บทความเที่ยวผ่านทัวร์ครับ โดย Nook

ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?

ชิมลาง ดานัง ฮอยอัน เที่ยวเวียดนามกลางเมืองไหนดี ?

14 พ.ค. 62

นอกจาก ดานัง เส้นทางเดียวกันที่สามารถเดินทางไปไม่ยากมากก็มีเมือง เว้ และเราขอแถมเมือง นาตรัง ซึ่งเราเลือกเป็นทางผ่านไปยังเวียดนามใต้ สู่ ไซง่อน อีกด้วย (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนไปไซง่อน) เที่ยวเวียดนาม ดานัง ฮอยอัน ดานัง (Da Nang) เป็นเมืองติดทะเล ถ้าเลือกไปพักแถบย่านติดทะเล เราจะเจอรีสอร์ทมากมาย ตั้งแต่โซโล ยันไฮโซราคาแล้วแต่ตามงบประมาณที่เราแพลน เราว่าโซนนี้คล้ายๆ หัวหิน บ้านเรา มีทั้งรีสอร์ทติดหาด และโรงแรมที่แค่เห็นวิวทะเล ทัวร์ดานัง เที่ยวเวียดนามกับสถานที่ไฮไลท์สุดฮิต คลิก!! เลย หาดทราย ดานัง เม็ดทรายไม่ได้ขาวละเอียด แต่ก็สะอาดในระดับนึง น้ำทะเลก็ไม่ได้ฟ้าสวยใสมาก นี่แหละ เหมือนหัวหินเป๊ะๆ แถมมีหาดสาธารณะให้คนทั่วไปลงไปบันเทิงเริงรมณ์ตามอัธยาศัย จากการสำรวจโดยรอบ หาดเต็มไปด้วยคนเวียดนามทั้งสิ้น แล้วเค้าจริงจังมากนะจ้ะ ใส่ชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำทะเลกันด้วย อันนี้ถือว่าให้เกียรติสถานที่เนอะ 55555555 + เราว่าไฮไลท์ โซนทะเลนี้ ก็คงหนีไม่พ้น อาหารทะเล ซึ่งร้านอาหารทะเลมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ และกุ้ง หอย ปู ปลา สด มากกกกก (ก็เค้าขายแบบตอนที่มันยังเป็นๆอยู่เลย) ราคาก็ไม่รุนแรงเท่าหัวหินบ้านเรา แต่ได้ทานของสด สามารถเลือกได้ว่าเราจะให้เค้าปรุงแบบไหน ต้ม ผัด นึ่ง เผา ทอด มีให้เลือกทุกแบบ จะทานมากทานน้อย ก็เราอีกนั่นแล่ะเลือกชั่งนน.ได้เลย ร้านที่เราไป มีคนแนะนำค่อนข้างมาก ร้านนี้เลย “Quan Be Man” รสชาติถูกปาก แต่ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ด คงแซ่บซี๊ด จากโซนทะเล มาสู่โซนเมืองกันบ้าง เราว่าผังเมืองเข้าใจง่ายเดินทางไม่ยุ่งยากมาก คล้ายๆไซง่อน จากสนามบินมาย่านตัวเมืองฟากที่เป็น Tourist Spot ค่อนข้างใกล้ สัญจรไปไหนมาไหนใช้ GRAB CAR นี่ราคาโอเคมากและไม่วึ่นวือ ฟากเมืองที่พักยอดฮิต ส่วนมากจะเป็นฝั่งที่ติดแม่น้ำฮัน และได้เห็นวิวสะพานมังกร ซึ่งราคาก็หลากหลาย มีให้เลือกเยอะพอสมควร แต่บรรยากาศเมืองนี้ ที่เราดูว่าแปลกตาไปจากทุกเมืองใหญ่ในเวียดนามและเจอตลอดๆก็คือนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี เยอะมาก คาเฟ่ ร้านเก๋ๆ ร้านขายเสื้อผ้า กระเป๋าสาน ทุกทีเต็มไปด้วยชาวเกาหลี ถึงว่าล่ะ คาเฟ่ที่ดานัง ดีไซน์นี่เหมือนหลุดมาจาก Seoul Coffee Book เลย แถมคนเวียดนามเอง แต่งตัวเหมือนคนเกาหลีมากกก มากจนตกใจ เราก็เลยไปหาข้อมูลว่าทำไมคนเกาหลีมาเยอะจัง ก็ได้ความว่าที่เกาหลีเค้าทำการโปรโมทท่องเที่ยวเมืองดานัง ค่อนข้างมาก ฉนั้นเอง คนเกาหลีเลยแห่แหนกันมามากมาย ร้านกาแฟ แนะนำ ** Cong Kopi , Brewman Coffee Concept , I’m here coffee , MIA coffee roastery , Wonderlust , Colem Coffee  2 วันก็จะได้ประมาณนี้ จริงๆยังมีอีกเยอะมากกกกก และอีกหนึ่ง Destination นอกเหนือจากร้านกาแฟแล้ว ร้านขายกระเป๋าสานยอดฮิต มีเยอะมาก และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แถมราคาดีกว่าเมืองไทยที่ขายกันอยู่ พิกัด อยู่รอบนอกตลาด Han Market (ฟากที่ขายดอกไม้ อาหารแห้ง) ส่วนอาหารเวียดนาม ทางฝั่งเวียดนามกลาง เราว่ามีให้เลือกทานเยอะมาก หลายอย่างคือเราไม่เคยทานจากตอนเหนือและตอนใต้ เช่น Mi Quang , Banh Canh (ที่นี่มีน้ำกะปิให้ปรุงรสแยกวางบนโต๊ะเลย) , Banh Beo และที่เค้าฮิตกินกันก็ ก๋วยเตี๋ยวขาหมู นอกนั้นก็เหมือนโซนอื่นๆของเวียดนาม ถ้าใครมีเวลาน้อยและอยากทานแบบครบๆ ก็แนะนำร้านนี้เลยครับ Nha Hang Madame Lan จบในร้านเดียว ราคาไม่รุนแรง กลับมา Tourist Spot นิดนึง ที่เราเห็นไปกันเยอะๆ ก็คงไม่พ้นโบสถ์ และสะพานมังกร .... โดยเฉพาะ night view ที่สะพานเค้าจะเล่นไฟสลับสีไปมา สวยงาม และดูเป็น Landmark ของดานัง เช่นกัน เที่ยวเวียดนาม Ba Na Hills นอกจากนี้แล้ว หากมีเวลา สถานที่ยอดนิยม ที่เพิ่งเปิดบริการไม่นานอย่าง Ba Na Hills ก็เป็นตัวเลือกแบบไปเที่ยว one day trip หรือจะค้างคืนบนนั้นก็ได้ (ส่วนตัวไม่ชอบเที่ยวอะไรที่ประดิษฐ์มากๆ เลยขอผ่าน ประกอบกับช่วงที่ไปเจอฝนตก คิดว่าขึ้นไปแล้วจะไม่คุ้ม ถ่ายรูปมาคงมัวหมองยิ่งนัก ก็ตัดโปรแกรมนี้ออกไปเลยจร้า // แต่ถ้าเป็นคนชอบถ่ายรูป เราว่าที่นี่มีซีนให้เลือกถ่ายรูปได้โคตรเยอะ ลองพิจารณาเป็นตัวเลือกดูได้) ทีนี้ว่า ดูเหมือนเที่ยว ดานัง เมืองเดียวก็จะใช้เวลาไม่มาก เราก็เลยแพลนไปเที่ยว Hoi An , Ancient City แบบวันเดย์ทริป หรือ Half Day Trip ก็ได้ เพราะนั่งรถไปไม่ไกลมากจาก ดานัง ( หาซื้อทัวร์ได้ที่ รร. ที่เราพักหรือบริษัท Hoi An Express ออฟฟิศอยู่ติดกับตลาด Han ฟากริมน้ำ ) หรือซื้อ ทัวร์เวียดนาม กับทัวร์ครับได้ ที่นี่ เลย  เที่ยวเวียดนาม ฮอยอัน ฮอยอัน (Hoi An) เป็นเมืองเก่า และเป็นมรดกโลก ปัจจุบันเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน เยอะสุดๆไปเลยจร้า เราเคยมาเที่ยวเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสวยกว่าตอนนี้มากกก (ล่าสุดคือปลายปี 61) คนยังเดินทางมาเที่ยวน้อยกว่านี้มากก ตึกอาคารยังดูไม่ค่อยปรับมาทำการพาณิชย์เท่าตอนนี้เลย สมบูรณ์สุดๆ เราว่าเมื่อก่อนคำว่า ancient city มันถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะอาคารริมแม่น้ำ ล่องเรือ บรรยากาศยามเย็น ช่างโรแมนติกสุดๆ หากใครไปเที่ยว ฮอยอัน (Hoi An) ปัจจุบันจะพบว่า มีบริการล่องเรือพาไปลอยโคม (เหมือนลอยกระทง) กันเกลื่อนกลาด และที่สำคัญ ไฮไลท์ ของเมืองนี้ คือ สะพานญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยหัวคนตลอดเวลานั้น เมื่อก่อนจำนวนคนน้อย ถ่ายรูปมาแบบไม่ต้องกลัวว่าจะติดคนอื่นเลย เราเสียดายความงามดั้งเดิมของเมืองนี้มาก เราว่าการท่องเที่ยวของเมืองนี้ ควรจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวที่นี่ เมื่อความเจริญและจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดร้านอาหาร คาเฟ่ เยอะตามเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ร้านยอดฮิต ก็ร้านนี้เลย FAIFO COFFEE ทำไมถึงฮิตกันน่ะหรอ ก็เพราะว่าทุกคนตามไปปักหมุดกับวิวบนดาดฟ้าของร้านนี้ โดยเฉพาะช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน จะได้เห็นความสวยงาม พาโนรามา ของเมืองเก่า ซึ่งสวยจริง แต่อย่างที่บอกว่ายอดฮิต ดังนั้น มวลมหาชนก็ล้นหลามกันแน่นดาดฟ้าเลยทีเดียว 5555 ++ และเมนูแนะนำ เราว่าอันนี้แปลกจริง “ข้าวมันไก่ฮอยอัน” แค่ข้าวมันไก่ ทำไมต้องเป็นเมนูแนะนำ ซึ่งเราก็ลองสิครับว่ามันต่างยังไง ในเมนูถึงขนาดเขียนอธิบายไว้เลยว่า ข้าวมันไก่ฮอยอัน ต้องกินที่นี่เท่านั้น ซึ่งอร่อยต่างจากที่อื่น // นี่คือคำบรรยายจร้า....เมื่อมาเสิร์ฟ หน้าตาเราว่าต่างจริง แต่ก็ไม่ถึงกับพลิก แต่ที่ดีคือ อร่อยจริงว่ะ!! รสชาด ละมุนสุด ** อันนี้อยากให้ได้ลองจริงๆ คือเรายังไม่ค่อยเจอใครรีวิวให้ทานนะ เพราะมันดูไม่ใช่อาหารท้องถิ่น และพิสดารอะไร แต่ก็ดีจริงๆ จนอยากบอกต่อ ..... ถึงแม้ว่า นักเที่ยวจะล้นหลาม แต่สเน่ห์ของฮอยอัน ที่ยังประทับใจคือ สถาปัตยกรรม ตึก อาคาร และสีเหลืองนวลๆ + โคมไฟที่ห้อยตกแต่งทั่วเมือง ถ่ายรูปออกมาทีไรยังสวยสดงดงามเสมอ 😊 ยิ่งบรรยากาศพลบค่ำ ฮอยอัน มักดูสวยเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม เราว่าหลายคนต่างก็ตกหลุมรักเมืองนี้ในยามค่ำคืนเช่นกัน  

อ่านเพิ่มเติม
ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป
ชวนแฟนไปฟินกับ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรป

14 พ.ค. 62

ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมไปชมสถานที่สุดโรแมนติกในยุโรปไปพร้อมๆ กับ ทัวร์ครับ กันเลยจ้าาา 1.หอไอเฟล (Tour Eiffel) พิกัด : Tour Eiffel ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกแล้ว ไม่มีชื่อของหอไอเฟลก็คงไม่ได้ เพราะหลายๆ คู่รักก็เลือกที่จะสารภาพรักกัน หรือขอแต่งงานกัน ณ ที่แห่งนี้ครับ ด้วยความที่มีสักขีพยานเป็นหอไอเฟลขนาดใหญ่ และบรรยากาศโดยรอบที่เป็นใจเหลือเกิน มันอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะร่วมกันสร้างความโรแมนติกที่นี่ ห้ามพลาด!! เที่ยวสถานที่สุดโรแมนติกกับ ทัวร์ฝรั่งเศส กันได้ที่นี่ 2. ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Paris) พิกัด : Disneyland Paris ยังอยู่กันที่ปารีสนะครับ ซึ่งพอฟังชื่ออาจจะคิดว่า อ้าว! สวนสนุกเนี่ยนะจะไปโรแมนติกอะไร? แต่อยากขอบอกให้ลองดูสักครั้งครับ เพราะเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปยังดินแดนแห่งเทพนิยายแห่งนี้แล้ว คุณจะตกไปอยู่ในห้วงของความโรแมนติกเลยครับ ตอนกลางวันก็สนุกสุดๆ ไปกับเครื่องเล่นต่างๆ ส่วนตอนกลางคืนก็เพลิดเพลินไปกับแสงสี และขอให้สังเกตุช่วงเวลาที่เค้าจุดพลุดีๆ นะครับ เพราะมีคู่รักคุกเข่าขอแต่งงานกันหลายคู่เลยล่ะ 3. เวนิส (Venice) พิกัด : Venice รักใครให้พามา “เวนิส” เพราะที่นี่มีแต่ความโรแมนติกแทรกตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เต็มไปหมด ด้วยสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบ และสรรค์สร้างมาอย่างดี ทำให้จะมุมไหนก็สวยงาม อย่าลืมชวนคนที่คุณรักไปล่องเรือกอนโดลา ด้วยนะครับ ความโรแมนติกจะได้คูณสอง คูณสาม หรือคูณสิบไปเลย !!! ทัวร์อิตาลี ล่องเรือสุดโรแมนติกที่ เวนิส คลิกเลย!! 4. ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) พิกัด : Neuschwanstein Castle ปราสาทแห่งเทพนิยาย แน่นอนเมื่อพูดถึงเทพนิยายแล้วนั้นก็ต้องนึกถึงเจ้าชายกับเจ้าหญิงนั่นเอง ชวนแฟนไปสัมผัสกับความโรแมนติกของเมืองมิวนิคสักครั้ง และสัมผัสกับความรู้สึกแสนพิเศษประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงดู โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะครับ 5. กรุงปราก (Prague) พิกัด : Prague ไม่ติดโผคงไม่ได้ เพราะกรุงปราก ประเทศเช็ค ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ได้ขึ้นชื่อของความโรแมนติก ที่เหล่าคู่รักต่างพากันมาใช้ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันที่นี่ นอกจากความโรแมนติกของสถาปัตยกรรมต่างๆ แล้ว ถนนหนทางมากมายก็มีความโรแมนติกคลอบงำเต็มไปหมด แถมที่เมืองนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหาอร่อยอีกด้วย เหมาะที่สุดที่จะมาดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับคนรู้ใจนะครับ 6. เมืองบูดาเปสต์ (Budapest) พิกัด : Budapest เมืองหลวงของกรุงฮังการี ที่มีแม่น้ำไหลผ่านตรงกลาง เมื่อนำมาผสมกันกับสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่เรียงรายกันทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ และท้องฟ้าที่ถูกทอแสงสีทองในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ทำให้เมืองนี้นั้นได้กลายเป็นสถานที่สุดโรแมนติกที่ทุกอย่างดูเข้ากันเป็นอย่างดี ลงตัวสุดๆ ชวนคุณแฟน ควงแขนกันมาเดินเล่นรับลม เป็นช่วงเวลาที่ถือว่าเป็น Golden Hour สุดๆ เลยล่ะ 7. เมืองลูเซิร์น (Luzern) พิกัด : Luzern ประเทศในฝันของใครหลายๆ คนอย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะพลาดไม่ติดโผสถานที่สุดโรแมนติกได้ยังไงล่ะครับ ที่นี่เป็นเมืองริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม ทั้งหมดถูกรวมเข้าด้วยกันทำให้ดู Perfect สำหรับวันพักผ่อนสุดๆ เป็นความโรแมนติกแบบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย 8. หมู่บ้านฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) พิกัด : Hallstatt นั่งรถออกมาจากเวียนนาสักหน่อย เพื่อให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศโรแมนติกเต็มๆ กับหมู่บ้านริมทะเลสาบอันโรแมนติกแห่งนี้ จะมาในฤดูร้อนก็ได้เห็นความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ หรือจะมาในฤดูหนาวก็ยิ่งฟิน เพราะจะมีหิมะตกโปรยปราย เดินจับมือกับคนรักฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ 9. เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) พิกัด : Florence แค่ฟังชื่อก็รู้สึกได้ถึงความโรแมนติกแล้วล่ะ กับเมืองใหญ่ของประเทศอิตาลีแห่งนี้ ที่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามมากมาย บวกกับศิลปะเข้าด้วยกัน ทำให้ที่นี่ถูกแต่งแต้มไปด้วยความโรแมนติกไปซะทุกพื้นที่ ถึงเมืองจะใหญ่แค่ไหนแต่รับรองว่ามาคนเดียวเหงาแน่นอน เพราะฉะนั้นมากับแฟนดีที่สุดนะครับ 10. ซานโตรินี่ (Santorini) พิกัด : Santorini ปิดท้ายกันที่เมืองอันโด่งดังของประเทศกรีซ ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์กับคนรู้ใจ ท้องฟ้าสดใส กับน้ำทะเลสุดสวย บวกกับความสวยงามของอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่นี่ เป็นการเติมเต็มช่วงเวลาได้ดีสุดๆ จูงมือคนรักขึ้นดาดฟ้าของที่พัก แล้วรอดูพระอาทิตย์ตกดินไปด้วยกัน รับรองว่ามีมดขึ้น ได้ 10 สถานที่สุดโรแมนติก ณ ยุโรปกันไปแล้ว เลือกได้หรือยังครับว่าจะชวนแฟนไปเที่ยวไหนดี ? หรือหากใครมีเวลา วางแผนดีๆ แล้วเก็บให้ครบทั้ง 10 ที่เลยก็ดีนะ หรือสนใจ ทัวร์ยุโรป ราคาสุดคุ้ม ดูได้ ที่นี่ เลย     

อ่านเพิ่มเติม
It’s Fairytale รวม 8 เมืองสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย
It’s Fairytale รวม 8 เมืองสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย

09 พ.ค. 62

    บอกก่อนว่า 8 เมืองเหล่านี้อาจจะไม่ใช่เมืองที่เป็น “ต้นแบบ” จริงๆ ของเทพนิยายนะครับ แต่ด้วยความสวยงาม ด้วยบรรยากาศโดยรอบ ที่เห็นแล้วคิดถึงเทพนิยาย เลยทำให้เราเลือกมาให้เพื่อนๆทุกคนได้ชมกัน ถ้าพร้อมเจอกับเมืองเทพนิยายเหล่านี้แล้ว ก็เลื่อนลงไปดูพร้อมๆ กันเลย !!  1.Karlovy Vary, Czech Republic พิกัด : Karlovy Vary, Czech Republic เมืองเก่าแก่กลางหุบเขา ที่มีบ้านเรือน และอาคารสีพาสเทลสุดสวยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำ ทำให้พอย่างเท้าเข้าไปแล้วเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของเทพนิยายเลยครับ แต่ที่นี่ไม่ได้มีดีที่สถาปัตยกรรมอันสวยงามเหล่านี้เท่านั้นนะครับ ยังขึ้นชื่อในเรื่องขอบ่อน้ำพุร้อน และสปาอีกด้วย ใครอยากมาพักผ่อนในบรรยากาศดีๆ แบบนี้ พลาดที่นี่ไม่ได้เลยครับ 2. Giethoorn, Netherland พิกัด : Giethoorn, Netherland เวนิสแห่งเนเธอแลนด์ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในหมู่บ้านของเจ้าหญิงดิสนีย์คนโปรดอยู่ (แล้วแต่จะสะดวกจินตนาการเลยนะครับว่าเป็นใคร อิอิ) ที่นี่มีความน่ารักของผู้คน รวมถึงความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่มีถนน ไม่มีรถ เส้นทางหลักที่ใช้กันคือคลอง และการเดินลัดเลาะไปตามที่ต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์ และมีความเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุดมากๆครับ 3. Hallstatt, Austria พิกัด : Hallstatt, Austria หมู่บ้านชื่อดังของประเทศออสเตรีย ซึ่งแน่นอนว่าที่ผู้คนต่างหลั่งไหลมาที่นี่ เพราะมันมีภูมิทัศน์ที่สวยงามราวกับว่าเราเข้าไปอยู่ในโลกเทพนิยายจริงๆ ฉากหลังเป็นทิวเขา ด้านหน้าเป็นทะเลสาบ และหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบ ทำให้ทุกอย่างดูลงตัว เข้ากันอย่างดี เห็นแล้วอยากใส่ชุดราตรีฟูฟ่อง ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงจริงๆครับ 4. Bibury, United Kingdom พิกัด : Bibury, United Kingdom เห็นที่นี่แล้วคิดถึงบ้านของคนแคระทั้ง 7 ที่หลบภัยชั้นเยี่ยมของเจ้าหญิงสโนว์ไวท์เลยครับ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากลอนดอนมากนัก และได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่สวยที่สุดของอังกฤษ มีธรรมชาติของต้นไม้ที่เขียวชะอุ่ม เข้ากันได้ดีกับบ้านแบบดั้งเดิมที่สร้างจากหิน บวกรวมเข้ากับลำธารและถนนเล็กๆ ทำให้ลงตัวราวกับว่าเป็นหมู่บ้านที่สร้างมาเพื่อเป็นเทพนิยายเลยล่ะ 5. Burghausen, Germany พิกัด : Burghausen, Germany ในเทพนิยาย ภาพที่เห็นจนคุ้นชินนั่นก็คือปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขา และมีเมืองอยู่ด้านล่าง บอกเลยว่าที่เมืองนี้เป็นแบบนั้นจริงๆครับ! ภาพของปราสาทเบิร์กฮาวเซน ปราสาทที่ยาวที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ด้านบน และมีหมู่บ้านล้อมรอบ ตอบโจทย์ความเป็นเทพนิยายสุดๆ ที่เมืองนี้คุณจะได้พบกับร้านค้า และร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักมากมาย พร้อมการต้อนรับเป็นอย่างดีของชาวบ้าน รับรองว่าเพลิดเพลินใจแน่นอน 6. Colmar, France พิกัด : Colmar, France หากใครเป็นแฟนตัวยงของเทพนิยายชื่อดังของดิสนีย์อย่างเรื่อง Beauty and the Beast หรือ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร จะต้องอยากมาที่นี่แน่นอน เพราะที่เมืองกอลมาร์นี้คือต้นแบบของหมู่บ้านที่เบลล์อาศัยอยู่ครับ บ้านเรือนน่ารักๆ หลากสีสัน ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางของถนนเล็กๆ มีสวนดอกไม้แซมบ้าง มีฟาร์มนิดๆ หน่อยๆ สวยสะกดตาสุดๆครับ 7. Edinburgh, Scotland พิกัด : Edinburgh, Scotland   เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับเมืองในเทพนิยายที่มีปราสาทของเจ้าชายตั้งอยู่บนเขา และล้อมรอบไปด้วยบ้านของประชาชน มาที่นี่นอกจากจะได้ฟีลความเป็นเทพนิยายแล้ว ยังได้ฟีลความเป็นยุโรปแบบเต็มๆ เพราะบ้านเรือนยังคงความเป็นยุโรปสมัยเก่าอยู่ครับและแน่นอนว่าด้วยความที่เมืองเอดินเบิร์กเป็นเมืองใหญ่ ทำให้หายห่วงเรื่องความเหงาไปได้เลยเพราะมีกิจกรรมให้เลือกทำเพียบ! 8. Lisbon, Portugal พิกัด : Lisbon, Portugal เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกสแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสุดๆ และถึงแม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยว แต่ก็ยังมีบางเสี้ยวของเมืองที่ให้ความเป็นเทพนิยายสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนแบบฉบับยุโรปสมัยก่อน สีสันที่สดใส และร้านค้าพื้นเมืองเล็กๆ ก็ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นเทพนิยายของเมืองนี้เหมือนกันนะครับ และนี่ก็เป็น 8 เมืองสวยแนวเทพนิยายที่น่าสนใจที่เรานำมาฝากกัน เพื่อนๆ คนไหนชื่นชอบเทพนิยายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อยากแนะนำให้ลองไปสัมผัสตามเส้นทางทั้ง 8 ที่ที่ ทัวร์ครับ เลือกมาให้ดูสักครั้ง รับรองว่าฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ ! สนใจ ทัวร์ยุโรป ราคาสุดคุ้มกับ ทัวร์ครับ คลิกเลย !!

อ่านเพิ่มเติม
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !

08 พ.ค. 62

  วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอเอาใจสาย Hidden Gems ด้วยการมาแนะนำ 8 สถานที่และเมืองลับๆ ที่น้อยคนนักจะรู้จักในยุโรปกัน ใครอยากลองไปดูเพื่อให้ได้รู้ก่อนใคร ก็เตรียมจดชื่อไว้เลยนะครับ 1.Barrio de Cuevas พิกัด : Barrio de Cuevas มองเผินๆ จากไกลๆ ก็คงเห็นเป็นหน้าผาธรรมดาๆ แต่ใครจะรู้ว่าหน้าผาเหล่านี้แหละมีบ้านซ่อนตัวอยู่กว่า 2,000 ครัวเรือน! โดยบ้านทุกหลังจะทาสีขาวกลืนไปกับหน้าผา และแทรกตัวอยู่แทบจะทุกเนินเขาหรือเนินดินเลยครับ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Guadix ทางตอนใต้ของประเทศสเปน และยังเป็นถ้ำที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยนะ 2. Catacombs de Paris พิกัด : Catacombs de Paris นี่คือสุสานลับใต้ดินที่กินอาณาเขตกว่า 180 ไมล์ในปารีส ! อยากรู้มั้ย ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วจะบอก ... สุสานลับใต้ดินแห่งนี้ซ่อนอยู่ใต้หอไอเฟล แลนด์มาร์กชื่อดังของฝรั่งเศสนั่นเองครับ เหลือเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ ที่นี่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ช่วงศตวรรษที่ 17 และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วยนะ แต่เปิดเพียงแค่ 1 ไมล์เท่านั้น ได้ในจะค่อนข้างคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต และเต็มไปด้วยโครงกระดูกกว่า 6 ล้านร่างกายที่ถูกเรียงรายตามแนวกำแพง ใครขวัญอ่อนอย่าไปดีกว่านะจ๊ะ 3. Aldwych Station พิกัด : Aldwych Station อดีตสถานีรถไฟใต้ดินที่ถูกใช้เป็นสถานที่หลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่ซ่อนสมบัติของพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ปัจจุบันนี้ไม่เปิดใช้งาน แต่มักจะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆ หรืองานแสดงนิทรรศการ งานเปิดตัวหนังสือ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีคนมาเช่าสถานที่ครับโดยที่นี่จะพิเศษตรงที่เหนือสถานีจะมีช่องลมช่องหนึ่ง ที่สามารถมองออกไปเห็นหอฬิกาบิ๊กเบนได้พอดิบพอดีเลยล่ะ 4. London Post Office Railway ด้านใต้ของโรงแรมสุดหรูอย่างเซนต์แพนคราสเรเนซองส์ ก็มีสถานที่ลับเช่นกันนะครับ ที่นี่ก็คือที่ทำการไปรษณีย์รถไฟลอนดอนนั่นเอง มีไว้เพื่อส่งจดหมายโดยเฉพาะครับ แต่ปัจจุบันก็แปรสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ และรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแทน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ การที่ให้นักท่องเที่ยวลองนั่งรถไฟส่งจดหมาย และดูระบบการทำงาในสมัยนั้นผ่านกระจกใสของรถไฟครับ >> ทัวร์ลอนดอนราคาสุดคุ้ม คลิกเลย 5. The Bourbon Tunnel พิกัด : The Bourbon Tunnel ในพระราชวังหลวง ก็ต้องมีเส้นทางลับใช่ไหมล่ะครับ? และนี่แหละคือเส้นทางลับของพระราชวังหลวงแห่งจักรวรรดิโรมัน ถูกสร้างโดยจักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 2 ในปี 1853 แต่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ใต้ดินของเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีประโยชน์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถูกใช้เป็นที่หลบภัย และเป็นโรงพยาบาลทหารครับ cr. https://en.wikipedia.org/wiki/Bourbon_Tunnel 6. Wieliczka salt พิกัด : Wieliczka salt   ณ เมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าลึกที่สุดในโลก นั่นก็คือที่เหมืองเกลือแห่งนี้นี่เอง บอกเลยว่าที่นี่เหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะมีความกว้างใหญ่ ที่คนงานเหมืองได้ขุดเจาะอุโมงค์รวมความยาวกว่า 245 กิโลเมตร มีห้องโถงต่างๆ กว่า 2400 ห้อง แถมยังมีโบถส์และวิหารอยู่ที่ใต้ดินนี้อีก ซึ่งปัจจุบันก็ยังดำเนินการอยู่ และเปิดให้นักท่องเที่ยวลงไปเยี่ยมชมได้ลึกถึง 130 เมตรเลยทีเดียว 7. San Cassiano พิกัด : San Cassiano หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาในประเทศอิตาลี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความสงบ และเบื่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่อย่างโรม เวนิช หรือฟลอเรนซ์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบเต็มๆ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของอุทยานธรรมชาติอย่าง Fanes-Senes-Braies ครับ ใครอยากมาฟินไปกับธรรมชาติที่สรรค์สร้างความสวยงามได้อย่างลงตัว เงียบสงบ ต้องมาที่นี่นะครับ 8. Gordes พิกัด : Gordes หมู่บ้านบนยอดเขาในแถบเทือกเขาลูแบรง แหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส เป็นหมู่บ้านที่ติดอันดับว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสเลยล่ะครับ มาที่นี่แน่นอนว่าจะได้ชิมไวน์จากแหล่งผลิตไวน์ของแท้ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับวิวแบบ Panorama และทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ล้อมรอบหมู่บ้านอีกด้วยนะครับ ฟินได้อีก! เหล่า Backpacker คงจะสมใจไปกับ 8 Hidden Gems ที่เรานำมาฝากกันแล้วนะครับ จริงๆ ที่เหล่านี้จะเรียกว่าลับก็คงไม่เต็มปากนัก เรียกว่าคนไม่ค่อยไปกันดีกว่า เอาเป็นว่าใครเบื่อเที่ยวแลนด์มาร์กแล้ว ลองเปลี่ยนดูให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันก็ได้นะ  

อ่านเพิ่มเติม
ไม่ดังแต่มีดี! รวม 10 ที่เที่ยวยุโรปเมืองรองไม่ดังแต่ปังมาก
ไม่ดังแต่มีดี! รวม 10 ที่เที่ยวยุโรปเมืองรองไม่ดังแต่ปังมาก

03 พ.ค. 62

วันนี้ทัวร์ครับจะขอเปิดตัว 10 เมืองยุโรปที่ไม่ดังแต่สวยมาก ให้ทุกคนได้รู้จักกันแบบซอฟท์ๆ เผื่อว่าใครเบื่อเมืองใหญ่ๆ แล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสเมืองเล็กๆ ได้พบกับ Hidden Gems เม็ดงามกันบ้าง จะได้ลองดูเป็นแนวทางนะครับ เลื่อนลงไปดูกันเล๊ย!   1.Bruges : Belgium แผนที่ : Bruges , Belgium เมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสของทางเหนือ” เพราะเป็นเมืองที่มีคูคลองกลางเมือง คล้ายคลึงกับเวนิสนั่นเองครับ ความโดดเด่นของเมืองนี้คือบ้านรูปทรงแบบ Ginger Bread ที่ทำให้เมืองมีความน่ารัก และสวยงาม ถ้ายิ่งไปในช่วงคริสมาสต์จะได้เจอกับบรรยากาศเฟสทีฟสุดแสนโรแมนติกบวกเข้าไปด้วย ทำให้เมืองนี้กลายเป็นสุดยอด Hidden Gems แห่งยุโรปเลยล่ะ   2. Sintra : Portugal แผนที่ : Sintra , Portugal เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาที่โดดเด่นด้วยบ้านเรือนสีสันสวยงาม ชวนให้เพลิดเพลินไปกับการลั่นชัตเตอร์ Be a Model ถ่ายรูปเก๋ๆ เก็บไว้ หากใครมีภาพจำของปราสาทเลโก้มาจากสมัยเด็กๆ จะยิ่งอินเข้าไปใหญ่ เพราะบอกเลยว่าที่นี่ เหมือนปราสาทเลโก้มากๆ เห็นแล้วอยากนำตัวต่อเจ้าชายกับเจ้าหญิงมาวางเลยอ่ะ!   3. Gdansk : Poland แผนที่ : Gdansk , Poland ใครที่เป็นสายแฟชั่น รักการแต่งตัว และมักมี Theme ในการแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่อยู่เสมอจะรักเมืองนี้! เพราะอาหารบ้านเรือนสีโทนร้อน เช่น เหลือง ครีม ชมพู และหลังคาสีแดง จะช่วยให้คุณเลือกชุดได้ง่ายและ Enjoy ไปกับการแต่งตัวมากขึ้น เพลิดเพลินไปกับการนั่งจิบกาแฟรับลมริมทะเลบอลติกเก๋ๆ Live like a Celebrity กันไปเลย!   4. Bled : Slovenia แผนที่ : Bled , Slovenia สวยราวกับเทพนิยาย คือนิยามของเมืองนี้! เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตีนเขาแอลป์ อยู่บนทะเลสาบที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในโลกเลยครับ เป็นเมืองเล็กๆ เหมาะมาพักผ่อนสบายๆ แบบเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าแบบเต็มๆ เสมือนว่าได้ชาร์จแบตให้ตัวเองมีพลังลุยต่อครับ   5. Novi Sad : Serbia แผนที่ : Novi Sad , Serbia เมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ และอนุสาวรีย์มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมของประเทศเซอร์เบีย มีความโดดเด่นด้วยป้อม Petrovaradin ซึ่งสามารถมองเห็นวิวด้านหน้าที่สวยงามแบบพาโนราม่า และแม่น้ำดานูบ ถึงเมืองนี้จะไม่ดังมากแต่ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์สุดๆ ลองไปครั้งนึงแล้วจะหลงรัก   6. Cesky Krumlov : Czech Republic แผนที่ : Cesky Krumlov , Czech Republic เมืองเล็กสุดน่ารัก ที่ผู้คนต่างเป็นมิตรและ welcome นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ มีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยถนนหนทาง และสะพานเก่าแก่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิม บวกรวมเข้ากับบ้านเรือนของผู้คนที่มีการสร้างออกมาได้อย่างน่ารัก ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวยังเมืองนี้ จะต้องกลับออกมาพร้อมกับความประทับใจทุกคน   7. Annecy : France แผนที่ : Annecy , France ลืมปารีสไปก่อน เพราะที่ฝรั่งเศสยังมีเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบแห่งนี้ที่รอให้ทุกคนไปเยือนอยู่ ใครอยากสัมผัสความเป็นชาวฝรั่งเศสของแท้ ที่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องมาเยือนที่นี่ดูสักครั้ง เดินเล่นชมเมืองเพลินๆ พร้อมทั้งแวะไปชมปราสาทเก่าแก่ แล้วคุณจะหลงรักแบบสุดๆ เลยล่ะครับ   8. Albarracin : Spain แผนที่ : Albarracin , Spain สาวๆ ต้องกรี๊ดแน่นอน เพราะที่นี่คือเมืองสีชมพู ที่เหมือนเราหลุดเข้าไปในโลกของเทพนิยายเลยครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีถนนหนทางเล็กๆ ผู้คนนิยมเดินเท้ากัน ไปสัมผัสวิถีชีวิตแบบคนท้องถิ่น และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการเดินชมเมืองอันน่าค้นหานี้ น่าจะเป็นอีกเรื่องประทับใจในยุโรปแน่ๆ   9. Reine : Norway แผนที่ : Reine , Norway เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวริมฝั่งมหาสมุทธใกล้แถบขั้วโลก ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาเรียงตัวกันอย่างสวยงามราวกับเทพนิยายเลยล่ะครับ และแน่นอนว่าเพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมง ทำให้คุณสามารถชิมอาหารทะเลที่สดเว่อร์ในราคาที่ถูกแสนถูก จะมีอะไรเพลินไปกว่าการกินอิ่ม และนอนหลับสบายในบรรยากาศที่ดีๆ แบบนี้!   10. Giethoorn : Netherlands แผนที่ : Giethoorn , Netherlands ความเงียบสงบที่แท้ทรูเป็นยังไง อยากรู้ต้องลองมาดูเองที่เมืองนี้ครับ! ที่นี่ไม่มีรถ ไม่มีถนนใหญ่ มีแต่คูคลองและเรือ ทำให้การเดินทางไปยังจุดต่างๆ ต้องนั่งเรือไปนั่นเอง มีความเงียบสงบ และคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมมากๆ ใครอยากมาพักร้อนในที่ใหม่ๆ ที่ได้รับพลังบวกกลับไปเต็มๆ จองตั๋วมาที่นี่ด่วนๆ เลยนะครับ  >>  ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป” นี่แค่ซอฟท์ๆ อย่างที่บอก  ที่ยุโรปยังมีเมืองสวยๆ ที่ไม่ค่อยดังอยู่อีกเพียบรอให้ทุกคนได้ไปสำรวจกันอยู่ หากใครเบื่อความวุ่นวายของเมืองใหญ่ๆ แล้ว ลองมองหา Hidden Gems ดีๆ สักเม็ดที่ถูกใจ แล้วไปเปิดประสบการณ์ใหม่ดู แล้วคุณอาจจะหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้นเลยก็ได้! หรือหากใครสนใจทัวร์ยุโรปเที่ยวสถานที่สุดฮิต คลิกเลย !! 

อ่านเพิ่มเติม
ครบรอบไปไหนดี ! แนะนำ 10 Rooftop บนดาดฟ้า สวีทไปกว่านี้ไม่มีแล้ว
ครบรอบไปไหนดี ! แนะนำ 10 Rooftop บนดาดฟ้า สวีทไปกว่านี้ไม่มีแล้ว

03 พ.ค. 62

  1.Red Sky : ราชประสงค์ หากใครอยากไปดินเนอร์ที่รูฟท็อปใจกลางเมือง ก็ต้องที่นี่เลยค่ะ เพราะร้าน Res Sky ตั้งอยู่บนชั้น 55 ของโรงแรม Centara Grand at CentralWorld นั่นเอง แล้วบอกเลยว่าวิวของที่นี่เป็นแบบ 360 องศาเลยทีเดียว แถมอาหารยังอร่อยมาก ทั้งอาหารไทย และอาหารฟิวชั่น บอกเลยว่าเหมาะสมกับการดินเนอร์ในมื้อค่ำวันวาเลนไทน์สุดๆครับ   2. Park Society : สาทร บนชั้น 29 และ 30 ของโรงแรม So Sofitel สาทร คือที่ตั้งของ Park Society ร้านอาหารและบาร์ที่มีอาหารทานง่าย รสชาติอร่อย และเดินทางสะดวกอีกด้วย วิวของร้านนี้คือสีสันไฟของตึกหลากหลายที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และสวนลุมพินี ปอดใหญ่ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ เราครับ ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติกแบบนี้ รีบจองโต๊ะนะครับ   3. Octave : ทองหล่อ เค้าว่ากันว่าที่นี่คือหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามที่สุดของกรุงเทพฯ เลยนะครับ เพราะตั้งอยู่บนชั้น 45 - 46 ของโรงแรม Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit 57 และยังมีชั้น 49 อีกที่ไว้สำหรับนักดื่มโดยเฉพาะ เมนูของที่นี่อาจจะมีให้เลือกไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นอาหารสไตล์เอเชียนฟิวชั่นให้ทานคู่กับค็อกเทล แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเมนูของที่นี่ทุกจาน เชฟรังสรรค์มาเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ   4. Three Sixty : เจริญนคร เอาใจชาวฝั่งธนกันบ้าง กับร้านอาหารรูฟท็อปวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บอกเลยว่าวิวสวยไม่แพ้ร้านรูฟท็อปใจกลางเมืองเลยล่ะครับ ร้านตั้งอยู่บนชั้น 31 - 32 ของโรงแรม Millenium Hilton และพิเศษตรงที่สามารถเลือกนั่งได้ 2 ฝั่งตามใจชอบ คือฝั่งพระนครที่เป็นวัดต่างๆ และฝั่งสาธรที่เป็นตึกสูง สำหรับอาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย เสิร์ฟเป็นคอร์ส และราคาไม่แพงอย่างที่คิดครับ   5. The Speakeasy : หลังสวน หากใครชอบทานอาหารยุโรป อาหารฝรั่งเศส อยากบอกว่าจองร้านนี้ด่วนๆ เพราะบนชั้น 24 - 25 ของ Hotel Muse Bangkok กับร้าน The Speakeasy คือร้านที่เหมาะสมมากๆ ที่จะมาดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆ และอาหารรสชาติอร่อย นอกจากนี้ค็อกเทลของที่ดีก็เริ่ดมากๆ บวกเข้ากับเพลงเพราะๆ ที่ดีเจเปิด จะกลายเป็นมื้อที่ฟินสุดๆ ไปเลยล่ะครับ cr. https://hotelmusebangkok.com   6. Above Eleven : นานา ถึงจะชื่อ Above Eleven แต่ร้านนี้ก็อยู่ชั้นสูงกว่านั้นเยอะ เพราะอยู่ที่ชั้น 33 ของโรงแรมเฟรเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 11 ครับ ที่นี่เสิร์ฟอาหารที่เรียกว่า นิเคอิ เป็นการผสมผสานอาหารญี่ปุ่นและเปรู ที่เข้ากันได้ดีและลงตัวมากๆ เลยล่ะครับ และยังเป็นร้านรูฟท็อปชื่อดังอันดับต้นๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นใครเล็งร้านนี้ไว้อย่ารอช้านะครับ รีบยกหูขึ้นมาโทรไปจองด่วนๆ เลย cr. https://www.timeout.com   7. Sirocco & Sky Bar : เจริญกรุง อีกหนึ่งร้านรูฟท็อปชื่อดัง ที่ถ้าหากอยากไปสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ และมื้อค่ำแสนอร่อยต้องรีบจองคิวแต่เนิ่นๆ มาที่นี่จะได้เห็นวิวสวยสะใจ เพราะตั้งอยู่บนชั้น 63 ของโรงแรมเลอบัวครับ ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียน ที่บอกได้เลยว่ารสชาติดีมากๆ จนเป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ดังนั้นจะรอช้าอยู่ไยคะ รีบโทรไปจองโต๊ะด่วน! cr. https://www.timeout.com   8. Vertigo and Moon Bar : สาทร ร้านรูฟท็อปสุดยอดของความโรแมนติด เหมาะกับคู่รักที่สุดแล้วในย่านนี้! เพราะทุกโต๊ะของ Vertigo and Moon Bar นั้นจะถูกตกแต่งด้วยเทียนไข สร้างบรรยากาศสุดโรแมนติกได้เป็นอย่างดี ทั้งอาหารไทยแบบฟิวชั่น ทั้งค็อกเทลหลากหลายเมนู รวมไปถึงการบริการแบบ Professional จะช่วยให้มื้อค่ำสุดพิเศษบนชั้น 61 ของโรงแรมบันยันทรี กลายเป็นมื้อที่ลืมไม่ลงเลยครับ cr.http://www.bangkok.com   9. Brewski : วัฒนา หากใครไม่ใช่สายค็อกเทล แต่เป็นสายคราฟต์เบียร์ ก็ต้องที่นี่เลยครับ เพราะบนชั้น 30 ของโรงแรม Radisson Blu Hotel เป็นบาร์ที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มลองคราฟต์เบียร์ถึง 12 แท็บที่ส่งมาจากทุกมุมโลก ไปพร้อมๆ กับอาหารไทย และอาหารยุโรปฟิวชั่น รวมไปถึงบรรยากาศโรแมนติก วิวสวยๆ บนตึกสูงย่านอโศก เพลิดเพลินบรรเทิงใจสุดๆ   10. Sky View : เกษตร - นวมินทร์ ปิดท้ายกันที่รูฟท็อปโซนกรุงเทพฯ ชั้นนอกกันบ้าง หากใครมองหาร้านอาหารรูฟท็อปที่เป็นวิวกว้างๆ ไม่ใช่วิวตึกสูงใจกลางเมืองก็ต้องที่นี่เลย แต่ขอบอกก่อนว่าที่นี่จะเน้นไปที่การดื่ม จำพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือค็อกเทลมากกว่า ส่วนอาหารจะเสิร์ฟเป็นพวกสแน็ค หรือของทานเล่น เพราะฉะนั้นหากใครเน้นทานข้าว ร้านนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่นะครับ และนี่ก็เป็น 10 ร้าน Rooftop ที่ ทัวร์ครับ นำมาฝากกัน เพื่อนๆ คนไหนอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติก เติมความหวาน โชว์ความสวีทกับคนรักในวันครบรอบก็จัดไปอย่าให้เสีย!   

อ่านเพิ่มเติม
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”

24 เม.ย. 62

วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอนำเอา 10 แลนด์มาร์กที่แอดมินได้ลิสต์ไว้ว่าอยากไปเยือน มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันครับ เผื่อว่าเราจะได้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันบ้าง อิอิ ไปดูกันเลยย ~ 1. หอเอนปิซา ประเทศอิตาลี แผนที่ : Tower of Pisa รู้จักกันเป็นอย่างดี เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เราเรียนกันมานั่นเองครับ ความพิเศษและเก๋ไก๋สไลเดอร์ของที่นี่คงหนีไม่พ้นการมาเยี่ยมเยือน พร้อมกับทำท่าถ่ายรูปเก๋ๆ กับเจ้าหอเอนฯ บางคนก็ช่วยยันไว้ บางคนก็ยืนพิง แค่คิดก็น่าจะสนุกสุดๆ แล้วล่ะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ได้ลองครีเอทท่าเก๋ๆ ไว้ไปถ่ายกับ หอเอนปิซา บ้างแล้วหรือยังเอ่ย? 2. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี แผนที่ : Colosseum อีกหนึ่งใน 7 มหัศจรรย์ของโลก ที่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเสื่อมสภาพจากในอดีตลงไปมาก แต่ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความรุ่งโรจน์และรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน มีความใหญ่โตมโหฬาร และยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ต้องลองมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งนะครับ นี่เลย >> ทัวร์อิตาลีสุดฮิต ราคาเริ่มต้น 34,999 !! 3. สโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ แผนที่ : Stonehenge สำหรับคนที่เสพติดความมหัศจรรย์ ก็ต้องไม่พลาดมาที่นี่ครับ เพราะสโตนเฮนจ์ถือได้ว่าเป็นสถานที่สุดพิเศษ ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ใครเป็นคนสร้าง แล้วทำยังไงถึงเอาหินก้อนเบอเร่อไปวางเรียงกันจนเกิดเป็นความมหัศจรรย์ขนาดนั้น ใครมีแพลนไปยุโรป ลองมองหาทริปที่จะมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง และหาคำตอบไปด้วยกันสักครั้งนะครับ 4. หอนาฬิกาบิ๊กเบน ประเทศอังกฤษ แผนที่ : Bigben    แลนด์มาร์กประจำลอนดอน ที่ใครมาเยือนยังประเทศอังกฤษ แล้วไม่แวะมาที่นี่ถือว่าผิดเลยล่ะ เพราะนอกจากจะได้มาเช็คอินกับสถานที่ยอดฮิตแห่งนี้แล้ว ยังเป็นการยืนยันได้อย่างดีว่ามาถึงยถโรปแล้วแน่นอน เพราะหอนาฬิกายิ่งใหญ่แบบนี้มีที่เดียวนะจ๊ะ นอกจากนี้ใกล้ๆ กับหอนาฬิกาบิ๊กเบน ยังมี Shopping Street และ London Eye ชิงช้าสวรรค์อันเบอเร่ออีกด้วย เอาเป็นว่ามาจุดเดียวเที่ยวได้หลายที่เลยครับ  ใครอยากไปทัวร์อังกฤษสุดคุ้ม เริ่มต้นแค่ 35,900 บาท คลิกเลยรออะไร 5. พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ : Versailles Palace ความสวยงาม อลังการ ตระการตา ทุกอย่างรวมอยู่ที่ทัวร์ฝรั่งเศสนี่เลยครับ แล้วขอบอกเลยว่าแค่ 3 คำนี้ไม่พอที่จะอธิบายความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ได้เลยจริงๆ สมกับฉายาว่าเป็น พระราชวังที่สวยงามที่สุดในโลกจริงๆ ด้านในถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหมด รวมกับกระจกมากมาย เมื่อเจอกับไฟสีทองนวลมากระทบ ทำให้ระยินระยับ ดูสวยงามจนเราตกตะลึงไปเลยล่ะครับ 6. หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ : Eiffel Tower ถ้าพูดถึงยุโรป แล้วไม่พูดถึงแลนด์มาร์กสุดพีคที่นี่ก็คงไม่ได้อย่าง หอไอเฟล หรือ Eiffel Tower นั่นเอง ถือได้ว่าเป็น Top List ของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว ด้วยความที่นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กอันโดดเด่น ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าอยู่ยุโรปแล้ว ยังได้บรรยากาศของความโรแมนติกผสมเข้าไปอีก ลองคิดภาพตามนะครับว่าถ้าเรายิ่งไปช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกเบาๆ กับคนพิเศษ มันจะเป็นความทรงจำที่สุดยอดขนาดไหน!   7. ซานโตรินี่ ประเทศกรีซ แผนที่ : Santorini หากใครเคยไปเที่ยวที่ชะอำ จ.เพชรบุรี บ้านเรา ก็คงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ และได้พอสัมผัสกับความสวยงามของตัวอาคารสีขาว และหลังคาสีน้ำเงินกันบ้างแล้ว แต่พูดไปจะหาว่าเว่อร์เพราะนั่นยังไม่ได้ครึ่งของสถานที่จริงเลยครับ! ที่หมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความสวยงามตามธรรมชาติของเกาะซานโตรินี่ บวกกับความสวยงามของสิ่งปลูกสร้าง ลงตัวกันเป็นอย่างดีกับท้องฟ้าอันสดใสในช่วงซัมเมอร์ เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ 8. วิหารพาร์เธนอน ประเทศกรีซ แผนที่ : The Parthenon อีกแลนด์มาร์กอันน่าสนใจ ณ ประเทศกรีซครับ สำหรับสถานที่แห่งนี้ถ้าใครอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าความลงตัวขององค์ประกอบต่างๆ เป็นอย่างไร ต้องไม่พลาดมาที่นี่เลย เพราะถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงเศษซาก และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความงดงาม สัดส่วน และองค์ประกอบที่ลงตัวอยู่ดีครับ 9. หมู่บ้านฮัลสตัทท์ ประเทศออสเตรีย แผนที่ : Hallstatt , Austria สุดยอดแห่งความโรแมนติกในพ.ศ.นี้ ต้องยกให้ที่นี่จริงๆ ครับ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่คู่รักต่างตบเท้ากันเข้ามาสัมผัสกับความสวยงามของหมู่บ้านริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว บอกเลยว่าไม่มีอะไรฟินไปกว่า การตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเปิดประตูระเบียงไปเจอกับวิวของหมู่บ้านฮัลสตัทท์แล้วครับ 10. หมู่บ้านกังหันลม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แผนที่ : Zaanse Schans มาถึงแลนด์มาร์กสุดท้าย ที่แอดมินภูมิใจนำเสนอสุดๆ เพราะเป็นที่ที่แอดมินอยากไปมากเลยล่ะครับ ใครอยากเห็นกังหันลมของแท้ ต้องมาที่นี่เท่านั้น ยิ่งบวกรวมกับทุ่งดอกทิวลิปอันสวยงามแล้ว เป็นภาพที่อยากจะลั่นชัตเตอร์เก็บความทรงจำไว้สักร้อยภาพเลยครับ และนี่ก็เป็น 10 แลนด์มาร์กที่น่าสนใจในยุโรป ที่แอดมินคัดมาแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่ยุโรปไม่ได้มีดีแค่ 10 สถานที่นี้เท่านั้นที่น่าสนใจนะครับ ยังเหลืออะไรให้เราเที่ยวอีกเพียบ! ใครอยากไปสัมผัสกับอีกซีกหนึ่งของโลกดูสักครั้ง ก็เริ่มหยอดกระปุกกันได้เลยยย     

อ่านเพิ่มเติม
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ

24 เม.ย. 62

แต่สำหรับใครที่เป็นเจ้าแห่งการวางแผน ตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองแล้ว ที่พักก็จองแล้ว แอพพยากรณ์อากาศบอกว่าเมื่อไหร่ดอกซากุระบานก็มีแล้ว แต่พอไปถึงแล้วถ่ายรูปกับต้นซากุระออกมา ปรากฏว่าโป๊ะแตก กลายเป็นดอกท้อหรือต้นพลัมซะงั้น! เพราะทั้งต้นซากุระ ต้นพลัม และต้นท้อ ล้วนออกดอกสีชมพูเล็กๆคล้ายๆกันหมด จึงไม่แปลกที่จะมีหลายคนสับสนและถ่ายรูปต้นซากุระมาผิด คงเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะครับ อุตส่าห์ดั้นด้นวางแผนอย่างดีเพื่อไปชมซากุระถึงที่ญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายรูปมาผิดต้น น้ำตาเช็ดหัวเข่ากันมาแล้วหลายราย ไม่เป็นไรนะครับในวันนี้ พี่หมีจะมาบอกเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆแยกออกว่าต้นไหนคือต้นซากุระ ต้นไหนคือต้นพลัมหรือต้นท้อ เพื่อนๆจะได้ชมซากุระได้อย่างสบายใจว่าเราจะถ่ายรูปดอกซากุระถูกต้น แบบ authentic ของแท้ พี่หมีมี 3 ข้อง่ายๆให้สังเกตกันครับ 1.สังเกตรูปทรงของกลีบดอก ถ้าอยากรู้ว่าสถานที่ที่เพื่อนๆไปชมซากุระมีต้นซากุระจริงๆอยู่หรือเปล่า ก็ให้ดูลักษณะของดอกเป็นหลักเลยครับ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสังเกต โดยดอกซากุระนั้นจะมีรอยหยักที่บริเวณปลายกลีบดอก ดังเช่นที่เพื่อนๆมักเห็นตามรูปวาดหรือรูปโปรโมทส่วนใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของดอกซากุระที่ไม่เหมือนดอกไม้อื่นๆ ส่วนดอกของต้นพลัมนั้น แม้จะมีลักษณะดอกที่เล็กจิ๋วเช่นเดียวกับดอกซากุระ แต่ว่ากลีบดอกจะเป็นกลีบกลมมน ไม่ได้เป็นกลีบแบบมีแฉกเหมือนดอกซากุระ แต่ถ้าเป็นดอกท้อ รูปทรงของกลีบจะยาวยิ่งขึ้น โดยมีกลีบดอกเป็นรูปหยดน้ำนั่นเองครับ 2.สังเกตสีของกลีบดอก แม้ว่าดอกไม้ทั้ง 3 ประเภทจะมีโทนสีชมพูเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนมักสับสนเวลาไปชมซากุระ เพราะมักมีโทนสีใกล้ๆกัน แต่ถ้าหากเพื่อนๆลองสังเกตดีๆ ก็จะสามารถแยกความแตกต่างของโทนสี ดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดได้ครับ สำหรับดอกซากุระและดอกพลัม ทั้งคู่อาจจะมีสีแตกต่างกันไปได้ทั้งสีชมพูรวมไปถึงสีขาว แต่สำหรับ ดอกพลัมแล้ว กลีบดอกจะเป็นสีออกโทนม่วงมากกว่า และบางทีก็จะเป็นสีชมพูที่เข้มมากกว่าต้นซากุระทำให้สามารถแยกความแตกต่างได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากเป็นดอกท้อแล้วละก็ นอกจากจะมีกลีบดอกสีชมพูจางๆแล้ว ในส่วนตรงกลางก็จะมีสีออกแดงม่วงแทนครับ 3.สังเกตกิ่งก้านที่ติดกับตัวดอก ถ้าเพื่อนๆจะไปชมซากุระ แล้วทั้งสองวิธีข้างต้นยังไม่ช่วยให้เราดูออก ก็มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆสังเกตได้ ก็คือการดูในส่วนของกิ่งก้านที่มีดอกบานอยู่ครับ ถ้าเป็นดอกซากุระ จะมีกิ่งก้านที่ยาว เรียวเล็ก แล้วในส่วนเป็นกิ่งก้านนี้ก็จะแตกออกมาเป็นกลุ่มดอกซากุระที่กระจุกอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ถ้าเป็นดอกพลัม ตัวดอกจะบานออกจากกิ่งก้านโดยตรง และไม่ได้แตกเป็นหน่อๆหรือกลุ่มก้อนกระจุกตัวแบบดอกซากุระ ส่วนถ้าเป็นดอกท้อ จะมีกิ่งก้านที่สั้นกว่า และมักแตกหน่อออกมาเป็นดอกคู่ 2 ดอกอยู่ใกล้ๆกัน   เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถชมซากุระได้อย่างแฮปปี้ และมั่นใจได้ว่าจะไม่ชมผิดต้นแน่นอน ให้ไปชมซากุระที่ไหนก็ไม่กลัว แต่อย่างไรก็ดี ก่อนเดินทางไปชมซากุระก็อย่าลืม ทำประกันเดินทางญี่ปุ่น ติดตัวเอาไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจจะส่งผลได้มากกว่าการชมซากุระผิดต้นนะครับ เพื่อนๆสามารถเปรียบเทียบประกันเดินทางญี่ปุ่น ได้ที่ เว็บไซต์ GoBear เลยนะครับ

อ่านเพิ่มเติม
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน  เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??
รู้ไว้ไม่พลาด 10 สายการบินของจีน เที่ยวจีนครั้งนี้ไปสายการบินไหนดีนะ ??

24 เม.ย. 62

ใครที่มีความสนใจที่จะไปเที่ยวประเทศจีนนั้น หลายคนคงงงกับปัญหาว่าจะบินสายการบินไหนดี เพราะสายการบินของจีนนั้นมีเยอะมากและชื่อแต่ละสายการบินก็ยังคล้ายๆกัน เยอะจนนักท่องเที่ยวจำกันไม่หวั่นไม่ไหวกันเลยทีเดียวครับ  งั้นตาม ทัวร์ครับ มาดูกันดีกว่าว่าสายการบินของจีนนั้นมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยครับบบบ !! สายการบินประเทศจีน : Air China (CA) แอร์ไชน่า (Air China) เป็นหนึ่งในสายการบินที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยมีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่ง มีฐานการบินอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้  มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศ เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสายการบินไชนาเซาต์เทิร์นแอร์ไลน์ สายการบินนี้มีฐานปฎิบัติการบินหลักอยู่ที่อากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูชวนหลิว ในนครเฉินตู และท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ในนครเซี่ยงไฮ้ และเป็นเป็นสมาชิกของกลุ่ม Star Alliance และยังมี Phoenix Miles เป็นรายการสะสมไมล์ของสายการบินแอร์ไชน่าและสายการบินพันธมิตร สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ น้ำหนักกระเป๋าเช็กอินได้ 23 กิโลกรัม /2ชิ้น และสัมภาระถือขึ้นเครื่องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ในด้านการบริการ สายการบินนี้มีความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันพร้อมความบันเทิงตลอดเที่ยวบิน เเละมีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มตลอดการเดินทาง การโหลดกระเป๋าการโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax   ทัวร์จีนราคาสุดคุ้ม ราคาเริ่มต้นที่ 8,999 บาท  สายการบินประเทศจีน : Lucky Air (8L) ลัคกี้แอร์ (Lucky Air) เป็นสายการบินราคาประหยัด อยู่ภายใต้การบริหารงานของไห่นาน แอร์ไลน์ เพื่อเป็นสายการบินที่ดำเนินการบินเเละมีฐานการบินในมณฑลยูนาน มีสนามบินปฎิบัติการอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงฉางซุย และสนามบินนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว เป็นหนึ่งในสี่สมาชิกผู้ก่อตั้งของ U-FLY Alliance มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Fortune Wings Club สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบไม่เกิน 8 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 10 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 3 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มอย่างครบครันตลอดการเดินทาง พร้อมกับระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทาง สายการบินนี้สายการบินนี้ไม่ได้ถูกจัดเรตระดับสายการบิน   สายการบินประเทศจีน : Sichuan Airlines (3U) เสฉวนแอร์ไลน์ (Sichuan Airlines) เป็นสายการบินนานาชาติของเมืองเฉิงตู  มณฑลเสฉวน และยังเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของจีน สายการบินนี้ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศเป็นหลักในสนามบินปฎิบัติการที่สนามบินเฉิงตูซวงหลิว สนามบินนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย และสนามบินนานาชาติคุนหมิงฉางซุย มีเส้นทางจีนโดยเครื่องขึ้น - ลง ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูซวงหลิว มีโปรแกรมสะสมไมล์ คือ Golden Panda สายการบินนี้ ใช้เครื่อง Airbus และ Comac C919 ที่ผลิตและพัฒนาโดยประเทศจีน การเเบ่งชั้นที่นั่งในเเต่ละเที่ยวบินออกเป็นระดับชั้นเดียว คือชั้นประหยัด โดยสายการบินนี้สามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม เเละสามารถนำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม ส่วนในด้านการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาวจาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : Shanghai Airlines (FM) เซี่ยงไฮ้แอร์ไลน์ (Shanghai Airlines) เป็นสายการบินที่มีสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ , ประเทศจีน เป็นบริษัทในเครือของไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ให้บริการในประเทศและต่างประเทศ  มีสนามบินปฎิบัติการหลักคือท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง และ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว เป็นสมาชิกพันธมิตรของ SkyTeam เป็นสายการบินจีนตะวันออก มีโปรแกรมสะสมไมล์ที่เรียกว่า Eastern Miles สามารถใช้ร่วมกับสายการบิน China Eastern ได้ สายการบินนี้มีคู่แข่งสำคัญในประเทศคือแอร์ไชน่า สายการบินนี้ใช้เครื่องบิน Airbus A330 / Boeing 737/787 และ Comac ARJ21 การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 23 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ชั้นประหยัดเอ็กตร้า และชั้น W : โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: โหลดได้ 2 ใบ สูงสุดไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน สำหรับการบริการ สายการบินนี้ไม่มีการบริการอาหารเเละเครื่องดื่มบนเครื่อง หากต้องการจะต้องซื้อเพิ่มเติมเอง เเต่ก็มีระบบความบันเทิงที่ทำให้สนุกสนานตลอดการเดินทางไว้คอยบริการอยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : China Eastern Airlines (MU) ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ (China Eastern Airlines) เป็นสายการบินที่ให้บริการทั้งเส้นทางภายในประเทศ และเส้นทางระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง และท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว และยังมีฐานการบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้า และท่าอากาศยานนานาชาติซีอานเสียนหยาง เป็นสายการบินอันดับสองของประเทศจีน โดยเป็นหนึ่งในสายการบินสมาชิกของกลุ่มสกายทีม มีเส้นทางบินภายในประเทศครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของจีนเเละมีเส้นทางบินระหว่าประเทศที่ครอบคลุมอย่างมาก โดยฝูงบินขนาดใหญ่กว่า 430 ลำ เเละมีจุดหมายปลายทางกว่า 1,000 เมืองทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสายการบินที่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่งสำหรับวงการการบินโลก สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงอูเจียป้ารวมไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่หงเฉียว เเละท่าอากาศยานนานาชาติซ่างไห่ผู่ตง โดยมีเส้นทางบินยอดนิยมคือเส้นทางบินปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ เเละเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง รวมไปถึง เซี่ยงไฮ้-สิงคโปร์อีกด้วย สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของสายการบินไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์นั้น นับว่าพอใช้สำหรับสายการบินที่บริการเเบบฟูลเซอร์วิสจากประเทศจีนรายนี้ เเม้ว่าที่นั่งเเละสิ่งอำนวยความสะดวกในเครื่องบินจะมีความสะดวกสบาย เเต่เมนูอาหารกลับไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจผู้โดยสารเท่าใดนัก เเต่สายการบินก็พยายามจะปรับปรุงเมนูอาหารต่างๆ อยู่ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : China Southern Airlines (CZ) ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ (China Southern Airlines) เป็นสายการบินหนึ่งในสามสายการบินหลักสัญชาติจีน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เขตไป่หยวน เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลกในจำนวนผู้โดยสาร เป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย, และอันดับ 4 ของโลกในจำนวนผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศ มีฐานบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวนและท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง กับ 121 จุดหมายปลายทาง ปัจจุบันเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางการบินสกายทีม สายการบินนี้มีฐานการบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง, ท่าอากาศยานนานาชาติฉงชิ่งเจียงเป่ย์, ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจวไป้หยวน เเละท่าอากาศยานนานาชาติอูหลู่มู่ฉีตี้วอปู้ โดยสีเส้นทางบินยอดนิยมเป็นเส้นทางบินภายในประเทศ ซึ่งในเเต่ละปีนั้นมีผู้โดยสารจำนวนมาก ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศนั้นก็มีความคึกคักอย่างมากอย่างเส้นทางบิน ปักกิ่ง-โตเกียว, ปักกิ่ง-ฮ่องกง, ปักกิ่ง-นิวยอร์ก, ปักกิ่ง-ลอนดอน เเละ ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ สายการบินนี้ มีเครื่องบิน Airbus และ Boeing ประจำการ ในเรื่องของการบริการนั้นมีสามระดับ คือ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นเฟิสต์คลาส การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ผู้โดยสารชั้นประหยัด: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 20 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ: โหลดได้สูงสุด 30 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม • ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง: สามารถโหลดสัมภาระใต้เครื่องได้สูงสุด 40 กิโลกรัม ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เกณฑ์น้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเส้นทางบิน การบริการของ สายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ นั้นก็นับว่าสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารตั้งเเต่ที่นั่งที่มีความทันสมัยเเละสะดวกสบาย พร้อมการบริการอาหาร เครื่องดื่ม เเละบริการเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารประทับใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับความตรงต่อเวลาของเที่ยวบินก็ถือว่าเป็นอีกจุดเเข็งของสายการบินเเห่งนี้ สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับ 4 ดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : Shenzhen Airlines (ZH) สายการบินเซินเจิ้น(Shenzhen Airlines) แอร์ไลน์ เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้นเป้าอั่น เขตเป้าอั่น เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และเป็นสมาชิกของสตาร์อัลไลแอนซ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 และเป็น 1 ใน 2 สายการบินของจีน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสายการบินโลก บินไปยังจุดหมายปลายทางมากกว่า 65 แห่งภายในประเทศจีน รวมถึงท่าอากาศยานในฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และไทย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบินเซินเจิ้น เริ่มจากเซินเจิ้น ไป กรุงเทพมหานคร ,เฉิงตู ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป อู๋ซี , ภูเก็ต ไป เซินเจิ้น , ภูเก็ต ไป กว่างโจว , กรุงเทพมหานคร ไป กว่างโจว , กว่างโจว ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป เซินเจิ้น , คุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร , ซินเจิ้น ไป ภูเก็ต , กรุงเทพมหานคร ไป เฉิงตู , Quanzhou ไป กรุงเทพมหานคร , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง ,  อู๋ซี ไป กรุงเทพมหานคร และ กว่างโจว ไป ภูเก็ต สำหรับการบริการบนเครื่องของสายการบินเซินเจิ้น ที่นั่งจะจัดเป็นแบบ 3 – 3  การเสิร์ฟอาหารจะเป็นแบบ Full service และเครื่องดื่มร้อน เย็น น้ำผลไม้ ตลอดการเดินทาง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Economy class  20 กิโลกรัม 1 ใบเท่านั้น ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม Business class 30 กิโลกรัม  สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม First class  40 กิโลกรัม สูงสุด 2 ใบ ถือขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 5 กิโลกรัม สายการบินนี้ได้รับชื่อสายการบินระดับสามดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : Shandong Airlines (SC) สายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) ใช้รหัสสายการบิน คือ SC ตั้งอยู่ในเมืองจี่หนานของประเทศจีน มีศูนย์กลางที่สนามบินนานาชาติจี่หนานเหยาเฉียง และให้สนามบินนานาชาติชิวต่าว หลิวติง และสนามบินนานาชาติ Yantai Penglai เป็นเมืองสำคัญ สายการบินให้บริการบินไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 60 ปลายทาง ส่วนใหญ่เป็นปลายทางในประเทศ แต่สายการบินยังมีบริการบินระหว่างประเทศถึง 10 ปลายทาง เส้นทางการบินของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ (Shandong Airlines) มีเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ดังนี้ เที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา  อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย อินเดีย เป็นต้น การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • ได้ไม่เกิน 40 กิโลกรัม • Business Class 30 กิโลกรัม • Premium Class 20 กิโลกรัม • Infant 10 กิโลกรัม • กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ขนาด 20×40×55 cm หรือ 15×35×55 การบริการบนเครื่องบิน ที่นั่งจะมีหน้าจอแอลซีดีขนาด 12.1 นิ้ว โดยโปรแกรมความบันเทิงจะปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และอาหารและเครื่องดื่ม สายการบินเตรียมอาหารหลากหลายเมนูให้ผู้โดยสารได้เลือกทาน มีขนมปัง ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ และเมนูอื่นๆอีกมากมาย เส้นทางบินยอดนิยมของสายการบิน ชานดอง แอร์ไลน์ มีเส้นทางจาก ชิงเต่า Qingdao ไป ไทเป ไต้หวัน เถาหยวน และสนามบินอื่นๆ ,จี๋หนาน ไป กรุงเทพมหานคร, ชิงเต่า ไป กรุงเทพมหานคร , ฉงชิ่ง ไป เชียงใหม่ , กรุงเทพมหานคร ไป คุนหมิง , กรุงเทพมหานคร ไป ชิงเต่าและคุนหมิง ไป กรุงเทพมหานคร สายการบินนี้  ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : Hainan Airlines (HO) ไห่หนานแอร์ไลน์ (Hainan Airlines) เป็นสายการบินสัญชาติจีน มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสายการบินเอกชนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของจีน ให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไห่หนานแอร์ไลน์ นั้นก่อตั้งมาตั้งเเต่ปี พ.ศ. 2532 โดยแกรนด์ไชน่าแอร์ เป็นสายการบินเอกชนที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนถูกจัดอันดับจากสกายแทร็ค ให้อยู่ในระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นสายการบินเดียวของจีนที่ได้ 5 ดาว และเป็นสายการบิน Full service เส้นทางบินยอดนิยม ท่าอากาศยานนานาชาติไหโข่วเม่ยหลัน เเละ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง เป็นฐานการบินหลักของสายการบิน โดยมีเส้นทางบินทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยเส้นทางยอดนิยมก็มีทั้ง ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง-ซีอาน, ปักกิ่ง-ไท่หยวน, ปักกิ่ง-อูหลู่ รวมทั้ง เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพ เเล้วก็เส้นทางปักกิ่ง-ภูเก็ต การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า Business Class  30 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม Economy class  20 กิโลกรัม สัมภาระที่นำติดตัวแต่ละชิ้นไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้  ได้รับชื่อสายการบินระดับ 5 ดาว จาก Skytrax   สายการบินประเทศจีน : Xiamen Air (MF) เซี่ยเหมินแอร์ไลน์ (Xiamen Air) เป็นสายการบิน Full service ถือว่าเป็นสายการบินเอกชนเเห่งเเรกของประเทศจีน โดยมีจำนวนเครื่องบินประจำฝูงถึง 146 ลำ ครอบคลุมจุดหมายปลายทางมากกว่า 70 เเห่งทั้งในประเทศเเละระหว่างประเทศ โดยมีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยเหมิน เกาฉี, ท่าอากาศยานนานาชาติฝูโจว ชานเกิน เเละท่าอากาศยานนานาชาติหางโจว เซียวซาน โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกของพันธมิตรการบินสกายทีม โดยมีโค้ดเเชร์กับสายการบินอื่นๆ อีกอย่าง ไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์, ไชน่า อีสต์เมิร์น แอร์ไลน์, การูดา อินโดนีเซีย, เคแอลเอ็ม, โคเรียน แอร์, มาเลเซีย แอร์ไลน์, เเมนดาริน แอร์ไลน์ เเละฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ โดยมีเส้นทางบินที่สำคัญทั้ง เซี่ยเหมิน - เฉินตู,เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมิน, เซี่ยเหมิน - เซิ่นเจิน, เซี่ยเหมิน - เซี่ยเหมย, เซี่ยเหมิน - ซีอาน, เซี่ยเหมิน - นานกิง, เซี่ยเหมิน - ซานซี, เซี่ยเหมิน - ไหนาน, เซี่ยเหมิน - ซูโจว, เซี่ยเหมิน - หางโจว, เซี่ยเหมิน - หนานนิง, เซี่ยเหมิน - ซัวเถา, เซี่ยเหมิน - ซินเจียง, เซี่ยเหมิน - ไหโขว่, เซี่ยเหมิน - ฟูโจว เเละ เซี่ยเหมิน – ฮ่องกง การโหลดสัมภาระและน้ำหนักกระเป๋า • First Class โหลดได้ 3 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม• Business Class โหลดได้ 2 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 32 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม • Premium Class โหลดได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกินใบละ 23 กิโลกรัม นำถือขึ้นเครื่องได้ 1 ใบน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม สายการบินนี้  ได้รับชื่อสายการบินระดับ 3 ดาว จาก Skytrax  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !!
เที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !!

18 เม.ย. 62

เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day1 ลงจากเครื่องอันดับแรกที่เจอเลยคือเคาเตอร์ขายซิมส์ ไม่ต้องออกไปหาข้างนอกให้วุ่นวายใจ ถูกใจไทยสไตล์มากๆ เผื่อใครอยากมาถึงแล้วเช็คอินเลยย รวมถึงตัวเราด้วย 5555 พอออกจากสนามบินได้แล้วสเตปต่อไปเราต้องเดินทางเข้าตัวเมืองมีหลายวิธีอย่าง Express Train หรือจะนั่งรถบัสก็ราคาดี 12 ริงกิต (96 บาท) ทริปประหยัดทางเราเลยเลือกนั่งรสบัสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มได้ ก็ถึงสถานี KL Sentral หรือ สถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์กลางการเดินทางของมาเลเซีย สามารถไปต่อที่อื่นๆได้ถือว่าสะดวกมากๆ ใครกลัวหลงไม่ต้องห่วงบอกเลยเพราะ Google maps สามารถช่วยเราได้   วิธีดูเส้นทางแต่ละสถานีรถไฟก็ดูตามสีเหมือนกับบ้านเราเลยราคาค่าโดยสารตกแล้ว 8 บาท – 20 บาทไทย เพื่อความสะดวกในการเที่ยวทรปนี้ที่เรามีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน ก็เลยเลือกสถานที่เที่ยวที่ติดสถานีรถไฟ   หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยก็ได้เวลาเที่ยวแล้ววไป๊!!ที่แรกที่เราจะไปก็คือ ตึกแฝดปิโตรนาส อาคาร 88 ชั้น หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ อาคาร KLCC ถือเป็นแลนด์มาร์คของมาเลเซียก็ว่าได้ โดยขึ้นรถไฟสายสีชมพู LRT สายปุตรา แวะลงที่สถานี KLCC ตรงโซนตึกแฝดก็จะมีห้างอยู่ 1 ห้าง ชื่อว่า SURIA สามารถช้อปปิ้งได้เผื่อใครมี Budget คล้ายกับห้างบ้านเรา แต่ราคาถูกกว่าบ้านเรา เพราะค่าเงิน และ ยกเว้นภาษีท่องเที่ยว เลยตัดสินใจว่าจะฝากท้องไว้ที่นี่เพื่อรอน้ำพุสีรุ้งตอนเย็นที่เขาบอกว่าเป็นไฮไลท์เด็ดของที่นี่เลย ไหนๆ ก็ต้องรอเลยขอจัดร้านดังของมาเลเขาซะหน่อยอย่างร้าน   ร้าน Madam Kwan’s เป็นอาหารพื้นเมืองมาเลเซียที่ติดอันดับร้านดัง ซึ่งเมนูต่างๆจะเน้นไปทางเครื่องแกงเป็นส่วนใหญ่ อย่างเมนู Nasi Bojari สนน.ราคา 24.90 ริงกิตราคาแพงเหมือนกินที่ห้างบ้านเราแต่มาถึงร้านดังทั้งทีสายกินอย่างเราก็อดใจไม่ไหว ในจานมีทั้งไก่ทอดกรอบๆ เนื้อวัวหมักแบบนุ่มหอมมากและกุ้งรสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวหลากสี คาดว่าคงอิ่มไปถึงพรุ่งนี้เช้ากันเลยทีเดียว   แล้วก็ถึงเวลาช่วงที่ทุกท่านรอคอย ได้เวลาไปสวนสาธารณะ KLCC Park แนะนำให้มาตอนกลางคืนเพราะไฟสวยมากจริงๆจะเจอน้ำพุสายรุ้งเต้นระบำอันนี้แหละไฮไลท์เลย สวยมากจริงๆ รับรองว่าต้องได้ภาพสวยๆ กลับไปแบบเราแน่นอน ภาพตึกแฝดตอนกลางคืน (น้ำพุ) เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day2 เช้าวันที่ 2 ได้เวลาเที่ยวกันยาวๆแล้วเราแพลนว่าวันนี้จะไปอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของมาเลย์ก็คือ BATU CAVE เริ่มต้นจากที่สถานี Putra สามารถนั่งรถไฟ KTM แค่ 5 สถานีก็ถึงเลยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้วครับ เดินตามทางมาเรื่อยๆ ก็จะเจอ ถ้ำรามเกียรติ์ ด้านหน้าจะมีรูปปั้นหนุมานยักษ์อยู่   ถ้าจะเข้าไปในถ้ำรามเกียรติ์จะต้องเสียค่าเข้า 5RM = 40 บาท ก่อนด้านในจะมีรูปปั้นเกี่ยวกับเรื่องราวของรามเกียรติ์ถ้าใครเคยอ่านหนังสือมาก่อนน่าจะเข้าใจเรื่องราวของรูปปั้นอยู่บ้างส่วนตัวเรานั้นก็งูๆปลาๆก็เลยชมความงดงามกันไปเรื่อยๆ เพลินๆ เพราะรูปปั้นสวยมากจริงๆเหมือนมีมนต์ขลังอะไรบางอย่าง ถ้ำรามเกียรติ์   เอาล่ะถึงที่หมายแล้วว BATU CAVE เป็นวัดและสถานที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนาฮินดู สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของถ้ำบาตูก็คือรูปปั้นสีทองอันใหญ่ที่ตั้งตระหง่านมาก รูปปั้นนี้คือ พระขันธกุมารสีทอง สูงถึง 42.7 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2549 และจะมีบันไดให้ขึ้น 272 ขั้น เพื่อไปชมวิวด้านบน BATU CAVE   กลับจาก BATU CAVE กองทัพต้องเดินด้วยท้องเราเลยตัดสินใจหาของอร่อยกินก่อนไปเที่ยวต่อ จังหวะนี้ก็ต้องเสิชสิครับ สรุปได้ว่าจะไปฝากท้องที่ Chocha Foodstore ก็นั่ง KTM มาลงที่สถานี Kuala lumpur เดินสกายวอร์คไปยังสถานี LRT Pasar Seni เรื่อยๆเพื่อไปยังย่าน Jalan Petaling  ตัวร้านจะหายากนิดนึงแต่รับรองว่าคุ้มเหมาะกับวัยรุ่นสายชิคมากๆ Chocha Foodstore   ภายในร้านบรรยากาศดีมากๆ คือดีมากก แนะนำหนักมากกจริงๆคาเฟ่นี้ดัดแปลงจากโรงแรมเก่าชื่อ MAH LIAN HOTEL มาเป็นร้านคาเฟ่ได้อย่างลงตัวลูกค้าในร้านมีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว เมื่อวานกินไก่มาแล้ววันนี้ก็เลยกินเป็ดละกัน เลือก Duck Confit Rice ข้าวหน้าเป็ด อร่อยดีครับราคา 26 ริงกิต ส่วนรูปอาหารนั้นนหมดก่อนจะหยิบกล้องอีกจ้า เรื่องกินเราเต็มที่เสมอ 55555 Chocha Foodstore 2   เหลือเวลาอยู่อีกหน่อยเราเลยตัดสินใจมาเดินเล่นที่ JALAN PETALING หรือไชน่าทาวน์ของมาเลเซียนั่นเองของที่ขายส่วนใหญ่ก็จะออกเป็นของแนวกอปปี้พาสกันซะส่วนใหญ่ ใครไม่สันทัดเชิญผ่านได้จ้ามาเดินเล่นชิวๆ หาขนมกินก็พอ JALAN PETALING   แถวนี้เราสามารถเดินหาตึกเท่ๆถ่ายรูปสไตล์ฮิปสเตอร์ได้นะเชื่อว่าวัยรุ่นหลายๆคนน่าจะชอบกลิ่นอายความคลาสสิคแบบนี้แน่นอน   ถ่ายรูปเยอะแล้วท้องก็เริ่มร้องเป็ดเมื่อกลางวันน่าจะหายไปเรียบร้อย 555 สถานีต่อไปที่เราจะไปฝากท้องกันก็คือ Jalan Alor เป็นย่านที่ขายอาหารช่วงกลางคืนและคนเยอะมากๆ มีอาหารให้เลือกเยอะเช่นกัน ราคาไม่สูงมากมื้อเรากินกันแบบอดออมดีกว่าเดี๋ยวจะเกินงบ 5555 ก่อนจะกลับที่พักแบบพุงกาง Jalan Alor   เที่ยวมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน : Day3 วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษครับเพราะว่าเป็นวันสุดท้ายแล้วอยากเก็บภาพดีๆก่อนเช็คเอาท์โรงแรม หลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่นหามุมตึกสวยๆเก็บภาพไปฝากเพื่อนกันเพราะที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องตึกรามบ้านช่องมากจริงๆแล้วด้วยเวลาที่เรามีไม่พอที่จะไปต่างเมืองได้   ถึงเวลาเช็คเอาท์ได้เวลากลับบ้านเราแล้วว เอาจริงๆทริปนี้คือสั้นมากสำหรับเราอยากอยู่ต่ออีกนิดแต่เจ้านายดูจะไม่เข้าใจไม่เป็นไรเราสัญญากับตัวเองว่าครั้งหน้าจะหาเวลามาให้ยาวกว่านี้เอาล่ะฤกษ์งามยามดีตามที่เราตกลงกันไว้ตอนต้นตามชื่อทริปเที่ยวมาเลเซีย ฉบับ 3 วัน 2 คืน เที่ยวกินช้อปจบในงบ 8 พัน !! ได้เวลามาคำนวณค่าใช้จ่ายกันแล้ววจ้าจะเกินไหมน้ออ สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวมาเลเซียต่อคน ไม่เกิน 8,000 บาท 1. ค่าตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์ รวมค่าที่พักแบบเซทประมาณ 5,000 บาท 2. ค่าเดินทางในมาเลเซียรถไฟเริ่มต้นที่ 2 ริงกิต (16บาท) คิดแบบประมาณทั้งทริป ประมาณคนละ 1,200 บาท 3. อาหาร ประมาณ 1,300 บาทรวมขนมจุกจิกต่างๆโชคดีที่ได้ข้าวเช้าจากโรงแรมประหยัดคอร์สดีมากๆ 4.ซิมส์อินเตอร์เน็ต 200 บาท 5.ค่าจิปาถะช้อปปิ้ง เช่นของฝาก อีกนิดหน่อย รวมๆ ก็ได้ประมาณ 8,000พอดีไม่เกินน   สรุป 8,000 สำหรับเราก็ได้อยู่นะครับ ไม่เหนื่อยเกินไป มาเลเซียถือเป็นอีกประเทศเพื่อนบ้านเราที่น่ามาท่องเที่ยวมากๆ แถมค่าเงินก็ไม่ได้ต่างกันเยอะมาก ถ้าใครชอบงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ทน่าจะเลิฟที่นี่และยกให้เป็น Favorite เลยก็ว่าได้ วันนี้จบทริปกันแบบสวยๆ ขอบคุณทุกคนที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้นะครับ ไปแล้วบ๊ายบายย ทริปหน้าเจอกันใหม่เนอะ     อ่านต่อ >> ช้อป กิน เที่ยว ที่มาเลเซีย “กัวลาลัมเปอร์” ไม่เบลอไม่กลับ  

อ่านเพิ่มเติม