ทัวร์ครับพาพร้อม
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
10 ทริคเด็ดก่อน ‘เที่ยวรัสเซีย’ ทำตามนี้ไม่มีเพลียแน่นอน
พาพร้อม
รัสเซีย
10 ทริคเด็ดก่อน ‘เที่ยวรัสเซีย’ ทำตามนี้ไม่มีเพลียแน่นอน
‘ทัวร์ครับ’ เลยไม่พลาดที่จะตามเทรนด์ ด้วยการจัดหาโปรแกรมทัวร์รัสเซียแบบ ‘จัดเต็ม’ !! มาคอยเสิร์ฟให้เพื่อนๆ ได้เลือกกันด้วย บอกเลยว่าทุกโปรแกรมพาไปแลนด์มาร์กรัสเซียแบบแน่นๆ ได้ทั้งความประทับใจ และความทรงจำที่ดีแน่นอน ดูเลย ทัวร์เที่ยวรัสเซีย สุดคุ้ม เริ่มต้น 34,999 บาท!! แต่ก่อนจะไป ‘ทัวร์ครับ’ ก็ขอจัด 10 ทริคเด็ด ที่จะทำให้เพื่อนๆ ได้ไปฟินที่รัสเซียแบบไม่ติดขัด รับรองว่าทำตาม 10 ทริคนี้ ได้เที่ยวรัสเซียแบบไม่มีเพลีย มีแต่เพลินแน่นอน เลื่อนไปดูกันเลยยย~ 1. รัสเซีย Free Visa📋 ใครที่คิดว่าไปเที่ยวรัสเซียจะยุ่งยาก ขอบอกเลยว่าคิดผิดมากๆ เพราะที่นี่เค้าฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 30 วันเลยล่ะครับ มีแค่พาสปอร์ตเล่มเดียวก็ไปฟินไกลถึงรัสเซียได้แล้ว หรือถ้าไปเที่ยวกับทัวร์ครับก็หมดห่วงเรื่องนี้ไปได้เลย ทัวร์ครับจัดการให้ :D 2. แลกเงินก่อนไป💵 ที่รัสเซียจะให้เงินสกุล รูเบิ้ลรัสเซีย (RUB) ซึ่งแลกจากเมืองไทยไปเลยจะสะดวกกว่าครับ แต่หากใครกลัวไม่พอ และหวังจะไปแลกเพิ่มที่รัสเซีย ขอแนะนำให้แลกเป็น USD ไปก่อน จะได้เรทที่ดีกว่า นอกจากนี้ที่รัสเซียยังสามารถใช้บัตรเครดิตได้แบบไม่มีชาร์จด้วยนะ สะดวกมากๆ เลยครับ 3. เลือกซื้อซิมการ์ดให้ดี แน่นอนว่ามาเที่ยวต่างประเทศทั้งที จะให้มาอดใจไม่ให้เช็คอิน หรืออัพโหลดรูปสวยๆ ลงโซเชียลก็คงไม่ได้ ครั้นจะรอใช้แต่ Wifi ฟรีที่โรงแรมก็คงจะไม่ทันใจ เพราะฉะนั้นแนะนำให้ซื้อซิมการ์ดไปเลย ที่รัสเซียมี 4G ที่ลื่นปรื๊ด โดนใจชาวเราสุดๆ แต่ที่สำคัญก็คือ ตอนซื้อต้องบอกพนักงานด้วยนะครับว่า ขอเป็นซิมการ์ดที่ใช้ได้ทั่วรัสเซีย ไม่งั้นเดี๋ยวจะได้ซิมการ์ดเฉพาะเมืองที่เราซื้อ แล้วพอเปลี่ยนเมืองจะใช้ไม่ได้ครับ 4. เวลาบิน และเวลาท้องถิ่น✈️ เราใช้เวลาบินจากประเทศไทย ไปยังประเทศรัสเซียประมาณ 9 ชั่วโมงถ้าหากบินตรงครับ ถ้าบินแบบมีเปลี่ยนเครื่องก็บวกเข้าไปอีก ส่วนเวลาท้องถิ่นที่รัสเซีย เวลาจะเดินช้ากว่าประเทศไทยเรา 4 ชั่วโมงครับ เพราะฉะนั้นลงจากเครื่องมาอย่าลืมปรับเวลากันด้วยนะครับ 5. สภาพอากาศ⛅️ ดูสภาพอากาศรัสเซีย คลิก จริงๆ แล้วประเทศรัสเซียถือว่าเป็นประเทศที่เที่ยวได้แทบจะทั้งปี เพราะอากาศเค้าไม่ได้ร้อนมาก เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 10-30 องศา แต่หากใครอยากสัมผัสอากาศหนาวแบบติดลบ แนะนำให้ไปช่วงฤดูหนาว ในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะมีหิมะปกคลุมไปทั่วเลยล่ะครับ ส่วนช่วงที่ถือว่าเป็น Peak Period ที่สุดก็คือช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพราะจะมีกลางวันที่ยาวนานมากๆ สว่างจนถึงเที่ยงคืนเลยล่ะ ถ่ายรูปเพลินไปเลยทีนี้ อ่านต่อ :รู้ไว้ไม่พลาด! เที่ยวรัสเซีย เดือนไหนดี เดือนไหนโดน! 6. App สามัญประจำเครื่อง ทัวร์ครับขอบอกไว้ก่อนว่าที่รัสเซียเค้าใช้ Line ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นควรบอกเพื่อนๆ ไว้ล่วงหน้าก่อนว่าหากจะติดต่อ ให้ติดต่อผ่านทางแอพแชทอื่นๆ เช่น FB Messenger หรือ Whatsapp นอกจากนี้ควรโหลดแอพ Yandex Metro ที่เป็นแอพใช้ดูเส้นทางรถไฟใต้ดิน ซึ่งสามารถใช้สลับภาษารัสเซียกับอังกฤษได้ ที่สำคัญ แอพแปลภาษาก็ขาดไม่ได้เลยครับ 7. คนรัสเซีย🕺🏻 จริงๆ แล้วคนรัสเซียส่วนมากจะเป็นพวกยิ้มไม่เก่ง หน้าตาดูเคร่งขรึม นิ่งๆ แถมยังไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษอีกต่างหาก แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือคนที่ทำงานบริการ จะต่างกันเลยล่ะครับ เพราะเค้าจะยิ้มเก่ง และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเลยทีเดียว 8. มิจฉาชีพ🔪 ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปลอดภัย 100% และที่รัสเซียก็เช่นกัน โดยมิจฉาชีพที่รัสเซียส่วนมากจะเล็งนักท่องเที่ยวที่มากันไม่ค่อยเยอะ เพราะง่ายต่อการลงมือ ส่วนมากจะอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า และจุดแลนด์มาร์กที่คนหนาแน่น นอกจากนี้พวกมาสคอตตามสถานที่ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นมิจฉาชีพรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน หากเราเผลอไปถ่ายรูปหรือจับมือด้วย ก็อาจจะโดนเรียกเก็บเงินก็ได้ครับ 9. ของฝากรัสเซีย ของฝากรัสเซียที่นิยมม๊ากมาก ก็คือ ตุ๊กตาแม่ลูกดก นั่นเอง นอกจากนี้พวกของตั้งโชว์ แม่เหล็กติดตู้เย็น ก็ถือเป็นของฝากยอดฮิตเช่นกัน จริงๆ เสื้อผ้า หรือของแฟชั่นต่างๆ ที่รัสเซียราคาไม่แพงเลยครับ เพราะฉะนั้นใครที่ชอบช้อปปิ้ง แต่ไม่ซีเรียสว่าจะต้องเป็นคอลเลคชั่นใหม่เท่านั้น เตรียมเงินมาช้อปให้จุใจได้เลยนะครับ ส่วนพวกขนม ช็อกโกแลตต่างๆ แนะนำซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตครับ มีให้เลือหลากหลาย และราคาถูกมากๆ อ่านต่อ :ชี้ลายแทง! ของฝากรัสเซีย ไปเที่ยวรัสเซีย ซื้ออะไรดีนะ ? 10. เตรียมอะไรไปเที่ยวรัสเซียบ้าง🧣 อันดับแรกเลยก็คือ กายและใจ !! ตามมาด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ ยาสามัญประจำตัว ทิชชูเปียก คล้ายๆ กับการไปเที่ยวต่างประเทศทั่วไปล่ะครับ แต่ขอเพิ่มเติมนิดนึงกับ ‘กระเป๋าคาดเอว’ หรือ ‘กระเป๋าคล้องคอ’ เพื่อใส่เงินและเอกสารสำคัญอย่างพาสปอร์ตไว้ในนั้น แนะนำว่าอย่านำของเหล่านี้ใส่กระเป๋าสะพายข้างนะครับ ถึงแม้ว่าจะไปเที่ยวกับทัวร์ แต่ทั้ง 10 ทริคที่เราจัดมาให้ ต้องจำให้แม่น เพราะรับรองว่าจะได้ใช้แน่นอนครับ เอ้ารู้แล้วจะรออะไร กดไปจองทัวร์รัสเซียกันเลยดีกว่า ขอให้เที่ยวรัสเซียให้สนุกนะครับผม อ่านต่อ .. เที่ยวรัสเซียช่วงไหนดี..เดือนไหนมีอะไรให้ไปบ้าง?
ทัวร์ครับ ชวนรู้!  วิธีเตรียมตัวรับมือให้พร้อม ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ทัวร์ครับ ชวนรู้! วิธีเตรียมตัวรับมือให้พร้อม ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
ก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง นอกจากจะต้องจองทัวร์ต่างประเทศให้พร้อม เรายังต้องเตรียมตัวและร่างกายให้พร้อมก่อนการเดินทางด้วยนะครับ ในปัจจุบันบางครั้งในแต่ละประเทศก็จะมีการเหตุการฉุกเฉินไม่คาดฝันขึ้น เช่น โรคระบาดต่างๆ ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับระดับการเฝ้าระวัง หากจะต้องเดินทางไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยง จะได้ปฏิบัติตัวกันได้ถูกต้องและเที่ยวต่างประเทศได้อย่างปลอดภัยและราบรื่นครับ โดยหากเมื่อประเทศใด เกิดการระบาดของโรคติดต่อในพื้นที่ จะมีระดับการเฝ้าระวัง ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ ระดับที่ 1 ระดับจับตา ( Travel Watch )👁‍🗨 ในระดับที่ 1 นั้น ยังไม่ห้ามการเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ สามารถ เดินทางได้ตามปกติ ครับ เพียงแต่นักท่องเที่ยวอาจจะมีการป้องกันตัวเองเบื้องต้น ด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือหากใครที่ยังไม่ได่รับวัคซีนของโรคที่กำลังระบาด สามารถไปรับวัคซีนป้องกันได้ แต่ต้อง 21 วันก่อนเดินทางเท่านั้นนะครับ เพื่อให้วัคซีนได้มีเวลาเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเรานั่นเองครับ ระดับที่ 2 ระดับเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ( Travel Alert )📢 ในระดับที่ 2 นั้น ก็ยังคง อนุญาตให้เดินทางได้ตามปกติ เพียงแต่ทาง ภาครัฐจะมีคำแนะนำในการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง หากต้องเดินทางเข้าไปยังพื่นที่ของโรคระบาดครับ จะได้เดินทางได้อย่างปลอดภัย ราบรื่นและถูกต้องครับผม ระดับที่ 3 ระดับเตือนภัย (Travel Warning)⛔️ สำหรับระดับนี้ เรียกได้ว่าเป็นระดับสุดท้าย หากพื้นที่สุ่มเสี่ยงใดเข้าถึงระดับที่ 3 แล้วนั้นหมายความว่า ห้ามเข้าไปยังพื้นที่โดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูงซึ่งอาจทำให้เราติดเชื้อได้ครับ จึงไม่ควรเสี่ยงเข้าไปยังพื้นที่ระบาดโดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยนั่นเองครับ แต่ไม่ว่าระดับการเฝ้าระวังของพื่นที่นั้นจะอยู่ที่ระดับไหน หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีความเสี่ยงกับทารกในครรภ์ได้ครับครับ ทางที่ดีทัวร์ครับแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงนั้นไปก่อนจะดีที่สุดครับ และหากใครกำลังมีแพลนจะเดินทางไปพื้นที่สุ่มเสี่ยง ทัวร์ขอแนะนำให้คอยติดตามข่าวสารให้ดี และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง รับรองว่าจะได้เที่ยวเพลิน อย่างปลอดภัย สบายใจไร้กังวลแน่นครับผม แน่นอนว่าทัวร์ครับยังมีบทความดีดี ให้ได้ไปฟินกันต่อ กับเคล็ดลับสุดเด็ดเตรียมตัวเที่ยวต่างประเทศ ตามไปอ่านได้เลยที่... >>> เที่ยวยังไงให้รอด 7 เคล็ดลับ!! เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวต่างประเทศ <<<
10 อุบายที่สายเที่ยวควรระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในต่างแดน
พาพร้อม
ยุโรป
10 อุบายที่สายเที่ยวควรระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อในต่างแดน
วันนี้ทัวร์ครับเลยนำ 10 อุบายที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกนักท่องเที่ยวมาเล่าให้ฟังกันครับ ใครมีแพลนกำลังจะออกเดินทางไปยังที่ไหนก็ตาม ลองอ่านกันดูนะครับ จะได้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆจะได้ไม่โดนหลอก.. 1. หลอกถามทาง วิธีนี้เป็นวิธีที่ฮิตมากๆ ในแถบยุโรป เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะมีคนนึงในกลุ่ม แต่งตัวเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกับเรา ถือแผนที่ขนาดใหญ่ และเดินตรงเข้ามาขอความช่วยเหลือให้เราช่วยดูแผนที่ให้หน่อย ในขณะเดียวกันมิจฉาชีพคนอื่นๆ ก็จะอาศัยจังหวะที่เราไม่ทันระวังตัว มาแอบล้วงกระเป๋าหรือหยิบฉวยของเราไปนั่นเอง วิธีหลีกเลี่ยงพวกนี้ก็คือ อย่าไปคุย ให้เดินหนีเลยครับ พึงระลึกไว้เสมอว่า คนที่หลงทางจริงๆ จะมาถามนักท่องเที่ยวด้วยกันทำไม หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ระมัดระวังกระเป๋าให้ดีๆห้ามประมาทเลยล่ะ 2. ขอทาน คนไทยเราเป็นเหยื่อให้กับมิจฉาชีพที่ใช้วิธีนี้ได้ง่ายมากๆ เพราะด้วยพื้นฐานเราเป็นคนขี้สงสาร และมีน้ำใจ โดยวิธีที่คนร้ายจะใช้ก็คือ ปลอมตัวเป็นขอทาน (หรือขอทานจริง) เดินเข้ามาขอเงินกันโต้งๆ เลยครับ อาจจะมาในรูปแบบของเด็กเล็ก หรือคนแก่ที่น่าสงสารมากๆ และพอเราควักกระเป๋าสตางค์ออกมาก็ฉกกระเป๋าเราแล้ววิ่งหนีไปดื้อๆ เลย ซึ่งวิธีนี้พบได้ทั่วโลก!!นอกจากนี้อาจจะมีกรณีที่ ให้เงินกับขอทาน 1 คน แล้วโดนขอทานมารุมอีกเป็นสิบ !!ไม่ให้ก็ไปจากตรงนั้นไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นมิจฉาชีพรูปแบบหนึ่งเหมือนกันนะ ใครไปเที่ยวก็อย่าลืมเลี่ยงคนเหล่านี้ไว้ด้วยนะครับไม่งั้นจะเป็นเราเองที่ไม่มีเงิน 555555555+ 3.ให้เครื่องประดับ กำไลข้อมือ หรือของจุกจิก ทั้งสองอย่างนี้คือตัวอันตรายเลยครับ พวกมิจฉาชีพจะตรงดิ่งเข้ามาหาคุณ และ พยายามยัดเยียดของที่จะใส่ให้ข้อมือของคุณให้จงได้ ถ้าเจอต้องรีบหนีอย่างด่วนๆ เพราะหากเผลอรับมาแล้ว อาจจะต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลสำหรับสายสิญจน์เส้นเล็กๆ หรือบางครั้งอาจจะเป็นการดึงความสนใจของคุณ เพื่อล้วงกระเป๋าก็ได้ครับ ซึ่งวิธีนี้มักจะเจอที่แถบยุโรป ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์กครับ 4. การแสดงริมถนน จำไว้ให้มั่นเลย ว่าหากมีการแสดงริมถนนที่มีการล้อมวง คนเยอะๆ อย่าไปสนใจ อย่าไปอยากรู้อยากเห็นเด็ดขาด เพราะเป็นแหล่งทำงานชั้นดีของเหล่ามิจฉาชีพเลยล่ะ พวกนี้จะอาศัยจังหวะที่เราสนใจการแสดง ล้วงกระเป๋าหรือขโมยของเรา วิธีนี้พบเจอได้ทั้งประเทศในเอเชียเรา และทางแถบยุโรปเลยครับ ถ้าไปยืนดูการแสดง ทัวร์ครับก็แนะนำให้ปิดกระเป๋าให้มิดชิดและเอากระเป๋ามาไว้ด้านหน้าลำตัวหรือดูแลจับตามองกระเป๋าเราให้ดี จะได้ไม่เปิดช่องให้มิจฉาชีพได้มาขโมยกันได้ง่ายๆ 5. ถ่ายรูปให้หน่อย อย่าแปลกใจถ้าหากคุณไปท่องเที่ยวกับแฟนเพียงสองคนแล้วอยากมีรูปคู่ แต่ไปขอให้ใครช่วยถ่ายก็ไม่มีใครถ่ายให้ เพราะการขอให้ช่วยถ่ายรูป ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มิจฉาชีพชอบใช้เช่นกันครับ โดยพวกเค้าจะทำทีมาขอให้เราถ่ายรูปให้ ด้วยกล้องที่ใช้งานไม่ได้ และพอเราส่งคืนเค้าก็จะแกล้งทำตก และแน่นอนว่าเราต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เค้าด้วยราคาที่แพงมากเลยล่ะ 6. ถ่ายรูปให้ไหม นอกจาก ถ่ายรูปให้หน่อย แล้ว วิธีถ่ายรูปให้ไหม ก็ยังเป็นวิธียอดฮิตของเหล่ามิจฉาชีพเช่นเดียวกัน ซึ่งมักจะเข้าหานักท่องเที่ยวที่มาคนเดียว หรือมาเป็นคู่รักครับ โดยถ้าเราหลงกล เค้าก็อาจจะเก็บค่าถ่ายรูปกับเราในราคาแพงแสนแพง บางทีหนักหน่อย ก็อาจจะโดนวิ่งราวกล้องไปต่อหน้าต่อตาเลยครับ 7. ตำรวจปลอม วิธีนี้น่ากลัวมากๆ และเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยครับ เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะทำทีว่าตัวเองเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ มาขอดูพาสปอร์ตของเรา หรือวีซ่าของเรา แล้วบอกว่าวีซ่าเรามีปัญหา หรือแกล้งบอกว่าเราทำอะไรผิดต่างๆ นานา ก่อนจะแกล้งทำทีเสนอให้เราจ่ายค่าปรับตรงนี้แทนที่จะไปสถานีตำรวจ ถ้าเราไม่ยอมให้ก็อาจจะข่มขู่ มากไปถึงการทำร้ายร่างกายเลยล่ะ วิธีแก้ง่ายๆคือให้เราค้นหาเบอร์ตำรวจของประเทศนั้นๆ ไว้ พอเจอพวกนี้เข้ามาปั๊บ ก็โทรหาตำรวจตัวจริงก่อนเลย 8. ตั๋วปลอม ในระหว่างที่เราต่อแถวรอซื้อตั๋วเพื่อเข้าสถานที่ต่างๆ หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ก็อาจจะมีมิจฉาชีพเข้ามาทำทีอ้างว่ามีตั๋วมาขายในราคาที่ถูกกว่าบอกเลยว่าอย่าไปหลงกลเด็ดขาดนะครับ ถึงราคาจะถูกกว่าครึ่งหนึ่งก็ตาม เพราะตั๋วที่ได้มามักจะเป็นตั๋วปลอม ใช้งานไม่ได้ นอกจากเสียเงินแล้วยังเสียเวลาอีก เซ็งแย่ 9. แท็กซี่เถื่อน รู้ๆ กันอยู่แล้วล่ะเนอะข้อนี้ เพราะในบ้านเราก็มี (เฮ้อ...พูดแล้วเซ็ง) และแน่นอนว่าทั่วโลกก็มีเช่นกันครับ แท็กซี่พวกนี้จะไม่ยอมกดมิเตอร์ และชาร์จราคาแพงกว่าปกติ วิธีหลีกเลี่ยงง่ายๆ ก็คือใช้บริการรถไฟฟ้าให้คล่อง หรือเรียกรถจากแอพต่างๆ ที่มีให้บริการดีกว่า 10. คนน้ำใจงาม เหมือนจะดูเป็นคนดี แต่พวกนี้บอกเลยว่าร้ายสุดๆ เพราะในขณะที่เรากำลังยกกระเป๋าขึ้นรถไฟ หรือแบกกระเป๋าเดินทางใบโตไปไหนมาไหนดูท่าทีลำบ๊ากลำบาก มิจฉาชีพพวกนี้ก็จะทำทีแสดงน้ำใจ มาช่วยเรายกของ ขนของ และพอเสร็จก็จะขอเงินจากเรานั่นเอง ถ้าหากไม่จ่ายก็อาจจะโดนข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายนั่นเองครับ เห็นมั้ยล่ะครับ? ว่าการเที่ยวแต่ละครั้งก็ไม่ได้มีแต่ความสุข แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่มาเล่าจะทำให้กลัวจนไม่อยากเที่ยวนะครับ ต้องอย่าลืมรู้จักป้องกันตัวเอง ดูแลตัวเอง และระมัดระวังตัวเองอย่างดี เพียงเท่านี้ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ และแน่นอนว่ามาเที่ยวกับทัวร์ครับ ปลอดภัยหายห่วง.. ใครกำลังจะไปเที่ยว อ่านต่อนี่เลย !! >> จัดกันมันส์ทุกทริป ! 10 ทริคเที่ยวต่างประเทศแบบประหยัด
5 ที่สุด!  รีวิวทัวร์เวียดนาม Pantip เที่ยวเวียดนามแบบชัวร์ๆ ฉบับคนง้อทัวร์!
พาพร้อม
เวียดนาม
5 ที่สุด! รีวิวทัวร์เวียดนาม Pantip เที่ยวเวียดนามแบบชัวร์ๆ ฉบับคนง้อทัวร์!
เวียดนาม (Vietnam) อีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก เพราะการไปเที่ยวเวียดนามนั้นราคาไม่แพง แถมที่เที่ยวเวียดนามยังจัดได้ว่าดีงาม มีการผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรมได้อย่างลงตัว เราจึงมักได้เห็นเหล่านักเที่ยวชาวไทย กลับมาเขียนรีวิวความดีงามของเวียดนามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเอง หรือไปกับทัวร์เวียดนาม ต่างก็ให้ความฟินที่แตกต่างกัน หลายคนอาจจะได้เห็นรีวิวเที่ยวเวียดนามด้วยตัวเองกันไปเยอะแล้ว วันนี้ทัวร์ครับจึงได้รวบรวมรีวิวเที่ยวเวียดนามแบบทัวร์ๆกันบ้าง กับ 7 ที่สุด! รีวิวทัวร์เวียดนาม Pantip จะสนุกสนานแค่ไหน ตามไปอ่านกันเลยคร๊าบบบ... [CR] Review...เที่ยวเวียดนาม(กลาง)แบบง้อทัวร์ ไม่ต้องกลัวหลงทาง เริ่มกระทู้ทัวร์เวียดนาม Pantip กระทู้แรก กับประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก เที่ยวเวียดนามแบบไม่ต้องวางแผน กับคุณแม่ จะสนุกสนาน ฮาขนาดไหน ต้องไปติดตามครับ อ่านกระทู้เพิ่มเติม >>> https://pantip.com/topic/33947715 เวียดนามเหนือ ซาปา - นิงบิงห์ - ฮาลอง 9-12 มิถุนายน 2017 ประสบการณ์การไปเที่ยวเวียดนามครั้งแรก กับทัวร์เวียดนาม ไม่ต้องกังวลเรื่องอุปสรรคทางภาษาตะลอนทัวร์เวียดนามเหนือแบบสบายใจ กับ 3 เมืองยอดฮิตแห่งเวียดนามเหนือ อ่านกระทู้เพิ่มเติม >>> https://pantip.com/topic/36579125 รีวิว: ทัวร์ เวียดนาม-ฮานอย-ฮาลองเบย์ รีวิวการไปทัวร์เวียดนาม กับที่เที่ยวสุดฮิตประจำเวียดนาม อย่าง ฮานอย และ ฮาลองเบย์ กับทริปสั้นๆ เพียง 3 วัน 2 คืน จัดเต็มเรื่องอาหารและที่เที่ยวสไตล์ครอบครัว อ่านกระทู้เพิ่มเติม >>> https://pantip.com/topic/32231929 [CR] เที่ยวต่างประเทศครั้งแรก เวียดนาม แบบฉบับไปกับทัวร์ 4 วัน 3 คืน การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก กับทัวร์เวียดนาม 4 วัน 3 คืน หลังจากเก็บข้อมูลด้วยการรีวิวเที่ยวเวียดนาม Pantip มาหลายกระทู้ ก็ถึงเวลาออกไปสัมผัสความสวยงามของเวียดนามด้วยตาตัวเอง จึงกลายเป็นกระทู้ทัวร์เวียดนามสไตล์ทัวร์ๆ กับความสนุกแบบรัวๆ ที่คนไม่เคยเที่ยวทัวร์เวียดนาม ต้องอ่าน! อ่านกระทู้เพิ่มเติม >>> https://pantip.com/topic/37269730 [CR] ทริปเวียดนาม 4 วัน 3 คืน (ซาปา-ฟานซีปัง -นิญบิง-จ่างอาน-ฮานอย) จากแผนเที่ยวด้วยกันก่อนเรียนจบ ของวัยรุ่นมหาลัย กับการออกแบบทริปสไตล์ Backpack ผสมกับทัวร์เวียดนามหน่อยๆ จนกลายเป็นประสบการณ์แห่งความประทับใจของทริปเวียดนาม 4 วัน 3 คืน ที่ใครก็ไปตามรอยกันได้ครับ อ่านกระทู้เพิ่มเติม >>> https://pantip.com/topic/37593920 แต่ละกระทู้รีวิวทัวร์เวียดนามที่ทัวร์ครับ จัดให้มานั้น ถือว่าเด็ดดวงกันทุกกระทู้จริงๆครับ แต่ละกระทู้ก็จะได้รับประสบการณ์ความประทับใจที่แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันก็คือ เวียดนาม เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์สเน่ห์จริงๆ ใครได้ไปก็ต่างตกหลุมรัก ยิ่งหากไปทัวร์เวียดนามคุณภาพจากทัวร์ครับแล้วล่ะก็ รับรองว่าต้องเต็มไปด้วยประสบการณ์ดีดี และความสะดวกสบายยิ่งกว่า ถ้าได้ทัวร์เวียดนามที่ถูกใจแล้วล่ะก็ ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปเตรียมตัวเที่ยวเวียดนามกันอีกขั้น กับ... >>>เปิดถุงช้อป! 5 ของฝากเวียดนาม ไม่ซื้อจะพลาดมากกกก…<<<
10 เรื่องน่ารู้ก่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส - ไปทั้งที ต้องไม่มีคำว่าพลาด!
พาพร้อม
ฝรั่งเศส
10 เรื่องน่ารู้ก่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส - ไปทั้งที ต้องไม่มีคำว่าพลาด!
แผนที่ :France 1. รู้ภาษาฝรั่งเศสไว้บ้าง แน่นอนว่าไปฝรั่งเศสต้องเจอกับภาษาเจ้าถิ่น เพราะเป็นภาษาราชการ ยกเว้นตามจุดที่ต้องบริการนักท่องเที่ยวถึงจะมีการใช้ภาษาอังกฤษบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไปเที่ยวฝรั่งเศส ก็ควรรู้ภาษาของเค้าไว้บ้างนะคะ เพราะบางทีเราอาจจะต้องใช้ในการถามทาง อ่านป้าย หรือใช้พูดขอบคุณ ขอโทษ ก็จะดีไม่น้อยเลยล่ะ 2. ชาวฝรั่งเศส ไม่นิยมให้ทิป เราอาจจะเคยชินกับการให้ทิปตามร้านอาหาร หรือเวลาใช้บริการอะไรก็ตามที่เรามักจะเหลือเศษเงินเอาไว้เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่ที่ฝรั่งเศสไม่นิยมให้ทิปกันนะครับ เพราะค่าบริการส่วนใหญ่นั้นมีการรวม Service charge ไปด้วยแล้วนั่นเอง อย่าแปลกใจถ้าเราให้ทิปพนักงานแล้วเค้าไม่รับนะคะ บางที่เค้ามีกฎกันเลยทีเดียวล่ะ 3. ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า The customer is always right หรือ ลูกค้าคือพระเจ้า แต่บอกเลยว่าคำนี้ใช้ไม่ได้ที่ฝรั่งเศสครับ เพราะเค้าก็มองเราเป็นแค่ลูกค้าคนนึงเท่านั้น ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าบริการของเค้าจะแข็งๆ ไม่ได้นอบน้อมเหมือนคนไทยเรา แถมบางทีเอาแต่ใจไปด้วยซ้ำ เช่น การเปิดร้านไม่เป็นเวลา เปิดตามใจตัวเอง อะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นอย่าเผลอไปงี่เง่าใส่เค้านะครับ 4. คนฝรั่งเศสชอบคำชม เจ้าบ้านเค้าจะยินดี และปลื้มปิติมากๆ หากได้ยินใครชมเมืองของเค้าให้ได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการชมสถานที่ท่องเที่ยว ชมตึกรามบ้านช่อง ชมรสชาติของอาหารหรือไวน์ เค้าก็แฮปปี้ทั้งนั้น และจะหน้าบูดและไม่ยินดีแน่นอนถ้าหากได้ยินคำติ เพราะฉะนั้นต่อให้เราเซ็ง หรือไม่ชอบอะไรของเค้า ก็จุ๊ๆ เก็บไว้ในใจก่อนนะครับ ชมไว้ก่อนพ่อสอนไว้ อิอิ 5. เที่ยวอย่างระมัดระวังตัว เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่า โจรที่น่ากลัวที่สุดในโลก คือ โจรยุโรป ! และแน่นอนว่าที่ฝรั่งเศสก็มีเช่นกันนะจ๊ะ ซึ่งมิจฉาชีพที่มีมาหลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอาของมายัดใส่มือ การเสนอตัวถ่ายรูปให้ การแกล้งเดินชนแล้วเรียกร้องค่าเสียหาย หรือแม้กระทั่งขโมยกันโต้งๆ ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าเผลอไปรับอะไรจากคนแปลกหน้า และเก็บของมีค่าให้มิดชิดและใกล้ตัวที่สุดนะครับ 6. เก็บของมีค่าให้มิดชิดที่สุด จากข้อที่แล้ว ขอยกมาแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของการเก็บของมีค่านะครับเพราะมิจฉาชีพที่นั่นนอกจากมาในรูปแบบหลากหลายแล้ว การขโมยซึ่งๆหน้า การล้วงกระเป๋าก็มีมากเหมือนกัน แนะนำว่าให้เก็บเงินและโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าคาดอก หรือกระเป๋าแบบที่เราใช้เล่นสงกรานต์ แล้วคล้องหรือสะพายไว้ด้านในเสื้อผ้าอีกทีนะครับ ห้าม !! ใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ หรือกระเป๋าสะพายข้างเด็ดขาด เพราะเดี๋ยวจะหายไม่รู้ตัวเด้อออ 7. ใช้ Metro เป็นแล้วจะสบาย การเที่ยวฝรั่งเศสแบบสบายที่สุด คือการใช้ Metro หรือรถไฟใต้ดินเป็นยานพาหนะหลักนั่นเอง เพราะสามารถพาเราไปได้แทบทุกที่ในฝรั่งเศสเลยค่าา เก็บแลนด์มาร์คได้ครบ แถมประหยัดเวลา และประหยัดเงินอีกต่างหาก แต่ข้อสำคัญคือ ต้องระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะใน Metro ก็มีมิจฉาชีพเยอะเหมือนกัน 8. ศึกษาแผนที่ และทางลัดให้แม่น เส้นทางในฝรั่งเศส ขึ้นชื่อว่าง่ายต่อการหลงทางมากๆ เพราะฉะนั้นควรศึกษาแผนที่ให้ดี และถ้าหากต้องการใช้ทางลัด ก็ควรเลือกทางที่ไม่ยากเกินไป จำง่ายๆ ไปง่ายๆ จะสะดวกมากกว่า บอกเลยว่าเผลอเลี้ยวผิดนิดเดียว อาจจะหลงทางจนมึนเลยก็เป็นได้ใครจะไปเที่ยวฝรั่งเศสอย่าลืมวางแพลนเที่ยวดีๆล่ะ อ่านต่อ :5 อันดับสถานที่เที่ยวฝรั่งเศส สวยพราวเสน่ห์ ประเทศสุดศิวิไลซ์ 9. เช็ควันหยุดราชการให้ดี ที่ฝรั่งเศสจะมีวันหยุดราชการทั้งหมด 11 วัน คือ วันที่ 1 มกราคม, วันที่ 1 และ 8 พฤษภาคม, วันจันทร์หลังวันอีสเตอร์, วันฉลองการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู (ซึ่งจะตรงกับวันพฤหัสหรือสี่สิบวันหลังจากวันอีสเตอร์), วันสมโภชพระจิต (ซึ่งจะตรงกับวันจันทร์หรือห้าสิบ วันหลังจากวันอีสเตอร์), วันที่ 14 กรกฎาคม, วันที่ 15 สิงหาคม, วันที่ 1 และ 11 พฤศจิกายน และวันที่ 25 ธันวาคม วันเหล่านี้สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหารมักจะปิดทำการ เพราะฉะนั้นอาจจะเซ็งๆหน่อยหากไปแล้วเจอกับเมืองเงียบๆ ก่อนวางแพลนลองเช็ควันกันดีๆนะครับ เดี๋ยวเหงาไม่รู้ด้วยนะ.. 10. ร้านอาหารไม่ได้เปิดทั้งวัน ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ฝรั่งเศส จะเปิดให้บริการเป็นช่วง คือมื้อเที่ยง เวลา 12.00 น. - 15.00 น. และมื้อเย็น เวลา 19.00 น. - 23.00 น. เพราะฉะนั้นวางแผนดีๆ ไปถึงแล้วเจอป้าย Close แล้วจะหงุดหงิดเอาได้ แถมยังอดกินอีกด้วย ถ้ารู้แล้วว่าก่อนไปฝรั่งเศสควรเตรียมตัวยังไงบ้าง ก็อย่าลืมแชร์บอกเพื่อนๆ ผู้ร่วมทริปกันด้วย การไปเที่ยวฝรั่งเศสประเทศอันสวยงามนี้ จะได้มีแต่เรื่องราวน่าจดจำ ไม่ต้องมีอะไรติดขัดให้เซ็ง และถ้าใครที่สนใจเที่ยว ทัวร์ฝรั่งเศส ราคาสุดคุ้ม เก็บครบ !! สถานที่ไฮไลท์ในฝรั่งเศส คลิกที่นี่ได้เลย :https://tourkrub.co/france-tour เที่ยวครบจบที่เดียว !!
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
โตเกียว 1. Toco.-Tokyo Heritage Hostel ที่พักสุดชิค อยู่ในย่าน อูเอโนะ อายุมากกว่า 100 เป็นที่พักที่ฮอตมากสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ทำให้ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ 2.Tokoyo Hutte เป็นโฮสต์เทลที่มีบรรยากาศและการตกแต่งเสมือนคาเฟ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Oshiageภายในเป็นสภาพคล้ายๆคาเฟ่ มีบรรยากาศสบาย ๆ ที่เราสามารถเข้าไปนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดื่มกาแฟได้ สามารถใช้ Wi-Fi ฟรี แถมยังมีให้เลือกทั้งห้องพักแบบส่วนตัวและส่วนรวมมีทั้งห้องนอนแบบเตียงสองชั้นและฟูกสไตล์ญี่ปุ่นที่มาพร้อมผ้าม่านและที่กั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับ ใครที่ชอบบรรยากาศสบาย ๆ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ที่เหมาะสมมากๆเลยทีเดียว 3. Keio Plaza Hotel ใกล้สถานี สามารถเดินจากสถานี JR Shinjuku อยู่ฝั่งตรงข้าม เพียง3 นาทีเท่านั้น มี Free shuttle ไป Disneyland ด้วย บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างใหญ่ อาหารเช้าอลังการ มีห้องอาหารสองห้อง สามารถให้เลือกกินได้ทั้งสองห้อง 4. Asakusa View Hotel เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้วัด อาซากุสะ ดองกี้ และแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ โรงแรมที่จัดว่าโอเค พนักงานให้ความช่วยเหลือดี ห้องมีขนาดใหญ่ สามารถเดินจาก สถานี tawaramachi (G18) ประมาณ 10 นาที หรือ 700 เมตร ใกล้กว่าสถานี asakusa(G19) 2 ข้างทางมีร้านอาหาร ร้านค้าตลอดทาง สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ จากโรงแรมเดินไปเที่ยววัดไม่ไกล หากลงจากนาริตะ มี ลิมูซีนบัสจอดหน้าโรงแรม ราคาเพียง 2800 เยน เท่านั้นเอง 5. Sakura Hotel Ikebukuro เป็นโรงแรมที่ราคาไม่แพง สะอาด อยู่ในย่านครื้นเครง ใกล้สถานี JR Ikebukuro เป็นจุดศูนย์กลางของรถไฟหลายๆ สาย จึงเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก เที่ยวโตเกียว >> คลิก โอซาก้า 1. toyoko inn namba เป็นโรงแรมที่สามารถเดินไปใต้ดิน Namba ได้ในระยะทาง 700 เมตร และสามารถเดินต่อไปถึง dotonburi อีก300 เมตร สามารถนั่ง นันไก ไลน์ ( Nankai Line ) จากสนามบินคันไซมาสุดสาย เดินทางแค่ 2 บล็อคเท่านั้น ก็จะเห็นโรงแรม อีกทั้งยังไปไหนมาไหนสะดวก อาหารหาทานได้ง่ายอีกด้วย 2. Chisun Hotel Shinsaibashi โรงแรมนี้อยู่ติดสถานีรถไฟใต้ดิน Nagahoribashi อยู่ในระยะที่เดินไปชินไซบาชิ นัมบะ และโดทงบุริได้ ใกล้แหล่งช้อปปิ้งมากมาย 3. Hotel Kanade โรงแรมเล็กๆ ย่าน Namba หน้าโรงแรมเป็นทางลงรถไฟฟ้าสถานี Namba เดินประมาณ 5 นาทีจาก Dotombori และกูลิโก๊ะ เดินเพียง 500 เมตร สะดวก ใกล้ร้านอาหาร สามารถหาทานได้ง่าย 4. Yoshi House ที่พักสไตล์ย้อนยุคสู่สมัยโชวะ ห่างจากสถานี Osaka-Namba ประมาณ 500 เมตร สามารถเดินจากโรงแรมมายังสถานีได้ไม่ยาก ภายในห้องมีขนาดกว้างมาก แถมใกล้ๆที่พักยังมี family mart อยู่ใกล้ๆอีกด้วย สามารถเดินไปยัง dotonburi shinsaibashi ได้ง่าย 5. Hotel New Hankyu Osaka โรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟสำคัญๆหลายสาย เช่น Osaka , Umeda ร้านอาหารบริเวณรอบโรงแรมมีค่อนข้างเยอะ รายล้อมไปด้วยห้างใหญ่ เช่น Daimaru, Grand Front Osaka, Lucua, Yodobashi, HEP Five, Hanshin, Hankyu ภายในไม่ใหญ่มาก แต่สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่มีปัญหาเรื่องปลั้กเสียบเพราะมีให้เยอะมากๆ สามารถปรับแอร์/ฮีทเตอร์ได้ มีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวัน มี Wifi ให้ มีน้ำดื่มฟรีเติมให้ทุกวัน มีร้านอาหารภายในโรงแรมมากมายหลายร้าน เที่ยวโอซาก้า >> คลิก เกียวโต 1. Ryokan Shimizu : พักสบาย ใกล้สถานี เกียวโต มีออนเซ็น เป็นที่พักสำหรับผู้ที่มีความชอบความเป็นญี่ปุ่นมากๆ นอนบนฟูกนุ่มๆบนเสื่อ ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ความพิเศษของที่นี่ก็คือ สำหรับใครที่อยากมาแช่ออนเซ็น แต่เขินอาย ไม่กล้าแช่ห้อง ที่นี่ก็สามารถตอบโจทย์มากๆ เพราะภายในมีที่แช่ออนเซ็นส่วนตัวอีกด้วย 2. Ohto Ryokan : เรียวกังราคาประหยัด บรรยากาศดี ใกล้สถานีรถไฟ Shichijo ภายในมีทั้งห้องพักแบบส่วนตัว ที่พักได้สูงสุดถึง 5 คน และแบบรวม มีห้องน้ำรวม และอุปกรณ์ครบครันทุกอย่างให้เป็นอย่างดี 3. Sakura Terrace The Gallery : เป็นที่พักที่มีบรรยากาศดี เงียบสงบ สะอาด พนักงานให้การต้อนรับดีมาก ห้องตกแต่งสวย พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ มีเตาผิง และบ่อน้ำร้อน ไวไฟแรง ใกล้แหล่งช็อปปิ้งของเกียวโต สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย จาก สถานี JR เกียวโต หน้าฝั่งชินกันเซ็นเลย เดินแค่ 200 เมตรข้ามถนนมาก็ถึงเลย 4. Mitsui Garden Hotel Kyoto Shijo :เป็นที่พักใจกลางเมืองเกียวโต โรงแรมไม่ไกลจากสถานีรถไฟ (แต่ก็ไม่ใกล้มากนัก) มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงแรม มีบริการขนส่งสาธารณะในระยะ 380 เมตร สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดเรียบร้อย บริการดี สามารถฝากกระเป๋า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีออนเซนที่ชั้น 1 ของโรงแรม และเครื่องนวดไฟฟ้าให้ใช้ฟรี ใกล้ร้านมินิมาร์ท และแหล่งช้อปปิ้งของเกียวโต 5. Kyoto Century Hotel : ที่พักติดสถานีรถไฟ JR KYOTO สามารถเดิน 2 นาทีไปยังสถานีเกียวโต สะดวกมากๆ ห้องพักกว้าง เตียงใหญ่ มีบริการ Smart Phone ที่เชื่อมต่อกับ Internet ได้อีกด้วย เที่ยวเกียวโต >> คลิก ฮอกไกโด 1. The Stay Sapporoเป็นที่พักที่บรรยากาศเป็นกันเองมากๆ อบอุ่นสุดๆ ชิลๆ เก๋ๆ แนวๆ ใน 1 ห้อง จะมีหลายๆ เตียงอยู่ภายใน มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น “แบบใช้ส่วนรวม” สามารถลงสถานี Susukino ไปประมาณ 10-15 นาที โดยรวมที่พักสะอาดและค่อนข้างใหม่ แถมราคาไม่แพงอีกด้วย 2. HOTEL MYSTAYS Sapporo Nakajima Park Annex ที่พักไม่ใหญ่มากใจกลางเมือง ตั้งอยู่ห่างจากสวนสาธารณะ Nakajima Koen Park เป็นระยะทางเพียง 1 ช่วงตึก และตั้งอยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen โดยใช้เวลาเดิน 7 นาที ที่พัก Wi-Fi ฟรี ห้องพักสะอาด สะดวกสบาย พร้อมไมโครเวฟ อุปกรณ์ครบครัน คุ้มค่า คุ้มราคาสุดๆ โรงแรมมีร้านสะดวกซื้อ SeicoMart มีบริการน้ำแข็งให้กดฟรี ห้องเล็กตามแบบญี่ปุน แต่สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ 3.Richmond Hotel Sapporo Odoriตั้งอยู่ใน ย่าน Tanukikojiซึ่งเป็นแหล่งใจกลางย่านช้อปปิ้ง ขนาดห้องพัก เป็นห้องพักขนาดเล็กสไตล์ญี่ปุ่น มีอุปกรณ์ใช้สอยครบครัน แถมยังใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหาร สามารถเดินทางสะดวก เพราะมีทั้งสถานีรถไฟใต้ดินและรถราง ตรง Lobby มีทางออก ทำให้สามาถเดินออกไปช้อปปิ้ง โดยทางล็อบบี้ไปได้เลย ง่ายมากๆเลยทีเดียว ส่วนในล็อบบี้จะมีเอกสารแจกฟรี ทั้งที่ท่องเที่ยว พร้อมทั้งบริการเช่ารถ และส่วนลดต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คนไทยสาบช้อปปิ้งอย่างเรา นิยมไปพักกันมากๆเพราะเดินทางสะดวกสุดๆไปเลยจ้า 4. Marks Inn Sapporo ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ประมาณ 10 - 15 นาทีเดินไปหอนาฬิกา อยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen ออกไป 400 เมตร โดยใช้เวลาเดิน 3 นาที มีบริการอาหารเช้าพร้อมขนมปังอบสดใหม่ ห้องพักมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สะอาด มีบริการ WiFi ฟรี 5. Smile Hotel Hakodate โรงแรมหน้า JR station ตรงข้ามกับสถานี JR Hakodate เดินออกมาจากสถานีก็เลี้ยวซ้าย เดินประมาณ 200 เมตร 2 นาทีเท่านั้นก็เจอเลย หาง่าย พนักงานให้บริการดี ราคาประหยัดและยังมีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านสะดวกซื้อ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ให้ครบที่หน้าเคาเตอร์ มีตู้กดน้ำในโรงแรม อาหารเช้าราคา 550 เยน ถือว่าคุ้มค่ามาก ข้างโรงแรมมีร้านราเมงและซูชิ เปิดถึง 4 ทุ่ม ตอนเช้าสามารถเดินข้ามไป 2 Blocks ก็เจอตลาดเช้า หมดห่วงเรื่องอาหารการกินแน่นอน เที่ยวฮอกไกโด >> คลิก ฟุกุโอกะ 1. Candeo Hotel Fukuoka Tenjin ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tenjin โดยใช้เวลาเดิน 10 นาที มี Wi-Fi ฟรี ห้องพักทันสมัย อ่างอาบน้ำสาธารณะ ห้องซาวน่า ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมอ่างอาบน้ำ เครื่องเป่าผม และเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี ที่สำคัญมีออนเซ็นด้านบน ใกล้แหล่งช้อปปิ้งของฟูกูโอกะ สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย ถือว่าเป็นที่พักที่คุ้มค่ามากๆเลย 2. Hotel Sunroute Hakata Fukuoka อยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียงนิดเดียวเท่านั้น สามารถเดินทางไปสนามบินได้ภายในเวลาประมาณ 5 นาที เดินทางสะดวกสบาย ตั้งอยู่ใกล้ Hakata Deitos, Hakata Hankyu, JR Hakata City Amu Plaza Hakata ใกล้แหล่งชอปปิ้ง พนักงานเป็นกันเอง ภายในขนาดห้องไม่ใหญ่มาก แต่สะอาดมาก มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ และมีร้านอาหารอยู่ใกล้มาก 3. Kia Ora Budget Stay ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR Hakata Train Station ใช้เวลาเดินเพียง 10 นาที ใช้เวลาเดิน 20 นาที จาก Ohori Park และห่างจากสนามบิน Fukuoka Airport ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟ 15 นาที มีห้องพักสไตล์ห้องพักรวมค่อนข้างทันสมัย และห้องพักส่วนตัว มี Wi-Fi ฟรี ราคาประหยัด ระหว่างทางมีร้านค้ามากมาย หาของกินง่าย มีห้องครัวส่วนกลางสำหรับปรุงอาหารเพื่อรับประทานเอง มีคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานฟรี พนักงานสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดมาก ตรงข้ามอีกฝั่งถนนมีมินิมาร์ท สามารถหาอาหารทานได้ง่าย ที่สำคัญภายในที่พักมีไกด์แนะนำเที่ยวเมืองฟุกุ แนะนำร้านอาหาร ให้ข้อมูลได้ดี หากไปกันเป็นกลุ่ม พักที่นี่ก็สนุกดี มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ให้บรรยากาศที่อบอุ่นมาก สามารถเช่าจักรยานปั่นรอบเมืองได้ 4. Hakata Miyako Hotel ที่ตั้งอยู่หน้า JR hakata เลย สะดวกทั้งการใช้รถไฟ subway และรถโดยสาร อยู่ใกล้ห้าง yobaodoshi และสามารถเดินไป canal city ได้ภายใน 15 นาที มีบริการจักรยานให้เช่ามีบริการที่จอดรถในสถานที่ สะดวกต่อผู้ที่เดินทางมาโดยรถยนต์ พนักงานก็สุภาพ ให้บริการดี บริเวณรอบๆโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อมากมายทั้ง familymart lowson 7-11 เดินทางสะดวกมากๆ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี มีของใช้ให้ครบหมดทุกอย่าง 5. Hakata Green Hotel 2 โรงแรมเป็นสไตล์โมเดิน ทางเดิน ห้องพัก ค่อนข้างสะอาด มีอุปกรณ์พื้นฐานให้ครบ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR hakata เป็นระยะทางเพียง 250 ม. มี Wi-Fi ฟรี ที่สะดวกสบาย โรงแรมสะอาด ทันสมัย อุปกรณ์อำนวนความสะดวกครบครัน ด้านหน้ามีแหล่งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออยู่รอบๆ มีช้อปปิ้งมอลล์ Canal City Hakata อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดิน 10 นาที หอคอย Fukuoka Tower อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 15 นาที สนามบิน Fukuoka Airport อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาโดยสารรถไฟ 5 นาทีจากสถานี Hakata Station ด้านล่างของโรงแรมมีมินิมาร์ท และร้านอาหารหลายร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม เที่ยวฟุกุโอกะ>> คลิก
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
มาแว้วววว กับ พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี2018 ฉบับล่าสุดจาก Zekkei Japan ที่ทัวร์ครับรวบรวมมาให้เหล่านักล่าใบไม้เปลี่ยนสีทั้งหลายได้มีเวลาเตรียมพร้อม โดยในปี 2018 ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คาดการณ์ว่าจะเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัว ศึกษาข้อมูลพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีให้ดี ว่าแล้วเรามาเริ่มต้นกันเลยที่... ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido) แน่นอนว่าภูมิภาคแรกที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมาเยือนก่อนเสมอคือ ฮอกไกโด นั่นเองค่ะ เนื่องจากภูมิภาคฮอกไกโดตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่นทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ส่งผลให้ใบไม้ที่จะเปลี่ยนสีเป็นที่แรกในญี่ปุ่นค่ะ ทั่วทั้งฮอกไกโดจะเต็มไปสีส้มแดง สดใสไปทั่วบริเวณเลยทีเดียวค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:โจซังเค (Jozankei) เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ทั่วบริเวณของฮอกไกโด แต่สถานที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามขอบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ทัวร์ครับขอยกให้ที่นี่เลย โจซังเค ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงซัปโปโร เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำพุร้อนและออนเซ็น และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี เราจึงสามารถชื่นชมบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกับแช่ออนเซ็นแบบฟินๆ หรือจะเดินเลียบลำธารดื่มดำกับภาพความสวยงามของธรรมชาติหก็ได้เช่นกัน ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม สีสันของใบไม้เปลี่ยนสีก็เข้าสู่ภูมิภาคโทโฮคุค่ะ ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู พูดง่ายๆก็คืออยู่ด้านบนโตเกียว เป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติอันแสนอดมสมบูรณ์ ภูมิภาคโทโฮคุจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดฮิตของญี่ปุ่นค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:ภูเขาฮักโกดะ(Hakkodasan) ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอะโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในการชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮคุ โดยเราสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยน หรือจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของใบไม้เปลี่ยนสีแบบใกล้ชิดกับเส้นทางเดินชมใบไม้เปลี่ยนสี ก็เป็นอีกกิจกรรมที่นักล่าใบไม้เปลี่ยนสีไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาดค่ะ ภูมิภาคชูบุ (Chubu) เขยิบลงมาอีกหน่อยที่ภูมิภาคชูบุ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูมิภาคคันโค และคันไซ เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง และมีความกหลากหลายทางภูมิศาสตร์ จึงทำให้ภูมิภาคชูบุมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล ออนเซ็น แต่ที่สำคัญเลยคือสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ในสุดยอดใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: หุบเขาโครังเค (Korankei) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก หุบเขาโครังเค สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสุดอลังการ เมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาเยือน ทั่วทั้งหุบเขาโครังเค ก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีส้มแดงไปทั่วทุกพื้นที่ เป็นภาพความสวยงามอันน่าประทับใจ และที่สำคัญอย่าลืมถ่ายรูปคู่กับ สะพานไม้ไทเกะสึเคียว (Taigetsukyo Bridge)สะพานไม้สีแดงอันโดดเด่น ที่ไม่ว่าใครก็ต้องแวะถ่ายรูปค่ะ ภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ในที่สุดก็มาถึงภูมิภาคที่อยู่กลางที่สุดของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคไฮไลท์ของประเทศญี่ปุ่น เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายทตโตริ ดังนั้นหากใครอยากชมใบไม้เปลี่ยนสี พร้อมสัมผัสของทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น ทัวร์ครับขอแนะนำให้มาภูมิภาคชูโกกุเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - กลางเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: เกาะมิยาจิมา (Miyajima) ภาพของเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางน้ำ อันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิมา ในจังหวัดฮิโรชิมา (Hiroshima) โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO อีกด้วยค่ะ แต่เกาะมิยาจิมะนั้นไม่ได้โดดเด่นด้านวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูของใบไม้เปลี่ยนสี เราก็จะได้เกาะสีส้มแดงสดใสควบคู่กับเสาโทริอิ จึงทำให้เกาะมิยาจิมะเป็นสถานที่โด่งดังในการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮกุนั่นเองค่ะ ภูมิภาคคันโต (Kanto) ภูมิภาคยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงแสนทันสมัยอย่าง โตเกียว (Tokyo) แน่นอนว่าโตเกียวนั้นถือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางอาคารบ้านเรือนแสนจะทันสมัย และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกนั่นเองค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร แห่งนี้นั้นตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบคาวากูชิโกะ (Lake Kawaguchigo) ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำโตเกียวค่ะ เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายน เราก็จะได้เห็นสีแดงส้ม ตลอดสองฝั่งคลอง เป็นภาพความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่จัดว่าเด็ดๆสุดๆค่ะ อีกทั้งเมื่อยังมีการประดับตกแต่งไฟIllumination รอบๆบริเวณอุโมงค์ใบเมเปิ้ลแห่งนี้ ช่วยเพิ่มรสชาติให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีขึ้นไปอีกค่ะ ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ถัดลงมาจากโตเกียว ก็เข้าสู่ฝั่งใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะคิวชู ดินแดนออนเซ็นญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของวิถีชีวิตสไตล์ชนบทของญี่ปุ่น หากใครอยากสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางบรรยากาศแบบสโสว์ไลฟ์ของญี่ปุ่น คิวชูคือคำตอบค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :เดือนพฤศจิกายน - ปลายเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: ภูเขาฮิโกะ(Mt. Hiko) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคคิวชู ได้แก่ ภูเขาฮิโกะ นักท่องเที่ยวนิยมเดินตามเส้นทางเดินเขาเพื่อชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี หรือใครอยากจะชมจากด้านบนก็สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปได้ค่ะ ชื่นชอบแบบไหนก็สามารถเลือกกันได้เลย แต่ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็จะได้ชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีไม่แตกต่างกันค่ะ >>>แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คุณภาพจากทัวร์ครับ<<< ภูมิภาคคันไซ (Kansai) ปิดท้ายด้วยภูมิภาคคันไซ ที่ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของปี 2018 ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่คุณจะได้มีโอกาสชื่นชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ภูมิภาคคันไซ ยังเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่ อย่างโอซาก้า ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งช้อปปิ้งละลานตา ถือมาทีเดียวได้เที่ยวแบบครบรสเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน(Meiji no Mori Mino Quasi Nation Park) วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดสมบูรณ์ของโอซาก้า ภายในมีเส้นทางเดินป่าที่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ความสวยจึงเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ไล่สีสลับกันอย่างสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นประจำภูมิภาคคันไซ เลยทีเดียวค่ะ ยังไม่หมดค่ะ ทัวร์ครับยังสรุปผลการพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 มาให้ทุกท่านเข้าใจง่ายๆ ด้วย Infographic สุด Cute! ใครจะเซพเก็บไว้กันลืม แล้วรีบจองทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสีจากทัวร์ครับ รับรองว่าไม่พลาดใบไม้เปลี่ยนสีปี 2018 แน่นอนค่ะ!
ทัวร์ครับชวนรู้! ทัวร์แสงเหนือถูกใจ หาได้ไม่ยาก…
พาพร้อม
ยุโรป
ทัวร์ครับชวนรู้! ทัวร์แสงเหนือถูกใจ หาได้ไม่ยาก…
เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ครึ่งปีหลัง แน่นอนว่าช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยวมากมายจนหลายคนเลือกไม่ถูก ซึ่งนอกจากเทศกาลใบไม้เปลี่ยนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ของปี ที่หลายคนตั้งตารอคอยนั่นก็คือการออกไป " ล่าแสงเหนือ " นั่นเองค่ะ ปรากฏการ์แสงเหนือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Northern Lights รวมถึง Aurora นั้น คือปรากกฏการณ์ทางธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ เป็นปรากฏการณ์ที่มักจะ เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณแถบขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้เท่านั้น โดยเราจะได้พบเห็นกับแสงสีเขียว หรือแสงสีม่วง ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ปรากฏค่ะ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแสงเหนือนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆ ต้องมีการวางแผนกันมาเป็นอย่างดี และถึงแม้จะไปกับทัวร์แสงเหนือ ก็ต้องวางแผน เลือกจองทัวร์แสงเหนือกันให้ดี เพราะไม่งั้นอาจจะพลาดได้ ดังนั้นถ้าหากใครไม่อยากพลาดปรากฏการณ์ล่าแสงเหนือละก็ เราต้องเริ่มต้นการวางแผนจองทัวร์แสงเหนือขั้นแรกด้วยการ... เลือกช่วงเวลาโดนใจ ? โดยทั่วไป ปรากฏการณ์แสงเหนือจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึง เดือนมีนาคม กินช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีช่วงเวลาพีคของแสงเหนือที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องเลือกช่วงเวลาที่เราสะดวกและพร้อมที่จะออกเดินทางไปตะลอนทัวร์แสงเหนือ เมื่อได้ช่วงเวลาที่ถูกใจแล้ว ก็ต้องมาดูเรื่องของงบประมาณสำหรับทริปทัวร์แสงเหนือครั้งนี้ ซึ่งทัวร์ครับบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน งบประมาณที่ต้องการ ? อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่ต้องวางแผนก่อนเริ่มต้นการทริปแสงเหนือก็คือเรื่องของงบประมาณนั่นเองค่ะ เนื่องจากว่า ปรากฏการณ์แสงเหนือนั้นเกิดขึ้นหลายประเทศ แน่นอนว่างบประมาณสำหรับทริปแต่ละประเทศนั้นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเทศที่เราจะไปชมแสงเหนือ โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 120,000 บาท ซึ่งทัวร์แสงเหนือนั้นก็ไม่ได้เพียงพาคุณไปชมปรากฏการณ์แสงเหนือเท่านั้น แต่ทัวร์แสงเหนือยังจะพาคุณไปตะลอนเที่ยวไฮไลท์เด็ดของประเทศนั้นๆอีกด้วย จัดว่าคุ้มค่าจริงๆค่ะ พอเรากำหนดงบที่เราต้องการแล้ว ก็มาดูกันสิว่าแสงเหนือสไตล์ไหน ที่เราอยากจะชมค่ะ สไตล์ทัวร์แสงเหนือที่เราต้องการ แสงเหนือในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความสวยงามแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพของลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งการมาทัวร์แสงเหนือก็ไม่เพียงแต่จะไปชมปรากฏการณ์แสงเหนืออย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เราต้องไม่พลาดไปชื่นชมความสวยงามของสถานที่ไฮไลท์ต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับทัวร์แสงเหนือของเรามากยิ่งขึ้นค่ะ แน่นอนว่าทัวร์ครับได้สรุปข้อมูลช่วงเวลาไฮไลท์ของทัวร์แสงเหนือของประเทศยอดฮิตแต่ละประเทศมาให้แล้ว เพื่อให้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้น มาดูกันเลยค่ะ รัสเซีย (Russia) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : เดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม งบเริ่มต้นที่ : 50,000 บาท สำหรับมือใหม่นักล่าแสงเหนือที่มีความใฝ่ฝันอยากออกไปสัมผัสแสงเหนือกันให้ได้สักครั้ง แต่เงินในกระเป๋ายังไม่หนักมาก รัสเซียคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่หัดล่าแสงเหนือค่ะ เพราะราคาประหยัดและยังไม่ต้องขอวีซ่า อีกด้วยค่ะ ซึ่งนอกจากเราจะได้ชมแสงเหนือในราคาที่เอื้อมถึงแล้ว รัสเซียนั้นยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที๋โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์แบบฉบับของรัสเซีย จึงเป็นอีกทัวร์แสงเหนือที่ฮอตฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวสุดๆค่ะ ฟินแลนด์ (Finland) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : ปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนมีนาคม ราคาเริ่มต้นที่ : 90,000 บาท ส่วนใครที่รู้สึกว่าการไปทัวร์แสงเหนือรัสเซียนั้นยังเบาไป ฟินแลนด์คือคำตอบค่ะ ฟินแลนด์ ถือเป็นอีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของแสงเหนือ ที่นอกจากการมาล่าแสงเหนือที่ฟินแลนด์แล้ว ฟินแลนด์ยังเป็นดินแดนต้นกำเนิดของซานต้าคลอส ดังนั้นการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาสต์ที่นี่จึงอลังการสมกับเป็นบ้านเกิดของซานต้าสุดๆ แน่นอนว่าประจวบเหมาะกับฤดูกาลของปรากฏการณ์แสงเหนือพอดิบพอดี จึงทำให้เป็นทัวร์แสงเหนือนอร์เวย์นั้นพิเศษยิ่งกว่าเดิม เพราะนอกจากจะได้ชมแสงเหนือแล้ว ยังได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมสุดตระการตาส่งท้ายปีอีกด้วย นอร์เวย์ (Norway) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : เดือนกันยายน - เดือนมีนาคม งบเริ่มต้นที่ : 100,000 บาท หากใครอยากไปทัวร์แสงเหนือที่จะได้ชื่นชมบรรยากาศของวิถึเมืองชนบทของยุโรป ท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติสุดตระการตา อย่าง ซองฟยอร์ด (Sognefjord) ฟยอร์ดที่ได้ชื่อว่าเป็นฟยอร์ดที่สวยที่สุดในโลก ฟยอร์ดเกิดจากถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว ก่อนจะเกิดเป็นลำธารขนาดใหญ่ที่ถูกห้อมล้อมด้วยขุบเขาน้อยใหญ่ เป็นภาพความสวยงามที่ใครๆก็ตกหลุมรัก การไปทัวร์แสงเหนือจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ ไอซ์แลนด์ (Iceland) ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแสงเหนือ : ปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนมีนาคม ราคาเริ่มต้นที่ : 120,000 บาท ปิดท้ายประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของปรากฏกการณ์แสงเหนือ และมักเป็นประเทศที่เรามักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงทัวร์แสงเหนือค่ะ อย่าง ไอซ์แลนด์ค่ะ ความพิเศษของทัวร์แสงเหนือไอซ์แลนด์ก็คือ การชมแสงเหนือท่ามกลางบรรยากาศของภูเขารูปทรงแปลกตา โอบล้อมด้วยธรรมชาติ นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวของไอซ์แลนด์นั้นก็เด็ดไม่แพ้กัน หากใครกระเป๋าตังค์หนักหน่อย ทัวร์ครับขอแนะนำให้ไปทัวร์แสงเหนือไอซ์แลนด์ ประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอนค่ะ เห็นไหมคะว่าการหาทัวร์แสงเหนือที่ถูกใจ และราคาคุ้มค่านั้นหาได้ไม่ยากเลย เพียงแค่เราต้องรู้จักเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจองทัวร์แสงเหนือ แค่นี้ก็ได้ชมแสงเหนือแบบฟินๆ ในราคาคุ้มค่าแล้วค่ะ แล้วคอยติดตามเคล็ดลับดีดีจากทัวร์ครับได้อีกครั้งหน้า รับรองต้องถูกใจแน่นอนค่ะ
5 ซีรีย์ Netflix ดูเพลิน นั่งเครื่องนานแค่ไหน ก็ไม่เบื่อ...
พาพร้อม
สหรัฐอเมริกา
5 ซีรีย์ Netflix ดูเพลิน นั่งเครื่องนานแค่ไหน ก็ไม่เบื่อ...
เวลาต้องเดินทางไกล นั่งเครื่องนานๆทีไรมักจะประสบปัญหาพบเจอความเบื่อ จะนอนก็นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอะไรดี โดยเฉพาะการเดินทางกับสายการบิน Low Cost ที่ไม่มีความบันเทิงให้บริการระหว่างการเดินทาง จึงทำให้หลายคนหันมาใช้บริการ Netflix แหล่งความบันเทิงที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะเต็มไปด้วยภาพยนต์ ซีรีย์มากมาย แถมสามารถโหลดไว้ชมออฟไลน์บนมือถือ จึงสามารถนำไปชมระหว่างนั่งเครื่องบินได้แบบสบายๆ วันนี้ทัวร์ครับได้รวบรวม 5 รายชื่อซีรีย์และภาพยนต์บน Netflix ที่หลายเสียงการันตีว่าเด็ด เอาไว้ชมแก้เบื่อบนเครื่องกันค่ะ 13 บันทึกรักหัวใจสลาย (13 Reasons Why) ซีรีย์สไตล์วัยรุ่นอเมริกันที่กำลังเป็นที่ยอดนิยมไปทั่วโลก กับเรื่องราวสุดดราม่าจากการฆ่าตัวตายของ แฮนนาห์ เบเคอร์ พร้อมกับการทิ้งเทปไว้ 13 เทปที่อธิบายถึงสาเหตุของการฆ่าตัวตาย ในแต่ละตอนก็จะค่อยๆเปิดเผยความจริงของเพื่อน 13 คนที่มีความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายของแฮนนาห์ เป็นซีรีย์ที่ชวนติดตามสุดๆ ยิ่งดูยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกตอนเลยค่ะ ริเวอร์เดล (Riverdale) เรื่องราวของเมืองเล็กๆของอเมริกาที่มีชื่อว่า ริเวอร์เดล ที่ดูเหมือนจะเป็นเมืองคันทรี่ทั่วไปๆ แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวความลึกลับ เมื่อ เจสัน บลอสซัม ลูกชายของตระที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองริเวอร์เดลถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยเรื่องราวความลับต่างๆของเมืองนี้ที่ถูกซ่อนมาอย่างยาวนาน นอกจากการสืบสวนแล้วซีรีย์เรื่องนี้ยังมีเรื่องของ มิตรภาพของเพื่อน ครอบครัว ที่สนุกสนานจนหยุดดูไม่ได้เลยค่ะ และที่สำคัญมีแต่หนุ่มฮอตๆทั้งนั้นเลย สาวๆจะต้องกรี๊ดกันแน่นอน ความทรงจำพิศวง (Forgotten) มาต่อกันที่ภาพยนต์กันบ้างค่ะ เป็นภาพยนต์เกาหลีที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนค่ะ ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์ม เป็นเรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่ง ที่อยู่มาวันหนึ่งพี่ชายได้ถูกจับตัวไป ผ่านไป 19 วันอยู่ดีๆพี่ชายก็กลับมาบ้าน พร้อมความเปลี่ยนแปลงราวกับไม่ใช่พี่ชายคนเดิม เป็นภาพยนต์แนวทริลเลอร์ พร้อมกลิ่นอายของดราม่า ที่เราคาดเดาเนื้อเรื่องกันไม่ได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ ดูไปลุ้นไปจริงๆค่ะ รับรองว่านั่งเครื่องครั้งนี้ไม่มีเบื่อแน่นอน เดอะ คิสซิ่ง บูธ (The Kissing Booth) แนวดราม่าหนักๆกันไปบ้างแล้ว ขอพักสมองมาแนววัยรุ่นอเมริกาใสๆกันบ้างค่ะ กับเรื่องราวของคู่เพื่อนซี้ที่สนิทกันตั้งแต่เด็ก โดยทั้งคู่ได้ตั้งกฎขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ การห้ามรักกับพี่น้องของเพื่อน แต่แล้วนางเอกของเราดันไปตกหลุมรักกับพี่ชายของเพื่อนสนิทเอาซะงั้น จึงต้องหาทางปิดบัง ไม่งั้นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานอาจต้องจบลง เป็นภาพยนต์ตลกๆ มีเรื่องดราม่าเล็กๆให้พอกรุบกริบ ดูแล้วอยากเป็นนางเอกซะเหลือเกินเพราะว่าพระเอกเรื่องนี้ฮอตสุดๆเลยค่ะ สเตรนเจอร์ ธิงส์ (Stranger Things) ปิดท้ายด้วยซีรีย์แนว Sci-Fi ชื่อดังของ Netflix อีกเรื่องที่ใครๆต่างพูดถึง เรื่องราวการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กชายคนหนึ่งในเมืองฮอว์คินส์ ทำให้เกิดการตามหาและค้นพบความลึกลับที่เกี่ยวข้องกับการทดลองลับด้านพลังเหนือธรรมชาติของเด็กพิเศษ แต่ละตอนนั้นตื่นเต้นสุดๆ ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งซีรีย์จาก Netflix ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ ทัวร์ครับหวังว่าจะถูกอกถูกใจกับ 5 ซีรีย์ที่ทัวร์ครับนำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ แต่ละเรื่องเด็ดๆทั้งนั้น แค่โหลดไปดูแบบออฟไลน์บนเครื่องชิวๆ ก็ไม่ต้องนั่งเบื่อแล้วค่ะ ส่วนครั้งหน้าทัวร์ครับจะมีเรื่องราวเด็ดๆอะไรมานำเสนออีก อย่าลืมติดตามกันให้ดีค่ะ ส่วนใครที่ไม่กลัวเบื่อ แค่กลัว Jet Lag ทัวร์ครับมีเคล็ดลับนั่งเครื่องบินยาวๆยังไง ให้ไร้ Jet Lag มาฝากกันค่ะ >>>5 เคล็ด (ไม่) ลับ ฉบับคนขี้เที่ยว ตอน “ Jet lag เหรอ...ฉันไม่กลัวหรอก! ”<<<
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม ถือเป็นอีกช่วงที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างหลั่งไหลกันไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างคึกคัก เพื่อไปชื่นชมความงดงามของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่่ญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ ทั่วทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยสีเหลือง แดง สีส้ม มองไปทางไหนก็รู้สึกฟินและ สดใสสุดๆ เลยค่ะ แถมอากาศก็ดีมากๆสามารถแต่งตัวสวยๆ เดินถ่ายรูปเพลินๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนก็มีแพลนที่จะไปเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเดือนตุลาคม - เดือนพฤศจิกายน กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ทัวร์ครับเลยขอนำเสนอเคล็ดลับดีๆ ตั้งแต่เรื่องการแต่งตัว จนไปถึงจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีเลยค่ะ ให้ได้ไปศึกษา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเดินทางค่ะ อากาศ เดือนนี้เป็นช่วงที่อากาศกำลังดีเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา ที่ชื่นชอบอากาศแบบเย็นๆสบาย อุณหภูมิประมาณ 10 องศา สูงสุดไม่เกิน 20 องศาค่ะ แต่ถ้าหากปีไหนฝนตกมาก ก็อาจจะลงมาต่ำกว่านั้นนิดหน่อย ถึงแม้อากาศจะเย็น แต่ก็ยังมีแสงแดดมาช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เราในตอนกลางวัน และยังทำให้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีกค่ะ การแต่งกาย อย่างที่บอกว่า อากาศจะยังไม่หนาวมากนัก ทัวร์ครับจึงขอแนะนำให้ใส่เป็นเสื้อผ้ากันหนาวที่ยังไม่หนามากนัก ด้านในอาจจะใส่เป็นเสื้อคอเต่า หรือฮีทเทคสีสดใสหน่อย แล้วคลุมด้านนอกด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ หรือแจ็กเก็ตหนังเก๋ๆ ให้ความรู้สึกแฟชั่นนิสต้าเหมือนกัน ส่วนด้านล่างใส่แค่กางเกงยีนส์ก็พอบรรเทาความเย็นได้แล้วนะคะ หรือหากใครเป็นคนขี้หนาวก็หากางเกงบุขนเก๋ๆ ที่ไม่หนามากมาใส่เพิ่มความชิคได้เหมือนกัน ส่วนรองเท้าผ้าใบคู่ใจสักคู่ก็โอแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบ Winter Style ไม่ได้นะคะ ใครอยากจะจัดเต็มด้วยการใส่เสื้อโค้ท คู่กับรองเท้าบู้ท ก็ไม่ได้ผิดกฎข้อไหนเลย ด้านในก็ใส่เสื้อที่บางหน่อย ช่วงกลางวันที่เจอแดดจะได้ไม่ร้อนมาก จริงๆ แล้วในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เป็นฤดูที่สามารถแฟชั่นจัดเต็มได้มากกว่าทุกฤดูอยู่แล้วค่ะ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แต่งตัวจับนู่นนี่มา Mix & Match ให้สนุกกันไปเลยค่ะ กิจกรรม แน่นอนว่ากิจกรรมหลักในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็คือการชมใบไม้แดง หรือใบไม้เปลี่ยนสี นั่นเอง ซึ่งสามารถชมได้หลายจุดทั่วประเทศเลยค่ะ ถ้างั้นตามทัวร์ครับมาดูกันเลยค่ะ แหล่งที่คนนิยมไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีที่ไหนกันบ้าง ? วัดคิโยมิซุ หรือวัดน้ำใส (Kiyomizu-dera) เริ่มกันที่แรก กับวัดชื่อดังของเกียวโต จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของญี่ปุ่น ภายในวัดมีความเป็นธรรมชาติมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี ทั่วทั้งบริเวณวัดจะกลายเป็นสีส้มแดงเป็นภาพบรรยากาศที่สวยสะกดตามากๆค่ะ ซึ่งนอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ที่เราจะได้เห็นเมืองเกียวโตในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจากศาลากลางขนาดใหญ่ของวัดอีกด้วยล่ะ *** ขณะนี้ศาลากลางของวัดกำลังทำการปิดปรับปรุง ซ่อมแซมอยู่ค่ะ โดยจะเปิดให้บริการณอีกครั้งใน 2020 *** หุบเขามิโนะ (Minoh park) อีกหนึ่งจุดสำหรับชมใบไม้แดงชื่อดังของภูมิภาคคันไซ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาชมใบไม้เปลี่ยนกันอย่างคึกคักค่ะ เราสามารถเดินเที่ยวลัดเลาะไปรอบๆ เขา เพื่อชื่นชมกับธรรมชาติอันสวยงาม ซึ่งเส้นทางของที่นี่ ถูกจัดทำขึ้นอย่างปลอดภัย สะอาด เดินง่าย ต่อให้มีผู้สูงอายุมาด้วย ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุบัติเหตุเลยค่ะ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ไม่ใช่เพียงแค่เป็นจุดชมฟูจิที่ฮิตที่สุดเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วยค่ะ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ก็คือ อุโมงค์เมเปิ้ลที่มีชื่อว่า โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) และที่สำคัญ อาจโชคดีได้เจอฟูจิซังไปพร้อมๆ กับชมใบไม้แดงด้วยแล้วล่ะก็ คงเป็นความทรงจำที่ดีสุดๆแน่นอนเลยค่ะ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงที่หิมะตกเท่านั้นที่ควรมาเยือน แต่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็สวยไม่น้อยเลยค่ะ บ้านหลังคาญี่ปุ่นโบราณทุกหลัง จะถูกโอบล้อมไปด้วยใบไม้สีแดง เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ลงตัวสุดๆเลยค่ะ อีกหนึ่งสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง หวังว่า เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากทัวร์ครับในวันนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนี้ ได้นำไปใช้เตรียมตัวก่อนการเดินทางกันนะคะ รับรองว่ากลับมาแล้วจะยังนอนฝันหวานถึงญี่ปุ่น และรอไม่ไหวสำหรับทริปต่อไปเลยค่ะ หากใครอยากรู้ว่ายังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่ไหนเด็ดอีกบ้าง ตามไปดูได้เลยที่ >>>ใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้ว...เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2018<<<