บทความเที่ยวผ่านทัวร์ครับ โดย Nook

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน

26 ก.พ. 62

วันนี้ใครที่กำลังมีแพลนจะไปยุโรป เปิดมาเจอบทความนี้ถูกต้องแล้วครับ เพราะเราจะยกร้านอาหารชื่อดังในยุโรป ที่คนไทยเรานิยมไปทานกันและกลับมารีวิวเพียบ มาแนะนำให้รู้จักกัน ลองอ่านดูแล้วเลือกสัก 2 - 3 ร้านไปใส่ลงในแพลนด้วยนะ   1.Burger & Lobster : อังกฤษ เปิดมาที่ร้านแรก กับร้านชื่อดังในประเทศอังกฤษ ที่ดังถึงขนาดมาเปิดที่ไทยกันแล้วเลยทีเดียว! เป็นร้านง่ายๆ มีเมนูเพียง 4 เมนู ในราคา 20 ปอนด์ คือพวกเบอร์เกอร์ต่างๆ แต่ที่แนะนำสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นเมนูตามชื่อร้านอย่าง Lobster Roll ครับ จะเป็นล็อบสเตอร์อบมาในขนมปังกรอบๆ รสชาติหวานหอม ฉ่ำๆ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดจริงๆ นะครับ Website : https://www.burgerandlobster.com     2. Duck & Waffles : อังกฤษ ยังอยู่กันที่อังกฤษแต่ครั้งนี้จะพามาเยือนร้านอาหารที่ได้เห็นวิวของลอนดอนได้ทั่ว เพราะตั้งอยู่บนชั้น 40 นั่นเองครับ! เมนูโดดเด่นที่ใครมาก็ต้องสั่งเลยก็คือ "สะโพกเป็ด" ที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟมาบนวาฟเฟิลนุ่มๆ หอมๆ ราดด้วยซอสเมเปิ้ลเข้ากันดี๊ดี ทานไปชมวิวไป ฟินยกกำลังสิบไปเลยครับ cr.http://curious-london.co.uk   3. Nando’s : อังกฤษ ร้านดังในยุโรป ไก่ย่างสไตล์ PiriPiri แบบที่ขายกันในบ้านเรานี่แหละครับ แต่บอกเลยว่าที่อังกฤษรสชาติจะถึงเนื้อมากกว่า ที่นี่เราสามารถเลือกได้ตามที่เราชอบ เช่น ไก่ไซส์ไหน (มีตั้งแต่ครึ่งตัว เต็มตัว หรือหนึ่งส่วนสี่ของตัว) แล้วตามด้วยเลือกเครื่องเคียง เช่น มันบด หรือ chips แล้วปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มครับ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วยนะ อยากให้ลองไปชิมดูครับ cr.bunnipunch.co.uk     4. Godiva Chocolate Cafe’ : อังกฤษ มาที่ร้านดังในยุโรปของหวาน ณ ประเทศอังกฤษกันบ้าง ร้านนี้ตั้งอยู่บนห้างหรู Harrod’s ที่ส่งกลิ่นหอมทันทีที่เดินผ่าน ใครจะอดใจไหวไม่แวะคงไม่ได้นะครับ ซึ่งร้านนี้นำช็อกโกแลตชื่อดังสัญชาติเบลเยี่ยมมารังสรรค์เป็นเมนูของหวานมากมาย โดยมีช็อกโกแลต Godiva แทรกตัวอยู่ในทุกๆ เมนู ที่เราพอจะแนะนำได้ก็คือ Godiva Milk Chocolate Sin Cake และ Crepe Mikado with Vanilla Ice Cream and Warm Chocolate Sauce ที่อร่อยสุดๆ ใครเป็น Chocolatr Lover ต้องไม่พลาดร้านนี้เลยจริงๆ cr.godivachocolates.co.uk     5. Huitrerie Regis : ฝรั่งเศส ข้ามมาที่ประเทศฝรั่งเศสกันกับร้านดังในยุโรปร้านแรกที่ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ รองรับได้เพียง 6 โต๊ะ แต่ก็ติด 1 ใน 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในปารีสเลยล่ะครับ เมนูขึ้นชื่อของทางร้าน ที่ไม่ว่ามองไปโต๊ะไหนก็จะเห็นคนสั่งกันทุกโต๊ะนั่นก็คือ Les Fines de Claires หรือ Oyster ชั้นดีที่เสิร์ฟมาบนถาดน้ำแข็ง ขอบอกเลยว่า สด หวาน หอมสุดๆ ลืมหอยนางรมที่ทานที่บ้านเราไปได้เลยจ้า     6. Chez Julien : ฝรั่งเศส มาเสพความหรูหรากับร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1870 ด้านในตกแต่งด้วยสถาปัตกรรมสไตล์อาร์ตนูโว ที่เน้นกระจกบานใหญ่ๆ และการแกะสลักขอบกำแพงและเพดาน อาหารที่นี่จะเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไล่มาตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงของหวานในสไตล์ฝรั่งเศส ราคาเริ่มต้นที่ 26 ยูโร ซึ่งบอกเลยว่าถ้าไม่อยากพลาด แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าเพราะร้านนี้คนเยอะจริงๆ ครับ cr.huitrerie-regis.com   7. Laduree’ : ฝรั่งเศส ร้านนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะว่าโด่งดังจนมาเปิดสาขาที่เมืองไทยเลยล่ะครับ เป็นร้าน Afternoon Tea สไตล์ Parisian ที่นอกจากจะมีชาหอมๆ ให้เราได้ฟินแล้ว ยังมีมาการองรสเริศที่ดังมากๆ และเป็นที่ถูกอกถูกใจของหลายๆ คน และแน่นอนว่าในช่วงยามบ่ายแล้วนั้นคงไม่มีอะไรเพอร์เฟคไปกว่าการนั่งจิบชา พร้อมชมวิวประตูชัยอันยิ่งใหญ่ตรงหน้า     8. Io e Valter Pizzeria Le Torri : อิตาลี มาอิตาลีทั้งที หนึ่งเมนูต้องห้ามพลาด ถ้าพลาดถือว่าผิด นั่นก็คือ พิซซ่า ครับ และสำหรับร้านนี้นั้นถือได้ว่าเป็นร้านพิซซ่าที่ทั้งคนอิตาเลี่ยนเอง และนักท่องเที่ยวต่างก็ชอบกันทั้งนั้น เพราะมีพิซซ่าให้เลือกหลากหลายหน้ามากๆ บวกกับแป้งสูตรเฉพาะของทางร้านที่เข้ากันดี๊ดี บอกเลยว่าฟินมากกกกก     9. Pipero al Rex : อิตาลี นอกจากพิซซ่าแล้ว อีกหนึ่งเมนูที่ต่างทานเมื่อมาอิตาลีก็คือ "สปาเกตตีคาโบนาร่า" ครับ ซึ่งบอกเลยว่า ลืมรสชาติของสปาเกตตีคาโบนาร่าแบบบ้านเราไปเลย เพราะนี่คือ Original Taste แบบแท้ๆ ซึ่งร้านนี้จะมีสูตรพิเศษเฉพาะตัวนั่นก็คือ การอุ่นส่วนผสมของไข่แดง และเครื่องปรุงต่างๆ พอร้อนแล้วก็นำมาคลุกกับเส้นพาสต้า แล้วโรยด้วยเบคอนแก้มหมู ตักเข้าปากทีมีแต่ฟิน!     10. Pane e Salame : อิตาลี ใครต่อคิวไหวไปก่อนเลย เพราะร้านสุดท้ายที่เรานำมาแนะนำนี้ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แค่คนเยอะมากกกก ไปช่วงบ่ายๆ ไม่ต้องแปลกใจนะครับถ้าเห็นคนต่อคิวจนล้นออกมานอกร้าน สำหรับเมนูเด็ดต้องลองชิมเลยก็คือ Pannini and Salami หรือ ขนมปังอบกรอบ (คล้ายๆ แซนด์วิช) และซาลามิหรือไส้กรอกแห้งนั่นเอง ทานคู่กับชีสและไวน์ ได้อารมณ์ของอิตาลีสุดๆ ครับ   จดชื่อไปบ้างแล้วใช่ไหมครับ? กับ 10 ร้านอาหารดังในยุโรป ที่ ทัวร์ครับ นำมาแนะนำกัน ไปเที่ยวยุโรปทั้งที อย่าพลาดทานอาหารพื้นเมือง และร้านดังสุดแสนอร่อยกัน เที่ยวให้สนุกครับ ~ แนะนำ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<

อ่านเพิ่มเติม
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ
10 ไอเทมที่ห้ามลืมพก เมื่อต้องไปเที่ยวต่างประเทศ

26 ก.พ. 62

  1.หนังสือเดินทาง จะไปต่างประเทศทั้งทีลืมหนังสือเดินทางนี่อาจต้องเดินทางกลับบ้านก่อนขึ้นเครื่องนะจ๊ะ ของสำคัญเพื่อยืนยันตัวตนขณะอยู่ต่างประเทศสำคัญพอๆกับบัตรประชาชนเมื่ออยู่ประเทศไทยเลยก็ว่าได้แนะนำควรเตรียมกระเป๋าพกติดตัว เพื่อไว้เก็บหนังสือเดินทางโดยเฉพาะเลย และสิ่งสำคัญที่หลายคนมักพลาดไปก็คือ หนังสือเดินทางควรมีอายุมากกว่า 6 เดือน หรือ 180 วัน นับตั้งแต่วันที่เราเดินทางไป ถ้าหนังสือเดินทางของคุณใกล้จะหมดอายุแนะนำให้ไปต่อก่อนดีกว่าเพราะมีหลายคนพลาดเดินทางไปอย่างน่าเสียดายด้วยกรณีหนังสือเดินทางใกล้หมดอายุ กันมาหลายรายแล้วล่ะ     2.ยาประจำตัว ใครที่เป็นโรคประจำตัวอะไรสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยาประจำตัวของคุณหรือใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรก็ควรพกยาแก้ปวดสามัญประจำบ้านอย่างเช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้ท้องเสีย เป็นต้น  ติดตัวกันไว้ดีกว่าเพราะบางประเทศอาจจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจจะป่วยกันได้ง่าย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหายากันที่ต่างแดนที่เราไม่รู้ว่าควรกินยาอะไร พกไว้ให้อุ่นใจดีกว่า     3.กล้องถ่ายรูป ของสำคัญเวลาไปต่างแดนถึงแม้เราจะมีกล้องโทรศัพท์ที่ถ่ายได้อย่างรวดเร็ว แต่ไหนๆ ไปไกลทั้งทีก็อยากจะเก็บรูปถ่ายที่คุณภาพชัดๆ แน่นๆกันใช่ไหมล่ะเพราะฉะนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของทริปอีกอย่างนั่นก็คือ "กล้องถ่ายรูปดีๆ สักตัว" ถ้าให้ดียิ่งกว่านั้นลองหาตากล้องคู่ใจไปด้วยสักคนทีนี้ก็เป็นทริปที่มีเก็บความทรงจำกันได้ยาวๆ แล้วสำหรับใครที่ไปคนเดียวการใช้ขาตั้งกล้องที่พับเก็บได้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราว่าเวิร์คในยุคสมัยนี้เพราะสะดวก แล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายใครด้วยแต่แนะนำว่าเลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่านเท่าไรจะได้ไม่รบกวนเขาด้วยเนอะ     4.อุปกรณ์แปลภาษา ไปต่างประเทศจะไปงูๆ ปลาๆก็พอได้สำหรับบทสนทนาง่ายๆแต่หากเกิดเรื่องฉุกเฉินหรือเกินความสามารถเราขึ้นมาทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่แนะนำให้พกอุปกรณ์แปลภาษาไปด้วยดีกว่าเผื่อบางประเทศเขาไม่พูดภาษาอังกฤษเราจะลำบากได้ สำคัญมากๆเวลาซื้อของจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง ไม่ใช่สั่งเนื้อไก่ แต่ได้เนื้อสุนัขอะไรแบบนี้ดูจะล้ำเกินไปจริงไหม 555     5.หัวปลั๊กไฟ หัวปลั๊กประจำประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะใช้ปลั๊กแบบเราเพราะฉะนั้นทางที่ดีควรศึกษาก่อนว่าประเทศที่เราจะไปนั้นเขาใช้หัวปลั๊กแบบไหนจะได้ไม่พลาด ทางที่ดี ควรนำหัวปลั๊ก universal ที่ใช้ได้กับทุกประเทศไปด้วย หรือทำการบ้านว่าประเทศที่เราจะไปนั้นใช้หัวปลั๊กแบบไหนแล้วเตรียมไปให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่กันที่ต่างประเทศกันให้วุ่นวายใจ     6.เงินสด เงินสด ควรพกเงินสดติดตัวไว้ด้วยเผื่อเหตุฉุกเฉินหรือต้องการใช้เล็กๆ น้อยๆ จะได้มีเงินใช้จ่ายในกรณีที่บางร้านค้าอาจจะไม่รับบัตรแล้วควรแลกเงินจากไทยไปก่อนเพราะสวนใหญ่จะได้ rate ดีกว่าแลกเมืองนอก ร้านที่ใช้บริการบ่อยคือ Super Rich ลองดูใน googleได้เลยครับ มีSuper rich thailand กับ super rich 1992 ต้องลองเช็คเรทราคาดูอีกทีเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดอยู่แล้ว     7.ร่มหรือเสื้อกันฝน เพราะเราไม่รู้เลยว่าอากาศต่างประเทศจะเป็นยังไง บางประเทศฝนตกตลอดปี ก็มีถึงจะดูกรมอุตุของบ้านเขาไว้แล้วก็เถอะแต่เราก็ไม่อยากเปียกขณะเดินทางจริงไหม เผลอๆ ก็อาจจะป่วยยาวไปทั้งทริปจะหมดอรรถรสในการเดินทางซะเปล่าๆเพราะฉะนั้นอย่าลืมกันไว้ดีกว่าแก้เสมอ     8.เสื้อกันหนาว สำคัญมากๆยิ่งเดินทางไปในประเทศยุโรปโซนที่หนาวจัดๆ ควรมีเสื้อกันหนาวแน่นๆไว้สักตัวเพราะอากาศดีของเขาอาจจะหนาวมากสำหรับชาวไทยอย่างเราๆที่ไม่เคยเจออากาศหนาวจัดมาก่อนเครื่องกันหนาวไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว รองเท้าบู๊ท ถุงมือหรือผ้าพันคออุ่นๆจะช่วยปกป้องร่างกายของคุณให้ปลอดภัยจากอากาศหนาวของบ้านเขาได้ดี แนะนำให้เตรียมไปให้พร้อมจะได้ไม่ไปเป็นหวัดที่นู่น     9.รองเท้าสำรอง ควรพกติดตัวมาด้วยเผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินไม่ว่าจะรองเท้ากัดหนักมากเพราะการมาต่างประเทศแต่ละทีบอกเลยว่าเดินเยอะแน่นอนหรือรองเท้าเปียกฝนหลายเหตุการณ์ฉุกเฉินทางที่ดีเราควรนำรองเท้ามาเปลี่ยนด้วยจะได้สนุกกับทริปให้เต็มที่แบบหมดห่วง ไม่ต้องคอยมานั่งพัก นั่งเซ็งว่ารองเท้ากัดส่วนการเลือกรองเท้าก็ต้องดูสภาพแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เช่น หากเดินเที่ยวในเมือง รองเท้าผ้าใบดีๆ สักคู่ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องเดินป่า หรือต้องไปตะลุยหิมะก็ควรเลือกรองเท้าที่เป็นแบบเฉพาะกันหิมะไม่ให้กัดเท้าเราได้     10.แผนที่ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรลืมไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามเพราะเราไปต่างถิ่นต่างที่แถมภาษาบ้านเขาเราก็จะอาจจะงงๆถามทางแต่ละทีก็ต้องรวบรวมความกล้าจนปวดใจเพราะกลัวสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องแนะนำให้พกแผนที่หรือไฮเทคหน่อยก็หาโหลดแอพแผนที่ที่ใช้กับประเทศเขาได้ เอาที่แบบเราดูแล้วเข้าใจไม่งงกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ไม่พลาดเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ หรือเกิดหลงทางขึ้นมาจะได้กลับถูก หลงทางบ้านเขาไม่คูลเลยจริงไหม เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส ทางที่ดีเตรียมจดลิสต์สถานที่ที่เราอยากไปเอาไว้ด้วยพร้อมกับพิกัดเดินทางเอาไว้ด้วยดีกว่าจะได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลาเดินทาง และยังคำนวณเวลาการเที่ยวได้ จะได้เป็นทริปที่น่าจดจำอีกทริปหนึ่ง บทความแนะนำ >>13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??<<

อ่านเพิ่มเติม
ใครสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ยกมือขึ้น! พาไปเที่ยวตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์ สุดฟินที่อังกฤษ !!
ใครสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ยกมือขึ้น! พาไปเที่ยวตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์ สุดฟินที่อังกฤษ !!

26 ก.พ. 62

บทความนี้ทั้งเอาใจแอดมินทัวร์ครับเองที่เป็นสาวกแฮรี่ และเพื่อนๆ ที่เป็นเหล่าพ่อมดแม่มดเหมือนกัน ได้เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ สถานที่ต่างๆ ไปพร้อมๆ กันครับ หยิบไม้กวาดมาขี่แล้วตามกันไปเลย !!!   1.King’s Cross Station เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์สถานที่ที่ทุกคนคงอยากมา เพราะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจจะมีสักครั้งที่จะได้พบกับชานชาลาที่ 9 ¾ แต่ถึงอย่างไรแล้วเราก็สามารถได้ความรู้สึกแบบนั้นได้ เพราะเค้าได้จัดเตรียมพร็อบไว้ให้ ในตอนกลางวันก็จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยถ่ายภาพให้ด้วยล่ะครับ แล้วเราก็สามารถซื้อภาพของเราได้ที่ชั้น 2 เอาเป็นว่าใครเป็นสาวกแฮรี่ พอตเตอร์ตัวจริงเสียงจริง จะต้องไม่พลาดมาเยือนที่นี่เด็ดขาดนะครับ แผนที่ : King’s Cross Station     2. ZSL London Zoo สวนสัตว์นี้เป็นที่ใช้ถ่าย Reptile House ที่แฮร์รี่ไปเที่ยวกับครอบครัวเดอร์สลีย์แล้วปล่อยงูออกมานั่นเอง นอกจากจะได้มาเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์แล้ว ยังได้มาเที่ยวสวนสัตว์ในแบบฉบับของเมืองผู้ดีด้วยนะ ขอบอกเลยว่าที่นี่ใหญ่มากๆ มีส่วนที่ต้องเดินข้ามถนนไปด้วย เรียกได้ว่าสามารถมาใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันเลยยยย แผนที่ : ZSL London Zoo     3. Millennium Bridge สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ ใช้ถ่ายทำฉากที่ผู้เสพความตายบุกลอนดอนตอนต้นภาค 6 ครับ ซึ่งจริงๆ สะพานนี้ก็มีชื่อเสียงในตัวมันเองอยู่แล้ว จึงไม่แปลกหากจะเห็นผู้คนจำนวนมากมาเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ถ่ายรูปกับสะพานนี้ โดยสะพานนี้เป็นสะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำเทมส์ เชื่อมระหว่าง St Paul Cathedral กับ Tate Modern ครับ แผนที่ : Millennium Bridge     4. Warner Bros Studio Tour : The Making of Harry Potter สำหรับที่แห่งนี้คงเป็นที่ที่แฟนแฮร์รี่อยากมาที่สุดเลยล่ะครับ เพราะเป็นสตูดิโอที่ใช้ถ่ายทำจริงๆ เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ในภาพยนตร์เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ มีการพาทัวร์ชมฉาก คอสตูม พรอพ ขั้นตอนการทำต่างๆ บอกเลยว่าสามารถอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลย แถมบอกเลยให้มาอีกกี่รอบก็ไม่มีเบื่อนะครับ แผนที่ : Warner Bros Studio Tour      5. Christ Church College อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ที่คนเยอะมากๆ เพราะได้ตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบสมจริงนั่นเอง ทั้งโถงใหญ่ โถงบันได คอร์ทตรงกลาง หรือแม้กระทั่งทางเดินของที่นี่หลายจุดก็ใช้ถ่ายทำเต็มไปหมด เรียกได้ว่าได้ฟีลของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้บรรยากาศและความทรงจำเต็มๆ เลยครับ แผนที่ : Christ Church College     6. Bodleian Library เที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ที่ Bodleian Library แห่งนี้ นั่นมาจากฉาก ห้องพยาบาลเอย.. ห้องสมุดเอย.. หรือห้องเรียนเต้นรำเอย... ต่างถ่ายทำที่นี่ทั้งนั้นครับ แต่ด้วยความที่นี่เป็นห้องสมุด อาจจะไม่ได้มีอะไรให้เที่ยวมาก นอกจากชมสถาปัตยกรรม เพราะฉะนั้นหากไม่ได้ตั้งใจมาตามรอยแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบ 100% มาที่นี่ก็อาจจะเบื่อๆ หน่อยนะครับ แผนที่ : Bodleian Library     7. The Shambles ที่นี่ไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด แต่หลายๆ คนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนตรอกไดแอกอนที่สุดแล้วครับ ตรงนี้เป็นตรอกเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารไม้ Timber-framed และร้านค้าของมากมาย นอกจากได้มาสัมผัสกับบรรยากาศคล้ายคลึงกับภาพยนตร์แล้ว ยังได้มาช้อปปิ้งด้วยนะครับ     8. Durham Cathedral ถ้าอยากเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์แล้วละก็ต้องมานะครับที่นี่ เพราะหลายฉากเลยล่ะที่ใช้ที่นี่เป็นที่ถ่ายทำ เช่น ฉาก “กินทากซะ มัลฟอย!” หรือฉากห้องเรียนแปลงร่าง นอกจากนี้ทางเดินต่างๆ ยังถูกใช้ถ่ายทำเต็มไปหมดเลยล่ะครับ เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้สัมผัสกับความเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบเต็มๆ เลยทีเดียว แผนที่ : Durham Cathedral     9. Alnwick Castle ไปฝึกบินกันครับ! ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ถ่ายทำแล้ว ยังมีกิจกรรมมากมายที่ให้เหล่าสาวกแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้ทดลองเป็นพ่อมดแม่มดจริงๆ เช่น กิจกรรมการสอนบิน ที่มีทั้งเด็กๆ จนไปถึงวัยผู้ใหญ่มาเล่นเต็มไปหมด หรือการขี่ไม้กวาดเล่นไปรอบๆ สนามหญ้า ที่มีเพื่อนๆ พ่อมดแม่มด แต่งตัวจัดเต็มมาประชันกัน สนุกมากๆ เลยล่ะครับ เหมือนได้คืนสู่เหย้าเลย อิอิ แผนที่ : Alnwick Castle     10. New College, University of Oxford ปิดท้ายกันที่มหาวิทยาลัยอีกหนึ่งแห่งที่ใช้ถ่ายทำหลายๆ ฉากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นฉากทางเดินต่างๆ ตรงคอร์ท หรือตรงห้องต่างๆ ซึ่งที่นี่เข้าได้ฟรี แล้วเข้าไปด้านในก็หาไม่ยาก เพราะจะมีสาวกแฮร์รี่เดินตามหาจุดเกิดเหตุในภาพยนตร์เต็มไปหมดเลยครับ แผนที่ : University of Oxford เป็นยังไงบ้างครับ? เพื่อนๆ พ่อมด แม่มด ทั้งหลาย เริ่มจะอิน และอยากเที่ยวตามรอยแฮร์รี่พอตเตอร์ไปฟินแล้วล่ะสิ รีบๆ จองตั๋ว จองทัวร์ด่วนๆ จะได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศและความทรงจำที่พวกมักเกิ้ลไม่มีวันเข้าใจกันนะครับ   

อ่านเพิ่มเติม
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ทริคเที่ยวต่างประเทศกับ 3 โซน ชมเทศกาลดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

26 ก.พ. 62

ใครที่อยากจะหนีร้อนไปพึ่งเย็นและเห็นความงามของเทศกาลดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งในอยู่ในช่วงเดือนดังกล่าว ก็ต้องไม่พลาดเด็ดขาด ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาไปดูเองว่าจะไปชมเทศกาลดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แต่งตัวยังไงไปถึงจะเหมาะสมที่สุด   ตัดสินใจเลือกเดือนให้ถูกต้อง สำหรับการไปรับชมเทศกาลดอกไม้เหล่านี้ก็ต้องดูด้วยนะครับ ว่าเราจะไปชมกันที่ไหน เพราะอย่างทางซีกโลกเหนือเนี่ย ก็จะมีเทศกาลดอกไม้ หรือฤดูใบไม้ผลิอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้มันตรงกับหยุดยาวของเราและน่าเที่ยวสุดๆ อย่างพวกเกาหลี ญี่ปุ่น เนี่ยแหละครับใกล้ๆ แถมได้เห็นต้นซากุระแบบเป็นๆ เปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีชมพูสวยสะดุดตามาก ส่วนใครที่อยากไปชมเทศกาลดอกไม้ที่ไกลขึ้นมาหน่อยอย่างทางออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ช่วงเดือนที่เหมาะสมก็คือ กันยายน - ธันวาคม นั่นเองครับ ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกันนะ ว่าเราอยากจะไปเที่ยวโซนไหน จะได้วางแผน จัดตารางเวลาต่างๆ ได้ถูกต้องด้วย เพราะแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป แถมการเบ่งบานของดอกไม้ก็ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ เทศกาลดอกไม้จะไม่ทำให้เพื่อนๆ ผิดหวังแน่นอน !!!   จัดกระเป๋าเตรียมตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ เตรียมให้พร้อมจัดเสื้อผ้าตามโซนให้ถูกต้อง อย่างที่บอกไปนะครับ ว่าเทศกาลดอกไม้มันมีจัดขึ้นทั่วทั้งโลกนั่นแหละ แถมแต่ละโซนก็มีทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และความงดงามของดอกไม้ที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เราก็ควรเตรียมตัวไปให้สอดคล้องกับสถานที่นั้นๆ ด้วย ซึ่ง ทัวร์ครับ เองก็ได้รวบรวมข้อมูลทั้ง 3 โซนหลักๆ แลนด์มาร์กสำคัญในการรับชมเทศกาลดอกไม้มาฝากกัน ต้องแต่งตัวยังไงนั้น ไปชมกันเลย   แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนเกาหลี-ญี่ปุ่น สำหรับโซนนี้นะครับ ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ทำให้สภาพแวดล้อมอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอุณหภูมิของบ้านเค้าที่อุ่นแล้วก็จะยังอยู่ที่ 10-22 องศา อยู่ดี ดังนั้นชาวไทยอย่างเราก็อาจจะยังคงหนาวสักหน่อยเนอะ เสื้อผ้าแฟชั่นที่เหมาะสมเลยจะเน้นใส่แบบสบายๆ แต่แขนยาวสักนิด ไม่ต้องหนามากหรอกครับ เอาแค่พอให้ไม่โป๊ ไม่เปลือย เท่านั้นก็พอ เพราะถ้ามันถึง 10 องศาจริงๆ มันก็ยังคงหนาวอยู่ดี อาจจะเอาเป็นแจ็คเก็ตหนาๆ ไปเตรียมไว้เพื่อคลายหนาวก็ยังได้ ส่วนวันไหนอากาศอุ่นๆ ขึ้นหน่อยก็ค่อยใส่เสื้อยีนอะไรแบบนี้ก็ยังเวิร์คอยู่ หรือถ้าอยากมีพร็อปสวยๆ ก็จัดผ้าพันคอด้วยเลยครับ รับรองว่าเลิศ   แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนยุโรป สำหรับยุโรปนั้นเป็นอีกหนึ่งโซนที่มีเทศกาลดอกไม้สวยงามอลังการงานสร้างมากๆ ไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย เพราะมีให้เลือกหลากหลายประเทศ อยู่ที่ว่าเราสะดวกเดินทางไปที่ไหน ซึ่งอุณหภูมินั้นจะอยู่ที่ 11-20 องศา กลางๆ ไม่ร้อน หนาวเย็นกำลังดี และบางทีก็มีฝนตกแซมๆ มาเช่นกัน เพราะอย่างประเทศฝรั่งเศสเนี่ย ต่อให้เป็นฤดูไหนๆ ก็มีฝนตกได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้แนะนำให้เผื่อเสื้อหนาว หรือเสื้อโค้ทมาด้วยจะดีที่สุด เพราะยังไง๊ยังไงก็ได้ใช้แน่นอน แนะนำ >>ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’<<   แต่งตัวเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ โซนซีกโลกใต้ โซนนี้จะมีประเทศที่น่าสนใจและน่าไปมากๆ อยู่ 2 ประเทศคือ ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ ซึ่งอากาศบ้านเค้าจะเหมือนหน้าหนาวบ้านเราเลยครับ คือเฉลี่ยอยู่ที่ 15-28 องศา เท่านั้นเอง ทำให้ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่งเหมือนอยู่ไทยได้เลย เพราะอากาศหนาวเย็นนิดๆ หน่อยๆ คนไทยชิลอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากใส่เสื้อกันหนาว เสื้อคลุมเท่ๆ อันนี้แนะนำมากเลย เพราะบางทีเผื่ออุณหภูมิมมันดิ่งไปตามสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น ลดมาเหลือ 15 องศาจริงๆ เราก็ยังเอาอยู่ เตรียมไว้ทั้งชุดเที่ยวฤดูหนาว และฤดูร้อนเลยครับดีที่สุด เห็นมั้ยล่ะว่าโลกเราเนี่ยยังมีเทศกาลดอกไม้รอให้เพื่อนๆ ไปรับชมความงดงามของมันอยู่อีกตั้งมากมายหลายที่จริงๆ เลยล่ะครับ สามารถเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเลย อยู่ที่ว่าเราจะว่างช่วงไหน และอยากจะบินไปแถบไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง ฤดูใบไม้ผลินี้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว เพราะฉะนั้นเป็นช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดช่วงหนึ่งแล้วล่ะครับ สำหรับใครที่มีแพลนอยากคืนความสุขให้ตัวเอง หรือคนในครอบครัว ก็มาจอง ทัวร์ยุโรป  ทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ ไปเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้สุดสวยงามเหล่านี้กันได้เลย เพื่อเปิดรับประสบการณ์ดีๆ พาตัวเองและคนที่คุณรักไปพักผ่อนหย่อนใจ ได้เที่ยวต่างประเทศในราคาสุดคุ้ม ถูกแสนถูก แถมมีคนให้บริการทุกอย่างเรียบร้อยแบบไม่ต้องทำอะไรเองอีกต่างหาก สบายขนาดนี้ รีบมาจองกันด่วนเลยยยย อ่านต่อ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<

อ่านเพิ่มเติม
 ดี๊ดีนะจ๊ะนายจ๋า!! รวม 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสวยเวอร์ ที่ ชัยปุระ อินเดีย
ดี๊ดีนะจ๊ะนายจ๋า!! รวม 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสวยเวอร์ ที่ ชัยปุระ อินเดีย

26 ก.พ. 62

และสำหรับเมืองที่ทางเราขอแนะนำ ก็คือเมือง ชัยปุระ หรือ จัยปูร์ (Jaipur) เรียกกันได้ตามสะดวก เป็นเมืองที่ควรเริ่มต้นมาทำความรู้จักอินเดียที่นี่ แล้วรับรองว่าจะหลงรักไปเลยครับ เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มีทัศนียภาพที่ดี ทำให้เราลั่นชัตเตอร์เพลินเลย ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างโรงแรม 5 ดาว หรือห้างร้านต่างๆ ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลยนะครับ เค้าก็มีเหมือนกันนะเออ มาครับตามเรามา เดี๋ยว ทัวร์ครับ จะพาไปแนะนำให้รู้จักกับ ชัยปุระ กัน และ รวม 10 แลนด์มาร์กที่ควรไปเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปสวยๆ และประสบการณ์ดีๆ ด้วย ตามมาเลย      1. ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) หรือ พระราชวังสายลม พิกัด : Hawa Mahal เปิดมากับที่แรก ที่อยากให้หยิบเสื้อผ้าโทนสีอุ่น - โทนร้อน เช่น กางเกงสีแดงหรือส้มจี๊ดๆ กับเสื้อสีขาวหรือดำ แล้วไปเช็คอินที่นี่เลย ด้วยความที่ตัวพระราชวังเป็นสีพีชๆ และมีลายเส้นฉลุที่ตัดด้วยสีขาว ทำให้เวลาเราใส่เสื้อผ้าที่สีโดดเด่นขึ้นมานิดนึง จะได้รูปที่ออกมาแล้วลงตัวสุดๆ แนะนำว่ามาตอนเช้านะครับ เพราะแสงจะกระทบลงมากับพระราชวังได้งดงามสุดๆ เลยครับ     2. ป้อมไจการห์ (Jaigarh Fort) พิกัด : Jaigarh Fort ยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมได้อยู่เพราะจุดที่สองที่เราแนะนำ คือป้อมไจการห์ ที่มีปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ จุดนี้ต้องนั่งช้างขึ้นมานะครับ แต่บอกเลยว่าวิวข้างบนสวยมาก เป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่แต่ยังคงความงดงามคลาสสิคไว้อยู่ ตัวตึกเป็นสีออกเหลืองๆ บอกเลยว่าตัดกับสีชุดที่เราบอกไปนั้นเข้ากันดีมว๊าก รับรองว่าขึ้นมาถึงข้างบนนี้ ไม่มีใครไม่ได้ภาพสวยๆ กลับไปแน่นอนครับ     3. ชันตรมันตระ (Jantar Mantar) พิกัด : Jantar Mantar จุดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกเลยนะครับ สถาปัตยกรรมของที่นี่ผสมผสานระหว่างเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ และศิลปะให้เข้ากันได้อย่างลงตัวมากๆ เป็นที่ที่มหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 ทรงใช้ที่นี่เป็นเครื่องมือในการคำนวณพระจันทร์ ดวงดาว และพระอาทิตย์ เพื่องานสำคัญต่างๆ ครับ มีความเป็นสวนเขียวๆ ตัดกับสถาปัตยกรรมเหลืองๆ ดูดีทีเดียว     4. อัลเบิร์ตฮอลล์ (Albert Hall) พิกัด : Albert Hall ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางของชัยปุระ  ขอบอกว่า ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอังกฤษ จึงทำให้ที่นี่มีความเป็นอินเดีย ผสมกับความตะวันตกอยู่ ดูแล้วเพลินตามากๆ แนะนำเรื่องชุดว่าถ้าเป็นไปได้ลองหาซื้อส่าหรีสีแซ่บๆ มาใส่ แล้วยืนถ่ายรูปที่ด้านหน้า สวยมากอย่าบอกใครเลยล่ะ แล้วยิ่งเจอกับลมเย็นๆ ทำให้ส่าหรีของเราพลิ้วๆ รูปออกมาดีเว่อร์!! เชิญเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ได้เลยจ้า     5. ใจมาฮาล (Jai Mahal) พิกัด : Jai Mahal หรือพระราชวังฤดูร้อน ยังคงให้ใส่ส่าหรีชุดเดิมอยู่นะครับ เพราะที่นี่คือพระรางวังที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ ที่มีความกว้างใหญ่ สวยงามมากๆ ครับ  มีการจำกัดนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมเพราะต้องนั่งเรือเข้าไป แต่ถ้าใครไม่เข้าก็สามารถถ่ายรูป ณ จุดชมวิวก็ได้ บอกเลยว่าชุดส่าหรีที่เราบอก พอยืนอยู่ท่ามกลางวิวหลักล้านแบบนี้ ออกมาดูดีสุดๆ ชอบมากก     6. อนุสรณ์สถานมหาราชาแห่งชัยปุระ (Royal Gaitor) พิกัด : Royal Gaitor ใครหลงรักความ Marble หินอ่อนสวยๆ จะพลาดที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะที่อนุสรณ์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนเป็นรูปโดมแบบฮินดูสไตล์ของราชปุต มีความละเอียด และงดงามมากๆครับ เพื่อนๆ สามารถเดินถ่ายรูปรอบๆ ได้เพลินๆ ทั้งมุมสวน มุมตึกต่างๆ ดีงามพระรามเก้ามากๆ     7. สวาร์กาสูลี (Sargasuli tower jaipur) พิกัด : Sargasuli tower jaipur หอคอยสีเหลืองนวล ที่นักท่องเที่ยวต่างตบเท้าเข้ามาเพื่อชมวิวรอบๆ ชัยปุระจากมุมสูง ถ่ายภาพจากข้างล่างก็สวยงดงาม หรือจะขึ้นไปถ่ายภาพมุมสูงจากด้านบนก็ดี๊ดีแหละ มาชัยปุระทั้งที ไม่อยากให้พลาดที่นี่เลยนะครับ อ้อ! ชุดก็จัดสีสดๆ ส้มๆ ม่วงๆ มาเช่นเคย ได้รูปเก๋ๆ แน่นอน     8. ป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) พิกัด : Tiger Fort cr. อินเดีย อินเลิฟ India Inlove ต้องห้ามพลาด! กาดอกจันสักพันอันไว้เลยครับ เพราะที่นี่คือสวยมาก ต้องมามากๆ ขึ้นไปด้านบนจะได้เห็นเมืองชัยปุระทั้งหมด และยังได้เห็นกำแพงของเมืองชัยปุระด้วยนะครับ แนะนำว่าให้มาตอนเย็นๆ เพื่อขึ้นมาดูพระอาทิตย์ตกบนนี้ และเพื่อนๆ จะได้พบกับ Magic Hour ที่ยากจะลืมเลือน     9.พระราชวังสีชมพู (City Palace) พิกัด : City Palace ข้างหน้าว่าสวยแล้ว แต่เราขอแนะนำให้ยอมเสียเงินค่าไกด์เพื่อเข้าไปชมด้านในด้วยนะ อาจจะเหนื่อยนิดๆ เพราะต้องเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วค่อยๆ เดินไล่ลงมาทีละชั้น แต่ขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ เลยล่ะ ทั้งห้องต่างๆ ที่มีสีสันสดใสต่างกัน ทั้งวิวด้านบนที่สวยมากๆ ทั้งสถาปัตกรรม และงานศิลปะมากมายด้านใน ไม่แนะนำให้พลาดที่นี่ด้วยประการทั้งปวง     10. Caffe Palladio พิกัด : Caffe Palladio ใครว่าอินเดียไม่มีคาเฟ่! มีนะเออ แถมสวยมากด้วยครับคุณขา ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาทานอาหาร หรือสั่งเครื่องดื่มมานั่งชิลๆ พร้อมแชะภาพสวยๆ ไปด้วย จ่ายเงินครั้งเดียวได้ทั้งอิ่มท้อง ได้ทั้งรูปสวยๆ เพราะมีหลายมุมให้ได้ลั่นชัตเตอร์กัน คุ้มนะจะบอกให้ เลื่อนมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนแอบจด ชัยปุระ ไว้ใน Bucket List แล้วใช่ไหมล่ะ? บอกแล้วว่า อินเดีย ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะมันสวยมากจริงๆครับ อยากให้เปิดใจลองไปสักครั้ง แล้วจะติดใจนะบอกเลย ... ใครสนใจทัวร์อินเดีย สามารถ "คลิก" ได้เลยนะครับ รับรองราคาสุดคุ้มโดนใจสุดๆ  หรือ อ่านบทความน่าสนใจต่อ >>7 อาหารอินเดียนสไตล์..มาเที่ยวอินเดียกินอะไรดีนะ ??<<  

อ่านเพิ่มเติม
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??

22 ก.พ. 62

ไม่เป็นไรวันนี้เรามีทริคเด็ดๆมาให้ทุกคน จะได้ไม่ต้องไปแก้เขินกันบนเครื่องไม่ใช่อะไรหรอกเพราะตัวเราก็มีประสบ การณ์แบบนั้นเหมือนกัน 5555 จะเป็นยังไงไปดูกันเลยจ้า   1.หาข้อมูลการเดินทาง ใครที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกควรเช็คข้อมูลการเดินทางไปสนามบิน และตรวจสอบเวลาเครื่องบินให้ดีๆคงไม่มีใครอยากวิ่งหน้าตั้งไปขึ้นเครื่องใช่ไหมล่ะครับ ไม่คูลเลยว่าไหม เพราะฉะนั้นเราควรเผื่อเวลาล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ไปถึงสนามบินเร็วก็มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นกันตกเครื่องด้วย ถ้าบินไกลส่วนใหญ่จะต้องไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ถ้าในประเทศส่วนใหญ่ก็จะขึ้นที่ดอนเมือง แนะนำเช็คเส้นทางเลี่ยงรถติดกันให้ดีๆ นะครับ แหล่งข้อมูลเวลา นาฬิกา โลก : http://th.thetimenow.com/worldclock.php   2.ขั้นตอนการเช็คอิน เมื่อไปถึงสนามบินแล้วต่อไปจะเป็นขั้นตอนในการเช็คอินและตรวจสอบเอกสารใครที่ไม่เคยขึ้นเครื่องแนะนำให้อ่านข้อนี้หนักๆ เลยยย !!   2.1 การเช็คอินและโหลดกระเป๋า เมื่อไปถึงแล้วให้ดูที่จอดิจิตอลที่สนามบิน ซึ่งจะแสดงเลขเที่ยวบินสายการบิน และเวลาเดินทางไว้ (ดูได้จากใบรายละเอียดการเดินทาง)พร้อมระบุหมายเลขเค้าเตอร์สำหรับเช็คอินให้นำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต(กรณีไปต่างประเทศ)และใบรายละเอียดการเดินทางยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จแล้วเราจะได้รับ Boarding Pass และใบตม.(สำหรับเดินทางออกนอกประเทศ) 2.2 การสแกนสัมภาระ เมื่อมาถึงจุดตรวจให้แสดงพาสปอร์ตและBoarding Pass กับเจ้าหน้าที่ วางกระเป๋าหรือสัมภาระทั้งหมดลงในถาดที่จัดไว้ 2.3 สำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศให้มองหาป้ายตรวจหนังสือเดินทาง Passport Control เมื่อถึงจุดตรวจ ให้ยื่นพาสปอร์ตและใบตม.ที่กรอกแล้วให้กับเจ้าหน้าที่ 2.4 ดูเกตที่เราจะต้องขึ้นเครื่องบน Boarding Pass จากนั้นให้เดินเข้าไปรอในเกตดีกว่าเพราะบางที่เกตอยู่ไกลพอสมควร   3. สิ่งต้องห้ามเอาขึ้นเครื่องบิน รู้ไว้ก่อนสิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินถ้าไม่อยากถูกโยนของใช้ทิ้งลงถังขยะ อ่านก่อนเถิดหนา 3.1 ของเหลวทุกชนิดที่มีความจุต่อชิ้นเกิน 100 มล. เช่น เจล น้ำหอม สบู่เหลว สเปรย์ ห้ามพกติดตัวขึ้นเครื่องบินแนะนำให้ใส่กระเป๋าที่จะโหลดดีกว่าหรือใครจำเป็นต้องใช้จริงๆให้แบ่งใส่ขวดเล็กๆ เอาไว้ก็ได้ครับ ชิ้นต่อไป 3.2 แบตเตอรี่สำรองต้องมีค่าความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh 3.3 อาวุธ 3.4 ของมีคมต่างๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บ คัตเตอร์ 3.5 วัตถุไวไฟ เช่น ไฟแช็ค 3.6 อาหารที่มีกลิ่นแรง ต้องแพ็คมาอย่างเหมาะสม 3.7 สัตว์มีพิษ สัตว์ดุร้าย 3.8 สารอันตรายต่างๆ เช่น สารกำจัดแมลง สารหนู 3.9 สิ่งของอื่นๆ เช่น แม่เหล็ก น้ำแข็งแห้ง   4.สัมภาระขึ้นเครื่องอย่าใหญ่จนเกินไป เพราะตอนยกขึ้นเก็บบนช่องเก็บเหนือศีรษะอาจไปกระแทกหัวคนอื่นเขาได้ แถมยังลำบากตอนเอาขึ้นเอาลงเครื่องอีกต่างหากโดยกฎทั่วไปมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องได้แบบ 1+1 ครับ คือกระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ บวกกับสัมภาระอีก 1 ใบ โดยทั้งสองใบต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม บางครั้งสายการบินอาจจะไม่ได้เคร่งเรื่องขนาดมากเท่าไร แต่แนะนำไว้จะได้หมดปัญหาเพื่อนร่วมทางมองแรง   5.ควรยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นช่องเก็บเหนือศีรษะด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้แอร์โฮสเตสเข้ามาช่วยเหลือยิ่งถ้าหากเป็นผู้ชายแล้วล่ะก็ยกเองดีกว่าน้าจะให้ผู้หญิงมาช่วยก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะเท่าไรเพราะอันนี้เป็นหน้าที่นอกเหนือของแอร์แล้วถือว่าช่วยกันเป็นน้ำใจน่ารักๆ ของชาวไทยเรา เพื่อประหยัดเวลาในการออกเดินทางด้วย แต่ถ้าใครตัวเล็กยกไม่ไหวจริงๆก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ครับ   6.มองซ้ายขวาก่อนยกกระเป๋า ก่อนยกกระเป๋ามองด้านหลังก่อนเผื่อมีคนเดินตามเรามาหลบทางให้เขาก่อนที่เราจะยกกระเป๋าขึ้นเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าจะให้ผู้โดยสารทั้งลำหยุดชะงักเพราะเราแค่คนเดียวดูจะไม่เวิร์คเท่าไรใช่ไหมครับ เผลอๆ เราอาจเป็นต้นเหตุทำให้เครื่อง Delay แบบไม่รู้ตัวด้วยก็ได้นะ กันไว้ดีกว่าแก้นะทุกคนนนน   7.เอาเบาะที่นั่งพอประมาณ อย่าให้ถึงกับติดขาคนข้างหลังยิ่งถ้าเป็นชั้นประหยัดนี่บอกเลยว่าแน่นมากครับ สบายเราแต่ลำบากคนอื่นก็อาจจะโดนก่นด่ากันไปตลอดทางไม่น่าเป็นไอเดียที่เวิร์คเท่าไรครับ เอาแต่พอประมาณดีกว่าและที่สำคัญตอนเสิร์ฟอาหารแนะนำให้เอนเบาะตั้งตรงก่อนเพราะไม่งั้นแถวด้านหลังอาจจะกินไม่สะดวก   8.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนอยากให้เคารพกฎตรงนี้กันเนอะ เพราะอุบัติเหตุทางอากาศเราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ถ้าเกิดเครื่องบินตกหลุมอากาศเครื่องกระแทกแรง ตัวเราอาจลอยไปกระแทกกับผนังด้านบนได้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้แนะนำให้คาดเข็มขัดเอาไว้ตลอดดีกว่าน้า สามารถปรับระดับให้พอดีตัวเราได้แบบไม่อึดอัด ทำกันให้เป็นนิสัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง   9.นั่งที่นั่งตามเลขบนบอร์ดดิ้งพาส นั่งที่นั่งตามเลขที่ที่ปรากฏบนบอร์ดดิ้งพาส  ไม่ย้ายที่นั่งด้วยตัวเองบางไฟล์ทอาจจะมีคนน้อยทำให้มีที่นั่งว่าง แต่ รู้หรือไม่ว่าทุกเที่ยวบินนักบินต้องดูเรื่องของการกระจายน้ำหนักผู้โดยสารบนเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินเกิดความสมดุลด้วย การย้ายที่นั่งด้วยตัวเองถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเท่าไรนัก   10.ดูหนัง ฟังเพลงบนเครื่องบิน บางสายการบิน ที่พนักของที่นั่งด้านหน้าจะมีจอที่สามารถเล่นเกมส์ ฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าต้องการอ่านหนังสือ ก็จะมีไฟสำหรับอ่านหนังสืออยู่เหนือศรีษะ สามารถกดใช้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจะดูหนังแนะนำให้ใส่หูฟังจะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นขณะโดย สารด้วยครับ   11.ดูสัญญาณไฟบนเครื่อง เมื่อเครื่องขึ้นบินได้ระดับแล้ว ไฟสัญญาณสีเขียวจะสว่างสามารถลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำตามจุดต่าง ๆ บนเครื่องได้แต่บนเครื่องจะมีห้องน้ำน้อยอย่างชั้น Economy โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1ห้องต่อผู้โดยสารประมาณ 28-30 คนเพราะฉะนั้นอย่าใช้ห้องน้ำนานเกินไป รักษาความสะอาดและที่สำคัญคืออย่าทิ้งขยะลงไปในส้วมเพราะอาจจะทำให้ส้วมตันแล้วต้องปิดห้องน้ำไปจนถึงที่หมายก็เป็นได้   12.ขึ้น-ลงเครื่องบิน มีปัญหาปวดหู หูอื้อ ทำอย่างไรดี แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยได้มากครับ  เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหูเวลาขึ้น/ลงเครื่องบินหนักๆควรพกยาหดหลอดเลือดชนิดพ่น และชนิดรับประทานไว้ด้วยเสมอเท่านี้  โดยต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์อีกที เท่านี้การเดินทางก็จะราบรื่นปราศจากอาการของหูที่จะรบกวนอีกต่อไป   13.ข้อแนะนำก่อนลงเครื่อง เมื่อถึงที่หมายหยิบสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยระวังไม่ให้กีดขวางทางเดิน และไม่ควรลุกออกจากที่นั่งก่อนเครื่องจอดสนิท หากเป็นเที่ยวบินในประเทศจะสามารถไปที่สายพานเพื่อรับกระเป๋าได้เลย แต่ถ้าเป็นเที่ยวบินต่างประเทศ จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้น ๆ แสดงบอร์ดดิ้งพาสพาสปอร์ต และใบตม.ที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่จากนั้นอาจจะมีการถามตอบเล็กน้อยก่อนประทับตราเข้าเมืองได้ จบไปแล้วกับ 13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบินนะครับ ถ้าหากใครที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศหรือขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎกันด้วยนะครับบ และทัวร์ครับก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวให้สนุก จบทริปกันด้วยดี แล้วไว้เจอกันใหม่ครับ ...    อ่านต่อ >>แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ<<  

อ่านเพิ่มเติม
ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’
ซากุระไม่ได้มีแค่ญี่ปุ่น !! 5 สถานที่ชมซากุระ ใน ‘ยุโรป’

21 ก.พ. 62

เรียกได้ว่าเปลี่ยนบรรยากาศแบบเอเชียไปสู่แบ็กกราวนด์ทางฝั่งยุโรป ดูดอกซากุระ พร้อมมีสถาปัตยกรรมทรงต่างๆ ที่แปลกตามันก็สวยไปอีกแบบ วันนี้ ทัวร์ครับ เลยจะพาทุกคนไปชมกันเองว่า ต้นซากุระสวยๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กชมวิวของคนยุโรปนั้นเค้ามีที่ไหนกันบ้าง     Stockholm ประเทศสวีเดน เริ่มต้นฉากความประทับใจกันที่ประเทศสวีเดนก่อนเลยครับ ที่นี่มีแลนด์มาร์กที่น่าสนใจอยู่นั่นก็คือ สต็อกโฮล์ม ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงาม เงียบสงบ และเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจของใครหลายๆ คน เพราะมีทั้งต้นซากุระให้รับชมได้ตลอดเวลา และมีสวนกุสตราด หรือสวนกษัตริย์ให้เราไปเยี่ยมเยียนเก็บภาพความประทับใจนอกเหนือจากซากุระด้วย โดยที่นี่ซากุระจะเริ่มบานช่วงเดือนเมษายนเนี่ยแหละครับ ทำให้สามารถมาเที่ยวได้เลยในช่วงหยุดยาว ซึ่งช่วงนี้ในเมืองเค้าจะมีการจัดเทศกาลทั้งขนม ของกิน และความบันเทิงต่างๆ เพียบ     Hamburg ประเทศเยอรมนี ที่ประเทศเยอรมันเองก็มีต้นซากุระเหมือนกันนะครับ แถมที่สวนฮัมเบิร์กนี้ก็มีเทศกาลดอกซากุระที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลยด้วย จริงๆ แล้วเยอรมันเค้ามีที่ชมซากุระอยู่หลายแห่งนะ แต่ถ้าจะเอาแบบอลังการงานสร้าง สะดุดตา สะดุดใจที่สุดก็ต้องที่นี่แหละครับ โดยเค้าจัดการแสดงงานเทศกาลที่สวนนี้ติดกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1968 นู้นแหละ ซึ่งในงานนี้ก็จะมีศิลปวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาจัดแสดงโชว์ เพื่อสื่อถึงต้นฉบับของซากุระอย่างแท้จริง รวมถึงมีการออกร้านค้า ร้านอาหาร และมีการจุดพลุไฟแสงสีสวยงามอีกต่างหาก ใครที่สนใจก็ไปร่วมชมได้เลยในเดือนพฤษภาคมของทุกปี     Paris ประเทศฝรั่งเศส ปารีส เมืองแห่งผู้ดีทั้งทีจะให้พลาดของดีอย่างต้นซากุระได้ไง จริงมั้ยครับ ซึ่งที่สวนสาธารณะกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เค้าก็มีการจัดเทศกาลดอกซากุระให้มาเยี่ยมชมกันด้วย แถมมีฉากหลังที่น่าประทับใจเป็นหอไอเฟลขนาดใหญ่ ลำพังแค่มาถ่ายรูปกับหอไอเฟลอย่างเดียวก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้วนะ นี่ยังมีต้นซากุระประดับประดาเป็นพร็อพอีก ขอบอกว่าดีต่อใจสุดๆ เลยล่ะครับ ซึ่งจุดชมซากุระของที่นี่ก็มีด้วยกันถึง 4 แห่งเลย นั่นคือ วิหารนอร์ธเธอดาม สวนตุยเรอรี่ สวนอัลเบิร์ต ข่าน และสุดท้าย ฌ็อง เดอ มาร์ นั่นเอง พักใกล้กับที่ไหนก็เลือกไปกันได้เลยนะครับ     London ประเทศอังกฤษ อีกหนึ่งประเทศที่คนไทยมักนิยมมาเยี่ยมชมมากที่สุด ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว มาอะไรก็แล้วแต่ แต่รู้มั้ยครับว่าที่ลอนดอนนั้นมีเทศกาลดอกซากุระให้เราได้หัวใจพองโตกันด้วยนะ ซึ่งเค้าจะจัดเทศกาลนี้กันที่ สวนคิว ซึ่งเป็นสวนชื่อดังที่รวบรวมพันธุ์ไม้หลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือ ต้นซากุระนั่นเอง มองเห็นดอกซากุระเรียงรายยาวไปทั้ง 2 ข้างทางตลอดอาคารเรือนกระจก ซึ่งที่นี่มีซากุระหลายสีเลยล่ะครับ ทั้งสีขาว สีชมพู เลือกชมได้ตามสะดวกเลย ถ้าจะให้ดีแนะนำมาสักช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป ดอกซากุระจะบานสะพรั่งจนคุณเองต้องตกหลุมรัก และได้สัมผัสบรรยากาศแห่งดอกไม้บานที่ดีที่สุด ตบท้ายด้วยดอกคามิเลียและแมกโนเลียเองก็บานในช่วงเดือนนี้เช่นกัน หอมฟุ้งไปทั้งเมืองแบบไม่ต้องอาบน้ำเลย ฮ่าๆ   Jerte Valley ประเทศสเปน ‘สเปนเนี่ยนะ จะมีซากุระกับเค้าด้วย’ มีสิครับ อย่าได้มองข้ามเด็ดขาด เพราะช่วงฤดูใบไม้ผลิ ณ หมู่บ้านเล็กๆ ริมหุบเขาที่ชื่อว่า ‘เฮิร์ต’ เค้าจะมีเทศกาลชมดอกซากุระทุกๆปี มีการมาออกร้านขายของกันแบบครึกครื้นมากๆ เลยล่ะครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เทศกาลเล็กๆ แล้วมีต้นซากุระแค่ 2-3 ต้นเอามาหลอกเด็กนะ แต่ที่นี่มีต้นซากุระอยู่มากกว่า 2 ล้านต้น!!! โห เยอะมากๆ คือเรียงรายกันแบบตามแนวเขาให้ได้เห็นสุดลูกหูลูกตาเลย ซึ่งใครที่ไม่อยากพบเจอคนแออัดก็ให้มาเที่ยวสเปนเก็บภาพประทับใจกับซากุระที่นี่ได้เลยครับ เพราะซากุระบ้านเค้าจะบานเต็มที่ราวๆ เดือนมีนาคม ทำให้ไม่ต้องไปเที่ยวหยุดยาวชนกับชาวบ้านเค้านั่นเอง จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกหลากหลายประเทศมากเลยนะในแถบยุโรปที่มีต้นซากุระให้เราไปดูด้วย เช่น อเมริกา บราซิล แคนาดา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักๆ ของคนไทยส่วนใหญ่กันทั้งนั้นเลย ส่วนวันนี้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในโซนยุโรป ก็มาจอง ทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ ให้ไวเลยนะ รับรองว่าจะได้เที่ยวคุ้มๆ เก็บครบทุกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ พร้อมได้พักโรงแรมสุดหรู ทานอาหารอร่อย แบบไม่ต้องเหนื่อยจัดการตารางชีวิตเองเลย มาทัวร์ยุโรปกับเราเป็นของขวัญให้กับคนสำคัญ ได้ใช้ชีวิตซึมซับบรรยากาศที่แสนดีไปด้วยกันแบบนี้แหละครับ นับเป็นอีกหนึ่ง Life Goal ที่ทุกคนไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง !!! อ่านต่อ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<

อ่านเพิ่มเติม
 7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด
7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด

21 ก.พ. 62

ด้วยเหตุนี้จึงมีร้านกาแฟและโรงคั่วกาแฟมากมายในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรุงโตเกียวที่มีวัฒนธรรมกาแฟอันหลากหลายให้เลือกสรรกันแบบคาเฟ่ฮอปเปอร์ต้องกรี๊ดดดด แล้วมาตามมาตำกันด่วน อย่ารอช้าไปดูกันเลยจ้า   1. น้อยแต่มากต้องยกให้ร้านนี้ KOFFEE MAMEYA ร้านหมอกาแฟเพราะคนชงใส่ชุดเหมือนหมอไม่ใช่อะไรหรอก 5555 ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เดิมของ Ometosando Cafe ร้านคนที่คลั่งกาแฟน่าจะรู้จักกันดี ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นร้าน KOFFEE MAMEYA ที่นี่มีเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก และทั้งในญี่ปุ่น คั่วในญี่ปุ่นก็มี หรือคั่วเองในร้านก็มี สายกาแฟของจริง คอนเซปของร้านก็เท่สุดๆ ไปเลย แถมคนชงก็มีกันแค่ 2 คน แต่ฝีมือเฉียบไม่ธรรมดา เน้นวัตถุดิบ กรรมวิธีเน้นๆ น้อยแต่มากของแท้ โดยพื้นหลังของจะจัดกาแฟไล่สีตามระดับความเข้มของการคั่ว เท่มาก เวลาสั่งก็จะมีเมล็ดกาแฟให้เลือกเราก็เลือกวิธีชง เขาก็จะทำให้ดูเลย เวลาเขาดริป เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านนี้ เพราะขนาดร้านไม่ใหญ่มากทำให้ใกล้ชิดกับคนชงแบบสุดๆ ถึงจะพูดกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็เถอะแต่แค่ดูเขาดริปกาแฟก็ฟินไประดับ 10 แล้ว ญี่ปุ่นนี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความประณีตของกรรมวิธีต่างๆ จริงๆ นะต้องให้ วิธีเดินทาง : นั่ง Tokyo Metro สาย Z-Hanzomon (สีม่วง), C-Chiyoda (สีเขียว), สาย G-Ginza (สีส้ม) ลงสถานี Z02, C04, G02 - Omote-sando https://en.goodcoffee.me/column/vaughan/the-opening-of-koffee-mameya/   2. SINGLE O TASTING BAR ร้านกาแฟคนชิคในโตเกียว เป็นแบบคอฟฟี่บาร์เหมือนที่บ้านเราฮิตๆกันอยู่ช่วงนี้ ตั้งอยู่ในย่าน Ryogoku ร้านนี้จริงๆแล้วเป็นโรงคั่วกาแฟเล็กๆมาก่อนเพิ่งจะมาเปิดเป็นคาเฟ่ให้คนได้เข้ามาชิมกันเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังเปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ คือ เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ เท่านั้น ใครอยากชิมก็ต้องจัดตารางวางแผนให้ดีจะได้ไม่พลาดกันนะจ๊ะ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟนั้นนนไม่ต้องสืบจ้า เพราะคั่วเอง ชงเอง หอมกรุ่น สดใหม่แน่นอน ใครคอกาแฟต้องเลิฟร้านนี้แน่นอน เมนูแนะนำ ขอยกให้เป็นลาเต้ เพราะเขาให้เมล็ดของ SINGLE O ที่นำเข้าจากออสเตรเลียทำให้มีการชงลาเต้ร้อนในแบบฉบับออสเตรเลีย ที่แปลกใหม่และหาทานได้ยาก อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันรับรองติดใจแน่นอน วิธีเดินทาง JR East : นั่งรถไฟสาย JB-Chuo-Sobu Line (สีเหลือง) ลงสถานี JB21-Ryogoku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro (Toei Line) สาย E-Oedo (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี E12-Ryogoku http://singleo.com.au/news/coffee-adventure-japan/   3. AMAMERIA COFFEE ROASTERS คอกาแฟพันธุ์แท้ของโตเกียวต้องรู้จักร้านนี้ เพราะ Toshiaki Ishii ที่ก่อตั้งร้านนี้เป็นบุคคลสำคัญแถวหน้าในวงการกาแฟญี่ปุ่น ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำโรงคั่วเองตั้งอยู่ในชุมชนที่เงียบสงบ หากไม่ได้ตั้งใจไปกินจริงๆ อาจจะหาไม่เจอเพราะไม่ได้อยู่ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ เท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นสายกาแฟของแท้ เราขอแนะนำร้านนี้ว่าควรมามากๆ ที่ร้านมีเพียงเก้าอี้ยาวเล็กๆ ให้นั่งจิบกาแฟ เก๋ๆ เป็นเอกลักษณ์ของร้านเขาเลยล่ะ ทีเด็ดของโรงคั่วนี้ก็คือ Aroma Testing โซนให้ทดลองดมกลิ่นกาแฟ เราสามารถเลือกกลิ่นที่ชอบแล้วซื้อกลับบ้านบ้านได้เลย หรือจะเอาไปเป็นของฝากก็เก๋ดูดีมีรสนิยมไปอีก ในเรื่องของรสชาติเราขอแนะนำเมนูที่ต้องลองคือกาแฟดริปที่ชงแบบ Pour Over ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยยิ่งถ้าได้ดมกลิ่นกาแฟก่อนด้วยแล้วยิ่งจินตนาการได้ล้ำลึกเป็นการกินกาแฟที่เต็มไปด้วยศิลปะจริงๆ วิธีเดินทาง Tokyu Line : จาก Shibuya (ต้นทาง) นั่งรถไฟสาย TY-Tokyu Toyoko Line (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro สาย F-Fukutoshin (สีน้ำตาล) ขบวนที่จะเปลี่ยนสู่สาย TY อัตโนมัติ (ปลายทางYokohama) แล้วลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/amameria-coffee-roaster/   4. คาเฟ่ขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee ด้วยการรีโนเวททำให้สถาปัตยกรรมภายในร้านมีความเก๋แบบที่ร้านอื่นๆไม่มี เป็นคาเฟ่ดังมีต้นกำเนิดจากโอ๊คแลนด์ ซานฟราน อเมริกาและกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในโตเกียว ทำให้มีหลายสาขามากๆส่วนสาขาที่วันนี้เราจะไปกันก็คือ Aoyama แหล่งฮิปของโตเกียวบรรยากาศภายในร้านเป็นสีขาวสะอาดตา สบายๆ ด้านนอกมีต้นไม้ร่มรื่นคิดว่าสาวๆ น่าจะชอบร้านนี้กัน เพราะบาริสเตอร์เอ้ย ไม่ใช่เพราะด้วยกาแฟคุณภาพเยี่ยม บวกกับบรรยากาศร้านเก๋ๆให้ความรู้สึกสบาย เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : อยู่ในซอยตรงสถานี Omoto-Sando http://schemata.jp/blue-bottle-coffee-aoyama-cafe/   5. Maruyama Coffee ร้านการแฟสายคั่วอ่อน สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆพอบอกว่าเป็น Single Origin Store ก็รู้เลยว่าเป็น Specialty Coffee จุดขายของร้านนี้จะเสิร์ฟแค่กาแฟ Single Origin จากหลากหลายแหล่งที่มาทั่วทุกมุมโลก ดีหน่อยที่มีคำอธิบายบอกรสสัมผัส คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกาแฟก็ยังพอจะเลือกกาแฟที่ถูกใจได้ไม่ยากนัก สามารถเลือกวิธีการชงได้มากมาย ทั้ง Espresso, Hand Drip, Syphonและ French Press ที่หาได้ยากมากๆ ยังไม่เคยเห็นที่ไทยเท่าไร ใครไปเราแนะนำการชงแบบ French Press เลยจ้า บรรยากาศก็สบายๆ สบายจิบกาแฟชิวๆ นั่งเล่นกับเพื่อนได้หลังช้อปปิ้งที่ Omotesando เสร็จ วิธีเดินทาง : เดินจากสถานี Omote-sando sta. exit A4 3 นาที https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/maruyama-coffee-omotesando-single-origin-store/   6. Coffee Wrights คาเฟ่เอาใจเหล่าฮิปสเตอร์ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เท่ๆ ของ Yuki Muneshima ที่สาขาแรกสุดนั้นตั้งอยู่ในย่าน Sangenjaya ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านกาแฟดังของโตเกียว “THIS IS WHERE COFFEE WRIGHTS WORK” – นี่คือที่ที่นักทำกาแฟทำงาน คอนเซปของเขาล่ะ อารมณ์คล้ายๆ ร้านกาแฟแถวย่านอารีย์ เล็กๆ บรรยากาศน่ารัก ถ่ายรูปชิคกันได้ กาแฟดริปที่นี่ก็ขึ้นชื่อเช่นกันเราสามารถสั่งแล้วนั่งดูเขาทำได้ กาแฟของทางร้านจะเสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิกญี่ปุ่นให้กลิ่นอายความดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : ออกจากสถานี Sangenjaya Station แล้วเดินลัดเลาะชุมชนย่านการค้าไปไม่ไกลนัก https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/coffee-wrights/   7.BEAR POND ESPRESSO ร้านกาแฟสายคั่วเข้มสายติสท์  อีกหนึ่งร้านที่คอกาแฟทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมนูยอดฮิตหลักๆก็คือ Angel Stain ขายวันละไม่กี่แก้วแล้วแต่อารมณ์ของเจ้าของร้าน อ่าว ติสท์ไปอีก แต่ถ้าใครได้ชิมล่ะก็บอกเลยว่าฟินมากก ต้องมาลองกันให้ได้ ยิ่งได้ยากยิ่งมีค่ามากล่ะ เขาว่ากัน 55555 บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยหน้าต่างไม้สีขาวและเครื่อง Espresso Machine สีขาวที่ตกแต่งเป็นลายเลอะสีด้วยสีน้ำมันสีแดง คอนเซปของร้านคงความเป็นเอกลักษณ์ ใครอยากลองลิ้มรสความเก๋า ขอเชิญร้านนี้ได้เลย วิธีเดินทาง : การเดินทางไปร้าน Bear pond espresso นั่งรถไฟไปลงสถานี Shimokitazawa ออกทาง north gate https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/bear-pond-espresso/  

อ่านเพิ่มเติม
12 สถานที่ “เที่ยวดูไบ” ศรีวิไลในเมืองมหาเศรษฐี
12 สถานที่ “เที่ยวดูไบ” ศรีวิไลในเมืองมหาเศรษฐี

21 ก.พ. 62

  1. Burj Khalifa หรือ บุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ พิกัด : Burj Khalifa อ่ะอ่านยากนิดนึงเนอะเป็นภาษาของเขาพูดถึงความยิ่งใหญ่ดูไปนี่เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีแต่ความ “ที่สุด”ทั้งกว้างที่สุด ใหญ่ที่สุด สวยที่สุด รวมถึง สูงที่สุด อย่าง ตึก Burj Khalifa ที่สูงยิ่งกว่า ตึกไทเป101 ที่นักท่องเที่ยวหลายคนรู้จัก วิวจากชั้นบนของตึกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองไปเห็นถึงหาดดูไบ และ ความสวยงามของเมืองดูไบทั้งหมด แนะนำให้ไปในช่วงตอนเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยี่ยมตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa เพราะจะได้ทั้งช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก และช่วงหลังพระอาทิตย์ตกเป็นสถาปัตยกรรมรูปทรงเรขาคณิต ที่มีฐานเป็นรูปตัว Y ทำให้โครงสร้างอาคารมีความมั่นคงนั่นเองและยังได้มีการปลูกต้นไม้ที่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนในดูไบได้ไว้บนตึกอีกด้วยแนะนำว่าคุ้มค่ามากๆควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของสถานที่เที่ยวดูไบ 2.เที่ยวน้ำพุแห่งดูไบ Dubai Fountain พิกัด : Dubai Fountain น้ำพุอันนี้ตั้งอยู่ที่ด้านล่างของตึก Burj Khalifa และห้างสรรพสินค้าดูไบซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวดูไบที่เป็น ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกถ้ามาช่วงเย็นจะได้เห็นแสงสีเสียงตระการตาจากการโชว์แสงไฟ เอาจริงๆ คือหลายคนอาจจะบอกก็แค่น้ำพุป้ะ แต่ที่นี่ถ้าได้มาจริงๆคืออ้าปากค้างเว่ออ มันใหญ่มาก ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกกก มีความยาวกว่า 270 เมตร หรือประมาณสนามฟุตบอล 2 สนามรวมกันเยอะมาก สูงมาก นั่งดูน้ำพุอย่างเดียวก็คุ้มแล้วอะเอาจริงๆ แบบไม่โม้กันเลยดูไบนี่ความอลังต้องยกให้นางจริงๆ Notes ช่วงเวลาการแสดง • วันเสาร์ ถึงวันพฤหัส ตั้งแต่ 13.00 – 13.30 และตั้งแต่ช่วง 18.00 – 23.00 ทุกๆ 30 นาที • วันศุกร์ 13.30 ถึง 14.00 และ 18.00 – 23.00 ทุกๆ 30 นาที   3.สถานที่เที่ยวดูไบ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Dubai Mall Aquarium พิกัด : Dubai Mall Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกกเอาอีกแล้วจ้า อลังอีกแล้วว อยู่ในห้าง Dubai Mall ที่เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน และได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คว่าเป็นตู้กระจกอะคริลิกขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เชื่อว่าเด็กๆ ต้องกรี๊ดแน่ๆ ไม่ใช่เพราะใครเหยียบเท้าแต่มันใหญ่มากจริงๆ ครับอยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาตัวเองง   4. เที่ยวดูไบ Mall of the Emirates หรือ Dubai Mall พิกัด : Dubai Mall พูดถึงมาหลายรอบได้เวลามารีวิวจริงๆ จังๆ เป็นห้าง 3 ชั้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความเป็นอาหรับและเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน ทั้งใหญ่ ทั้งหรูแน่นอนว่าเป็นศูนย์รวมช้อปแบรนด์เนมชื่อดังใครอยากช้อปปิ้งก็มาที่นี่ได้เลย เป็นอีกห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกอัดแน่นไปด้วยกิจกรรม และโซนต่างๆพูดได้เลยว่าสามารถเสียเวลาให้ที่นี่ไปได้เลยหนึ่งวันเต็มๆ ทั้งช้อป กิน เที่ยวกิจกรรมต่างๆ แน่นนมากกกก   5. สถานที่เที่ยวดูไบ - Ski Dubai (สกีดูไบ) พิกัด : Ski Dubai ที่ถูกขนานนามว่าเป็นสวนหิมะในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใน Mall of the Emirates เช่นกัน ใครอยากไปเที่ยวทะเลทรายและก็อยากจะเล่นสกีหิมะไปพร้อมๆกันแนะนำให้มาที่นี่เลยเป็นอีกหนึ่งที่ที่น่าทึ่งมากที่สามารถทำลานสกีให้อยู่กับภูมิประเทศที่มีทะเลทรายร้อนกว่า 50 องศาอยู่ใกล้ๆ ได้แบบสบายก็แน่แหละเขาคือดูไบ อะไรไม่อลัง อะไรไม่สุดจริง เขาไม่ทำกันภายในลานสกีนั้นมีร้านคาเฟ่ให้บริการได้บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองหนาวของจริงสุดๆ ไปเลย   6. สถานที่เที่ยวดูไบ - Burj Al Arab พิกัด : Burj Al Arab สมมติว่าเป็นเจ้าหญิงที่โรงแรม 7 ดาว Burj Al Arab ดูไบจบไปอีกหนึ่งวันเหนื่อยๆ กลับมาพักผ่อนกันที่โรงแรม 7 ดาว ห๊ะ โรงแรม 7 ดาว มีที่ไหนกัน ที่นี่แหละจ้า สุดไหมมล่ะ สุดจริงงง อลังจริง โรงแรม Burj Al Arab ดูไบ หรือโรงแรมเรือใบ หนึ่งในสัญลักษณ์ของดูไบ หรูที่สุดในโลก มีความสูง 321 เมตร หรือ 1,050 ฟุตและยังสูงเป็นอันดับ 32 ของโลก การตกแต่งภายในก็ทองอร่าม หรูหราหมาเห่าสมคำล่ำลือ คุณจะได้ใช้ชีวิตประหนึ่งเจ้าหญิงในโรงแรมสุดหรูแห่งนี้กันเลยล่ะ   7. สถานที่เที่ยวดูไบ - Dubai Creek พิกัด : Dubai Creek สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของเมืองดูไบที่ Dubai Creek สามารถล่องเรือ Abra ชมคลองได้แบบชิวๆซึ่งคลองนี้เป็นคลองที่เก่าแต่และสวยงามที่สุดของดูไบ สนน.ราคาเพียง 1 AED หรือประมาณ 9 บาท เขาบอกว่าถ้ามาตอนเย็นการล่องเรือข้ามคลองแห่งนี้จะยิ่งมีสีสันบรรยากาศความเป็นประเทศอาหรับมาเข้าไปอีกด้วยเสียงสวดละหมาดซึ่งดังมาจากสุเหร่าที่อยู่รอบๆ ตัวคลองแต่เรามาช่วงเช้าก็เลยอดไปตามระเบียบจ้า   8. สถานที่เที่ยวดูไบ - สวนน้ำ Wild Wadi พิกัด : Wild Wadi ล่องเรือเสร็จไปต่อกันที่สวนน้ำสุดล้ำที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ พื้นที่ทั้งหมด 12 เอเคอร์ ตั้งอยู่บนถนน Jumeirah Beach ใกล้ๆ กับโรงแรม Burj Al Arab นั่นแหละ จุดเด่นของที่นี่คือสไลเดอร์ที่ยาวและสูงที่สุดในโลก โอ้โหมาอีกแล้วความที่สุด สวนน้ำแห่งนี้ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า – 4 ทุ่ม และจะมีการปิดเพื่อบำรุงรักษาทุกปี ใครจะไปต้องเช็คช่วงเวลากันดีๆน้าเดี๋ยวพลาดแล้วจะหาว่าไม่เตือนน้า   9.เที่ยวตลาดพื้นเมือง Souk Madinat ดูไบ พิกัด : Souk Madinat มันคือความคลาสสิคที่แฝงไปด้วยความโรแมนติคที่นี่ตกแต่งสไตล์อาหรับผสมผสานกับวัฒนธรรมของตะวันออกกลางแบบดั้งเดิม ให้ความรู้สึกที่ไม่ซ้ำกับการเดินตลาดที่อื่นเลย มีคลองล้อมรอบเก๋ๆอีกหนึ่งแหล่งช้อปปิ้งที่หลายคนให้ความสนใจ จะถ่ายรูปก็สวยจะช้อปปิ้งก็ดี หรือจะหาอาหารกินที่นี่ไปเลยก็ได้นี่ว่าถ้ามากับแฟนคงโรแมนติคมากแน่ๆเลย   10. เที่ยวทะเลทรายอาหรับ ดูไบ วันที่ 3 ของการเดินทางชมความอลังการเมืองดูไบ ใครชอบความแอดเวนเจอร์ต้องชอบอันนี้เลย เที่ยวทะเลทรายอาหรับขับรถจี๊บซาฟารีลุยทะเลทราย ขี่อูฐ ให้สมกับที่มาทะเลทรายกันหน่อย คิดถึงหนังไทยเรื่อง เรา สองสาม คน ชื่อหนังบอกอายุกันเลยทีเดียว 5555 ทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีพื้นที่ประมาณ 2,300,000 ตารางกิโลเมตร อาจจะมีฝุ่นเยอะหน่อยเตรียมผ้าปิดหน้ากันไปดีๆ นะครับ แต่ยังไงก็คุ้มค่าแน่นอนเพราะมันสวยมากกก แถมมีอูฐให้ขี่จริงๆ ไม่ใช่ขี่ในสวนสัตว์แบบบ้านเรานะ เก๋มากก เลิฟมากกก ได้ภาพสวยๆ กลับไปเพียบเลยยย   11. เที่ยวมัสยิด Sheikh Zayed พิกัด : Sheikh Zayed มาสวยๆ กันบ้าง มัสยิดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลกกกก มันจะสักแค่ไหนกันเชียวว แต่พอได้เห็นคือคุณพระ!! สวยจริงสวยจังไม่มโน ใหญ่โตมาก ออกแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีขาวสะอาดตาเหมือนวังในจินตนาการ และยังมีโคมไฟแชนเดอเลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เอาสิไปให้สุด มาดูไบต้องมาที่นี่อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของดูไบเลย เหมือนหลุดเข้าไปในเรื่องอลาดินยังไงยังงั้นเลยล่ะ   12. เที่ยวดูไบ - สวนสนุก Ferrari World พิกัด : Ferrari World เที่ยวที่สุดท้ายก่อนกลับไทยกับสวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสวนสนุก Ferrari World ที่นี่มีเครื่องเล่น และกิจกรรมหลากหลายไปเกาหลีต้องไปเอเวอร์แลนด์ฉันใดมาดูไบก็ต้องมาเฟอรารี่เวิลล์ฉันนั้นเหมาะมากๆ กับคนที่ชอบรถ ชอบความเร็ว และความตื่นเต้นเร้าใจโดยเฉพาะ มีตั้งแต่เครื่องเล่นสำหรับเด็กที่เสียวเบาๆไปจนถึงขั้นเสียวตับไตไส้พุงกันเลยทีเดียวก็เขาบอกแล้วว่าเป็นเฟอรร์รารี่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว แรงดรีมเวิลล์บ้านเราคือเบาไปเลยจ้า   เป็นไงบ้างครับสมกับคำเคลมไหม ใหญ่จริง อลังการจริงไม่มโน ไม่จกตา ก็แน่ล่ะใครก็รู้ว่าดูไบเป็นเมืองมหาเศรษฐี จะมาเบาๆ ก็คงจะใช่ที่ใครที่อยากทดลองมาเป็นสุลต่านในเมืองเศรษฐี ทัวร์ครับ แนะนำว่าห้ามพลาดสถานที่เที่ยวดูไบเป็นอย่างยิ่งอาจจะเป็นประเทศนอกสายตาของใครหลายคน แต่เมืองร้อนก็ใช่ว่าจะไม่มีดีน้า มันดีมากต่างหากล่ะ !! 

อ่านเพิ่มเติม
รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน
รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน

21 ก.พ. 62

เนื่องจากเทศกาลดอกไม้นั้นส่วนมากจะจัดขึ้นแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลินั่นเอง ซึ่งถ้าอยากจะชมดอกไม้ให้สวยงามที่สุดเนี่ย เรื่องของบรรยากาศเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจสุดๆ เลย และเทศกาลดอกไม้ ณ ยุโรปนี้เองก็เป็นอะไรที่ขึ้นชื่อมาก เพราะเพื่อนๆ จะได้เห็นหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดที่เรียงรายกันสวยงามตระการตา แถมยังมีแบ็กกราวนด์เป็นสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก ยิ่งเพิ่มความฟินและทำให้รูปถ่ายสวยงามชนิดที่ว่าที่ไหนๆ ก็ให้ไม่ได้ วันนี้ ทัวร์ครับ ของเราเลยจะพาไปทำความรู้จักกับเทศกาลดอกไม้ฝั่งยุโรปกันเองว่ามันจะมีที่ไหนบ้างที่ดีต่อใจและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง   1. สวนไมเนา ประเทศเยอรมัน แผนที่ : Mainau ที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรปเลย โดยความพิสดารของมันก็คือ เราจะได้เห็นดอกไม้สวยงามนานาพันธุ์ขึ้นอยู่เยอะแยะมากมาย และถูกเติมเต็มด้วยสีสันสะดุดตาที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็ยังเห็นถึงความงดงามมันได้อยู่ดี โดยที่แห่งนี้ดอกไม้จะผลิบานเต็มที่ในฤดูใบไม้ผลิ หรือเดือนมีนาคม-กรกฎาคม นั่นเองค่ะ จะทำให้เราเห็นถึงพันธุ์ไม้มากกว่า 500 ชนิดที่บานสะพรั่งจนอยากอยู่ถ่ายรูปสูดอากาศบริสุทธิ์ทั้งวันแบบไม่อยากกลับเลย   2. ราเวลโล อิตาลี แผนที่ : Ravello ราเวลโลนั้นเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนภูเขานี่แหละค่ะ ซึ่งถึงแม้จุดเด่นของมันจะไม่ใช่เทศกาลดอกไม้ที่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนที่อื่นๆ แต่ข้อดีคือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสีฟ้าคราม และสวนดอกไม้บนเนินเขาแห่งนี้แบบชัดเจน จัดเต็ม ได้ซึมซับเอาบรรยากาศที่แสนดีเก็บไว้เป็นความทรงจำ ลมเย็นๆ พัดผ่านร่างที่ยืนอยู่บนหุบเขา แค่คิดภาพก็ฟินแล้วล่ะค่ะ ซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากเลย เพราะเป็นสวนจากศตวรรษที่ 13 เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่วินเทจและคงอารมณ์ความศิลป์เอาไว้อย่างแน่นอน   3. เอดินเบิร์ก สก็อตแลนด์ แผนที่ : Edinburgh, Scotland ที่สวนแห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเป็นช่วงที่อากาศจะเริ่มอบอุ่น น่าอยู่ น่าเดินเล่นมากๆ ทำให้ในเมืองนี้เริ่มคึกคัก ซึ่งแน่นอนว่าฤดูใบไม้ผลินั้นดอกไม้ต่างๆ ก็จะเริ่มผลิบาน ทั้งดอกเชอร์รี่บลอสซัม ทั้งการเปิดตลาดขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเราจะได้กินผลไม้ต่างๆ จากเกษตรกรในท้องถิ่นจริงๆ ชนิดที่ว่าเด็ดสอยกันมาสดๆ จากต้นถึงมือเราโดยตรงเลย เหมือนไปงานแฟร์ที่มีดอกไม้ตระการตารอเราอยู่เลยล่ะค่ะ   4. โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก แผนที่ : Copenhagen ถนนในเมืองโคเปนเฮเกนแห่งนี้จะถูกย้อมไปด้วยสีชมพูทั่วทั้งน่านฟ้าเลยล่ะค่ะ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระผลิบานนั่นเอง ถ้าอยากรับชมความงามในสไตล์ญี่ปุ่นแต่มีพื้นฉากหลังเป็นยุโรป ที่นี่ตอบโจทย์ได้ดีสุดๆ สามารถครอสโอเวอร์กันได้อย่างลงตัว มาทัวร์ยุโรป แต่ดันได้ชมซากุระ ซึ่งเค้าก็มีช็อปขายของและตลาดเปิดให้เราเดินเล่นชมดอกไม้ไป ซื้อของกินไปตลอดทาง มีร้านสตรีทฟู้ดเปิดขายอาหารพื้นเมืองเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดจริงๆ   5.คูเคอนอฟ เนเธอร์แลนด์ แผนที่ : Keukenhof เทศกาลดอกไม้แห่งสุดท้ายที่ถูกหยิบยกให้เป็นอันดับหนึ่งด้านความยิ่งใหญ่และความสวยงามระดับโลกตั้งอยู่ที่นี่นั่นเองค่ะ โดยสวนแห่งนี้ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้กว่า 7 ล้านดอก บนพื้นที่กว่า 320,000 ตารางเมตร ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ใครจะไปเทียบได้ แถมเค้ายังมีไฮไลต์อีกนะคะ คือ ดอกทิวลิป ที่ใครๆ ต่างก็ต้องตกหลุมรัก หาดูได้ยากน้าดอกนี้ ซึ่งช่วงเวลาที่สวยที่สุดที่ทิวลิปจะผลิบานก็คือ เดือนเมษายนนั่นเองค่ะ รู้แบบนี้แล้วก็วางแพลนจัดตารางเวลากันดีๆ แล้วก็จองทัวร์ยุโรปเที่ยวมันให้จุใจกันไปเลย เห็นมั้ยคะว่าในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมายรอให้เพื่อนๆ ไปพบเจอ อย่างเช่นเทศกาลดอกไม้ของ 6 ประเทศนี้เนี่ยก็นับว่าน่าจับตามอง และควรจะเป็นจุดหมายปลายทางของการเที่ยวครั้งต่อไปอย่างยิ่งเลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้ว่าสงกรานต์นี้จะไปไหนดี ก็วางใจให้ ทัวร์ครับ ได้จัดตารางแผนการท่องเที่ยวของคุณกันดีกว่าค่ะ กับการทัวร์ยุโรปสุดคุ้ม ไปมันทุกที่ที่ใครว่าดี ใครว่าเด็ด ซอกมุมไหนที่น่าสนใจ แลนด์มาร์กใดที่คนฮอตฮิต ทัวร์ยุโรปจากทัวร์ครับ จัดเต็มพาคุณไปเยือนแน่นอนแบบไม่มีผิดหวัง รับรองว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้แบบจุใจอย่างที่เพื่อนๆ เคยฝันไว้แน่นอน อ่านต่อ >>10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน<<

อ่านเพิ่มเติม