เที่ยวดูไบ 5 วัน 4คืน ไปกับทัวร์ เที่ยวได้ชิลล์

เที่ยวดูไบ 5 วัน 4คืน ไปกับทัวร์ เที่ยวได้ชิลล์

ไปเที่ยวดูไบ 5 วัน ไปกับทัวร์ชิลล์ที่สุด เพราะได้เที่ยวทุกที่ และได้ถ่ายรูปสวยๆ แบบไม่ต้องแพลนเที่ยวเอง
2248
View
0
Share

ดูไบ เป็นเมืองที่น่าเที่ยว หลายๆ สถานที่สวยงามด้วยการสร้างสรรค์ของมนุษย์ มากมายแม้เป็นเมืองท่ามกลางทะเลทรายในแถบตะวันออกกลาง แต่กลับไม่ยอมแพ้ภูมิประเทศ สร้างสิ่งมหัศจรรย์มากมายมาดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมไปถึงวัฒนธรรม และภูมิประเทศน่าเที่ยวสไตล์ตะวันออกกลาง เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอมาเที่ยวดูไบสักครั้ง 

เที่ยวดูไบ เราเลือกมาเที่ยวกับทัวร์ เพราะที่เที่ยวแต่ละที่อยู่ไกลกัน อาหารการกินแปลกถิ่น วัฒนธรรมแตกต่างการไปกับทัวร์ เราจะได้คำแนะนำที่ดีที่สุดจากไกด์ รวมถึงเที่ยวอย่างไม่ทำผิดวัฒนธรรมของเขาแน่นอน และที่สำคัญถูกกว่าเที่ยวเองแน่นอน ซึ่งทัวร์ที่ผมเลือกจองด้วยคือ ทัวร์ ครับ (Tourkrub) ไว้ใจได้ จองเที่ยวดูไบได้เลยครับ สนุกและเที่ยวสบายจริงๆ 

 

จองทัวร์ดูไบ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)

https://tourkrub.co/dubai-tour

 

หลังจากเดินทางอย่างยาวนาน จากกรุงเทพมายังสนามบินดูไบ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเรียบร้อย เราไปทานข้าวเย็นก่อนเข้าพักในโรงแรม ครั้งนี้ได้พักที่ โรงแรม Atana Hotel, Dubai UAE ถึงดึกๆ ก็พักยาวๆ ตื่นพรุ่งนี้ค่อยเริ่มเที่ยว ปล.เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมงนะ

 

วันที่ 2 ดูไบ – กรุงอาบูดาบี – Grand Mosque  


เช้านี้หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เราเดินทางไป กรุงอาบูดาบี (Abu dhabi) ซึ่งคือเมืองหลวงของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองที่ได้รับสมญานามว่า Garden of Gulf และได้รับการยกย่องว่าเป็นสวรรค์แห่งทะเลทรายอีกด้วย  

เราแวะที่แรกกันที่ โรงแรม เอมิเรตส์ พาเลซ (Emirates Palace) ในกรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi) เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โรงแรมี่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยโรงแรมเปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548)  ใช้งบประมาณในการก่อสร้างถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 96,000 ล้านบาท จากการใช้ เงิน ทอง และหินอ่อน เป็นวัสดุในการก่อสร้าง ประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม สไตล์อาหรับ และโรงแรมแห่งนี้ยังติดตั้งโคมไฟระย้าที่ทำขึ้นมาจากแก้วคริสตัลของ “สวารอฟสกี้” เป็นจำนวนถึง 1,002 ชิ้น ตัวโรงแรมนั้นตั่งอยู่ ที่ริมชายหาด ยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร และตัวตึกโรงแรมเอง มีความกว้างประมาณ 850,000 ตารางเมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ นามว่า John Elliot เราตั้งใจจะแวะมาจิบกาแฟ แต่ร้านยังไม่เปิดเลยอดเลยได้แต่ชื่นชมความงามของโรงแรมไป

 

แต่ไฮไลท์หลักของอาบูดาบี ในวันนี้คือ Sheikh Zayed bin Sultan al Nahyan Grand Mosque สุเหร่าที่งดงามที่สุดของ U.A.E. มีความใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นสุเหร่าประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ท่าน Sheikh สร้างไว้ก่อนท่านจะสวรรคต ใช้ระยะเวลาก่อสร้างรวมทั้งหมด 10 ปี การเที่ยวชมมัสยิด ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ห้ามสวมกางเกงขาสั้นหรือเสื้อกล้าม ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมผม และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้ามัสยิด มองจากข้างนอกก็สวยจนตะลึงแล้วแต่พอได้เข้ามาข้างในยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิม เป็น Mosque ที่สวยมากจริง ๆ ทัวร์ให้เวลาเดินชมรอบๆ แบบเต็มที่จริงๆ  

 

วันที่ 3 The Palm Project – ตึกเรือใบ – Jumeirah Mosque - ตลาด Medinat Jumeirah Souk – นั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราย


เช้าวันนี้ไกด์พาเราไปเริ่มที่หมู่เกาะต้นปาล์ม The Palm Islands ที่นี่เป็นเกาะเทียมกลางทะเลที่สร้างเป็นรูปต้นปาล์ม ขนาดพื้นที่ราว 25 ตารางกิโลเมตร มีแนวของใบปาล์ม 17 แนว เป็นเมืองสุดหรู มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เชื่อมต่อกับพื้นดินของดูไบ ผ่านสะพานและรถไฟลอยฟ้ายาวประมาณ 5.4 กิโลเมตร แต่เสียดายเราไม่มีรูปที่เห็นวิวต้นปาล์มทั้งหมดมาฝาก เพราะต้องถ่ายจากด้านบน เลยได้แค่มาเล่าให้ฟัง เจ้าผู้ครองนครดูไบ Shiekh Mohammed bin Rashid Al Maktoum เจ้าของตึกเบิร์จคาลิฟา เป็นผู้ริเริ่มสร้าง โดยโครงการมีทั้งหมด 3 เกาะ ได้แก่ The Palm Jumeirah , The Palm Deira และ The Palm Jebel Ali ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 7 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ถมพื้นที่ดินเหนือน้ำทะเลสร้างเป็นเกาะด้วยเงินประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากนั้นเราไปถ่ายรูปด้านนอกกับโรงแรม Burj Al Arab โรงแรมสุดหรูระดับ 7 ดาว รูปทรงคล้ายเรือใบที่งดงามและหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ริมอ่าวอาหรับ เป็นที่พักอาศัยของเศรษฐีที่มีชื่อเสียงชาวตะวันออกกลาง ถือเป็นสถานที่ที่ทุกคนถ้าไม่ได้เข้าไปก็ต้องมาถ่ายรูปริมหาดให้ติดตึกเรือใบกันทั้งนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเรามาถึงดูไบกันแล้วครับ ^_^

เราไปแวะชื่นชมความงามของ สุเหร่าจูเมียร่าห์ (Jumeirah Mosque) สุเหร่าหินอ่อนสีขาวนวลสะอาดตา ที่มีงานสถาปัตยกรรมที่สวยงามและทันสมัย และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมัสยิดที่สวยงามที่สุดของเมือง และ สุเหร่าแห่งนี้เป็นสุเหร่าแห่งเดียวในดูไบที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกชาติทุกศาสนาสามารถเข้าไปชมความงามด้านใน 6 วันต่อสัปดาห์ (ยกเว้นวันศุกร์) โดยจะต้องแต่งตัวสุภาพและผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมหน้าเพื่อเป็นการเคารพสถานที่

 

หลังจากนั้นเราไปต่อกันที่ตลาดติดแอร์ Medinat Jumeirah Souk หรือที่เรียกกันว่า เวนิสแห่งดูไบ ตั้งอยู่ในส่วนเดียวกับโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว Mina Al Salam ของตระกูล Al Maktoum ทัวร์ให้เรามาช็อปปิ้งกันครับ สินค้าก็มีตั้งแต่ ของฝาก หรือศิลปะพื้นเมืองแบบอาหรับ ไปจนถึงแบรนด์เนม พรีเมี่ยม มากมาย 

ส่วนช่วงบ่ายมีโปรแกรมนั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลทราย Dune Safari ซึ่งใครเมารถ ควรทานยาแก้เมาล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงได้เลยครับ ทะเลทรายอาหรับ เป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก (รองจาก1. Antarctic Desert / 2.Arctic Desert / 3. Sahara Desert) มีพื้นที่ประมาณ 2,300,000 ตารางกิโลเมตร โปรแกรมนี้ไม่แนะนำให้พลาดนะครับ ทั้งสนุกสนานและตื่นเต้นไปกับประสบการณ์อันแปลกใหม่จริง ๆ กับการนั่งรถตะลุยไปบนเนินทรายทั้งสูงและต่ำสลับกันไป มีเสียวมาก เสียวน้อยเป็นระยะครับ ก่อนที่จะจอดให้เราถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดิน หรือถ่ายรูปเหมือนมาถ่ายแบบกันเต็มที่ มีอูฐให้ลองขี่ถ่ายรูปด้วยครับ ก่อนที่จะพาเราไปในแคมป์กระโจมแบบอาหรับ 

สำหรับมื้อค่ำแบบบาร์บีคิว และมีกิจกรรมรวมทั้งโชว์เต้น และสัมผัสชีวิตแบบชาวพื้นเมือง (เบดูอิน) อาทิ การสวมชุดพื้นเมืองชาวอาหรับ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก การเพ้นท์มือแบบอาหรับ (Henna Tattoo) ลองสูบชิชา กลิ่นผลไม้ (Shi Sha) ชมโชว์ระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ก่อนจะเดินทางกลับที่พัก 

 

วันที่ 4 Spice Souk และ Gold Souk – Burj Khalifa – Dubai Mall

เราเริ่มต้นวันกันที่ ตลาดเครื่องเทศ SPICE SOUK ที่มีการขายเครื่องเทศมาอย่างยาวนาน มีร้านค้าขายผลไม้อบแห้งของตะวันออกกลางมากมาย นอกจากนี้ยังมีร้านขายของฝากชุดพื้นเมือง ชุดเครื่องแต่งกายต่าง ๆ ชุดอะบายาสำหรับสาวชาวอาหรับ แล้วเดินต่อต่อไปยังย่านตลาดทอง GOLD SOUK ที่ตระการตา ไปด้วยร้านขายทองเหลืองอร่ามตลอดแนว รวมไปถึงเครื่องประดับอื่นๆ มากมายด้วย เราเพลิดเพลินกันการชมและเลือกซื้อของฝากมาก 

จากนั้นไกด์ก็พาเรามาที่ “เบิร์จคาลิฟา” Burj Khalifa ชั้น 124 ตึกที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงถึง 828 เมตร มีทั้งหมด 160 ชั้น ใช้สถาปนิกจากชิคาโก นายเอเดรียน สมิธ ออกแบบให้ ซึ่งลิฟท์ที่มีความเร็วที่สุดในโลกคือ 18 เมตร ต่อวินาที หรือ 65 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ไปถึงชั้น 124 เพื่อชมวิวจากของนครดูไบได้ทั่วทุกทิศที่สวยงาม โดยตึกนี้ออกแบบตบแต่งภายในโดย Giorgio Armani ด้วย ถ้ามีโอกาส ให้รีบมาก่อนที่ตึกนี้จะถูกลบสถิติต่อไปในไม่ช้า จากนั้นเราก็ เราไปช็อปปิ้งที่ห้างกันต่อ ที่ Dubai Mall ห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ภายในด้วย ซึ่งอยู่ในตึกเดียวกันกับ “เบิร์จคาลิฟา” Burj Khalifa นี่เอง ซึ่งก็ไม่ค่อยจะซื้ออะไรได้มากนัก ยิ่งของแบรนด์เนมราคาจะแพงกว่าบ้านเรามาก 

 

 

วันที่ 5 Dubai Miracle of Garden – Airport 

วันนี้เราจะไปที่ “ ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น ” DUBAI MIRACLE GARDEN ก่อนจะเดินทางไปสนาบบิน เพื่อกลับบ้านกันแล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่เต็มไปด้วยทะเลทรายจะสามารถเนรมิตสวนดอกไม้ที่งดงามและใหญ่ที่สุดในโลกได้ขนาดนี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองนี้ก็ว่าได้ โครงการนี้ดูไบตั้งใจให้เป็นสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างในเขต ดูไบแลนด์ กินพื้นที่ประมาณ 72,000 ตารางเมตร ภายในสวนประกอบด้วย ไม้นานาพันธุ์กว่า 45 ล้านต้นเลยทีเดียว 

 

ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปีเพราะ ตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน เป็นช่วงซัมเมอร์ของดูไบ แต่จริง ๆ แล้ว แถวนี้ก็ร้อนทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 40 องศาเลยทีเดียว เลยต้องปิดบริการชั่วคราว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รดน้ำต้นไม้ตลอดเวลา

เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือน ตุลาคม – พฤษภาคม ของทุกปี สวนดอกไม้ ดูไบ มิราเคิล การ์เด้น เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-21.00 ค่าบริการ 5.50 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 165 บาท (1 ดอลล่า = 30 บาท) แต่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เข้าฟรี

เต็มอิ่มและประทับใจกับเที่ยวดูไบ แล้วก้กลับบ้านกันได้ เที่ยวกับทัวร์แล้ว ชัวร์จริง ๆ ถ้าให้มาเองแต่ละที่น่าจะค่าใช่จ่ายเอาเรื่องทีเดียว ประเทศนี้เหมาะกับเที่ยวแบบมากับทัวร์ครับ ถ้าคิดจะมามากับทัวร์เลยครับ ส่วนดูไบจะกลับมาเที่ยวซ้ำได้มั๊ย ต้องมาซ้ำครับ เพราะดูไบไม่หยุดสร้างเมืองแน่นอน เพราะแหล่งน้ำมันที่ว่ามีมากมหาศาลยังไงก็มีวันหมด ดูไบจึงพยายามสร้างเมืองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหารายได้เข้าประเทศยังไงเล่า ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างเราก็อยากเห็นอะไรใหม่ๆแน่นอน แล้วเราจะกลับไปอีกนะ ดูไบ 

 

เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธน

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com

Facebook Page : Sineha Bangkok

Instagram : sinehabangkok

Twitter : sinehabangkok