ทัวร์ครับพาพร้อม
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
10 เรื่องน่ารู้ก่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส - ไปทั้งที ต้องไม่มีคำว่าพลาด!
พาพร้อม
ฝรั่งเศส
10 เรื่องน่ารู้ก่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส - ไปทั้งที ต้องไม่มีคำว่าพลาด!
แผนที่ :France 1. รู้ภาษาฝรั่งเศสไว้บ้าง แน่นอนว่าไปฝรั่งเศสต้องเจอกับภาษาเจ้าถิ่น เพราะเป็นภาษาราชการ ยกเว้นตามจุดที่ต้องบริการนักท่องเที่ยวถึงจะมีการใช้ภาษาอังกฤษบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไปเที่ยวฝรั่งเศส ก็ควรรู้ภาษาของเค้าไว้บ้างนะคะ เพราะบางทีเราอาจจะต้องใช้ในการถามทาง อ่านป้าย หรือใช้พูดขอบคุณ ขอโทษ ก็จะดีไม่น้อยเลยล่ะ 2. ชาวฝรั่งเศส ไม่นิยมให้ทิป เราอาจจะเคยชินกับการให้ทิปตามร้านอาหาร หรือเวลาใช้บริการอะไรก็ตามที่เรามักจะเหลือเศษเงินเอาไว้เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่ที่ฝรั่งเศสไม่นิยมให้ทิปกันนะครับ เพราะค่าบริการส่วนใหญ่นั้นมีการรวม Service charge ไปด้วยแล้วนั่นเอง อย่าแปลกใจถ้าเราให้ทิปพนักงานแล้วเค้าไม่รับนะคะ บางที่เค้ามีกฎกันเลยทีเดียวล่ะ 3. ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า The customer is always right หรือ ลูกค้าคือพระเจ้า แต่บอกเลยว่าคำนี้ใช้ไม่ได้ที่ฝรั่งเศสครับ เพราะเค้าก็มองเราเป็นแค่ลูกค้าคนนึงเท่านั้น ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าบริการของเค้าจะแข็งๆ ไม่ได้นอบน้อมเหมือนคนไทยเรา แถมบางทีเอาแต่ใจไปด้วยซ้ำ เช่น การเปิดร้านไม่เป็นเวลา เปิดตามใจตัวเอง อะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นอย่าเผลอไปงี่เง่าใส่เค้านะครับ 4. คนฝรั่งเศสชอบคำชม เจ้าบ้านเค้าจะยินดี และปลื้มปิติมากๆ หากได้ยินใครชมเมืองของเค้าให้ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการชมสถานที่ท่องเที่ยว ชมตึกรามบ้านช่อง ชมรสชาติของอาหารหรือไวน์ เค้าก็แฮปปี้ทั้งนั้น และจะหน้าบูดและไม่ยินดีแน่นอนถ้าหากได้ยินคำติ เพราะฉะนั้นต่อให้เราเซ็ง หรือไม่ชอบอะไรของเค้า ก็จุ๊ๆ เก็บไว้ในใจก่อนนะครับ ชมไว้ก่อนพ่อสอนไว้ อิอิ 5. เที่ยวอย่างระมัดระวังตัว เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่า โจรที่น่ากลัวที่สุดในโลก คือ โจรยุโรป ! และแน่นอนว่าที่ฝรั่งเศสก็มีเช่นกันนะจ๊ะ ซึ่งมิจฉาชีพที่มีมาหลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอาของมายัดใส่มือ การเสนอตัวถ่ายรูปให้ การแกล้งเดินชนแล้วเรียกร้องค่าเสียหาย หรือแม้กระทั่งขโมยกันโต้งๆ ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าเผลอไปรับอะไรจากคนแปลกหน้า และเก็บของมีค่าให้มิดชิดและใกล้ตัวที่สุดนะครับ 6. เก็บของมีค่าให้มิดชิดที่สุด จากข้อที่แล้ว ขอยกมาแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของการเก็บของมีค่านะครับเพราะมิจฉาชีพที่นั่นนอกจากมาในรูปแบบหลากหลายแล้ว การขโมยซึ่งๆหน้า การล้วงกระเป๋าก็มีมากเหมือนกัน แนะนำว่าให้เก็บเงินและโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าคาดอก หรือกระเป๋าแบบที่เราใช้เล่นสงกรานต์ แล้วคล้องหรือสะพายไว้ด้านในเสื้อผ้าอีกทีนะครับ ห้าม !! ใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ หรือกระเป๋าสะพายข้างเด็ดขาด เพราะเดี๋ยวจะหายไม่รู้ตัวเด้อออ 7. ใช้ Metro เป็นแล้วจะสบาย การเที่ยวฝรั่งเศสแบบสบายที่สุด คือการใช้ Metro หรือรถไฟใต้ดินเป็นยานพาหนะหลักนั่นเอง เพราะสามารถพาเราไปได้แทบทุกที่ในฝรั่งเศสเลยค่าา เก็บแลนด์มาร์คได้ครบ แถมประหยัดเวลา และประหยัดเงินอีกต่างหาก แต่ข้อสำคัญคือ ต้องระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะใน Metro ก็มีมิจฉาชีพเยอะเหมือนกัน 8. ศึกษาแผนที่ และทางลัดให้แม่น เส้นทางในฝรั่งเศส ขึ้นชื่อว่าง่ายต่อการหลงทางมากๆ เพราะฉะนั้นควรศึกษาแผนที่ให้ดี และถ้าหากต้องการใช้ทางลัด ก็ควรเลือกทางที่ไม่ยากเกินไป จำง่ายๆ ไปง่ายๆ จะสะดวกมากกว่า บอกเลยว่าเผลอเลี้ยวผิดนิดเดียว อาจจะหลงทางจนมึนเลยก็เป็นได้ใครจะไปเที่ยวฝรั่งเศสอย่าลืมวางแพลนเที่ยวดีๆล่ะ อ่านต่อ :5 อันดับสถานที่เที่ยวฝรั่งเศส สวยพราวเสน่ห์ ประเทศสุดศิวิไลซ์ 9. เช็ควันหยุดราชการให้ดี ที่ฝรั่งเศสจะมีวันหยุดราชการทั้งหมด 11 วัน คือ วันที่ 1 มกราคม, วันที่ 1 และ 8 พฤษภาคม, วันจันทร์หลังวันอีสเตอร์, วันฉลองการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู (ซึ่งจะตรงกับวันพฤหัสหรือสี่สิบวันหลังจากวันอีสเตอร์), วันสมโภชพระจิต (ซึ่งจะตรงกับวันจันทร์หรือห้าสิบ วันหลังจากวันอีสเตอร์), วันที่ 14 กรกฎาคม, วันที่ 15 สิงหาคม, วันที่ 1 และ 11 พฤศจิกายน และวันที่ 25 ธันวาคม วันเหล่านี้สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารมักจะปิดทำการ เพราะฉะนั้นอาจจะเซ็งๆหน่อยหากไปแล้วเจอกับเมืองเงียบๆ ก่อนวางแพลนลองเช็ควันกันดีๆนะครับ เดี๋ยวเหงาไม่รู้ด้วยนะ.. 10. ร้านอาหารไม่ได้เปิดทั้งวัน ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ฝรั่งเศส จะเปิดให้บริการเป็นช่วง คือมื้อเที่ยง เวลา 12.00 น. - 15.00 น. และมื้อเย็น เวลา 19.00 น. - 23.00 น. เพราะฉะนั้นวางแผนดีๆ ไปถึงแล้วเจอป้าย Close แล้วจะหงุดหงิดเอาได้ แถมยังอดกินอีกด้วย ถ้ารู้แล้วว่าก่อนไปฝรั่งเศสควรเตรียมตัวยังไงบ้าง ก็อย่าลืมแชร์บอกเพื่อนๆ ผู้ร่วมทริปกันด้วย การไปเที่ยวฝรั่งเศสประเทศอันสวยงามนี้ จะได้มีแต่เรื่องราวน่าจดจำ ไม่ต้องมีอะไรติดขัดให้เซ็ง และถ้าใครที่สนใจเที่ยว ทัวร์ฝรั่งเศส ราคาสุดคุ้ม เก็บครบ !! สถานที่ไฮไลท์ในฝรั่งเศส คลิกที่นี่ได้เลย :https://tourkrub.co/france-tour เที่ยวครบจบที่เดียว !!
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
โตเกียว 1. Toco.-Tokyo Heritage Hostel ที่พักสุดชิค อยู่ในย่าน อูเอโนะ อายุมากกว่า 100 เป็นที่พักที่ฮอตมากสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ทำให้ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ 2.Tokoyo Hutte เป็นโฮสต์เทลที่มีบรรยากาศและการตกแต่งเสมือนคาเฟ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Oshiageภายในเป็นสภาพคล้ายๆคาเฟ่ มีบรรยากาศสบาย ๆ ที่เราสามารถเข้าไปนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดื่มกาแฟได้ สามารถใช้ Wi-Fi ฟรี แถมยังมีให้เลือกทั้งห้องพักแบบส่วนตัวและส่วนรวมมีทั้งห้องนอนแบบเตียงสองชั้นและฟูกสไตล์ญี่ปุ่นที่มาพร้อมผ้าม่านและที่กั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับ ใครที่ชอบบรรยากาศสบาย ๆ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ที่เหมาะสมมากๆเลยทีเดียว 3. Keio Plaza Hotel ใกล้สถานี สามารถเดินจากสถานี JR Shinjuku อยู่ฝั่งตรงข้าม เพียง3 นาทีเท่านั้น มี Free shuttle ไป Disneyland ด้วย บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างใหญ่ อาหารเช้าอลังการ มีห้องอาหารสองห้อง สามารถให้เลือกกินได้ทั้งสองห้อง 4. Asakusa View Hotel เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้วัด อาซากุสะ ดองกี้ และแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ โรงแรมที่จัดว่าโอเค พนักงานให้ความช่วยเหลือดี ห้องมีขนาดใหญ่ สามารถเดินจาก สถานี tawaramachi (G18) ประมาณ 10 นาที หรือ 700 เมตร ใกล้กว่าสถานี asakusa(G19) 2 ข้างทางมีร้านอาหาร ร้านค้าตลอดทาง สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ จากโรงแรมเดินไปเที่ยววัดไม่ไกล หากลงจากนาริตะ มี ลิมูซีนบัสจอดหน้าโรงแรม ราคาเพียง 2800 เยน เท่านั้นเอง 5. Sakura Hotel Ikebukuro เป็นโรงแรมที่ราคาไม่แพง สะอาด อยู่ในย่านครื้นเครง ใกล้สถานี JR Ikebukuro เป็นจุดศูนย์กลางของรถไฟหลายๆ สาย จึงเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก เที่ยวโตเกียว >> คลิก โอซาก้า 1. toyoko inn namba เป็นโรงแรมที่สามารถเดินไปใต้ดิน Namba ได้ในระยะทาง 700 เมตร และสามารถเดินต่อไปถึง dotonburi อีก300 เมตร สามารถนั่ง นันไก ไลน์ ( Nankai Line ) จากสนามบินคันไซมาสุดสาย เดินทางแค่ 2 บล็อคเท่านั้น ก็จะเห็นโรงแรม อีกทั้งยังไปไหนมาไหนสะดวก อาหารหาทานได้ง่ายอีกด้วย 2. Chisun Hotel Shinsaibashi โรงแรมนี้อยู่ติดสถานีรถไฟใต้ดิน Nagahoribashi อยู่ในระยะที่เดินไปชินไซบาชิ นัมบะ และโดทงบุริได้ ใกล้แหล่งช้อปปิ้งมากมาย 3. Hotel Kanade โรงแรมเล็กๆ ย่าน Namba หน้าโรงแรมเป็นทางลงรถไฟฟ้าสถานี Namba เดินประมาณ 5 นาทีจาก Dotombori และกูลิโก๊ะ เดินเพียง 500 เมตร สะดวก ใกล้ร้านอาหาร สามารถหาทานได้ง่าย 4. Yoshi House ที่พักสไตล์ย้อนยุคสู่สมัยโชวะ ห่างจากสถานี Osaka-Namba ประมาณ 500 เมตร สามารถเดินจากโรงแรมมายังสถานีได้ไม่ยาก ภายในห้องมีขนาดกว้างมาก แถมใกล้ๆที่พักยังมี family mart อยู่ใกล้ๆอีกด้วย สามารถเดินไปยัง dotonburi shinsaibashi ได้ง่าย 5. Hotel New Hankyu Osaka โรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟสำคัญๆหลายสาย เช่น Osaka , Umeda ร้านอาหารบริเวณรอบโรงแรมมีค่อนข้างเยอะ รายล้อมไปด้วยห้างใหญ่ เช่น Daimaru, Grand Front Osaka, Lucua, Yodobashi, HEP Five, Hanshin, Hankyu ภายในไม่ใหญ่มาก แต่สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่มีปัญหาเรื่องปลั้กเสียบเพราะมีให้เยอะมากๆ สามารถปรับแอร์/ฮีทเตอร์ได้ มีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวัน มี Wifi ให้ มีน้ำดื่มฟรีเติมให้ทุกวัน มีร้านอาหารภายในโรงแรมมากมายหลายร้าน เที่ยวโอซาก้า >> คลิก เกียวโต 1. Ryokan Shimizu : พักสบาย ใกล้สถานี เกียวโต มีออนเซ็น เป็นที่พักสำหรับผู้ที่มีความชอบความเป็นญี่ปุ่นมากๆ นอนบนฟูกนุ่มๆบนเสื่อ ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ความพิเศษของที่นี่ก็คือ สำหรับใครที่อยากมาแช่ออนเซ็น แต่เขินอาย ไม่กล้าแช่ห้อง ที่นี่ก็สามารถตอบโจทย์มากๆ เพราะภายในมีที่แช่ออนเซ็นส่วนตัวอีกด้วย 2. Ohto Ryokan : เรียวกังราคาประหยัด บรรยากาศดี ใกล้สถานีรถไฟ Shichijo ภายในมีทั้งห้องพักแบบส่วนตัว ที่พักได้สูงสุดถึง 5 คน และแบบรวม มีห้องน้ำรวม และอุปกรณ์ครบครันทุกอย่างให้เป็นอย่างดี 3. Sakura Terrace The Gallery : เป็นที่พักที่มีบรรยากาศดี เงียบสงบ สะอาด พนักงานให้การต้อนรับดีมาก ห้องตกแต่งสวย พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ มีเตาผิง และบ่อน้ำร้อน ไวไฟแรง ใกล้แหล่งช็อปปิ้งของเกียวโต สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย จาก สถานี JR เกียวโต หน้าฝั่งชินกันเซ็นเลย เดินแค่ 200 เมตรข้ามถนนมาก็ถึงเลย 4. Mitsui Garden Hotel Kyoto Shijo :เป็นที่พักใจกลางเมืองเกียวโต โรงแรมไม่ไกลจากสถานีรถไฟ (แต่ก็ไม่ใกล้มากนัก) มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงแรม มีบริการขนส่งสาธารณะในระยะ 380 เมตร สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดเรียบร้อย บริการดี สามารถฝากกระเป๋า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีออนเซนที่ชั้น 1 ของโรงแรม และเครื่องนวดไฟฟ้าให้ใช้ฟรี ใกล้ร้านมินิมาร์ท และแหล่งช้อปปิ้งของเกียวโต 5. Kyoto Century Hotel : ที่พักติดสถานีรถไฟ JR KYOTO สามารถเดิน 2 นาทีไปยังสถานีเกียวโต สะดวกมากๆ ห้องพักกว้าง เตียงใหญ่ มีบริการ Smart Phone ที่เชื่อมต่อกับ Internet ได้อีกด้วย เที่ยวเกียวโต >> คลิก ฮอกไกโด 1. The Stay Sapporoเป็นที่พักที่บรรยากาศเป็นกันเองมากๆ อบอุ่นสุดๆ ชิลๆ เก๋ๆ แนวๆ ใน 1 ห้อง จะมีหลายๆ เตียงอยู่ภายใน มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น “แบบใช้ส่วนรวม” สามารถลงสถานี Susukino ไปประมาณ 10-15 นาที โดยรวมที่พักสะอาดและค่อนข้างใหม่ แถมราคาไม่แพงอีกด้วย 2. HOTEL MYSTAYS Sapporo Nakajima Park Annex ที่พักไม่ใหญ่มากใจกลางเมือง ตั้งอยู่ห่างจากสวนสาธารณะ Nakajima Koen Park เป็นระยะทางเพียง 1 ช่วงตึก และตั้งอยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen โดยใช้เวลาเดิน 7 นาที ที่พัก Wi-Fi ฟรี ห้องพักสะอาด สะดวกสบาย พร้อมไมโครเวฟ อุปกรณ์ครบครัน คุ้มค่า คุ้มราคาสุดๆ โรงแรมมีร้านสะดวกซื้อ SeicoMart มีบริการน้ำแข็งให้กดฟรี ห้องเล็กตามแบบญี่ปุน แต่สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ 3.Richmond Hotel Sapporo Odoriตั้งอยู่ใน ย่าน Tanukikojiซึ่งเป็นแหล่งใจกลางย่านช้อปปิ้ง ขนาดห้องพัก เป็นห้องพักขนาดเล็กสไตล์ญี่ปุ่น มีอุปกรณ์ใช้สอยครบครัน แถมยังใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหาร สามารถเดินทางสะดวก เพราะมีทั้งสถานีรถไฟใต้ดินและรถราง ตรง Lobby มีทางออก ทำให้สามาถเดินออกไปช้อปปิ้ง โดยทางล็อบบี้ไปได้เลย ง่ายมากๆเลยทีเดียว ส่วนในล็อบบี้จะมีเอกสารแจกฟรี ทั้งที่ท่องเที่ยว พร้อมทั้งบริการเช่ารถ และส่วนลดต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คนไทยสาบช้อปปิ้งอย่างเรา นิยมไปพักกันมากๆเพราะเดินทางสะดวกสุดๆไปเลยจ้า 4. Marks Inn Sapporo ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ประมาณ 10 - 15 นาทีเดินไปหอนาฬิกา อยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen ออกไป 400 เมตร โดยใช้เวลาเดิน 3 นาที มีบริการอาหารเช้าพร้อมขนมปังอบสดใหม่ ห้องพักมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สะอาด มีบริการ WiFi ฟรี 5. Smile Hotel Hakodate โรงแรมหน้า JR station ตรงข้ามกับสถานี JR Hakodate เดินออกมาจากสถานีก็เลี้ยวซ้าย เดินประมาณ 200 เมตร 2 นาทีเท่านั้นก็เจอเลย หาง่าย พนักงานให้บริการดี ราคาประหยัดและยังมีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านสะดวกซื้อ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ให้ครบที่หน้าเคาเตอร์ มีตู้กดน้ำในโรงแรม อาหารเช้าราคา 550 เยน ถือว่าคุ้มค่ามาก ข้างโรงแรมมีร้านราเมงและซูชิ เปิดถึง 4 ทุ่ม ตอนเช้าสามารถเดินข้ามไป 2 Blocks ก็เจอตลาดเช้า หมดห่วงเรื่องอาหารการกินแน่นอน เที่ยวฮอกไกโด >> คลิก ฟุกุโอกะ 1. Candeo Hotel Fukuoka Tenjin ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tenjin โดยใช้เวลาเดิน 10 นาที มี Wi-Fi ฟรี ห้องพักทันสมัย อ่างอาบน้ำสาธารณะ ห้องซาวน่า ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมอ่างอาบน้ำ เครื่องเป่าผม และเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี ที่สำคัญมีออนเซ็นด้านบน ใกล้แหล่งช้อปปิ้งของฟูกูโอกะ สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย ถือว่าเป็นที่พักที่คุ้มค่ามากๆเลย 2. Hotel Sunroute Hakata Fukuoka อยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียงนิดเดียวเท่านั้น สามารถเดินทางไปสนามบินได้ภายในเวลาประมาณ 5 นาที เดินทางสะดวกสบาย ตั้งอยู่ใกล้ Hakata Deitos, Hakata Hankyu, JR Hakata City Amu Plaza Hakata ใกล้แหล่งชอปปิ้ง พนักงานเป็นกันเอง ภายในขนาดห้องไม่ใหญ่มาก แต่สะอาดมาก มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ และมีร้านอาหารอยู่ใกล้มาก 3. Kia Ora Budget Stay ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR Hakata Train Station ใช้เวลาเดินเพียง 10 นาที ใช้เวลาเดิน 20 นาที จาก Ohori Park และห่างจากสนามบิน Fukuoka Airport ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟ 15 นาที มีห้องพักสไตล์ห้องพักรวมค่อนข้างทันสมัย และห้องพักส่วนตัว มี Wi-Fi ฟรี ราคาประหยัด ระหว่างทางมีร้านค้ามากมาย หาของกินง่าย มีห้องครัวส่วนกลางสำหรับปรุงอาหารเพื่อรับประทานเอง มีคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานฟรี พนักงานสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดมาก ตรงข้ามอีกฝั่งถนนมีมินิมาร์ท สามารถหาอาหารทานได้ง่าย ที่สำคัญภายในที่พักมีไกด์แนะนำเที่ยวเมืองฟุกุ แนะนำร้านอาหาร ให้ข้อมูลได้ดี หากไปกันเป็นกลุ่ม พักที่นี่ก็สนุกดี มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ให้บรรยากาศที่อบอุ่นมาก สามารถเช่าจักรยานปั่นรอบเมืองได้ 4. Hakata Miyako Hotel ที่ตั้งอยู่หน้า JR hakata เลย สะดวกทั้งการใช้รถไฟ subway และรถโดยสาร อยู่ใกล้ห้าง yobaodoshi และสามารถเดินไป canal city ได้ภายใน 15 นาที มีบริการจักรยานให้เช่ามีบริการที่จอดรถในสถานที่ สะดวกต่อผู้ที่เดินทางมาโดยรถยนต์ พนักงานก็สุภาพ ให้บริการดี บริเวณรอบๆโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อมากมายทั้ง familymart lowson 7-11 เดินทางสะดวกมากๆ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี มีของใช้ให้ครบหมดทุกอย่าง 5. Hakata Green Hotel 2 โรงแรมเป็นสไตล์โมเดิน ทางเดิน ห้องพัก ค่อนข้างสะอาด มีอุปกรณ์พื้นฐานให้ครบ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR hakata เป็นระยะทางเพียง 250 ม. มี Wi-Fi ฟรี ที่สะดวกสบาย โรงแรมสะอาด ทันสมัย อุปกรณ์อำนวนความสะดวกครบครัน ด้านหน้ามีแหล่งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออยู่รอบๆ มีช้อปปิ้งมอลล์ Canal City Hakata อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดิน 10 นาที หอคอย Fukuoka Tower อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 15 นาที สนามบิน Fukuoka Airport อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาโดยสารรถไฟ 5 นาทีจากสถานี Hakata Station ด้านล่างของโรงแรมมีมินิมาร์ท และร้านอาหารหลายร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม เที่ยวฟุกุโอกะ>> คลิก
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
มาแว้วววว กับ พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี2018 ฉบับล่าสุดจาก Zekkei Japan ที่ทัวร์ครับรวบรวมมาให้เหล่านักล่าใบไม้เปลี่ยนสีทั้งหลายได้มีเวลาเตรียมพร้อม โดยในปี 2018 ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คาดการณ์ว่าจะเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัว ศึกษาข้อมูลพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีให้ดี ว่าแล้วเรามาเริ่มต้นกันเลยที่... ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido) แน่นอนว่าภูมิภาคแรกที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมาเยือนก่อนเสมอคือ ฮอกไกโด นั่นเองค่ะ เนื่องจากภูมิภาคฮอกไกโดตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่นทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ส่งผลให้ใบไม้ที่จะเปลี่ยนสีเป็นที่แรกในญี่ปุ่นค่ะ ทั่วทั้งฮอกไกโดจะเต็มไปสีส้มแดง สดใสไปทั่วบริเวณเลยทีเดียวค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:โจซังเค (Jozankei) เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ทั่วบริเวณของฮอกไกโด แต่สถานที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามขอบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ทัวร์ครับขอยกให้ที่นี่เลย โจซังเค ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงซัปโปโร เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำพุร้อนและออนเซ็น และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี เราจึงสามารถชื่นชมบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกับแช่ออนเซ็นแบบฟินๆ หรือจะเดินเลียบลำธารดื่มดำกับภาพความสวยงามของธรรมชาติหก็ได้เช่นกัน ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม สีสันของใบไม้เปลี่ยนสีก็เข้าสู่ภูมิภาคโทโฮคุค่ะ ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู พูดง่ายๆก็คืออยู่ด้านบนโตเกียว เป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติอันแสนอดมสมบูรณ์ ภูมิภาคโทโฮคุจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดฮิตของญี่ปุ่นค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:ภูเขาฮักโกดะ(Hakkodasan) ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอะโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในการชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮคุ โดยเราสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยน หรือจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของใบไม้เปลี่ยนสีแบบใกล้ชิดกับเส้นทางเดินชมใบไม้เปลี่ยนสี ก็เป็นอีกกิจกรรมที่นักล่าใบไม้เปลี่ยนสีไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาดค่ะ ภูมิภาคชูบุ (Chubu) เขยิบลงมาอีกหน่อยที่ภูมิภาคชูบุ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูมิภาคคันโค และคันไซ เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง และมีความกหลากหลายทางภูมิศาสตร์ จึงทำให้ภูมิภาคชูบุมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล ออนเซ็น แต่ที่สำคัญเลยคือสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ในสุดยอดใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: หุบเขาโครังเค (Korankei) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก หุบเขาโครังเค สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสุดอลังการ เมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาเยือน ทั่วทั้งหุบเขาโครังเค ก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีส้มแดงไปทั่วทุกพื้นที่ เป็นภาพความสวยงามอันน่าประทับใจ และที่สำคัญอย่าลืมถ่ายรูปคู่กับ สะพานไม้ไทเกะสึเคียว (Taigetsukyo Bridge)สะพานไม้สีแดงอันโดดเด่น ที่ไม่ว่าใครก็ต้องแวะถ่ายรูปค่ะ ภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ในที่สุดก็มาถึงภูมิภาคที่อยู่กลางที่สุดของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคไฮไลท์ของประเทศญี่ปุ่น เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายทตโตริ ดังนั้นหากใครอยากชมใบไม้เปลี่ยนสี พร้อมสัมผัสของทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น ทัวร์ครับขอแนะนำให้มาภูมิภาคชูโกกุเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - กลางเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: เกาะมิยาจิมา (Miyajima) ภาพของเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางน้ำ อันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิมา ในจังหวัดฮิโรชิมา (Hiroshima) โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO อีกด้วยค่ะ แต่เกาะมิยาจิมะนั้นไม่ได้โดดเด่นด้านวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูของใบไม้เปลี่ยนสี เราก็จะได้เกาะสีส้มแดงสดใสควบคู่กับเสาโทริอิ จึงทำให้เกาะมิยาจิมะเป็นสถานที่โด่งดังในการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮกุนั่นเองค่ะ ภูมิภาคคันโต (Kanto) ภูมิภาคยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงแสนทันสมัยอย่าง โตเกียว (Tokyo) แน่นอนว่าโตเกียวนั้นถือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางอาคารบ้านเรือนแสนจะทันสมัย และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกนั่นเองค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร แห่งนี้นั้นตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบคาวากูชิโกะ (Lake Kawaguchigo) ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำโตเกียวค่ะ เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายน เราก็จะได้เห็นสีแดงส้ม ตลอดสองฝั่งคลอง เป็นภาพความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่จัดว่าเด็ดๆสุดๆค่ะ อีกทั้งเมื่อยังมีการประดับตกแต่งไฟIllumination รอบๆบริเวณอุโมงค์ใบเมเปิ้ลแห่งนี้ ช่วยเพิ่มรสชาติให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีขึ้นไปอีกค่ะ ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ถัดลงมาจากโตเกียว ก็เข้าสู่ฝั่งใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะคิวชู ดินแดนออนเซ็นญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของวิถีชีวิตสไตล์ชนบทของญี่ปุ่น หากใครอยากสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางบรรยากาศแบบสโสว์ไลฟ์ของญี่ปุ่น คิวชูคือคำตอบค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :เดือนพฤศจิกายน - ปลายเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: ภูเขาฮิโกะ(Mt. Hiko) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคคิวชู ได้แก่ ภูเขาฮิโกะ นักท่องเที่ยวนิยมเดินตามเส้นทางเดินเขาเพื่อชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี หรือใครอยากจะชมจากด้านบนก็สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปได้ค่ะ ชื่นชอบแบบไหนก็สามารถเลือกกันได้เลย แต่ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็จะได้ชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีไม่แตกต่างกันค่ะ >>>แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คุณภาพจากทัวร์ครับ<<< ภูมิภาคคันไซ (Kansai) ปิดท้ายด้วยภูมิภาคคันไซ ที่ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของปี 2018 ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่คุณจะได้มีโอกาสชื่นชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ภูมิภาคคันไซ ยังเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่ อย่างโอซาก้า ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งช้อปปิ้งละลานตา ถือมาทีเดียวได้เที่ยวแบบครบรสเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน(Meiji no Mori Mino Quasi Nation Park) วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดสมบูรณ์ของโอซาก้า ภายในมีเส้นทางเดินป่าที่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ความสวยจึงเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ไล่สีสลับกันอย่างสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นประจำภูมิภาคคันไซ เลยทีเดียวค่ะ ยังไม่หมดค่ะ ทัวร์ครับยังสรุปผลการพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 มาให้ทุกท่านเข้าใจง่ายๆ ด้วย Infographic สุด Cute! ใครจะเซพเก็บไว้กันลืม แล้วรีบจองทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสีจากทัวร์ครับ รับรองว่าไม่พลาดใบไม้เปลี่ยนสีปี 2018 แน่นอนค่ะ!
ทัวร์ครับชวนรู้! ทัวร์แสงเหนือถูกใจ หาได้ไม่ยาก…
พาพร้อม
ยุโรป
ทัวร์ครับชวนรู้! ทัวร์แสงเหนือถูกใจ หาได้ไม่ยาก…
เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ครึ่งปีหลัง แน่นอนว่าช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยวมากมายจนหลายคนเลือกไม่ถูก ซึ่งนอกจากเทศกาลใบไม้เปลี่ยนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ของปี ที่หลายคนตั้งตารอคอยนั่นก็คือการออกไป " ล่าแสงเหนือ " นั่นเองค่ะ ปรากฏการ์แสงเหนือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Northern Lights รวมถึง Aurora นั้น คือปรากกฏการณ์ทางธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ เป็นปรากฏการณ์ที่มักจะ เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณแถบขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้เท่านั้น โดยเราจะได้พบเห็นกับแสงสีเขียว หรือแสงสีม่วง ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ปรากฏค่ะ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแสงเหนือนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆ ต้องมีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดี และถึงแม้จะไปกับทัวร์แสงเหนือ ก็ต้องวางแผน เลือกจองทัวร์แสงเหนือกันให้ดี เพราะไม่งั้นอาจจะพลาดได้ ดังนั้นถ้าหากใครไม่อยากพลาดปรากฏการณ์ล่าแสงเหนือละก็ เราต้องเริ่มต้นการวางแผนจองทัวร์แสงเหนือขั้นแรกด้วยการ... เลือกช่วงเวลาโดนใจ ? โดยทั่วไป ปรากฏการณ์แสงเหนือจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึง เดือนมีนาคม กินช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีช่วงเวลาพีคของแสงเหนือที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องเลือกช่วงเวลาที่เราสะดวกและพร้อมที่จะออกเดินทางไปตะลอนทัวร์แสงเหนือ เมื่อได้ช่วงเวลาที่ถูกใจแล้ว ก็ต้องมาดูเรื่องของงบประมาณสำหรับทริปทัวร์แสงเหนือครั้งนี้ ซึ่งทัวร์ครับบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน งบประมาณที่ต้องการ ? อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่ต้องวางแผนก่อนเริ่มต้นการทริปแสงเหนือก็คือเรื่องของงบประมาณนั่นเองค่ะ เนื่องจากว่า ปรากฏการณ์แสงเหนือนั้นเกิดขึ้นหลายประเทศ แน่นอนว่างบประมาณสำหรับทริปแต่ละประเทศนั้นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเทศที่เราจะไปชมแสงเหนือ โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 120,000 บาท ซึ่งทัวร์แสงเหนือนั้นก็ไม่ได้เพียงพาคุณไปชมปรากฏการณ์แสงเหนือเท่านั้น แต่ทัวร์แสงเหนือยังจะพาคุณไปตะลอนเที่ยวไฮไลท์เด็ดของประเทศนั้นๆอีกด้วย จัดว่าคุ้มค่าจริงๆค่ะ พอเรากำหนดงบที่เราต้องการแล้ว ก็มาดูกันสิว่าแสงเหนือสไตล์ไหน ที่เราอยากจะชมค่ะ สไตล์ทัวร์แสงเหนือที่เราต้องการ แสงเหนือในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความสวยงามแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพของลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งการมาทัวร์แสงเหนือก็ไม่เพียงแต่จะไปชมปรากฏการณ์แสงเหนืออย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เราต้องไม่พลาดไปชื่นชมความสวยงามของสถานที่ไฮไลท์ต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับทัวร์แสงเหนือของเรามากยิ่งขึ้นค่ะ แน่นอนว่าทัวร์ครับได้สรุปข้อมูลช่วงเวลาไฮไลท์ของทัวร์แสงเหนือของประเทศยอดฮิตแต่ละประเทศมาให้แล้ว เพื่อให้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้น มาดูกันเลยค่ะ รัสเซีย (Russia) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : เดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม งบเริ่มต้นที่ : 50,000 บาท สำหรับมือใหม่นักล่าแสงเหนือที่มีความใฝ่ฝันอยากออกไปสัมผัสแสงเหนือกันให้ได้สักครั้ง แต่เงินในกระเป๋ายังไม่หนักมาก รัสเซียคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่หัดล่าแสงเหนือค่ะ เพราะราคาประหยัดและยังไม่ต้องขอวีซ่า อีกด้วยค่ะ ซึ่งนอกจากเราจะได้ชมแสงเหนือในราคาที่เอื้อมถึงแล้ว รัสเซียนั้นยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที๋โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์แบบฉบับของรัสเซีย จึงเป็นอีกทัวร์แสงเหนือที่ฮอตฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวสุดๆค่ะ ฟินแลนด์ (Finland) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : ปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนมีนาคม ราคาเริ่มต้นที่ : 90,000 บาท ส่วนใครที่รู้สึกว่าการไปทัวร์แสงเหนือรัสเซียนั้นยังเบาไป ฟินแลนด์คือคำตอบค่ะ ฟินแลนด์ ถือเป็นอีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของแสงเหนือ ที่นอกจากการมาล่าแสงเหนือที่ฟินแลนด์แล้ว ฟินแลนด์ยังเป็นดินแดนต้นกำเนิดของซานต้าคลอส ดังนั้นการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ที่นี่จึงอลังการสมกับเป็นบ้านเกิดของซานต้าสุดๆ แน่นอนว่าประจวบเหมาะกับฤดูกาลของปรากฏการณ์แสงเหนือพอดิบพอดี จึงทำให้เป็นทัวร์แสงเหนือนอร์เวย์นั้นพิเศษยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกจากจะได้ชมแสงเหนือแล้ว ยังได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมสุดตระการตาส่งท้ายปีอีกด้วย นอร์เวย์ (Norway) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : เดือนกันยายน - เดือนมีนาคม งบเริ่มต้นที่ : 100,000 บาท หากใครอยากไปทัวร์แสงเหนือที่จะได้ชื่นชมบรรยากาศของวิถึเมืองชนบทของยุโรป ท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติสุดตระการตา อย่าง ซองฟยอร์ด (Sognefjord) ฟยอร์ดที่ได้ชื่อว่าเป็นฟยอร์ดที่สวยที่สุดในโลก ฟยอร์ดเกิดจากถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว ก่อนจะเกิดเป็นลำธารขนาดใหญ่ที่ถูกห้อมล้อมด้วยขุบเขาน้อยใหญ่ เป็นภาพความสวยงามที่ใครๆก็ตกหลุมรัก การไปทัวร์แสงเหนือจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ ไอซ์แลนด์ (Iceland) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : ปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนมีนาคม ราคาเริ่มต้นที่ : 120,000 บาท ปิดท้ายประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของปรากฏกการณ์แสงเหนือ และมักเป็นประเทศที่เรามักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงทัวร์แสงเหนือค่ะ อย่าง ไอซ์แลนด์ค่ะ ความพิเศษของทัวร์แสงเหนือไอซ์แลนด์ก็คือ การชมแสงเหนือท่ามกลางบรรยากาศของภูเขารูปทรงแปลกตา โอบล้อมด้วยธรรมชาติ นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวของไอซ์แลนด์นั้นก็เด็ดไม่แพ้กัน หากใครกระเป๋าตังค์หนักหน่อย ทัวร์ครับขอแนะนำให้ไปทัวร์แสงเหนือไอซ์แลนด์ ประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนค่ะ เห็นไหมคะว่าการหาทัวร์แสงเหนือที่ถูกใจ และราคาคุ้มค่านั้นหาได้ไม่ยากเลย เพียงแค่เราต้องรู้จักเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจองทัวร์แสงเหนือ แค่นี้ก็ได้ชมแสงเหนือแบบฟินๆ ในราคาคุ้มค่าแล้วค่ะ แล้วคอยติดตามเคล็ดลับดีดีจากทัวร์ครับได้อีกครั้งหน้า รับรองต้องถูกใจแน่นอนค่ะ
5 ซีรีย์ Netflix ดูเพลิน นั่งเครื่องนานแค่ไหน ก็ไม่เบื่อ...
พาพร้อม
สหรัฐอเมริกา
5 ซีรีย์ Netflix ดูเพลิน นั่งเครื่องนานแค่ไหน ก็ไม่เบื่อ...
เวลาต้องเดินทางไกล นั่งเครื่องนานๆทีไรมักจะประสบปัญหาพบเจอความเบื่อ จะนอนก็นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอะไรดี โดยเฉพาะการเดินทางกับสายการบิน Low Cost ที่ไม่มีความบันเทิงให้บริการระหว่างการเดินทาง จึงทำให้หลายคนหันมาใช้บริการ Netflix แหล่งความบันเทิงที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะเต็มไปด้วยภาพยนต์ ซีรีย์มากมาย แถมสามารถโหลดไว้ชมออฟไลน์บนมือถือ จึงสามารถนำไปชมระหว่างนั่งเครื่องบินได้แบบสบายๆ วันนี้ทัวร์ครับได้รวบรวม 5 รายชื่อซีรีย์และภาพยนต์บน Netflix ที่หลายเสียงการันตีว่าเด็ด เอาไว้ชมแก้เบื่อบนเครื่องกันค่ะ 13 บันทึกรักหัวใจสลาย (13 Reasons Why) ซีรีย์สไตล์วัยรุ่นอเมริกันที่กำลังเป็นที่ยอดนิยมไปทั่วโลก กับเรื่องราวสุดดราม่าจากการฆ่าตัวตายของ แฮนนาห์ เบเคอร์ พร้อมกับการทิ้งเทปไว้ 13 เทปที่อธิบายถึงสาเหตุของการฆ่าตัวตาย ในแต่ละตอนก็จะค่อยๆเปิดเผยความจริงของเพื่อน 13 คนที่มีความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายของแฮนนาห์ เป็นซีรีย์ที่ชวนติดตามสุดๆ ยิ่งดูยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกตอนเลยค่ะ ริเวอร์เดล (Riverdale) เรื่องราวของเมืองเล็กๆของอเมริกาที่มีชื่อว่า ริเวอร์เดล ที่ดูเหมือนจะเป็นเมืองคันทรี่ทั่วไปๆ แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวความลึกลับ เมื่อ เจสัน บลอสซัม ลูกชายของตระที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองริเวอร์เดลถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยเรื่องราวความลับต่างๆของเมืองนี้ที่ถูกซ่อนมาอย่างยาวนาน นอกจากการสืบสวนแล้วซีรีย์เรื่องนี้ยังมีเรื่องของ มิตรภาพของเพื่อน ครอบครัว ที่สนุกสนานจนหยุดดูไม่ได้เลยค่ะ และที่สำคัญมีแต่หนุ่มฮอตๆทั้งนั้นเลย สาวๆจะต้องกรี๊ดกันแน่นอน ความทรงจำพิศวง (Forgotten) มาต่อกันที่ภาพยนต์กันบ้างค่ะ เป็นภาพยนต์เกาหลีที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนค่ะ ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์ม เป็นเรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่ง ที่อยู่มาวันหนึ่งพี่ชายได้ถูกจับตัวไป ผ่านไป 19 วันอยู่ดีๆพี่ชายก็กลับมาบ้าน พร้อมความเปลี่ยนแปลงราวกับไม่ใช่พี่ชายคนเดิม เป็นภาพยนต์แนวทริลเลอร์ พร้อมกลิ่นอายของดราม่า ที่เราคาดเดาเนื้อเรื่องกันไม่ได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ ดูไปลุ้นไปจริงๆค่ะ รับรองว่านั่งเครื่องครั้งนี้ไม่มีเบื่อแน่นอน เดอะ คิสซิ่ง บูธ (The Kissing Booth) แนวดราม่าหนักๆกันไปบ้างแล้ว ขอพักสมองมาแนววัยรุ่นอเมริกาใสๆกันบ้างค่ะ กับเรื่องราวของคู่เพื่อนซี้ที่สนิทกันตั้งแต่เด็ก โดยทั้งคู่ได้ตั้งกฎขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ การห้ามรักกับพี่น้องของเพื่อน แต่แล้วนางเอกของเราดันไปตกหลุมรักกับพี่ชายของเพื่อนสนิทเอาซะงั้น จึงต้องหาทางปิดบัง ไม่งั้นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานอาจต้องจบลง เป็นภาพยนต์ตลกๆ มีเรื่องดราม่าเล็กๆให้พอกรุบกริบ ดูแล้วอยากเป็นนางเอกซะเหลือเกินเพราะว่าพระเอกเรื่องนี้ฮอตสุดๆเลยค่ะ สเตรนเจอร์ ธิงส์ (Stranger Things) ปิดท้ายด้วยซีรีย์แนว Sci-Fi ชื่อดังของ Netflix อีกเรื่องที่ใครๆต่างพูดถึง เรื่องราวการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กชายคนหนึ่งในเมืองฮอว์คินส์ ทำให้เกิดการตามหาและค้นพบความลึกลับที่เกี่ยวข้องกับการทดลองลับด้านพลังเหนือธรรมชาติของเด็กพิเศษ แต่ละตอนนั้นตื่นเต้นสุดๆ ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งซีรีย์จาก Netflix ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ ทัวร์ครับหวังว่าจะถูกอกถูกใจกับ 5 ซีรีย์ที่ทัวร์ครับนำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ แต่ละเรื่องเด็ดๆทั้งนั้น แค่โหลดไปดูแบบออฟไลน์บนเครื่องชิวๆ ก็ไม่ต้องนั่งเบื่อแล้วค่ะ ส่วนครั้งหน้าทัวร์ครับจะมีเรื่องราวเด็ดๆอะไรมานำเสนออีก อย่าลืมติดตามกันให้ดีค่ะ ส่วนใครที่ไม่กลัวเบื่อ แค่กลัว Jet Lag ทัวร์ครับมีเคล็ดลับนั่งเครื่องบินยาวๆยังไง ให้ไร้ Jet Lag มาฝากกันค่ะ >>>5 เคล็ด (ไม่) ลับ ฉบับคนขี้เที่ยว ตอน “ Jet lag เหรอ...ฉันไม่กลัวหรอก! ”<<<
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม ถือเป็นอีกช่วงที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างหลั่งไหลกันไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างคึกคัก เพื่อไปชื่นชมความงดงามของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่่ญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ ทั่วทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยสีเหลือง แดง สีส้ม มองไปทางไหนก็รู้สึกฟินและ สดใสสุดๆ เลยค่ะ แถมอากาศก็ดีมากๆสามารถแต่งตัวสวยๆ เดินถ่ายรูปเพลินๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนก็มีแพลนที่จะไปเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเดือนตุลาคม - เดือนพฤศจิกายน กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ทัวร์ครับเลยขอนำเสนอเคล็ดลับดีๆ ตั้งแต่เรื่องการแต่งตัว จนไปถึงจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีเลยค่ะ ให้ได้ไปศึกษา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเดินทางค่ะ อากาศ เดือนนี้เป็นช่วงที่อากาศกำลังดีเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา ที่ชื่นชอบอากาศแบบเย็นๆสบาย อุณหภูมิประมาณ 10 องศา สูงสุดไม่เกิน 20 องศาค่ะ แต่ถ้าหากปีไหนฝนตกมาก ก็อาจจะลงมาต่ำกว่านั้นนิดหน่อย ถึงแม้อากาศจะเย็น แต่ก็ยังมีแสงแดดมาช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เราในตอนกลางวัน และยังทำให้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีกค่ะ การแต่งกาย อย่างที่บอกว่า อากาศจะยังไม่หนาวมากนัก ทัวร์ครับจึงขอแนะนำให้ใส่เป็นเสื้อผ้ากันหนาวที่ยังไม่หนามากนัก ด้านในอาจจะใส่เป็นเสื้อคอเต่า หรือฮีทเทคสีสดใสหน่อย แล้วคลุมด้านนอกด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ หรือแจ็กเก็ตหนังเก๋ๆ ให้ความรู้สึกแฟชั่นนิสต้าเหมือนกัน ส่วนด้านล่างใส่แค่กางเกงยีนส์ก็พอบรรเทาความเย็นได้แล้วนะคะ หรือหากใครเป็นคนขี้หนาวก็หากางเกงบุขนเก๋ๆ ที่ไม่หนามากมาใส่เพิ่มความชิคได้เหมือนกัน ส่วนรองเท้าผ้าใบคู่ใจสักคู่ก็โอแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบ Winter Style ไม่ได้นะคะ ใครอยากจะจัดเต็มด้วยการใส่เสื้อโค้ท คู่กับรองเท้าบู้ท ก็ไม่ได้ผิดกฎข้อไหนเลย ด้านในก็ใส่เสื้อที่บางหน่อย ช่วงกลางวันที่เจอแดดจะได้ไม่ร้อนมาก จริงๆ แล้วในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เป็นฤดูที่สามารถแฟชั่นจัดเต็มได้มากกว่าทุกฤดูอยู่แล้วค่ะ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แต่งตัวจับนู่นนี่มา Mix & Match ให้สนุกกันไปเลยค่ะ กิจกรรม แน่นอนว่ากิจกรรมหลักในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็คือการชมใบไม้แดง หรือใบไม้เปลี่ยนสี นั่นเอง ซึ่งสามารถชมได้หลายจุดทั่วประเทศเลยค่ะ ถ้างั้นตามทัวร์ครับมาดูกันเลยค่ะ แหล่งที่คนนิยมไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีที่ไหนกันบ้าง ? วัดคิโยมิซุ หรือวัดน้ำใส (Kiyomizu-dera) เริ่มกันที่แรก กับวัดชื่อดังของเกียวโต จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของญี่ปุ่น ภายในวัดมีความเป็นธรรมชาติมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี ทั่วทั้งบริเวณวัดจะกลายเป็นสีส้มแดงเป็นภาพบรรยากาศที่สวยสะกดตามากๆค่ะ ซึ่งนอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ที่เราจะได้เห็นเมืองเกียวโตในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจากศาลากลางขนาดใหญ่ของวัดอีกด้วยล่ะ *** ขณะนี้ศาลากลางของวัดกำลังทำการปิดปรับปรุง ซ่อมแซมอยู่ค่ะ โดยจะเปิดให้บริการณอีกครั้งใน 2020 *** หุบเขามิโนะ (Minoh park) อีกหนึ่งจุดสำหรับชมใบไม้แดงชื่อดังของภูมิภาคคันไซ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาชมใบไม้เปลี่ยนกันอย่างคึกคักค่ะ เราสามารถเดินเที่ยวลัดเลาะไปรอบๆ เขา เพื่อชื่นชมกับธรรมชาติอันสวยงาม ซึ่งเส้นทางของที่นี่ ถูกจัดทำขึ้นอย่างปลอดภัย สะอาด เดินง่าย ต่อให้มีผู้สูงอายุมาด้วย ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุบัติเหตุเลยค่ะ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ไม่ใช่เพียงแค่เป็นจุดชมฟูจิที่ฮิตที่สุดเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วยค่ะ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ก็คือ อุโมงค์เมเปิ้ลที่มีชื่อว่า โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) และที่สำคัญ อาจโชคดีได้เจอฟูจิซังไปพร้อมๆ กับชมใบไม้แดงด้วยแล้วล่ะก็ คงเป็นความทรงจำที่ดีสุดๆแน่นอนเลยค่ะ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงที่หิมะตกเท่านั้นที่ควรมาเยือน แต่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็สวยไม่น้อยเลยค่ะ บ้านหลังคาญี่ปุ่นโบราณทุกหลัง จะถูกโอบล้อมไปด้วยใบไม้สีแดง เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ลงตัวสุดๆเลยค่ะ อีกหนึ่งสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง หวังว่า เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากทัวร์ครับในวันนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนี้ ได้นำไปใช้เตรียมตัวก่อนการเดินทางกันนะคะ รับรองว่ากลับมาแล้วจะยังนอนฝันหวานถึงญี่ปุ่น และรอไม่ไหวสำหรับทริปต่อไปเลยค่ะ หากใครอยากรู้ว่ายังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่ไหนเด็ดอีกบ้าง ตามไปดูได้เลยที่ >>>ใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้ว...เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2018<<<
แนะ 8 เทคนิคเที่ยวอย่างสบายใจ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน !
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
แนะ 8 เทคนิคเที่ยวอย่างสบายใจ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน !
วันนี้เราเลยจัดเทคนิคดีๆ ที่จะมาแนะนำเพื่อนๆ ให้ทำตามในระหว่างไปเที่ยว เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน จะได้กินได้แบบจัดเต็ม แต่ไม่พาความอ้วนกลับเมืองไทยมาด้วยล่ะ เย้ ! 1.เดินออกกำลังกายบ่อยๆ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 1: ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้ไปฟิตเนส หรือเข้ายิมในระหว่างไปเที่ยวนะคะ แบบนั้นก็จะลำบากป๊ายยย เดินออกกำลังกายในที่นี้ หมายถึง การที่เราเดินเยอะกว่าเดิม หรือแอคทีฟมากกว่าเดิมนั่นเองค่ะ เช่น ถ้าเราไปพักที่โรงแรมที่ชั้นไม่สูงนัก อาจจะใช้วิธีเดินขึ้นลงบันได แทนที่จะขึ้นลิฟต์ หรือเดินจากสถานที่หนึ่ง ไปอีกสถานที่หนึ่ง แทนที่จะนั่งรถแท็กซี่หรือรถไฟฟ้า เพียงแค่นี้ก็สามารถเที่ยวยังไงใก็ไม่อ้วน เบิร์นแคลลอรี่ได้หลายขุมแล้วล่ะค่ะ หรือถ้าหากไปเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ก็อย่าลืมพกบิกินี่ ชุดว่ายน้ำสวยๆ ไปว่ายน้ำด้วยนะคะ นั่งถ่ายรูปอย่างเดียวไม่ผอมนะบอกก่อน 2. ดื่มน้ำเยอะๆ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 2 :น้ำที่ว่า คือน้ำเปล่านะคะ ใครจะมาหัวหมอ กินชาไข่มุกเยอะๆ ไม่ได้เด็ดขาด เราไม่ยอม ! ฮ่าๆ ในระหว่างวันที่เราออกจากโรงแรมไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ก็พกน้ำเปล่าติดตัวไปด้วย เอาไว้จิบระหว่างวันเวลากระหาย นอกจากนี้ยังสามารถเอาไว้ป้องกัน ในกรณีที่ร้านอาหารที่เราเข้า ไม่ขายน้ำเปล่า หรือน้ำเปล่าราคาแพง อย่างน้อยก็ยังมีน้ำเปล่าไว้ดื่ม ไม่อ้วนแถมประหยัดได้อีกด้วยล่ะค่ะ 3. แค่ชิมก็พอ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 3 :อาจจะต้องอดทนหน่อย อย่างที่บอกว่าเราเข้าใจมากๆว่าไปเที่ยวต่างประเทศทั้งทีก็อยากกินของที่หากินในไทยไม่ได้ แล้วพอกินที อร่อยถูกปาก ก็อยากจะกิน กิน กิน กินเยอะๆ กินแล้วกินอีก แต่บอกเลยว่าแบบนี้ผิดมหันต์เลยล่ะค่ะ เพราะนี่คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองสะสมไขมันพากลับมาเมืองไทยด้วยนั่นเอง ทางที่ดีคือ เราควรกินแต่พอประมาณ เรียกว่า ชิมให้พอรู้รสชาติก็พอนะคะ นอกจากจะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักได้แล้วยังช่วยให้เราคิดถึงรสชาติตอนกลับมาถึงเมืองไทยแล้วมีพลังในการทำงานเพื่อเก็บเงินไปเที่ยว ไปกินสิ่งนั้นอีกต่างหากเห็นมั้ยล่ะว่าดีแค่ไหน 4. หลีกเลี่ยงฟาสต์ฟู้ด เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 4 :เข้าใจค่ะว่าฟาสต์ฟู้ดนั้นหากินง่าย จะไปประเทศไหนก็มีแมคโดนัลด์มีร้านฟาสต์ฟู้ดรองรับเต็มไปหมด แต่บอกเลยว่านั่นคือกับดักชั้นดีเลยล่ะค่ะเพราะถึงแม้หน้าตาอาหารจะทำออกมาน่ากิน ยั่วยวนใจขนาดไหนแต่ยังไงมันก็คือ ฟาสต์ฟู้ด แหล่งรวมไขมันและความอ้วนอยู่ดี แล้วคิดดูหากเรากินทุกๆ มื้อ หรือวันละมื้อจะเป็นยังไงล่ะคะ? กลับไทยมาเมื่อไหร่ ชดใช้กรรมในยิมหนักหน่วงแน่ๆ โทรนัดเทรนเนอร์ไว้ได้เลยบอกแค่นี้ แต่...ถ้าถามว่าไปเที่ยว แล้วจะทำยังไงถ้าอาหารไม่ถูกปาก? ลองอ่านข้อต่อไปดูค่ะ 5. พกอาหารจากเมืองไทยไปทานด้วย เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 5 :ไม่ได้ให้พกอาหารฟาสต์ฟู้ดจากเมืองไทย หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนะคะ แต่หมายถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่สามารถนำไปอุ่นในไมโครเวฟแล้วทานได้ อาจจะเป็นพวกกับข้าวซอง หรือปลากระป๋องก็ได้ แต่ต้องดูโภชนาการดีๆ ก่อนนำไปเที่ยวด้วยนะคะ เพราะหากเลือกไปผิด โซเดียมเยอะเกิน น้ำตาลมากไป หรือสารอาหารไม่ครบ ก็ไม่ต่างอะไรจากการทานฟาสต์ฟู้ดเลยล่ะค่ะ 6. พกขนมคลีนติดตัวไว้ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 6 :การเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ก็ต้องมีช่วงที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง อยากจะหาของหวานๆ เข้าปากเติมพลังซะหน่อย แต่การที่เราเลือกเดินเข้าร้านบิงซู หรือซื้อชานมไข่มุกกินเนี่ย ก็เหมือนเป็นการทำลายที่เราเดินมาตลอดทั้งวัน แทนที่จะเบิร์นกลับหาสิ่งที่ทำให้ต้องเบิร์นเพิ่มไปอีกใส่เข้าตัว เพราะฉะนั้นลองหาซื้อขนมคลีนๆ อยากพวกกราโนล่า กรีกโยเกิร์ต หรือธัญพืชบาร์ติดกระเป๋าไว้ อยากหวานเมื่อไหร่ก็หยิบเข้าปาก ได้ทั้งความหวาน ได้ทั้งความคลีน ฟินๆ กันไปค่ะ 7. จัดมื้อเช้าแบบเต็มที่ เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 7 :มื้อเช้าสำคัญที่สุด คำๆนี้ไม่มีทางผิดแน่นอนค่ะเพราะเราต้องใช้พลังงานทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยว ต้องเดินต้องทำนู่นนี่ทั้งวัน เพราะฉะนั้นมื้อเช้าคือสิ่งสำคัญและเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เราไม่หิวโหยระหว่างวันจนออกนอกลู่นอกทางไปกินตามใจปากเกินไปแน่ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เรามีพลังงานพอจะใช้ทั้งวันแล้วมื้อเช้ายังช่วยในเรื่องการเผาผลาญได้เป็นอย่างดีด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นห้ามตื่นสายจนพลาดมื้อเช้าเด็ดขาดค่ะ 8. มีเวลาก็เบิร์นหน่อย เที่ยวยังไงให้ไม่อ้วน ข้อที่ 8 :ไม่ใช่แค่เข้ายิมเท่านั้นที่จะเบิร์นความอ้วนได้เดี๋ยวนี้ในอินเทอร์เน็ตมีคลิปวิดีโอสอนออกกำลังกายแบบง่ายๆมากมายเลยล่ะค่ะ ซึ่งท่าออกกำลังกายเหล่านี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือพื้นที่มากเลย จึงสามารถทำได้แม้ในช่วงเวลาที่เราไปเที่ยว เช่นการโยคะก่อนนอนที่นอกจากจะช่วยยืดเส้นยืดสายให้เราสบายตัวแล้วยังช่วยเผาผลาญพลังงานที่เหลือด้วยหรือจะตื่นเช้าขึ้นสักหน่อยมาออกกำลังเบาๆก็ไม่ลำบากเกินไปใช่ไหมล่ะคะ? ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้และช่วยให้เราไม่กลับมาเมืองไทยแล้วน้ำหนักขึ้น แถมยังเที่ยวได้อย่างแฮปปี้อีกต่างหากใครมีแพลนท่องเที่ยวครั้งหน้าก็อย่าลืมเอาเทคนิคดีๆเที่ยวยังไงก็ไม่อ้วน ของเราไปลองทำตามกันดูนะคะ Enjoy your trip ! บทความแนะนำ >> 7 วิธีเที่ยวสไตล์สุขภาพดี เที่ยวกี่ที หุ่นดีไม่มีเสีย ! <<
เที่ยวต่างประเทศครั้งนี้ มีแต่รูปชิคๆ รวม 5 กล้อง Mirrorless ใช้ง่าย ราคาสุดคุ้ม!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เที่ยวต่างประเทศครั้งนี้ มีแต่รูปชิคๆ รวม 5 กล้อง Mirrorless ใช้ง่าย ราคาสุดคุ้ม!
ไอเทมสำคัญของนักเที่ยวสมัยนี้ ไม่ว่าจะไปเที่ยวในประเทศ หรือต่างประเทศ ก็คงหนีไม้พ้น กล้องถ่ายรูป นั่นเองค่ะ แน่นอน ว่านานๆเราจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที และก็ไม่ได้กันบ่อยๆใช่ไหมล่ะ ก็ต้องมีกล้องดีๆซักตัว เพื่อเก็บความทรงจำดีๆ สถานที่สวยๆ กล้อง Mirrorless จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มาแรงในตอนนี้ เนื่องจากเป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก แถมราคาย่อมเยาและที่สำคัญคุณภาพเทียบเคียงกล้อง DSLR ได้สบายๆเลยล่ะค่ะ ซึ่งวันนี้ทัวร์ครับจะขอแนะนำ 5 กล้อง Mirrorless ราคาน่ารัก แถมยังมีประสิทธิภาพคุ้มค่าเกินราคา ใช้งานง่าย รับรองว่าคุณจะได้รูปชิคๆ สวยๆอย่างกับถ่ายด้วยมืออาชีพ เอาไปอัพลงโซเซี่ยลเก๋ๆ ตามทัวร์ครับไปดูกันเลย Fujifilm X-A3 เริ่มที่ตัวแรก Fujifilm X-A3 เป็นกล้อง Mirrorless ดีไซน์สไตล์ Retro หุ้มด้วยหนัง มีให้เลือกถึงสามสี แถมน้ำหนักเบากระทัดรัด จุดเด่นของกล้อง Mirrorless ตัวนี้ก็คือ ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล เทียบเท่ากล้อง DSLR เลยค่ะคุณขา รองรับการถ่ายวีดีโอระดับ Full HD ให้คุณได้เก็บความทรงจำได้อย่างชัดเจน หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว พลิกกลับได้ 180 องศา Selfie ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เอาใจขาเซลฟี่แบบสุดๆ ไปเลยค่ะ นอกจากนั้นยังมีโหมด Portrait Enhancer ที่ช่วยทำให้ผิวดูสว่างและเรียบเนียน แต่ดูเป็นธรรมชาติ ถูกใจสาวๆกันสุดๆไปเลย แต่คุณผู้ชายก็ใช้ได้นะคะ ใช้ถ่ายรูปเอาใจแฟนสาวไงล่ะค่ะ รับรองไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอนค่า ราคาพร้อมเลนส์คิทจะอยู่ที่ประมาณสองหมื่นต้นๆเท่านั้นเอง เห็นไหมค่ะ คุณภาพคุ้มเกินราคาจริงๆค่ะ Sony A6000 มาต่อกันที่ค่าย Sony กันบ้างค่ะ กับ Sony A6000 ที่มีดีไซน์สวย บอดี้ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีระบบโฟกัสเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย ว้าว!! กันแล้วใช่ไหมค่ะ ถึงตัวจะจิ๋ว แต่คุณภาพไม่จิ๋วนะคะ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยจุดโฟกัสถึง 179 จุด แบบ Phase Detection ซึ่งเหนือกว่ากล้อง DSLR หลายรุ่นซะอีกค่ะ นอกจากนั้น ยังมีระบบ Eye Detection เพื่อโฟกัสให้ตรงกับบริเวณดวงตา แถมด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ APS-C ความละเอียด 24.3 ล้านพิกเซล และยังมีเอฟเฟคท์ต่างๆครบที่ให้คุณแต่งภาพโดยไม่ต้องง้อคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ราคาพร้อมเลนส์คิทประมาณ 27,990 บาท ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจของคนที่กำลังมองหากล้องขนาดเล็ก คุณภาพสูง ราคาคุ้มค่าจริงเลยค่ะ Panasonic Lumix GF9 สายเซลฟี่ต้องยกให้ตัวนี้เลยค่ะ ตัวจริงเลยการเซลฟี่ ก็แหม!! เที่ยวต่างประเทศทั้งทีก็ต้องมีรูปเซลฟี่กันซะหน่อย เพราะกล้องตัวนี้เค้ามีฟังก์ชั่นใหม่ Beauty Retouch ให้คุณเลือกปรับความสวยใสได้ถึง 10 ระดับ สวยได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส หน้าจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ที่ปรับหน้าจอได้ 180 องศา พร้อมกับความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และถ่ายวีดีโอระดับ 4K ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Hand-Free Selfie ที่พร้อมเก็บภาพคุณด้วย Face Shutter, Buddy Shutter และ Jump Snap ที่จะทำให้ได้ภาพสวยๆแบบที่คุณต้องการ และยังมีฟังก์ชั่น Time Lapse Shot และ Stop Motion Animation โอโหววว!! สเปคดีงามมากมาย แตราคาสุดคุ้มเพียง 20,000 ต้นๆเท่านั้นเองค่ะ Canon EOS m10 มาที่ฝั่งค่ายยักษ์ใหญ่กันบ้าง ที่ไม่ได้มีดีแค่กล้อง DSLR เท่านั้น กล้อง Mirrorless น้องเล็กก็ดีไม่แพ้กัน อย่างรุ่นนี้เลยค่ะ Canon EOS m10 มีลูกเล่นมากมาย ใช้งานง่าย จอสัมผัส แถมมี Wi-Fi เชื่อมต่อเข้ากับมือถือได้อีกด้วย และยังมาพร้อมกับโหมด Creative Assist ฟังก์ชั่นสำหรับมือใหม่ได้ฝึกปรับแต่งสีและโทนของภาพให้โดดเด่นแบบง่ายๆ ไม่ต้องง้อแอพเลยค่ะ ง้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกต่อไป และทำให้การไปเที่ยวต่างประเทศของคุณนั้นมีสีสันมากยิ่งมากขึ้นอีกด้วยค่ะ สุดยอดจริงๆเลยค่ะเจ้ากล้อง Mirrorless จาก Cannon ตัวนี้ นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และโฟกัส Hybrid CMOS AF II ทั้งยังการันตีว่าสามารถใช้ในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ ถึง 0 องศา เหมาะมากค่ะสำหรับการไปเที่ยวเมืองหนาว ซึ่งหากใครมองหากล้อง Mirrorless สำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศราคาไม่ถึง 20,000 บาท Canon EOS m10 ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียวค่ะ Nikon J5 มาที่ตัวสุดท้ายกล้อง Mirrorless ขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หน้าจอของ Nikon 1 J5 เป็นแบบทัชสกรีนขนาดหน้าจอ 3 นิ้ว ซึ่งทำงานได้ลื่นไหล และยังสามารถบิดพับได้ 180 องศา พร้อมด้วยระบบโฟกัสที่รวดเร็วมาก สามารถถ่ายต่อเนื่องได้ที่ 60 ภาพต่อวินาทีเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายภาพแบบ Slow Motion ได้อีกด้วยนะคะ เหมาะมากสำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศแบบลุยๆ รับรองเก็บภาพได้ทันทุก shot ไม่พลาดทุก moment เด็ดๆอย่างแน่นอนเลยค่า ด้วยราคาเพียงหมื่นต้นๆเท่านั้น เป็นอีกกล้อง Mirrorless ที่คุ้มค่าอีกตัวหนึ่งเลยล่ะค่ะ ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์ม!! หวังว่าทัวร์ครับจะช่วยให้หลายคนที่กำลังมองหากล้อง Mirrorless สำหรับการไปเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ชอบแบบไหน ก็สามารถไปลองเล่นกันได้ตามร้านขายกล้องชั้นนำ แต่ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวต่างประเทศ ก็ต้องทัวร์ครับเลยค่ะ รับรองว่าจะได้ทริปเที่ยวต่างประเทศที่ราคาคุ้มค่าแน่นอนค่ะ
6 สิ่งไม่ธรรมดา! แห่ง สนามบินนิวชิโตเสะ ฮอกไกโด
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
6 สิ่งไม่ธรรมดา! แห่ง สนามบินนิวชิโตเสะ ฮอกไกโด
สนามบินนิวชิโตเสะ (New Chitose Airport) ประตูด่านแรกที่เปิดต้อนรับคุณเมื่อเดินทางไปฮอกไกโด แต่สนามบินนิวชิโตเสะ ไม่ได้มีดีแค่สนามบินเท่านั้นนะคะ เพราะที่นี่แหล่งรวมความบันเทิงขนาดย่อม ให้นักเดินทางได้ชิม ชิล ช้อป แต่ว่าจะมีอะไรที่ไม่ธรรมดาในสนาบินนี้บ้างนั้น ตามทัวร์ครับมาเลยค่ะ สนามบินนิวชิโตเสะ (New Chitose Airport) หรือ ชิง-ชิโตะเสะ (Shin Chitose) เป็น สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด มีทั้งไฟลท์บินจากต่างประเทศ และในประเทศ และตอนนี้การบินไทยได้มีเที่ยวบินมาลงตรงที่ฮอกไกโด โดยลงที่สนามบินนิวซิโตเสะ ทำให้คนไทยสะดวกสบายในการไปฮอกไกโดมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาต่อเครื่องให้เหนื่อยเลยค่ะ และเมื่อมาถึง สนามบินนิวชิโตเสะแล้ว ทัวร์ครับขอแนะนำว่าคุณควรเผื่อเวลามาเดินเล่นชิลๆ ด้วยนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าทัวร์ครับไม่เตือน แต่เอ้!! ในสนามบินแห่งนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ตามทัวร์ครับไปดูกันเลยดีกว่า สวรรค์ของคนรักโดเรม่อน : Doraemon Wakuwaku Sky Park สำหรับพิกัดแรก ขอเอาใจแฟนๆคนรักแมวไม่มีหูสีฟ้ากันหน่อยดีกว่า นั้นก็คือ โดราเอม่อน การ์ตูนในวัยเด็กของใครหลายๆคน มาถึงถิ่นทั้งที ต้อไม่พลาดแวะไปชม พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน (Doraemon Wakuwaku Sky) Park กันสักหน่อยค่ะ พิพิธภัณฑ์โดราเอม่อน Doraemon Wakuwaku Sky Park ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 โซน Smile Road เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10:00 -18:00 น. ภายในจะมีฉากจำลองจากตอนที่น่าประทับใจมากมาย เช่น ห้องนอนของโนบิตะ สนามเด็กเล่น ไทม์แมชชีน หรือตู้จัดแสดงของวิเศษในกระเป๋าของโดราเอมอน ทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกการ์ตูนโดราเอม่อน และยังมี Library ห้องสมุดวิเศษของโดราเอม่อน คลังรวมรวบข้อมูลการ์ตูนโดราเอม่อน และมีกิจกรรมน่าสนใจ ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย ส่วนในเรื่องอาหารการกิน ที่นี่ก็ไม่แพ้ใคร เพราะมีเมนูอาหารให้เลือกมากมาย และที่สำคัญเลยคือน่ารักสุดๆค่ะ เพราะทุกจานจะมาในรูปแบบของโดราเอม่อน โดยมีเมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือ ไทยากิ (Taiyaki) รูปโดราเอม่อนและโดรามี่ที่ทั้งน่ารักแล้ว รสชาติก็อร่อยมาก ๆ อีกด้วยค่ะ ดินแดนสีชมพู: Hello Kitty Happy Flight มาต่อกันที่ดินแดนแห่งคนรักสีชมพู Hello Kitty Happy Flight ธีมพาร์คขนาดเล็กของคิตตี้กับคอนเสปเดินทางรอบโลกด้วยสายการบินคิตตี้ ด้านในจะแบ่งออกเป็นโซนเอเชีย โซนยุโรป และโซนอเมริกา ที่จัดออกมาได้น่ารัก สดใส สมกับเป็นดินแดนคิตตี้จริงๆเลยค่ะ คุณจะได้สนุกเพลิดเพลินกับแอนิเมชันสุดน่ารักที่ Hello Theater หรือจะถ่ายรูปสุดแบบคิ้วๆ กับเหล่าคิตตี้น่ารักๆที่ Eurpean Plaza รวมถึงโซนสนุกๆอื่นอีกมากมาย และยังสามารถช้อปของที่ระลึกสุดน่ารักหลากหลายรูปแบบจาก Hello Kitty เปิดให้ทำการตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. แหล่งละลายทรัพย์ (Shopping Area) สนามบินแห่งนี้มีร้านค้า ร้านอาหารมากมายครอบคลุมทั้งอาคารผู้โดยการ เรียกได้ว่าเป็น สวรรค์น้อยๆของคนที่รักการช้อปปิ้งเลยค่ะ มีทั้งร้านของฝาก ของที่ระลึก สินค้าแบรนด์เนม อาหารทะเล ขนม ของหวาน เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากฮอกไกโด และร้าน Duty Free ที่ให้คุณได้เลือกช้อปกันเต็มอิ่ม โดยมีร้านไฮไลท์ที่เหล่าสาวกคนชอบช็อคโกแลตไม่ควรพลาด ก็คือ Rocye’ Chocolate World ร้านช็อกโกแลตชื่อดังของญี่ปุ่น และร้าน Caramel Kitchen จากกลูลิโกะ ร้านของฝากสุดพรีเมียมที่ซื้อไปฝากใครๆ ก็ต้องชอบกันทุกคนแน่นอน ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์มค่ะ ชิมของอร่อยฮอกไกโด (Taste Of Hokkaido) เดินช้อปกันจนเมื่อย ก็ต้องหาอะไรรองท้องเติมพลังกันสักหน่อย และแน่นอนสนามบินนิวชิโตเซะแห่งนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะที่นี่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายชนชาติให้เลือกชิม และเป็นแหล่งรวมร้านราเมน ร้านขนมหวานชื่อดังจากทั่วฮอกไกโดมาไว้ให้ภายในสนามบินนิวชิโตเซะแห่งนี้ หากใครยังไม่อิ่ม ที่สนามบินนิวชิโตะยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารทะเลสดชื่อดังของฮอกไกโดให้ได้ชิมความสด อร่อยจากทะเลญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ว่าใครทีได้ชิมอาหารทะเลของฮอกไกโดต่างติดใจกันทุกรายค่ะ มุมถ่ายภาพสุดชิค (Let’s take a picture!) หนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการไปเที่ยวคือ สถานที่สวยๆให้ได้ถ่ายรูปชิคๆ ซึ่งสนามบินชิโตะเซก็ต้องไม่พลาดที่จะนำเสนอความเป็นฮอกไกโดอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยการจัดตกแต่งสนามบินให้เหล่านักเดินทางได้เห็นมุมมองต่างๆของฮอกไกโด มีหลายมุมที่น่ารักๆให้ถ่ายรูปมากมาย รับรองว่าคุณต้องมีรูปถ่ายสวยๆกลับไปลงโซเซียลอย่างแน่นอนเลยค่ะ Wi-Fi ฟรี แรง เร็ว ไม่มีสะดุด และสุดท้ายเรียกได้ว่าเป็นแขนอีกข้างของชีวิตเราก็ว่าได้ ไม่สามารถขาดได้แม้แต่วินาทีเดียวก็คือ อินเตอร์เน็ต (Internet) หากไปไหนมาไหนไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ก็เหมือนจะขาดใจใช่ไหมล่ะค่ะ แต่ที่นี่ สนามบินนิวซิโตเสะ มีบริการ Wi-Fi ให้ใช้กันฟรีๆ ใช้งานง่ายเพียงต่อสัญญาณไวไฟ และยอมรับเงื่อนไขของสนามบิน คุณก็มีแน็ตแรงๆ ใช้กันฟรีๆ ให้การอัพโหลดเรื่องราวดีๆ ของคุณแบบไม่มีสะดุดแน่นอนค่ะ เห็นไหมคะว่าสนามบินนิวชิโตเซะแห่งนี้ เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากมาย แต่จะดีจริงอย่างที่ทัวร์ครับเล่าให้ฟังหรือเปล่านั้น ทัวร์ครับบอกเลยว่าของแบบนี้ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ ไปเที่ยวฮอกไกโด เยือนสนามบินนิวชิโตเซะกันง่ายกับทัวร์ฮอกไกโดจากทัวร์ครับ เที่ยวฮอกไกโดครั้งนี้ประทับใจแน่นอน ครั้งหน้าทัวร์ครับจะมีเรื่องน่าใจอะไรมาเล่าให้ฟังอีกนั้น ต้องคอยติดตามค่ะ [ ฮอกไกโด Go Go เที่ยวได้ทั้งปี]