All articles abouts สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น

2 เมืองสุดฮิต !! สถานที่ไฮไลท์ เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า
2 เมืองสุดฮิต !! สถานที่ไฮไลท์ เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า

30 ต.ค. 61

วันนี้ ทัวร์ครับ  เลยนำสถานที่เที่ยวโตเกียวและโอซาก้ามาให้ดูกันก่อนคร่าวๆ เผื่อเป็นไอเดียในการเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งต่อไปครับ …   โตเกียว กรุงโตเกียว เมืองหลวงชื่อดังในญี่ปุ่นที่ใครๆก็ต้องรู้จัก ย่านแห่งการคมนาคมการขนส่งจุดศูนย์กลางของดินแดนอาทิตย์อุทัย เดินทางสะดวกด้วยคมนาคมที่ครอบคลุมทั้งเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวญี่ปุ่นสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายในราคาที่ไม่แพง ใครที่พาคุณแม่หรือลูกๆมาเที่ยวญี่ปุ่น หมดกังวลเรื่องการเดินทางไปได้เลย แต่ถ้ามาแบบวางแผนเที่ยวเองก็ต้องขยันวางแผนหน่อยนะครับ ถึงแม้ว่าจะมีการคมนาคมที่สะดวก แต่เราก็ยังต้องสู้กับความเหนื่อยในการเดินไปยังสถานีต่างๆและการดูแผนที่ในการท่องเที่ยวไปพร้อมๆกัน   โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)   โตเกียวทาวเวอร์ แลนด์มาร์กยอดนิยมของโตเกียว สัญลักษณ์ของเมือง สำหรับใครที่มาครั้งแรกอย่าพลาดที่จะมาถ่ายรูปกับโตเกียวทาวน์เวอร์กันครับ ซึ่งหอคอยโตเกียวแห่งนี้มีเปิดให้นักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนที่สามารถดูได้แบบ 360 องศาเลยล่ะ เปิดทุกวัน เวลา 9:00 - 22:00 น. หรือใครอยากซื้อของฝาก ในโตเกียวทาวน์เวอร์ก็มีร้านของที่ระลึกด้วยนะครับ เป็นแลนด์มาร์กแรกที่น่าไปสุดๆ พิกัด : 4 Chome-2-8 Shibakoen, Minato, Tokyo 105-0011, Japan ค่าเข้าชม : Main observatory  900 เยน และ Special observatory  700 เยน ย่านชินจูกุ (Shinjuku) & ย่านชิบูย่า (Shibuya) ย่านชินจูกุ & ย่านชิบูย่า แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว ซึ่งห่างกันเพียงสถานีเดียว ย่านที่สายช้อปปิ้งห้ามพลาด !!! ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างแดนหรือชาวญี่ปุ่นต่างก็มาช้อปกันที่นี่ 2 ย่านนี้ ถือว่าเป็นย่านที่คนคึกคักมากที่สุด ศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ ๆ ของเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้า และเป็นแหล่งสินค้าแบรนด์ชั้นนำอีกด้วย หมู่บ้านโอชิโนะฮัคไค (Oshino Hakkai) หมู่บ้านโอชิโนะฮัคไค หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบคาวากูจิโกะ กับ ทะเลสาบยามานาคาโกะ สถานที่ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่รายล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำทั้ง 5 และยังมีแบล็คกราวด์เป็นภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย  ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปดื่มน้ำที่นี่ เพราะเค้าว่ากันว่าบ่อน้ำในหมู่บ้านโอชิโนะฮัคไคนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ที่หากใครได้ดื่มก็จะมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าใครที่ไม่รู้ว่าจะพาแม่ไปเที่ยวไหนดี ก็อย่าลืมมาที่หมู่บ้านน้ำใสแห่งนี้กันนะครับ วัดนาริตะ (Naritasan Shinshoji Temple) วัดนาริตะ วัดศาสนาพุทธชื่อดังในนาริตะ วัดใหญ่ที่สุดในเขตคันโต เป็นวัด 3 อันดับแรกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะมากที่สุด แถมวัดนาริตะยังตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนาริตะ เราสามารถเดินทางไปวัดนาริตะได้ง่ายๆจากสนามบิน โดยภายในวัด เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามอันแสดงออกถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และยังมีเครื่องรางขอพรเรื่องโชคลาภต่างๆมากมาย รวมทั้งสินค้าที่ระลึกต่างๆ บริเวณรอบๆวัด ย่านกินซ่า (Ginza) กินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตในญี่ปุ่น ย่านช็อปปิ้งระดับไฮเอนด์ เหมาะสำหรับครอบครัวสาบช้อปเป็นที่สุด  แต่เดี๋ยวก่อน ย่านกินซ่าเป็นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในที่ดินราคาแพงที่สุดในญี่ปุ่น จึงทำให้ร้านค้าร้านอาหารแถวนี้ราคาแพงสุดๆไปเลยล่ะครับ ต้องพกเงินไปหนาๆกันหน่อย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอางระดับไฮเอนด์และสินค้าแฟชั่นแบรนด์ชั่นนำต่างๆก็มารวมอยู่ในย่านนี้ด้วยยย แม่น้ำเมกุโระ (Meguro) แม่น้ำเมกุโระ จุดชมดอกซากุระที่โด่งดังที่สุดในโตเกียว เพราะตลอดสองฝั่งทางของแม่น้ำเมกุโระนั้นเต็มไปด้วยต้นซากุระถึง 830 ต้น !!  และชมได้ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน สามารถเดินจากสถานี Naka-Meguro Station ประมาณ 10 นาทีครับ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) ทะเลสาบคาวากูจิโกะ สถานที่เที่ยวรอบๆโตเกียวครับ และเป็นหนึ่งสถานที่ที่คนไปเที่ยวโตเกียวก็จะไม่พลาดที่จะมาเที่ยวที่ทะเลสาบคาวากูจิโกะ ชมวิวแนวธรรมชาติตามจุดต่างๆ ด้วยความที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ จึงเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดมากกกกกกกก แนะนำช่วงซากุระและช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยมากๆ กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าชมวิว ล่องเรือในทะเลสาบคาวากูจิโกะ อุทยานแห่งชาติฮาโกเน่ (Hakone) ฮาโกเน่ เมืองในเขตอาชิงาราชิโมะ ประเทศญี่ปุ่น บอกเลยว่าที่นี่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ชักชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติต่างเดินทางมาฮาโกเน่เพื่อพักผ่อนตามรีสอร์ทและสปาที่อยู่รอบอุทยาน ไฮไลท์คือ ไปชิมไข่ดำ นั่นเอง อ่านต่อ : กินแหลก..ตัวแตกที่โตเกียว !! 9 ร้านอาหารห้ามพลาด ณ กรุงโตเกียว โอซาก้า "โอซาก้า" แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของการเที่ยวญี่ปุ่นรองจากโตเกียว ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายและขึ้นชื่อเรื่องอาหารอย่างทาโกะยากิ โอซาก้าอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทางโตเกียว ซึ่งเราสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวมาถึงโอซาก้าได้ ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง เท่านั้น ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มาเริ่มกันที่จุดไฮไลท์ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะทัวร์หรือเที่ยวเอง นั่นคือ ปราสาทโอซาก้า  นั่นเอง แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวที่มาชมความสวยงามของปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ ปราสาทโอซาก้าได้รับตั้งให้เป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แถมตั้งอยู่ใจกลางเมืองโอซาก้า เมื่อถึงช่วงดอกซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี ที่ปราสาทโอซาก้านี้ก็จะมีวิวที่สวยงามตามสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปตามฤดู นอกจากนี้ในช่วงกลางคืนก็จะมีจัดไลท์อัพ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมกันได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน Universal Studios Japan คงเป็นไปไม่ได้ว่าคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นโตเกียว-โอซาก้า นั้น จะไม่รู้จักสวนสนุกชื่อดัง อย่าง ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน สวนสนุกที่เป็นที่นิยมมากที่สุดเป็นอันสองของญี่ปุ่น(รองจากโตเกียวดิสนีย์แลนด์) ที่นักท่องเที่ยวนั้นหลั่งไหลกันมาเพื่อมาเที่ยวสวนสนุกแห่งนี้ให้ได้สักครั้ง ยิ่งเป็นสาวกแฮร์รี่พอทเตอร์และเหล่าสมุนมินเนี่ยนก็อย่าพลาดที่จะมาเที่ยวยูนิเวอร์แซลแจแปนกันนะครับ ส่วนการเดินทางไป Universal Studios Japan นั้นไม่ยาก ถ้าจากสถานีโอซาก้านั่งรถไฟ Osaka Loop Line ไปลงสถานี NISHIKUJO ก็ถึงเลยครับ ย่านชินเซไค (Shinsekai) ย่านชินเซไค แลนด์มาร์กอีกที่หนึ่งของโอซาก้าสถานที่แห่งการช้อปปิ้ง และยังมีหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku) ที่เป็นสถานที่เที่ยวหนึ่งในสัญลักษณ์ของที่ชินเซไคอีกด้วย นอกจากจะช้อปปิ้งแล้ว เรื่องอาหารก็ไม่แพ้ใครเลยครับ แหล่งรวมร้านกินดื่มสำหรับคนญี่ปุ่นและแถวๆนี้ยังมีร้านขายของที่ระลีกให้เลือกช็อปปิ้งกันอีกหลายร้าน  ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว-โอซาก้า ก็อย่าลืมแวะมาที่นี่กันน้าา ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ย่านโดทงโบริ ย่านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของโอซาก้า ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ร้านของฝาก บอกเลยว่าเดินเพลิน ช้อปกระจาย และที่นี่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่น หากมาย่านโดทงโบริแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปที่ระลึกกับป้ายกูลิโกะมาอวดกันด้วยนะครับ    จบแล้วกับทริปญี่ปุ่นโตเกียวโอซาก้า เที่ยวสะดวก อาหารอร่อย ช้อปปิ้งกันเพลินๆ ทัวร์ครับขอคอนเฟิร์มเลยว่าไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ !! และเป็นอีกหลายเหตุผลว่าทำไมคนไทยถึงนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน.. ถ้ามีโอกาสลองไปเที่ยวญี่ปุ่นกันให้ได้สักครั้งรับรองว่ามีครั้ง 2 3 4 ตามมาแน่นอนนน    อ่านต่อ : 7 ร้านอาหาร โอซาก้า ถูก และ ดี ไปเที่ยวโอซาก้าต้องลอง!  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวฟินถิ่นโอซาก้า-เกียวโต ! เที่ยวครบเก็บหมดทุกแลนด์มาร์ก
เที่ยวฟินถิ่นโอซาก้า-เกียวโต ! เที่ยวครบเก็บหมดทุกแลนด์มาร์ก

05 พ.ย. 61

วันนี้ ‘ทัวร์ครับ’ เลยใจดี จัดแพลนแบบฟินๆ เรียกได้ว่าเก็บหมดครบทุกแลนด์มาร์กในโอซาก้า มาให้ทุกคนได้ตามรอยกัน บอกเลยนอกจากโอซาก้าแล้วอาจจะมีเมืองใกล้เคียงอย่างเกียวโต ปะปนมาบ้างเนื่องจากว่าสถานที่เที่ยวไม่ค่อยไกลกันมาก ทัวร์ครับรับรองว่าทริปเที่ยวโอซาก้านี้ มีแต่ความท รงจำดีๆกลับไป อย่างแน่นอน เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 1 เริ่มต้นวันแรกกันเลย กับแลนด์มาร์กที่แรกที่ทุกๆ คนต้องไปกัน นั่นก็คือที่ วัดชิเทนโนจิ วัดเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เดินชมสวนสวยหลากหลายฤดู กับบรรยากาศสบายๆ ทั้งยังมีร้านชิลๆ หลายร้านให้ได้นั่งพักเหนื่อยกันด้วยล่ะครับ เที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ ดื่มด่ำบรรยากาศใช้เวลาช่วงเช้าไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีเหมือนกันครับ พิกัด : Shitennoji Temple หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จ เราขอชวนทุกคนไปต่อกันที่ ตึก Umeda Sky เพื่อชมวิวเมืองโอซาก้าแบบ 360 องศากันไปเลย และปิดท้ายวันด้วยการไปจบที่ 🍢 ย่านโดทงโบริ เดินสำรวจแฟชั่น และของต่างๆ ใครอดใจไม่ไหวจะช้อปปิ้งก่อนก็ได้ แต่ทัวร์ครับขอแนะนำให้เดินเซอร์เวย์เฉยๆ ก่อนดีกว่า จะได้เที่ยวได้ทั่วโดทงโบริและได้เก็บภาพบรรยากาศไปด้วยครับ พิกัด : Dotonbori เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 2 วันนี้จะพาไปชมจุดที่สวยที่สุดของโอซาก้ากัน นั่นก็คือที่ 🏯ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) นั่นเอง เราสามารถเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งชมนกชมไม้เพลินๆ ได้ค่อนวัน ก่อนจะไปต่อกับการดูฉลามวาฬที่ 🐋 Osaka Aquarium กัน แค่สองที่นี้ก็ให้เต็มที่ทั้งวันเลยครับ    เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 3 ขอยกเวลาทั้งวันให้กับ Universal Studio Japan 🎡ครับ บอกเลยว่าอยู่ที่ USJ ทั้งวันก็หมดวันจนไปที่อื่นไม่ได้แล้วล่ะครับ บางคนที่ชอบมากๆ เผลอๆ เวลาไม่พอด้วย เพราะนอกจากจะอินไปกับบรรยากาศแล้ว ก็ต้องเผื่อเวลาต่อแถวเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ด้วยนะครับ พิกัด : Universal Studio Japan เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 4 วันนี้ทัวร์ครับจะออกไปเที่ยวที่เกียวโตกันแต่ก่อนอื่นแนะนำว่าให้ไปหาของอร่อยทานที่ ย่านShinsaibashi ก่อน ที่นี่มีร้านอาหารมากมาย รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆ รอต้อนรับทุกคนอยู่ด้วย เมื่อท้องตึงแล้วเราก็ออกเดินทางไปยังเกียวโตกันเลย กว่าจะถึงก็ช่วงบ่ายแก่ๆ เลยขอแนะนำให้ตรงที่ วัดคินคะคุจิหรือวัดทอง (Kinkakuji Temple) ก่อนเลยครับ บรรยากาศในตอนเย็นย่ำ เดินเล่นเพลินๆรอบทะเลสาบ แถมได้ถ่ายรูปสวยๆ กับวัดคินคะคุจิ อีกด้วย เที่ยวโอซาก้า เกียวโต : Day 5 หากใครที่มาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีละก็ วันที่ 5 นี้จะเป็นวันที่เราได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีอย่างจุใจ ในจุดที่เรียกได้ว่า เป็นแลนด์มาร์กแห่งการชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่ๆเราพูดถึงก็คือ วัดคิโยมิสุหรือวัดน้ำใส นั่นเองครับ บอกเลยว่าชาร์จแบตกล้องมาให้พร้อม เตรียมท่าสวยๆ มาให้ดี เพราะลั่นชัตเตอร์กันสนุกสนานแน่นอน แต่บางจุดยังไม่เปิดให้ขึ้นไปชม เพราะอยู่ในช่วงซ่อมแซมปรับปรุงอยู่  พิกัด : Kiyomizu Temple พอตกบ่าย เราก็มูฟตัวเองไปอีกจุดแลนด์มาร์กของเกียวโตอย่าง ⛩ ศาลเจ้าฟูจิมิอินาริหรือศาลจิ้งจอก (Fushimi Inari Shrine) ที่มีเสาสีแดงเรียงรายอยู่นั่นเองครับ วันนี้ ทัวร์ครับแนะนำใส่เสื้อผ้าเป็นโทนสีเหลือง ครีม หรือขาว เพราะจะตัดกับฉากหลังสีแดงทั้งจากใบไม้ และจากเสาที่ศาลเจ้าได้สวยมากๆ เลยล่ะครับ เที่ยวโอซาก้า : Day 6 ตลาดนิชิกิ  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเกียวโต ห่างจากโอซาก้านิดเดียว ที่แห่งนี้มีตั้งแต่อาหารหลากหลายมาก เยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่น อาหารแบบดั้งเดิมไปจนถึงอาหารแปลกๆ และนอกจากอาหาร มาเยือนถึงเกียวโตทั้งที จะพลาดครัวของเกียวโตอย่าง 🦀 ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market )🍣  ไปได้ยังไงล่ะจริงไหมครับ ฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นี่ ก่อนจะไปต่อกันที่ ป่าไผ่ ณ เมืองอาราชิยาม่า 🎋ที่ห่างจากเกียวโตไปนิดเดียวเท่านั้น ไปเยี่ยมชมเมืองชนบทที่มีความโรแมนติกมากๆ และช่วงเย็นก็นั่งรถไฟกลับไปที่โอซาก้ากันครับ พิกัด : Nishiki Market เที่ยวโอซาก้า : Day 7 วันสุดท้ายของทริปแล้ว แนะนำว่าควรกลับไฟล์ทดึกเท่าที่จะทำได้เพื่อการเที่ยวอย่างเต็มวัน ตื่นเช้าหน่อยวันนี้ ไปเก็บตกสถานที่ๆชอบอีกสักรอบ และทุ่มเทเวลาให้กับการช้อปปิ้งไปเลย แต่อย่าไปไกลกันมากนะครับ เดี๋ยวกลับไม่ทัน แล้วอย่าลืมไปสนามบินให้ทันเวลาด้วยนะครับ   และนี่ก็เป็นแพลนโอซาก้า เกียวโต แบบคร่าวๆ 7 วัน 6 คืน สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวโอซาก้า บอกเลยว่าตามแพลนที่เราจัดให้ไป เก็บครบหมดทุกแลนด์มาร์กแน่นอนครับ ทัวร์โอซาก้า เกียวโต คลิกเลย!! แต่ถ้าหากใครกลัวทำไม่ได้ตามแพลนแล้วจะพลาดไป ‘ทัวร์ครับ’ มีอีกหนึ่งทางเลือกมาแนะนำ นั่นก็คือการไปทัวร์กับเรานั่นเอง >< บอกเลยว่าทุกแลนด์มาร์กเราจัดให้แบบไม่มีพลาด แถมยังสะดวกสบายมากๆ ด้วยครับ   อ่านต่อ : 15 ขนมญี่ปุ่นต้องซื้อ ของฝากญี่ปุ่นที่ใครๆก็ชอบ!     

อ่านเพิ่มเติม
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019
หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร 2019

19 พ.ย. 61

และจุดมุ่งหมายของเหล่านักท่องเที่ยวสายอากาศเย็น ก็คงต้องมี ‘ซัปโปโร’ ติดโผไปด้วยแน่ๆ แล้วที่สำคัญนะ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร ประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ ฮิฮิ ~ ตามมาเดี๋ยว ทัวร์ครับ จะพาไปดูว่า Sapporo Snow Festival มีดีอะไร ทำไมคนที่นิยมไปกันจังนะ? ❄️ทำความรู้จัก Sapporo Snow Festival ❄️ หรือที่เราอาจจะเคยได้ยินกันในชื่อ Sapporo Snow Festival นั่นเอง ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นมาจากเมื่อปี 1950 มีนักเรียนม.ปลายได้สร้างรูปปั้นหิมะจำนวน 6 ตัวที่สวนโอโดริ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 50,000 คน ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายมากๆ และก็เลยถือเป็นปีแรกของงานเทศกาลหิมะนั่นเอง จากนั้นมาจึงได้กลายมาเป็นงานเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันครับ ภายในงานก็จะมีการจัดแสดงผลงานจากหิมะและน้ำแข็งกว่า 200 ผลงานเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการประกวดประติมากรรมหิมะจากนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราก็ไปร่วมทุกปี แถมได้รางวัลติดไม้ติดมือมาด้วยนะครับ ☃️ส่วนจัดแสดง Sapporo Snow Festival☃️ Sapporo Snow Festival จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันครับ ส่วนแรกจะจัดที่สวนโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดงานหลัก โดยจะมีผลงานของศิลปินจากทั่วโลก เข้ามาประชันฝีมือกันกับผลงานแกะสลักหิมะและน้ำแข็ง โดยส่วนนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นโซนย่อยอีกถึง 12 โซนด้วยกัน เรียกว่าเดินกุมมือกับแฟนเที่ยวชมงานจนจุใจเลยล่ะครับ พิกัด : odori park  ส่วนที่สอง จะจัดที่ย่านซูซูกิโนะ ซึ่งเป็นย่านแห่งความบันเทิงของที่ซัปโปโร โดยที่นี่จะเป็นส่วนของการจัดการแข่งขันผลงานการแกะสลักน้ำแข็ง ซึ่งมีทีมส่งผลงานเข้าประกวดถึง 60 ชิ้น ในธีมการแข่งขันที่มีชื่อว่า Enjoy the Ice บอกเลยว่าที่นี่ตอนกลางคืนสวยมากๆ เพราะนอกจากจะมีการเปิดไฟประดับแล้ว ยังได้แสงไฟจากย่านอันคึกคักนี้มาประกอบด้วยล่ะ พิกัด : susukino sapporo   ส่วนสุดท้าย Sapporo Snow Festival จะจัดที่ Tsudome ครับ ที่นี่จะมีกิจกรรมที่แตกต่างจากสวนโอโดริและย่านซูซูกิโนะ เพราะจะเน้นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานเป็นหลัก โดยมีกิจกรรมที่ให้เราได้สนุกกับหิมะและน้ำแข็งมากมายเลย เช่น Tube Slider ความยาว 100 เมตร, Snow rafting และอีกมากมายเลย พิกัด : Tsudome 🏂 รีวิวความน่าไปเที่ยว Sapporo Snow Festival🏂  จะบอกว่า ขอให้เต็ม 10 ดาวเลยครับกับงานนี้ เพราะว่านอกจากจะได้ไปสัมผัสอากาศหนาว (แบบที่ประเทศไทยเราไม่มีแล้ว) ยังได้เพลิดเพลินไปกับเทศกาลที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ เราจะได้ทึ่งกับความสามารถของเหล่าศิลปินที่นำผลงานมาแสดง ได้ชื่นชมความงดงามของประติมากรรมจากน้ำแข็งและหิมะ ที่สำคัญ ยังได้ใช้เวลาที่พิเศษกับคนพิเศษอีกด้วย น่าประทับใจสุดดดดดดดดดดดด ใครอยากลองไปสัมผัสกับ เทศกาลหิมะ ซัปโปโร หรือ Sapporo Snow Festival สักครั้ง บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เลยนะครับ เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรอคอยเช่นเดียวกัน จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักกันข้ามปีเลยทีเดียว ช้าไม่ได้เลยล่ะ แต่ๆๆ ถ้าหากใครอยากไปเที่ยวแบบสบายๆ ชิลๆ ไม่ต้องคิดเยอะแยะให้ปวดหัว แนะนำว่าให้ ‘ทัวร์ครับ’ พาไป เพราะเราจัดการให้หมดทู้กอย่าง เพื่อนๆ เตรียมแค่ตัวกับใจ แล้วไปเที่ยวกับทัวร์ครับ ก็พอ สบายสุดๆ ~ อ่านต่อ : ตะลุย 9 สถานที่ 9 กิจกรรม หน้าหนาวนี้ที่ฮอกไกโด

อ่านเพิ่มเติม
Japan winter !! หนาวนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเถอะ
Japan winter !! หนาวนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเถอะ

06 พ.ย. 60

"ญี่ปุ่น" ประเทศที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเราเท่าไหร่ บินแค่ 5 - 6 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว มีอากาศเย็นๆ ให้เราได้ชื่นใจ ใส่เสื้อโค้ช ได้ถ่ายรูปกันสวยๆ แล้วก็มีหิมะปุยๆอีกด้วย แล้วจะมีที่ไหนมีหิมะให้ได้เห็นกับแบบฉ่ำปอดบ้างไปดูกันเล้ยยย   1. Shirakawa-go แผนที่ : Shirakawa-go หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาเป็นเส้นทางระหว่างทาคายาม่า และ คานาซาว่าเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการเลือกให้เป็นหมู่บ้านมรดกโลกที่ยังคงรักษาเอกลักษ์ที่โดดเด่นความสวยงามเก่าแก่ของหมู่บ้าน ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะนิยมไปในช่วงฤดูหนาว และเป็นช่วงที่สวยทสุด ได้เป็นหิมะที่ขาวโพลนที่เกาะบนหลังคา นอกจากนี้ก็จะมีเทศกาล light-up ในแต่ละปีก็จะมีแค่ไม่กี่ครั้ง สำหรับปีหน้าก็มีกำหนดการออกมาแล้ว คือ วันวันอาทิตย์ที่ 21 และวันอาทิตย์ 28 มกราคม 2018 วันอาทิตย์ที่ 4 และวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2018     2. Otaru แผนที่ : Otaru เมืองที่มีเสน่ห์และความน่ารักในตัวเอง สามารถเดินทางจากเมืองซัปโปโรเพื่อมาเที่ยวที่นี่ได้แบบเช้าเย็นกลับเพราะใช้เวลาในการเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง เอกลักษณ์ของที่นี่อยู่ที่คลองขนาดเล็กที่อยู่เลียบไประหว่างโกดังสินค้าเก่า ในช่วงหน้าหนาวจะมีการจัดเทศกาล Otaru Snow and Light Path Festival โดยจะจัดในวันที่ 9 - 18 กุมภาพันธ์ 2018 บอกเลยว่าโรแมนติกมากๆ และใครมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมไปแวะร้านขนมหวานที่เปิดเรียกนักท่องเที่ยวแบบสุดๆ     3. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (Asahiyama Zoo) เมืองอะซะฮิกะวะ แผนที่ : Asahiyama Zoo สวนสัตว์ที่ไม่ธรรมดา เพราะสัตว์ต่าง ๆ ไม่ได้ถูกกักขังอยู่ในกรง แต่สัตว์ที่นี่จะได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ “พาเหรด เพนกวิ้น” เป็นพฤติกรรมทางธรรมชาติของมัน ที่จะเดินไปทะเล เป็นหมู่เพื่อหาอาหาร เอามาประยุกต์ใช้ในสวนสัตว์ บวกกับ ความต้องการที่ อยากให้นกเพนกวิน ได้ออกกำลังกายในฤดูหนาว จึงกลายมาเป็นอีเว้นท์น่ารักๆแบบนี้ ในทุกๆปีโชว์นี้จะมีประมาณกลางเดือนธันวาคม - มีนาคม มีโชว์วันละ 2 รอบ ตอน 11:00 น. และรอบ 14:30 น. แต่ถ้าเข้าเดือนมีนาแล้ว จะเหลือเพียงรอบเดียว ความยาวของระยะทางเดินประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที อันนี้แล้วแต่น้องกวิ้น ><”     4.Sapporo snow festival แผนที่ : Sapporo snow festival เทศกาลสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของญี่ปุ่น เราจะได้เพลิดเพลินไปกับประติมากรรมหิมะและน้ำแข็งแกะสลักสวย ๆ เล่นหิมะแบบหนำใจ ต้องไม่พลาดงานเทศกาลหิมะแห่งเมืองซัปโปโร เทศกาลยิ่งใหญ่ในช่วงฤดูหนาว ถือเป็นจุดแลนด์มาร์กที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมมากที่สุดแห่งหนึ่งจากทั่วทุกมุมโลก สำหรับปีหน้าที่กำลังจะมาถึงก็มีกำหนดการออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยจะขึ้นวันที่5-12 กุมภาพันธ์ 2018 เป็นระยะเวลาทั้งหมด 8 วัน โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงโชว์ผลงานแกะสลักน้ำเเข็งมากกว่า 200 ชิ้น และประดับด้วยแสงไฟหลากสีสันอลังการสุดๆ     5. Niseko แผนที่ : Niseko แหล่งสกีที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่ใหญ่และดีที่สุดแห่ง Niseko นั่นก็คือรีสอร์ท Grand Hirafu หิมะที่นี่เป็นหิมะชั้นดี ละเอียดเหมาะกับการเล่นสกี จุดเด่นของที่นี่ก็คือการเดินเล่นในป่าช่วงฤดูหนาวที่จะทำให้เราได้เห็นทิวทัศน์ของป่าที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ โดยกิจกรรมนี้เหมาะกับการมาเป็นครอบครัวเพราะทุกคนจะได้เดินชมความงามจากป่าในฤดูหนาวไปด้วยกัน นอกจากนี้แล้วยังมีบริการที่พัก และบ่อแช่น้ำร้อนออนเซ็นและสระว่ายน้ำให้ได้ใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจกันอย่างเต็มที่ในสกีรีสอร์ทแห่งนี้ด้วย เปิดช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม.   6. Mt.fuji แผนที่ : Mt.fuji ไปดูภูเขาไฟฟูจิในช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นฟูจิที่สวยที่สุดเพราะจะมีหิมะปกคลุมเยอะที่สุด และนอกจากนี้ท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวก็ยังโปร่ง ใส มีโอกาสได้เห็นฟูจิชัดอีกด้วย   7. Jigokudani Monkey Park แผนที่ : Jigokudani Monkey Park ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าลิงภูเขาหรือลิงหิมะจำนวนกว่า 200 ตัว เป็นลิงที่อยู่ตามธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาชมลิงแช่ออนเซ็นได้ตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่มักจะนิยมเที่ยวในช่วงฤดูหนาว(เดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์) เพราะเราจะได้เห็นภาพลิงภูเขาแช่ออนเซ็น จะได้ใบหน้าแดงก่ำเมื่อมันแช่ตัวอยู่ในน้ำร้อน ดูมีความสุขมากๆ และเราก็จะมีโอกาสได้ชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาหิมะสีขาวโพลน และสองข้างทางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะหนาๆ ตลอดทาง โดยมีเจ้าลิงป่าลงแช่ออนเซนกลางแจ้ง   8.Snow Monster Yamagata Zao Onsen Ski Resort ,Yamagata ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตในการเล่นสกีไฮไลต์หลักของที่นี่คือการเล่นสกีและชม “ ปีศาจหิมะ ” (Snow Monster) หรือจูเฮียว (Juhyou) เกิดจากน้ำค้างและหิมะที่เกาะอยู่ตามป่าสนบนยอดเขา เมื่อเจอกับความหนาวต่ำกว่า 0 องศา ก็แปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งเกาะคลุมต้นสนอย่างหนาแน่น จนรูปร่างคล้ายปีศาจ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่าจูเฮียว ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ทุกปี ที่ป่าแห่งนี้จะมีการเปิดไฟส่องสว่างไปยังผืนป่าเป็นสีสันต่างๆสร้างความสวยงามเป็นอย่างมาก ใครที่เมื่อยจากการเล่นสกีก็อย่าลืมแวะแช่ออนเซ็นผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันได้ด้วย อ่านต่อ : ตะลอนทัวร์ 10 เมืองญี่ปุ่นต้องโดน! เที่ยวญี่ปุ่นยังไงก็ไม่เบื่อ... สนใจโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น คลิกเลย

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่
เที่ยวญี่ปุ่นปีใหม่ไฉไลกว่าเดิม ! 10 กิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่

27 พ.ย. 61

เอาล่ะ! ถึงเวลาแนะนำ ‘กิจกรรมน่าทำ’ และ ‘สถานที่ท่องเที่ยวน่าไป’ กันแล้ว เตรียมจดไว้ดีๆ แล้วจับลงแพลนด้วยนะครับ จะได้เที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่สนุกยิ่งขึ้น : )   1. ไปจับ Lucky Bag เริ่มจากกิจกรรมเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ที่น่าทำกันก่อน กับหนึ่งสิ่งที่เราชอบมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงชอบเช่นกัน นั่นก็คือการได้เปิด “ถุงโชคดี” หรือ “Lucky Bag” นั่นเอง มันเป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่ง ที่เราต้องมาลุ้นว่าของข้างในที่ได้จะเป็นอะไร แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความคุ้มค่านะครับ เพราะของในถุงโชคดีส่วนใหญ่ มักมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งเจ้าถุงโชคดีที่ว่านี้ หาซื้อง่ายมากในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กๆ หรือร้านค้าใหญ่ๆ ดังๆ ก็ต่างมี Lucky Bag เตรียมไว้ให้ลูกค้าทั้งนั้น เอาเป็นว่าหากใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็อย่าพลาดเชียวนะครับ 2. ไปตีระฆัง และกินโซบะข้ามปี ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญมากเลยล่ะครับ ซึ่งการกินโซบะข้ามปีเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างฮิตทีเดียว เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า การกินโซบะข้ามปีนั้นจะช่วยให้อายุยืนยาว นอกจากนี้ที่วัดก็จะมีการตีระฆัง จำนวน 108 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับกิเลสของมนุษย์ (ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น) เหมือนเป็นการไล่กิเลสและเริ่มต้นปีใหม่นั่นเอง ใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ อย่าลืมไปร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้ดูนะครับ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กัน 3. ไปไหว้ขอพรที่วัดหรือศาลเจ้า ปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะไหว้เจ้าขอพรใน ช่วงวันที่ 1 - 3 มกราคม ของทุกปี เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่อย่างสดใส และเป็นมงคลกับชีวิต ซึ่งวัดฮิตๆ อย่าง วัดอาซากุสะ หรือวัดคิโยมิสึ ก็จะคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายเลยล่ะครับ ทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และนักท่องเที่ยวเพราะช่วงปีใหม่ทุกคนก็ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นเอง 4. ไปแต่งกิโมโน ใครที่ไปญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ จะเห็นได้ว่าท้องถนน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะวัด ศาลเจ้า หรือสวนสาธารณะ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดกิโมโนเต็มไปหมด เพราะช่วงนี้ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุข และชาวญี่ปุ่นก็มักจะเฉลิมฉลองกันครับ บอกเลยว่ามันได้ฟีลสุดๆ ลองเลือกร้านกิโมโนดีๆ แล้วแต่งตัวกด้วยกิโมโนเที่ยวสักหนึ่งวัน รับรองว่านอกจากจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพอวดเพื่อนแล้ว ยังได้ความประทับใจด้วยล่ะ 5. ช้อปปิ้ง ณ ชินจุกุ - ฮาราจุกุ พิกัด : Shinjuku , Harajuku แนะนำกิจกรรมกันไปแล้ว มาต่อกันที่สถานที่เที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ที่น่าไปกันบ้างครับ ปกติแล้วเวลาเราๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็มักช้อปปิ้งจนวงเงินบัตรเต็มอยู่แล้ว แต่ว่าการช้อปปิ้งในช่วงปีใหม่เป็นอะไรที่พิเศษมากๆ เพราะของจะลดราคาแบบสุดๆ แถมมักยังมีสินค้าน่ารักๆ สินค้า Limited Edition ให้ได้ช้อปกันด้วยล่ะ อ้อ! แล้วก็อย่างที่บอกไปแต่แรก นั่นก็คือ Lucky Bag นั่นเอง เพราะฉะนั้นย่านชินจุกุ - ฮาราจุกุ จึงเป็นสถานที่ที่ห้ามพลาด ต้องไปให้ได้ จดไว้ในแพลนเลยนะครับ 6. ไหว้พระ ณ วัดอาซากุสะ - วัดคิโยมิสึ ถ้าไปโตเกียว ก็ต้องห้ามพลาดวัดอาซากุสะ หรือวัดโคมแดงอันโด่งดัง ไปไหว้ขอพรที่นั่น พร้อมกับเลือกซื้อเครื่องรางของขลังติดกระเป๋า ก่อนปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียวเลเวลสิบ ให้ฟินๆ ฉ่ำๆ กันไปเลย ส่วนใครเลือกเที่ยวแถบคันไซ โอซาก้า - เกียวโต - โกเบ ก็ต้องอย่าลืมจดวัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใสลงไปในแพลนด้วยนะครับ 7. เที่ยวเมืองเก่า คานาซาว่า - ทาคายาม่า พิกัด : Kanazawa , Takayama สำหรับคนที่อยากสัมผัสกับความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่น แบบ Original ดั้งเดิมของแท้ ก็ต้องจับย่านเมืองเก่าวางลงไปในแพลนด้วยนะครับ ซึ่งเมืองที่เราแนะนำก็มี คานาซาว่า เมืองที่มีหมู่บ้านแบบชุมชนญี่ปุ่นดั้งเดิม และปราสาทคานาซาว่าชื่อดัง โดยสามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวราว 2 ชั่วโมงครึ่ง , ทาคายาม่า เมืองฝาแฝดของเกียวโต ที่ใครมีแพลนไปชิราคาว่าโก ก็ควรที่จะต้องแวะดู รับรองว่าจะหลงรักเสน่ห์ของเมืองนี้อย่างแน่นอน 8. ไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ใช่เฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่การได้แห่งแสงแรก ชมพระอาทิตย์แรกของปี ไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นอะไรที่พิเศษสุดๆ เลยล่ะครับ แล้วอย่างยิ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วนั้น ถือว่าการได้ชมพระอาทิตย์แรกของปีนั้นจะได้รับพลังมหาศาล ขอพรอะไรก็จะสำเร็จสมความปรารถนา มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงตลอดปีเลย ดังนั้นถ้ามีโอกาส อย่าลืมขึ้นเขาเพื่อไปชมแสงแรกกันด้วยนะครับ 9. ขึ้นภูเขาทาคาโอะ รับวิวใหม่ๆ พิกัด : Takaosan อย่างที่บอกว่า หนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นก็คือ การชมพระอาทิตย์แรกของปี และภูเขาที่ยอดฮิต และเดินทางง่าย อยู่ใกล้โตเกียวก็คือ ภูเขาทาคาโอะ ครับ ซึ่งนอกจากจะได้เห็นแสงแรกของปี ณ ที่แห่งนี้แล้ว ยังสามารถเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วยนะครับ เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ถึงสองเลย คุ้มค่ากับการใส่ลงไปในแพลนมากๆ 10. ดูไฟฟินๆ โรแมนติกสุดๆ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ที่ญี่ปุ่นก็จะมีงานจัดแสดงไฟมากมายเลยล่ะครับ แล้วยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไฟก็จะถูกประดับออกมาสวยเป็นพิเศษ ถ้าหากใครไม่ได้ไปนาโกย่า ที่มีงานประดับไฟชื่อดังอย่าง Nabana No Sato ก็สามารถเลือกชมไฟตามสถานที่ต่างๆ เช่น ย่านรปปงงิ , Tokyo Dome , ย่านชิบูย่า แทนก็ได้นะครับ สวยไม่แพ้กัน ที่สำคัญชมฟรีด้วยนะเออ และนี่ก็เป็น Guideline เล็กๆ ที่ Tourkrub นำมาแนะนำให้ทุกคนกัน ลองเลือกสถานที่ที่น่าสนใจ และกิจกรรมที่น่าทำ แล้วจับวางลงแพลนดูนะครับ การเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปีใหม่ครั้งนี้ จะได้ไม่จำเจ และสร้างความประทับใจแบบไม่รู้จบไปเลยย  อ่านต่อ พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!  

อ่านเพิ่มเติม
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!
พาไปชม “Nabana No Sato Winter Light Illumination” งานประดับไฟยิ่งใหญ่ระดับโลก!

26 พ.ย. 61

สำหรับ 🎆 Nabana No Sato Winter Illumination 🎇 ถือได้ว่าเป็นเทศกาลไฟประดับที่โด่งดังไปทั่วโลก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆ คนตั้งใจมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่องานนี้เลยครับ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ธีมพาร์คสวนดอกไม้ใน Nagashima Resort เมืองคุวานะ ของจังหวัดมิเอะ ในภูมิภาคคันไซ แต่จะสะดวกกว่าถ้าหากเดินทางมาจากนาโกย่าครับ โดยสำหรับปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม – พฤษภาคม ยาวๆ กันไปเลย มาๆ ก่อนอื่นต้องขอป้ายยา รีวิวกันแบบจัดหนักก่อน ใครลังเลอยู่จะได้รีบกดจองตั๋วให้ไว : ) cr.pantip.com/topic/36927733 เริ่มจากการเดินทาง ขอบอกว่าง่ายมากๆ ง่ายสุดๆ ไปเลย เพราะสามารถ Take Bus จาก Meitetsu Bus Center ที่นาโกย่า ต่อเดียวถึง เดินทางแค่ครึ่งชั่วโมงเอง สะดวกสุดๆ ไม่ต้องต่อรถให้วุ่นวาย นั่งชมวิวเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมายแล้วล่ะ รถจะจอดที่หน้ารีสอร์ทเลยครับ ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ Nabana No Sato Winter Light Illumination นั่นเอง เห็นมั้ยบอกแล้วว่าสะดวกฝุดๆหรือถ้าซื้อทัวร์มากับทัวร์ครับแล้วล่ะก็มีรถรับส่งสบาย  พิกัด : Nabana No Sato Winter Light Illumination cr.pantip.com/topic/36927733 พอไปถึงที่หน้ารีสอร์ท ก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมกันเล้ยยย ราคาค่าเข้าคนละ 2,300 เยน แต่มีคูปองสำหรับซื้อขนม อาหาร หรือของฝากภายในงานให้ด้วย 2 ใบ ใบละ 500 เยนครับ หักลบออกมาแล้วก็ไม่แพงเลยนะครับ และยิ่งไปกว่านั้น เราขอแนะนำให้มาถึงช่วงประมาณ 4 โมงเย็น เพื่อเดินชมและถ่ายรูปกับเจ้าดอกไม้สวยๆ กันก่อน ส่วนเวลาเปิดไฟของงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ก็จะประมาณ 6 โมงกว่าๆ มาทีเดียวควบ 2 ไปเลย คุ้มมว๊ากกก นอกจากสวนดอกไม้สดใสสวยงามแล้ว ทัศนียภาพของรีสอร์ทแห่งนี้ก็สวยไม่แพ้กันนะครับ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก เตรียมแบตกล้องไปให้พอล่ะ แล้วก็มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย หากเดินชมสวนจนเหนื่อยแล้วมานั่งทานมื้อเย็น พักก่อนจะไปลุยดูไฟตอนกลางคืนกันต่อก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีเหมือนกันนะ ราคาอาหารก็ไม่แพงเลย พันกว่าเยนเท่านั้น!! สามารถใช้คูปองที่ได้มาตอนซื้อบัตรจ่ายแทนเงินสดแล้ว Top Up เพิ่มเข้าไปได้เลย สุดยอดไปเลยครับ และแล้วก็ถึงเวลาค่ำที่เรารอคอย ไฟมาแล้วฮะ บอกเลยว่าสวยมากกกก!! พูดคำว่า สวย สวย สวย ทุกย่างก้าวที่เดิน เพราะมันสวยจริงๆ ครับ มีการประดับไฟเป็นรูปต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟฟูจิ แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ต้นคริสมาสต์ และอีกหลากหลายเรื่องราวสลับกันไป พร้อมกับดนตรีบรรเลงคลอไปด้วยกัน โรแมนติกสุดๆ อากาศเย็นๆ เดินจับมือแฟน ซุกมือไว้ในกระเป๋าของเสื้อโค้ท โอ๊ยยย พระเอกนางเอกซีรี่ย์มาเองเลยนะเนี่ย (แอบกระซิบสาวๆ ว่า ใครที่คบหาดูใจกันมาถึงขั้นวางแผนอนาคตร่วมกัน อย่าลืมแต่งตัวสวยๆ เผื่อคุณผู้ชายจะคุกเข่าเซอร์ไพร์เราก็เป็นได้นะครับ อิอิ มาถึงจุดพีค ที่เป็นไฮไลท์ของงานกัน แอบต้องแย่งชิงพื้นที่นิสนุง เพราะทุกคนต่างมะรุมมะตุ้มที่นี่ แนะนำให้ใจเย็นๆ แล้วจะได้รูปสวยๆ นะจ๊ะ จุดที่ว่าก็คือ Tunnel of Light หรืออุโมงค์ไฟความยาวกว่า 200 เมตร นั่นเอง มันสวยมว๊ากกก อลังการดาวล้านดวงสุดๆ เลยล่ะ ตลอดเส้นทางก็จะถูกประดับด้วยไฟเล็กๆ กุ๊กกิ๊กปุ๊กปิ๊ก น่ารักสุดๆ จนลั่นชัตเตอร์แทบไม่ทัน และในแต่ละปีก็จะมี Theme ที่แตกต่างกันไปด้วยนะครับ หากใครอยากชมงานแบบ 360 องศา บนความสูงกว่า 45 เมตร เราแนะนำให้จ่ายเงินเพิ่มอีก 500 เยน เพื่อขึ้นไปชมวิวบนหอคอยที่มีชื่อว่า Island Fuji  ขอบอกว่านอกจากจะสูงและเสียวแล้ว ยังสวยมากๆ อีกด้วย เพราะเราจะได้มองเห็นวิวของ Nabana No Sato Winter Light Illumination แบบรอบด้าน ประหนึ่งว่ากำลังดูทะเลดาวอยู่เลยล่ะ รอคิวนิดนึงแต่แลกกับความสวยงามตื่นตาตื่นใจ และทำให้การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ประทับใจไม่รู้ลืม เราว่าคุ้มมากๆ เลยนะครับ เมื่อเราเดินชมงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination จนหนำใจแล้ว ก็ถึงเวลากลับกันแล้วล่ะ เราขอแนะนำว่าให้ออกก่อนงานปิดประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแย่งกันขึ้นบัส คนเยอะจะรอนานครับ และที่สำคัญ ควรเช็ครอบรถบัสก่อนนะครับ จะได้วางแผนและกะเวลาให้ถูก ส่วนจุดขึ้นรถบัสก็คึอที่หน้ารีสอร์ท จุดเดียวกับตอนขามาเลยครับ นั่งครึ่งชั่วโมง ถึงนาโกย่าอย่างปลอดภัย ย้ำกันอีกที สำหรับงาน Nabana No Sato Winter Light Illumination ในปี 2018 - 2019 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2018 – 6 พฤษภาคม 2019 นะครับ เพราะฉะนั้นหากใครอยากไปดูไฟประดับ และเที่ยวญี่ปุ่นแบบสัมผัสอากาศหนาวไปด้วย ช่วงปลายปีนี้กำลังเหมาะสมสุดๆ หรือใครอยากได้แค่อากาศดีๆ ไม่ต้องหนาวมาก แถมหากดวงดีก็อาจจะได้เห็นซากุระด้วย แนะนำหลบร้อนจากเมืองไทยเราไปเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม ปีหน้าก็ดีเหมือนกันครับ บอกเลยว่ามันสวยจริงๆ และอยากให้ทุกคนได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองสักครั้งนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน : ) สามารถดูทัวร์ญี่ปุ่น ได้ที่นี่เลย คลิก!! อ่านต่อ : หนาวนี้ห้ามพลาด เที่ยว “Sapporo Snow Festival” เทศกาลหิมะซัปโปโร  

อ่านเพิ่มเติม
กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น
กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น

03 ธ.ค. 61

เดี๋ยวทัวร์ครับจะพาไปดู 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ ที่บอกเลยว่า คุ้มค่าคุ้มราคาที่จ่าย แถมยังฟินสุดๆ ด้วยล่ะ 1. Luxe Dining Hapuna Tokyo cr. jw web magazine cr.wongnai.com ร้านอาหารสุดหรู บนโรงแรม Shinakawa Prince Hotel ที่นี่มีไลน์อาหารให้เลือกทานหลากหลายเลยล่ะครับ แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นที่หมายปองของเหล่านักท่องเที่ยว ก็คงหนีไม่พ้นเจ้า ‘ขาปูยักษ์’ นั่นเอง ทำให้ที่นี่ต้องเสิร์ฟขาปูถึงวันละ 350 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อให้เพียงพอกับลูกค้าทุกคนเลยนะครับ แต่บอกก่อนว่าที่นี่คิวเต็มไวมาก ใครอยากลิ้มลองแนะนำว่าให้จองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ครับ ราคา : มื้อกลางวัน ผู้ใหญ่ 3,800 เยน เด็ก 2,800 เยน / มื้อเย็น ผู้ใหญ่ 6,000 เยน เด็ก 3,800 เยน การเดินทาง : เดินออกจากสถานีรถไฟ Shinagawa ทาง Tanakawa Exit (west exit) ข้ามทางม้าลายเดินต่อประมาณ 5 นาที 2. Tokyo Station Buffet cr.pantip.com อยากเดินทางง่ายๆ ต้องร้านนี้เลย เพราะตั้งอยู่บนชั้น 12 ของ ห้าง Daimaru ณ สถานี Tokyo นั่นเอง ถึงแม้ว่าขาปูยักษ์ของที่นี่จะมีขนาดกลางๆ แต่รับรองว่าสดหวานไม่แพ้ใครเลยล่ะครับ และนอกจากขาปูแล้ว อาหารญี่ปุ่น หรืออาหารทะเลอื่นๆ ก็มีให้เลือกสรรเต็มไลน์บุฟเฟ่ต์ไปหมด ฟินไปอีกมื้อ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 90 นาที ราคา 1,890 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 120 นาที ราคา 2,730 เยน 3. Prince Viking cr.japanwow ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในหมู่ชาวญี่ปุ่นเองด้วย ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น B2 ใน โรงแรม Shinjuku Prince Hotel  สิ่งที่พิเศษสุดๆ ของห้องอาหารแห่งนี้ นอกจากขาปูยักษ์แล้ว ยังมีไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ทางโรงแรมจะผลัดเปลี่ยนอาหารทุกๆ 2 เดือน เพื่อไม่ให้จำเจด้วยล่ะ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 90 นาที ราคา 3,800 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 120 นาที ราคา 6,000 เยน การเดินทาง : อยู่ติดกับสถานี Seibu Shinjuku Station ดูแผนที่  http://www.princehotels.com/en/shinjuku/map-direction 4. Kani Doraku ข้ามฟากมาที่ฝั่งโอซาก้ากันบ้าง ใครผ่านไปที่ ย่าน Dotonburi จะต้องสะดุดตากับร้านที่มีเจ้าปูยักษ์เกาะอยู่แน่นอน และถ้าหากเจอแปลว่ามาถูกแล้วววว เพราะที่นี่คือร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากๆ ซึ่งเมนูของที่นี่จะมีส่วนผสมของปูทั้งนั้นเลย และถึงแม้จะไม่ได้ขายแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ก็สามารถเลือกได้ครับว่าจะรับประทานเป็นอาหารจานเดียว หรือจะรับประทานแบบคอร์สปูให้หนำใจ ราคา : คอร์สปู เริ่มต้นที่ 5,184 เยน 5. Nanda cr.komachijp.com ปิดท้ายกันแบบกระโดดจากใต้มาที่เหนือ เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Sapporo นั่นเอง ใครที่ชอบกินปูจะต้องฟินมากแน่ๆ เพราะที่นี่มีปูให้เลือกถึง 3 สายพันธุ์เลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นปูขน ปูสึไว หรือปูทาราบะ และทีเด็ดคืออะไรรู้มั้ยครับ ? ที่นี่มีน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทยให้ด้วย !!! เป็นการยืนยันว่านักท่องเที่ยวไทยไปกินขาปูที่นี่เยอะจริงๆ ราคา : มื้อกลางวัน จำกัดเวลาที่ 70 นาที ราคา 3,700 เยน / มื้อเย็น จำกัดเวลาที่ 100 นาที ราคา 4,780 เยน (ราคายังไม่รวมภาษี) สถานที่ตั้งร้าน : อาคาร Ciber City ชั้น B2 Susukino, Sapporo, Hokkaido การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toho Line ลงสถานี Hosuisusukino แล้วเดินต่อจากสถานีมาอีกประมาณ 2 นาที อ่านจบแล้วหิวเลยใช่ไหมล่ะครับ? เพราะฉะนั้นหากใครมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ห้ามพลาดที่จะไปลิ้มรส ‘ขาปูยักษ์’ ถึงถิ่นดูสักครั้งนะครับ รับรองว่าติดใจแน่นอน และสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นของทัวร์ครับนั้นก็มีพาลูกทัวร์ไปลิ้มลองบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์กันด้วยนะครับ   หากใครที่สนใจไปทัวร์ญี่ปุ่น กินขาปูยักษ์ >> จองได้ที่นี่เลย  

อ่านเพิ่มเติม
TOKYO – FUJI 5D3N : รีวิวทัวร์โตเกียว ไปทัวร์คนเดียว..ก็เปรี้ยวได้ !!
TOKYO – FUJI 5D3N : รีวิวทัวร์โตเกียว ไปทัวร์คนเดียว..ก็เปรี้ยวได้ !!

24 ธ.ค. 61

ฮั่นแน่... อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับ ว่าจะสนุกสนาน น่าประทับใจขนาดไหน ตามมาเลยคร๊าบบ… สวัสดีชาวทัวร์ครับทุกคนครับ ก่อนเราจะไปเริ่มต้นทริปทัวร์โตเกียวของเรากันนั้น มาฟังจุดเริ่มต้นของทริปทัวร์โตเกียวนี้กันเลยดีกว่า เราบอกได้เลยว่าริทปนี้นั้นเกิดขึ้นแบบงงๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผมเคลียร์งานเสร็จหมดแล้ว ก็เลยพักผ่อนอยู่บ้านชิวๆ แต่ด้วยความเบื่อก็เลยลองหาทัวร์โตเกียวราคาไม่แพงดูไปพลางๆ ก็ได้เจอกับทัวร์โตเกียวราคาโดนใจ เพียงพอกับงบในกระเป๋าน้อยๆของเรา จึงไม่รอช้า รีบจองเลยซิคร๊าบบ...ในที่สุดก็จะได้ไปเยือนดินแดนในฝันที่ใครก็อยากมาสัมผัสซักครั้ง ตื่นเต้นสุดๆไปเลย! และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง ซึ่งของจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ - หนังสือเดินทาง หรือ พาสสปอต (สำคัญมาก!) - เงินเยน (YEN) & บัตรเครดิต (เราเลือกที่จะแลกที่สนามบินชั้นใต้ดิน เพราะสะดวกสุดๆ) - Sim 2 fly (Sim โรมมิ่งสุดฮิต ขาประจำ) - หัวปลั๊ก Universal Adapter (ซื้อครั้งเดียวคุ้ม! ปลั๊กเดียวใช้ทั่วโลก) ทัวร์โตเกียว DAY 1 : วันแรก และความดีของการไปกับทัวร์ญี่ปุ่น เราก็จะได้รับใบนัดหมายก่อนเดินทาง ซึ่งจะบอกรายละเอียดการเดิน สถานที่นัดหมายก่อนเดินทางเพื่อไปเช็คอิน และเราควรมาถึงสนามบินก่อนเวลานัดหมายสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางนั่นเองครับ หลังจากเช็คอินพร้อมโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เวลาเหินฟ้าสู่ญี่ปุ่น ด้วย สายการบิน Nok Scoot กรุงเทพ – นาริตะ ซึ่งครั้งนี้เราได้นั้งเครื่อง Boeing 777-200 (บนเครื่องมีบริการอาหารนะครับ แต่ต้องเสียตังค์เพิ่มเองครับ ) ที่นั่งแบบ 3-3-3 ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง  นั่งสบายๆ หลับกันไปยาวๆ เก็บแรงไว้เที่ยวกันให้เต็มที่พรุ่งนี้ครับ   ทัวร์โตเกียว DAY 2 : วันที่ 2 เข้าสู่วันที่ 2 แล้ว ซึ่งเราก็ยังคงอยู่บนเครื่องเหมือนเดิมครับ 5555 เพิ่มเติมคือง่วงและเมื่อยมาก แต่พอได้มองออกไปนอกหน้าต่าง ความเหนื่อยล้าก็พลันหายไป เมื่อเห็นท้องฟ้าสีครามกับเมฆขาวปุกปุย ซึ่งพี่ไกด์ก็แนะนำให้ไปเพิ่มความสดชื่นด้วยการล้างหน้าแปรงฟันสักหน่อย เพราะอีกไม่กี่อึดใจ เราก็ถึง “สนามบินนาริตะ” ประเทศ ญี่ปุ่น กันแล้วจ้าา...ซึ่งเวลาที่ประเทศ ญี่ปุ่น จะเร็วกว่าที่ไทย 2 ชม. นะครับ ดังนั้นอย่าลืมตั้งเวลาใหม่กันด้วยนะครับ หลังจากไกด์พาเราผ่าน ตม.ญี่ปุ่น มาแล้ว (ไม่ต้องกลัว ตม.นะครับ ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น คอนเฟิร์ม) ซึ่งไกด์ก็จะยืนคอยลูกทัวร์เพื่อคอยแจ้งจุดรับกระเป๋า รวมถึงจุดนัดพบ  หลังจากกระเป๋าแล้ว เราก็เดินไปที่จุดรวมตัวที่ไกด์นัดไว้ โดยพี่ไกด์ก็จะให้แอดไลน์ไว้ หากมีปัญหาอะไร สามารถติดต่อพี่ไกด์ผ่านไลน์ได้เลยนะคร้าบ หลังจากขึ้นบัส นั่งกันเรียบร้อย ไกด์แจกข้าวกล่อง กับ น้ำดื่มให้คนละชุด พร้อมกับอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งความเหนื่อยทำให้หลับแบบไม่ได้ฟังพี่ไกด์เลย (ขอโทษด้วยครับ มันง่วงจริงๆ) พิกัด : Asakusa เมื่อร่างกายได้กินอิ่มนอนหลับ ก็เหมือนได้ชาร์จพลังกลับมาเต็มร้อย พร้อมลุย! ไม่นานเราก็มาถึงที่เที่ยวแรกของเรา นั้นก็คือ วัดอาซากุสะ (Asakusa) วัดเก่าแก่ที่ใจกลางมหานครโตเกียว มีความศักดิ์สิทธิ์และผู้คนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก จุดเด่นของวัดนี้ที่ใครๆมาเป็นต้องถ่ายรูปกันทุกคน นั้นก็คือ โคมไฟยักษ์สีแดง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทางเดินตลอดสองข้างทางนั้น ยังเต็มไปด้วยร้านขายขนม และของที่ระลึกยาวตลอดเส้น เห็นแล้วชวนให้คิดถึงงานวัดบ้านเราเหมือนกันนะครับเนี่ย ^^ ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น ขอบอกเลยว่า อากาศร้อนใช้ได้เลยครับ คือสามารถแต่งตัวเหมือนไทยได้เลยครับ 55555 พิกัด : Gotemba Premium Outlets เริ่มต้นทริปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยการไหว้พระขอพรกันแล้ว ช่วงบ่ายเราก็ไปช้อปปิ้งกันต่อที่ โกเท็นบะ แฟคทอรี่ เอ้าท์เล็ต (Gotemba Premium Outlets) แหล่งช้อปปิ้งขึ้นชื่อของโตเกียวซึ่งเต็มด้วยแบรนด์เนมชั่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ รวมไปถึงยังมีร้านอาหารขึ้นชื่อมากมายให้เราได้ลิ้มลองอีกด้วย แต่จุดเด่นจริงๆของเอ้าท์เล็ตแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ของช้อปแบบจุใจเท่านั้น แต่เป็นวิวธรรมชาติโดยรอบต่างหากครับ เพราะที่นี่นั้นตั้งอยู่บนภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ และยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามที่สุดแห่งนึงอีกด้วย หลังจากเดินเล่นชมวิวกันมาพักใหญ่ ท้องมันก็เริ่มหิว ซึ่งอาหารเย็นวันนี้เป็นแบบฟรีสไตล์ สามารถเลือกทานกันเองได้ตามใจ เราก็เลยหาของกินในโซน Foodland ซึ่งภาพในนั้น มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย ทั้ง สเต็ก ราเมน อุด้ง ข้าวหน้าแกงกะหรี่ และของหวานนาๆชนิด ด้วยความที่เราเป็นคนชอบทานแกงกะหรี่อยู่แล้ว จะพลาดได้อย่างไรละ ของมันต้องลอง!!! หลังจาาอิ่มท้อง ก็ได้เวลาเดินทางไปที่ โรงแรม Hotel MIFUJI อยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ ฝั่งทะเลสาบยามานากะ เป็นโรงแรมเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่น ที่เงียบสงบมาก บรรยากาศรอบๆที่พักเป็นทุงนาและภูเขา อากาศเย็นสบายแม้อยู่ในฤดูร้อน เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นที่สุดเลยครับ ส่วนห้องพักนั้น มีให้เราเลือกหลายแบบ ทั้งแบบธรรมดา และสวีท โดยห้องที่ผมพักในคืนนี้นั้น ทางโรมแรมการันตีว่าเป็น ห้องที่วิวดีที่สุดของโรมแรมแห่งนี้เลย เพราะเป็นห้องเดียวที่เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆตา แทบจะอดใจรอชมไม่ไหวแล้วว!!! สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักนั้น มีครบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเปน แอร์ ฮีทเตอร์ ทีวี ตู้เย็น ไดท์เป่าผม wifi ขาดแค่อย่างเดียวคือไม่มีที่อาบน้ำ แต่ไม่ต้องตกใจนะ เพราะคนญี่ปุ่นเค้านิยมแช่ออนเซ็นมาก ซึ่งทางโรงแรมเค้าก็มีออนเซ็นให้ ดังนั้น ห้องพักที่เป็นห้องสวีทจึงไม่มีที่อาบน้ำให้นะจ้ะ ต้องไปอาบในออนเซ็นแทน(แต่ห้องแบบปกติมีนะ) โดยทางโรงแรมจะมีการเตรียมชุด ยูกาตะ ไว้ให้แขกทุกท่านสำหรับการแช่ออนเซ็น ใครอยากรู้ว่าออนเซ็นของจริงเป็นยังไง ต้องลองมาด้วยตัวเองนะคร้าบบ อิอิ รับรองเลยว่าจะติดใจแน่นอนครับ หลังจากแช่ออนเซ็นจนสุก... เอ้ย สุขสบายทั้งตัวแแล้ว ก็ได้เวลากิน อีกแล้ว ซึ่งอาหารที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ เป็นอาหารเรียบง่ายสไตล์ท้องถิ่นแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น อย่างเช่น โมจิชาเขียว ซุปมิโซะ ไก่อบข้าว และอื่นๆอีกมากมาย แต่ของเด็ดที่ห้ามพลาดเลยคือ ขาปูยักษ์ และที่เด็ดกว่านั้นคือ กินเท่าไหร่ก็ได้ไม่อั้น!! โอย..สวรรค์โดยแท้จริงๆครับ หลังจากที่จัดการขาปูยักษ์ไปครึ่งโล กับอาหารแสนอร่อย แล้วยกเบียร์อีก1กระป๋อง ในที่สุดก็ได้นอนตาหลับซักที 5555 นี่ขนาดแค่เที่ยววันแรกยังรู้สึกคุ้มขนาดนี้ แล้ววันพรุ่งนี้จะคุ้มขนาดไหนกันนะ ต้องรอชมกัน.. ทัวร์โตเกียว DAY 3 : วันที่ 3 และแล้วเสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นตอนตี 4 (ตี 4 ที่ญี่ปุ่นก็เริ่มสว่างแล้วครับ) ผมรีบลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วมองออกไปนอกห้องก็ได้เห็นคุณฟูจิซังออกมาทักทาย สมแล้วจริงๆครับที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องวิวดีที่สุดของโรงแรม ชมวิวจนอิ่มใจแล้ว ก็รีบอาบน้ำแต่งตัว ลงไปเติมพลังรับวันใหม่    โดยอาหารเช้าวันนี้ ก็เป็นอาหารเช้าง่ายๆสไตล์ญี่ปุ่น แต่ความเด็ดดวงอยู่ที่ ทาโกะยากิเข้มข้น และโมจิหอมกลิ่นชาเขียว และซุปมิโซะกลมกล่อม โออิชิมากๆ ของแท้มันดีแบบนี้นี่เอง!! พิกัด : Oshino Hakkai Village เติมพลังกันแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยัง โฮชิโนะฮักไค หรือที่คนไทยเรียกกันว่ หมู่บ้านน้ำใส เพราะบริเวณหมู่บ้านน้ำผุด ซึ่งเป็นน้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งบนภูเขาฟูจิไหลซึมผ่านชั้นหิน จึงทำให้น้ำที่นี่มีความใสสะอาดสุด (ว่ากันว่าสามารถดื่มได้เลยครับ) อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 10 ถึง 12 องศา แถมยังเต็มไปด้วยฝูงปลาน้อยใหญ่ แหวกว่ายอยู่ในลำธารเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นความสวยงาม มีเอกลักษณ์ที่แปลกและไม่เหมือนใครเลยครับ ภายในหมู่บ้าน ยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP ของที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ น้ำแร่ โมจิ ขนมหวาน และเราก็ไม่พลาดที่จะลอง ไอศกรีมชาเขียว ของขึ้นชื่อของที่นี่กัน อื้มมม~ ฟินสุดๆไปเลยครับ!! พิกัด : Kawaguchiko ต่อจากหมู่บ้านน้ำใส เราก็ไปกันที่ ทะเลสาบคาวากูชิโกะ เป็น 1 ใน 5 ทะเลสาบที่โอบล้อมอยู่รอบๆภูเขาไฟฟูจิ สันนิฐานว่าเกิดจากการละลายของน้ำแข็งในอดีตเมื่อนานมาแล้ว พิกัด : Fuji Mountain นับว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ และก็ตรงกับเวลาเที่ยงพอดี ได้เวลาอาหารกลางวันของเราพอดี เมนูวันนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบเซต มีทั้ง ชาบู อุด้ง หมูหมักซอส ผักดอง และข้าวสวยร้อนๆ อาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ท่ามกลางวิวอันสวยงามของทะเลสาบ ยิ่งทำให้อาหารอร่อยขึ้นไปอีกกก...พออิ่มแล้วเราก็เดินทางกันต่อ ไปยังอีกหนึ่งแลนด์มาร์คเด็ดญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ  ภูเขาไฟฟูจิ นั่นเอง ซึ่งทางทัวร์ ก็พาเราขึ้นมาถึง ภูเขาไฟฟูจิ ชั้น 5 เพื่อสัมผัสของการอยู่บนภูเขาไฟฟูจิ โดยหากใครอยากไปถึงชั้น 10 ก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปใช้เวลาประมาณ 2 วัน ขอข้ามไปก่อนละกัน ไว้มีโอกาสจะมาพิชิตให้ได้เลยครับ!! พิกัด : Komitake Shrine ความรู้สึกแรกที่เมื่อถึงเลยคือ หนาวมากกก... หนาวจริงๆ คือตอนอยู่ด้านล่าง อุณหภูมิประมาณ 30 บวกได้ แต่พอขึ้นมาด้านบน กลับเหลืออยู่แค่ 10 องศานิดๆเท่านั้น ยิ่งบางช่วงที่มีลมพัดมานี่อาจจะร้องซี๊ดได้เลยนะครับ จากนั้นเราก็แวะขอพรกันที่ ที่ ศาลเจ้าโคมิทาเกะ ให้ผู้มาเยือนอย่างเราได้กราบไหว้ขอพรด้วยนะครับ เมื่อชื่นชมความสวยงามของคุณฟูจิซังกันจนหนำใจแล้ว เราก็นั่งรถกลับมาในโตเกียว เพื่อนไปยัง ย่านโอไดบะ (Odaiba) อีกหนึ่งแหล่งช้อปปิ้งของโตเกียว โดยเฉพาะสาวกอนิเมะ ต้องอยากมาสัมผัสย่านนี้แน่นอนครับ เพราะนอกจากจะมีของให้ช้อปกันอย่างสนุกสนานแล้ว ไฮไลท์เด็ดของโอไดบะก็คือ หุ่นกันดั้ม ขนาดเท่าของจริง รวมถึงคาเฟ่กันดั้ม ให้กับแฟนกันดั้มได้ฟินกับตัวละครในดวงใจ ขนาดผมไม่ใช่แฟนตัวจริง ยังรู้สึกอินไปด้วยเลยครับ เพราะงั้นแฟนกันดั้ม ต้องมาให้ได้ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลยครับ!! พิกัด : Odaiba หลังจากเดินทางเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว เราก็เดินทางกลับโรงแรม พักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน เพราะพรุ่งนี้เป็นวัน Free Day ที่ทางทัวร์จะปล่อยให้เราเที่ยวได้อย่างอิสระ เป็นโอกาสที่ดีของเราที่จะได้ไปใครอยากไปเที่ยวตามใจได้อย่างเต็มที่ ส่วนตัวผมนั้น วางแผนไว้หมดแล้ว จะไปที่ไหนบ้าง ก็รอชมกันนะคร้าบบ ^^ ทัวร์โตเกียว DAY 4 : วันที่ 4 สวัสดีเช้าวันที่4 เช้าแห่งวันฟรีเดย์ สถานที่แรกที่เราจะไปก็คือ โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) ถือว่าตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นจุดชมวิวโตเกียวแบบ 360 องศา โดยด้านบนมีทั้ง คาเฟ่ ร้านอาหาร และของที่ระลึกครับ พิกัด : Tokyo Skytree ผมเริ่มโดยนั่งรถจากโรงแรมมาที่สนามบินนาริตะ แล้วต่อรถไฟสายสีส้มมาลงที่สถานี Oshiage station Skytree ได้เลย เดินขึ้นมาจากสถานนีนิดเดียวก็ถึงแล้วครับ แรกๆอาจจะงงกับแผนที่รถไฟหน่อยนะครับ นั่งไปซักพักเดี๋ยวก็ชินครับ สำหรับคนที่ไม่เคยมา และอาจจะงงกับแผนที่ ผมแนะนำให้ใช้ Google Map นะครับ ใช้งานง่ายมาก บอกทางละเอียดสุด สามารถตามได้เลย ถึงที่หมายแน่นอนครับ พอขึ้นมาจากสถานีรถไฟ ก็เห็นกับตึกสูง สีขาวสุดแสนจะโมเดิร์น โดยวันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปชมวิวที่ชั้นความสูง 350 เมตร แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าสูงไม่พอ ก็สามารถเพิ่มความท้าทายกันได้ที่ชั้น 450 เมตรครับ เมื่อซื้อตั๋วกันเสร็จแล้ว ก็ขึ้นลิฟต์ไปกันที่ชั้นความสูง 350 กันเลยครับ ชมวิวโตเกียวจนสบายใจแล้ว ก็ลงมาเดินเล่นที่ด้านของโตเกียวสกายทรี ก็เลยได้มีโอกาสชงชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่น ที่จะเสริฟพร้อมกับโมจิชิ้นเล็กๆไว้ทานคู่กัน วิธีชงคือ เทน้ำร้อนใส่ถ้วยชา แล้วใช้แปรงตีให้เข้ากันจนเกิดฟอง ยิ่งตีนานรสสัมผัสที่ได้ก็จะยิ่งนุ่มละมุนมากขึ้น..หอมละมุน สมคำล่ำลือจริงๆครับ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่เราจะไปตะลุยต่อก็คือ โตเกียวทาวน์เวอร์ (Tokyo Tower) หอส่งสัญญานโทรทัศน์และวิทยุที่มีต้นแบบมาจากหอไอเฟล ที่เที่ยวโตเกียวที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด โดยเรานั่งรถไฟสายสีชมพู (Asakusa line) มาลงที่สถานี Daimon Station ออกจากสถานทีก็เดินต่ออีกหน่อย หรือจะใช้เงินแก้ปัญหาด้วยการนั่ง Taxi ไปก็ได้นะครับ แต่สำหรับผมสายเดินอยู่แล้วครับ แค่นี้ชิวมาก อิอิ ระหว่างทางไป Tokyo Tower เราจะเจอ วัดโซโจจิ อีกวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองโตเกียวมาอย่างยาวนาน เราสามารถเดินเข้าไปชม แวะถ่ายรูปเพลินๆกันก่อนที่จะถึง Tokyo Tower กันก่อนได้ พิกัด : Tokyo Tower ในที่สุดเราเจอกับโตเกียว ทาวน์เวอร์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คเด็ดของโตเกียว ซึ่งโตเกียว ทาวน์เวอร์นั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามของโตเกียวเลยละครับ าคาตั๋วของนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 900 เยน/คน แต่ผมไม่ได้ขึ้นนะครับ เพราะเต็มอิ่มกับบรรยากาศโตเกียวจากขึ้นโตเกียวสกายทรีแล้วนั่นเองครับ ผ่านไป 2 แลนด์มาร์คโตเกียวแล้ว แต่เวลายังเหลืออยู่ ผมก็เลยตัดสินใจไปต่ออีกนิด  กับ ชิงช้าสวรรค์โอไดบะ (Odaiba Ferris Wheel) เป็นชิงช้าสวรรค์ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดันต้นๆของโลกกันเลยทีเดียวครับ การเดินทางก็ไม่ยาก แค่นั่งรถไฟจากสถานี Daimon station มาลงที่ Shimbashi station แล้วต่อรถไฟสายสีน้ำเงินมาลงสถานี Odiba-Kaihinkoen จากนั้นก็เดินออกมาจากสถานีนิดหน่อยก็ถึงแล้วล่ะคร้าบบ ^^ พิกัด : Odaiba Ferris Wheel หลังจากลุยเที่ยวโตเกียวมาทั้งวันจนหมดแรง ก่อนกลับที่พักก็แวะทานข้าวที่ร้าน Sukiya ร้เห็นเมนูแนะนำของทางร้านเป็น ข้าวหน้าปลาไหล เลยจัดมา 1 ชุด มาพร้อมกับหมูผัดซอสเทอริยากิ และซุปมิโซะหอยลาย ส่วนรสชาตินะหรอ ให้ภาพมันเล่าเรื่องแทนแล้วกันครับ…   ทัวร์โตเกียว DAY 5 : วันที่ 5 และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของทริปทัวร์โตเกียว รู้สึกยังไม่อยากกลับเลย แอบใจหายเหมือนกันนะครับเนี่ย แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา หลังจากเก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมาทานอาหารเช้าที่โรงแรมกัน และมุ่งหน้าไปที่สนามบินกันต่อเลย… หลังจากเช็คอิน โหลดกระเป๋าเสร็จแล้ว ถ้าหากใครเวลา และเงินเยนยังเหลือ ไม่อยากกลับไปแลกให้ขาดทุน ก็สามารถมาเดินช้อปปิ้งด้านใน Duty Free เพื่อซื้อของฝากติดไม่ติดมือกันได้นะครับ อย่างผมก็ได้ไปหลายอย่างเหมือนกัน 555555 ก่อนจะจากกันครั้ง ผมหวังว่ารีวิวประสบการณ์การไปเที่ยวทัวร์โตเกียวของผมในครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนตัดสินใจออกไปสัมผัสโลกใบใหญ่ใบนี้ รวมถึงการไปเที่ยวกับทัวร์ก็ไม่ได้แย่เหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจ ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย งบประมาณไม่บาน รีวิวครั้งนี้ถือเป็นรีวิวครั้งแรกของผม หากมีข้อผิดพลาดประการใด กราบขออภัยมาณที่นี้ด้วยนะครับผม หากมีโอกาสอาจจะได้พบกันใหม่นะครับ   ขอบคุณและสวัสดีครับ          Sayonara.      BOATTIDTIEW   อ่านต่อ >> กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น <<  

อ่านเพิ่มเติม
ตามเก็บให้ครบ !! รวม 5 จุดไฮไลท์สำหรับชมวิวภูเขาไฟฟูจิ
ตามเก็บให้ครบ !! รวม 5 จุดไฮไลท์สำหรับชมวิวภูเขาไฟฟูจิ

25 ธ.ค. 61

และพอนึกถึง “จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ” 🗻 เบอร์หนึ่งตลอดกาลที่เป็น Landmark สำหรับนักท่องเที่ยว ก็คงเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจาก ทะเลสาบคาวากูชิโกะ และ เจดีย์แดง 5 ชั้น แต่วันนี้ สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ อยากให้ลืมแลนด์มาร์กทั้ง 2 แห่งนี้ไปก่อนนะครับ เพราะทัวร์ครับ เรามีอีก 5 จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยไม่แพ้กัน แถมยังได้รูปในมุมมองแปลกใหม่ไม่เหมือนใครอีกด้วย มาฝากกันล่ะครับ มาดูกันเลยครับว่าจะมีที่ไหนบ้าง  1. ศาลเจ้า Fujisan Hongu Sengen Taisha พิกัด : Fujisan Hongu Sengen Taisha หนึ่งสิ่งที่ยืนยันว่าเป็น ญี่ปุ่นของแท้ ก็คือเสาแดงนั่นเอง และที่ศาลเจ้านี้เพื่อนๆ จะได้ชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่โดดเด่นอยู่ด้านหลัง ตัดกับสีแดงอันสดใสของเสาแดงครับ นอกจากวิวที่ตระการตาแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ เพราะเป็นศาลเจ้าแห่งความศรัทธา ที่เชื่อกันว่าสร้างขึ้นมาเพื่อระงับการปะทุของภูเขาไฟฟูจินั่นเอง สำหรับการเดินทาง บอกเลยว่ามาง่ายมากๆ เพียงนั่งรถไฟ JR สาย Minobu Line ไปลงสถานี Nishi-Fujinomiya แล้วเปิดแมพเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ก็ถึงที่หมายแล้วครับ   2. Gotemba Premium Outlets พิกัด : Gotemba Premium Outlets ขอเอาใจนักท่องเที่ยวที่รักการช้อปปิ้งกันบ้างนะครับ กับที่นี่เลยที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะ Gotemba Premium Outlets คือแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ ที่มีร้านค้าและสินค้าราคาถูกมากมาย รวมถึงร้านอาหารอร่อยๆ กว่า 200 ร้านเลยทีเดียว มาที่นี่นอกจากจะได้ละลายทรัพย์แล้ว ยังจะได้ดูวิวภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย มาเที่ยวเดียวได้ถึงสอง ดีไปอีก การเดินทางนี่ง่ายแสนง่าย เพราะเพียงเพื่อนๆ นั่งรถไฟ JR สาย Gotemba Line เพียงต่อเดียวเท่านั้น ไปลงที่สถานี Gotemba แล้วนั่งรถ Shuttle Bus มาลงที่เอาท์เล็ท ก็จะถึงแล้วครับ 3. Mishima Skywalk พิกัด : Mishima Skywalk cr.cultured creatures แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สำหรับการชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวเลยครับที่นี่ เพราะเพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี แต่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามมากๆ โดยที่นี่เพื่อนๆ จะสามารถเดินทอดน่อง รับอากาศชิลๆ บนความสูงระดับ 70 เมตร ระยะทางกว่า 400 เมตร ไปพร้อมๆ กับการชมวิวและถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจิ ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นและแปลกใหม่สุดๆ ไปเลย อ้อ! เสียค่าเข้านะครับ แต่ราคาไม่แพงเลย เพียงแค่ 1,000 เยนเท่านั้นครับ เทียบกับวิวที่ได้แล้วนั้น เรียกว่าจ่ายเงินหลักร้อย แต่ได้วิวหลักล้านเลยน๊า วิธีเดินทางก็คือ เพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟ JR สาย Tokaido Line ไปลงสถานี Mishima แล้วต่อรถบัสหมายเลข 5 ไปลงที่ Mishima Sky Walk ได้เลยครับ 4. หมู่บ้านโอชิโนะฮักไค พิกัด : Oshino Hakkai ใครที่อยากเห็นหมู่บ้านที่มีหลังคาโบราณ แบบชิราคาวะโกะ แต่ก็อยากชมวิวภูเขาไฟฟูจิไปพร้อมๆ กัน ขอแนะนำที่นี่เลยครับ ที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ่อน้ำ 8 บ่อ ที่น้ำใสมากๆ เพราะเป็นน้ำจากหิมะที่ละลายในช่วงฤดูร้อน และไหลมาจากทางลาดใกล้ๆ ภูเขาไฟฟูจิ โดยผ่านหินลาวาที่มีรูพรุนอายุกว่า 80 ปีเลยล่ะ มาที่นี่นอกจากจะได้ถ่ายภาพกับบ้านหลังคาโบราณแล้ว ยังได้เห็นภูเขาไฟฟูจิใกล้ขึ้นอีกด้วยนะครับ การเดินทางอาจจะต้องใช้เวลาสักนิด เพราะต้องนั่งรถบัสจาก Gotemba Station หรือ Kawaguchiko Station มาอีกราวๆ 1 ชั่วโมงครับ แต่แลกกับวิวระดับนี้ นั่งนานกว่านี้ก็ยอมนะ 5. สถานี Shin-Fuji ปิดท้ายกับจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่เพื่อนๆ สามารถมองเห็นฟูจิซังแบบ Full HD เลยทีเดียว นอกจากจะใกล้มากๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และมาง่ายมากๆ ไม่ต้องเหนื่อยเดินหรืออะไรทั้งนั้น แต่ได้วิวหลักล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ Shinkansen วิ่งผ่าน แล้วเราลั่นชัตเตอร์ได้พอดิบพอดี ก็จะออกมาเป็นภาพที่แสนสวยงาม มองเห็นภูเขาไฟฟูจิลูกโตๆ ตั้งอยู่ด้านหลัง เป็นคำตอบได้ดีทีเดียวว่า เจ้าภูเขาไฟลูกนี้ มันใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน !! อย่างที่บอกว่า จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ ไม่ต้องเหนื่อยอะไรเลย เพราะเพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟ Tokaido-Sanyo Shinkansen จากสถานีโตเกียว มาลงที่สถานี Shin-Fuji ได้เลย ต่อเดียวถึง สบ๊ายสบาย เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 5 จุดไฮไลท์สำหรับชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ในมุมมองใหม่ๆ ที่เราคัดมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน เริ่มลังเลแล้วล่ะสิว่าจะเลือกไปที่ไหนดี ?? จริงๆ จะบอกว่า ทั้ง 5 สถานที่ที่เราเลือกมาให้ ก็อยู่ไม่ได้ไกลกันเลยนะครับ ลองวางแผนดีๆ อาจจะสามารถไปชมวิวได้มากกว่า 1 ที่ก็ได้ และนอกจาก 5 สถานที่นี้แล้ว ยังมีอีกหลายที่เลยที่สามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิได้เช่นเดียวกัน เช่น ไร่ชาเขียว Nihondaira , ป่าสน Mihono Matsubara หรือหากใครไม่มีเวลาออกจากโตเกียว ก็สามารถไปชมวิวภูเขาไฟฟูจิได้ที่ ภูเขาทาคาโอะ , Tokyo Sky Tree ได้เช่นเดียวกัน และสำหรับใครที่ไม่มีเวลาแวะ ก็ยังชมวิวจากบนรถไฟ หรือแม้กระทั่งบนเครื่องบินก็ได้เหมือนกันนะ อย่างที่บอกว่า ภูเขาไฟฟูจิ ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในรัศมีไม่ไกลเกินไป ก็สามารถเห็นภูเขาไฟลูกโตๆ นี้ได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ     บทความแนะนำ >> TOKYO – FUJI 5D3N : รีวิวทัวร์โตเกียว ไปทัวร์คนเดียว..ก็เปรี้ยวได้ !! <<    

อ่านเพิ่มเติม