All articles abouts สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น

ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด
ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด

09 ม.ค. 62

ซึ่งบอกเลยว่า ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งกับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่เองที่ไม่อยากจะเที่ยวข้ามภูมิภาค และกับนักท่องเที่ยวขาประจำ ที่เบื่อกิจกรรมเดิมๆ จากเมืองใหญ่ ต่างตบเท้าหิ้วกระเป๋าก้าวเข้ามาเที่ยวที่ นาโกย่า กันเพียบเลยล่ะค่ะ และถ้าอยากรู้ว่าที่ นาโกย่า มีอะไรให้เที่ยวบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ก็ตาม ทัวร์ครับมาเลย เพราะเราได้รวบรวม 10 แลนด์มาร์กนาโกย่า มาไว้ให้ที่นี่แล้ว เชื่อเถอะว่าพออ่านจบจะอยากไป เที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า แน่นอน !!! 1. ปราสาทนาโกย่า พิกัด : Nagoya Castle หน้าตาละม้ายคล้ายปราสาทโอซาก้า แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นแลนด์มาร์กของ นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เลยครับ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า จะต้องแวะมาทักทาย และเช็คอินที่นี่เป็นการเริ่มต้นทริป ปราสาทนาโกย่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมากว่า 400 ปี ด้านในมีนิทรรศการที่น่าสนใจหมุนเวียนกันไป ส่วนด้านนอกก็มีสวนให้เดินเล่นรอบๆ ใครมาตอนซากุระบานยิ่งฟิน เพราะที่นี่เป็นจุดชมซากุระที่สวยมากๆ เลยล่ะ 2. สวนชิโรโทริ เทอิเอ็น พิกัด : Shirotori Garden สวนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นาโกย่า มีการออกแบบที่ดี สวยงาม และมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่นี่ ในฤดูใบไม้ผลิดอกไม้ก็ออกดอกสวยบานสะพรั่ง ส่วนในฤดูใบไม้ร่วงก็มีใบไม้แดงที่สวยงามเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีห้องน้ำชา ที่เปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวที่รักการดื่มชา ได้แวะไปชิมชา และยังมีร้านอาหารอร่อยๆ ด้านในด้วยนะครับ มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ที่เดียวครบทุกรสกันไปเลย 3. วัดโอสึคันนง พิกัด : Osu Kannon Temple วัดดังใจกลางเมืองนาโกย่า ที่ไม่ว่าใครผ่านมาที่เมืองนี้จะต้องมาที่นี่กันทั้งนั้น นอกจากจะมาสักการะพระพุทธรูป Kannon ที่นับว่าใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ยังอยู่ใกล้กับย่านการค้า Osu Shopping Arcade ทำให้ระหว่างทางของ 2 สถานที่นี้มีร้านค้าเรียงรายกว่า 2,000 ร้าน ทั้งร้านอาหาร และร้านให้จับจ่ายซื้อของ ช้อปปิ้งเพลินจนลืมเหนื่อยเลยล่ะครับ 4.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นาโงย่า พิกัด : Nagoya City Science Museum บอกแล้วว่าเมืองนี้มีการผสมผสานกันเป็นอย่างดี ระหว่างความคลาสสิคสมัยเก่า และความทันสมัย อย่างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งนี้ ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจและมีนวัตกรรมอันทันสมัยมากมายในนาโกย่า ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ห้องที่มีอุณหภูมิ -30 องศา เพื่อให้ลองสัมผัสกับแสงเหนือ, พายุหมุนทอร์นาโดจำลอง ความสูง 9 เมตร และอื่นๆ อีกมากมาย ใครที่ชอบวิทยาศาสตร์ มาเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ก็แวะมาที่นี่ได้ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ 5. Toyota Automobile Museum ใครชอบรถเก่าเตรียมเสียงกรี๊ดไว้ให้พร้อม เพราะที่นี่จะพาไปพบกับรถยนต์ Toyota ตั้งแต่คันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรถเก่าสุดคลาสสิคตั้งแต่ช่วงที่เริ่มก่อตั้งบริษัทก็อยู่ที่นี่ ทั้งรถคลาสสิคอีกมากมายที่รอให้ทุกคนไปยลโฉมอยู่ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ประวัติของบริษัทโตโยต้าไปในตัวด้วย เดินเล่นชมความงามของรถเหล่านั้นเพลินจนลืมเวลากันเลยทีเดียว 6.พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทคุงาวะ พิกัด : Tokugawa Art Museum อีกหนึ่งมิวเซียมที่น่าสนใจมากๆ ในทริปเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า มีผลงานจัดแสดงมากมาย ซึ่งถูกบริจาคโดยลูกหลานตระกูล Owari Tokugawa เช่น เฟอร์นิเจอร์หลากหลายชิ้น, ของใช้ภายในบ้าน, เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และอื่นๆ อีกมากมายที่นำมาไว้ที่นี่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมได้เห็นวิถีชีวิตของไดเมียว หรือขุนนางญี่ปุ่นสมัยก่อนนั่นเอง 7. SC MAGLEV and Railway Park ใครชอบรถไฟญี่ปุ่นบ้าง? ที่นี่บริหารโดยบริษัท JR Central ชื่อคุ้นๆ ใช่ไหมล่ะคะ โดยจะนำรถไฟเก่าที่ปลดระวาง ไม่ได้ใช้งานแล้วมาจัดแสดง มีทั้งรถไฟของ JR และที่สำคัญมี Maglev หรือรถไฟความเร็วสูงด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีรถจักรไอน้ำ และอื่นๆ อีกมากมายเลย ทั้งยังได้จำลองรถไฟ, ระบบจำลองการขับเคลื่อน และโมเดลสามมิติ เอาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้เดินชมอีกด้วย 8. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำท่าเรือนาโกย่า พิกัด : Nagoya Aquarium อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของนาโกย่าที่แอดมินปลาบปลื้มมากๆ (เพราะชอบ Aquarium อยู่แล้ว) แต่ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นตรงที่นอกจากความเพลิดเพลินที่เราได้รับแล้ว ยังได้ความรู้อีกมากมายกลับไปด้วย ส่วนไฮไลท์ที่ชอบที่สุดของเราก็คงเป็น การแสดงโชว์ทอร์นาโดปลาซาดีน ที่ปลาซาดีนหลายร้อยตัวว่ายเป็นวงลอยสูงขึ้นไปอย่างพร้อมเพียงกัน และโชว์เจ้าวาฬเบลูก้า ครับ 9. Oasis 21 พิกัด : Oasis 21 ความทันสมัยของนาโกย่าไม่ได้มีแค่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแลนด์มาร์กแห่งนี้ด้วย ในเวลากลางวันก็สามารถมาเดินเล่นชิลๆ ในสวนสาธารณะสีเขียวขจี เดินช้อปปิ้งในห้างที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หรือเดินชมวิวจากหลังคากระจก ส่วนในเวลากลางคืนนั้นที่นี่ก็จะเปิดไฟประดับสวยงาม เรียกได้ว่าอยู่ได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยันไม่ตก ยันกลางคืนเลยครับ 10. LEGOLAND Nagoya ปิดท้ายกันในทริปเที่ยวญี่ปุ่น นาโกย่า ที่ธีมปาร์คที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ซึ่งหากพูดว่าหลายคนมานาโกย่าเพราะที่นี่ก็คงไม่ผิดนัก เป็นสวนสนุกที่สร้างจากตัวต่อเลโก้กว่า 17 ล้านชิ้นเลยทีเดียวครับ ซึ่งไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่จะ Enjoy ไปกับเหล่าเลโก้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเครื่องเล่นต่างๆ ได้ด้วยเช่นกันนะครับ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนในฝันสำหรับคนรักของเล่นเลยล่ะ และนี่ก็คือ 10 ไฮไลท์เบาๆ ของเมืองนาโกย่า ที่เรานำมาแนะนำให้รู้จักกัน แต่เมืองนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่นี้นะ ยังมีแลนด์มาร์กอีกมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านชิราคาวะโกะ , เมืองทาคายาม่า , Nagashima Resort ที่เป็นสถานที่จัดงาน Nabana no Sato Winter Ilumination และยังมีอาหารอร่อยๆ อีกมากมายเลย เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจ และน่ามาเที่ยวไม่แพ้เมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่นเลยครับ   อ่านต่อ บทความแนะนำ >>หนาวนี้ต้องมีฟิน!! รวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในญี่ปุ่น<<  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวได้ทั้งปีไม่มีเบื่อ! รวมที่เที่ยว “ญี่ปุ่น” ฤดูนี้ไปไหนดีนะ ??
เที่ยวได้ทั้งปีไม่มีเบื่อ! รวมที่เที่ยว “ญี่ปุ่น” ฤดูนี้ไปไหนดีนะ ??

10 ม.ค. 62

มาพูดถึงเรื่องสภาพอากาศกันบ้าง ที่ญี่ปุ่นเนี่ยมีทั้งหมด 4 ฤดูกาล ได้แก่ 🌿 ฤดูใบไม้ผลิ ในช่วงเดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม ☀️ ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม 🍂  ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน และ ☃️ ฤดูหนาว เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ถือว่าเที่ยวได้ทั้งปีเลยนะครับ เพราะแต่ละฤดูก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอรวบรวมไฮไลท์เด่นๆ ของแต่ละฤดูมาให้ เผื่อเพื่อนๆ กำลังมีแพลนไปญี่ปุ่น แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปฤดูไหนดี จะได้เลือกได้ถูกใจนะครับ ไปดูกันเล้ยยยยย ~ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม) สำหรับฤดูนี้ สิ่งที่พีคฝุดๆ หนีไม่พ้นเลยก็คือ การไปชมดอกซากุระ ครับ ซึ่งมันสวยมว๊ากกก ความสีชมพูละมุน บวกกับอากาศเย็นสบายไม่หนาวเกินไป ทำให้ฤดูนี้ถือว่าเป็น ฤดูยอดฮิตติดชาร์ต ที่นักท่องเที่ยวหลายๆ คนต่างตั้งเป้าไว้จะต้องไปให้ได้ แล้วยิ่งช่วงเวลานี้ประเทศไทยเรากำลังร้อนระอุ การตีตั๋วหนีร้อนไปญี่ปุ่นเลยกลายเป็นอะไรที่ดีมากๆ แต่...ด้วยความที่มันฮิตเนี่ย เค้าเลยจองตั๋วกันข้ามปีเชียวล่ะ !!! แผนที่ : Osaka Castle ซึ่งการไปชมซากุระนั้น ส่วนมากจะไปกันช่วงปลายเดือนมีนาคม - กลางเดือนเมษายน เพราะจากการพยากรณ์การผลิของดอกซากุระในหลายปีที่ผ่านมา ก็จะอยู่ในช่วงนี้แหละครับ โดยซากุระนั้นจะบานจากใต้ขึ้นเหนือ เพราะฉะนั้นจะเริ่มบานที่โอซาก้าก่อน ใครไปเที่ยวแถบคันไซก็แนะนำให้ไปชมดอกซากุระที่ ปราสาทโอซาก้า นะครับ รับรองว่าจะได้ฉากหลังที่สวยเก๋อย่างแน่นอน ส่วนใครที่เที่ยวแถวคันโต หรือแถบโตเกียว ก็ต้องไปที่สวนอุเอโนะเลย รับรองว่าได้ชมซากุระจนจุใจแน่นอน ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม) ถึงแม้ว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้น จะร้อนมากก็ตามที แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่หวั่น เพราะยังมีอีกหลายสถานที่สวยๆ และกิจกรรมอีกมากมายให้ทำไม่แพ้ฤดูอื่นๆ เลยล่ะครับ แถมราคาค่าตั๋วยังถูกมากอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องจองข้ามปีก็ได้ตั๋วมาในราคาโปรฯ กันไปเลย โดยกิจกรรมที่นิยมทำกันในฤดูร้อนสุดๆ นั่นก็คือ การไปชมสวนดอกไม้ต่างๆ เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้จะบานสะพรั่ง สวยงามสุดๆ ใครที่เป็น Flower Lover หรือ Blossom girl จะต้องอิน และเลิฟสุดๆ ในการมาเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูนี้ นอกจากนี้ ถ้าพูดถึงฤดูร้อนแล้ว ก็ต้องนึกถึงทะเลใช่ไหมล่ะ ที่ญี่ปุ่นก็เช่นกัน มีทะเลสวยๆ น้ำใสๆ ให้เหล่า Beach Lover ได้ไปฟินกันเพียบเลย แผนที่ : Okinawa สำหรับทะเลสวยๆ นั้น เราขอแนะนำที่ เกาะโอกินาว่า เลย บอกเลยว่าสวยมาก น้ำทะเลสีฟ้าเทอคอวยซ์สุดสวย กับท้องฟ้าในวันสดใส ดีต่อใจจริงๆ แถมบินจากกรุงเทพฯ เพียง 4 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นเอง ค่าครองชีพก็ไม่แพงด้วยน๊า ส่วนใครที่เป็นสายทุ่งดอกไม้ ต้องขึ้นเหนือไปที่ฮอกไกโดแล้วล่ะ เพราะทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสวย กับกลิ่นหอมอ่อนๆ รอคุณอยู่ !!! เห็นมั้ยครับบอกแล้วว่าไปญี่ปุ่น ฤดูร้อน ก็มีกิจกรรมให้ทำเพียบไม่แพ้ฤดูอื่นๆ เลยน๊าาาา ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน) มาถึงฤดูที่ยืนหนึ่งตลอดกาล ฮิตสุดๆ อะไรก็ฉุดไม่อยู่อย่าง ฤดูใบไม้ร่วง กันแล้วครับ ด้วยความที่อากาศในฤดูใบไม้ร่วงนั้น อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่ากำลังเย็นสบาย ไม่ร้อน และไม่หนาวจนปากสั่น ยังใส่โค้ทเก๋ๆ ได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อขนเป็ด บวกกับฉากหลังที่มีใบไม้สีส้ม สีแดง ดูสวยงาม ทำให้ฤดูนี้เป็นที่ถูกใจของใครหลายคนสุดๆ และนักท่องเที่ยวก็ต่างตบเท้าเข้ามาไม่ว่างเว้นแต่ละวันเลย กิจกรรมของฤดูนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ในเมื่อมันเป็นฤดูของการชมใบไม้แดง ก็ต้องชมใบไม้แดงให้หนำใจกันไปเลยค่ะ ที่เหลือก็เป็นการตะลุยกิน ชมสถานที่ต่างๆ และตะลุยช้อปแหลก !!! เพราะช่วงนี้ของ Sale เพียบ เพื่อเตรียมเข้าสู่ Winter Season และใกล้สิ้นปี ทำให้เสื้อผ้าเอย ของใช้ต่างๆ เอย ต่างขนขบวนกันมาลดแลกแจกแถมแบบสุดๆ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูนี้ อย่าลืมเตรียมกระเป๋าไปขนของเยอะๆ นะจ๊ะ อ้อ! เกือบลืมบอกจุดชมใบไม้แดงไปเลย ถ้าอยู่โตเกียวบอกเลยว่าอิ่มแน่ๆ เพราะสวยเกือบทุกที่เลยครับ แต่อยากแนะนำให้นั่งรถออกไปที่คาวากูชิโกะก็จะได้ฟินเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะได้เห็นใบไม้แดงแล้ว ยังได้เห็นฟูจิซังใส่หมวกด้วยน๊า ส่วนถ้าใครไปแถบคันไซ ก็อย่าลืมแวะไปทักทายน้องกวางที่นารา และไปวัดคิโยมิสุ หรือวัดน้ำใสที่เกียวโตนะครับ แผนที่ :  Kiyomizu-dera ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์) ปิดท้ายกันที่ความขาวของหิมะญี่ปุ่นกันบ้าง ด้วยความที่เมืองไทยเราไม่มีหิมะตก เพราะฉะนั้นญี่ปุ่น จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ที่คนจะนึกถึงและตีตั๋วไปสัมผัสอากาศหนาวติดลบและหิมะด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะไปง่าย มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ค่าครองชีพก็รับได้ไม่ได้แพงหูฉี่เหมือนไปยุโรป ทำให้ฤดูนี้ก็ถือว่าเป็นอีกฤดูยอดฮิตเช่นเดียวกันครับ มาเจอหิมะทั้งที กิจกรรมต่างๆ ก็คงหนีไม่พ้นวนเวียนอยู่กับการไป เล่นสกี หรือไปดูหิมะ นั่นแหละ ซึ่งถ้าหากจะเล่นสกี ก็ต้องไปฮอกไกโด เพราะมีสกีรีสอร์ทเจ๋งๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนรออยู่ แต่ถ้าไม่อยากขึ้นเหนือมาก จะอยู่แถบๆ โตเกียวก็ยังมีที่ กาล่า ยูซาว่า อีกที่นะครับ สวยและสนุกไม่แพ้กันเลยล่ะ นอกจากนี้เรายังขอแนะนำให้ไปเยือน ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลก สักครั้ง เพราะเค้าจะสวยที่สุดในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกนี่แหละครับ บอกเลยว่าสวยราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกเทพนิยายเลยทีเดียว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรมาก ไปเที่ยวญี่ปุ่นฤดูหนาวก็แค่ enjoy festival ไม่ว่าจะเป็นคริสมาสต์ หรือปีใหม่ แค่นี้ก็สุดยอด เป็นทริปที่น่าประทับใจแล้วครับ แผนที่ : Shirakawa-go อ่านจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ตัดสินใจได้แล้วหรือยังครับว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงไหนดี ? ให้ทายก็คงแอบมีลิสต์ไว้ในใจแล้วใช่ไหมล่ะ ?? แต่ถ้ายังตัดสินใจเด็ดขาดไม่ได้ ลองดูโปรแกรมทัวร์กับทัวร์ครับก่อนก็ได้นะครับ เผื่อจะมีที่โดนๆ และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจครับ : )    อ่านบทความแนะนำ >>ไปเที่ยวญี่ปุ่นนาโกย่ากันเถอะ ! เก็บ 10 แลนด์มาร์กสุดฟินที่ไม่ควรพลาด <<      

อ่านเพิ่มเติม
5 สถานที่เที่ยวเสริมแต้มบุญ กับศาลเจ้าชื่อดังในญี่ปุ่น
5 สถานที่เที่ยวเสริมแต้มบุญ กับศาลเจ้าชื่อดังในญี่ปุ่น

21 พ.ย. 62

ประเทศญี่ปุ่นนี่มีของขึ้นชื่อเยอะแยะไปหมดเลยนะครับ ทั้งเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทั้งเรื่องของขนมของฝาก เสื้อผ้า แฟชั่น และที่หลงลืมไปไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของวัดวาอารามและศาลเจ้าต่างๆ ที่มอบปาฏิหาริย์ให้ใครหลายคนมานักต่อนักแล้ว วันนี้เราจะพาไปชมกันเองว่าศาลเจ้าญี่ปุ่นที่สวยๆ ขลังๆ และเพิ่มแต้มบุญให้เราได้แบบเห็นผลทันตาจะมีอะไรบ้าง ใครที่อยากสมหวังในเรื่องไหน ทั้งความรัก การเรียน หน้าที่การงาน ความสำเร็จ ความมั่งคั่งร่ำรวย หรือเรื่องสุขภาพต่างๆ ก็ไปจัดเต็มกันได้เลย 1. ศาลเจ้าคอนโนฮาจิมังกู (Konnoh Hachimangu Shrine)  พิกัด : Konnoh Hachimangu Shrine สำหรับที่แรกนี้เชื่อว่าเวลามาญี่ปุ่นหลายๆ คนก็มักจะเที่ยวที่ชิบูย่ากันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ เราเลยเอาศาลเจ้าในเมืองนี้มาฝากกันที่เค้าว่ากันว่าให้พร ให้โชคได้ดีมากจริงๆ ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าชินโต ดูได้จากความเรียบง่าย มีมุมสงบ เอาไว้หลบหนีความวุ่นวายมาทำใจให้ผ่อนคลาย เตรียมรับทรัพย์ด้านการเงิน และเจริญรุ่งเรืองได้เลย เพราะเค้าว่ากันว่าศาลเจ้านี้ให้โชคลาภดีมากเลยล่ะ cr.welcome2.tokyo  2. ศาลเจ้ามิคาเนะ (Mikane Shrine)  พิกัด : Mikane shrine ที่เที่ยวญี่ปุ่นนี้เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในเมืองเกียวโตที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักนะครับ แต่บอกเลยว่าเรื่องของความขลังเนี่ยที่นี่ไม่แพ้ใคร เป็นเทพเจ้าแห่งเงินทองที่คนญี่ปุ่นนับถืออย่างมากเลย สิ่งที่สะดุดตามากๆ ของศาลเจ้าแห่งนี้คือ ประตูโทริอิสีทองตรงทางเข้าที่เห็นมาแต่ไกลนี่แหละ ซึ่งนอกจากเราจะชำระล้างจิตใจและร่างกายแล้ว ยังมีจุดให้เราชำระล้างเหรียญเงินของเราให้บริสุทธิ์และเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อใช้เป็นเครื่องรางนำโชคได้อีกด้วย อย่าเผลอไปใช้กันล่ะ     cr.airbnb.com  3. ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha) พิกัด : fushimi inari shrine นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัดใหญ่ที่ทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนไหลมาเยี่ยมเยียนกันตลอดเวลา ซึ่งบางคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนะครับ เพราะวัดนี้เคยใช้เป็นโลเคชั่นสำหรับถ่ายทำเรื่อง Memoir of Geisha ด้วย โดยความขลังของวัดแห่งนี้คือ มีความเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งข้าว และเทพเจ้าหมาจิ้งจอกที่เป็นทูตสวรรค์ ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ส่งข่าวสารจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์ นี่แหละจึงเป็นเหตุให้ใครหลายคนมาขอพรให้สมหวังในเรื่องที่ต้องการ เพราะเผื่อว่าเทพเจ้าจิ้งจอกจะได้ยิน และนำกลับไปรายงานเบื้องบนให้เป็นจริง     4. ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) พิกัด : meiji shrine ที่เที่ยวญี่ปุ่นที่จะช่วยเนรมิตความต้องการให้เป็นจริงได้อีกที่หนึ่งก็คือศาลเจ้านี้นี่แหละ เป็นศาลเจ้าที่อยู่ใกล้กับสถานีฮาราจูกุ ที่มีอายุอานามมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 นู้นเลย ซึ่งภายในนั้นมีบรรยากาศที่ร่มรื่น มีอากาศบริสุทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบแจ่มใส เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมมาก มีคนมาสวดมนต์ขอพรมากที่สุดในช่วงปีใหม่ และมีบ่อน้ำ Kiyomasai ที่เป็นจุดกำเนิดความโชคดี เป็นที่ที่หลายๆ คนจะมาขอพรและมักจะสมหวังกลับไป   5. วัดคาวาซากิไดเซน (Kawasaki Daishi Temple) พิกัด : Kawasaki Daishi temple ที่สุดท้ายเป็นวัดที่อยู่คู่เมืองคาวาซากิมาช้านานและมีชื่อเสียงมากเลยล่ะ ช่วงพีคๆ นี่มีคนมาเยือนมากถึง 2.98 ล้านคนเลย ที่มีคนมาเยี่ยมชมกันล้นหลามก็เพราะตำนานความเชื่อที่เล่ากันว่า ถ้ามาขอพรไหว้พระที่วัดนี้จะได้รับความโชคดี การงานรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรงกลับไปกันทุกคน เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งปวงให้หมดไป แหม สรรพคุณดีขนาดนี้เป็นใครจะไม่อยากไปล่ะเนอะ จริงมั้ย   ทั้ง 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็จะช่วยเสริมกำลังใจให้เรากลับเมืองไทยได้แบบสดชื่น แจ่มใส สุขกาย สบายใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมนะครับ ถ้าอยากจะมาเที่ยวญี่ปุ่นเนี่ย มาแบบทัวร์สนุกกว่า คุ้มค่ากว่า แถมเก็บสถานที่ท่องเที่ยว และได้เยี่ยมชมวัดดังๆ ได้มากกว่าด้วยนะ จองทัวร์ญี่ปุ่นกับ ทัวร์ครับ.คอม จะทำให้คุณตกหลุมรักจนไม่อยากกลับเลย

อ่านเพิ่มเติม
ไปญี่ปุ่นซื้อเครื่องสำอางอะไรดี รวม 10 เครื่องสำอางญี่ปุ่นยอดนิยม
ไปญี่ปุ่นซื้อเครื่องสำอางอะไรดี รวม 10 เครื่องสำอางญี่ปุ่นยอดนิยม

16 เม.ย. 63

ไปเที่ยวญี่ปุ่น อีกหนึ่งของที่ต้องซื้อกลับคือ เครื่องสำอางญี่ปุ่น เพราะซื้อที่ญี่ปุ่นราคาถูกกว่าเยอะเหมือนกัน เครื่องสำอางญี่ปุ่นก็มีให้เลือกเยอะมาก หลายๆ คนก็งง ไปญี่ปุ่นซื้อเครื่องสำอางอะไรดี? ยี่ห้อไหนบ้างละที่บ้านเรานิยม ทัวร์ครับ (Tourkrub) รวมมาให้แล้ว กับ 10 เครื่องสำอางญี่ปุ่นยอดนิยมที่ญี่ปุ่นและที่ไทยก็ฮอตมากเหมือนกัน จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)    ไปญี่ปุ่นซื้อเครื่องสำอางอะไรดี   1. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - Canmake ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/canmakethailand/ สำหรับแบรนด์นี้เราน่าจะคุ้นหูคุ้นตากันอยู่ เพราะแบรนด์นี้เขามีขายตามร้าน drugstore ในไทยด้วยแหละ แต่ที่น่าไปหิ้วกลับมาก็เพราะว่าราคาที่ไทยและที่ญี่ปุ่น มันช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน บอกเลยว่าราคาเครื่องสำอางญี่ปุ่นถูกมากๆ ละที่สำคัญแพ็คเกจของ CANMAKE น่ารักน่าสอยไปซะทุกอย่างด้วย ทั้งบลัชออน ลิปกลอส ส่วนไอเท็มเด็ดที่แนะนำของแบรนด์นี้ แอบบอกให้เลยว่าเป็นเจ้าตัว Lasting Multi Eyebase WP นั่นเอง เป็นเบสใช้ทาก่อนลงอายแชร์โดว์ ทำให้อายแชร์โดว์และไอไลเนอร์ติดทนนานขึ้นกว่าเดิม ถ้าถามถึงราคาละก็ บอกเลยเจ้าตัวนี้ ราคาแค่เพียง 500 เยน !! เห็นอย่างนี้แล้ว พลาดไม่ได้เลยล่ะ ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น Canmeke กับ Lazada >> คลิกที่นี่   2. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - DAISO ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/daisothailand/ บอกได้เลยว่าใครไม่รู้จัก เรียกว่าเชยกันเลยทีเดียว เพราะในญี่ปุ่น มีร้านไดโซะมากกว่า 2,570 ร้าน เป็นศูนย์รวมสินค้าที่น่าสนใจอีกร้านนึงเลยก็ว่าได้ อีกทั้งเครื่องสำอางจากไดโซะก็น่าเล่นไม่แพ้แบรนด์อื่น ราคาจะตกอยู่ที่ 100 เยนทั้งร้าน (มีภาษีอีก 8 เยน) ซึ่งคิดเป็นเงินไทย จำนวนเท่าไหร่ก็เช็คเรทตามค่าเงินในช่วงเวลานั้นเลยเพราะถ้าซื้อที่ไทยก็แพงกว่าเกือบเท่าตัว ไอเท็มเด็ดของไดโซะจะเป็นตัวอายแชร์โดว์ Elfa pearl eye shadow มีหลากหลายสีให้เลือก นอกจากนั้นก็ยังมีพวกสติ๊กเกอร์ทำตาสองชั้นให้ลองเล่นมากมาย รวมถึงน้ำยาล้างพัฟและล้างแปรงก็เลิศสุดๆ ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น Daiso กับ Lazada >> คลิกที่นี่   3. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - KATE ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/katenomorerulesthailand เครื่องสำอางแบรนด์ KATE ค่อนข้างจะโดดเด่นมากในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับคิ้ว ขนตา อย่างที่เป็นตัวเขียนคิ้วคือ เขียนแล้วทนจริง ทนจัง ติดน๊านนาน เหงื่อนไหลก็ไม่ลบ เอาอยู่ สาวๆ แล้วที่เป็นดินสอก็เขียนง่าย ทำให้ทรงคิ้วสวยได้ตามแบบที่สาวๆ ต้องการ หรือแม้แต่มาสคาร่าเองก็มีแบบขนตางอนยาวปัดแล้วชนะเลิศมาก ในญี่ปุ่นสาวๆ สามารถหาได้ตามร้าน Drug Store ทั่วไปเลย ใครหาไม่เจอเอาไม้มาตีแอดมินได้เลยจ้า ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น KATE กับ Lazada >> คลิกที่นี่   4. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - MAJOLICA MAJORCA แบรนด์นี้ MAJOLICA MAJORCA ก็เป็นอีกแบรนด์ที่เด่นในเรื่องของมาสคาร่าปัดเด้ง ขนตางอนไปถึงพรุ่งนี้อย่าง Lash Gorgeous Wing และ Lash King Mascara แต่ค่อนข้างล้างออกยากนิดหน่อย ส่วนอายไลน์เนอร์ Perfect Automatic Liner ของนางก็ดังนะ อายแชโดว์ก็น่ารัก ส่วนใหญ่สามารถตามหาแบรนด์นี้ได้ที่ร้าน Drug Store ทั่วไปในญี่ปุ่นจ้า ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น MAJOLICA MAJORCA กับ Lazada >> คลิกที่นี่   5. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - SHISEIDO INTEGRATE ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/integrate.pr/ ไปญี่ปุ่นต้อง Strong ทั้งจิตใจและการเงินนะคะ เห็นอะไรก็น่ารักไปหมด อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แบรนด์นี้ก็เช่นกัน ที่สำคัญยังไม่มีขายในไทยด้วย อีกทั้งแบรนด์ INTEGRATE ยังอยู่ในเครือ SHISEIDO อีกด้วย ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำของ INTEGRATE คือ อายแชโดว์สำหรับคิ้ว Eyebrow & Nose Shadow และลิปกลอส Girls Kiss Jelly ที่เคยได้รางวัลจากเว็บ cosme.net มาแล้ว เป็นไงละ อย่ารอช้า รีบไปซื้อเลย ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น SHISEIDO INTEGRATE กับ Lazada >> คลิกที่นี่   6. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - Hada Labo ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/WeLoveHadaLabo/ หลุดจากเครื่องสำอางพวกเมคอัพมาสกินแคร์บำรุงผิวกันบ้างเนอะ Hada Labo ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในไทยพอสมควรในเรื่องของการบำรุงผิวให้นุ่มดึ๋งๆ เวลามีใครไปญี่ปุ่น ก็จะโดนให้หิ้วเจ้า Lotion น้ำตบของแบรนด์นี้มาฝากกันเยอะทีเดียว ตอนนี้ก็มีแบบเป็นถุงเติมประหยัดเงินได้หลายตังค์อยู่ และยังมีแบบเป็นเจลกระปุก All in One Gel อีกด้วย แต่ที่ปลื้มกันสุดๆ คือเรื่องราคาที่แสนจะแตกต่าง เพราะที่ไทยกับที่ญี่ปุ่นห่างกันอยู่ประมาณ 2 เท่า !! ใครไปเยือนญี่ปุ่นก็สามารถหาได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปในญี่ปุ่นได้เลยเนอะ ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น Hada Labo กับ Lazada >> คลิกที่นี่   7. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - Kotoshina ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/kotoshinathailand/ เครื่องสำอางแบรนด์นี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นกันซักเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่า จุดเด่นของแบรนด์นี้นั่นคือในเรื่องของ Organic Product ไม่ว่าจะเป็นโทนเนอร์ ครีมบำรุงผิว ซึ่งใช้สารสกัดที่มาจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่เป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดการแพ้แต่อย่างใด (เค้าบอกว่าเค้าคัดสรรมาอย่างดีเลยนะ) Kotoshina หาซื้อได้ง๊ายง่าย หาตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปในญี่ปุ่นได้อีกเช่นเคย ผิวใครแพ้ง่าย ก็อย่าลืมลองใช้แบรนด์นี้กันดูนะ   8. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - MAQuillAGE ขอบคุณรูปภาพจาก >> https://twitter.com/maquillage_jp  เป็นอีกแบรนด์ที่มีแพ็กเกจน่ารัก สำหรับ MAQuillAGE ฟรุ้งฟริ้งมาก มีความเป็นเจ้าหญิงเบาๆ อีกทั้งเน้นในเรื่องการแต่งหน้าเบาบางใสๆ ที่่โด่งดังเลยก็มีลิปกลอส และบลัชออน ราคาจะแพงกว่าแบรนด์ MAJOLICA MAJORCA ที่อยู่ในเครือเดียวกันหน่อย หาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไปในญี่ปุ่นเหมือนกันจ้า อ้อ แต่เรื่องราคาที่ญี่ปุ่นก็ถูกว่าที่ไทยตามท้องเรื่องเช่นกัน ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น MAQuillAGE กับ Lazada >> คลิกที่นี่   9. เครื่องสำอางญี่ปุ่น - Cle de Peau Beaute  ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/CledePeauBeauteThailand/ อีกหนึ่งแบรนด์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ หากพูดถึงเครื่องสำอางญี่ปุ่น เคล เดอ โป โบเต้ (Cle de Peau Beaute) เป็นแบรนด์พรีเมี่ยมที่ญี่ปุ่นเลยนะ เรื่องของราคาก็อาจจะสูงหน่อย แต่เรื่องของคุณภาพก็คือดีงามเลย สาวญี่ปุ่นก็รัก สาวไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ซื้อกลับกันมาเยอะ เพราะที่ไทยราคาก็แรงแพงเอาเรื่องอยู่ โปรดักส์ก็มีให้เลือกทั้งเครื่องสำอางและสกินแคร์บำรุงผิว สำหรับเครื่องสำอางตัวดังๆ ของเขาจะเป็นพวกรองพื้น คอนซีลเลอร์ อะไรพวกนี้จะปกปิดดี แล้วเกลี่ยง่ายใช้แล้วดูเป็นธรรมชาติ อีกอย่างที่เริดก็คือ ลิปกลอส เติมความชุ่มชื่นให้กับริมฝีปากและเพิ่มสีสันให้คาวาอิแบบสาวญี่ปุ่นกันไปเลย ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น MAQuillAGE กับ Lazada >> คลิกที่นี่   10.เครื่องสำอางญี่ปุ่น - CEZANNE ขอบคุณรูปภาพจาก >> www.facebook.com/cezannefan/ ปิดท้ายเครื่องสำอางญี่ปุ่นด้วย CEZANNE เป็นอีกแบรนด์ที่สาวไทยรักในตัวนางมาก เพราะนอกจากพรีเมี่ยมแล้ว ราคายังไม่แพงด้วยนะ คือถ้าไปญี่ปุ่นแล้วซื้อกลับมาราคาถูกเลย แป้งพัฟของเขาคือ ดีมาก เนื้อละเอียดเข้ากับสีผิวของสาวๆ เอเชียได้ดีเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ที่ไทยก็มีแล้วตามช้อปต่างๆ หรือร้านสโตร์บิวตี้ชื่อดัง ซึ่งราคาก็ไม่หนีกันมาก แต่ยังไงไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อยากให้ซื้อกลับมาเพราะใช้ดี และราคาก็ถูกกว่านิดหน่อยนะๆ  ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่น CEZANNE กับ Lazada >> คลิกที่นี่   ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งหน้าก็อย่าลืม ซื้อเครื่องสำอางญี่ปุ่นกลับมาใช้เอง หรือซื้อฝากก็ได้ รับรองว่า คนได้ประทับใจแน่นอน  จองทัวร์ ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับ ทัวร์ครับ >> https://tourkrub.co/japan-tour

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่น สนุก สบาย มีตั๋วใบเดียว ก็เที่ยวชิลล์ได้ทั่วเมือง
เที่ยวญี่ปุ่น สนุก สบาย มีตั๋วใบเดียว ก็เที่ยวชิลล์ได้ทั่วเมือง

29 มิ.ย. 63

เที่ยวญี่ปุ่นหลายคนคงคุ้นเคบกับรถไฟ JR เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงชินคังเซน  รถไฟเข้าเมืองจากสนามบิน หรือรถไฟเดินทางไปเมืองต่างๆ  และด้วยราคารถไฟของเขาราคาไม่เบา จึงทำให้หลายคนเข้าใจค่ารถไฟที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นแพงเหลือเกิน  แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเดินทางเที่ยวเองในญี่ปุ่นที่ราคาถูก เดินทางแบบไม่แพง เน้นราคาถูก ไม่เน้นเดินทางไว เหมาะกับสายชิลล์ ไม่รีบไม่ร้อน ได้เที่ยวญี่ปุ่นแวะตามเมืองต่างๆ ได้ชมธรรมชาติ แวะกินอาหารไปเรื่อยเปื่อย เจ้าตั๋วที่เรากำลังพูดถึงคือ  JR Seishun 18 Kippu ซึ่งเป็นตั๋วสำหรับรถไฟท้องถิ่นไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยตั๋วนี้จะเปิดให้ซื้อช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม เข้าไปเช็ครายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ >> https://www.jreast.co.jp/e/pass/seishun18.html  แต่เที่ยวญี่ปุ่นจะสะดวกมบายที่สุด แบบไม่ต้องวางแพลนเที่ยวเอง ไม่ต้องหาตั๋วซื้อตั๋วรถไฟ ก็แนะนำให้ซื้อทัวร์ไปเลย ได้เที่ยวในแบบที่ชอบไม่ต่างกัน ซึ่งก็สามารถเข้าไปดูแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น ได้ที่ ทัวร์ครับ เว็บไซต์ที่รวมทัวร์ต่างประเทศไว้เยอะมากๆ https://tourkrub.co/japan-tour อย่างทัวร์ญี่ปุ่นเองก็มีให้เลือกเยอะ ถ้าเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศจองกับทัวร์ครับ ไว้ใจได้จริงๆ โฉมหน้าของตั๋ว  JR Seishun 18 Kippu นะครับ  ซึ่งทริปนี้เราจะเริ่มจากขึ้นรถไฟ JR ที่ชิบูย่าไปเมืองทากาซากิ จังหวัดกุนมะ จากทากาซากิไปเมืองมินาคามิ  จังหวัดกุนมะจากมินาคามิไปยัง ยูซาวะ จังหวัดนีกาตะ แล้วนั่งรถสายเดิมกลับโตเกียว นั่งรถไฟฉึกฉักมาชั่วโมงเศษๆ เราก็มาโผล่ที่ทากาซากิเมืองแห่งดารุมะ หรือตุ๊กตาแดงนั้นเอง  ลงรถไฟมาปุ๊ป เราก็เจอกับไดรุมะ ตัวใหญ่มาต้อนรับ ช่วงเวลาที่ผมไปคือวันปีใหม่ครับ ทุกอย่างในเมืองที่ผมไปจึงปิดหมด แต่ทากาซากิมีเทศกาลดารุมะพอดี โชคดีเลยครับ เรามีเวลาแวะเที่ยวเมืองนี้ 1 ชั่วโมง แล้วต้องกลับไปสถานีเพื่อนั่งรถไฟต่อไปยังมินาคามิ ดารุมะเป็นตุ๊กตาสีแดงคล้ายตีกตาล้มลุก ไม่มีแขน มีแต่หน้า ซึ่งการวาดหน้าดารุมะนี้วาดให้เหมือนพระ ตรงคางจะเขียนคำขอพรต่างๆ เช่นสุขภาพดี เจริญก้าวหน้า โชคดีอะไรแบบนี้ครับ และตัวดารุมะยังหมายถึงชิวิตเวลาที่เราล้มเราก็สามารถลุกขึ้นมาอีกได้ครับ  ดารุมะตัวใหญ่ใจกลางเมือง  ผมมาถึงเมืองนี้งงๆ มากับเพื่อนญี่ปุ่นที่พามา จับใจความได้ว่าวันนี้เราโชคดีนะ ร้านปิดหมดแต่มีเทศกาลพอดี ผมก็เดินตามเขาไปตรงใจกลางเมือง ก็พบคลื่นมหาชนมากมาย และร้านรวงที่ขายตัวดารุมะ และร้านขายอาหารต่างๆ คล้ายถนนคนเดินบ้านเราแหละครับ แต่บ้านเราร้านเยอะกว่า ร้อนกว่า    แผงขายดารุมะเต็มไปหมด รับสักตัวไหมครับ ทากาซากิเป็นเมืองขนาดพอดีๆ มีที่เที่ยวเยอะอยู่ครับ แต่เราใช่วิธีชะโงกทัวร์เอาเพราะมีเวลาน้อยแค่ชั่วโมงเดียวเลยได้บรรยากาศภายในเมือง จริงๆ ถ้าใครมีเวลาแนะนำไปเที่ยววัดดารุมะจิ ชมโรงงานผลิตตุ๊กตาดารุมะ และสักการะเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่  เขามีให้เขียนตัวดารุมะด้วยครับ จึงไปเขียนดั่งภาพ มีการแสดงด้วยครับ เป็นเพลงแบบครึกครื้นครับ ที่ทาคาซากิ มีร้านอาหารไทยด้วยนะครับ แต่ร้านปิดวันนั้น อด จากทากาซากิ เรานั่งรถไฟสาย JR  Joetsu Line ไปยังเมืองมินาคามิ ซึ่งเป็นเมืองออนเซน ผมนี้เตรียมแช่น้ำเลยครับบบ เนื่องจากเรามมมีเวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมงที่เมืองนี้เพื่อรอรถไปยังนีงาตะ   ระหว่างทางที่นั่งรถไฟไปก็เริ่มรู้สึกว่ายิ่งจากโตเกียวมามากเท่าไหร่ยิ่งหนาวเท่านั้น สังเกตุจากสภาพวิวทิวทัศน์นะครับ เพราะในรถไฟอุ่นอยู่แล้ว แล้วผมก็คิดถูกเนื่องจากเจอหิมะบนพื้น เซอร์ไพรส์มากครับ หิมะ แต่มีเซอร์ไพรส์มากกว่านี้ครับ อีกภาพหนึ่ง มินาคามิเป็นเมืองที่คนโตเกียวและเมืองใกล้เคียงนิยมมาแช่ออนเซ็น เล่นสกี เพราะที่นี้มีลานสกีที่ขึ้นชื่อ มีภูเขาที่สวยงาม มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เป็นเมืองในฝันของคนรักสงบ หน้าหนาวเมืองนี้จะขาวดพลนไปด้วยหิมะวันที่ผมไปคุณป้าชาวญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้ไม่ค่อยหนาว แม่เจ้าที่ขนาดไม่หนาวผมเหลือแต่ตาเดิน  สะพานข้ามแม่น้ำระหว่างทางจากสถานีรถไฟเข้าเมือง พวกเราพร้อมมากที่จะไปแช่ออนเซ็น เพื่อนชาวญี่ปุ่นผมพราวทูพรีเซ็นมาก แต่ปรากฎว่าทั้งเมืองร้างครับ ปิดหมด ปิดหมดทุกอย่าง ตามภาพนี้เลยครับ วันที่ 1 มกราคม ทุกคนก็ปิดบ้านนอนหมด พวกเราก็เดินเหงากัน  เหงามากครับ มีเวลาสามชั่วโมงในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดฆ่าเวลาได้ดีเท่ากับการเดินเล่นในร้านแถวสถานีรถไฟ และนั่งคุยกับคุณป้าแถวนั้นครับ คุยรู้รื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทำให้เวลาผ่านไปเร็วมากครับ คุณป้าเจ้าของร้านอาหารที่ผมแวะไปนั่งเมาท์มอยกับแก    เมืองนี้ของดีก็คือสาเกครับ จริงๆ ดีหลายอย่างแต่ผมโพกัสแค่นี้เลย ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาผ้าน่ารักมากเลยครับ มีโชว์ที่สถานีรถไฟ ถึงเวลาอันสมควรพวกเราก็เดินทางไปด้วย JR Joetsu Line ไปยังยูซาวะ นีงาตะ ระหว่างทางก็คือเราจะผ่านลานสกี ภาพที่เห็นคือหิมะตกตลอดทาง ผมนี้ตื่นเต้นมากครับ รถไฟมาถึงสถานียูซาวะ พวกเรามุ่งหน้าไปสถานที่ที่ผมอยากไปมาก ซึ่งทริปนี้ตรงนี้คือไฮไลท์ครับ นั้นคือพิพิธภัณฑ์สาเก  รวมมาทั้งเกาะเลยครับ อย่าเอาอย่างตาลุงคนนี้นะครับ อันนี้คือรูปปั้นตรงหน้าทางเข้าครับ   Ponshukan Sake Museum ตั้งอยู่บริเวณสถรนีรถไฟอิชิโกะ ยูซาวะ รวบรวมสาเกจากทั่วประเทศ 132 ชนิด และที่สำคัญคือจ่ายค่าเข้า 500 เยน จะได้รับจอกสาเก และเหรียญสำหรับหยอดตู้สาเกอัตโนมัติ 5 เหรียญ ซึ่งแต่ละตู้ก็จะใช้จำนวนเหรียญเริ่มต้นที่ 1 เหรียญขึ้นไปตามแต่ความไฮโซของสาเก เราสามารถทดลองชิมเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัดตามแต่งบประมาณ และความแข็งแรงของร่างกายแค่อย่าล้มหงายเป็นลุงคนนั้นพอ เขาจำกัดอายุเข้านะครับ ต้อง18 ปีขึ้นไปตามกฎหมายญี่ปุ่น  จอกวิเศษพร้อมกับป้ายแนะนำว่าเบอร์ไหนอร่อย เบิกฤกษ์ด้วยเบอร์ 13 ครับ ไม่อ่านป้ายแนะนำแต่รู้ว่าอันแรกต้องเบอร์ 13   นอกจากสาเกแล้วที่นี้ยังมีเกลือและมิโซะสำหรับใช้กินคู่กับสาเก เหมือนที่เรากินของเปรี้ยวๆ กับยาดองนั้นเอง ที่ญี่ปุ่นกินของเค็มๆ แต่เกลือก็ไม่ได้มีแค่เกลือป่นสีขาวๆ นะครับ มีตามในภาพเลยครับชิมจนงง  เยอะจนลืมนับครับ ที่เห็นในถ้วยคือเกลือครับ ไม่ใช่ตู้ฝากของนะครับ ตู้กดสาเกครับ ยาวเต็มผนังเลยครับ จุดจบสายแข็ง เพลินเพลิดไปกับสาเกในตู้จำนวนมากจนหิว ถ้าคุณมากับครอบครัวภรรยาไม่ดื่มและลุกเล็กเด็กวัยรุ่นเข้าไม่ได้ ไม่ต้องกังวลภายในสถานีมีร้านอาหารมากมายและที่ช้อปปิ้ง ซึ่งพูดเลยว่าเพลินมาก นีงาตะเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดีของประเทศจึงทำให้ที่นี้มีผลิตภัณฑ์จากข้าว ไม่ว่าจะเป็นสาเก มิโซะ ขนมแซมเบ้ ข้าวสาร และ เครื่องสำอางที่ผลิตภัณฑ์จากข้าว  ข้าวญี่ปุ่นคุณภาพดี ข้าวญี่ปุ่นที่ห่อผ้ามาอย่าสวยงาม ขนมจากข้าวราคาย่อมเยาว์ และสิ่งที่อยากให้ลองมากที่สุดคือข้าวปั้นครับ อร่อยมากครับ ข้าวของเขาคืออร่อยจริงๆ ก้อนใหญ่มาก    นี้คือของจริงบนมือชายร่างใหญ่สูง 180 เซ็นติเมตร ข้าวปั้นใหญ่มากครับ ใหญ่จนผมต้องกินสองครั้งถึงจะหมด มีหลายใส้ให้เลือกไม่ว่าจะบ๊วย สาหร่ายหวาน ไข่ปลาแซลมอน ไข่ปลาค๊อดดอง หรือไส้ผักต่างๆ ราคาเริ่มต้นที่ 580 เยนเองครับ ปิดท้ายด้วยภาพเหล่าขวดสาเกในภาพนี้ครับ ทริปนี้พวกเราหารค่ารถกัน 5 คนเพียงคนละ 2พันกว่าเยน  ตีเป็นเงินก็ 500 กว่าบาท แต่ได้ไปเที่ยวถึงสามเมือง ได้ชิมของอร่อยมากมาย ได้เห็นหิมะตก และชมความสวยงามทั้งสองข้างทาง ขากลับผมก็นั่งรถสายเดิมแบบเดิมสถานีเดิมแบบขามาออกจากโตเกียวตอน 9โมงเช้า กลับถึงบ้านตอนเที่ยงคืนเศษๆ ใช่วันปีใหม่ได้คุ้มค่ามากครับ

อ่านเพิ่มเติม