All articles abouts วางแผนเที่ยวญี่ปุ่น

วางแผนเที่ยวชมซากุระอย่างไร ไม่ให้พลาดช่วง Full Bloom ?
วางแผนเที่ยวชมซากุระอย่างไร ไม่ให้พลาดช่วง Full Bloom ?

21 ม.ค. 62

แต่ครั้นจะอยู่ๆ ก็ไป มันก็คงไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะซากุระอาจจะยังบานไม่เต็มที่ ดังนั้นวันนี้ ทัวร์ครับ จะพาทุกคนไปชมปรากฏการณ์ Full Bloom ช่วงที่ดอกซากุระจะเบ่งบานเปล่งประกายสีชมพูออกมาแบบสวยงามและน่าชมมากที่สุด ว่าเราควรจะไปช่วงไหน และเตรียมตัวยังไงบ้าง 1.เลือกวันให้ดี ถ้าอยากให้โลกนี้เป็นสีชมพู สิ่งที่ลำบากที่สุดสำหรับการเดินทางไปดูซากุระสีชมพูอลังการสุดสวยเนี่ย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของวันเดินทางนี่แหละครับ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะลาเมื่อไหร่ก็ได้ ทุกคนก็ต้องทำงาน หรือมีตารางชีวิตที่แน่นเอียด จะว่างทีก็ต้องช่วงหยุดยาวซึ่งหลายคนอาจกลัวว่าตารางชีวิตตัวเองจะไม่ตรงกับช่วงซากุระบานแบบ Full Bloom ตรงนี้ไม่ต้องเครียดไปนะครับ เพราะจะบอกว่าดอกซากุระเนี่ยเหมือนรู้ใจเลย เลือกช่วงที่เบ่งบานเปล่งประกายได้สวยงามที่สุดเป็นเดือนเมษายน ซึ่งมันตรงกับเทศกาลปีใหม่ไทย หรือสงกรานต์บ้านเรา ทำให้มีวันหยุดยาวได้ถึง 4-5 วันเลย ทีนี้ก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้จองทัวร์ญี่ปุ่นกับทาง ทัวร์ครับ เที่ยวชมดอกซากุระเบ่งบานแบบ Full Bloom ได้สบายๆ แล้ว 2.จองทัวร์ล่วงหน้า ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้า อ๊ะๆ อย่าได้หลงลืมเด็ดขาดเลยนะครับว่า เห็นเป็นช่วงหยุดยาวสงกรานต์แบบนี้แล้วเราจะสบายใจ เที่ยวชมซากุระได้แบบชิลๆ เพราะในความเป็นจริงแล้วพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศเค้าก็หยุดวันสงกรานต์เหมือนกับเรา หลายคนก็อาจจะเล็งไปเที่ยวชมซากุระ Full Bloom เหมือนกันก็ได้ แล้วไหนจะนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกที่เล็งจังหวะซากุระเบ่งบานแบบสุดๆ นี้อีกล่ะ ทำให้ที่พัก ที่เที่ยว และสิ่งต่างๆ ในญี่ปุ่นช่วงนี้อาจแน่นขนัดจนทำให้ลำบาก (ในการกิน การนอน) เอาได้ เพราะงั้นอย่าลืมจองล่วงหน้า วางแผนการเดินทางให้ดีๆ นะครับ ถ้าอยากจะไปเองก็อาจจะต้องจองกันข้ามปีเลย ทั้งโรงแรม และตั๋วเครื่องบิน หรือใครที่ไม่อยากลุ้นอะไรให้วุ่นวาย มากับ ทัวร์ครับ นี่แหละครับสบายใจที่สุด มั่นใจได้เลยว่าจะได้พักโรงแรมสุดหรู และเที่ยวชมซากุระได้ครบทุกจุดที่เค้าว่าสวย แบบชนิดที่ว่าไม่ต้องลุ้นอะไรเลย กินอยู่สบาย เที่ยวได้เพลินๆ เป็นการมาพักผ่อนอย่างแท้จริง 3.เช็คตารางซากุระบาน เพื่อความฟินแบบขีดสุด ประเทศญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นเกาะที่มีขนาดเล็ก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็มีพื้นที่ที่น่าสนใจอยู่เยอะแยะมากมายเลยล่ะครับ ซึ่งถึงแม้เราจะคิดว่าจะชมซากุระที่ไหนก็เหมือนกัน แต่ขอบอกเลยนะว่าไม่จริงแน่นอน เพราะแต่ละสถานที่ก็จะมีเอกลักษณ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนจะเที่ยวชมซากุระ Full Bloom ได้ เราก็ต้องศึกษาให้เข้าใจถึงธรรมชาติของแต่ละที่ก่อนว่าที่ไหน เหมาะจะมาในช่วงวันไหนมากที่สุด สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรจำเอาไว้ให้ขึ้นใจก็คือ ‘ซากุระจะบาน เมื่ออุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้น’ นี่แหละครับคือสัญญาณของการชมซากุระที่สวยที่สุด เพราะมันเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลินั่นเอง พออากาศหนาวจบลง อากาศร้อนเข้ามาแทน หลังเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซากุระก็จะเริ่มเบ่งบาน ซึ่งเพื่อนๆ สามารถเช็กตารางพยากรณ์ซากุระ Full Bloom ทั่วทั้งญี่ปุ่นได้ที่เว็บไซต์ทางการของเค้าที่ link นี้เลย 4.อยากเห็นซากุระบานเป็นคนแรกๆ ต้องออกล่าจากตอนใต้ของญี่ปุ่น สภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะเริ่มค่อยๆ ไล่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ใต้สุดจนถึงเหนือสุดเลยล่ะ ซึ่งลมหนาวจะพัดพาจากภาคใต้ของประเทศ ขึ้นสู่ภาคเหนือ และเปลี่ยนทางตอนใต้ของบ้านเค้าให้มีอากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนใครเพื่อนเลย ดังนั้นสำหรับนักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากจะเก็บภาพประทับใจไปอวดคนบนโลกออนไลน์ก่อนใครว่า ‘ฉันมาเยือนซากุระ Full Bloom แล้วนะ’ก็แนะนำให้เที่ยวที่โอกินาวาก่อนเลยครับ เพราะเป็นโซนที่จะเปลี่ยนจากฤดูหนาวสู่ฤดูใบไม้ผลิก่อนใคร ทำให้มีโอกาสเห็นซากุระเบ่งบานได้ไวกว่าชาวบ้านเค้าเลย ซึ่งโซนอื่นๆ กว่าจะบานก็น่าจะซักเมษายน แต่ของโอกินาวาจะเริ่มต้นความสวยไล่ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เลย จะเอาไว้เป็นหนึ่งในลิสต์รายชื่อสถานที่ Honey Moon ในวันวาเลนไทน์ก็ยังได้นะ และสุดท้ายสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากจะชม Full Bloom กันจริงๆ จังๆ ขอแนะนำนะครับว่า ‘ต้อง’ ไปให้ตรงกับช่วงเวลาเท่านั้น ห้ามเลท ห้ามเกิน ห้ามไปก่อน อะไรใดๆ ทั้งสิ้น เพราะระยะเวลาในการเบ่งบานเต็มที่ของซากุระนั้นสั้นเอามากๆ เรามีเวลาแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นเองครับ ถ้าไปไม่ทันก็จบแน่นอน ได้เห็นแค่ดอกไม้ที่ร่วงหล่นเต็มพื้น ผิดแผนจนน่าเสียดายสุดๆ เลย เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการจะเยี่ยมชมซากุระบานได้แบบ 100% คือจองทัวร์ญี่ปุ่นไป กับทาง ทัวร์ครับ เลยครับ เพราะเราจะทำการเช็กตารางการเบ่งบานของซากุระและจัดวางแผนเที่ยวให้เพื่อนๆ มาแล้วอย่างดี มั่นใจได้ว่าจะได้เก็บภาพประทับใจไว้ในความทรงจำครั้งมาเที่ยวชมซากุระบานแบบเต็มที่ และเปลี่ยนโลกนี้เป็นสีชมพูแบบไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน หมดห่วงเรื่องคลาดเคลื่อนวันเดินทาง ที่พัก และอาหารการกินต่างๆ รอเที่ยวแบบสบายใจได้เลย!   อ่านต่อ..บทความแนะนำ >>รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน<<  

อ่านเพิ่มเติม
 7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด
7 ร้านกาแฟบรรยากาศดีในโตเกียว พร้อมพิกัด

21 ก.พ. 62

ด้วยเหตุนี้จึงมีร้านกาแฟและโรงคั่วกาแฟมากมายในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรุงโตเกียวที่มีวัฒนธรรมกาแฟอันหลากหลายให้เลือกสรรกันแบบคาเฟ่ฮอปเปอร์ต้องกรี๊ดดดด แล้วมาตามมาตำกันด่วน อย่ารอช้าไปดูกันเลยจ้า   1. น้อยแต่มากต้องยกให้ร้านนี้ KOFFEE MAMEYA ร้านหมอกาแฟเพราะคนชงใส่ชุดเหมือนหมอไม่ใช่อะไรหรอก 5555 ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เดิมของ Ometosando Cafe ร้านคนที่คลั่งกาแฟน่าจะรู้จักกันดี ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นร้าน KOFFEE MAMEYA ที่นี่มีเมล็ดกาแฟจากทั่วโลก และทั้งในญี่ปุ่น คั่วในญี่ปุ่นก็มี หรือคั่วเองในร้านก็มี สายกาแฟของจริง คอนเซปของร้านก็เท่สุดๆ ไปเลย แถมคนชงก็มีกันแค่ 2 คน แต่ฝีมือเฉียบไม่ธรรมดา เน้นวัตถุดิบ กรรมวิธีเน้นๆ น้อยแต่มากของแท้ โดยพื้นหลังของจะจัดกาแฟไล่สีตามระดับความเข้มของการคั่ว เท่มาก เวลาสั่งก็จะมีเมล็ดกาแฟให้เลือกเราก็เลือกวิธีชง เขาก็จะทำให้ดูเลย เวลาเขาดริป เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านนี้ เพราะขนาดร้านไม่ใหญ่มากทำให้ใกล้ชิดกับคนชงแบบสุดๆ ถึงจะพูดกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็เถอะแต่แค่ดูเขาดริปกาแฟก็ฟินไประดับ 10 แล้ว ญี่ปุ่นนี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความประณีตของกรรมวิธีต่างๆ จริงๆ นะต้องให้ วิธีเดินทาง : นั่ง Tokyo Metro สาย Z-Hanzomon (สีม่วง), C-Chiyoda (สีเขียว), สาย G-Ginza (สีส้ม) ลงสถานี Z02, C04, G02 - Omote-sando https://en.goodcoffee.me/column/vaughan/the-opening-of-koffee-mameya/   2. SINGLE O TASTING BAR ร้านกาแฟคนชิคในโตเกียว เป็นแบบคอฟฟี่บาร์เหมือนที่บ้านเราฮิตๆกันอยู่ช่วงนี้ ตั้งอยู่ในย่าน Ryogoku ร้านนี้จริงๆแล้วเป็นโรงคั่วกาแฟเล็กๆมาก่อนเพิ่งจะมาเปิดเป็นคาเฟ่ให้คนได้เข้ามาชิมกันเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังเปิดแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ คือ เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ เท่านั้น ใครอยากชิมก็ต้องจัดตารางวางแผนให้ดีจะได้ไม่พลาดกันนะจ๊ะ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟนั้นนนไม่ต้องสืบจ้า เพราะคั่วเอง ชงเอง หอมกรุ่น สดใหม่แน่นอน ใครคอกาแฟต้องเลิฟร้านนี้แน่นอน เมนูแนะนำ ขอยกให้เป็นลาเต้ เพราะเขาให้เมล็ดของ SINGLE O ที่นำเข้าจากออสเตรเลียทำให้มีการชงลาเต้ร้อนในแบบฉบับออสเตรเลีย ที่แปลกใหม่และหาทานได้ยาก อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันรับรองติดใจแน่นอน วิธีเดินทาง JR East : นั่งรถไฟสาย JB-Chuo-Sobu Line (สีเหลือง) ลงสถานี JB21-Ryogoku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro (Toei Line) สาย E-Oedo (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี E12-Ryogoku http://singleo.com.au/news/coffee-adventure-japan/   3. AMAMERIA COFFEE ROASTERS คอกาแฟพันธุ์แท้ของโตเกียวต้องรู้จักร้านนี้ เพราะ Toshiaki Ishii ที่ก่อตั้งร้านนี้เป็นบุคคลสำคัญแถวหน้าในวงการกาแฟญี่ปุ่น ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำโรงคั่วเองตั้งอยู่ในชุมชนที่เงียบสงบ หากไม่ได้ตั้งใจไปกินจริงๆ อาจจะหาไม่เจอเพราะไม่ได้อยู่ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ เท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นสายกาแฟของแท้ เราขอแนะนำร้านนี้ว่าควรมามากๆ ที่ร้านมีเพียงเก้าอี้ยาวเล็กๆ ให้นั่งจิบกาแฟ เก๋ๆ เป็นเอกลักษณ์ของร้านเขาเลยล่ะ ทีเด็ดของโรงคั่วนี้ก็คือ Aroma Testing โซนให้ทดลองดมกลิ่นกาแฟ เราสามารถเลือกกลิ่นที่ชอบแล้วซื้อกลับบ้านบ้านได้เลย หรือจะเอาไปเป็นของฝากก็เก๋ดูดีมีรสนิยมไปอีก ในเรื่องของรสชาติเราขอแนะนำเมนูที่ต้องลองคือกาแฟดริปที่ชงแบบ Pour Over ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยยิ่งถ้าได้ดมกลิ่นกาแฟก่อนด้วยแล้วยิ่งจินตนาการได้ล้ำลึกเป็นการกินกาแฟที่เต็มไปด้วยศิลปะจริงๆ วิธีเดินทาง Tokyu Line : จาก Shibuya (ต้นทาง) นั่งรถไฟสาย TY-Tokyu Toyoko Line (สีชมพูบานเย็น) ลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku Tokyo Metro : นั่งรถไฟ Tokyo Metro สาย F-Fukutoshin (สีน้ำตาล) ขบวนที่จะเปลี่ยนสู่สาย TY อัตโนมัติ (ปลายทางYokohama) แล้วลงสถานี TY05-Gakugei-daigaku https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/amameria-coffee-roaster/   4. คาเฟ่ขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee ด้วยการรีโนเวททำให้สถาปัตยกรรมภายในร้านมีความเก๋แบบที่ร้านอื่นๆไม่มี เป็นคาเฟ่ดังมีต้นกำเนิดจากโอ๊คแลนด์ ซานฟราน อเมริกาและกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในโตเกียว ทำให้มีหลายสาขามากๆส่วนสาขาที่วันนี้เราจะไปกันก็คือ Aoyama แหล่งฮิปของโตเกียวบรรยากาศภายในร้านเป็นสีขาวสะอาดตา สบายๆ ด้านนอกมีต้นไม้ร่มรื่นคิดว่าสาวๆ น่าจะชอบร้านนี้กัน เพราะบาริสเตอร์เอ้ย ไม่ใช่เพราะด้วยกาแฟคุณภาพเยี่ยม บวกกับบรรยากาศร้านเก๋ๆให้ความรู้สึกสบาย เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : อยู่ในซอยตรงสถานี Omoto-Sando http://schemata.jp/blue-bottle-coffee-aoyama-cafe/   5. Maruyama Coffee ร้านการแฟสายคั่วอ่อน สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆพอบอกว่าเป็น Single Origin Store ก็รู้เลยว่าเป็น Specialty Coffee จุดขายของร้านนี้จะเสิร์ฟแค่กาแฟ Single Origin จากหลากหลายแหล่งที่มาทั่วทุกมุมโลก ดีหน่อยที่มีคำอธิบายบอกรสสัมผัส คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกาแฟก็ยังพอจะเลือกกาแฟที่ถูกใจได้ไม่ยากนัก สามารถเลือกวิธีการชงได้มากมาย ทั้ง Espresso, Hand Drip, Syphonและ French Press ที่หาได้ยากมากๆ ยังไม่เคยเห็นที่ไทยเท่าไร ใครไปเราแนะนำการชงแบบ French Press เลยจ้า บรรยากาศก็สบายๆ สบายจิบกาแฟชิวๆ นั่งเล่นกับเพื่อนได้หลังช้อปปิ้งที่ Omotesando เสร็จ วิธีเดินทาง : เดินจากสถานี Omote-sando sta. exit A4 3 นาที https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/maruyama-coffee-omotesando-single-origin-store/   6. Coffee Wrights คาเฟ่เอาใจเหล่าฮิปสเตอร์ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ เท่ๆ ของ Yuki Muneshima ที่สาขาแรกสุดนั้นตั้งอยู่ในย่าน Sangenjaya ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านกาแฟดังของโตเกียว “THIS IS WHERE COFFEE WRIGHTS WORK” – นี่คือที่ที่นักทำกาแฟทำงาน คอนเซปของเขาล่ะ อารมณ์คล้ายๆ ร้านกาแฟแถวย่านอารีย์ เล็กๆ บรรยากาศน่ารัก ถ่ายรูปชิคกันได้ กาแฟดริปที่นี่ก็ขึ้นชื่อเช่นกันเราสามารถสั่งแล้วนั่งดูเขาทำได้ กาแฟของทางร้านจะเสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิกญี่ปุ่นให้กลิ่นอายความดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้ดีมากๆ วิธีเดินทาง : ออกจากสถานี Sangenjaya Station แล้วเดินลัดเลาะชุมชนย่านการค้าไปไม่ไกลนัก https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/coffee-wrights/   7.BEAR POND ESPRESSO ร้านกาแฟสายคั่วเข้มสายติสท์  อีกหนึ่งร้านที่คอกาแฟทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมนูยอดฮิตหลักๆก็คือ Angel Stain ขายวันละไม่กี่แก้วแล้วแต่อารมณ์ของเจ้าของร้าน อ่าว ติสท์ไปอีก แต่ถ้าใครได้ชิมล่ะก็บอกเลยว่าฟินมากก ต้องมาลองกันให้ได้ ยิ่งได้ยากยิ่งมีค่ามากล่ะ เขาว่ากัน 55555 บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยหน้าต่างไม้สีขาวและเครื่อง Espresso Machine สีขาวที่ตกแต่งเป็นลายเลอะสีด้วยสีน้ำมันสีแดง คอนเซปของร้านคงความเป็นเอกลักษณ์ ใครอยากลองลิ้มรสความเก๋า ขอเชิญร้านนี้ได้เลย วิธีเดินทาง : การเดินทางไปร้าน Bear pond espresso นั่งรถไฟไปลงสถานี Shimokitazawa ออกทาง north gate https://en.goodcoffee.me/coffeeshop/bear-pond-espresso/  

อ่านเพิ่มเติม
สุดว้าว !! เส้นทางใหม่ เที่ยวเซนได ชมใบไม้เปลี่ยนสี
สุดว้าว !! เส้นทางใหม่ เที่ยวเซนได ชมใบไม้เปลี่ยนสี

14 ส.ค. 62

อีกหนึ่งเมืองที่วันนี้ทัวร์ครับจะมาแนะนำกันก็คือ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เซนได เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 7 ของประเทศญี่ปุ่น อยู่ในจังหวัดมิยางิตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮอนชูหรือแถบโทโฮคุ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าเมืองนี้ก็น่าเที่ยวไม่ต่างจากเมืองหลวงของญี่ปุ่น จะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้นตามมาดูกันเลย ! พิกัด: Sendai, Japan ความเป็นมาควรรู้ก่อนเที่ยวเซนได เมืองเซนไดมาโด่งดังในช่วงปี 2011 ที่เกิดสึนามิพัดถล่มที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นทางประเทศญี่ปุ่นได้ประชาสัมพันธ์เมืองเซนไดและชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เซนได ทำให้เมืองเซนไดเป็นที่รู้จักของต่างชาติและนักท่องเที่ยว แน่นอนว่าเมืองเซนไดก็โด่งดังเรื่องใบไม้สีแดงหรือฤดูเปลี่ยนสีของใบไม้ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ แนะนำช่วงเวลาที่ควรมาคือเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน (ช่วงฤดูใบไม้แดง) เที่ยวเซนได วันที่ 1 วันแรกที่ได้มาเที่ยวเซนได อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นสบาย แนะนำให้มาเดินชม ถนนโจเซนจิ โดริ (Jozenji Dori) ย่านเมืองเก่าของเมืองเซนได เมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น เมืองแห่งต้นไม้ ที่นี่เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพราะตลอดแนวของถนนสายนี้เต็มไปด้วยความร่มรื่นของต้นเซลโคว่มีใบไม้ที่เปลี่ยนสีสลับไปมา อีกทั้งบริเวณเกาะกลางถนนยังมีทางเดินเท้าให้ได้เดินชมบรรยากาศโดยรอบพร้อมชมงานปฏิมากรรมรูปปั้นของจิตรกรผู้มีชื่อเสียง จากนั้นพาไปเที่ยวเซนไดต่อใน ย่านอิจิบังโจ (Ichibancho) เป็นย่านที่สายช้อปปิ้งไม่ควรพลาดเพราะเป็นย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ นอกจากนั้นถนนอิจิบังโจยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่อยู่ติดๆ กับสถานีรถไฟเซนได เดินทางสะดวก ขึ้นจากรถไฟก็จะละลานตาไปด้วยถนนหลายเส้นที่มีร้านค้าต่างๆมากมาย รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า อีกทั้งยังมีร้านอาหารมากมายให้เลือกฝากท้องกันอีกด้วย เราเดินทางจากเมืองเซนไดไปยังสถานี Naruko Onsen ด้วยรถไฟขบวนพิเศษที่เปิดเฉพาะช่วงเทศกาลฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมีชื่อว่า Resort Minori  มี 2 แบบให้เลือก แบบที่พิเศษกับแบบธรรมดา ซึ่งตลอดเส้นทางของรถไฟจะล้อมรอบด้วยบรรยากาศหุบเขาและธรรมชาติสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้ตลอดเส้นทาง เมื่อเดินทางมาถึงสถานี Naruko Onsen ต้องต่อรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยัง Naruko Gorge สัมผัสแรกที่ก้าวลงจากรถบัสก็เห็นภาพอันสวยงามของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเหลืองสลับแดงเห็นแค่ข้างนอกยังสวยขนาดนี้แล้วข้างในจะสวยขนาดไหน ช่วงที่มาอากาศจะเย็นแต่ไม่หนาวมากอยู่ในช่วง 12-15 องศา กำลังดีพอแต่งตัวได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่มีลมกับเมฆมากจะอยู่ในช่วง 6-8 องศา แน่นอนว่าบรรยากาศเกินบรรยาย ที่นี่เราจะได้เห็นความสวยงามได้แบบเต็มอรรถรสเพราะเป็นช่วงที่พีคที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือไม้ใบสีแดง และยังมีถาพจุดไฮไลท์เที่ยวเซนไดอย่างภาพรถไฟเคลื่อนออกจากอุโมงค์ผ่านธรรมชาติอันสายงามจากนั้นเดินทางกลับไปตัวเมืองเซนไดเพื่อพักโรงแรมย่านอิจิบังโจ บริเวณนี้มีที่พักให้เลือกมากมาย เราเลือกที่จะพักย่านี้เพราะมันติดสถานีรถไฟเซนไดและที่สำคัญย่านนี้ของกินเยอะมาก เหมาะสุดๆ กับสายกินดึก เที่ยวเซนได วันที่ 2 วันที่ 2 บอกตรงๆ ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เรามาเมืองนี้เลยยังไม่ค่อยคุ้นชินกับเส้นทางมากนัก เลยต้องอาศัยถาม Tourist Information อีกครั้งเกี่ยวกับการเดินทางไปวัดยามาเดระ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็น่ารักให้เราเดินทางจากสถานี Yamagata มาที่สถานี Yamadera แล้วจากนั้นมองป้ายบอกทางเดินตามป้ายก็จะเจอวัด ข้อมูลของวัดยามาเดระ" (Yama-dera Temple) ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี ตัววิหารงดงาม เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์โอบล้อมด้วยบรรยากาศแห่งขุนเขา เพื่อนๆ จะได้สัมผัสทั้งความเงียบสงบของวัดอันเก่าแก่และทัศนียภาพที่งดงามแห่งธรรมชาติ ไม่แปลกใจที่หลายคนจัดให้วัดนี้เป็นวัดชื่อดังแห่งเมืองยามากาตะแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคโทโฮกุ เมื่อมาถึงทางเข้าวัดจะพบป้ายหินขนาดใหญ่ เดินขึ้นบันไดไปจะพบกับคอนปอนชูโด (Konpon-Chudo) ซึ่งเป็นวิหารหลักของวัดยามาเดระแห่งนี้ เมื่อมาถึงก็จุดธูปไหว้พระ เตรียมตัวเตรียมใจเดินขึ้นบันไดที่สูงชัน แต่มาถึงที่ทั้งทีจะถอดใจก็เหมือนมาไม่ถึง เส้นทางทางขึ้นของวัดยามาเดระจะมึวิหารมากมาย ซึ่งมีความสวยงามอย่างมากและมีความหมายทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป ใครที่ชอบเสพวัฒนธรรมน่าจะชื่นชอบที่นี่เป็นพิเศษ ไฮไลท์เด็ดของการมาทริปเที่ยวเซนไดนี้ของเราจะพลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือการชมใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างเส้นทาง เพราะระหว่างสองข้างทางมีต้นไม้และภูเขาที่มีใบไม้สีแดงมากมาย ทำให้ตลอดการเดินของเรามีแต่ความเพลิดเพลินเพราะได้ชมความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา จากนั้นเมื่อเราเดินทางมาถึงบริเวณวิหารโอคุโนอิน (Okunoin) บริเวณนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางของการเยี่ยมชมวัดยามาเดระก็คือ โกไดโด Godaido Hall) ตัววิหารที่อยู่จุดสูงสุด ที่นี่เราจะได้พบกับทัศนียภาพที่สวยงามของภูเขา ตัวเมือง และบริเวณรอบๆวัดยามาเดระช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะปากคลุมไปด้วยใบไม้สีแดงสลับส้มแต่เป็นช่วงฤดูหนาวบริเวณนี้จะปกคลุมด้วยหิมะสีขาว ควรค่าแก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกมากๆ   เที่ยวเซนได วันที่ 3 เนื่องจากยังพอมีเวลาเหลือที่จะเที่ยวเลยตกลงกับเพื่อนว่าจะไป Matsushima ต่อ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติด 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่ามันต้องมีความสวยงามสมคำเคลมเขาล่ะ บริเวณโดยรอบจะมีเกาะเล็กๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังมีบริการล่องเรือชมความงดงามของอ่าวอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เที่ยวเซนไดที่ไม่ควรพลาด เสียดายที่เรามาทริปแค่ 3 วัน 2 คืนไม่อย่างงั้นอาจจะได้เที่ยวเสพบรรยากาศกันต่อยาวๆ แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่ประทับใจ และแน่นอนว่าเราได้บอกกับเพื่อนแล้วว่า..เราจะกลับมาเที่ยวเซนได ประเทศญี่ปุ่น อีกครั้งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีครั้งหน้าอย่างแน่นอน จองทัวร์เซนได เที่ยวญี่ปุ่นเซนได กับ ทัวร์ครับ

อ่านเพิ่มเติม
รีวิว “Gala Yuzawa” เที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท เจอหิมะกันแบบยาวๆ
รีวิว “Gala Yuzawa” เที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท เจอหิมะกันแบบยาวๆ

14 ส.ค. 62

และที่ๆ เราบอกก็คือ “กาล่า ยูซาว่า” สกีรีสอร์ทสุดฮิตที่คนนิยมไปในญี่ปุ่น เพราะอยู่ใกล้โตเกียวสุดๆ นั่งรถไฟชินคันเซ็นแค่ต่อเดียวก็ถึงที่หมาย แถมยังสามารถไปเช้า - เย็นกลับก็ได้ด้วยนะเออ นอกจากนี้ยังสามารถเที่ยวชมหิมะได้ยาวๆ เริ่มที่เดือนธันวาคมไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมกันเลยทีเดียวครับเอ้า! อย่ารอช้านะแบบนี้   เที่ยวญี่ปุ่น สกีรีสอร์ท กับ Tourkrub    พิกัด:  GALA Yuzawa วิธีเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น สกีรีสอร์ท ที่ “กาล่า ยูซาว่า” ง่ายมาก! ถ้าคุณใช้รถไฟฟ้าของญี่ปุ่นเป็น เรื่องนี้คือเรื่องหมูๆ อู๊ดๆ เลยจ้า เพราะจากสถานี Tokyo เราสามารถนั่ง Joetsu Shinkansen ไปลงที่สถานี กาล่า ยูซาว่า แบบวิ่งตรงไม่เปลี่ยนขบวนได้เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีเท่านั้น นั่งชมวิวข้างทางเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว สนนราคาอยู่ที่ คนละ 14,180 เยน (ไป - กลับ) แถมเป็นตั๋วแบบระบุที่นั่งอีกด้วยนะ สบายฝุดๆ เตรียมตัวไปสนุกที่ “กาล่า ยูซาว่า” แน่นอนว่าด้วยสภาพอากาศที่ไม่ปกติ เพราะค่อนข้างหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุม ทำให้เราควรที่จะเตรียมตัวเป็นพิเศษครับ เพื่อจะได้เที่ยวกันแบบฟินๆ นั่นเอง เสื้อผ้า สิ่งแรกที่ควรเตรียมเลยก็คือ เสื้อผ้า ขอบอกเลยว่า เหลือดีกว่าขาด คำนี้ใช้ได้จริงๆ นะครับเพราะถ้าหากใส่หลายชั้น แล้วร้อนเกินไปก็แค่ถอดออก แต่ถ้าใส่น้อยเกินไปจนทนความหนาวไม่ไหวจะหมดสนุกเอาแน่ๆ โดยวิธีจำง่ายๆ ของเราเลยก็คือ ถ้าอุณหภูมิตั้งแต่ 9 องศาลงมา ใส่ 3 ชั้น คือเสื้อด้านใน - ฮีทเทค - และปิดท้ายด้วยเสื้อขนเป็ด บวกออฟชั่นเสริมด้วยผ้าพันคอและถุงมือ ส่วนอุณหภูมิตั้งแต่ 10 - 15 องศา ใส่แค่ 2 ชั้น คือฮีทเทค และเสื้อขนเป็ด บวกออฟชั่นเสริมเช่นกัน แค่นี้ก็เพียงพอ ทั้งนี้ การเลือกเสื้อผ้าอยู่ที่แต่ละคนด้วยนะ บางคนทนความหนาวได้ไม่เท่ากัน แต่จากที่เราบอกไปก็ใส่กันประมาณนี้แหละ ยังไงถ้าเป็นคนขี้หนาวมากๆ ควรเตรียมไปเผื่อนะครับ อุปกรณ์ หายห่วงไปเลย เพราะเที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท ที่ “กาล่า ยูซาว่า” นั้นมีอุปกรณ์ให้เช่า พวกรองเท้าบูท หรือถุงมือหนาๆ รวมถึงพวกอุปกรณ์เล่นสกีต่างๆ มีครบเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่า ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งกันไปเลย ขั้นตอน ในการเช่าอุปกรณ์จะมีให้เลือก 3 เซ็ตด้วยกันครับ ซึ่งแต่ละเซ็ตก็สามารถใช้ JR Tokyo Wide Pass เป็นส่วนลดได้ด้วยนะครับ ซึ่งถ้าหากใครเน้นเล่นแบบไหนก็สามารถเลือกได้ตามสะดวกเลย จะเน้นเล่นหิมะ, เน้นเล่นสกี หรือจะเลือกแบบฟูลออฟชั่น (เล่นหิมะ, เล่นสกี และแช่ออนเซ็นสปา) ไปเลยก็ได้ครับ วิธีการเช่าอุปกรณ์ก็คือ ติดต่อที่ Information แจ้งความจำนงกับพนักงานได้เลยว่าเราต้องการเซ็ตไหน จำนวนกี่ใบ แล้วเราก็จะได้ตั๋วมาครับ จากนั้นก็ไปลงทะเบียนเพื่อเช่าอุปกรณ์ มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือเรื่องของไซส์รองเท้า หรือวิธีการใส่อยู่ และจะให้บัตรเรามา บัตรนี้บอกเลยว่าเก็บไว้ให้ดีนะครับ เพราะจะต้องใช้คืนอุปกรณ์ทั้งหมดในตอนกลับครับ เมื่อได้อุปกรณ์ครบแล้ว เราก็นำของที่เราพกมาไปฝากไว้ในล็อกเกอร์ โดยคิดค่าล็อกเกอร์จากการเปิด ครั้งละ 100 เยน เพราะฉะนั้นจะเอาอะไรไว้ จะเอาอะไรเก็บ ต้องคิดดีๆ นะครับ เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว เราก็ไปขึ้นกอนโดล่า (กระเช้า) เพื่อขึ้นไปยังลานสกีด้านบนได้เลยครับ บอกเลยว่าใครเตรียมกล้องมา เปิดรอให้พร้อม เพราะในระหว่างที่กระเช้าเลื่อนออกจากสถานีขึ้นไปด้านบน จะเห็นวิวภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ สวยมากกกก ใครอยากได้ภาพสวยๆ ลั่นชัตเตอร์รัวๆ ได้เลยครับ เมื่อถึงด้านบนแล้ว ก็ได้เวลา Enjoy กับกิจกรรมและหิมะที่อยู่ตรงหน้า จะเล่นนานแค่ไหนก็ได้ จะอยู่ทั้งวันเลยก็ได้ เอาให้หนำใจเลย เพราะที่นี่เปิดตั้งแต่เช้า จนถึงประมาณ 6 โมงเย็นเลยทีเดียว  หนีอากาศร้อนๆ มา ได้มาเจออากาศหนาวๆ ฟินๆ พร้อมกับปุยหิมะสีขาวมันเป็นการชาร์จแบตของร่างกายได้ดีจริงๆ นะครับ ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวในช่วงสงกรานต์ อยากให้ลองมาที่ “กาล่า ยูซาว่า” กันดูครับ เริ่มตั้งแต่วันที่: ปลายธันวาคม - ต้นเดือนพฤษภาคม เวลาเปิดปิด ช่วงฤดูหนาว 08:00 - 17:00 ช่วงฤดูใบไม้พลิ 08:00 - 16:00 *วันธรรมดา / 08:00 - 16:30 *วันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์  

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า
เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า

02 ธ.ค. 62

เข้าช่วงปลายปีแล้ว ใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้า ทางเราก็อยากจะแนะนำที่เที่ยว ที่กิน ที่ช้อป เผื่อได้เป็นไอเดีย ให้ใครหลายๆ คนได้ไปตามกัน ถึงแม้ว่าอาจจะรู้อยู่แล้วว่า ที่เที่ยวโอซาก้ามีที่ไหนบ้าง แต่ในฐานะที่คนไปมาแล้ว เลยอยากจะมาแชร์ร้านเด็ด ที่เที่ยวโอซาก้าเด็ด ที่เราว่าห้ามพลาดย้ำกันอีกสักครั้งค่ะ โดยเฉพาะใครสนใจของกินที่เมืองโอซาก้าเป็นพิเศษ ก็สามารถไปดู พาชี้เป้าร้านเด็ด ของกินโอซาก้าฉบับ 2019 ของเราได้ แต่ถ้าใครอยากดูที่เที่ยวเล่น ไอเดียที่ช้อปด้วยก็มาดูคร่าวๆ ได้เลย แต่ถ้าใครไม่สะดวกเที่ยวโอซาก้าเอง ไม่มีเวลาวางแพลนเที่ยว เราก็ขอแนะนำให้ จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย เว็บไซต์ที่รวมทัวร์เที่ยวต่างประเทศไว้มากมาย จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ  จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/japan-tour/osaka   ร้านอาหารเด็ดๆ โอซาก้า Mizuno ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำ เรียกได้ว่าเป็นร้านดังอยู่แล้วค่ะ โอโคโนมิยากิต้นตำรับในโดทงโบริ! ซึ่งมิซุโนะ เนี่ยเป็นร้านที่ได้มิชลิน 1 ดาว หรือ 2 ดาวด้วยในปี 2016 กับ 2017 ตามลำดับค่ะ และบางคนต้องต่อคิวทานยาวมากกกก เพราะอร่อย หรือที่นั่งในร้านน้อยก็ไม่รู้ พอได้คิว เราก็จะได้ไปนั่งหน้าเค้าท์เตอร์แบบนี้เลยค่ะ ที่นั่งเลยมีไม่เยอะ ส่วนมาสองคนก็ต้องสั่งกันคนละอย่างนะ เพราะฉะนั้น เตรียมท้องมาเลยค่ะ โดยเมนูที่แนะนำก็ตามเมนูของร้านเลยจ้า อร่อยจริง ยืนยัน ร้านนี้ถือเป็นร้านห้ามพลาด ที่จะต้องแวะไปให้ได้นะคะ พิกัด: สถานี Namba >> Google Map   Beef Cutlet Takeru Nipponbashi สำหรับสายเนื้อคือไม่อยากให้พลาดร้านนี้ คือต้องมามากๆๆๆ ร้าน Beef Cutlet Takeru Nipponbashi คือ ร้านเนื้อทอดย่างนุ่มๆ ที่ไม่มีความคาว มีแต่ความอร่อย แถมราคาคุ้มค่า นี่คือร้านเด็ดที่ห้ามพลาดค่ะ โดยพอเข้ามาในร้านอาจจะเข้าไปขอดูเมนูก่อนค่ะ แต่อย่างไรก็ดี เค้าก็จะให้กดตู้สั่งนะคะ โดยที่เราสั่งเป็นไซส์ S กำลังพอดีสำหรับผู้หญิงอยู่ค่ะ แต่เค้ามีแบบ Regular และไซส์ที่ใหญ่กว่านี้ โดยร้านปิดสี่ทุ่ม ความพิเศษของร้านนี้คือ เนื้อทอดที่ทำมาไม่สุกค่ะ เค้าจะมีเตาให้เราย่างเองว่าจะกินเท่าไหน ยังไง พร้อมเครื่องจิ้มให้เลือกเยอะมาก เราชอบจิ้มที่เป็นผสมมัสตาร์ด แล้วก็กระเทียมเจียวโถนี้ คือเด็ดสุดๆ  พิกัด: ร้านเดินไม่ไกลจาก สถานี Namba Nankai South Exit >> Google Map    ที่เที่ยวสุดสนุกโอซาก้า Universal Studios Japan แน่นอนว่าใครมาโอซาก้าไม่มาที่สวนสนุกยูนิเวอร์แซล ก็คงบอกได้คำดียวว่าพลาดค่ะ ซึ่งการจะมาเที่ยวที่นี่ ทางเราแนะนำให้ซื้อตั๋วมาล่วงหน้านะคะ เพราะว่าการต่อคิวที่นี่ แค่เครื่องเล่นก็ยาวแล้ว จะซื้อตั๋วอีกก็เสียเวลา ซื้อมาก่อนเลยค่ะ พอมาถึงจะได้ไปยังจุดที่เราต้องการเลย ทีนี้เมื่อมาถึงอย่าลืมถ่ายรูปเช็คอินที่ลูกโลกยูนิเวอร์แซลนะ   ซึ่งเมื่อมาถึง ยูนิเวอร์ แซล สตูดิโอ โอซาก้า ที่พลาดไม่ได้ก็คือการมายังโซน The Wizarding World of Harry Potter ค่ะ แน่นอนว่ามาที่นี่ก็เหมือนได้หลุดออกไปเหมือนอยู่ในโลกแฮรี่เลย บอกเลยว่าใครอินอยู่แล้วคงชอบมากๆ และเครื่องเล่นที่เราขอแนะนำของที่นี่ก็คือ Harry Potter and the Forbidden Journey โดยคิวยาวแน่นอนค่ะ แต่คิวยาวแค่ไหน บอกเลยว่ายังไงก็ต้องเล่น โดนพิกัดของเครื่องเล่นนี้อยู่ในปราสาท นอกเหนือจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดก็คือ การชิมบัตเตอร์เบียร์ (Butterbeer) โดยเข้าก็มีให้เลือกทั้งแบบแก้วที่เก็บได้ กับแก้วพลาสติก รสหวานมาก แต่ก็ลองเนอะ อีกสิ่งหนึ่งที่คนมาเที่ยวที่นี่ต้องื้อก็พวกที่คาดผม หมวกต่างๆ อ่ะเนอะ เมื่อเข้ามาแล้วก็เหหมือนเราย้อนกลับมาเป็นเด็ก ได้ฟีลเที่ยวสวนสนุกงี้ แถมก็เป็นของที่ระลึกให้เรานึกถึงอีกด้วยค่ะ ส่วนเครื่องเล่นอื่นๆ ที่เราอยากให้ลองอีกก็ ได้แก่ The Flying Dinosaur และ The Amazing Adventures of Spider-Man ค่ะ ซึ่งบอกเลยว่า ใช้เวลาที่นี่ทั้งวันแน่นอน   เพื่อความสะดวกสบายในการมาเที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ญี่ปุ่น ก็มีบริการรถบัสรับส่งระหว่างโอซาก้า  เช็คราคารถรับส่งโอซาก้า สวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ญี่ปุ่น คลิกตรงนี้   Osaka Castle  เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเมืองโอซาก้าค่ะ แต่ว่าที่นี่อ่ะไม่ได้ติดรถไฟฟ้าเลยทีเดียวนะเห็นแบบนี้ ใช้เวลาเดินมากอยู่ แต่ที่นี่ใครเดินไม่ไหวเราแนะนำให้เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเลือกที่จะจ่ายเงินขึ้นรถรางค่ะ เพราะว่าเมื่อไปถึงปราสาททางทั้งชัน ในปราสาทยังต้องขึ้นบันไดไปหลายชั้นเลย ความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทนี้มีถึง 8 ชั้น ห้อมล้อมด้วยกำแพงหิน คูน้ำ ไปจนถึงสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden) ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ  ซึ่งเราว่าเวลาที่เหมาะแก่การไปที่นี่ คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระ รับรองว่าช่วงนี้แหละสวยกว่าช่วงอื่นๆ ค่ะ   ที่ช้อปโอซาก้า  หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้ว ว่าที่ช้อปโอซาก้า ก็คือย่านโดทงโบริ เพราะรวมไว้ทั้งของกินเด็ดๆ ของช้อปขึ้นชื่อ ก็คือที่นี่ครบ หลายๆ คนก็คงก็เลือกพักในย่านนี้เช่นกัน ซึ่งใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะยักษ์  แต่จริงๆ แล้วนอกเหนือจากย่านนี้ เราว่าใกล้ๆ กันก็มีย่านเด็ดๆ ที่หลายๆ คนอาจจะชอบก็ได้ค่ะ โดยเค้าบอกว่า ที่นี่มี Orange Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ของโอซาก้า   Orange Street ถนนแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างย่านนัมบะ (Namba) กับชินไซบาชิ (Shinsaibashi) สามารถเดินไปได้ค่ะชิลๆ  ซึ่งพอเดินเข้าไป ก็จะมีร้านค้าแฟชั่น คาเฟ่ เรียงราย มีความเก๋ มีความชิลล์ อารมณ์เหมือนอารีย์บ้านเรา ตามรูปเลยค่ะ โดยวัยรุ่นโอซาก้าก็เลือกที่จะมาพักผ่อนที่นี่เยอะอยู่ เพราะมีร้านกาแฟชิลๆ ฮิปๆ หลายร้านเลย แถมร้านแฟชั่นก็เก๋ ไม่เหมือนที่ไหน อ่อออ ร้านแบรนด์เนมมือสอง ก็สามารถมาดูได้ที่นี่ด้วยนะคะ เริ่ดมาก   Rinku Town  แต่ถ้าใครชอบช้อปเยอะๆ แบรนด์จัดเต็ม รองเท้าผ้าใบแบรนด์ลดราคาสไตล์ Outlet มาที่นี่เลยค่ะ ก่อนกลับไปยังสนามบิน เพราะที่นี่ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินแค่สถานีเดียว Rinku Premium Outlets เอาท์เล็ตที่รวมร้านค้าต่างๆ จำนวน 210 ร้านค้าไว้  นอกจากมีร้านแบรนด์เนมแล้วก็ยังมีร้านอาหาร ร้านตกแต่งบ้าน และชิงช้าสวรรค์เป็นจุดเด่นค่ะ โดยบอกเลยว่า ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องได้เสียเงินมีของกลับไปเยอะแน่นอน     ที่เที่ยวโอซาก้าที่เราบอกไปคือ เป็นเพียงบางส่วนที่เราไปเที่ยวโอซาก้ามาเท่านั้น ทุกที่คือ พิกัดที่ไม่อยากให้พลาด สำหรับใครไม่อยากวางแผนเที่ยวให้เหนื่อยก็ลองมาใช้บริการของทัวร์ครับ เริ่ดเว่อร์ แค่ตามไปเที่ยว ถูกใจทริปไหนก็จัด สะดวก ไม่ต้องคอยวางแผนซื้อตั๋วนั่นนี่ให้เสียเวลา หรืออยากได้ไอเดียเที่ยวโอซาก้าเพิ่มเติม เข้าไปดูได้เลย ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
คนไทย เที่ยวญี่ปุ่น ได้หรือยัง เช็คก่อน ชัวร์แน่ ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบิน
คนไทย เที่ยวญี่ปุ่น ได้หรือยัง เช็คก่อน ชัวร์แน่ ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบิน

30 ส.ค. 65

คนไทย เที่ยวญี่ปุ่น ได้หรือยัง เช็คก่อน ชัวร์แน่ ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบินอาการก็จะเหงาๆ เนอะเพราะได้เที่ยวแต่ในประเทศไทย ตอนนี้เริ่มออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เที่ยวเวียดนาม เที่ยวสิงคโปร์ เที่ยวจอร์เจีย เที่ยวตุรเคีย เที่ยวเกาหลี เป็นต้น แต่หลายๆ คนก็ยังรอการกลับมาของญี่ปุ่นอย่างใจจดใจจ่อ เพราะอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นมากๆ แล้ว แต่ด้วยมาตรการที่เข้มงวดของการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวด ทำให้ตอนนี้ การเที่ยวญี่ปุ่น มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ทั้ง เที่ยวญี่ปุ่นได้หรือยัง ทัวร์ญี่ปุ่นไปกับทัวร์ไหนดี บอกเลยว่า ต้องไปกับทัวร์ครับเท่านั้น!  คนไทย เที่ยวญี่ปุ่นได้หรือยังทัวร์ครับ คอนเฟิร์ม ว่า เที่ยวญี่ปุ่นได้แล้ว แต่ต้องไปกับบริษัททัวร์เท่านั้น (อัปเดต 30.08.65) แต่ถึงแม้ต้องใช้บริการทัวร์ญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นออกแบบที่เที่ยวเองไม่ได้ เพราะคุณและชาวแก๊งสามารถจัดกรุ๊ปทัวร์ขนาดย่อมเองได้ วางแผนที่เที่ยวเองและใช้บริการทัวร์ส่วนตัว เที่ยวได้ในแบบที่ตัวเองชอบได้เลย ที่สำคัญตอนนี้ยังต้องขอวีซ่าด้วยนะ ขั้นตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น เตรียมตัวอย่างไร มีให้เลือก 2 แบบดังนี้(ปัจจุบันต้องเดินทางไปกับบริษัททัวร์เท่านั้นไม่สามารถไปเที่ยวเองได้) 1.    ซื้อแพ็กเก็จทัวร์ญี่ปุ่น หรือ ทัวร์ญี่ปุ่นแบบกลุ่มส่วนตัว กับ บริษัททัวร์ เช่น ทัวร์ครับ1.1 ซื้อทัวร์ญี่ปุ่นเลือกบริษัททัวร์ที่ไว้ใจได้ ซึ่งสามารถดูโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เพิ่มเติมเองได้ที่ทัวร์ครับ เลือกแพ็กเก็จทัวร์ วันเดินทาง ให้เรียบร้อย สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องมีแลนด์โอเปอเรเตอร์ที่ได้รับรองจากญี่ปุ่น และต้องเป็นกรุ๊ปทัวร์ที่มีทัวร์ลีดเดอร์เดินทางด้วยเท่านั้น1.2 เตรียมข้อมูลให้พร้อมผู้เดินทางต้องส่งข้อมูล เพื่อลงระบบยืนยันสุขภาพ เอกสารที่ต้องเตรียมคือ สำเนาพาสปอร์ต ที่อยู่ อีเมล และเบอร์โทร1.3 บริษัททัวร์จัดการให้ ลงทะเบียนในระบบ ERFSเพื่อทำการลงทะเบียนออนไลน์ในระบบ Entrants, Returnees Follow-Up System (ERFS) เพื่อออกหนังสือรับรองการเข้าประเทศญี่ปุ่น1.4 บริษัททัวร์ทำเรื่องขอวีซ่าให้ผู้เดินทางไม่ต้องโชว์ตัว แต่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเจ้าหน้าที่ไม่พิจารณาให้ผ่านและต้องทำใหม่อีกครั้ง ระยะเวลาการทำวีซ่า ใช้เวลาประมาณ 5-10 วันทำการ 2.     ออกแบบทำแพลนเที่ยวญี่ปุ่นเอง2.1 แผนการเดินทางในแต่ละวันผู้เดินที่ต้องออกแบบการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นในแบบตัวเอง ต้องเขียนแผนการเดินทางเอง ตั้งแต่วันเริ่มเดินทาง จนวันกลับบ้านเลย เที่ยวที่ไหน พักที่ไหน เดินทางอย่างไรบ้าง2.2 หาแลนด์โอเปอเรเตอร์ต้องมีบริษัทนำเที่ยว หรือแลนด์โอเปอเรเตอร์ตามกฎหมายด้วยธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้รับรอง2.3 เตรียมข้อมูลในการสมัครระบบ ERFSผู้เดินทางต้องส่งข้อมูลให้กับบริษัททัวร์ ชื่อ-นามสกุล, เพศ, หมายเลขพาสปอร์ต, วันเดินทาง, ที่พัก เป็นต้น เพื่อให้บริษัทผู้รับรองที่ญี่ปุ่น อย่าง แลนด์โอเปอเรเตอร์ ลงทะเบียนข้อมูลในระบบสําหรับผู้เดินทางไปญี่ปุ่น และได้รับเอกสาร “หนังสือรับรองการลงทะเบียนระบบ ERFS ซึ่งเอกสารนี้ต้องนำไปเพื่อขอวีซ่าในขั้นตอนต่อไป2.4 เตรียมเอกสารและขอวีซ่าไปญี่ปุ่นผู้เดินทางต้องเตรียมเอกสารไว้ให้ครบ ทำเรื่องขอวีซ่าเอง หรือสามารถจัดจ้างให้บริษัททัวร์ขอวีซ่าให้ก็ได้เช่นกัน โดยผู้เดินทางไม่ต้องโชว์ตัว และระยะเวลารอการยื่นขอวีซ่า 5-10 วันทำการ ค่าธรรมเนียม­วีซ่า 870 บาท รวมกับค่าดำเนินการของศูนย์ 705 บาท รวมเป็น 1,575 บาท ยื่นขอวีซ่าญี่ปุ่น คลิกเลย  เตรียมเอกสารการขอวีซ่าญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องไปทำด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ทางบริษัททัวร์จะทำการยื่นขอวีซ่าให้ รอประมาณ 5-10 วันทำการ สำหรับเอกสารที่ต้องเตรียมยื่นขอวีซ่าญี่ปุ่น มีดังนี้-          พาสปอร์ต หน้าว่าง 2 หน้าขึ้นไป และมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาแสดงด้วย-          ใบคำร้องขอวีซ่า (บริษัททัวร์เป็นผู้เตรียมให้)-          รูปถ่ายขนาด 2*1.4 นิ้ว 1 ใบ (พื้นหลังขาว ไม่มีการแต่งภาพใดๆ และถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)-          แบบสอบถามเพื่อทำการขอวีซ่า (บริษัททัวร์เป็นผู้เตรียมให้)-          ทะเบียนบ้าน ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด-          หนังสือรับรองการทำงาน (ภาษาอังกฤษออกใหม่ ไม่เกิน 6 เดือน)ประกอบธุรกิจส่วนตัว ให้แสดงหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนการค้าจากกระทรวงพาณิชย์ทำงานอิสระ ต้องทำหนังสืออธิบายอาชีพและรายได้อย่างละเอียดนักเรียนนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ให้แสดงหนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียน และหนังสือรับรองการทำงานของผู้อุปการะ- Statement ย้อนหลัง 6 เดือน ที่ออกโดยธนาคารเท่านั้น 1 ฉบับ- หากมีการเปลี่ยนชื่อนามสกุลต้องเตรียมเอกสารไว้อย่างครบถ้วน เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล/ใบสำคัญการสมรส /ใบสำคัญการหย่า ฉบับจริงและสำเนา 1 ชุด- เอกสารรับรองลงทะเบียนในระบบ ERFS (บริษัททัวร์เป็นผู้เตรียมให้)- เอกสารมอบอำนาจ (บริษัททัวร์เป็นผู้เตรียมให้)- เอกสารกำหนดการเดินทาง  (บริษัททัวร์เป็นผู้เตรียมให้)ป.ล. หากเอกสารที่เตรียมมาไม่ครบถูกต้องตามระเบียบที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ทางสถานทูตฯ จะไม่สามารถรับพิจารณาคำร้องขอวีซ่าให้ได้เด็ดขาด  ก่อนการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องทำอย่างไร (อัปเดต 30.08.65)ต้องตรวจโควิด19 และ มีเอกสารใบรับรองผลตรวจโควิด-19 ที่เป็นลบ และมีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเข้าประเทศลงทะเบียนล่วงหน้า Visit Japan >> https://www.digital.go.jp/en/services/visit_japan_web-en/ต้องมี ประกันเดินทางต่างประเทศติดตั้งแอป My iOS กรอกแบบสอบถามและลงทะเบียนก่อนเดินทางภายใน 6 ชั่วโมง เตรียมตัวก่อนพร้อมกว่า อยากเที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวได้แล้ว และควรเที่ยวกับทัวร์ที่มีแพ็กเก็จให้ตอนนี้สะดวกสบายกว่ามาก เอกสารการเตรียมพร้อมต่างๆ ไม่ได้เยอะมากมาย แต่ต้องขอวีซ่าเพื่อไปญี่ปุ่น อยากเที่ยวญี่ปุ่นเที่ยวเลย

อ่านเพิ่มเติม