่าแห่ง พระพุทธรูปสลักมากกว่า 100,000 องค์


หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเชื่อมโยงของมนุษย์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ "หมู่บ้านใต้ดินแห่งเดียวในโลก" จึงได้รับการขนานนามว่า "พิพิธภัณฑ์มีชีวิต" และเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งวัฒนธรรมเกษตรกรรมของจีน "เห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นบ้าน เข้าบ้านแต่ไม่เห็นประตู ได้ยินเสียงคนแต่ไม่เห็นตัว" คือคำจำกัดความที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหมู่บ้านใต้ดินแห่งนี้ บ้านใต้ดินเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับ "สี่เหลี่ยมจัตุรัส" ซึ่งคล้ายกับสี่ห้องของบ้านแบบจีนดั้งเดิม ทุกทิศของบ้านถูกกำหนดตามทิศในตำราหลักฮวงจุ้ยและออกแบบด้วยหลักการขุดดินจากบนลงล่าง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทั้งยังให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน โดยมีอุณหภูมิคงที่เฉลี่ย 10-20 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับนักเดินทางผู้รักประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครในดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และมนต์ขลังที่แฝงด้วยเรื่องราวของภูมิปัญญาจีนโบราณ!

ชาวจีนเรียกสุสานแห่งกองทัพของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ว่า “ฉินหย่ง” บ้างเรียก “ปิงหม่าหย่ง” โดยปิง หมายถึง ทหาร , หม่า หมายถึง ม้า , หย่ง หมายถึง หุ่น ซึ่งสุสานกองทัพมีทั้งหมด 3 หลุม ซึ่งชาวนาขุดพบโดยบังเอิญ ในปี ค.ศ. 1974 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น

เป็นเจดีย์แห่งวัดฉือเอิน สร้างเสร็จในปี 652 โดยถังเกาจง (หลี่จื้อ) ฮ่องเต้องค์ที่สาม แห่งราชวงศ์ถัง และ ได้นิมนต์พระภิกษุสวนจั้ง หรือรู้จักในนามพระถังซัมจั๋ง พระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยถัง ซึ่งใช้เวลากว่า 15 ปี จาริกไปถึงอินเดียและได้นำพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา กลับมาเผยแผ่ ในแผ่นดินจีนให้มาอยู่ที่วัดฉือเอินแห่งนี้ พระถังซัมจั๋งได้ใช้เวลาออกแบบและร่วมสร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ในวัดฉือเอินเพื่อใช้ในการเก็บรักษาพระไตรปิฎก ที่ท่านได้นำมาจากอินเดียและแปลเป็นภาษาจีนนับจำนวนกว่าพันเล่ม

ถนนคนเดินวัฒนธรรมสมัยราชวงศ์ถัง ต้าถัง ถนนราชวงศ์ถัง ถนนคนเดินวัฒนธรรมราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ถัง ถนนคนเดินวัฒนธรรมถัง
อิสระช้อปปิ้งตามใจท่าน


เป็นท่าอากาศยานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งในตอนแรกเปิดใช้แค่เที่ยวบินภายในประเทศ ในตอนนี้เป็นเสมือนท่าอากาศยานหลักประจำกรุงเทพฯ และยังเป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่มีผู้เดินทางคับคั่งที่สุดในประเทศอีกด้วย