บทความเที่ยวผ่านทัวร์ครับ โดย Nook

ยิ่งเที่ยว ยิ่งรัก 12 เหตุผล ทำไมต้องไป "เที่ยวกับแฟน"

ยิ่งเที่ยว ยิ่งรัก 12 เหตุผล ทำไมต้องไป "เที่ยวกับแฟน"

Jan 18, 2019

จากผลสำรวจความคิดเห็นของคู่รักถึง 1,000 คู่เกี่ยวกับความเข้าใจว่าการเดินทางส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างไรบ้าง เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม (63%)  ระบุว่าการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันนั้นส่งผลที่ดีต่อความสัมพันธ์ ทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและน่าตื่นเต้นที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้อีกด้วย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ไปดูกันเลยครับ 1. มีการตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ร่วมกัน การตกลงไปเที่ยวสถานที่ใดที่หนึ่งร่วมกัน จะต้องมีการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ความคาดหวัง และความปราถนาไปในทิศทางเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเส้นทางไปเที่ยว กิจกรรมระหว่างทาง หรือแม้แต่การเลือกว่าจะกินอะไรดี และเพื่อที่จะไปให้ถึงจุดมุ่งหมายนั้นทั้งสองคนจะต้องมีแบ่งปันทัศนคติ ความคิดเห็น ตลอดจนการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ   2. ได้ทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนข้อจำกัดระหว่างกัน การเดินทางไม่เพียงเผยให้เห็นเฉพาะโลกภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโลกภายในของกันและกันด้วย ทำให้รู้ว่าแต่ละคนมีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอย่างไรบ้าง จะช่วยอีกฝ่ายหาวิธีเติมเต็มได้อย่างไร มีตรงไหนที่เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางร่วมกันครับ 3. มีการสื่อสารที่ดีขึ้น จากการสำรวจพบว่าคู่รักที่เดินทางด้วยกัน จะมีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันและมีความขัดแย้งน้อยกว่าคู่รักที่ไม่ได้เดินทางด้วยกัน การเดินทางทำให้พวกเขาเข้าใจและอดทนต่อกันมากขึ้น  ทำให้ต้องร่วมมือกันและคอยคิดหาวิธีตกลงกันให้ได้ สถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจร่วมกันนี้จะทำให้คุณสองคนสื่อสารกันได้ดีขึ้นและเข้าใจซึ่งกันและกัน แถมยังได้รู้จักการให้ การเสียสละเพื่ออีกฝ่าย ซึ่งจะทำให้ชีวิตรักของพวกคุณมีความสุขเพิ่มขึ้นครับ 4. สร้างความทรงจำร่วมกัน การเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ จะช่วยให้คุณได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีร่วมกันและประทับอยู่ในใจ  การพาแฟนเที่ยวจะยิ่งทำให้คุณสองคนเติบโตไปด้วยกัน และเมื่อการผจญภัยสิ้นสุดลง ทั้งคู่ก็จะมีความทรงจำอันสุดพิเศษที่มีแค่คุณสองคนเท่านั้นเป็นพยานรับรู้ครับ 5.แสดงให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน เนื่องจากทั้งทริปนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา ทำให้คุณสามารถสังเกตถึงรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นการแสดงออกถึงตัวตน พฤติกรรม และความเคยชินของอีกฝ่าย เช่น อาจจะนอนกรน เข้าห้องน้ำนานมาก เป็นคนจุกจิก หรือเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้เราค้นพบตัวตนที่แท้จริงจากการเที่ยวกับแฟนและยังเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองคนในอนาคตได้ครับ 6.รู้จักการสร้างอารมณ์ขันเพื่อรักษาสถานการณ์ บ่อยครั้งที่เวลาไปเที่ยวแล้วต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นอย่างใจ ตั้งแต่ไฟลท์ดีเลย์ กระเป๋าสตางค์หาย ไปจนถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างแผนที่ไม่ตรงกับสถานที่จริง หรือร้านอาหารที่ตั้งใจต่อคิวยาวไม่อร่อยดังหวัง เราสามารถสังเกตนิสัยแฟนได้จากปฏิกิริยาที่เขาหรือเธอมีต่อสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กดดันและเคร่งเครียด ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่สำคัญก็คือการมองโลกในแง่ดี  รู้จักการสร้างอารมณ์ขันเพื่อรักษาและแก้ไขสถานการณ์ ให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีความสุขและเป็นทริปที่น่าประทับใจ นอกจากนี้ในอนาคตคุณก็สามารถหาวิธีปรับตัวเข้าหากันได้ง่ายขึ้นด้วยครับ 7.คงความโรแมนติกไว้ ตรงนี้เป็นเรื่องหลักที่แตกต่างจากคู่รักที่ใช้เวลาดูหนัง หรืออ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ในฐานะคู่รักที่ใช้เวลาเดินทางด้วยกัน จะมีการแสดงออกถึงความโรแมนติกออกมาตามธรรมชาติ นี่เป็นเหตุผลที่ 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามในการสำรวจคู่รักเดินทางกล่าวว่าความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงมีความโรแมนติกอยู่แม้จะกลับจากทริปแล้วก็ตาม เมื่อเทียบกับ 73% ของคู่รักที่ไม่เคยเดินทางร่วมกันครับ 8.อยู่กับช่วงเวลาที่เป็นปัจจุบัน ในขณะที่คู่รักอื่น ๆ ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยกัน มักกังวลเกี่ยวกับอนาคตและสร้างข้อสงสัยในความสัมพันธ์ แต่คู่รักที่เดินทางร่วมกันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น เนื่องจากพวกเขาจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวระหว่างกันและกัน การเดินทางร่วมกันช่วยให้พวกเขาไม่ต้องใช้สมองไปกับการคิดคำนึงหรือหวาดระแวงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตเท่าไหร่นัก เพราะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ และสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ทำให้พวกเขามีเวลาชื่นชมกับช่วงเวลาที่เป็นปัจจุบันมากกว่านั่นเอง 9.ให้อภัยกันมากขึ้น ระหว่างการเดินทางด้วยกันนั้น มีโอกาสมากมายที่จะทำให้คุณเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ รวมถึงความไม่พอใจในความคิดเห็นหรือตัวตนของอีกฝ่าย คู่รักที่เดินทางด้วยกันจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการให้อภัยซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วและก้าวต่อไปครับ 10.ได้เรียนรู้ร่วมกัน การเดินทางเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้เปิดโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ บนเครื่องบิน ไปขับรถเที่ยว หรือกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน การไปเที่ยวกับแฟนทำให้คุณได้มีโอกาสใช้เวลาพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับทุกด้านของชีวิตแต่ละฝ่าย รวมไปถึงได้รับรู้ความคิดเห็น คุณค่า อุดมการณ์ ความกลัว และแรงบันดาลใจที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัวในชีวิต นอกจากคุณจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างแล้ว คนรักของคุณก็เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน 11.มิตรภาพแน่นแฟ้นมากขึ้น   ยิ่งคุณใช้เวลาเที่ยวกับคนรักของคุณนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความผูกพันกับคนรักของคุณมากขึ้นเท่านั้น รวมทั้งยังสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้น อันจะเป็นปัจจัยให้ความสัมพันธ์ของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน ภายหลังจากการได้แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน คุณและคนรักก็จะกลายเป็นมากกว่าแค่แฟนหรือเพื่อนร่วมทาง แต่จะกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตที่จะสามารถอยู่เคียงข้างคุณไปตลอด 12.เคารพพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันนั้น ทั้งสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันเกือบจะตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ยังมีบางช่วงจังหวะเวลาที่อีกฝ่ายต้องการความเป็นส่วนตัว คู่รักที่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายๆ เคารพในความเป็นส่วนตัวยามที่อีกฝ่ายต้องการใช้ความคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหน่ึงต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ครับ บทความโดย : นันทรัช ชมภูแสง Content Writer ประจำเว็บไซต์ GoBear ผู้หลงใหลการอ่านหนังสือและเชื่อมั่นในพลังของการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเรื่องราว  มีความสุขกับการฟังเพลง ดูซีรีส์ และทุกอย่างที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น   บทความแนะนำจากทัวร์ครับ >>แนะ 8 เทคนิคเที่ยวอย่างสบายใจ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน !<<  

อ่านเพิ่มเติม
วิวฝรั่งเศสหลักพัน !! 3 วัน 2 คืน ที่ Ba Na Hills ดานัง เวียดนาม
วิวฝรั่งเศสหลักพัน !! 3 วัน 2 คืน ที่ Ba Na Hills ดานัง เวียดนาม

Jan 16, 2019

Ba Na Hills นั้นถือว่าเป็นที่พักตากอากาศที่ดีที่สุดของเวียดนาม และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งเลยครับ อยู่ห่างจากตัวเมืองดานังประมาณ 40 กิโลเมตร และต้อง นั่ง Cable Car ขึ้นเขาไปอีกนะครับ เพราะฉะนั้นที่นั่นจะมีอากาศที่ดีมากๆ อากาศเย็นสบายเกือบทั้งปีเลย ด้านบน Ba Na Hills ถือว่าเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งเลยล่ะ เพราะมีทั้งโรงแรม , ร้านค้า , ร้านอาหาร , สปา , บาร์ , สวนสนุก , วัด และ สวนดอกไม้ อยู่ด้านบนนั้น เรียกได้ว่าเที่ยวได้เพลินๆ ไปเลยล่ะ และแน่นอนว่าสำหรับแฟนๆ ทัวร์ครับ เราเลยขอจัดรีวิวเบาๆ มาให้กัน ไปอ่านกันเลยครับ  แผนที่ : Ba Na Hills เริ่มจากการเดินทาง ถ้าหากอยากสะดวกสบาย แนะนำให้นั่งเครื่องบินตรงลงที่ดานังเลยครับ จากนั้นให้ต่อรถเท็กซี่ (ย้ำ! บอกแท็กซี่ให้กดมิเตอร์ด้วยนะครับ) บอกเค้าว่าไป Ba Na Hills Cable Entrance หรือทางขึ้น Cable Car นั่นเอง ซึ่งถ้าหากเราพักที่ โรงแรม Mercure ก็จะมี Station ส่วนตัว แต่ถ้าหากพักที่โรงแรมอื่นๆ ก็ใช้ Station ปกติครับ หลังจากที่ขึ้นกระเช้าแล้ว เราก็เตรียมตัวฟินกันเลย ใครที่กลัวความสูงอาจจะไม่อินนัก แต่เชื่อเถอะว่าวิวสวยมากนะครับ ผ่านน้ำตก และทิวเขา ก่อนจะเป็นด่านสุดท้ายคือเมฆหมอก และได้เห็นภาพที่สวยงามของ Ba Na Hills เลยครับ อยากจะกรี๊ดดังๆ มันสวยมากกกก สวยจริงๆ ดีงามเวียดนามเหนือมากๆ เลยคุณ! พอลงจากกระเช้าแล้ว เราขอแนะนำให้เช็คอินเข้าโรงแรมเพื่อฝากกระเป๋ากันก่อนเลย เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาค้างคืนแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวแบบมาเช้า - เย็นกลับอีกเพียบ ด้วยเพราะที่นี่มีอากาศที่เย็นสบาย ต่างจากด้านล่างที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ทำให้หลายๆ คนก็เลือกหลบร้อนมาที่นี่ครับ เมื่อฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็สะพายกล้องออกไปท่อง Ba Na Hills กันได้เลย เดินเล่นกับอากาศเพลินๆ วิวสวยๆ ถ่ายรูปกันไปหลายแชะเลย คือมันสวยจริงๆ นะครับ มองไปทางไหนก็ได้ฟีลความเป็นยุโรปสุดๆ ถ้าหากหิวแล้วก็สามารถเลือกร้านอาหารที่มีอยู่รอบๆ ได้เลย แต่จะมาหาทานเฝอที่นี่บอกเลยว่าไม่มีนะจ๊ะ เพราะวิวแบบนี้ ฝรั่งเศสขนาดนี้ ก็ต้องอาหารยุโรปสิจ๊ะ! แต่...เรามีอีกร้านนึงที่อยากจะแนะนำมากๆ ทางที่ดีคือจองล่วงหน้าไปเลย คือ ร้าน Morin Restaurant อยู่บนตึกของสถานี Cable Car เลย ที่นี่จะได้วิวแบบ Panorama จากที่สูง สามารถมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศาเลยล่ะ พอท้องอิ่มแล้ว ก็ออกมาเดินย่อยกันต่อเลย แนะนำเดินไปที่โบสถ์ ที่จำลองมาจากโบสถ์ Notre-Dame ในกรุงปารีส ขอบอกว่าสวยมากๆ มีน้ำพุด้านหน้า ที่มักจะมีการแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้เราได้เพลิดเพลินอยู่เสมอ อ้อ! หลังตะวันตกดินไปแล้ว บรรยากาศก็สวยไม่แพ้กันเลยนะครับ มีความโรแมนติกเบาๆ แถมคนยังไม่เยอะเท่าตอนกลางวันด้วย ใครที่ไม่ชอบความวุ่นวาย และอินเลิฟกับแสงสี ก็อย่าลืมมาหาที่นั่งชิลๆ ตอนค่ำๆ กันได้ครับ แต่ใส่เสื้อผ้าหนาหน่อยนะครับ เพราะอากาศก็จะเย็นลงกว่าตอนกลางวันเยอะเลย ตื่นเช้ามาอีกวัน แนะนำให้ตื่นแต่เช้า เพื่อออกไปถ่ายรูปอีกรอบ ยิ่งเช้าเท่าไหร่คนยิ่งน้อย นกที่ตื่นก่อนคือนกที่ได้เปรียบ อิอิ รับรองว่ายอมตื่นเช้ากว่าเดิมนิด เพื่อให้ได้รูปที่สวยกว่าเดิมก็คุ้มครับ ที่สำคัญ ให้รีบไปที่ สะพาน Golden Bridge หรือสะพานที่มีรูปมือโอบอุ้ม ก่อนใครเป็นอันดับแรก เพราะหากสายหน่อยแล้ว ที่นี่จะคาคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย ถ่ายรูปออกมามีแต่คน ไม่สวยน๊าาาา เสร็จจากการลั่นชัตเตอร์ที่สะพานจนหนำใจ ให้ไปต่อที่สวนดอกไม้เลยครับ ใครที่ชอบดอกไม้ต้องมาที่นี่ เพราะมีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์สีสันสวยงามเต็มไปหมด โดยเฉพาะดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสุดสวย ยิ่งเคล้าไปกับหมอกจางๆ อากาศเย็นๆ ยิ่งฟินเป็นเท่าทวีคูณ หากใครยังพอมีเวลา ขอแนะนำให้เข้าไปปลดปล่อยความเป็นเด็ก ที่สวนสนุกครับ อาจจะไม่ได้หรูหรา หรือน่าตื่นตาตื่นใจเท่า Universal Studio หรือ Disneyland แต่ก็ถือว่าได้บรรยากาศไปอีกแบบ เพราะได้เล่นเครื่องเล่นบนยอดเขาสูงขนาดนี้ และก่อนจะลงจาก Ba Na Hills ก็อย่าลืมเช็ครูปที่ถ่ายดีๆ เผื่อรูปไหนไม่สวย มุมไหนยังไม่โอ ภาพไหนยังไม่ถูกใจจะได้ไปถ่ายซ่อมกันก่อน มาทั้งทีต้องให้ทริปนี้สมบูรณ์แบบ 100% นะครับ แนะนำว่า ถ้าหากจะลง Cable Car ให้ลงในช่วงบ่ายๆ อย่าค่อนไปทางช่วงเย็นมากนัก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากจะลงในช่วงเย็นกัน ช่วงบ่ายคนจะน้อย เราก็ไม่ต้องไปแย่งกับใคร เผลอๆ อาจจะได้นั่งฟินๆ ไปแค่แก๊งเราก็ได้ ทีนี้ก็ได้ถ่ายรูปสบายอีกแหละ  มาทริป Ba Na Hills พกแบตกล้องมาเยอะๆ นะครับ รับรองว่าลั่นชัตเตอร์กันเพลินจนแบตหมดแน่นอน : )   ติดตามเรื่องราวใหม่ๆได้ที่ >> ทัวร์ครับพาเที่ยว   

อ่านเพิ่มเติม
ไม่ได้มีดีแค่ Universal! พาเที่ยว Skyline Luge สุดเหวี่ยงที่เกาะ Sentosa
ไม่ได้มีดีแค่ Universal! พาเที่ยว Skyline Luge สุดเหวี่ยงที่เกาะ Sentosa

Jan 15, 2019

ซึ่งกิจกรรมที่โดดเด่นของสิงคโปร์ ก็มีตั้งแต่การเดินเล่นชมสวนดอกไม้ และพืชพันธุ์นานาชนิด ที่ Gardens by the Bay, การช้อปปิ้งที่ย่านถนนออชาร์ด, การหาของอร่อยๆ รับประทานที่ย่านไชน่าทาวน์, ไปชม Aquarium หรือสิงคโปร์ Zoo หรือข้ามไปยังเกาะ Santosa เพื่อสนุกเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นที่สวนสนุกระดับโลกอย่าง Universal Studio Singapore แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เกาะซาโตซ่า ที่หลายๆ คนไม่รู้ว่ามีอยู่ และสนุกไม่แพ้การเข้าไปเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก นั่นก็คือ Skyline Luge ครับ แผนที่ : Skyline Luge จริงๆ ต้องแยกกันก่อนนะครับ เพราะ Skyline คือกระเช้าที่พาเราขึ้นไปยังจุด Start ของ Luge ส่วนเจ้า Luge เนี่ยคือรถคันเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก โดยเราบังคับได้แค่พวงมาลัยซ้าย - ขวา เท่านั้นครับ หมายความว่าเราก็ปล่อยให้ Luge วิ่งลงมาตามทางที่เป็นทางลาดลง แล้วเราก็บังคับพวงมาลัยตามทางเท่านั้นเอง ซึ่งความสนุกนี้สามารถเล่นได้ตั้งแต่เด็กๆ ที่มีความสูงตั้งแต่ 85 เซนติเมตรขึ้นไป จนไปถึงผู้สูงอายุเลยล่ะครับ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดน๊าาาา มาถึงวิธีการเล่นเจ้า Luge กันบ้าง อันดับแรกเลยคือเราต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งเจ้าตั๋วนี้เค้าจะขายเป็นแพ็คเกจ คือ Skyline + Luge นะครับ ซึ่งต่อให้ใครไม่เล่น Luge แต่อยากขึ้น Skyline ก็ต้องซื้อแพ็คอยู่ดี ส่วนถ้าใครไม่อยากขึ้น Skyline แต่จะเล่น Luge ก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะจุดเริ่มต้นของ Luge นั้นอยู่บนภูเขานั่นเองค่า พอเราซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ไปต่อคิวเตรียมขึ้น Skyline กันเลย เป็นกระเช้านั่งได้ 2 คน พร้อมๆ กับบรรทุกเจ้ารถ Luge ขึ้นไปด้วย ชมวิวเพลินๆ รวมถึงดูเส้นทางที่รถ Luge ของเราจะวิ่งคร่าวๆ แป๊บเดียวก็ถึงจุด Start แล้วล่ะครับ เมื่อมาถึงที่ จุด Start ด้านบนแล้ว เราก็มาต่อคิวกันเลย ก่อนที่จะลงสนามจริง เค้าจะสอนวิธีบังคับ Luge และให้เราทดลองขับผ่านสิ่งกีดขวางก่อนด้วย เพื่อให้เราชินกับเจ้ารถ Luge และชินกับวิธีการบังคับนั่นเอง เมื่อเราพร้อมแล้ว ก็เริ่มลงสนามจริงได้ ใครชอบความหวาดเสียวก็จัดเต็มปล่อยเจ้า Luge ไหลไปได้แบบสุดเหวี่ยง แล้วค่อยๆ แตะเบรกเมื่อถึงทางโค้งก็พอ แต่ถ้าใครชอบ Play Safe แบบว่าปลอดภัยไว้ก่อน ก็ค่อยๆ แตะเบรก แล้วปล่อยรถลงมาช้าๆ ก็ได้ครับ แต่เอาจริงๆ เราว่ามันไม่น่ากลัวเลยล่ะ เพราะทางเค้าออกแบบมาดีมากๆ ที่มีก็มีแต่ความเสียว และสนุกสุดเหวี่ยงแค่นั้นเอง (เอาจริงๆ แอบรู้สึกว่า Skyline น่ากลัวกว่าอีก เพราะมันสูงงง) เมื่อมาถึงด้านล่างแล้ว ก็คืนรถ Luge และหมวกกันน็อคให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นการเสร็จสิ้นความสนุกในรอบนี้ หรือถ้าใครติดใจอยากจะเล่นอีกรอบก็สามารถซื้อตั๋วแล้ววนขึ้นไปอีกรอบก็ได้ไม่ว่ากันครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วเล่นรอบเดียวก็เกินพอ เอาเวลาที่เหลือไป Enjoy กับส่วนอื่นๆ บนเกาะ Santosa ดีกว่า  สำหรับกิจกรรมที่แนะนำให้ทำเพิ่มเติมเมื่อมายังเกาะ Santosa ที่ไม่ใข่การเข้า Universal Studio Singapore กับ Aquarium นั้น ก็มีการนั่งรถไฟไปยังสถานี Beachfront เพื่อเดินเล่น อาบแดด ริมชายหาด หรือใครอยากจะลงเล่นน้ำทะเลก็ตามสะดวก แล้วก็การขึ้นไปชมวิวด้านบน Merlion ที่อยู่บนเกาะเซนโตซ่า ที่เค้าบอกกันว่าเป็น Merlion ตัวพ่อนั่นเอง โดยด้านบนจะเห็นวิวได้รอบเกาะเลยล่ะครับ มองเห็นชายหาด มองเห็นเข้าไปถึงด้านใน Universal Studio Singapore เลยล่ะ เอาจริงๆ ที่เกาะ Sentosa ก็มีกิจกรรมให้ทำเยอะเหมือนกันนะครับ แล้วยิ่งใครที่มากันแบบครอบครัว มีเด็กๆ น่าจะยิ่ง Happy กับเกาะแห่งนี้กันอย่างแน่นอนเลยล่ะ วันหยุดยาวครั้งนี้อย่าลืมหาเวลาบินมาเที่ยวสิงคโปร์ แล้วแวะมาเยือนเกาะ Sentosa กันนะครับ รับรองว่าได้รับความประทับใจ และความทรงจำดีๆ กลับไปอย่างแน่นอนเลย   อ่านบทความแนะนำจาก ทัวร์ครับ >>8 ร้านอาหารยอดนิยม!! ตะลอนกินฟินๆที่สิงคโปร์<<    

อ่านเพิ่มเติม
ซื้ออะไรดีที่อินเดีย? รวม 10 ของฝากจากอินเดีย ราคาเบาๆสไตล์คนประหยัด
ซื้ออะไรดีที่อินเดีย? รวม 10 ของฝากจากอินเดีย ราคาเบาๆสไตล์คนประหยัด

Jan 11, 2019

สำหรับใครที่กำลังจะไปอินเดีย หรือมีแผนจะไป ทัวร์ครับ ขอเอาของฝากสุดฮิตเหล่านั้นมาแนะนำกัน เผื่อจะได้เลือกหยิบถูกนะครับ ไปดูกันครับว่าของฝากจากอินเดียเนี่ยมีอะไรบ้าง 😍  1.ผ้าพัชมีนา ใครที่มีญาติผู้ใหญ่ น่าจะถูกใจของฝากชิ้นนี้อย่างแน่นอนครับ อันที่จริงพัชมีนา 100% จะหมายถึงขนแพะบริสุทธิ์จะไม่มีไหมหรือเส้นใยอย่างอื่นมาปน แต่ที่เป็นที่นิยมคือ พัชมีนาที่เป็นขนแพะ 70% และเป็นไหม 30% มากกว่า โดยราคาของผ้าพัชมีนามีตั้งแต่หลักร้อย - หลักพัน แล้วแต่เกรดของเนื้อผ้าครับ 2.ลิปบาล์ม Himalaya Herbals Lip Balm cr.sharitybox.com/Jeban.com ของฝากจากอินเดีย อันดับหนึ่งเลยสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาอินเดียแล้วต้องซื้อกลับไป เพราะสรรพคุณของเจ้าลิปบาล์ม Himalaya นั้นคือแก้เรื่องริมฝีปากที่แห้ง ลอก แตกได้ดีมากๆ แถมราคาก็ถูกมากด้วยนะครับ ตกอันละ 20 บาทเท่านั้น! ส่วนมากก็ซื้อยกโหลกันเลยทีเดียว และหาซื้อง่ายๆ ตามร้านค้าที่สนามบินก็มีครับ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ จากแบรนด์ Himalaya ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น ครีมทาหน้า หรือโฟมล้างหน้า เป็นต้น 3.ยา Pudin Hara ยี่ห้อ Dabur ยาชื่อดังตัวจี๊ดของฝากจากอินเดีย ดินแดนภารตะ เหมาะสำหรับคนที่มีแก๊สในกระเพาะเยอะ จริงๆ มีหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่เราว่าดีมากๆ เลยคือยี่ห้อ Dabur ครับ เวลาไปซื้อต้องบอกยี่ห้อให้ชัดเจนด้วยนะครับ ลักษณะยาจะเป็นเม็ดกลมๆ เห็นน้ำสีเขียวด้านในที่สกัดมาจากสะระแหน่ ขอบอกก่อนว่าเวลากินคือต้องรีบกลืนนะ แล้วมันจะไปเย็นๆ ในท้อง ชั่วขณะเดียวก็เรอเอิ้กอ้าก สบายพุงกันไปเลยยยยย 4.เครื่องประดับอินเดียนสไตล์ เป็นของฝากที่หาซื้อในอินเดียง่ายไม่แพ้ผ้าพัชมีนาเลยครับ เพราะเครื่องประดับนั้นมีวางขายกันเยอะมากกก ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนเหล่าเครื่องประดับเหล่านี้ก็มีอยู่ทุกพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็นของฝากที่นิยมสุดๆกันเลยทีเดียว ข้อแตกต่างของแต่ละร้านจะเป็นลวดลายบนเครื่องประดับที่แตกต่างกันไปครับ บางร้านสามารถสั่งทำตรงหน้าร้านกันเลยล่ะ ถ้าใครไปเที่ยวอินเดียแล้วอยากหาดูของฝากจากอินเดียที่ราคาไม่แพง เครื่องประดับเหล่านี้ก็เป็นทางออกที่ดีไม่น้อยเลยครับ      5.ชายี่ห้อ Taj Mahal รู้กันไหมว่าชาที่อินเดีย หอม และอร่อยมากกก แนะนำว่าให้ลองชิมดู โรงแรมส่วนใหญ่มักมีให้ในมินิบาร์อยู่แล้ว หรือหากโรงแรมที่เพื่อนๆ ไปพักไม่มีก็ลองสั่งจากห้องอาหารโรงแรม หรือออกมาซื้อตามร้านค้าชิมดูครับ เราว่าดีงาม หอมอร่อยมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยี่ห้อ Taj Mahal ที่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตทีไร ชั้นวางโล่งทุกทีเลยครับ 6. ปากกา Linc หลายคนอาจจะเอ๊ะ ปากกาเนี่ยนะ? ใช่จ้าาา ปากกานี่แหละจ้า ต้องยี่ห้อ Linc ด้วยนะเออ เพราะมันเขียนดี เขียนลื่นถูกใจเจ้มากๆ แถมราคายังถูกจนตกใจ ด้ามละสามบาทเท่านั้น! แนะนำซื้อไปเลยร้อยด้าม ฝากเพื่อนๆ แล้วก็เก็บไว้ใช้เอง ปีนึงยังไม่หมดเลยอ่ะ มีทั้งแบบหมึกและแบบเจลนะครับนอกจากนี้ยังมีปากกา Parker ที่โด่งดั่งในวงการผู้บริหารที่น่าซื้อเป็นของฝากเช่นเดียวกัน เพราะที่อินเดียราคาถูกกว่าที่ไทยครึ่งต่อครึ่งเลยล่ะ 7.Rose Water ใครที่ชอบใช้สเปรย์น้ำแร่ อยากให้ลองเจ้า Rose Water หรือ น้ำกุหลาบสกัด 100% นี้จากอินเดียดูแล้วจะติดใจครับ เพราะให้ความชุ่มชื้นสูงมาก แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกุหลาบอีก ฉีดก่อนแต่งหน้า จะทำให้เครื่องสำอางติดง่ายขึ้น และฉีดหลังแต่งหน้าก็จะทำให้หน้าขาวเด้ง เครื่องสำอางอยู่ทนตลอดวัน เจอเหงื่อเจอความร้อนก็ไม่เยิ้มนะจ๊ะนายจ๋า แนะนำยี่ห้อ Dabur และ VLCC ครับ 8.ขนม Haldiram’s หน้าตามันจะคล้ายๆ กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือขาไก่ ที่นำมาผสมกับเครื่องเทศรสต่างๆ บางรสก็ผสมถั่วบ้างอะไรบ้าง มีหลากหลายรสชาติและหลากหลายยี่ห้อเลย แต่ยี่ห้อนี้เราว่าอร่อยสุด เป็นขนมที่เอาไว้ทานเพลินๆ ระหว่างดูหนัง หรือเป็นกับแกล้มในวงสังสรรค์ก็เวิร์คเหมือนกัน แต่ทานมากไปก็ไม่ดีนะครับ เพราะมันคือขนมอ่ะ ไม่ได้ให้คุณค่าทางสารอาหารสักเท่าไหร่ 9.ที่เขียนขอบตา Maybelline ใครที่อยากมีดวงตาคมเข้มแบบสาวอินเดีย ต้องโดนเครื่องสำอางตัวนี้เลยครับ จริงๆ มันเรียกว่า Kajal บ้านเราก็มีขายที่เป็นแท่งๆ สีดำ แต่จะบอกว่าคนอินเดียจริงๆ เค้าไม่ใช้กันนะฮืมม เค้าใช้ของ Maybelline เลย เพราะเค้าทำออกมาเฉพาะวางขายที่อินเดีย มีชื่อเรียกว่า Maybelline The Colossal Kajal แท่งละร้อยกว่าบาท หาซื้อได้ตามห้าง ในพวกร้าน Watson หรือ Boots ครับ เขียนชัดติดทน และกันน้ำด้วยนะ สาวๆบอกต่อกันว่ามันเวิร์คมากๆ 10.มันฝรั่ง Lay’s ใช่ละครับ อ่านไม่ผิดหรอก จริงๆ เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ เราจะชอบเข้าไปซูเปอร์มาร์เก็ตเค้าเพื่อซื้อขนมพวกนี้มากเลยนะ เพราะมันมักจะมีรสชาติแปลกใหม่ที่น่าลองในแต่ละประเทศ สำหรับที่อินเดียก็จะมีรสอย่างเช่น มะเขือเทศที่ผสมกับเครื่องเทศของเค้า , รสมาซาล่า , รสเครื่องแกงต่างๆ อร่อยดี ซื้อเป็นของฝากก็ไม่น่าเกลียด แต่อาจจะเปลืองที่ในกระเป๋านิดหน่อยครับ   และนี่ก็เป็น 10 ของฝากน่าตำจากอินเดีย ที่ทัวร์ครับขอเอามาแนะนำกัน ใครว่าไปอินเดียไม่มีอะไรให้ซื้อ เอาบทความนี้ไปเถียงได้เลยนะครับ แต่ละอย่างที่เราคัดมาให้ เราเลือกสรรมาอย่างดี ว่ามันเวิร์คมากๆ และหวังว่าคงจะถูกใจเพื่อนๆ ทุกคนน๊า หากชอบบทความนี้ก็อย่าลืม ไลค์ & แชร์ให้กันด้วยนะครับ 😘    บทความที่ทัวร์ครับแนะนำ >>7 อาหารอินเดียนสไตล์..มาเที่ยวอินเดียกินอะไรดีนะ ??<<  

อ่านเพิ่มเติม
ตามรอยพี่ไม่มีท้องร้อง!! รวมสุดยอด 10 ร้านอาหารในเกาหลี ไปทั้งทีต้องไปลอง
ตามรอยพี่ไม่มีท้องร้อง!! รวมสุดยอด 10 ร้านอาหารในเกาหลี ไปทั้งทีต้องไปลอง

Jan 11, 2019

ซึ่งใน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่นักท่องเที่ยวไทยเรานิยมไปนั้น ก็มีร้านอาหารให้เลือกมากมายเลยล่ะ แต่จะไปแบบมั่วๆ สุ่มๆ ก็อาจจะเจอร้านที่ไม่อร่อยได้ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเสี่ยงดวง แต่สามารถมุ่งตรงไปยังร้านได้เลย ทัวร์ครับ เลยรวบ รวม 10 ร้านอาหารอร่อยในเกาหลี มาให้ทุกคนไว้ที่นี่แล้ว เตรียมปากกามาจดได้เล้ยยยย 🍝 🍜 🍲 🍛 1.Momo Steak ใครที่เป็น Beef Lover จดชื่อร้านอาหารเกาหลีนี้ไว้ให้ดีๆ เพราะที่นี่คุณจะได้กินเนื้อที่อร่อยมาก ในราคาเบาๆ สบายกระเป๋า !!! ร้านนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยฮงอิก อยู่ชั้น 2 นะครับ เดินมาแถวๆ สนามเด็กเล่นแล้วมองขึ้นมาก็จะเห็นพอดี เมนูที่ recommended เลยก็คือ สเต็กเนื้อหั่นเต๋า และเบอร์เกอร์เนื้อแฮมเบิร์ก บอกเลยว่าเนื้อนุ่มสุดๆ แถมเครื่องเคียงก็อร่อย ไม่อยากให้พลาดร้านนี้เลย 2. Bukchon Son Mandu ร้านดังในย่านหมู่บ้านโบราณบุกชนฮันอก ร้านอาหารเกาหลี ที่บอกเลยว่าไปทีไรก็ต้องต่อคิวทุกครั้ง !!! ด้วยรสชาติอาหารที่อร่อยมาก และราคาไม่แพงเลย ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยวเองและชาวเกาหลี ก็ต้องแวะมาทานร้านนี้อยู่เรื่อยๆ เมนูแนะนำเลยก็คือ ออเดิร์ฟเกี๊ยว 3 อย่าง (นึ่ง ต้ม และทอด) และบะหมี่เย็นครับ ทานคู่กันเข้ากันดี๊ดี 3. Saemaeul Sikdang cr.wongnai.com ร้านหมูย่างเกาหลีขวัญใจคนไทยเรา มีหลายสาขาเลยนะ แต่ที่ฮิตๆ ก็คงเป็นสาขาตรงมหาวิทยาลัยฮงอิก คนอาจจะเยอะไปนิดเพราะทั้งนักท่องเที่ยวเอง ทั้งวัยรุ่นเกาหลีเองก็ต่างมาทานกันเพียบ แต่ไม่ต้องห่วงใครรอคิวไม่ไหว เพราะสามารถมาได้ทุกช่วงเวลา เพราะร้านอาหารเกาหลีร้านนี้เค้าเปิด 24 ชั่วโมงกันไปเลยย หิวหมูย่างตอนตีสามก็มากินได้ โอ๊ยย ดีงาม อยากให้ที่ไทยมีบ้างจัง 4.  Noona Hol Dak ลืมมมมมไก่ทอดร้านดังทั้งหลายในเมืองไทยไปได้เลยครับ เพราะร้านนี้คือความ Original ที่แท้ทรู อยู่แถวๆ เมียงดงนะครับ เดินเล่นเพลินๆ เจอร้านก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย (แต่จริงๆ เค้ามีหลายสาขานะ) ที่นี่ก็มีไก่ให้เลือกหลายแบบ อยากแทะฟินๆ ก็เลือกสั่งแบบมีกระดูก อยากทานสบายๆ ก็แบบ Boneless จัดไป จะคลุกซอสอะไร หรือไม่คลุกก็บอกเค้าได้หมด แถมยังมีออเดิร์ฟเป็น popcorn อร่อยๆ ให้ทานเพลินๆ ระหว่างรอไก่ด้วยน๊า 5. Sopoong food cafeteria cr.aromasian.com กลับมาที่ย่านมหาวิทยาลัยฮงอิกกันอีกรอบ ด้วยเพราะย่านนี้เป็นย่านมหาวิทยาลัย ที่มีวัยรุ่นเยอะ ร้านอาหารก็เลยเยอะตามไปด้วยครับ สำหรับร้านนี้ก็คือเป็นร้านอาหารตามสั่ง แนวอาหารจานเดียวประมาณนั้น เหมาะมากสำหรับมื้อสบายๆ ระหว่างวัน มีเมนูให้เลือกหลากหลายเลยค่ะ บางเมนูเสิร์ฟมาบนกระทะร้อนด้วยล่ะ ฟิน ~ 6. SeokGwanDong Topokki cr.https://th.tripadvisor.com ร้านนี้หาง่ายมาก เพราะมีแฟรนไชส์เยอะมากครับ  เจอที่ไหนก็จัดไปได้เลย ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่รวมของกินเล่นในเกาหลี เช่นไส้กรอกเลือด ต๊อกบกกี โอเด้ง ทวีกิม โอ๊ยยย มีอีกเพียบ จะสั่งเป็นเซ็ตหรือสั่งแยกก็ได้หมด ราคาก็ไม่แพงเลยค่ะ เหมาะมากสำหรับเป็นร้านที่เอาไว้นั่งพักเติมพลัง ก่อนที่จะลุยช้อปปิ้งกันต่อ 7. Hong Bar ร้านหมูย่างเกาหลีชื่อดังของย่านเมียงดง อยู่บนชั้น 3 ของร้าน Nature Republic นะครับ ที่นี่นอกจากหมูย่างแล้ว ไลน์อาหารอื่นๆ ก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสลัด สปาเกตตี้ ต๊อกบกกี แถมหมูยังหั่นบางกำลังพอดี แช่ไว้ในตู้รอเราไปหยิบ ไม่ต้องกลัวเรื่องหมูเหี่ยวเลยครับ ร้านนี้เลยกลายเป็นร้านโปรดของเราไปเลย ชอบมากๆ 8. Song Song Noodle House อีกหนึ่งร้านอาหารเกาหลีจานเดียวที่เราว่าอร่อยมากๆ ร้านอยู่ย่านมหาวิทยาลัยฮงอิก อยู่ในตึก KFC ครับ ซึ่งจุดเด่นของร้านนี้ก็คือ ที่โต๊ะจะมีเตาไฟฟ้าอยู่ด้วย ทำให้อาหารทุกจานที่เราสั่งมาจะอุ่นอยู่ตลอดเวลาที่รับประทานนั่นเอง เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือข้าวผัดต่างๆ แล้วก็บะหมี่ ทานตอนอากาศหนาวๆ อย่างฟินอ่ะบอกเลย 9. About Shabu ร้านชาบู ชาบู ที่มีหลายสาขาในเกาหลีครับ ใครอยากทานชาบู ชาบู มองหาร้านนี้แล้วเข้าไปได้เลย รับรองว่าอร่อย ไม่ต้องลุ้นกับรสชาติแน่นอน มีเมนูให้สั่งหลากหลาย จะสั่งเป็นเซ็ตใหญ่ทานกันหลายคน หรือสั่งเป็นเซ็ตเดี่ยวๆ ทานคนเดียวก็ได้ น้ำซุปมี 3 แบบให้เลือก ส่วนน้ำจิ้มก็มี 3 แบบ อร่อยทั้ง 3 แบบเลยค่ะ เนื้อก็ดี บางและละลายในปาก เอาเป็นว่าใครชอบชาบู ต้องไป !!!! พูดแค่นี้ ~ 10. BEANSBINS COFFEE ปิดท้ายกันที่ร้านของหวาน ขายพวกกาแฟ ไอศกรีม วาฟเฟิล แนะนำสำหรับคนที่เบื่อบิงซูแล้ว เพราะร้านนี้ไม่มีบิงซูครีบ มีหลายสาขาเลย ไม่ได้หายากอะไร เมนูไฮไลท์ของที่นี่คือวาฟเฟิลที่อร่อยมากๆ แป้งนุ่มและหอม ทานคู่กับผลไม้ หรือท็อปปิ้งต่างๆ แล้วแต่เราเลือก และไอศกรีมฮาเก้นดาส ฟินสุดๆ แอบจดกันไปแล้วใช่ไหมครับกับร้านอาหารเกาหลีที่ ทัวร์ครับ เอามาแนะนำกัน แต่บอกเลยว่าที่เกาหลียังมีของอร่อยๆ อีกเพียบ ที่รอให้ทุกคนไปลองชิมด้วยตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเกาหลี ร้านหมูย่าง ร้านไก่ทอดแบบ Original หรือคาเฟ่ต่างๆ มากมายเลยล่ะ ใครมีแพลนไปเกาหลี นอกจากจะเตรียมเที่ยวแล้ว ต้องเตรียมท้องไปฟินด้วยน๊าาา   อ่านต่อ..บทความแนะนำ >>ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง<<  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวได้ทั้งปีไม่มีเบื่อ! รวมที่เที่ยว “ญี่ปุ่น” ฤดูนี้ไปไหนดีนะ ??
เที่ยวได้ทั้งปีไม่มีเบื่อ! รวมที่เที่ยว “ญี่ปุ่น” ฤดูนี้ไปไหนดีนะ ??

Jan 10, 2019

มาพูดถึงเรื่องสภาพอากาศกันบ้าง ที่ญี่ปุ่นเนี่ยมีทั้งหมด 4 ฤดูกาล ได้แก่ 🌿 ฤดูใบไม้ผลิ ในช่วงเดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม ☀️ ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม 🍂  ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน และ ☃️ ฤดูหนาว เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ถือว่าเที่ยวได้ทั้งปีเลยนะครับ เพราะแต่ละฤดูก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอรวบรวมไฮไลท์เด่นๆ ของแต่ละฤดูมาให้ เผื่อเพื่อนๆ กำลังมีแพลนไปญี่ปุ่น แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปฤดูไหนดี จะได้เลือกได้ถูกใจนะครับ ไปดูกันเล้ยยยยย ~ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม) สำหรับฤดูนี้ สิ่งที่พีคฝุดๆ หนีไม่พ้นเลยก็คือ การไปชมดอกซากุระ ครับ ซึ่งมันสวยมว๊ากกก ความสีชมพูละมุน บวกกับอากาศเย็นสบายไม่หนาวเกินไป ทำให้ฤดูนี้ถือว่าเป็น ฤดูยอดฮิตติดชาร์ต ที่นักท่องเที่ยวหลายๆ คนต่างตั้งเป้าไว้จะต้องไปให้ได้ แล้วยิ่งช่วงเวลานี้ประเทศไทยเรากำลังร้อนระอุ การตีตั๋วหนีร้อนไปญี่ปุ่นเลยกลายเป็นอะไรที่ดีมากๆ แต่...ด้วยความที่มันฮิตเนี่ย เค้าเลยจองตั๋วกันข้ามปีเชียวล่ะ !!! แผนที่ : Osaka Castle ซึ่งการไปชมซากุระนั้น ส่วนมากจะไปกันช่วงปลายเดือนมีนาคม - กลางเดือนเมษายน เพราะจากการพยากรณ์การผลิของดอกซากุระในหลายปีที่ผ่านมา ก็จะอยู่ในช่วงนี้แหละครับ โดยซากุระนั้นจะบานจากใต้ขึ้นเหนือ เพราะฉะนั้นจะเริ่มบานที่โอซาก้าก่อน ใครไปเที่ยวแถบคันไซก็แนะนำให้ไปชมดอกซากุระที่ ปราสาทโอซาก้า นะครับ รับรองว่าจะได้ฉากหลังที่สวยเก๋อย่างแน่นอน ส่วนใครที่เที่ยวแถวคันโต หรือแถบโตเกียว ก็ต้องไปที่สวนอุเอโนะเลย รับรองว่าได้ชมซากุระจนจุใจแน่นอน ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม) ถึงแม้ว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้น จะร้อนมากก็ตามที แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่หวั่น เพราะยังมีอีกหลายสถานที่สวยๆ และกิจกรรมอีกมากมายให้ทำไม่แพ้ฤดูอื่นๆ เลยล่ะครับ แถมราคาค่าตั๋วยังถูกมากอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องจองข้ามปีก็ได้ตั๋วมาในราคาโปรฯ กันไปเลย โดยกิจกรรมที่นิยมทำกันในฤดูร้อนสุดๆ นั่นก็คือ การไปชมสวนดอกไม้ต่างๆ เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้จะบานสะพรั่ง สวยงามสุดๆ ใครที่เป็น Flower Lover หรือ Blossom girl จะต้องอิน และเลิฟสุดๆ ในการมาเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูนี้ นอกจากนี้ ถ้าพูดถึงฤดูร้อนแล้ว ก็ต้องนึกถึงทะเลใช่ไหมล่ะ ที่ญี่ปุ่นก็เช่นกัน มีทะเลสวยๆ น้ำใสๆ ให้เหล่า Beach Lover ได้ไปฟินกันเพียบเลย แผนที่ : Okinawa สำหรับทะเลสวยๆ นั้น เราขอแนะนำที่ เกาะโอกินาว่า เลย บอกเลยว่าสวยมาก น้ำทะเลสีฟ้าเทอคอวยซ์สุดสวย กับท้องฟ้าในวันสดใส ดีต่อใจจริงๆ แถมบินจากกรุงเทพฯ เพียง 4 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง ค่าครองชีพก็ไม่แพงด้วยน๊า ส่วนใครที่เป็นสายทุ่งดอกไม้ ต้องขึ้นเหนือไปที่ฮอกไกโดแล้วล่ะ เพราะทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสวย กับกลิ่นหอมอ่อนๆ รอคุณอยู่ !!! เห็นมั้ยครับบอกแล้วว่าไปญี่ปุ่น ฤดูร้อน ก็มีกิจกรรมให้ทำเพียบไม่แพ้ฤดูอื่นๆ เลยน๊าาาา ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน) มาถึงฤดูที่ยืนหนึ่งตลอดกาล ฮิตสุดๆ อะไรก็ฉุดไม่อยู่อย่าง ฤดูใบไม้ร่วง กันแล้วครับ ด้วยความที่อากาศในฤดูใบไม้ร่วงนั้น อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่ากำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน และไม่หนาวจนปากสั่น ยังใส่โค้ทเก๋ๆ ได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อขนเป็ด บวกกับฉากหลังที่มีใบไม้สีส้ม สีแดง ดูสวยงาม ทำให้ฤดูนี้เป็นที่ถูกใจของใครหลายคนสุดๆ และนักท่องเที่ยวก็ต่างตบเท้าเข้ามาไม่ว่างเว้นแต่ละวันเลย กิจกรรมของฤดูนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ในเมื่อมันเป็นฤดูของการชมใบไม้แดง ก็ต้องชมใบไม้แดงให้หนำใจกันไปเลยค่ะ ที่เหลือก็เป็นการตะลุยกิน ชมสถานที่ต่างๆ และตะลุยช้อปแหลก !!! เพราะช่วงนี้ของ Sale เพียบ เพื่อเตรียมเข้าสู่ Winter Season และใกล้สิ้นปี ทำให้เสื้อผ้าเอย ของใช้ต่างๆ เอย ต่างขนขบวนกันมาลดแลกแจกแถมแบบสุดๆ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูนี้ อย่าลืมเตรียมกระเป๋าไปขนของเยอะๆ นะจ๊ะ อ้อ! เกือบลืมบอกจุดชมใบไม้แดงไปเลย ถ้าอยู่โตเกียวบอกเลยว่าอิ่มแน่ๆ เพราะสวยเกือบทุกที่เลยครับ แต่อยากแนะนำให้นั่งรถออกไปที่คาวากูชิโกะก็จะได้ฟินเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะได้เห็นใบไม้แดงแล้ว ยังได้เห็นฟูจิซังใส่หมวกด้วยน๊า ส่วนถ้าใครไปแถบคันไซ ก็อย่าลืมแวะไปทักทายน้องกวางที่นารา และไปวัดคิโยมิสุ หรือวัดน้ำใสที่เกียวโตนะครับ แผนที่ :  Kiyomizu-dera ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์) ปิดท้ายกันที่ความขาวของหิมะญี่ปุ่นกันบ้าง ด้วยความที่เมืองไทยเราไม่มีหิมะตก เพราะฉะนั้นญี่ปุ่น จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ที่คนจะนึกถึงและตีตั๋วไปสัมผัสอากาศหนาวติดลบและหิมะด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะไปง่าย มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ค่าครองชีพก็รับได้ไม่ได้แพงหูฉี่เหมือนไปยุโรป ทำให้ฤดูนี้ก็ถือว่าเป็นอีกฤดูยอดฮิตเช่นเดียวกันครับ มาเจอหิมะทั้งที กิจกรรมต่างๆ ก็คงหนีไม่พ้นวนเวียนอยู่กับการไป เล่นสกี หรือไปดูหิมะ นั่นแหละ ซึ่งถ้าหากจะเล่นสกี ก็ต้องไปฮอกไกโด เพราะมีสกีรีสอร์ทเจ๋งๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนรออยู่ แต่ถ้าไม่อยากขึ้นเหนือมาก จะอยู่แถบๆ โตเกียวก็ยังมีที่ กาล่า ยูซาว่า อีกที่นะครับ สวยและสนุกไม่แพ้กันเลยล่ะ นอกจากนี้เรายังขอแนะนำให้ไปเยือน ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลก สักครั้ง เพราะเค้าจะสวยที่สุดในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกนี่แหละครับ บอกเลยว่าสวยราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกเทพนิยายเลยทีเดียว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรมาก ไปเที่ยวญี่ปุ่นฤดูหนาวก็แค่ enjoy festival ไม่ว่าจะเป็นคริสมาสต์ หรือปีใหม่ แค่นี้ก็สุดยอด เป็นทริปที่น่าประทับใจแล้วครับ แผนที่ : Shirakawa-go อ่านจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ตัดสินใจได้แล้วหรือยังครับว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงไหนดี ? ให้ทายก็คงแอบมีลิสต์ไว้ในใจแล้วใช่ไหมล่ะ ?? แต่ถ้ายังตัดสินใจเด็ดขาดไม่ได้ ลองดูโปรแกรมทัวร์กับทัวร์ครับก่อนก็ได้นะครับ เผื่อจะมีที่โดนๆ และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจครับ : )    อ่านบทความแนะนำ >>ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด <<      

อ่านเพิ่มเติม
รวม 10 แหล่งช้อปปิ้งของเวียดนาม ที่โฮจิมินห์ & ฮานอย
รวม 10 แหล่งช้อปปิ้งของเวียดนาม ที่โฮจิมินห์ & ฮานอย

Jan 9, 2019

และหากใครเป็นสายช้อปปิ้ง และกลัวว่ามาเวียดนามแล้วจะไม่ได้ช้อป หมดห่วงได้เลยนะครับ เพราะเค้าก็มีที่ช้อปปิ้งเหมือนกันนะเออ ถึงแม้จะไม่ได้แฟชั่นมาก แต่ก็ถือว่าได้ซื้อของฝาก ของขวัญติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกยังไงล่ะครับ เอาล่ะ ไปดูกันเลยว่าถ้าหากไปเวียดนาม จะมีแหล่งช้อปปิ้งเวียดนามจุดไหนให้เราได้เดินจับจ่ายซื้อของกันบ้าง !!!ตาม ทัวร์ครับ มากันเลยยยย 1.Ben Thanh Market แผนที่ : Ben Thanh Market   เริ่มกันที่ฝั่งโฮจิมินห์ กับตลาดนี้ เป็นตลาดที่ใหญ่ และอึกทึกที่สุดในโฮจิมินห์ เพราะขายของกันตั้งแต่เช้า ยังดึกเลยทีเดียว โดยช่วงเช้าๆ นั้นจะขายพวกของสด พอสายหน่อยก็จะเป็นพวกเสื้อผ้าแฟชั่นทั้งหลาย ขายกันยาวๆ ไปจนถึงดึกเลย พอตกดึกหน่อยก็จะพวกของที่ระลึกต่างๆ ครับ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านอาหารท้องถิ่นอีกมากมายให้เราลองไปชิมด้วยนะครับ 2. Binh Tay Market พิกัด : Binh Tay Market ขยับออกมาที่ขอบๆ ของโฮจิมินห์กันบ้าง ตลาดแห่งนี้น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะต่างๆ เพราะของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นพวกประติมากรรม รูปปั้นทั้งหลาย หรือพวกงานหัตถกรรม สิ่งทอต่างๆ แล้วก็ยังมีตลาดกลางแจ้ง เป็นแหล่งช้อปปิ้งของเวียดนามที่รวบรวมอาหารเวียดนามอย่าง เฝอ หรือแหนมเนือง รสชาติดี ราคาถูกไว้ด้วยนะครับ 3. Dong Khoi Street ความแฟชั่นมีอยู่ทุกที่ และที่เวียดนามก็เช่นกัน ใครที่เป็นสายแฟฯ มาที่แหล่งช้อปปิ้งของเวียดนามย่านดาวน์ทาวน์นี้ไม่มีผิดหวังแน่นอนครับ ที่นี่จะเต็มไปด้วยแฟชั่นเก๋ๆ มากมาย เปรียบคล้ายๆ กับ ตลาดจตุจักร บ้านเราเลย มีร้านคาเฟ่เกร๋ๆ ชิคๆ มีแกลลอรี่ศิลปะมากมาย รับรองว่าใครที่หลงรักความอาร์ต มาที่นี่ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน 4. Saigon Square แผนที่ : Saigon Square แหล่งช้อปปิ้งเวียดนามยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยว ที่ตบเท้าเข้ามาซื้อของฝาก และชาวเวียดนามเองก็มาช้อปปิ้งที่นี่เหมือนกันค่ะ ที่นี่จะเป็นศูนย์การค้า 2 ชั้น จริงๆ ก็คล้ายๆ กับห้างบ้านเรา ที่มีเสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับต่างๆ ขายอยู่มากมายเลยล่ะ มาที่เดียวได้ครบทุกอย่าง แต่แนะนำว่าต้องต่อราคาเยอะๆ เลยนะครับ เพราะที่นี่เค้าตั้งราคากันค่อนข้างสูงเลยทีเดียวล่ะ 5. An Dong Market แผนที่ : An Dong Market ถ้าเปรียบตลาดแห่งนี้ก็เหมือนเป็นย่านประตูน้ำบ้านเรา ใครอยากได้ของราคาถูกให้มาที่นี่เลย เพราะที่นี่คือตลาดขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในโฮจิมินห์ อาจจะอยู่ห่างจากใจกลางเมืองสักนิด แต่ก็สามารถเรียกแท็กซี่มาได้ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที มีขายสินค้าพวกเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ งานหัตถกรรม และของฝากมากมาย ใครเน้นซื้อเยอะ หรือไปเที่ยวกันหลายคนแล้วมีคนหารเยอะ มาที่นี่ทีเดียวจบเลยครับ 6. Hang Gai Street ข้ามฝั่งมาที่ฮานอยกันบ้างนะครับ เริ่มด้วยที่แรกแหล่งช้อปปิ้งเวียดนาม กับถนนขายผ้าที่มีความยาวกว่า 300 เมตรเลยทีเดียว ที่นี่เพื่อนๆ จะได้พบกับร้านขายผ้า ร้านตัดเย็บเสื้อ และร้านเสื้อผ้าแฟชั่นเต็มไปหมด ทั้งยังมีอาร์ตแกลลอรี่ และคาเฟ่ชิคๆ ซ่อนตัวอยู่ด้วยล่ะ นอกจากนี้ใครที่มองหาของแต่งบ้าน หรือของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ที่นี่ก็มีให้เลือกเพียบเช่นเดียวกัน 7. Hanoi Weekend Night Market แผนที่ : Hanoi Weekend Night Market ถนนคนเดินฮานอยแห่งนี้ จะเปิดเฉพาะวันศุกร์ - วันอาทิตย์เท่านั้น เพราะฉะนั้นคนเลยค่อนข้างจะเยอะมากๆ ทั้งคนเวียดนามเอง และนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ที่นี่มีสินค้ามากมายให้เลือกช้อป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า หรือของฝากของขวัญต่างๆ แถมยังมีอาหารเวียดนามสไตล์ Local ด้วยนะครับ ใครมีแพลนมาเที่ยวฮานอย อย่าลืมจัดสรรวันเที่ยวให้ตรงกับสุดสัปดาห์ล่ะ จะได้ไม่พลาดตลาดแห่งนี้ 8. Dong Xuan Market แผนที่ : Dong Xuan Market ตลาดที่ใหญ่ที่สุด และมีสินค้าให้เลือกซื้อเยอะที่สุดในฮานอย มีความสูง 4 ชั้น แบ่งชั้นเป็นสินค้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อยืดพิมพ์ลายราคาถูก รองเท้า กระเป๋า แว่นกันแดด หมวกเวียดนาม หรือของฝากต่างๆ มากมาย ที่ทั้งหมดนั้นล้วนแต่ขายในราคาส่ง อยากช้อปของดีแบบราคาสบายกระเป๋า จดชื่อตลาดนี้ไว้ดีๆ นะครับ 9. Trang Tien Plaza แผนที่ : Trang Tien Plaza อัพเกรดการช้อปปิ้งเป็นการช้อปแบรนด์ต่างๆ กันบ้าง เพราะที่นี่ก็เปรียบเสมือนห้างพารากอน หรือห้างเอ็มควอเทียร์บ้านเรา ที่มีแบรนด์เนมมากมายรอให้ทุกคนมาช้อปอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Cartier, Burberry, Ermenegildo Zegna หรือ Louis Vuitton และชั้นล่างก็มีซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าให้เลือกมากมาย รวมไปถึงร้านอาหารรสเลิศด้วยค่ะ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งของเวียดนามที่เหล่าวัยรุ่น และคนร่ำรวยทั้งหลาย ก็จะมารวมตัวกันที่ห้างแห่งนี้แหละ 10. Nha Tho Street (Church Street) ถ้าถามว่า เหล่าวัยรุ่นเวียดนามนั้นไปที่ไหนกัน ก็คงต้องบอกว่าที่นี่แหละครับ ถึงแม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็เต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ ชิคๆ และร้านขายสินค้าสุดคูล ตามแบบฉบับของวัยรุ่นตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมด แถมยังมีร้านอาหารอร่อยๆ หลากหลายสัญชาติด้วย เรียกได้ว่าที่นี่เป็นสยามสแควร์ย่อมๆ เลยล่ะ และนี่ก็เป็น 10 แหล่งช้อปปิ้งในเวียดนาม ทั้งที่โฮจิมินห์ และฮานอย ครับ จะเห็นได้ว่าส่วนมากจะเป็นสินค้าพื้นเมืองทั้งนั้น เพราะเวียดนามเค้ายังคงความยูนีค และคลาสสิคอยู่ แต่ยังไงก็แล้วแต่ ไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที ก็ต้องซื้อของฝาก ของที่ระลึกของประเทศนั้นๆ กลับมาด้วยถูกต้องไหมครับ ? เพราะฉะนั้นแล้ว แหล่งช้อปปิ้งที่เรานำมาฝากกันจึงเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่เหมาะสมที่สุดในการไปเที่ยวเวียดนามแล้วล่ะ ~ Have a Nice Trip & Enjoy Vietnam นะครับบบ    อ่านต่อ..บทความแนะนำ  >>รีวิวสุดยอด 7 จานเด็ดที่ต้องห้ามพลาดในเมนูอาหารเวียดนาม<<    

อ่านเพิ่มเติม
ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด
ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด

Jan 9, 2019

ซึ่งบอกเลยว่า ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งกับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่เองที่ไม่อยากจะเที่ยวข้ามภูมิภาค และกับนักท่องเที่ยวขาประจำ ที่เบื่อกิจกรรมเดิมๆ จากเมืองใหญ่ ต่างตบเท้าหิ้วกระเป๋าก้าวเข้ามาเที่ยวที่ นาโกย่า กันเพียบเลยล่ะค่ะ และถ้าอยากรู้ว่าที่ นาโกย่า มีอะไรให้เที่ยวบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ก็ตาม ทัวร์ครับมาเลย เพราะเราได้รวบรวม 10 แลนด์มาร์กนาโกย่า มาไว้ให้ที่นี่แล้ว เชื่อเถอะว่าพออ่านจบจะอยากไป เที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า แน่นอน !!! 1. ปราสาทนาโกย่า พิกัด : Nagoya Castle หน้าตาละม้ายคล้ายปราสาทโอซาก้า แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นแลนด์มาร์กของ นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เลยครับ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า จะต้องแวะมาทักทาย และเช็คอินที่นี่เป็นการเริ่มต้นทริป ปราสาทนาโกย่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมากว่า 400 ปี ด้านในมีนิทรรศการที่น่าสนใจหมุนเวียนกันไป ส่วนด้านนอกก็มีสวนให้เดินเล่นรอบๆ ใครมาตอนซากุระบานยิ่งฟิน เพราะที่นี่เป็นจุดชมซากุระที่สวยมากๆ เลยล่ะ 2. สวนชิโรโทริ เทอิเอ็น พิกัด : Shirotori Garden สวนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นาโกย่า มีการออกแบบที่ดี สวยงาม และมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่นี่ ในฤดูใบไม้ผลิดอกไม้ก็ออกดอกสวยบานสะพรั่ง ส่วนในฤดูใบไม้ร่วงก็มีใบไม้แดงที่สวยงามเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีห้องน้ำชา ที่เปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวที่รักการดื่มชา ได้แวะไปชิมชา และยังมีร้านอาหารอร่อยๆ ด้านในด้วยนะครับ มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ที่เดียวครบทุกรสกันไปเลย 3. วัดโอสึคันนง พิกัด : Osu Kannon Temple วัดดังใจกลางเมืองนาโกย่า ที่ไม่ว่าใครผ่านมาที่เมืองนี้จะต้องมาที่นี่กันทั้งนั้น นอกจากจะมาสักการะพระพุทธรูป Kannon ที่นับว่าใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ยังอยู่ใกล้กับย่านการค้า Osu Shopping Arcade ทำให้ระหว่างทางของ 2 สถานที่นี้มีร้านค้าเรียงรายกว่า 2,000 ร้าน ทั้งร้านอาหาร และร้านให้จับจ่ายซื้อของ ช้อปปิ้งเพลินจนลืมเหนื่อยเลยล่ะครับ 4.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นาโงย่า พิกัด : Nagoya City Science Museum บอกแล้วว่าเมืองนี้มีการผสมผสานกันเป็นอย่างดี ระหว่างความคลาสสิคสมัยเก่า และความทันสมัย อย่างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งนี้ ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจและมีนวัตกรรมอันทันสมัยมากมายในนาโกย่า ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ห้องที่มีอุณหภูมิ -30 องศา เพื่อให้ลองสัมผัสกับแสงเหนือ, พายุหมุนทอร์นาโดจำลอง ความสูง 9 เมตร และอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่ชอบวิทยาศาสตร์ มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ก็แวะมาที่นี่ได้ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ 5. Toyota Automobile Museum ใครชอบรถเก่าเตรียมเสียงกรี๊ดไว้ให้พร้อม เพราะที่นี่จะพาไปพบกับรถยนต์ Toyota ตั้งแต่คันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรถเก่าสุดคลาสสิคตั้งแต่ช่วงที่เริ่มก่อตั้งบริษัทก็อยู่ที่นี่ ทั้งรถคลาสสิคอีกมากมายที่รอให้ทุกคนไปยลโฉมอยู่ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ประวัติของบริษัทโตโยต้าไปในตัวด้วย เดินเล่นชมความงามของรถเหล่านั้นเพลินจนลืมเวลากันเลยทีเดียว 6.พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทคุงาวะ พิกัด : Tokugawa Art Museum อีกหนึ่งมิวเซียมที่น่าสนใจมากๆ ในทริปเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า มีผลงานจัดแสดงมากมาย ซึ่งถูกบริจาคโดยลูกหลานตระกูล Owari Tokugawa เช่น เฟอร์นิเจอร์หลากหลายชิ้น, ของใช้ภายในบ้าน, เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และอื่นๆ อีกมากมายที่นำมาไว้ที่นี่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมได้เห็นวิถีชีวิตของไดเมียว หรือขุนนางญี่ปุ่นสมัยก่อนนั่นเอง 7. SC MAGLEV and Railway Park ใครชอบรถไฟญี่ปุ่นบ้าง? ที่นี่บริหารโดยบริษัท JR Central ชื่อคุ้นๆ ใช่ไหมล่ะคะ โดยจะนำรถไฟเก่าที่ปลดระวาง ไม่ได้ใช้งานแล้วมาจัดแสดง มีทั้งรถไฟของ JR และที่สำคัญมี Maglev หรือรถไฟความเร็วสูงด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีรถจักรไอน้ำ และอื่นๆ อีกมากมายเลย ทั้งยังได้จำลองรถไฟ, ระบบจำลองการขับเคลื่อน และโมเดลสามมิติ เอาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้เดินชมอีกด้วย 8. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำท่าเรือนาโกย่า พิกัด : Nagoya Aquarium อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของนาโกย่าที่แอดมินปลาบปลื้มมากๆ (เพราะชอบ Aquarium อยู่แล้ว) แต่ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นตรงที่นอกจากความเพลิดเพลินที่เราได้รับแล้ว ยังได้ความรู้อีกมากมายกลับไปด้วย ส่วนไฮไลท์ที่ชอบที่สุดของเราก็คงเป็น การแสดงโชว์ทอร์นาโดปลาซาดีน ที่ปลาซาดีนหลายร้อยตัวว่ายเป็นวงลอยสูงขึ้นไปอย่างพร้อมเพียงกัน และโชว์เจ้าวาฬเบลูก้า ครับ 9. Oasis 21 พิกัด : Oasis 21 ความทันสมัยของนาโกย่าไม่ได้มีแค่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแลนด์มาร์กแห่งนี้ด้วย ในเวลากลางวันก็สามารถมาเดินเล่นชิลๆ ในสวนสาธารณะสีเขียวขจี เดินช้อปปิ้งในห้างที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือเดินชมวิวจากหลังคากระจก ส่วนในเวลากลางคืนนั้นที่นี่ก็จะเปิดไฟประดับสวยงาม เรียกได้ว่าอยู่ได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยันไม่ตก ยันกลางคืนเลยครับ 10. LEGOLAND Nagoya ปิดท้ายกันในทริปเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ที่ธีมปาร์คที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ซึ่งหากพูดว่าหลายคนมานาโกย่าเพราะที่นี่ก็คงไม่ผิดนัก เป็นสวนสนุกที่สร้างจากตัวต่อเลโก้กว่า 17 ล้านชิ้นเลยทีเดียวครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่จะ Enjoy ไปกับเหล่าเลโก้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นต่างๆ ได้ด้วยเช่นกันนะครับ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนในฝันสำหรับคนรักของเล่นเลยล่ะ และนี่ก็คือ 10 ไฮไลท์เบาๆ ของเมืองนาโกย่า ที่เรานำมาแนะนำให้รู้จักกัน แต่เมืองนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่นี้นะ ยังมีแลนด์มาร์กอีกมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านชิราคาวะโกะ , เมืองทาคายาม่า , Nagashima Resort ที่เป็นสถานที่จัดงาน Nabana no Sato Winter Ilumination และยังมีอาหารอร่อยๆ อีกมากมายเลย เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจ และน่ามาเที่ยวไม่แพ้เมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่นเลยครับ   อ่านต่อ บทความแนะนำ >>หนาวนี้ต้องมีฟิน!! รวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในญี่ปุ่น<<  

อ่านเพิ่มเติม
ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง
ฟินได้อีก! รวม 10 ร้านอาหารทีเด็ดย่านเมียงดง

Jan 8, 2019

ที่ เกาหลี ย่านเมียงดง ไม่ได้มีแค่ร้านขายสินค้าเท่านั้นนะครับ ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่น่ารักมากมาย ที่ตั้งเรียงรายกันไป เอาไว้ให้เราได้นั่งพักเหนื่อย หาอะไรทานเติมพลังก่อนจะไปช้อปต่อ และด้วยความที่ร้านมันเยอะซะเหลือเกิน ทัวร์ครับ ก็กลัวเพื่อนๆ จะเลือกร้านไม่ถูก ทัวร์ครับ เลยขอเลือก 10 ร้านทีเด็ดมาให้เป็น Guidline  รับรองว่าทุกร้านการันตีความอร่อย และราคาที่ไม่แพงแน่นอน 1. Onedang Gamjatang พิกัด : OneDang Gamjatang Myeongdong ร้านยอดฮิตของย่านนี้ ที่ถ้าหากไปผิดเวลาก็อาจจะต้องรอคิวนานแน่นอน ซึ่งเวลาที่คนแน่นมากๆ และเราไม่แนะนำให้ไปคือช่วงเที่ยงๆ  แต่ไม่ต้องห่วง เพราะร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมงเลย ว่างเมื่อไหร่ค่อยมาก็ได้ เมนูของที่นี่ก็เป็นอาหารเกาหลีแท้ๆ  ไม่ว่าจะเป็น คัมจาทัง (แกงซี่โครงหมูใส่มันฝรั่ง), จกบัล (ขาหมูนึ่ง) หรือ โพซัม (หมูสามชั้นนึ่ง) รสชาติก็แบบ Original แท้ๆ เลย ส่วนราคานั้นก็เริ่มต้นที่ 7,000 วอน  2. 엉터리생고기 (อองทอริแซงโกกิ) พิกัด : Ungteori Sanggogi มาเกาหลีต้องกินหมูย่าง !! และร้านนี้ก็เป็นร้านบุฟเฟ่ต์หมูย่างเกาหลียอดฮิตของเหล่าวัยรุ่นเลยครับ ที่นี่เป็นบุฟเฟ่ต์ราคาคนละ 11,000 วอน มีหมูสามชั้นและซุปเต้าเจี้ยว ส่วนข้าวเปล่า บะหมี่เย็น และไข่ตุ๋น ถ้าจะทานต้องสั่งเพิ่มต่างหากนะครับ ถึงเมนูจะมีไม่มาก แต่บอกเลยว่าหมูสามชั้นของที่นี่คือทีเด็ด แล้วยิ่งได้ทานคู่กับกิมจิและซุปเต้าเจี้ยวยิ่งดีขึ้นไปอีก แถมเปิดถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียว หิวดึกแค่ไหนก็มาทานได้ 3. Sinseon Seolleongtang Myeongdong พิกัด : Sinseon Seolleongtang Myeongdong ร้านดังที่ไม่ได้มีแค่ที่ย่านเมียงดง แต่มีแฟรนไชส์อีกหลายสาขาทั่วกรุงโซลเลยครับ เมนูของเค้าที่เด็ดมากๆ เลยคือ ซุปกระดูกวัว หรือ ซอลลงทัง ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะทานแบบคนเกาหลีก็ให้เทข้าวลงไปในซุปได้เลย รสชาตินั้นกลมกล่อม หอมซุปกระดูก ส่วนตัวเนื้อวัวก็เปื่อยมาก ตุ๋นจนนุ่ม ไม่มีกลิ่นคาวเลยล่ะครับ ในราคาเริ่มต้นแค่ 7,000 วอนก็อิ่มแปล้ 4. Andong Jjimdak พิกัด : Andong Jjimdak ไก่ผัดซอสซีอิ๊วดำวุ้นเส้น หรือ จิมดัก อาหารพื้นเมืองของเกาหลี ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเราอย่างมาก ด้วยความที่มีรสชาติอร่อย คล้ายๆ อาหารประเภทผัดของบ้านเรา ตัวซอสมีความเข้มข้นเข้าไปถึงเนื้อใน แล้วยังสามารถเลือกได้ว่าจะเอาแบบเผ็ดมากหรือเผ็ดน้อยได้อีก ทำให้ถูกปากคนไทยเรามากๆ เลยครับ ร้านนี้ขายเป็นเซ็ตคู่กับข้าวสวย เริ่มต้นที่ 29,000 วอน แต่ราคานี้ทานได้หลายคนนะ 5. James Cheese Back Ribs พิกัด : James Cheese Back Ribs เอาใจสาวกคนรักชีสกันสักหน่อยกับเมนูนี้ นั่นก็คือ ซี่โครงหมูจุ่มชีสลาวา หรือ คัลบีชีส นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะเคยได้ลองชิมกันแล้วบ้าง เพราะในไทยเราก็มีหลายร้านเลยที่มีเมนูนี้ แต่อยากให้มาลองทานของต้นตำรับที่เกาหลีดูสักครั้งนะครับ ร้านนี้มีหลายสาขาเลยไม่ใช่เฉพาะย่านเมียงดง ตัวซี่โครงหมูจะเสิร์ฟมาบนชีสกะทะร้อน และพนักงานจะมาช่วยตัดซี่โครงหมูเป็นชิ้นๆ ให้ตอนที่ชีสเริ่มละลายได้ที่เพื่อให้เราทานสะดวกขึ้น ซึ่งชีสสามารถเลือกได้หลายแบบตามใจชอบ และระดับความเผ็ดก็เลือกได้เช่นกันครับ ราคาอยู่ที่ 14,000 วอนขึ้นไป ถือว่าโอเคเลยกับความเยอะและเมนูอร่อยแบบนี้ 6. 두끼 (ทุกิ) พิกัด :  Noon Square ร้านบุฟเฟ่ต์ต๊อกบกกีที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนชั้น 6 ของห้าง Noon Square สนนราคาต่อหัวที่ 7,900 วอน ราคานี้ทานบุฟเฟ่ต์ต๊อกบกกีได้หลากหลาย รวมไปถึงเส้นมาม่า ซอสปรุง โอเด้ง และของทอดต่างๆ แต่ถ้าหากใครชอบชีสและอยากเพิ่มชีสฟองดู ต้องจ่ายเพิ่มอีก 4,000 วอนนะครับ 7. Yoogane Dakgalbi เมนูที่คนไทยเรารู้จักกันดี กับ ทักคาลบิ ซึ่งด้วยความที่ในไทยเรามีขายกันเพียบ ทำให้คนไทยค่อนข้างจะคุ้นเคยกับรสชาติเป็นพิเศษ หากใครไม่อินกับอาหารเกาหลีอื่นๆ ก็สามารถเลือกเมนูนี้ประทังชีวิตได้ ร้านนี้มีหลายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ร่วมถึงย่านเมียงดงด้วยเช่นกัน รสชาติอร่อยกลมกล่อม สามารถเลือกระดับของความเผ็ดร้อนได้ด้วยนะครับ และราคาก็เริ่มต้นเพียง 6,000 วอนเท่านั้นเอง 8. Hong Bar พิกัด : Hong Bar ใครที่อยากทานบุฟเฟ่ต์หมูย่างเกาหลี แต่ไม่อยากทานแค่หมูสามชั้น ต้องร้านนี้เลยค่ะ กับร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังในหมู่นักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของตึก Nature Republic ในย่านเมียงดง ราคา 12,900 วอนต่อคน มีหมูสามชั้น หมูสันคอ หมูสไลด์ หนังหมู สลัดบาร์ และของทานเล่นมากมายให้เลือกสรรเลย เป็นอีกร้านที่ต้องมาโดนเมื่อมาย่านนี้จริงๆ ครับ ช่วงเย็นๆ คนอาจจะเยอะหน่อย ใจเย็นๆ รอสักนิดนะจ๊ะ 9. Cafe De Paris มาที่ของหวานกันบ้าง กับร้านสีฟ้าสดใส ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามช้อป MCM ค่ะ ร้านนี้ก็เป็นเหมือนคาเฟ่ทั่วไป ที่ขายพวกกาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ เค้ก วาฟเฟิล และขนมอื่นๆ แต่เมนูทีเด็ดที่ทำให้ใครหลายคนต้องมาที่นี่เลยก็คือ สมูทตี้ เพราะสมูทตี้ของที่นี่ทำมาจากผลไม้ 100% แถมยังเพิ่มเติมด้วยผลไม้สดอีกเพียบต่างหาก เมนูแนะนำก็จะเป็น Strawberry Bon Bon และ Mango Bon Bon ราคาแก้วละ 16,000 วอน แอบราคาแรงไปนิดแต่เค้าให้ผลไม้มาเยอะมากจริงๆ แถมรสชาติก็ดีมากๆ ด้วย ยอมจ่ายครัชชช 10. Stylenanda Pink Pool Cafe พิกัด :  Stylenanda Pink Pool Cafe ปิดท้ายกันที่ร้านยอดฮิตสำหรับสาวๆ ใครที่ไปเกาหลีเชื่อว่าต้องแอบจดร้านนี้ไว้ในแพลนอย่างแน่นอน จริงๆ แล้วที่นี่เมนหลักของเค้าเลยคือเป็นร้านขายเครื่องสำอางยี่ห้อ 3CE แต่เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว ยังมีเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าขายอีกเพียบ ส่วนตัวคาเฟ่นั้นจะอยู่ที่ชั้น 5F ตกแต่งเป็นธีมสระว่ายน้ำเก๋ๆ สีพาสเทลสดใส ส่วนเมนูของที่นี่ก็เป็นเมนูปกติแบบฉบับของคาเฟ่ทั่วไป ราคาอาจจะสูงไปนิดแต่ก็เสิร์ฟมาแบบจานใหญ่ ข้อเสียอย่างเดียวเลยคือ ทางร้านมีเงื่อนไขว่าจะต้องสั่ง 1 คน ต่อ 1 เมนูครับ   เป็นยังไงกันบ้างครับ!? หวังว่าคงถูกใจกับ 10 ร้าน 10 เมนูอาหารที่ทัวร์ครับนำมาแนะนำกัน บอกแล้วว่าเมียงดงไม่ได้มีดีแค่ช้อปปิ้งเท่านั้น แต่อาหารเกาหลีที่เมียงดงเค้าก็เริ่ดเว่อร์ไม่แพ้กันนะเออ และไม่ได้มีแค่ 10 ร้านนี้เท่านั้นด้วยนะครับ ยังมีอีกเพียบเลยล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเยอะจริงอย่างที่เราบอกมั๊ย ต้องไปพิสูจน์กันเองที่เกาหลีนะครับ Let's go !!!    บทความแนะนำ เที่ยวเกาหลี >>Seoul Romance ~ รวม 8 สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลี ที่ไม่ได้มีดีแค่ตอนกลางวัน<<  

อ่านเพิ่มเติม
หนาวนี้ต้องมีฟิน!! รวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในญี่ปุ่น
หนาวนี้ต้องมีฟิน!! รวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในญี่ปุ่น

Jan 8, 2019

ญี่ปุ่น ฤดูหนาว ก็ถือว่าเป็นอีกช่วงยอดนิยมของคนไทยเรา คงด้วยเพราะความเบื่ออากาศเมืองไทยที่ไม่หนาวสักที กับความอยากสัมผัสปุยหิมะขาวโพลนสักครั้งในชีวิต ทำให้ ทัวร์ญี่ปุ่น ฤดูหนาว ขายดีเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ ทัวร์ครับ เลยหยิบ 10 สถานที่น่าพาตัวเองไปฟิน เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น ฤดูหนาว มาฝากกัน จะมีที่ไหนบ้าง มาดูกันเลยยยย 💨 1.หมู่บ้านชิราคาวะโกะ พิกัด : Shirakawago สถานที่ยอดฮิตและคงจะฮิตไปอีกนานสำหรับทริปเที่ยวญี่ปุ่น ฤดูหนาวนี้ เพราะมันสวยจริงๆ แถมเล่นตัวนิดๆ ด้วยเพราะช่วงเวลาที่สวยสุดๆ 1 ปี มีแค่ 4 วันนะจ๊ะ คือวันที่เค้าเปิดไฟ Light Up นั่นเอง ซึ่งในแต่ละปีก็ต้องมารอลุ้นกันครับว่าเค้าจะกำหนดวันเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่ถ้าใครไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องไปดู Light Up ก็สามารถไปเที่ยวได้ตลอดฤดูหนาวเลยนะ สวยไม่แพ้กันนนน ☃️ 2. คลองโอตารุ พิกัด : Otaru ไปฮอกไกโดยังไงก็ต้องไปที่นี่ เพราะถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็ต้องมาเช็คอินไม่งั้นแปลว่ามาไม่ถึงครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่จะมีช่วงเวลา Otaru Snow and Light Path ที่เค้าจะเปิดไฟเรียงรายตามแนวคลอง โรแมนติกได้อีก ถ้าหากใครไปช่วงนี้แล้วเจอคนคุกเข่าขอแต่งงานกันเพียบก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ก็บรรยากาศมันพาไปอ่า ~ 3. Sapporo Snow Festival ยังอยู่กันที่เกาะเหนือของญี่ปุ่นกันบ้าง ฤดูหนาวแบบนี้ หิมะแบบนี้ จะหนีเทศกาลนี้ไปไหนพ้นได้ล่ะครับ เพราะเป็นเทศกาลสุดฮิตที่ผู้คนนิยมไปกัน แถมที่พีคกว่านั้นก็คือการแกะสลักหิมะ ที่ทีมจากประเทศไทยเราไปคว้าแชมป์มาได้ตั้งหลายสมัย ทีนี้ล่ะเจออากาศหนาวให้จุใจกันไป พร้อมกับเจอภาพที่สวยงามของเทศกาลนี้ไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ 4. คิโรโระ สกี รีสอร์ท พิกัด : Kiroro Ski Resort เอ่ยชื่อไปอาจจะยังทำหน้างงๆ กันอยู่ แต่ถ้าพูดว่า รีสอร์ทในหนังเรื่อง “แฟนเดย์” ร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน เพราะที่นี่คือต้นแบบของความโรแมนติก และเป็นที่ที่เหล่านักท่องเที่ยว เหล่าคู่รักต่างจับจองที่เพื่อจะมาที่นี่กันทั้งนั้น นอกจากจะได้เล่นสกีสนุกๆ สร้างประสบการณ์ใหม่แล้ว “ระฆังแห่งความรัก” ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายๆ คนตั้งใจมาขอพรเช่นเดียวกันครับ 5. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ พิกัด : Asahiyama Zoo ใครเป็น Animals Lover ต้องมาที่นี่เลยค่ะ เพราะที่นี่คือสวนสัตว์ที่ไม่เหมือนสวนสัตว์ที่ไหนๆ เพราะสัตว์ต่างๆ ของที่นี่ไม่ได้อยู่ในกรง แต่อาศัยอยู่อย่างธรรมชาติครับ ส่วนไฮไลท์ของที่นี่มันสุดแสนจะน่าร๊าก เพราะนั่นคือ ขบวนพาเหรดของเหล่าเพนกวิ้นตัวน้อย ที่พากันเดินเรียงแถวไปหาอาหารนั่นเอง รับรองใครที่ชอบเพนกวิ้นมีกรี๊ดดังๆ แน่นอน 6. ทะเลสาบคาวากูชิโกะ พิกัด : Kawaguchiko อาจจะดูธรรมด๊า...ธรรมดา แต่จริงๆ แล้ว ทะเลสาบคาวากูชิโกะ ก็เป็นที่ยอดฮิตในฤดูหนาวเช่นเดียวกันนะครับ เพราะด้วยความที่โดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน โดยมีเบื้องหลังเป็นฟูจิซังอันยิ่งใหญ่ ที่ใส่หมวกแบบเต็มที่ ทำให้เป็นภาพที่น่าประทับใจสุดๆ และขอบอกไว้เผื่อใครยังไม่ทราบ ว่าในฤดูหนาวนี้เป็นฤดูที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งที่สุด มีโอกาสได้เห็นภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆ แน่นอนครับ 7. ดิสนีย์แลนด์ และ ดิสนีย์ซี พิกัด : Tokyo Disneysea จูงมือแฟน ควงแขนคนรักไปที่นี่ด่วนๆ ถ้าอยากได้บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติก เพราะในช่วงฤดูหนาวนี่แหละที่ทางดิสนีย์จะประดับไฟ 🎠 ตกแต่งบรรยากาศให้มีความ Festive สุดๆ ก้าวเท้าเข้าไปด้านในแล้วเหมือนหลุดเข้าไปในโลกเทพนิยายเลยครับ แล้วถ้าหากวันไหนโชคดีมีหิมะตก คงไม่ต้องอธิบายนะคะว่าจะโรแมนติกมากขนาดไหน 🎡 8. Yamagata Zao Onsen Resort พิกัด :  Yamagata Zao Onsen Resort อีกหนึ่งสกีรีสอร์ทที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก นั่งรถไฟราวๆ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายครับ ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวที่ไม่อยากขึ้นไปภาคเหนือก็ต่างตบเท้ามาที่นี่กัน นอกจากความกว้างใหญ่ให้เล่นสกีได้อย่างจุใจแล้ว ไฮไลท์ของที่นี่อย่าง Snow Monster ที่เป็นต้นสนที่มีหิมะปกคลุม ดูคล้ายตุ๊กตาสโนว์แมน ก็เรียกแขกได้ดีทีเดียวเลยครับ 9. Strawberry Farm กิจกรรมยอดฮิตในญี่ปุ่น ฤดูหนาว ถ้าไม่ชอบหิมะก็มีการเก็บสตรอว์เบอรี่นี่แหละ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนจองตั๋วมาเที่ยวในฤดูนี้ ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่ากันว่าสตรอว์เบอรี่ของญี่ปุ่นลูกใหญ่ แถมยังสดและหวาน ฟินสุดๆ ทำให้หลายๆ คนอยากมาสัมผัสด้วยตนเอง แต่ขอบอกว่าควรจะจองล่วงหน้าก่อนนะครับ เพราะฟาร์มสตรอว์เบอรี่ที่ญี่ปุ่นเต็มไวมากๆ เลย ซึ่งเมืองที่ใกล้ๆ โตเกียวที่ฮิตๆ ก็ที่เมืองจิบะ  10. Jigokudani Monkey Park พิกัด : Jigokudani Monkey Park เหล่าลิงภูเขา หรือลิงหิมะกว่า 200 ตัว จะลงมาแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่นในฤดูหนาว โดยหน้าตาของมันช่างน่ารักมากๆ ใบหน้าแดงกล่ำ บวกกับอริยาบทที่กำลังแช่ออนเซ็นอย่างเพลิดเพลินเรียกรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียวค่ะ แต่มาที่นี่ไม่ใช่แค่การชมลิงออนเซ็นเท่านั้นนะ แต่ยังรวมไปถึงการชมวิวภูเขาที่มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมดด้วยต่างหาก มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาว เพลิดเพลินตามากๆ   ใครมีแพลนไปญี่ปุ่นในฤดูหนาว ก็ลองดู 10 สถานที่ไฮไลท์ที่เรานำมาฝากกันดูนะครับ แต่บอกเลยว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในฤดูหนาวของญี่ปุ่นยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลประดับไฟต่างๆ, ตลาดคริสมาสต์ หรือสถานที่ต่างๆ ที่ประดับไฟและตกแต่งให้บรรยากาศของเทศกาลสิ้นปีสุดๆ เลย   ดู ทัวร์ญี่ปุ่น ราคาสุดคุ้ม ได้ที่ https://tourkrub.co/japan-tour อ่าน >> ตามเก็บให้ครบ !! รวม 5 จุดไฮไลท์สำหรับชมวิวภูเขาไฟฟูจิ     

อ่านเพิ่มเติม