TOKYO – FUJI 5D3N : รีวิวทัวร์โตเกียว ไปทัวร์คนเดียว..ก็เปรี้ยวได้ !!

TOKYO – FUJI 5D3N : รีวิวทัวร์โตเกียว ไปทัวร์คนเดียว..ก็เปรี้ยวได้ !!

ใครว่าไปเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ต้องไปกันหลายคน  ทัวร์ครับบอกเลยว่าไม่จริงครับ เพราะวันนี้ทัวรครับมีรีวิวแชร์ประสบการณ์ทัวร์ญี่ปุ่น จากคุณ BOATTIDTIEW ที่จะพาทุกคนไปตะลอนทัวร์โตเกียว Solo เดี่ยวๆแบบจัดเต็ม สะดวกสบาย ในราคาสุดคุ้ม!
4266
View
0
Share

ฮั่นแน่... อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับ ว่าจะสนุกสนาน น่าประทับใจขนาดไหน ตามมาเลยคร๊าบบ…

สวัสดีชาวทัวร์ครับทุกคนครับ ก่อนเราจะไปเริ่มต้นทริปทัวร์โตเกียวของเรากันนั้น มาฟังจุดเริ่มต้นของทริปทัวร์โตเกียวนี้กันเลยดีกว่า เราบอกได้เลยว่าริทปนี้นั้นเกิดขึ้นแบบงงๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผมเคลียร์งานเสร็จหมดแล้ว ก็เลยพักผ่อนอยู่บ้านชิวๆ แต่ด้วยความเบื่อก็เลยลองหาทัวร์โตเกียวราคาไม่แพงดูไปพลางๆ ก็ได้เจอกับทัวร์โตเกียวราคาโดนใจ เพียงพอกับงบในกระเป๋าน้อยๆของเรา จึงไม่รอช้า รีบจองเลยซิคร๊าบบ...ในที่สุดก็จะได้ไปเยือนดินแดนในฝันที่ใครก็อยากมาสัมผัสซักครั้ง ตื่นเต้นสุดๆไปเลย!

และแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง ซึ่งของจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ

- หนังสือเดินทาง หรือ พาสสปอต (สำคัญมาก!)

- เงินเยน (YEN) & บัตรเครดิต (เราเลือกที่จะแลกที่สนามบินชั้นใต้ดิน เพราะสะดวกสุดๆ)

- Sim 2 fly (Sim โรมมิ่งสุดฮิต ขาประจำ)

- หัวปลั๊ก Universal Adapter (ซื้อครั้งเดียวคุ้ม! ปลั๊กเดียวใช้ทั่วโลก)

ทัวร์โตเกียว DAY 1 : วันแรก

และความดีของการไปกับทัวร์ญี่ปุ่น เราก็จะได้รับใบนัดหมายก่อนเดินทาง ซึ่งจะบอกรายละเอียดการเดิน สถานที่นัดหมายก่อนเดินทางเพื่อไปเช็คอิน และเราควรมาถึงสนามบินก่อนเวลานัดหมายสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางนั่นเองครับ หลังจากเช็คอินพร้อมโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เวลาเหินฟ้าสู่ญี่ปุ่น ด้วย สายการบิน Nok Scoot กรุงเทพ – นาริตะ ซึ่งครั้งนี้เราได้นั้งเครื่อง Boeing 777-200 (บนเครื่องมีบริการอาหารนะครับ แต่ต้องเสียตังค์เพิ่มเองครับ ) ที่นั่งแบบ 3-3-3 ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง  นั่งสบายๆ หลับกันไปยาวๆ เก็บแรงไว้เที่ยวกันให้เต็มที่พรุ่งนี้ครับ

 

ทัวร์โตเกียว DAY 2 : วันที่ 2

เข้าสู่วันที่ 2 แล้ว ซึ่งเราก็ยังคงอยู่บนเครื่องเหมือนเดิมครับ 5555 เพิ่มเติมคือง่วงและเมื่อยมาก แต่พอได้มองออกไปนอกหน้าต่าง ความเหนื่อยล้าก็พลันหายไป เมื่อเห็นท้องฟ้าสีครามกับเมฆขาวปุกปุย ซึ่งพี่ไกด์ก็แนะนำให้ไปเพิ่มความสดชื่นด้วยการล้างหน้าแปรงฟันสักหน่อย เพราะอีกไม่กี่อึดใจ เราก็ถึง “สนามบินนาริตะ” ประเทศ ญี่ปุ่น กันแล้วจ้าา...ซึ่งเวลาที่ประเทศ ญี่ปุ่น จะเร็วกว่าที่ไทย 2 ชม. นะครับ ดังนั้นอย่าลืมตั้งเวลาใหม่กันด้วยนะครับ

หลังจากไกด์พาเราผ่าน ตม.ญี่ปุ่น มาแล้ว (ไม่ต้องกลัว ตม.นะครับ ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น คอนเฟิร์ม) ซึ่งไกด์ก็จะยืนคอยลูกทัวร์เพื่อคอยแจ้งจุดรับกระเป๋า รวมถึงจุดนัดพบ  หลังจากกระเป๋าแล้ว เราก็เดินไปที่จุดรวมตัวที่ไกด์นัดไว้ โดยพี่ไกด์ก็จะให้แอดไลน์ไว้ หากมีปัญหาอะไร สามารถติดต่อพี่ไกด์ผ่านไลน์ได้เลยนะคร้าบ

หลังจากขึ้นบัส นั่งกันเรียบร้อย ไกด์แจกข้าวกล่อง กับ น้ำดื่มให้คนละชุด พร้อมกับอธิบายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งความเหนื่อยทำให้หลับแบบไม่ได้ฟังพี่ไกด์เลย (ขอโทษด้วยครับ มันง่วงจริงๆ)

พิกัด : Asakusa

เมื่อร่างกายได้กินอิ่มนอนหลับ ก็เหมือนได้ชาร์จพลังกลับมาเต็มร้อย พร้อมลุย! ไม่นานเราก็มาถึงที่เที่ยวแรกของเรา นั้นก็คือ วัดอาซากุสะ (Asakusa) วัดเก่าแก่ที่ใจกลางมหานครโตเกียว มีความศักดิ์สิทธิ์และผู้คนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก จุดเด่นของวัดนี้ที่ใครๆมาเป็นต้องถ่ายรูปกันทุกคน นั้นก็คือ โคมไฟยักษ์สีแดง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทางเดินตลอดสองข้างทางนั้น ยังเต็มไปด้วยร้านขายขนม และของที่ระลึกยาวตลอดเส้น เห็นแล้วชวนให้คิดถึงงานวัดบ้านเราเหมือนกันนะครับเนี่ย ^^ ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น ขอบอกเลยว่า อากาศร้อนใช้ได้เลยครับ คือสามารถแต่งตัวเหมือนไทยได้เลยครับ 55555

พิกัด : Gotemba Premium Outlets

เริ่มต้นทริปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยการไหว้พระขอพรกันแล้ว ช่วงบ่ายเราก็ไปช้อปปิ้งกันต่อที่ โกเท็นบะ แฟคทอรี่ เอ้าท์เล็ต (Gotemba Premium Outlets) แหล่งช้อปปิ้งขึ้นชื่อของโตเกียวซึ่งเต็มด้วยแบรนด์เนมชั่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ รวมไปถึงยังมีร้านอาหารขึ้นชื่อมากมายให้เราได้ลิ้มลองอีกด้วย แต่จุดเด่นจริงๆของเอ้าท์เล็ตแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ของช้อปแบบจุใจเท่านั้น แต่เป็นวิวธรรมชาติโดยรอบต่างหากครับ เพราะที่นี่นั้นตั้งอยู่บนภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ และยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามที่สุดแห่งนึงอีกด้วย หลังจากเดินเล่นชมวิวกันมาพักใหญ่ ท้องมันก็เริ่มหิว ซึ่งอาหารเย็นวันนี้เป็นแบบฟรีสไตล์ สามารถเลือกทานกันเองได้ตามใจ เราก็เลยหาของกินในโซน Foodland ซึ่งภาพในนั้น มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย ทั้ง สเต็ก ราเมน อุด้ง ข้าวหน้าแกงกะหรี่ และของหวานนาๆชนิด ด้วยความที่เราเป็นคนชอบทานแกงกะหรี่อยู่แล้ว จะพลาดได้อย่างไรละ ของมันต้องลอง!!!

หลังจาาอิ่มท้อง ก็ได้เวลาเดินทางไปที่ โรงแรม Hotel MIFUJI อยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ ฝั่งทะเลสาบยามานากะ เป็นโรงแรมเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่น ที่เงียบสงบมาก บรรยากาศรอบๆที่พักเป็นทุงนาและภูเขา อากาศเย็นสบายแม้อยู่ในฤดูร้อน เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นที่สุดเลยครับ

ส่วนห้องพักนั้น มีให้เราเลือกหลายแบบ ทั้งแบบธรรมดา และสวีท โดยห้องที่ผมพักในคืนนี้นั้น ทางโรมแรมการันตีว่าเป็น ห้องที่วิวดีที่สุดของโรมแรมแห่งนี้เลย เพราะเป็นห้องเดียวที่เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆตา แทบจะอดใจรอชมไม่ไหวแล้วว!!! สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักนั้น มีครบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเปน แอร์ ฮีทเตอร์ ทีวี ตู้เย็น ไดท์เป่าผม wifi ขาดแค่อย่างเดียวคือไม่มีที่อาบน้ำ แต่ไม่ต้องตกใจนะ เพราะคนญี่ปุ่นเค้านิยมแช่ออนเซ็นมาก ซึ่งทางโรงแรมเค้าก็มีออนเซ็นให้ ดังนั้น ห้องพักที่เป็นห้องสวีทจึงไม่มีที่อาบน้ำให้นะจ้ะ ต้องไปอาบในออนเซ็นแทน(แต่ห้องแบบปกติมีนะ) โดยทางโรงแรมจะมีการเตรียมชุด ยูกาตะ ไว้ให้แขกทุกท่านสำหรับการแช่ออนเซ็น ใครอยากรู้ว่าออนเซ็นของจริงเป็นยังไง ต้องลองมาด้วยตัวเองนะคร้าบบ อิอิ รับรองเลยว่าจะติดใจแน่นอนครับ

หลังจากแช่ออนเซ็นจนสุก... เอ้ย สุขสบายทั้งตัวแแล้ว ก็ได้เวลากิน อีกแล้ว ซึ่งอาหารที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ เป็นอาหารเรียบง่ายสไตล์ท้องถิ่นแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น อย่างเช่น โมจิชาเขียว ซุปมิโซะ ไก่อบข้าว และอื่นๆอีกมากมาย แต่ของเด็ดที่ห้ามพลาดเลยคือ ขาปูยักษ์ และที่เด็ดกว่านั้นคือ กินเท่าไหร่ก็ได้ไม่อั้น!! โอย..สวรรค์โดยแท้จริงๆครับ

หลังจากที่จัดการขาปูยักษ์ไปครึ่งโล กับอาหารแสนอร่อย แล้วยกเบียร์อีก1กระป๋อง ในที่สุดก็ได้นอนตาหลับซักที 5555 นี่ขนาดแค่เที่ยววันแรกยังรู้สึกคุ้มขนาดนี้ แล้ววันพรุ่งนี้จะคุ้มขนาดไหนกันนะ ต้องรอชมกัน..

ทัวร์โตเกียว DAY 3 : วันที่ 3

และแล้วเสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นตอนตี 4 (ตี 4 ที่ญี่ปุ่นก็เริ่มสว่างแล้วครับ) ผมรีบลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วมองออกไปนอกห้องก็ได้เห็นคุณฟูจิซังออกมาทักทาย สมแล้วจริงๆครับที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องวิวดีที่สุดของโรงแรม ชมวิวจนอิ่มใจแล้ว ก็รีบอาบน้ำแต่งตัว ลงไปเติมพลังรับวันใหม่    โดยอาหารเช้าวันนี้ ก็เป็นอาหารเช้าง่ายๆสไตล์ญี่ปุ่น แต่ความเด็ดดวงอยู่ที่ ทาโกะยากิเข้มข้น และโมจิหอมกลิ่นชาเขียว และซุปมิโซะกลมกล่อม โออิชิมากๆ ของแท้มันดีแบบนี้นี่เอง!!

พิกัด : Oshino Hakkai Village

เติมพลังกันแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยัง โฮชิโนะฮักไค หรือที่คนไทยเรียกกันว่ หมู่บ้านน้ำใส เพราะบริเวณหมู่บ้านน้ำผุด ซึ่งเป็นน้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งบนภูเขาฟูจิไหลซึมผ่านชั้นหิน จึงทำให้น้ำที่นี่มีความใสสะอาดสุด (ว่ากันว่าสามารถดื่มได้เลยครับ) อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 10 ถึง 12 องศา แถมยังเต็มไปด้วยฝูงปลาน้อยใหญ่ แหวกว่ายอยู่ในลำธารเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นความสวยงาม มีเอกลักษณ์ที่แปลกและไม่เหมือนใครเลยครับ

ภายในหมู่บ้าน ยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP ของที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ น้ำแร่ โมจิ ขนมหวาน และเราก็ไม่พลาดที่จะลอง ไอศกรีมชาเขียว ของขึ้นชื่อของที่นี่กัน อื้มมม~ ฟินสุดๆไปเลยครับ!!

พิกัด : Kawaguchiko

ต่อจากหมู่บ้านน้ำใส เราก็ไปกันที่ ทะเลสาบคาวากูชิโกะ เป็น 1 ใน 5 ทะเลสาบที่โอบล้อมอยู่รอบๆภูเขาไฟฟูจิ สันนิฐานว่าเกิดจากการละลายของน้ำแข็งในอดีตเมื่อนานมาแล้ว

พิกัด : Fuji Mountain

นับว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยครับ และก็ตรงกับเวลาเที่ยงพอดี ได้เวลาอาหารกลางวันของเราพอดี เมนูวันนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบเซต มีทั้ง ชาบู อุด้ง หมูหมักซอส ผักดอง และข้าวสวยร้อนๆ อาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ท่ามกลางวิวอันสวยงามของทะเลสาบ ยิ่งทำให้อาหารอร่อยขึ้นไปอีกกก...พออิ่มแล้วเราก็เดินทางกันต่อ ไปยังอีกหนึ่งแลนด์มาร์คเด็ดญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้เลย ก็คือ  ภูเขาไฟฟูจิ นั่นเอง ซึ่งทางทัวร์ ก็พาเราขึ้นมาถึง ภูเขาไฟฟูจิ ชั้น 5 เพื่อสัมผัสของการอยู่บนภูเขาไฟฟูจิ โดยหากใครอยากไปถึงชั้น 10 ก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปใช้เวลาประมาณ 2 วัน ขอข้ามไปก่อนละกัน ไว้มีโอกาสจะมาพิชิตให้ได้เลยครับ!!

พิกัด : Komitake Shrine

ความรู้สึกแรกที่เมื่อถึงเลยคือ หนาวมากกก... หนาวจริงๆ คือตอนอยู่ด้านล่าง อุณหภูมิประมาณ 30 บวกได้ แต่พอขึ้นมาด้านบน กลับเหลืออยู่แค่ 10 องศานิดๆเท่านั้น ยิ่งบางช่วงที่มีลมพัดมานี่อาจจะร้องซี๊ดได้เลยนะครับ จากนั้นเราก็แวะขอพรกันที่ ที่ ศาลเจ้าโคมิทาเกะ ให้ผู้มาเยือนอย่างเราได้กราบไหว้ขอพรด้วยนะครับ

เมื่อชื่นชมความสวยงามของคุณฟูจิซังกันจนหนำใจแล้ว เราก็นั่งรถกลับมาในโตเกียว เพื่อนไปยัง ย่านโอไดบะ (Odaiba) อีกหนึ่งแหล่งช้อปปิ้งของโตเกียว โดยเฉพาะสาวกอนิเมะ ต้องอยากมาสัมผัสย่านนี้แน่นอนครับ เพราะนอกจากจะมีของให้ช้อปกันอย่างสนุกสนานแล้ว ไฮไลท์เด็ดของโอไดบะก็คือ หุ่นกันดั้ม ขนาดเท่าของจริง รวมถึงคาเฟ่กันดั้ม ให้กับแฟนกันดั้มได้ฟินกับตัวละครในดวงใจ ขนาดผมไม่ใช่แฟนตัวจริง ยังรู้สึกอินไปด้วยเลยครับ เพราะงั้นแฟนกันดั้ม ต้องมาให้ได้ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลยครับ!!

พิกัด : Odaiba

หลังจากเดินทางเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว เราก็เดินทางกลับโรงแรม พักผ่อนเอาแรงไว้ก่อน เพราะพรุ่งนี้เป็นวัน Free Day ที่ทางทัวร์จะปล่อยให้เราเที่ยวได้อย่างอิสระ เป็นโอกาสที่ดีของเราที่จะได้ไปใครอยากไปเที่ยวตามใจได้อย่างเต็มที่ ส่วนตัวผมนั้น วางแผนไว้หมดแล้ว จะไปที่ไหนบ้าง ก็รอชมกันนะคร้าบบ ^^

ทัวร์โตเกียว DAY 4 : วันที่ 4

สวัสดีเช้าวันที่4 เช้าแห่งวันฟรีเดย์ สถานที่แรกที่เราจะไปก็คือ โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) ถือว่าตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นจุดชมวิวโตเกียวแบบ 360 องศา โดยด้านบนมีทั้ง คาเฟ่ ร้านอาหาร และของที่ระลึกครับ

พิกัด : Tokyo Skytree

ผมเริ่มโดยนั่งรถจากโรงแรมมาที่สนามบินนาริตะ แล้วต่อรถไฟสายสีส้มมาลงที่สถานี Oshiage station Skytree ได้เลย เดินขึ้นมาจากสถานนีนิดเดียวก็ถึงแล้วครับ แรกๆอาจจะงงกับแผนที่รถไฟหน่อยนะครับ นั่งไปซักพักเดี๋ยวก็ชินครับ สำหรับคนที่ไม่เคยมา และอาจจะงงกับแผนที่ ผมแนะนำให้ใช้ Google Map นะครับ ใช้งานง่ายมาก บอกทางละเอียดสุด สามารถตามได้เลย ถึงที่หมายแน่นอนครับ พอขึ้นมาจากสถานีรถไฟ ก็เห็นกับตึกสูง สีขาวสุดแสนจะโมเดิร์น โดยวันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปชมวิวที่ชั้นความสูง 350 เมตร แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าสูงไม่พอ ก็สามารถเพิ่มความท้าทายกันได้ที่ชั้น 450 เมตรครับ เมื่อซื้อตั๋วกันเสร็จแล้ว ก็ขึ้นลิฟต์ไปกันที่ชั้นความสูง 350 กันเลยครับ

ชมวิวโตเกียวจนสบายใจแล้ว ก็ลงมาเดินเล่นที่ด้านของโตเกียวสกายทรี ก็เลยได้มีโอกาสชงชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่น ที่จะเสริฟพร้อมกับโมจิชิ้นเล็กๆไว้ทานคู่กัน วิธีชงคือ เทน้ำร้อนใส่ถ้วยชา แล้วใช้แปรงตีให้เข้ากันจนเกิดฟอง ยิ่งตีนานรสสัมผัสที่ได้ก็จะยิ่งนุ่มละมุนมากขึ้น..หอมละมุน สมคำล่ำลือจริงๆครับ

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่เราจะไปตะลุยต่อก็คือ โตเกียวทาวน์เวอร์ (Tokyo Tower) หอส่งสัญญานโทรทัศน์และวิทยุที่มีต้นแบบมาจากหอไอเฟล ที่เที่ยวโตเกียวที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด โดยเรานั่งรถไฟสายสีชมพู (Asakusa line) มาลงที่สถานี Daimon Station ออกจากสถานทีก็เดินต่ออีกหน่อย หรือจะใช้เงินแก้ปัญหาด้วยการนั่ง Taxi ไปก็ได้นะครับ แต่สำหรับผมสายเดินอยู่แล้วครับ แค่นี้ชิวมาก อิอิ ระหว่างทางไป Tokyo Tower เราจะเจอ วัดโซโจจิ อีกวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองโตเกียวมาอย่างยาวนาน เราสามารถเดินเข้าไปชม แวะถ่ายรูปเพลินๆกันก่อนที่จะถึง Tokyo Tower กันก่อนได้

พิกัด : Tokyo Tower

ในที่สุดเราเจอกับโตเกียว ทาวน์เวอร์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คเด็ดของโตเกียว ซึ่งโตเกียว ทาวน์เวอร์นั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามของโตเกียวเลยละครับ าคาตั๋วของนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 900 เยน/คน แต่ผมไม่ได้ขึ้นนะครับ เพราะเต็มอิ่มกับบรรยากาศโตเกียวจากขึ้นโตเกียวสกายทรีแล้วนั่นเองครับ

ผ่านไป 2 แลนด์มาร์คโตเกียวแล้ว แต่เวลายังเหลืออยู่ ผมก็เลยตัดสินใจไปต่ออีกนิด  กับ ชิงช้าสวรรค์โอไดบะ (Odaiba Ferris Wheel) เป็นชิงช้าสวรรค์ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดันต้นๆของโลกกันเลยทีเดียวครับ การเดินทางก็ไม่ยาก แค่นั่งรถไฟจากสถานี Daimon station มาลงที่ Shimbashi station แล้วต่อรถไฟสายสีน้ำเงินมาลงสถานี Odiba-Kaihinkoen จากนั้นก็เดินออกมาจากสถานีนิดหน่อยก็ถึงแล้วล่ะคร้าบบ ^^

พิกัด : Odaiba Ferris Wheel

หลังจากลุยเที่ยวโตเกียวมาทั้งวันจนหมดแรง ก่อนกลับที่พักก็แวะทานข้าวที่ร้าน Sukiya ร้เห็นเมนูแนะนำของทางร้านเป็น ข้าวหน้าปลาไหล เลยจัดมา 1 ชุด มาพร้อมกับหมูผัดซอสเทอริยากิ และซุปมิโซะหอยลาย ส่วนรสชาตินะหรอ ให้ภาพมันเล่าเรื่องแทนแล้วกันครับ…

 

ทัวร์โตเกียว DAY 5 : วันที่ 5

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของทริปทัวร์โตเกียว รู้สึกยังไม่อยากกลับเลย แอบใจหายเหมือนกันนะครับเนี่ย แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา หลังจากเก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมาทานอาหารเช้าที่โรงแรมกัน และมุ่งหน้าไปที่สนามบินกันต่อเลย…

หลังจากเช็คอิน โหลดกระเป๋าเสร็จแล้ว ถ้าหากใครเวลา และเงินเยนยังเหลือ ไม่อยากกลับไปแลกให้ขาดทุน ก็สามารถมาเดินช้อปปิ้งด้านใน Duty Free เพื่อซื้อของฝากติดไม่ติดมือกันได้นะครับ อย่างผมก็ได้ไปหลายอย่างเหมือนกัน 555555

ก่อนจะจากกันครั้ง ผมหวังว่ารีวิวประสบการณ์การไปเที่ยวทัวร์โตเกียวของผมในครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนตัดสินใจออกไปสัมผัสโลกใบใหญ่ใบนี้ รวมถึงการไปเที่ยวกับทัวร์ก็ไม่ได้แย่เหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจ ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย งบประมาณไม่บาน รีวิวครั้งนี้ถือเป็นรีวิวครั้งแรกของผม หากมีข้อผิดพลาดประการใด กราบขออภัยมาณที่นี้ด้วยนะครับผม หากมีโอกาสอาจจะได้พบกันใหม่นะครับ

 

ขอบคุณและสวัสดีครับ

         Sayonara.

     BOATTIDTIEW

 

อ่านต่อ

>> กินหรูปูอร่อย! ตะลอนกิน 5 ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ที่ญี่ปุ่น <<