All articles abouts เที่ยวยุโรป

รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน
รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน

21 ก.พ. 62

เนื่องจากเทศกาลดอกไม้นั้นส่วนมากจะจัดขึ้นแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ในช่วงที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลินั่นเอง ซึ่งถ้าอยากจะชมดอกไม้ให้สวยงามที่สุดเนี่ย เรื่องของบรรยากาศเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจสุดๆ เลย และเทศกาลดอกไม้ ณ ยุโรปนี้เองก็เป็นอะไรที่ขึ้นชื่อมาก เพราะเพื่อนๆ จะได้เห็นหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดที่เรียงรายกันสวยงามตระการตา แถมยังมีแบ็กกราวนด์เป็นสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก ยิ่งเพิ่มความฟินและทำให้รูปถ่ายสวยงามชนิดที่ว่าที่ไหนๆ ก็ให้ไม่ได้ วันนี้ ทัวร์ครับ ของเราเลยจะพาไปทำความรู้จักกับเทศกาลดอกไม้ฝั่งยุโรปกันเองว่ามันจะมีที่ไหนบ้างที่ดีต่อใจและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง   1. สวนไมเนา ประเทศเยอรมัน แผนที่ : Mainau ที่แห่งนี้เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรปเลย โดยความพิสดารของมันก็คือ เราจะได้เห็นดอกไม้สวยงามนานาพันธุ์ขึ้นอยู่เยอะแยะมากมาย และถูกเติมเต็มด้วยสีสันสะดุดตาที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็ยังเห็นถึงความงดงามมันได้อยู่ดี โดยที่แห่งนี้ดอกไม้จะผลิบานเต็มที่ในฤดูใบไม้ผลิ หรือเดือนมีนาคม-กรกฎาคม นั่นเองค่ะ จะทำให้เราเห็นถึงพันธุ์ไม้มากกว่า 500 ชนิดที่บานสะพรั่งจนอยากอยู่ถ่ายรูปสูดอากาศบริสุทธิ์ทั้งวันแบบไม่อยากกลับเลย   2. ราเวลโล อิตาลี แผนที่ : Ravello ราเวลโลนั้นเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนภูเขานี่แหละค่ะ ซึ่งถึงแม้จุดเด่นของมันจะไม่ใช่เทศกาลดอกไม้ที่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนที่อื่นๆ แต่ข้อดีคือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสีฟ้าคราม และสวนดอกไม้บนเนินเขาแห่งนี้แบบชัดเจน จัดเต็ม ได้ซึมซับเอาบรรยากาศที่แสนดีเก็บไว้เป็นความทรงจำ ลมเย็นๆ พัดผ่านร่างที่ยืนอยู่บนหุบเขา แค่คิดภาพก็ฟินแล้วล่ะค่ะ ซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากเลย เพราะเป็นสวนจากศตวรรษที่ 13 เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่วินเทจและคงอารมณ์ความศิลป์เอาไว้อย่างแน่นอน   3. เอดินเบิร์ก สก็อตแลนด์ แผนที่ : Edinburgh, Scotland ที่สวนแห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเป็นช่วงที่อากาศจะเริ่มอบอุ่น น่าอยู่ น่าเดินเล่นมากๆ ทำให้ในเมืองนี้เริ่มคึกคัก ซึ่งแน่นอนว่าฤดูใบไม้ผลินั้นดอกไม้ต่างๆ ก็จะเริ่มผลิบาน ทั้งดอกเชอร์รี่บลอสซัม ทั้งการเปิดตลาดขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเราจะได้กินผลไม้ต่างๆ จากเกษตรกรในท้องถิ่นจริงๆ ชนิดที่ว่าเด็ดสอยกันมาสดๆ จากต้นถึงมือเราโดยตรงเลย เหมือนไปงานแฟร์ที่มีดอกไม้ตระการตารอเราอยู่เลยล่ะค่ะ   4. โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก แผนที่ : Copenhagen ถนนในเมืองโคเปนเฮเกนแห่งนี้จะถูกย้อมไปด้วยสีชมพูทั่วทั้งน่านฟ้าเลยล่ะค่ะ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระผลิบานนั่นเอง ถ้าอยากรับชมความงามในสไตล์ญี่ปุ่นแต่มีพื้นฉากหลังเป็นยุโรป ที่นี่ตอบโจทย์ได้ดีสุดๆ สามารถครอสโอเวอร์กันได้อย่างลงตัว มาทัวร์ยุโรป แต่ดันได้ชมซากุระ ซึ่งเค้าก็มีช็อปขายของและตลาดเปิดให้เราเดินเล่นชมดอกไม้ไป ซื้อของกินไปตลอดทาง มีร้านสตรีทฟู้ดเปิดขายอาหารพื้นเมืองเยอะมาก เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดจริงๆ   5.คูเคอนอฟ เนเธอร์แลนด์ แผนที่ : Keukenhof เทศกาลดอกไม้แห่งสุดท้ายที่ถูกหยิบยกให้เป็นอันดับหนึ่งด้านความยิ่งใหญ่และความสวยงามระดับโลกตั้งอยู่ที่นี่นั่นเองค่ะ โดยสวนแห่งนี้ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้กว่า 7 ล้านดอก บนพื้นที่กว่า 320,000 ตารางเมตร ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ใครจะไปเทียบได้ แถมเค้ายังมีไฮไลต์อีกนะคะ คือ ดอกทิวลิป ที่ใครๆ ต่างก็ต้องตกหลุมรัก หาดูได้ยากน้าดอกนี้ ซึ่งช่วงเวลาที่สวยที่สุดที่ทิวลิปจะผลิบานก็คือ เดือนเมษายนนั่นเองค่ะ รู้แบบนี้แล้วก็วางแพลนจัดตารางเวลากันดีๆ แล้วก็จองทัวร์ยุโรปเที่ยวมันให้จุใจกันไปเลย เห็นมั้ยคะว่าในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมายรอให้เพื่อนๆ ไปพบเจอ อย่างเช่นเทศกาลดอกไม้ของ 6 ประเทศนี้เนี่ยก็นับว่าน่าจับตามอง และควรจะเป็นจุดหมายปลายทางของการเที่ยวครั้งต่อไปอย่างยิ่งเลย เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้ว่าสงกรานต์นี้จะไปไหนดี ก็วางใจให้ ทัวร์ครับ ได้จัดตารางแผนการท่องเที่ยวของคุณกันดีกว่าค่ะ กับการทัวร์ยุโรปสุดคุ้ม ไปมันทุกที่ที่ใครว่าดี ใครว่าเด็ด ซอกมุมไหนที่น่าสนใจ แลนด์มาร์กใดที่คนฮอตฮิต ทัวร์ยุโรปจากทัวร์ครับ จัดเต็มพาคุณไปเยือนแน่นอนแบบไม่มีผิดหวัง รับรองว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้แบบจุใจอย่างที่เพื่อนๆ เคยฝันไว้แน่นอน อ่านต่อ >>10 ข้อต้องรู้! เตรียมตัวเที่ยวยุโรปให้ดี มีแต่ความฟิน<<

อ่านเพิ่มเติม
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! แนะนำ 10 ร้านดังในยุโรปชื่อดัง มีที่ไหนบ้างมาดูกัน

26 ก.พ. 62

วันนี้ใครที่กำลังมีแพลนจะไปยุโรป เปิดมาเจอบทความนี้ถูกต้องแล้วครับ เพราะเราจะยกร้านอาหารชื่อดังในยุโรป ที่คนไทยเรานิยมไปทานกันและกลับมารีวิวเพียบ มาแนะนำให้รู้จักกัน ลองอ่านดูแล้วเลือกสัก 2 - 3 ร้านไปใส่ลงในแพลนด้วยนะ   1.Burger & Lobster : อังกฤษ เปิดมาที่ร้านแรก กับร้านชื่อดังในประเทศอังกฤษ ที่ดังถึงขนาดมาเปิดที่ไทยกันแล้วเลยทีเดียว! เป็นร้านง่ายๆ มีเมนูเพียง 4 เมนู ในราคา 20 ปอนด์ คือพวกเบอร์เกอร์ต่างๆ แต่ที่แนะนำสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นเมนูตามชื่อร้านอย่าง Lobster Roll ครับ จะเป็นล็อบสเตอร์อบมาในขนมปังกรอบๆ รสชาติหวานหอม ฉ่ำๆ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดจริงๆ นะครับ Website : https://www.burgerandlobster.com     2. Duck & Waffles : อังกฤษ ยังอยู่กันที่อังกฤษแต่ครั้งนี้จะพามาเยือนร้านอาหารที่ได้เห็นวิวของลอนดอนได้ทั่ว เพราะตั้งอยู่บนชั้น 40 นั่นเองครับ! เมนูโดดเด่นที่ใครมาก็ต้องสั่งเลยก็คือ "สะโพกเป็ด" ที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟมาบนวาฟเฟิลนุ่มๆ หอมๆ ราดด้วยซอสเมเปิ้ลเข้ากันดี๊ดี ทานไปชมวิวไป ฟินยกกำลังสิบไปเลยครับ cr.http://curious-london.co.uk   3. Nando’s : อังกฤษ ร้านดังในยุโรป ไก่ย่างสไตล์ PiriPiri แบบที่ขายกันในบ้านเรานี่แหละครับ แต่บอกเลยว่าที่อังกฤษรสชาติจะถึงเนื้อมากกว่า ที่นี่เราสามารถเลือกได้ตามที่เราชอบ เช่น ไก่ไซส์ไหน (มีตั้งแต่ครึ่งตัว เต็มตัว หรือหนึ่งส่วนสี่ของตัว) แล้วตามด้วยเลือกเครื่องเคียง เช่น มันบด หรือ chips แล้วปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มครับ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วยนะ อยากให้ลองไปชิมดูครับ cr.bunnipunch.co.uk     4. Godiva Chocolate Cafe’ : อังกฤษ มาที่ร้านดังในยุโรปของหวาน ณ ประเทศอังกฤษกันบ้าง ร้านนี้ตั้งอยู่บนห้างหรู Harrod’s ที่ส่งกลิ่นหอมทันทีที่เดินผ่าน ใครจะอดใจไหวไม่แวะคงไม่ได้นะครับ ซึ่งร้านนี้นำช็อกโกแลตชื่อดังสัญชาติเบลเยี่ยมมารังสรรค์เป็นเมนูของหวานมากมาย โดยมีช็อกโกแลต Godiva แทรกตัวอยู่ในทุกๆ เมนู ที่เราพอจะแนะนำได้ก็คือ Godiva Milk Chocolate Sin Cake และ Crepe Mikado with Vanilla Ice Cream and Warm Chocolate Sauce ที่อร่อยสุดๆ ใครเป็น Chocolatr Lover ต้องไม่พลาดร้านนี้เลยจริงๆ cr.godivachocolates.co.uk     5. Huitrerie Regis : ฝรั่งเศส ข้ามมาที่ประเทศฝรั่งเศสกันกับร้านดังในยุโรปร้านแรกที่ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ รองรับได้เพียง 6 โต๊ะ แต่ก็ติด 1 ใน 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในปารีสเลยล่ะครับ เมนูขึ้นชื่อของทางร้าน ที่ไม่ว่ามองไปโต๊ะไหนก็จะเห็นคนสั่งกันทุกโต๊ะนั่นก็คือ Les Fines de Claires หรือ Oyster ชั้นดีที่เสิร์ฟมาบนถาดน้ำแข็ง ขอบอกเลยว่า สด หวาน หอมสุดๆ ลืมหอยนางรมที่ทานที่บ้านเราไปได้เลยจ้า     6. Chez Julien : ฝรั่งเศส มาเสพความหรูหรากับร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1870 ด้านในตกแต่งด้วยสถาปัตกรรมสไตล์อาร์ตนูโว ที่เน้นกระจกบานใหญ่ๆ และการแกะสลักขอบกำแพงและเพดาน อาหารที่นี่จะเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไล่มาตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงของหวานในสไตล์ฝรั่งเศส ราคาเริ่มต้นที่ 26 ยูโร ซึ่งบอกเลยว่าถ้าไม่อยากพลาด แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าเพราะร้านนี้คนเยอะจริงๆ ครับ cr.huitrerie-regis.com   7. Laduree’ : ฝรั่งเศส ร้านนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะว่าโด่งดังจนมาเปิดสาขาที่เมืองไทยเลยล่ะครับ เป็นร้าน Afternoon Tea สไตล์ Parisian ที่นอกจากจะมีชาหอมๆ ให้เราได้ฟินแล้ว ยังมีมาการองรสเริศที่ดังมากๆ และเป็นที่ถูกอกถูกใจของหลายๆ คน และแน่นอนว่าในช่วงยามบ่ายแล้วนั้นคงไม่มีอะไรเพอร์เฟคไปกว่าการนั่งจิบชา พร้อมชมวิวประตูชัยอันยิ่งใหญ่ตรงหน้า     8. Io e Valter Pizzeria Le Torri : อิตาลี มาอิตาลีทั้งที หนึ่งเมนูต้องห้ามพลาด ถ้าพลาดถือว่าผิด นั่นก็คือ พิซซ่า ครับ และสำหรับร้านนี้นั้นถือได้ว่าเป็นร้านพิซซ่าที่ทั้งคนอิตาเลี่ยนเอง และนักท่องเที่ยวต่างก็ชอบกันทั้งนั้น เพราะมีพิซซ่าให้เลือกหลากหลายหน้ามากๆ บวกกับแป้งสูตรเฉพาะของทางร้านที่เข้ากันดี๊ดี บอกเลยว่าฟินมากกกกก     9. Pipero al Rex : อิตาลี นอกจากพิซซ่าแล้ว อีกหนึ่งเมนูที่ต่างทานเมื่อมาอิตาลีก็คือ "สปาเกตตีคาโบนาร่า" ครับ ซึ่งบอกเลยว่า ลืมรสชาติของสปาเกตตีคาโบนาร่าแบบบ้านเราไปเลย เพราะนี่คือ Original Taste แบบแท้ๆ ซึ่งร้านนี้จะมีสูตรพิเศษเฉพาะตัวนั่นก็คือ การอุ่นส่วนผสมของไข่แดง และเครื่องปรุงต่างๆ พอร้อนแล้วก็นำมาคลุกกับเส้นพาสต้า แล้วโรยด้วยเบคอนแก้มหมู ตักเข้าปากทีมีแต่ฟิน!     10. Pane e Salame : อิตาลี ใครต่อคิวไหวไปก่อนเลย เพราะร้านสุดท้ายที่เรานำมาแนะนำนี้ถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แค่คนเยอะมากกกก ไปช่วงบ่ายๆ ไม่ต้องแปลกใจนะครับถ้าเห็นคนต่อคิวจนล้นออกมานอกร้าน สำหรับเมนูเด็ดต้องลองชิมเลยก็คือ Pannini and Salami หรือ ขนมปังอบกรอบ (คล้ายๆ แซนด์วิช) และซาลามิหรือไส้กรอกแห้งนั่นเอง ทานคู่กับชีสและไวน์ ได้อารมณ์ของอิตาลีสุดๆ ครับ   จดชื่อไปบ้างแล้วใช่ไหมครับ? กับ 10 ร้านอาหารดังในยุโรป ที่ ทัวร์ครับ นำมาแนะนำกัน ไปเที่ยวยุโรปทั้งที อย่าพลาดทานอาหารพื้นเมือง และร้านดังสุดแสนอร่อยกัน เที่ยวให้สนุกครับ ~ แนะนำ >>รวม 5 เทศกาลดอกไม้ ยุโรป ชีวิตนี้ต้องห้ามพลาด !! สวยทุกที่ น่าไปทุกอัน<<

อ่านเพิ่มเติม
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”
ไปสักครั้งแล้วจะติดใจ! รวม 10 แลนด์มาร์ก “เที่ยวยุโรป”

24 เม.ย. 62

วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอนำเอา 10 แลนด์มาร์กที่แอดมินได้ลิสต์ไว้ว่าอยากไปเยือน มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันครับ เผื่อว่าเราจะได้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันบ้าง อิอิ ไปดูกันเลยย ~ 1. หอเอนปิซา ประเทศอิตาลี แผนที่ : Tower of Pisa รู้จักกันเป็นอย่างดี เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เราเรียนกันมานั่นเองครับ ความพิเศษและเก๋ไก๋สไลเดอร์ของที่นี่คงหนีไม่พ้นการมาเยี่ยมเยือน พร้อมกับทำท่าถ่ายรูปเก๋ๆ กับเจ้าหอเอนฯ บางคนก็ช่วยยันไว้ บางคนก็ยืนพิง แค่คิดก็น่าจะสนุกสุดๆ แล้วล่ะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ได้ลองครีเอทท่าเก๋ๆ ไว้ไปถ่ายกับ หอเอนปิซา บ้างแล้วหรือยังเอ่ย? 2. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี แผนที่ : Colosseum อีกหนึ่งใน 7 มหัศจรรย์ของโลก ที่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเสื่อมสภาพจากในอดีตลงไปมาก แต่ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความรุ่งโรจน์และรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน มีความใหญ่โตมโหฬาร และยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ต้องลองมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งนะครับ นี่เลย >> ทัวร์อิตาลีสุดฮิต ราคาเริ่มต้น 34,999 !! 3. สโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ แผนที่ : Stonehenge สำหรับคนที่เสพติดความมหัศจรรย์ ก็ต้องไม่พลาดมาที่นี่ครับ เพราะสโตนเฮนจ์ถือได้ว่าเป็นสถานที่สุดพิเศษ ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ใครเป็นคนสร้าง แล้วทำยังไงถึงเอาหินก้อนเบอเร่อไปวางเรียงกันจนเกิดเป็นความมหัศจรรย์ขนาดนั้น ใครมีแพลนไปยุโรป ลองมองหาทริปที่จะมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง และหาคำตอบไปด้วยกันสักครั้งนะครับ 4. หอนาฬิกาบิ๊กเบน ประเทศอังกฤษ แผนที่ : Bigben    แลนด์มาร์กประจำลอนดอน ที่ใครมาเยือนยังประเทศอังกฤษ แล้วไม่แวะมาที่นี่ถือว่าผิดเลยล่ะ เพราะนอกจากจะได้มาเช็คอินกับสถานที่ยอดฮิตแห่งนี้แล้ว ยังเป็นการยืนยันได้อย่างดีว่ามาถึงยถโรปแล้วแน่นอน เพราะหอนาฬิกายิ่งใหญ่แบบนี้มีที่เดียวนะจ๊ะ นอกจากนี้ใกล้ๆ กับหอนาฬิกาบิ๊กเบน ยังมี Shopping Street และ London Eye ชิงช้าสวรรค์อันเบอเร่ออีกด้วย เอาเป็นว่ามาจุดเดียวเที่ยวได้หลายที่เลยครับ  ใครอยากไปทัวร์อังกฤษสุดคุ้ม เริ่มต้นแค่ 35,900 บาท คลิกเลยรออะไร 5. พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ : Versailles Palace ความสวยงาม อลังการ ตระการตา ทุกอย่างรวมอยู่ที่ทัวร์ฝรั่งเศสนี่เลยครับ แล้วขอบอกเลยว่าแค่ 3 คำนี้ไม่พอที่จะอธิบายความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ได้เลยจริงๆ สมกับฉายาว่าเป็น พระราชวังที่สวยงามที่สุดในโลกจริงๆ ด้านในถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหมด รวมกับกระจกมากมาย เมื่อเจอกับไฟสีทองนวลมากระทบ ทำให้ระยินระยับ ดูสวยงามจนเราตกตะลึงไปเลยล่ะครับ 6. หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส แผนที่ : Eiffel Tower ถ้าพูดถึงยุโรป แล้วไม่พูดถึงแลนด์มาร์กสุดพีคที่นี่ก็คงไม่ได้อย่าง หอไอเฟล หรือ Eiffel Tower นั่นเอง ถือได้ว่าเป็น Top List ของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว ด้วยความที่นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กอันโดดเด่น ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าอยู่ยุโรปแล้ว ยังได้บรรยากาศของความโรแมนติกผสมเข้าไปอีก ลองคิดภาพตามนะครับว่าถ้าเรายิ่งไปช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกเบาๆ กับคนพิเศษ มันจะเป็นความทรงจำที่สุดยอดขนาดไหน!   7. ซานโตรินี่ ประเทศกรีซ แผนที่ : Santorini หากใครเคยไปเที่ยวที่ชะอำ จ.เพชรบุรี บ้านเรา ก็คงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่แห่งนี้ และได้พอสัมผัสกับความสวยงามของตัวอาคารสีขาว และหลังคาสีน้ำเงินกันบ้างแล้ว แต่พูดไปจะหาว่าเว่อร์เพราะนั่นยังไม่ได้ครึ่งของสถานที่จริงเลยครับ! ที่หมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความสวยงามตามธรรมชาติของเกาะซานโตรินี่ บวกกับความสวยงามของสิ่งปลูกสร้าง ลงตัวกันเป็นอย่างดีกับท้องฟ้าอันสดใสในช่วงซัมเมอร์ เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ 8. วิหารพาร์เธนอน ประเทศกรีซ แผนที่ : The Parthenon อีกแลนด์มาร์กอันน่าสนใจ ณ ประเทศกรีซครับ สำหรับสถานที่แห่งนี้ถ้าใครอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าความลงตัวขององค์ประกอบต่างๆ เป็นอย่างไร ต้องไม่พลาดมาที่นี่เลย เพราะถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงเศษซาก และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความงดงาม สัดส่วน และองค์ประกอบที่ลงตัวอยู่ดีครับ 9. หมู่บ้านฮัลสตัทท์ ประเทศออสเตรีย แผนที่ : Hallstatt , Austria สุดยอดแห่งความโรแมนติกในพ.ศ.นี้ ต้องยกให้ที่นี่จริงๆ ครับ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่คู่รักต่างตบเท้ากันเข้ามาสัมผัสกับความสวยงามของหมู่บ้านริมทะเลสาบ ที่มีฉากหลังเป็นทิวเขาอันสวยงาม โรแมนติกสุดๆ เลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว บอกเลยว่าไม่มีอะไรฟินไปกว่า การตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเปิดประตูระเบียงไปเจอกับวิวของหมู่บ้านฮัลสตัทท์แล้วครับ 10. หมู่บ้านกังหันลม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แผนที่ : Zaanse Schans มาถึงแลนด์มาร์กสุดท้าย ที่แอดมินภูมิใจนำเสนอสุดๆ เพราะเป็นที่ที่แอดมินอยากไปมากเลยล่ะครับ ใครอยากเห็นกังหันลมของแท้ ต้องมาที่นี่เท่านั้น ยิ่งบวกรวมกับทุ่งดอกทิวลิปอันสวยงามแล้ว เป็นภาพที่อยากจะลั่นชัตเตอร์เก็บความทรงจำไว้สักร้อยภาพเลยครับ และนี่ก็เป็น 10 แลนด์มาร์กที่น่าสนใจในยุโรป ที่แอดมินคัดมาแนะนำให้รู้จักกัน แต่ที่ยุโรปไม่ได้มีดีแค่ 10 สถานที่นี้เท่านั้นที่น่าสนใจนะครับ ยังเหลืออะไรให้เราเที่ยวอีกเพียบ! ใครอยากไปสัมผัสกับอีกซีกหนึ่งของโลกดูสักครั้ง ก็เริ่มหยอดกระปุกกันได้เลยยย     

อ่านเพิ่มเติม
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !
ลับเฉพาะ! พาไปดู 8 สถานที่ลึกลับในยุโรป ที่เหล่า Backpacker ต้องลอง !

08 พ.ค. 62

  วันนี้ ทัวร์ครับ เลยขอเอาใจสาย Hidden Gems ด้วยการมาแนะนำ 8 สถานที่และเมืองลับๆ ที่น้อยคนนักจะรู้จักในยุโรปกัน ใครอยากลองไปดูเพื่อให้ได้รู้ก่อนใคร ก็เตรียมจดชื่อไว้เลยนะครับ 1.Barrio de Cuevas พิกัด : Barrio de Cuevas มองเผินๆ จากไกลๆ ก็คงเห็นเป็นหน้าผาธรรมดาๆ แต่ใครจะรู้ว่าหน้าผาเหล่านี้แหละมีบ้านซ่อนตัวอยู่กว่า 2,000 ครัวเรือน! โดยบ้านทุกหลังจะทาสีขาวกลืนไปกับหน้าผา และแทรกตัวอยู่แทบจะทุกเนินเขาหรือเนินดินเลยครับ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Guadix ทางตอนใต้ของประเทศสเปน และยังเป็นถ้ำที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยนะ 2. Catacombs de Paris พิกัด : Catacombs de Paris นี่คือสุสานลับใต้ดินที่กินอาณาเขตกว่า 180 ไมล์ในปารีส ! อยากรู้มั้ย ขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วจะบอก ... สุสานลับใต้ดินแห่งนี้ซ่อนอยู่ใต้หอไอเฟล แลนด์มาร์กชื่อดังของฝรั่งเศสนั่นเองครับ เหลือเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ ที่นี่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ช่วงศตวรรษที่ 17 และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วยนะ แต่เปิดเพียงแค่ 1 ไมล์เท่านั้น ได้ในจะค่อนข้างคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต และเต็มไปด้วยโครงกระดูกกว่า 6 ล้านร่างกายที่ถูกเรียงรายตามแนวกำแพง ใครขวัญอ่อนอย่าไปดีกว่านะจ๊ะ 3. Aldwych Station พิกัด : Aldwych Station อดีตสถานีรถไฟใต้ดินที่ถูกใช้เป็นสถานที่หลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่ซ่อนสมบัติของพิพิธภัณฑ์อังกฤษ ปัจจุบันนี้ไม่เปิดใช้งาน แต่มักจะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆ หรืองานแสดงนิทรรศการ งานเปิดตัวหนังสือ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีคนมาเช่าสถานที่ครับโดยที่นี่จะพิเศษตรงที่เหนือสถานีจะมีช่องลมช่องหนึ่ง ที่สามารถมองออกไปเห็นหอฬิกาบิ๊กเบนได้พอดิบพอดีเลยล่ะ 4. London Post Office Railway ด้านใต้ของโรงแรมสุดหรูอย่างเซนต์แพนคราสเรเนซองส์ ก็มีสถานที่ลับเช่นกันนะครับ ที่นี่ก็คือที่ทำการไปรษณีย์รถไฟลอนดอนนั่นเอง มีไว้เพื่อส่งจดหมายโดยเฉพาะครับ แต่ปัจจุบันก็แปรสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ และรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแทน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ การที่ให้นักท่องเที่ยวลองนั่งรถไฟส่งจดหมาย และดูระบบการทำงาในสมัยนั้นผ่านกระจกใสของรถไฟครับ >> ทัวร์ลอนดอนราคาสุดคุ้ม คลิกเลย 5. The Bourbon Tunnel พิกัด : The Bourbon Tunnel ในพระราชวังหลวง ก็ต้องมีเส้นทางลับใช่ไหมล่ะครับ? และนี่แหละคือเส้นทางลับของพระราชวังหลวงแห่งจักรวรรดิโรมัน ถูกสร้างโดยจักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 2 ในปี 1853 แต่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ใต้ดินของเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีประโยชน์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถูกใช้เป็นที่หลบภัย และเป็นโรงพยาบาลทหารครับ cr. https://en.wikipedia.org/wiki/Bourbon_Tunnel 6. Wieliczka salt พิกัด : Wieliczka salt   ณ เมืองกรากุฟ ประเทศโปแลนด์ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าลึกที่สุดในโลก นั่นก็คือที่เหมืองเกลือแห่งนี้นี่เอง บอกเลยว่าที่นี่เหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะมีความกว้างใหญ่ ที่คนงานเหมืองได้ขุดเจาะอุโมงค์รวมความยาวกว่า 245 กิโลเมตร มีห้องโถงต่างๆ กว่า 2400 ห้อง แถมยังมีโบถส์และวิหารอยู่ที่ใต้ดินนี้อีก ซึ่งปัจจุบันก็ยังดำเนินการอยู่ และเปิดให้นักท่องเที่ยวลงไปเยี่ยมชมได้ลึกถึง 130 เมตรเลยทีเดียว 7. San Cassiano พิกัด : San Cassiano หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาในประเทศอิตาลี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความสงบ และเบื่อความวุ่นวายในเมืองใหญ่อย่างโรม เวนิช หรือฟลอเรนซ์ ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบเต็มๆ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของอุทยานธรรมชาติอย่าง Fanes-Senes-Braies ครับ ใครอยากมาฟินไปกับธรรมชาติที่สรรค์สร้างความสวยงามได้อย่างลงตัว เงียบสงบ ต้องมาที่นี่นะครับ 8. Gordes พิกัด : Gordes หมู่บ้านบนยอดเขาในแถบเทือกเขาลูแบรง แหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส เป็นหมู่บ้านที่ติดอันดับว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสเลยล่ะครับ มาที่นี่แน่นอนว่าจะได้ชิมไวน์จากแหล่งผลิตไวน์ของแท้ แล้วยังได้เพลิดเพลินไปกับวิวแบบ Panorama และทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ล้อมรอบหมู่บ้านอีกด้วยนะครับ ฟินได้อีก! เหล่า Backpacker คงจะสมใจไปกับ 8 Hidden Gems ที่เรานำมาฝากกันแล้วนะครับ จริงๆ ที่เหล่านี้จะเรียกว่าลับก็คงไม่เต็มปากนัก เรียกว่าคนไม่ค่อยไปกันดีกว่า เอาเป็นว่าใครเบื่อเที่ยวแลนด์มาร์กแล้ว ลองเปลี่ยนดูให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันก็ได้นะ  

อ่านเพิ่มเติม
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?

18 ต.ค. 62

วันนี้ Tourkrub เรารวบรวมสถานที่แต่ละประเทศที่เขาจัดงานเฉลิมฉลองวันปีใหม่กันเอาไว้ให้แล้วแบบจุใจ ใครเบื่อเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทย ขอให้ยกมือขึ้น! อยากจะไปสัมผัสอากาศหนาวๆ ชิวๆ ที่ต่างแดน นับ 5 4 3 2 1 แบบไม่เหงื่อไหลไคลย้อย ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้นละก็แนะนำให้อ่านบทความนี้กันให้ไว แล้วเลือกวงกลมประเทศที่อยากไปกันไว้ได้เลย จะได้ซื้อตั๋วกันแต่เนิ่นๆ เพราะช่วงปีใหม่ตั๋วก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันเด้อออ.. 1.สิงคโปร์ เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียงของเรากันก่อนอย่างประเทศสิงคโปร์ นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่จะจัดขึ้นที่บริเวณอ่าวมาริน่าเบย์ ดูพลุสุดอลังการภายในงานมีการแสดงเยอะแยะมากมาย ทั้งการแสดงดนตรี,การแสดงแสงเลเซอร์, ขบวนพาเหรดและการแสดงดอกไม้ไฟซึ่งเป็นไฮไลท์หลักของงาน และจะมีการเขียนคำขอพรในเว็บไซต์ http://www.marinabaycountdown.sg  ระหว่างวันที่ 26 – 31 ธันวาคม ซึ่งคำขอและชื่อของเราก็จะไปอยู่บนโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่อลังการสุดๆ ที่ตึกโรงแรม The Fullerton Hotel Singapore เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่น่าลองสักครั้งในชีวิตนะคะ แถมเวลาที่นี่ก็เร็วไทยแค่ชั่วโมงเดียว อาจจะได้ฉลองเร็วกว่าเพื่อนสักหน่อย ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 3,958 บาท การเดินทาง : รถไฟ MRT - ลงที่สถานี Bayfront Station ทางออก C หรือ D รถโดยสารประจำทาง - สาย 97, 106, 518, 133, 502   อีกสถานที่หนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ไปช่วงปีใหม่ก็คือ Singapore Flyer จะเจ๋งแค่ไหนถ้าได้เคาท์ดาวน์บนชิงช้าสวรรค์ และมองเห็นเมืองสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยพลุที่ยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกับแสงสีของตึกต่างๆ เสียค่าเข้าคนละประมาณ 79 สิงคโปร์ดอลล่าร์แต่ถือว่าคุ้มค่าและน่าจดจำมากๆ การเดินทาง : รถไฟฟ้า MRT ให้ไปลงที่สถานี Promenage (CC4) และเดินออกตรง Exit A หลังจากนั้นให้มองหาสัญลักษณ์ทางเดินสีน้ำเงิน และ เดินตามเส้นทางไปที่ Singapore Flyer ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที 2.โตเกียว, ญี่ปุ่น (Tokyo, Japan) ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮอตฮิตที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายชอบไปกันไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ เพราะบรรยากาศของที่นี่ วัฒนธรรมต่างๆรวมไปถึงอากาศก็กำลังดี ญี่ปุ่นมีสถานที่เคาท์ดาวน์หลายแห่ง แต่ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศการส่งท้ายปีเก่าแบบญี่ปุ่นแล้วล่ะก็แนะนำให้ไปที่วัดหรือศาลเจ้ากันเลยเพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะชอบไปเคาท์ดาวน์กันที่วัดเหมือนกับไทยเราที่ไปสวดมนต์ข้ามปีกันอะไรทำนองนั้นวัดใหญ่ในโตเกียวอย่างวัดเซนโซจิ (วัดอาซากุซะ) ก็จัดงานเคาท์ดาวน์เช่นกันคนรอเพียบตั้งแต่ 2 ทุ่ม เพื่อรอโยนเหรียญอธิษฐานขอพรตอนในเที่ยงคืน นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีร้านขายของให้เราจับจ่ายกันเพลินๆ ระหว่างรอเคาท์ดาวน์ ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 7,586 บาท หรือจองทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว เริ่มต้นที่ 19,876 บาท การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสายกินซ่า (Ginza Line)ลงที่สถานีอาซากุสะ (G19) ออกทางออกหมายเลข 1 หรือใช้รถไฟสายอาซากุสะ (Asakusa Line) ลงที่สถานีอาซากุสะ (A18) ออกประตู 4 หรือ 5 เดิน 3-5 นาทีก็ถึงประตูสายฟ้า แต่ถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบคึกคักๆ วัยรุ่นหน่อยแนะนำเป็นที่ “ย่านชิบูย่า” ย่านที่มีวัยรุ่น เป็นย่านที่มาปาร์ตี้เพียบๆ ความเจ๋งของที่นี่ไม่ได้มีการงานเคาท์ดาวน์ใดๆแต่ทุกคนรอคอยเพื่อมานับถอยหลังข้ามปีกันที่นี่ แนะนำสำหรับสายฮิปๆ การเดินทาง : จากสถานี Shibuya ออกทาง Hachiko Exit แล้วเดินออกมาตรงถนนด้านหน้า หรือจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮิตของญี่ปุ่นอย่าง Tokyo Tower ทุกปีของที่นี่จะมีประดับไฟสวยงาม พร้อมกับจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์ ให้คุณได้นับถอยหลังสู่ปีใหม่ไปพร้อมๆ กันแนะนำให้ไปกับคู่รักจะได้ฟีลโรแมนติกไปอีกแบบ การเดินทาง  - Metro Toei Oedo Line ลงสถานี Akabanebashi [E21] ทางออกใกล้ห้าแยก (Akabanebashi Gate) เมื่อเดินขึ้นมาจากทางออกจะเห็น Tokyo Tower เลย  - Metro Toei Mita Line ลงสถานี Onarimon [I06] ทางออก A2 แล้วเดินไปตามถนนอีกนิด 3.เกาหลี ฟีเวอร์ ยังคงฮอตฮิตติดลมบนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เกาหลีก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่โรแมนติก และเหมาะกับการไปเคาท์ดาวน์สวยๆ มากๆ แถมมีหลายสถานที่มากๆที่จัดงานเคาท์ดาวน์กัน ใครที่ชอบแนวคลาสสิคคนเกาหลีแบบดั้งเดิมเราขอแนะนำที่หอระฆังโพซินกัง Bosingak Belfry ไฮไลท์ของที่นี่คือจะมีการถ่ายทอดสดพิธีการตีระฆังขึ้นปีใหม่ จะมีการตีระฆังทั้งหมด 33 ครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีใหม่เพื่อความเป็นมงคลเฉลิมฉลองวันแห่งความสุข ประชาชนจะต่างพากันขอพรให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในระหว่างการตีระฆังและยังมีการจัดคอนเสิร์ตและงานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในทุกๆ ปี ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 7,989 บาท หรือซื้อทัวร์เกาหลีช่วงปีใหม่ราคาเริ่มต้นที่ 14,999 บาท การเดินทาง :  ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 1 ลงสถานี Jongno ทางออกที่4 เดินออกมาไม่ถึง 5 นาที สำหรับวัยรุ่นที่อยากเต้นให้สุด แล้วไปหยุดตอนเคาท์ดาวน์ขอแนะนำย่าน อีแทวอน (Itaewon) กรุงโซล ที่นี่สุดจริง มันจริงๆ เหมาะสำหรับสายแฮงก์เอาท์ที่อยากสุดเหวี่ยงกันข้ามปี ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นิยมมาปาร์ตี้โดยเฉพาะงานส่งท้ายข้ามปีแล้วล่ะก็เรียกว่าเนืองแน่นกันเลยทีเดียว 4.นิวยอร์ก ปิดท้ายด้วยเที่ยวปีใหม่ที่โซนยุโรปอย่าง นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน ใครมีงบหน่อยเราแนะนำที่นี่เลยสถานที่เด็ดที่ทุกคนไปนิวยอร์กแล้วต้องไปต้องยกให้ย่าน จัตุรัส Time Square ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้คนจากทั่วโลกต่างพากันมาเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันที่นี่ คนเยอะก็จริง แต่อากาศบ้านเขาดีสุดๆ ไปเลยล่ะคุณจะได้อีกบรรยากาศหนึ่งเลยร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กับตัวเลขดิจิทัลบนตึกไทม์สแควร์และเมื่อถึงวินาทีที่เข้าสู่ปีใหม่ก็จะมีการโปรยกระดาษสีต่างๆพร้อมกับการแสดงดอกไม้ไฟ บรรยากาศสวยงามและคึกคักมากๆแถมคนก็เยอะมากเช่นกัน  แนะนำให้ไปกันตั้งแต่ช่วงบ่ายจะได้มีที่กันนะคะเวลาท้องถิ่นที่นี่จะเคาท์ดาวน์ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น Video call กับเพื่อนที่ไทยก็ยังได้ เคาท์ดาวน์กันไปเลย 2 รอบ 5555 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรมาลองสักครั้งในชีวิตจริงๆ ค่ะ มันดีมากกกกกก ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 20,000 บาท การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย N,Q,R,S,W,1,2,3 หรือ7 ลงสถานี Times Square 42 st.   จบไปแล้วกับประเทศยอดนิยมในช่วงปีใหม่ ตัดสินใจกันได้ยังเอ่ยว่าปีใหม่นี้จะไปเคาท์ดาวน์ประเทศไหนดี แต่ไม่ได้มีแค่ 4 ประเทศนี้เท่านั้นนะคะยังมีอีกหลายประเทศที่รอให้เราไปเก็บให้ครบในช่วงปีหน้า พร้อมแล้วเก็บเงินเตรียมตัวซื้อทัวร์กับทัวร์ครับไปเที่ยวกันได้เลยยยย   

อ่านเพิ่มเติม
นับถอยหลังข้ามปี กับ 15 สถานที่เคาท์ดาวน์สุดปังจากทั่วโลก
นับถอยหลังข้ามปี กับ 15 สถานที่เคาท์ดาวน์สุดปังจากทั่วโลก

11 ธ.ค. 62

1. ICONSIAM (Bangkok,Thailand) แผนที่: ICONSIAM ในช่วงเวลาเคาท์ดาวน์ปีใหม่นี้คงหนีไม่พ้น ไอคอนสยาม หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงเทพ เป็นสถานที่จัดงานเคาท์ดาวน์ในปี 2020 การันตีความอลังการและความสวยงาม พร้อมโลเคชั่นชมพลุริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมถ่ายรูปไปกับไฟที่ทางไอคอนสยาม ส่งมอบความสุขและเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ 2. CentralWorld (Bangkok,Thailand) แผนที่: CentralWorld สถานที่ยอดฮิตเคาท์ดาวน์ปีใหม่ในกรุงเทพ ใครๆก็คงต้องนึกถึงสถานที่แห่งนี้เป็นอันดับแรกอย่างCentralWorld ห้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงมีการเดินทางที่สะดวกสบาย พร้อมทั้งมีการประดับไฟแสงสีสวยงาม นับว่าเป็นแลนด์มาร์คในสถานที่เคาท์ดาวน์ของทุกๆปี พร้อมกับคอนเสิร์ตสนุกๆในคืนส่งท้ายปีเก่าอีกทั้งชมการแสดงพลุและดอกไม้ไฟที่ทาง CentralWorld ขนมาให้ชมอย่างยิ่งใหญ่ 3. Asiatique The Riverfront (Bangkok,Thailand) แผนที่: Asiatique The Riverfront  อีกหนึ่งพิกัดที่ไม่ควรพลาดนั้นก็คือ Asiatique The Riverfront ในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นสถานที่ชิวๆ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เนรมิตรท่าเรือให้กลายเป็นโลกอนาคตที่รวมความสนุก และความบันเทิง  เพลีดเพลินไปกับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับชมการแสดงพลุและดอกไม้ไฟ อีกทั้งยังมีคอนเสิร์ตของเหล่าดาราที่จะพาคุณสนุกไปกับค่ำคืนส่งปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 4. New York City (United States of America) แผนที่: New York City จัดว่าเป็นสถานที่อันดับหนึ่งในการเคาท์ดาวน์ปีใหม่เลยทีเดียว ในย่าน Time Square ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีผู้คนจากทั่วโลกพากมารวมตัวเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปีใหม่ ที่จะถึงนี้จะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ปีก่อนๆที่ผ่านมาไฮไลท์ของการเคาท์ดาวน์ที่จัตุรัส Time Square แห่งนี้อยู่ที่การแสดงจากศิลปินชื่อดังระดับโลก พร้อมการแสดงพลุดอกไม้ไฟแสงสีเสียง และอีกหนึ่งไฮไลท์คือการโปรยกระดาษสีต่างๆในช่วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความสุข แน่นอนว่าเวลาจะช้ากว่าประเทศไทยอยู่ 12 ชั่วโมง สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศการเคาท์ดาวน์ปีใหม่ สุดอลังการสักครั้งในชีวิตแนะนำเลยว่าคุ้มค่าอย่างมาก 5. Sydney (Australia) แผนที่: Sydney อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตที่ผู้คนต่างพากันไปเคาท์ดาวน์ที่ อ่าวซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นสถานที่แห่งแรกของโลกที่เข้าสู่ปีใหม่ก่อนใครเพื่อน ไฮไลท์อยู่ที่การแสดงดอกไม้ไฟสุดอลังการหลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่บริเวณโอเปร่าเฮ้าส์ การแสดงน้ำตกดอกไม้ไฟจากสะพานฮาร์เบอร์ และการแสดง Habour of Light Parade พาเหรดเรือประดับไฟสวยงามในอ่าวซิดนีย์ ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับบรรยกาศสุดเกินคำบรรยาย แน่นอนว่าเวลาประเทศออสเตรเลียเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นกะเวลากันให้ดีจะได้ไม่พลาดช่วงเวลาแห่งความสุข 6. London (England, United Kingdom ) แผนที่: London ข้ามมาฝั่งยุโรปกันบ้าง สถานที่ยอดฮิตคงไม่พ้นประเทศอังกฤษ รับรองว่าไม่แพ้กับเมืองใหญ่อื่นๆแน่นอน บริเวณสถานที่จัดงานจะตั้งอยู่บริเวณหอนาฬิกาบิ๊กเบนโดยไฮไลท์จะอยู่ที่การรอฟังเสียงนาฬิกาบิ๊กเบนส่งเสียงสัญญาณเตือนว่าเข้าสู้ปีใหม่กันแล้ว พร้อมชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟ และยังมีสะพานทาวเวอร์บริดจ์ที่ประดับไปด้วยไฟแสงสีเสียงตระการตา แต่ว่าเวลาในประเทศอังกฤษจะช้ากว่าประเทศไทยถึง 7 ชั่วโมงต้องกะเวลากันดีๆ อีกที 7. Berlin (Germany) แผนที่: Berlin อีกหนึ่งสถานที่เคาท์ดาวน์ที่ขึ้นชื่อว่าจัดยิ่งใหญ่คงไม่พ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงสุดอลังการจะว่าใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้ สถานที่จัดงานจะอยู่บริเวณประตูชัยบรันเดนบูร์ก ซึ่งไฮไลท์ก็อยู่ที่ช่วงเคาท์ดาวน์จะมีการแสดงดอกไม้ไฟด้านหลังบริเวณประตูชัย อีกทั้งยังมีการแสดงจากศิลปินดังระดับโลกให้ได้ชมแล้วยิ่งไปกว่านั้นยังมีการแสดง EDM ที่สาวกต่างพากันมาเต้นกันสุดเหวี่ยง เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสนุกสนาน สำหรับเวลาการเคาท์ดาวน์ในประเทศเยอรมนีจะช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง  8. Dubai (United Arab Emirates) แผนที่: Dubai เป็นอีกประเทศที่มีเทศกาลเคาท์ดาวน์ ผู้คนต่างพากันพูดถึง เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการจัดงานตั้งแต่ตามชายฝั่งและตามตึกสูงทรงสวยต่างๆ รวมระยะทาง 60 ไมล์ โดยไฮไลท์จะอยู่ที่ Burj Khalifa ตึกสูงระฟ้าที่มีความสูงที่สุดในโลก เมื่อเวลาเดินมาถึงวินาทีขึ้นปีใหม่ จะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟที่ตัวตึก พร้อมการแสดงแสงสีเสียง มีความอลังการสวยงาม ซึ่งเวลาดูไบช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง 9. Singapore แผนที่: Singapore มาแถวเพื่อนบ้านใกล้ๆ อย่างสิงคโปร์นี่เอง โดยงานเคาท์ดาวน์จะจัดขึ้นบริเวณอ่าวมาริน่าเบย์ ภายในงานมีทั้งการแสดงแสงสีเสียงความบันเทิงขบวนพาเหรดและการแสดงดอกไม้ไฟสุดตระการตาถือว่าเป็นไฮไลท์หลักของงาน ในแต่ละปีก็จะมีการเปลี่ยนธีมงานของแต่ละปี และอีกหนึ่งไฮไลท์คือการเขียนคำขอพรบนเว็บไซต์ที่ทางผู้จัดงาน ซึ่งคำขอพรและชื่อของคุณจะไปปรากฎอยู่บนโปรเจ็คเตอร์ขนาดยักษ์ที่ตึกโรงแรม The Fullerton Hotel Singapore เป็นอีกความพิเศษที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งเวลาสิงคโปร์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง เป็นเวลาที่ไม่แตกต่างกันมาก   10. Taipei (Taiwan) แผนที่: Taipei ที่สุดฮิตคงหนีไม่พ้นไทเป ประเทศไต้หวัน ก็ฮิตติดอันดับของโลกเลยก็ว่าได้ในสถานที่จัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่หรือเคาท์ดาวน์ นอกจากมีการแสดงบนเวทีจากดารานักร้องมากมายแล้วนั้น ไฮไลท์ของงานที่ทุกคนพากันรอคอยคือ การแสดงดอกไม้ไฟสุดตระการตาเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ ตึก Taipei 101ที่โดนเด่นในเมืองไทเป จุดรับชมดอกไม้ไฟสามารถชมได้ 2 จุด สามารถชมได้ทั้งภายในตึกและภายนอกของตึก Taipei 101 ทำให้เก็บภาพได้หลากหลายมุม ซึ่งเวลาที่ไทเปนั้นเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง 11. Huis Ten Bosch (Japan) แผนที่: Huis Ten Bosch ใครๆ คงไม่อยากพลาดงานเทศกาลเคาท์ดาวน์ที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะมีความอลังการด้วยดอกไม้ไฟนับร้อยดวงพุงสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องนาน 20 นาที เป็นการแสดงเทศกาลดอกไม้ไฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย 12. Hong Kong แผนที่: Hong Kong ถ้าพูดถึงสถานที่ชมพลุดอกไม้ไฟที่งดงามที่สุดในเอเชีย คงหนีไม่พ้น ฮ่องกง ซึ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของทุกปีจะมีการแสดงพลุและดอกไม้ไฟเหนืออ่าววิคตอเรียที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ทุกๆปี ฮ่องกงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักนิยมมาเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กัน 13.  Shanghai (China)  แผนที่: Shanghai เป็นอีกสถานที่หนึ่งในที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ซึ่งทำให้ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปี 2020 นี้ได้มีการจัดไฟสว่างไสวทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ และยังมีการแสดง HARBIN ICE & SNOW WORLD หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า BINGXUE LARGE WORLD ประติมากรรมน้ำแข็งสุดล้ำที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมความงดงามในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ของจีนอีกด้วย 14. Rio De Janeiro (Brazil) แผนที่: Rio De Janeiro ใครกำลังมองหาบรรยากาศปาร์ตี้ริมหาดทรายต้อนรับช่วงสิ้นปีแล้วละก็ มา ริโอเดอจาเนโร ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะที่หาดโคปาคาบาน่า มีการจัดงานเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบสุดเหวี่ยง ด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์ พร้อมกับชมพลุดอกไม้ไฟ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานตามสไตล์บราซิลผู้รักการปาร์ตี้กันอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าในวันงานจะต้องใส่ชุดสีขาวเพราะเขามีความเชื่อที่ว่ามันจะนำความโชคดีมาให้  15. Las Vegas (United States of America) แผนที่: Las Vegas  เป็นอีกสถานที่ที่ผู้คนต่างพากันไปในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คงหนีไม่พ้น  Las Vegas หากคุณเป็นคนที่หลงรักแสงสียามค่ำคืน ต้องไม่พลาดที่จะไปสัมผัสช่วงเวลาปีใหม่สุดตระการตากัน ซึ่งปกติแล้วลาสเวกัสก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่สำหรับช่วงฉลองปีใหม่จะยิ่งพิเศษกว่านั้น เพราะจะมีการปิดถนนเพื่อเฉลิมฉลอง เมื่อมาถึงเวลาสิ้นปีเหล่าคาสิโนต่างๆ ก็จะพร้อมใจกันจุดพลุฉลองกันทำให้ภาพออกมาสวยงามอย่างมากบวกกับแสงสีเสียงของตัวเมือง ยิ่งทำให้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง หยุดยาวปีใหม่ใครยังไม่มีแพลนในหัว เอาไอเดีย 15 สถานที่ เคาท์ดาวน์ปีใหม่ เราไปขายคนข้างๆ ได้เล้ยย รับรองว่าปีใหม่นี้จะต้องเป็นปีที่ดีที่สุดอีกหนึ่งปีแน่นอน เริ่มต้นปีด้วยความสุขแล้วก็ขอให้ทั้งปีหน้าเป็นปีที่ดีทั้งปีเลยนะครับ

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวยุโรป 5 ประเทศที่ไม่ควรพลาด เก็บให้หมดอย่าให้เหลือ
เที่ยวยุโรป 5 ประเทศที่ไม่ควรพลาด เก็บให้หมดอย่าให้เหลือ

23 ม.ค. 63

ทวีปยุโรป ถือเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยเมืองแห่งความโรแมนติค แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจะไปในแต่ละครั้งนั้นต้องใช้งบประมาณเยอะกว่าการเที่ยวในประเทศเอเชีย แถมการเดินทางก็ใช้เวลานานมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุผลนี้ทำให้คนนิยมเที่ยวในประเทศเอเชียกันมากกว่า แต่ด้วยอากาศ และบรรยากาศที่หาไม่ได้ในประเทศแถบเอเชีย และมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจที่แตกต่างจากเราทำให้การไปท่องเที่ยวในยุโรปถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าไปสักครั้งในชีวิต วันนี้เราเลยจะมาแนะนำสำหรับคนที่อยากไปประเทศแถบยุโรปเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องของบรรยากาศที่ดีคุ้มค่าสมกับราคาที่จ่ายออกไป จะเดินทางทั้งทีใช้เวลามากพอสมควร แต่ไหนๆ ก็ไปแล้วเราเลยอยากจะแนะนำให้เที่ยวหลายๆ ประเทศไปเลยจะได้ไม่ต้องเทียวบินไปบินมาให้เสียเวลา  เราแนะนำเส้นทางยอดฮิตในประเทศยุโรปทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมัน ฮังการี เช็ค สโลวัค และออสเตรีย ซึ่งทั้ง 5 ประเทศนี้อยู่ติดกันเกือบทั้งหมดทำให้ไม่ต้องเดินทางนาน แถมได้เปิดประสบการณ์ใหม่อีกด้วย แนะนำให้เก็บเงินกันให้เต็มที่ แล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการท่องเที่ยวที่สุดแสนจะเพอร์เฟคนี้ไปดูกันเลยว่าจะคุ้มค่าสมการรอคอยมากแค่ไหน เที่ยวยุโรปสุดคุ้ม เริ่มต้น 27,999 บาท จองทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 1.เที่ยวยุโรป - เยอรมนี        พิกัด: Germany เริ่มต้นการเดินทางด้วยประเทศที่ใหญ่ที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ได้แก่ ประเทศเยอรมัน เป็นประเทศที่นำที่ 1 ได้เรื่องระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการศึกษาที่เข้มแข็ง ทำให้เรื่องภาษาไม่เป็นปัญหาของคนที่นี่เพราะเราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับเขาได้แบบไร้ปัญหา สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ในประเทศเยอรมันที่เราอยากจะแนะนำให้ไปก็คือ เมืองมิวนิก ยิ่งเป็นช่วงกันยายน-พฤศจิกายน ด้วยแล้วรับรองว่าสวยคุ้มค่าการในนั่งเครื่องแน่นอนเพราะเพื่อนๆ จะได้เห็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แล้วยิ่งขึ้นไปดูที่ ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ด้วยแล้วรับรองว่าบรรยากาศโรแมนติคสุดๆ มโนตัวเองเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์กันได้เลย ด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามราวกับในเทพนิยายจนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองในฝันแห่งยุโรปกลาง ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของเทือกเขาแอลป์ ถือเป็นปราสาทที่สวยที่สุดในโลกก็คงจะไม่มากเกินไปนัก   2.เที่ยวยุโรป - ฮังการี  พิกัด: Hungary อีกประเทศที่น่าสนใจ และควรมาเยือนสักครั้งในชีวิต เมืองแห่งสถาปัตยกรรมที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายสถานที่ อีกทั้งบรรยากาศนั้นโรแมนติคสุดๆ ไปเลย จะไปทั้งทีแนะนำให้ไปเมืองหลวงอย่าง บูดาเปสต์ (Budapest) เมืองหลวงประจำประเทศฮังการีที่มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” เพราะเมืองนี้ยังตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำดานูบเพราะฉะนั้นทำให้ต้องมีสะพานเชื่อมอย่าง สะพานเชนเซเชนยี สะพานที่พาดระหว่างแม่น้ำดานูบเพื่อเชื่อมฝั่งบูดากับฝั่งเปสต์ สะพานนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของประเทศฮังการีเลยก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมประเทศจึงไม่พลาดที่จะแวะมาเก็บภาพไฮไลท์ของประเทศฮังการีกันที่นี่   3.เที่ยวยุโรป - เช็ก  พิกัด: Czech Republic ต่อกันที่ ประเทศเช็ก คงไม่มีใครไม่รู้จักเมืองหลวงที่สวยงาม และมีบรรยากาศที่โรแมนติคอย่างกรุงปราก ที่ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศคือสุดจริง ใครมาฮันนีมูนแนะนำที่นี่เลย ได้อารมณ์คล้ายๆ กรุงปารีสย่อยๆ เลยก็ว่าได้ เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมที่สวยงามระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในกรุงปรากก็คือสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอย่าง ปราสาทปราก (Prague Castle)  ที่ได้รับการรับรองจากกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำงานของประธานาธิบดี อีกหนึ่งสถานที่ที่เมื่อมาปราสาทปรากแล้วอยากให้ลองไปชมกันได้แก่ สะพานชาร์ลส์ สะพานหินที่เชื่อมระหว่างเมืองเก่ากับปราสาทปรากไว้ด้วยกัน มีอายุยาวนานกว่า 600 ปี  สามารถเดินเล่นชมเมืองได้ทั้งช่วงกลางวัน และช่วงเย็นรับรองว่าจะได้สัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติคจนยากที่จะลืมเลือน   4.เที่ยวยุโรป - สโลวาเกีย พิกัด: Slovakia          สโลวัค หรือ สโลวาเกีย อีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ แม้จะเพิ่งเข้าร่วมสมาชิกกับกลุ่มทวีปยุโรปก็ตามแต่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศอื่นเลยยิ่งเป็นปราสาทเก่าแก่อย่าง ปราสาทบราติสลาวา (Bratislava Castle) ด้วยแล้วถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างขาติมากมาย ถือเป็นจุดสูงสุดของเมืองบราติสลาวา ทำให้สามารถมองเห็นวิวที่สวยงามของแม่น้ำดานูบได้ชัดเจน นอกจากนั้นบริเวณภายในของปราสาทยังมีจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสโลวักอีกด้วย   5.เที่ยวยุโรป - ออสเตรีย  พิกัด: Austria เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นชินกับประเทศนี้กันพอสมคววรอยู่แล้วอย่างเมืองแห่งนักดนตรี อย่างประเทศออสเตรีย ต้นกำเนิดนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกเช่น โมซาร์ท บีโทเฟ่น และยังเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องของมหาวิทยาลัยที่ชาวไทยหลายคนนิยมมาศึกษาต่อ ส่วนเรื่องของบรรยากาศและสถาปัตยกรรมก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดของประเทศออสเตรีย เพราะถือว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ล้ำค่าอีกประเทศหนึ่งเลยก็ว่าได้ สถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดเมื่อได้มาเยือนออสเตรียนอกจากเมืองหลวงที่เราอยากแนะนำแล้วเราอยากให้เพื่อนๆ ได้ไป ฮัลส์สตัทท์ เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบ Hallstatt See โรแมนติกมากแบบกอไก่ล้านตัวเลย ยิ่งถ้าได้จูงมือแฟนไปกันสองคนแล้วล่ะก็เผลอๆ มีอยู่ต่อยาวๆ ไหนๆ ก็เป็นเมืองสุดท้ายในทริปแล้ว เพราะสิ่งแรกที่จะสัมผัสได้ก็คืออากาศอันแสนบริสุทธิ์ เงียบสงบ ผู้คนที่นี่ก็ไม่พลุดพล่านทำให้ชีวิตได้แบบชิวๆ ไม่ต้องรีบเร่ง แนะนำให้เป็นที่สุดท้ายในทริปเลย รับรองว่าติดใจเผลอๆ กลับมาอีกเป็นครั้งที่สองด้วยตัวเมืองที่เล็กๆ น่ารัก โอบด้วยภูเขาสีเขียว อีกด้านหันหน้าเข้ากับทะเลสาบ เดินชมทัศนียภาพสวยๆ ของตัวเมือง กลางวันก็งาม บรรยากาศกลางคืนก็เลิศ มีแสงไฟสวยๆ  ให้เราได้เดินเล่นชมความสวยงามกันแบบชิวๆ อวยขนาดนี้มาเถอะ อยากให้ทุกคนได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ เพราะนี่คือสวรรค์บนดินที่แท้ทรู กลับมาจากทริปท่องยุโรป 5 ประเทศติด ถือเป็นการเปิดประสบการณ์อีกครั้งหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว หากใครพอมีเวลาแนะนำให้มาตามรอยกัน รับรองว่าคุ้มค่าเกินกว่าราคาที่จ่ายไปแน่นอนหรือจะจัดเป็นทริปฮันนีมูนก็น่าสนใจไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย    

อ่านเพิ่มเติม
7 มรดกโลกในยุโรป เช็คอินถ่ายภาพ สวยเหมือนดั่งอยู่ในความฝัน
7 มรดกโลกในยุโรป เช็คอินถ่ายภาพ สวยเหมือนดั่งอยู่ในความฝัน

29 ม.ค. 63

เที่ยวยุโรปครั้งนี้เราจะเนรมิตทำวันพักผ่อนให้เป็นวันพิเศษสุดๆ ด้วยทริปที่สามารถเพลินเพลินไปกับความงดงามของสถานที่ท่องที่ที่สุดแสนจะสวยงามอลังการตระการตาเหล่านี้กันค่ะ กล้องไม่ต้องแพง ไม่ต้องไปลงคลอสเรียนถ่ายภาพ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะให้สิ้นเปลือง มีมือถือเครื่องเดียวก็ได้รูปที่สวยสุดยอดได้ เรียกว่าถ่ายยังไงก็สวยค่ะ เก็บมาฝากไว้ให้แล้ว    จองทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ กดตรงนี้   7. มรดกโลกในยุโรป   1. Hallstatt Austria เป็นเมืองมรดกโลกที่งดงามราวกับภาพในฝันเลยล่ะค่ะ ไปมา 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกสวยยังไงครั้งที่ 2 ก็ยังคงสวยเหมือนเคย อยากแนะนำไปแชะภาพตอนกลางคืนนะคะ สวยมากๆ เพราะจะได้บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกแบบโดยเฉพาะถ้าใครได้ไปช่วงสิ้นปี หรือเทศกาลวันอีสเตอร์ เทศกาลวันคริสต์มาสด้วยแล้วล่ะก็ ถนนเส้นเล็กๆเส้นนี้จะมีการประดับประดาตกแต่งพร๊อบต่างๆมากมายบนถนนเลียบริมทะเลสาบค่ะ โดยเฉพาะถ้าไปในช่วงปลายปี อากาศเริ่มหนาว ทะเลสาบนี้จะกลายเป็นทะเลสาบน้ำแข็ง ที่มีทั้งนกเป็ดน้ำและปลาแซลมอนแหวกหว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำ การไปหาที่พักที่ Hallstatt แนะนำให้จองล่วงหน้านะคะ และราคาที่พักโดยเฉพาะช่วงปลายปีจะค่อนข้างสูงมาก แนะนำให้ท่านที่สนใจอยากไปเมืองมรดกโลกแห่งนี้ ไปจองที่พักในอีกฟากฝั่งนึงของ Hallstatt ที่มีชื่อว่า Oberton ค่ะ ราคาดีกว่ามากๆ เลย จุดถ่ายภาพที่ Oberton ก็สวยมากๆเช่นกันค่ะ ตรงนั้นจะมีท่าเรือที่สามารถข้ามฟากไป Hallstatt ได้ ใครอยากได้บรยากาศแบบฟินสุดๆแนะนำให้ลองนั่งเรือนะ สวยมากๆจริงๆแต่ต้องรีบไปนิดนึงนะคะ เพราะเรือเที่ยวสุดท้ายหมด 18.00 น. และเรือจะมาแค่ชม.ละครั้งค่ะ ค่าบริการเรือข้ามฟากเพียง 8 ยูโรค่ะ ไป-กลับก็ 16 ยูโร ถ้านั่งแท็กซี่ไปราคาราวๆ 15-21 ยูโร แต่เราขับรถไปเอง ไปจอดแถวนั้นราคาชั่วโมงละ 3 ยูโรค่ะ อยู่ที่นั่นราวๆ 3-4 ชม.ก็ 12 ยูโรพอกัน     2. Bear Pit Burn Switzerland  เป็นเมืองที่สวยทุกอณูเลยล่ะค่ะ คือเหมาะมากกับการไปพักผ่อนหรือฮันนีมูนมาก บ้านเมืองเค้าคือสามารถรักษาธรรมชาติไว้ได้สมบูรณ์แบบมากๆ ที่ที่แนะนำให้ไปแชะภาพกันคือ เขตเมืองเก่าค่ะ สวยหมดเลย เป็นอนุสรณ์สถาน และเป็นเมืองมรดกโลกแห่งยูเนสโกด้วย เดินเที่ยวเล่นจากใจกลางเมืองก็สวยเก็บภาพได้เป็นกระบุงเลยจ่ะ หรือจะไต่ขึ้นไปบนยอดหอคอยที่วิหารเบิร์นไปชม Heiliggeistkirche (โบสถ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์) ในเขตเมืองเก่า (Altstadt) ก็ได้  อาคารรัฐบาลของเค้าก็สวยเหลือเกิน Bundesplatz ที่นั่นจะมีธนาคารสวิสหลายแห่งตั้งอยู่ ยังมีนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ Zyttglogge อีกด้วย ถ้าใครมีเวลาว่างหน่อยแนะนำไปที่นี่เลยจ้า Rosengarten ที่มีกุหลาบมากกว่า 220 สายพันธุ์สวยมากเริ่ชเว่อร์ลองแวะไปแชะภาพกันได้จ่ะ    3. Toredo Spain  มหาวิหารโทเลโด หมาวิหารแห่งนี้วิริศมาหราเริ่ชหรูตระการตาเป็นที่สุดค่ะ มหาวิหารโทเลโดยังติดอันดับ 5 กับโบสถ์ที่รวยที่สุดในโลกด้วย บอกเลยว่าสมคำร่ำลือเด้อแม่ สวยมากแม่ งานดีงานละเอียดเฉียดของแท้สุดๆ ว่ากันว่ากว่าจะสร้างเสร็จนี่ใช้เวลานานกว่า 200 ปีเลย มหาวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ Plaza del Ayuntamiento (จัตุรัสใจลางเมือง) และมันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินค่ะคุณขาเพราะเมืองเมืองนี้สวยมากจริงๆ ถ่ายแต่ภาพจตุรัสก็ว่าสวยมากแล้ว ถ่ายภาพเมืองพร้อมกับมหาวิหาร Toredo ยิ่งสวยหนักเข้าไปอีก  ไม่พอด้านนอกนี่คือสุดยอดแล้ว เข้าไปด้านใน สวยหนักมว้ากกกเว่อร์เพดานสูงมากและมีการสร้างงานปั้น งานฉลุ งานกระจกและลงสีลวดลายต่างๆไว้อย่างงดงามตามแบบศิลปะแบบกอทิก กระจกสีในแต่ละด้านทำให้แสงส่องผ่านและส่องสว่างในที่มืด เลอค่าอาม่าปลื้มมากค่ะ ทุกวันนี้ยังจำติดตาเลยอะ สวยมากจริงๆ ครั้งนึงในชีวิตแนะนำไป     4. Plaza Mayor Madrid  ที่นี่เป็นจตุรัสที่มีระเบียงเรียงรายเป็นสีสีนสวยงามตั้งอยู่ในใจกลาง Hapsburg Madrid ค่ะ เรียกว่าเป็นย่านเมืองเก่า Casa de la Panadería การตกแต่งของที่นี่ต่างจากในอดีตโขอยู่จ่ะ ตะก่อนเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังบนหน้าอาคารซึ่งเป็นผลงานของคาร์ลอสฟรังโก  รูปปั้นของ Philip III กษัตริย์บนหลังม้า เป็นผลงานศิลปะที่ออกแบบโดย  Giambologna แต่ก็สร้างไม่เสร็จ มาสร้างเสร็จเอาสมัย Pietro Tacca ในปี 1616 ใกล้ๆ Plaza Mayor จัตุรัสเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่กิโลเมตรที่ 0 ของกรุงมาดริด  นักท่องเที่ยวมากมายก็ฮิตที่จะไปถ่ายรูปกันค่ะ ส่วนชาวไทยก็เชื่อว่า การไปเหยียบที่หลักกิโล km 0 เนี่ยะ ORIGEN DE LAS CARRETERAS RADIALES เหยียบแล้ว จะได้กลับไปที่นี่อีกครั้ง แต่จะจริงหรือปล่าวก็ลองดูกันจ่ะ เผื่อจะโชดดีได้รางวัลฝาขวดชาเขียวได้ไปเที่ยวอีก ประติมากรรมสีดำรูปหมีกินผลมาโดรโย่ ที่มีชื่อว่า Estatua del Oso y el madrono ตรงนี้ทีแรกก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าคนเค้าไปถ่ายรูปอะไรกันเยอะแยะ ไม่เห็นมีอะไรเลย 555+ คือมีแค่รูปปั้งหมีสีน้ำตาลจริงๆ จากใจแต่ไหนๆก็เดินผ่านละ เอ้อ เอาหน่อยกะดะ      5.Alhambra De Granada มรดกโลกมาอีกแล้วจ้าพี่จ๋า ที่กรานาดานับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเสน่ห์มากๆ คือมีความทันสมัยผสมผสานกับความเก่าแก่ของอารยธรรมเอาไว้ได้ลงตัวมากๆ เมืองเค้าดูดีสะอาดสะอ้านกว่าแมดริดหรือบาเซโลน่าเยอะ เราชอบที่นี่มากๆ Granada แปลว่า ทับทิม Alhambra ถูกสร้างขึ้นในปี 1870 เพื่อปกป้องพยานหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่ถูกทำลายไป เมืองนี้เป็นเหมือนเมืองเล็กๆเมืองนึงเลยล่ะ โดนบุก โดนเข้ายึด เปลี่ยนมือการปกครองบ่อยมาก ทำให้มีความหลากหลายทางศิลปะดั้งเดิม Alhambra ถูกค้นพบ และบูรณะอีกครั้งหลังจากความพ่ายแพ้ของนโปเลียน  ด้วยความงดงามของศิลปะแบบดั้งเดิม อาลัมบราจึงกลายเป็นอีกแห่งในเมืองมรดกโลกที่เราต้องมาดูให้ได้ครั้งนึงในชีวิต สมญานาม "ไข่มุกแห่งมรกต" ซึ่งเป็นบอกเล่าถึงสีของอาคารและป่ารอบ ๆ พระราชวังบนยอดเขาและสวน (Alameda de la Alhambra) ที่นี่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าและหญ้าในฤดูใบไม้ผลิถูกปลูกอย่างงดงามทุ่งด้วยกุหลาบส้มและน้ำพุซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความงามแห่งศรวงสวรรค์มีการใช้เสาโค้งน้ำพุด้วยน้ำไหลและสระสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มความสวยงาม จึงไม่ผิดเลยที่จะเรียกว่า "สวรรค์บนดิน" งามมากแม่ เดินเหนื่อยมากด้วย 3-4 ชม.ไม่พอเด้อ ต้องมีครึ่งวันโน่นล่ะจ่ะ แต่รับรองได้เลยว่าคุ้มค่ามหาศาลที่ได้ไปเยอือนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ    6. ตลาด บุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria Barcelona  ตลาดที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุดของเมือง เป็นอันดับ 1 ของโลกซะด้วย อาหารต่างๆนาๆเยอะมากๆ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งโซนของสด ซึ่งถ้าไปค่ำๆจะปิดแล้วนะค้า แต่โซนอื่นๆยังเปิดตามปกติค่ะ    อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ขาหมูรมควันที่ทำแบบพาร์ม่าแฮมอันนี้อร่อยมากสุดยอด ขอว่าด้วยขาหมูรมควันสักเล็กน้อย คนสเปนนิยมมาก มีร้านเยอะเว่อร์วังในสเปน นี่เข้าไป 4-5 ร้าน เด็ชทุกร้านเด้อ กินกะขนมปังจืดๆยังอร่อยอะแกรเอ๊ย กินกะชีส+ไวน์สักแก้ว นี่เรียกว่าสุดจัดปลัดบอกเด้อแม่ ใครมีโอกาสได้ไปทานที่นั่นแนะนำลองเลยจ่ะพี่จ๋า มันเริ่ช ของเค้าดีจริงๆ ถั่วและผลไม้อบแห้งเยอะมากๆ หลายร้านเลย เลือกแทบไม่ไหว เดินไปกินไปอิ่มพอดีเลย ที่สำคัญราคาไม่แพงเลย ขนมปังก็มีให้เลือกหลายแบบ น้ำผลไม้ปั่นนี่ปั่นกันตั้งแต่ศากเบือยันเรือรบ อยากกินอะไรปั่นล่ะ มีหมดจ้า รากไม้ ใบผัก ผลไม้แทบทุกชนิดบนโลกนี้ มีเยอะมากเว่อร์ ราคาดี กินให้อุจาระแตกอุจาระแตนกันไปเลย สะหนนราคาที่แก้วละ 1-2.5 ยูโร   7. Dachstein Krippenstein Obertraun Five Finger อีกหนึ่งมรดกโลกที่อยู่ไม่ไกลจาก Hallstat ค่ะ ภูมิใจนำเสนอมากๆกับ มุมมองแบบพาโนรามาที่ไม่เหมือนใครของธารน้ำแข็ง Dachstein อันยิ่งใหญ่และสวยงามมาก Weltnaturerbeblick อยู่ใกล้ๆกับเขา Krippenstein เชื่อว่าใครได้ขึ้นไป คุณจะรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง ที่นี่จะมีกระเช้าที่ความสูง สูงมากสุดลูกตา สวยสมคำร่ำลืออีกแล้วครับพี่น้อง    ที่นี่แนะนำว่า ถ้าใจเสาะ! อย่าไปเด้อ 5 fingers นี้จะทำให้ทั้งรู้สึกภูมิใจที่กว่าจะเดินขาลากมาถึงและหวาดเสียวด้วย เหนื่อยด้วย ร้อนด้วย แต่อากาศก็เย็นด้วย ตื่นเต้นด้วย เพลินด้วย งงไปหมด ความสูงที่ระดับ 400 เมตร ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ความหนาวที่ระดับ 0 องศาก็ไม่ธรรมดา สรุปว่ามันหลายฟิลลิ่งมาก ชอบ ชอบมากอะ ชอบสุดๆ  Dachstein Krippenstein แห่งนี้ถ้าใครจะไปเที่ยว แนะนำว่า ท่านต้องมีเวลามากพอน้า ครึ่งวันโน่นแหละ ถ้ามีเวลาน้อยกว่านี้แนะนำวางแผนใหม่เด้อ เพราะขึ้นกระเช้าไปทีได้เที่ยวเยอะมาก ที่นี่เป็นแหล่งเหมืองเกลือเก่า ที่เป็นกรุสมบัติที่ซ่อนทองคำขาวเป็นจำนวนมาก นอกจากจะถ่ายรูปกันฟินๆเพลินๆกับทัศนียภาพระหว่างทางเดินไป 5 Fingers แล้ว ยังมีถ้ำน้ำแข็งยักษ์ Dachstein ถ้ำหิน น้ำแข็ง สะพานเชือกสุดเสียวสูง 30 ม. ที่ที่ค้นพบต้นกำเนิดของอัญมณีแห่งธรรมชาตินี้ หินงอกหินย้อยหลากสีวาววับสะดุดตา ทางเดินและห้องโถงก็เต็มไปด้วยเสียงคำรามถ้ำหมี Ben + Boris  ยังไม่หมดเด้อ ยังมีถ้ำแมมมอธ และจุดแชะภาพที่เป็นปลาฉลามอีก ถ้ำแมมมอธซึ่งเคยเป็นที่ล่าสัตว์ในห้องใต้ดินในอดีต เป็นการสร้างเพื่อการเชื่อมต่อทางด้านตะวันตกของถ้ำน้ำแข็งแดชสไตน์กับด้านตะวันออก สรุปเป็นว่าน่าไปหมด แนะนำไปเช้าหน่อยแดดไม่แรงมาก สัก 7.30น. - 8.00น. ตอนเราไปก็ประมาณนี้กลับลงมาอีกที บ่าย 2 พี่จ๋า เทโปรแกรมอื่นๆ ณ บัดนาว แต่รับรองว่าคุ้มค่าที่ได้มาเยือน ของเค้าดีจริงจ่ะ    ทั้งหมดนี้เก็บมาฝากนะคร้า สำหรับทริปแบ็คแพ็คยุโรป สเปน สวิส ออสเตรีย ประมาณ 10 กว่าวันได้ ไปเองเช่ารถขับไม่ใช่เรื่องยาก หรือจะนั่งพวกรถไฟความเร็วสูงของเค้าก็ได้ค่า ที่โน่นเจริญมากมาย เดินทางง่ายสะดวก แต่ถ้าใครขี้เกียจวางแผนการเดินทาง ไปเที่ยวกับทัวร์ก็ง่ายดี แอบกระซิบนิสนุง ที่สเปนมิจฉาชีพค่อนข้างเยอะ ระมัดระวังกระเป๋าดีๆ ค่า เห็นนักท่องเที่ยว 80% โดนกันเลยเก็บมาเตือน และขอจบทริปสเปน สวิส ออสเตรีย แต่เพียงเท่านี้นะคร้า บั๊ยยยยย…. จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ   จองทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ กดตรงนี้    

อ่านเพิ่มเติม
15 เมืองหลวงยุโรป น่าเที่ยวของแต่ละประเทศ
15 เมืองหลวงยุโรป น่าเที่ยวของแต่ละประเทศ

14 เม.ย. 63

ยุโรป  พิกัดดินแดนในฝันของเหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลก  ที่สักครั้งในชีวิตของให้ได้ออกไปพิชิตให้สมใจอยาก  ว่าแต่ว่าทวีปยุโรปเองมีตั้ง 50 ประเทศ แค่เที่ยวเมืองหลวงของแต่ละประเทศให้ครบก็น่าจะเข้าขั้นหมดตัวได้  ว่าแล้วมาดูกันดีกว่าว่าจะล็อคเป้าพิกัดประเทศไหนในยุโรปกันดี กับ  “15 เมืองหลวงน่าเที่ยวของแต่ละประเทศ”  แล้วจะได้มาเลือกกันถูกว่าตามแต่จริตเราควรไปที่ไหนกันดี  ไปกันเลย เที่ยวยุโรป ทั้งทีบินก็ไกล  เวลาก็น้อย แต่เราต้องอย่าให้เรื่องเวลามาเป็นอุปสรรคในการเที่ยวของเรา  เพียงแค่ประหยัดระยะเวลาการเดินทาง การต่อคิวเข้าแถวขึ้นรถลงเรือ ด้วยการไปเที่ยวยุโรปกับทัวร์ที่ดูแลเราอย่างมืออาชีพและมีครบจบพร้อมสรรพในที่เดียว  กับ หาทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ  เพียงเท่านี้ก็มีเวลาเหลือเผื่อการเที่ยวชิลล์อีกเพียบเลย จองทัวร์เที่ยวยุโรป  กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/europe-tour    15 เมืองหลวงยุโรปน่าเที่ยว   1.กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส (Paris, France) มหานครอันเป็นที่สุดของความโรแมนติก  จุดหมายปลายทางในฝันของคู่นักนักเดินทาง  และศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก กับกรุงปารีส  เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส  พิกัดแหล่งรวมศิลปะชิ้นสำคัญของโลก  สิ่งปลูกสร้างและสถาปัตยกรรมระดับโลก  ไปจนถึงถนนที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลก  ริมแม่น้ำแซนอันแสนโรแมนติก กับเมืองหลวงอันเป็นที่สุดของมหานครระดับโลก  จึงต้องขอบอกว่าควรต้องได้มาเยือนกรุงปารีสสักครั้งในชีวิตเป็นอย่างน้อย   2.กรุงลอนดอน  สหราชอาณาจักร (London, United Kingdom) พิกัดของเมืองหลวงที่ชิค  และคลาสสิคที่สุดของยุโรป กับมหานครอันทรงเสน่ห์ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม  สถาปัตยกรรม และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ที่กรุงลอนดอน  สหราชอาณาจักร  เมืองผู้ดีที่ลงตัวด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ผู้คนที่เป็นกันเอง และสถาปัตยกรรมที่งดงามอย่างลงตัว  ทั้งอาคารบ้านเรือนเก่าแก่สุดอลังการฉบับอังกฤษแท้ ๆ สุดตระการตาที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับวิถีชีวิตของผู้คนที่ทันสมัยโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสมัยที่สะดุดตา  ริมแม่น้ำเทสม์ที่ให้บรรยากาศสุดคลาสสิค ที่คงต้องบอกว่าถ้าไม่ได้มากรุงลอนดอนสักครั้ง ต้องของบอกว่าพลาดมาก ๆ พูดเลย   3.กรุงโรม  ประเทศอิตาลี (Rome, Italy) กรุงโรม  เมืองหลวงของประเทศประเทศอิตาลี  เมืองเก่าแก่อันเคยเป็นทั้งศูนย์กลางอารยธรรม  ศิลปวัฒนธรรมอำนาจและการปกครอง ไปจนถึงศูนย์การศาสนาของอาณาจักรโรมันอันเก่าแก่ที่ยังคงความรุ่งเรืองอย่างยาวนานกว่า 3,000 ปีในอดีต  ที่เป็นเครื่องการันตีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมและบรรยากาศคลาสสิคของกรุงโรม กับนิยามของเมืองหลวงของประเทศอิตาลีแห่งนี้ที่ว่า  “เมืองอมตะ หรือนครที่ไม่มีวันตาย” มาต้องมนต์เสน่ห์ของศิลปะและสถาปัตยกรรมโบราณเก่าแก่สุดอลังการที่น่าหลงใหล และสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ทีเป็นมิตรและเป็นกันเองของชาวอิตาลี  พร้อมลิ้มชิมรสชาติพาสต้าสูตรต้นฉบับแท้ ๆ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่านครที่ไม่มีวันตาย   4.กรุงวาติกัน  นครรัฐวาติกัน (State of the Vatican City) นครรัฐวาติกัน  อันโด่งดังของประเทศเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพียง 250 ไร่  กับนครเล็ก ๆ ท่ามกลางเมืองใหญ่อย่างกรุงโรม ที่แยกตนเองออกเป็นเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับใคร  นครรัฐวาติกันเป็นแหล่งศูนย์รวมศรัทธาของศาสนาคริสต์ กับพิกัดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เล็ก ๆ ที่ทรงคุณค่าทัท้งทางศาสนา  และประวัติศาสตร์ วัฒนะธรรม ที่ได้รวบรวมเอาไว้ซึ่งผลงานทางสถาปัตยกรรมวิจิตรประณีตงดงาม ศิลปกรรมและ วิทยาการที่ล้ำนำสมัย  และโดดเด่นอลังการตระการตาเป็นที่สุด ที่ต้องเรียกว่าเป็นพิกัดเล็ก ๆ ที่ถึงจะเล็กแต่ก็เล็กพริกขี้หนู เพราะคุณภาพคับแก้วมาก ๆ    5.กรุงปราก  สาธารณรัฐเช็ก (Prague, Czech) กรุงปราก  สาธารณรัฐเช็ก  เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐเช็ก  กับเมืองที่ขึ้นชื่อได้ว่าสะอาดที่สุดในโลก และยังเป็นอีกหนึ่งเมืองมรดกโลกที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานนับ 1,000 ปี  โดยเฉพาะเรื่องความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่สุดคลาสสิคตระการตา และบรรยากาศสุดชิลล์ยามค่ำคืนริมแม่น้ำแสนโรแมมติกของย่านเมืองเก่า  ที่ต้องบอกว่าคนมาเป็นคู่ต้องประทับใจไม่มีวันลืมแน่ ๆ   6.กรุงอัมสเตอร์ดัม  ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Amsterdam, Netherlands) กรุงอัมสเตอร์ดัม  ประเทศเนเธอร์แลนด์  เมืองแห่งสายน้ำริมฝั่งแม่น้ำอัมสเติล (Amstel)  ที่รายล้อมไปด้วยคลองกว่า 100 สาย จนได้รับการยกให้เป็น  “เวนิสแห่งตอนเหนือของยุโรป” นอกเหนือกับความชิลล์สุด ๆ กับบรรยากาศของเมืองหลวงแห่งสายน้ำแห่งนี้แล้ว  เมืองแห่งนี้ยังรายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่น่ารัก สดใส และลงตัวสุด ๆ นอกจากนี้กรุงอัมสเตอร์ดัมยังเป็นมืองศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญทวีปยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกด้วย     7.กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี (Budapest, Hungary) กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี  เมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นเครื่องรับประกันความงดงามของเมืองหลวงแห่งนี้  กับพิกัดของเมืองหลวงสวย ๆ ในบรรยากาศสุดคลาสสิค และโรแมนติกด้วยทำเลที่ตั้งริมแม่น้ำดานูบ แม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปยุโรป  และสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอโคโลเนียลสุดอลังการ จนได้รับการขนานน้ำว่าเป็น “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ”     8.กรุงเวียนนา  ประเทศออสเตรีย (Vienna, Austria) กรุงเวียนนา  เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย  อีกหนึ่งพิกัดแห่งดินแดนแสนโรแมนติกของทวีปยุโรป  กับบรรยากาศของเมืองเล็กแสนโรแมนติก ที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาดที่สุด  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2014 อีกด้วย ทั้งสวยงามและน่าอยู่แบบนี้  ก็ไม่แปลกใจที่ใคร ๆ ที่แวะเวียนมาที่กรุงเวียนนา จะหลงรักเมืองและปักหยุดให้กรุงเวียนนาเป็น Honeymoon Destination ในดวงใจของหลาย ๆ คน  ด้วยทัศนียภาพของธรรมชาติ อันรายล้อมไปด้วยแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่ทรงเสน่ห์ และสถาปัตยกรรมแบบยุโรปแท้ ๆ ที่สวยงสมอลังการ จึงทำให้กรุงเวียนนากลายเป็นที่หนึ่งในดวงใจของใครหลาย ๆ คนได้ไม่ยาก     9.กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย (Moscow, Russia) กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย อีกหนึ่งเมืองเก่าแก่ของทวีปยุโรปที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก  กับเมืองสวย ๆ อันทรงเสน่ห์ด้วยวัฒนธรรมสุดน่ารักในแบบฉบับของต้นเอง  และสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ที่ทำให้สักครั้งควรต้องได้มาเยี่ยมเยือน  โดยเฉพาะนักเที่ยวชาวไทยที่สามารถเดินทางเข้ารัสเซียได้โดยไม่ต้องทำวีซ่าอีกด้วย (สะดวกสุด ๆ)  และที่สำคัญคือการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงมอสโคว์นั้นสะดวกสบาย ด้วยเป็นเมืองหลวงที่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพดีที่สุดของโลกอีกด้วย  ใครกำลังมองหาเมืองหลวงบรรยากาศดี ๆ คูล ๆ สถาปัตยกรรมอลังการอยู่ละก็ ล็อคเป้ากันกรุงมอสโคว์ไว้ได้เลย เพราะแค่ความงดงามของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็สวยงามอลังการติดระดับโลกแล้วทีเดียว     10.กรุงเอเธนส์  ประเทศกรีซ (Athens, Greece) กรุงเอเธนส์  เมืองหลวงของประเทศกรีซ  อีกหนึ่งเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลก  ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนามมากกว่า 3,000 ปี  ดินแดนแห่งอารยธรรมอันเป็นจุดเริ่มต้น และจุดกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก  ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตยอีกด้วย ที่นอกเหนือจากมนต์เสน่ห์ของคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว  ภูมิประเทศของกรุงเอเธนส์เองก็สวยงามโดเด่นไม่แพ้ชาติใดในยุโรป กับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใครในโลก ที่แม้จะดูเรียบง่าย  แต่กลับมีชีวิตชีวา น่ารักสดใส และน่าประทับใจเป็นที่สุด ทั้งยังแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ทั้ง ภูเขา ท้องทะเลสวย ๆ และหมู่เกาะจำนวนมาก  กับความสวยงามของทัศนียภาพที่สมแล้วที่ได้รับการยกให้เป็นดินแดนของเทพเจ้าในตำนานกรีซโบราณ     11.กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน (Stockholm, Sweden) กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดน  เมืองแห่งความหลากหลาย  ริมชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกที่ห้อมล้อมด้วยลำคลองและแม่น้ำหลากหลายสาย  ลงตัวด้วยการผสมผสานระหว่างเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน กับเมืองสมัยใหม่ที่ทันสมัย  ในรูปแบบที่น่ารักเป็นกันเอง ไม่เหมือนใคร นับเป็นอีกหนึ่งเมืองหลวงน่ารักน่าเที่ยวของยุโรปเลยทีเดียว     12.กรุงออสโล  ประเทศนอร์เวย์ (Oslo, Norway) กรุงออสโล  ประเทศนอร์เวย์  เมืองหลวงแห่งทะเลสาบ  ขุนเขา และความอุดมสมบูรณ์แห่งธรรมชาติ  กับเมืองหลวงแห่งกิจกรรมกลางแจ้ง และการเฉลิมฉลอง  ที่ต้องขอบอกว่ากรุงออสโลแห่งนี้มีงานเทศกาลแทบทุกเดือนตลอดทั้งปี  นักเที่ยวสายธรรมชาติที่หลงรักความสนุกสนานครื้นเครง นืคือพิกัดเมืองหลวงน่าเที่ยวสุด ๆ สำหรับคุณ  เพราะจะได้ทั้งดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามอลังการ ไปพร้อม ๆ กับสีสัน ความน่ารัก และความอบอุ่นของชาวเมือง   13.กรุงเรคยาวิก  ประเทศไอซ์แลนด์ (Reykjavik, Ireland) กรุงเรคยาวิก  เมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์  เมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด  พิกัดเมืองหลวงสุดฮิปที่เป็นพื้นที่รวบความมหัศจรรย์แห่งปรากฏการณ์ธรรมชาติ  ทั้งปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) และ ปรากฏการณ์แสงเหนือ (Aurora Light)  ซึ่งจัดเป็นอีกหนึ่งเมืองหลวงน่าเที่ยวโยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ที่ต้องไม่พลาดความพิเศษสุด ๆ ของปรากฏการณ์สุดอลังการที่กรุงเรคยาวิกแห่งนี้   14.กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ (Warsaw, Poland) กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์  เมืองหลวงของดินแดนใจกลางทะทวีปยุโรป  กับดินแดนอันสงบ เรียบง่าย และเป็นส่วนตัวของพื้นที่ราบริมแม่น้ำวิสทูลา  อันเป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหนัก และศูนย์กลางการศึกษาของทวีปยุโรป แต่แม้จะเป็ฯศูนย์กลางอุตสาหกรรมของทวีป  กรุงวอร์ซอ ก็ยังคงงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลฉบับยุโรปแท้ ๆ แบบดั้งเดิม และด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความเก่าแก่คลาสสิคของตัวเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ดูแลเป็ฯอย่างดี  ทำให้กรุงวอร์ซอเป็ฯอีกหนึ่งเมืองสวย ๆ ของยุโรปที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) อีกด้วย     15.กรุงเคียฟ  ประเทศยูเครน (Kiev, Ukraine) หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปของประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป  ซึ่งถูกขนานนามว่า “มารดาของเมืองทั้งปวง” กับ กรุงเคียฟ  เมืองหลวงของประเทศยูเครน  เมืองเก่าที่แวดล้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของมีสถาปัตยกรรมโบราณที่สวยงามและน่าสนใจ   ในบรรยากาศแบบตะวันตกอันมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่น่าค้นหา ทั้งจากสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  และบรรยากาศเมืองสุดคลาสสิคของพิกัดดินแดนอันแสนลึกล้ำที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมในรูปแบบผสมผสามของเมืองที่เคยเป็นส่วนหนึ่งสภาพโซเวียตที่ยิ่งใหญ่เมื่อครั้งอดีต   ครบกันไปแล้วกับทั้ง 15 พิกัดของยุโรปใน  “15 เมืองหลวงน่าเที่ยวของแต่ละประเทศ”  ซัมเมอร์ปีนี้บินไกลไปเที่ยวยุโรปก็เก๋ไม่หยอกจริงไหม?  ว่าแล้วบอกเลยว่าอดใจแทบไม่ไหว อยากไปสัมผัสบรรยากาศคูลๆ ท่ามกลางเมืองอันสวยงามติดอันดับโลกกันได้เลย จองทัวร์ยุโรป กับ ทัวร์ครับ >> https://tourkrub.co/europe-tour 

อ่านเพิ่มเติม