ทัวร์ครับพาพร้อม
รวมวิธีเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างไร้กังวล
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ชมซากุระทั้งทีต้องถูกต้น! 3 วิธีแยกต้นไหนคือซากุระ พลัม และดอกท้อ
แต่สำหรับใครที่เป็นเจ้าแห่งการวางแผน ตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองแล้ว ที่พักก็จองแล้ว แอพพยากรณ์อากาศบอกว่าเมื่อไหร่ดอกซากุระบานก็มีแล้ว แต่พอไปถึงแล้วถ่ายรูปกับต้นซากุระออกมา ปรากฏว่าโป๊ะแตก กลายเป็นดอกท้อหรือต้นพลัมซะงั้น! เพราะทั้งต้นซากุระ ต้นพลัม และต้นท้อ ล้วนออกดอกสีชมพูเล็กๆคล้ายๆกันหมด จึงไม่แปลกที่จะมีหลายคนสับสนและถ่ายรูปต้นซากุระมาผิด คงเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะครับ อุตส่าห์ดั้นด้นวางแผนอย่างดีเพื่อไปชมซากุระถึงที่ญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายรูปมาผิดต้น น้ำตาเช็ดหัวเข่ากันมาแล้วหลายราย ไม่เป็นไรนะครับในวันนี้ พี่หมีจะมาบอกเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆแยกออกว่าต้นไหนคือต้นซากุระ ต้นไหนคือต้นพลัมหรือต้นท้อ เพื่อนๆจะได้ชมซากุระได้อย่างสบายใจว่าเราจะถ่ายรูปดอกซากุระถูกต้น แบบ authentic ของแท้ พี่หมีมี 3 ข้อง่ายๆให้สังเกตกันครับ 1.สังเกตรูปทรงของกลีบดอก ถ้าอยากรู้ว่าสถานที่ที่เพื่อนๆไปชมซากุระมีต้นซากุระจริงๆอยู่หรือเปล่า ก็ให้ดูลักษณะของดอกเป็นหลักเลยครับ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสังเกต โดยดอกซากุระนั้นจะมีรอยหยักที่บริเวณปลายกลีบดอก ดังเช่นที่เพื่อนๆมักเห็นตามรูปวาดหรือรูปโปรโมทส่วนใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของดอกซากุระที่ไม่เหมือนดอกไม้อื่นๆ ส่วนดอกของต้นพลัมนั้น แม้จะมีลักษณะดอกที่เล็กจิ๋วเช่นเดียวกับดอกซากุระ แต่ว่ากลีบดอกจะเป็นกลีบกลมมน ไม่ได้เป็นกลีบแบบมีแฉกเหมือนดอกซากุระ แต่ถ้าเป็นดอกท้อ รูปทรงของกลีบจะยาวยิ่งขึ้น โดยมีกลีบดอกเป็นรูปหยดน้ำนั่นเองครับ 2.สังเกตสีของกลีบดอก แม้ว่าดอกไม้ทั้ง 3 ประเภทจะมีโทนสีชมพูเช่นเดียวกัน ทำให้หลายคนมักสับสนเวลาไปชมซากุระ เพราะมักมีโทนสีใกล้ๆกัน แต่ถ้าหากเพื่อนๆลองสังเกตดีๆ ก็จะสามารถแยกความแตกต่างของโทนสี ดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดได้ครับ สำหรับดอกซากุระและดอกพลัม ทั้งคู่อาจจะมีสีแตกต่างกันไปได้ทั้งสีชมพูรวมไปถึงสีขาว แต่สำหรับ ดอกพลัมแล้ว กลีบดอกจะเป็นสีออกโทนม่วงมากกว่า และบางทีก็จะเป็นสีชมพูที่เข้มมากกว่าต้นซากุระทำให้สามารถแยกความแตกต่างได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากเป็นดอกท้อแล้วละก็ นอกจากจะมีกลีบดอกสีชมพูจางๆแล้ว ในส่วนตรงกลางก็จะมีสีออกแดงม่วงแทนครับ 3.สังเกตกิ่งก้านที่ติดกับตัวดอก ถ้าเพื่อนๆจะไปชมซากุระ แล้วทั้งสองวิธีข้างต้นยังไม่ช่วยให้เราดูออก ก็มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เพื่อนๆสังเกตได้ ก็คือการดูในส่วนของกิ่งก้านที่มีดอกบานอยู่ครับ ถ้าเป็นดอกซากุระ จะมีกิ่งก้านที่ยาว เรียวเล็ก แล้วในส่วนเป็นกิ่งก้านนี้ก็จะแตกออกมาเป็นกลุ่มดอกซากุระที่กระจุกอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ถ้าเป็นดอกพลัม ตัวดอกจะบานออกจากกิ่งก้านโดยตรง และไม่ได้แตกเป็นหน่อๆหรือกลุ่มก้อนกระจุกตัวแบบดอกซากุระ ส่วนถ้าเป็นดอกท้อ จะมีกิ่งก้านที่สั้นกว่า และมักแตกหน่อออกมาเป็นดอกคู่ 2 ดอกอยู่ใกล้ๆกัน เพียงเท่านี้เพื่อนๆก็สามารถชมซากุระได้อย่างแฮปปี้ และมั่นใจได้ว่าจะไม่ชมผิดต้นแน่นอน ให้ไปชมซากุระที่ไหนก็ไม่กลัว แต่อย่างไรก็ดี ก่อนเดินทางไปชมซากุระก็อย่าลืมทำประกันเดินทางญี่ปุ่นติดตัวเอาไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจจะส่งผลได้มากกว่าการชมซากุระผิดต้นนะครับ เพื่อนๆสามารถเปรียบเทียบประกันเดินทางญี่ปุ่นได้ที่ เว็บไซต์ GoBear เลยนะครับ
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบิน..ขึ้นเครื่องครั้งแรกทำตัวอย่างไรดีนะ ??
ไม่เป็นไรวันนี้เรามีทริคเด็ดๆมาให้ทุกคน จะได้ไม่ต้องไปแก้เขินกันบนเครื่องไม่ใช่อะไรหรอกเพราะตัวเราก็มีประสบ การณ์แบบนั้นเหมือนกัน 5555 จะเป็นยังไงไปดูกันเลยจ้า 1.หาข้อมูลการเดินทาง ใครที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกควรเช็คข้อมูลการเดินทางไปสนามบิน และตรวจสอบเวลาเครื่องบินให้ดีๆคงไม่มีใครอยากวิ่งหน้าตั้งไปขึ้นเครื่องใช่ไหมล่ะครับ ไม่คูลเลยว่าไหม เพราะฉะนั้นเราควรเผื่อเวลาล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ไปถึงสนามบินเร็วก็มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นกันตกเครื่องด้วย ถ้าบินไกลส่วนใหญ่จะต้องไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ถ้าในประเทศส่วนใหญ่ก็จะขึ้นที่ดอนเมือง แนะนำเช็คเส้นทางเลี่ยงรถติดกันให้ดีๆ นะครับ แหล่งข้อมูลเวลา นาฬิกา โลก : http://th.thetimenow.com/worldclock.php 2.ขั้นตอนการเช็คอิน เมื่อไปถึงสนามบินแล้วต่อไปจะเป็นขั้นตอนในการเช็คอินและตรวจสอบเอกสารใครที่ไม่เคยขึ้นเครื่องแนะนำให้อ่านข้อนี้หนักๆ เลยยย !! 2.1 การเช็คอินและโหลดกระเป๋า เมื่อไปถึงแล้วให้ดูที่จอดิจิตอลที่สนามบิน ซึ่งจะแสดงเลขเที่ยวบินสายการบิน และเวลาเดินทางไว้ (ดูได้จากใบรายละเอียดการเดินทาง)พร้อมระบุหมายเลขเค้าเตอร์สำหรับเช็คอินให้นำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต(กรณีไปต่างประเทศ)และใบรายละเอียดการเดินทางยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จแล้วเราจะได้รับ Boarding Pass และใบตม.(สำหรับเดินทางออกนอกประเทศ) 2.2 การสแกนสัมภาระ เมื่อมาถึงจุดตรวจให้แสดงพาสปอร์ตและBoarding Pass กับเจ้าหน้าที่ วางกระเป๋าหรือสัมภาระทั้งหมดลงในถาดที่จัดไว้ 2.3 สำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศให้มองหาป้ายตรวจหนังสือเดินทาง Passport Control เมื่อถึงจุดตรวจ ให้ยื่นพาสปอร์ตและใบตม.ที่กรอกแล้วให้กับเจ้าหน้าที่ 2.4 ดูเกตที่เราจะต้องขึ้นเครื่องบน Boarding Pass จากนั้นให้เดินเข้าไปรอในเกตดีกว่าเพราะบางที่เกตอยู่ไกลพอสมควร 3. สิ่งต้องห้ามเอาขึ้นเครื่องบิน รู้ไว้ก่อนสิ่งของต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินถ้าไม่อยากถูกโยนของใช้ทิ้งลงถังขยะ อ่านก่อนเถิดหนา 3.1 ของเหลวทุกชนิดที่มีความจุต่อชิ้นเกิน 100 มล. เช่น เจล น้ำหอม สบู่เหลว สเปรย์ ห้ามพกติดตัวขึ้นเครื่องบินแนะนำให้ใส่กระเป๋าที่จะโหลดดีกว่าหรือใครจำเป็นต้องใช้จริงๆให้แบ่งใส่ขวดเล็กๆ เอาไว้ก็ได้ครับ ชิ้นต่อไป 3.2 แบตเตอรี่สำรองต้องมีค่าความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh 3.3 อาวุธ 3.4 ของมีคมต่างๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บ คัตเตอร์ 3.5 วัตถุไวไฟ เช่น ไฟแช็ค 3.6 อาหารที่มีกลิ่นแรง ต้องแพ็คมาอย่างเหมาะสม 3.7 สัตว์มีพิษ สัตว์ดุร้าย 3.8 สารอันตรายต่างๆ เช่น สารกำจัดแมลง สารหนู 3.9 สิ่งของอื่นๆ เช่น แม่เหล็ก น้ำแข็งแห้ง 4.สัมภาระขึ้นเครื่องอย่าใหญ่จนเกินไป เพราะตอนยกขึ้นเก็บบนช่องเก็บเหนือศีรษะอาจไปกระแทกหัวคนอื่นเขาได้ แถมยังลำบากตอนเอาขึ้นเอาลงเครื่องอีกต่างหากโดยกฎทั่วไปมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องได้แบบ 1+1 ครับ คือกระเป๋าส่วนตัว 1 ใบ บวกกับสัมภาระอีก 1 ใบ โดยทั้งสองใบต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม บางครั้งสายการบินอาจจะไม่ได้เคร่งเรื่องขนาดมากเท่าไร แต่แนะนำไว้จะได้หมดปัญหาเพื่อนร่วมทางมองแรง 5.ควรยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นช่องเก็บเหนือศีรษะด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้แอร์โฮสเตสเข้ามาช่วยเหลือยิ่งถ้าหากเป็นผู้ชายแล้วล่ะก็ยกเองดีกว่าน้าจะให้ผู้หญิงมาช่วยก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะเท่าไรเพราะอันนี้เป็นหน้าที่นอกเหนือของแอร์แล้วถือว่าช่วยกันเป็นน้ำใจน่ารักๆ ของชาวไทยเรา เพื่อประหยัดเวลาในการออกเดินทางด้วย แต่ถ้าใครตัวเล็กยกไม่ไหวจริงๆก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ครับ 6.มองซ้ายขวาก่อนยกกระเป๋า ก่อนยกกระเป๋ามองด้านหลังก่อนเผื่อมีคนเดินตามเรามาหลบทางให้เขาก่อนที่เราจะยกกระเป๋าขึ้นเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ถ้าจะให้ผู้โดยสารทั้งลำหยุดชะงักเพราะเราแค่คนเดียวดูจะไม่เวิร์คเท่าไรใช่ไหมครับ เผลอๆ เราอาจเป็นต้นเหตุทำให้เครื่อง Delay แบบไม่รู้ตัวด้วยก็ได้นะ กันไว้ดีกว่าแก้นะทุกคนนนน 7.เอาเบาะที่นั่งพอประมาณ อย่าให้ถึงกับติดขาคนข้างหลังยิ่งถ้าเป็นชั้นประหยัดนี่บอกเลยว่าแน่นมากครับ สบายเราแต่ลำบากคนอื่นก็อาจจะโดนก่นด่ากันไปตลอดทางไม่น่าเป็นไอเดียที่เวิร์คเท่าไรครับ เอาแต่พอประมาณดีกว่าและที่สำคัญตอนเสิร์ฟอาหารแนะนำให้เอนเบาะตั้งตรงก่อนเพราะไม่งั้นแถวด้านหลังอาจจะกินไม่สะดวก 8.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคนอยากให้เคารพกฎตรงนี้กันเนอะ เพราะอุบัติเหตุทางอากาศเราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ถ้าเกิดเครื่องบินตกหลุมอากาศเครื่องกระแทกแรง ตัวเราอาจลอยไปกระแทกกับผนังด้านบนได้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้แนะนำให้คาดเข็มขัดเอาไว้ตลอดดีกว่าน้า สามารถปรับระดับให้พอดีตัวเราได้แบบไม่อึดอัด ทำกันให้เป็นนิสัยเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง 9.นั่งที่นั่งตามเลขบนบอร์ดดิ้งพาส นั่งที่นั่งตามเลขที่ที่ปรากฏบนบอร์ดดิ้งพาส ไม่ย้ายที่นั่งด้วยตัวเองบางไฟล์ทอาจจะมีคนน้อยทำให้มีที่นั่งว่าง แต่ รู้หรือไม่ว่าทุกเที่ยวบินนักบินต้องดูเรื่องของการกระจายน้ำหนักผู้โดยสารบนเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินเกิดความสมดุลด้วย การย้ายที่นั่งด้วยตัวเองถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเท่าไรนัก 10.ดูหนัง ฟังเพลงบนเครื่องบิน บางสายการบิน ที่พนักของที่นั่งด้านหน้าจะมีจอที่สามารถเล่นเกมส์ ฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าต้องการอ่านหนังสือ ก็จะมีไฟสำหรับอ่านหนังสืออยู่เหนือศรีษะ สามารถกดใช้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจะดูหนังแนะนำให้ใส่หูฟังจะได้ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นขณะโดย สารด้วยครับ 11.ดูสัญญาณไฟบนเครื่อง เมื่อเครื่องขึ้นบินได้ระดับแล้ว ไฟสัญญาณสีเขียวจะสว่างสามารถลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำตามจุดต่าง ๆ บนเครื่องได้แต่บนเครื่องจะมีห้องน้ำน้อยอย่างชั้น Economy โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1ห้องต่อผู้โดยสารประมาณ 28-30 คนเพราะฉะนั้นอย่าใช้ห้องน้ำนานเกินไป รักษาความสะอาดและที่สำคัญคืออย่าทิ้งขยะลงไปในส้วมเพราะอาจจะทำให้ส้วมตันแล้วต้องปิดห้องน้ำไปจนถึงที่หมายก็เป็นได้ 12.ขึ้น-ลงเครื่องบิน มีปัญหาปวดหู หูอื้อ ทำอย่างไรดี แนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยได้มากครับ เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหูเวลาขึ้น/ลงเครื่องบินหนักๆควรพกยาหดหลอดเลือดชนิดพ่น และชนิดรับประทานไว้ด้วยเสมอเท่านี้ โดยต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์อีกที เท่านี้การเดินทางก็จะราบรื่นปราศจากอาการของหูที่จะรบกวนอีกต่อไป 13.ข้อแนะนำก่อนลงเครื่อง เมื่อถึงที่หมายหยิบสัมภาระต่าง ๆ ให้เรียบร้อยระวังไม่ให้กีดขวางทางเดิน และไม่ควรลุกออกจากที่นั่งก่อนเครื่องจอดสนิท หากเป็นเที่ยวบินในประเทศจะสามารถไปที่สายพานเพื่อรับกระเป๋าได้เลย แต่ถ้าเป็นเที่ยวบินต่างประเทศ จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้น ๆ แสดงบอร์ดดิ้งพาสพาสปอร์ต และใบตม.ที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่จากนั้นอาจจะมีการถามตอบเล็กน้อยก่อนประทับตราเข้าเมืองได้ จบไปแล้วกับ 13 ข้อห้ามที่ห้ามทำบนเครื่องบินนะครับ ถ้าหากใครที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศหรือขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎกันด้วยนะครับบ และทัวร์ครับก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวให้สนุก จบทริปกันด้วยดี แล้วไว้เจอกันใหม่ครับ ... อ่านต่อ >>แพลนทริปไว้แพลนเงินด้วย! รวม 10 ไอเดียออมเงินไว้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆ<<
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
รวม 6 ไอเทมที่ต้องมี !! ก่อนไป "ชมซากุระ" งานนี้ดีต่อใจนั่งเพลินได้ทั้งวัน
แถมระยะเวลาในการเบ่งบานแบบเต็มที่ของซากุระยังมีแค่ 10 วันเท่านั้นเอง ดังนั้นไปแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม นั่งปิ๊กนิกชิลๆ กันไปเลยทั้งวัน ซึ่งสิ่งของที่ต้องเตรียมไว้เพื่อจะได้อยู่กันได้ยาวๆ ก็คือ 6 ไอเทมเหล่านี้นี่เอง! 1. ขนมกินเล่น และข้าวกล่อง เพราะเราจะเสียเวลากับการดื่มด้ำบรรยากาศรับชมซากุระนานมาก เพราะฉะนั้นอาหารขนมเนี่ยต้องเตรียมตัวกันมาอย่างดีเลยนะ เรียกได้ว่านั่งชิลกันสัก 3-4 ชั่วโมง ก็ซื้อมาเยอะๆ ตุนเอาไว้ได้เลย เพราะจะได้เอาไว้หยิบกินเพลินๆ คุยกับเพื่อน เล่นกับเพื่อน อ่านหนังสือไป กินไป แต่อย่าลืมล่ะว่ากินเสร็จแล้วต้องเก็บขยะทุกชิ้นกลับไปด้วยนะ อย่าให้ใครว่าเราได้ล่ะว่าเป็นคนไทยไร้มารยาท ส่วนอาหารขนมเหล่านี้ก็หาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อเลย 2. จานกระดาษ ตะเกียบ แก้วพลาสติก สำหรับใครชอบดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ก็สามารถหยิบจับมาจากซูเปอร์มาเก็ตพร้อมขนมตามข้อด้านบนได้ และไอเทมที่ขาดไม่ได้ชิ้นต่อไปในการนั่งชมซากุระคือ จานกระดาษ ตะเกียบ และแก้วเนี่ยแหละ แต่อย่าลืมเขียนชื่อไว้ที่แก้วด้วยนะครับ เพราะเวลากินเพลินๆ ขยับที่กันบ่อยๆ อาจหลงลืมได้ว่าใครกินอะไร บางคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะได้รู้ด้วยไม่หยิบผิด และที่สำคัญก็รักษาความสะอาดให้สถานที่เค้าด้วยแล้วกันนะ 3. เตรียมเสื่อมาให้พร้อม การนั่งชมซากุระเนี่ยถึงจะเป็นกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวชั้นดี แต่ไม่ใช่ว่าเค้าจะมีเสื่อไว้ให้บริการนะเราต้องเตรียมไปเองนะ คือ บางที่เค้าอาจจะมีการจัดเตรียมเก้าอี้ให้ได้นั่งแบบสบายๆ ก็จริง แต่ก็มีอีกหลายที่เลยที่ไม่มี ดังนั้นเตรียมเสื่อไว้ให้พร้อมสำหรับจับจองพื้นที่ ให้พอดีกับปริมาณคนก็ถือเป้นเรื่องดีที่สุด จะได้ไม่นั่งเบียดกันจนเกินไป และแนะนำให้ใช้เสื่อที่เป็นเหมือนผ้านิ่มๆ หนาๆ ด้วยนะครับเพราะพื้นที่ที่เราปูไปบางทีอาจจะขรุขระหรือมีเศษหินต่างๆ ทำให้นั่งไม่สะดวก เสื่อนิ่มๆ จะช่วยลดแรงกดทับและการบาดเจ็บได้เยอะเลย 4. ทิชชู่ของมันต้องมี หนึ่งในไอเทมที่หลายๆ คนชอบลืมกันไปแต่ต้องใช้กันบ่อยมาก ก็คือเจ้าทิชชู่นี่แหละ เพราะหลังจากกินนั่นนี่เสร็จ หยิบจับขนมต่างๆ มือเราก็อาจจะเลอะ หรือบ่อยครั้งที่ชอบเกิดเหตุการณ์ทำน้ำหกเลอะเสื่อเกิดขึ้น ทำให้หมดสนุกต้องมาระวังไม่ให้นั่งทับน้ำอีก การเตรียมทิชชู่ไปจะช่วยเราได้อย่างมากเลย แถมเวลาไปเข้าห้องน้ำก็สามารถพกทิชชู่เหล่านี้ที่เราเตรียมมาไปใช้ได้อีกด้วย เพราะห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ของบ้านเค้าจะไม่ค่อยมีทิชชู่ หรือไม่ก็มีจริงแต่นักท่องเที่ยวช่วงนี้เยอะมากจนทิชชู่หมดเอาได้ 5. ถุงขยะไว้ใส่ของทุกอย่างไปทิ้ง หลังจากสังสรรค์นั่งเม้ามอยกันใต้ต้นซากุระเสร็จเรียบร้อย อาหารต่างๆ รวมถึงขยะที่เราเอามาก็คงเกลื่อนเต็มเสื่อไปหมดแน่ ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้าถือเรื่องความสะอาดมากนะครับ ดังนั้นอย่ามักง่ายทิ้งตรงนั้นเด็ดขาด เก็บของทุกอย่างกลับไปด้วย รวมถึงขยะทุกชิ้น โดยเราควรเตรียมถุงขยะมาเองและต้องมีหลายๆ ใบด้วย เพื่อใช้ในการแยกขยะ ทั้งขยะกระป๋อง ขวด ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ เพื่อเป็นการลดภาระให้ทางพนักงานขยะบ้านเค้านั่นเอง ปลูกฝังจิตสำนึกดีๆ แบบนี้เอาไว้ดีที่สุดครับ 6. ของจิปาถะอื่นๆ ตามสถานการณ์ สุดท้ายแล้วไอเทมที่ต้องเตรียมไปก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วล่ะครับ บางคนมีหมอนเน่าที่ต้องติดไปด้วยทุกที่ บางคนอยากได้พร็อปสวยๆ ไว้ถ่ายรูปเล่น ทั้งตุ๊กตา ทั้งเสื้อกันฝน ทั้งเสื้อกันหนาว หยิบมาให้หมดครับ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่กับโซนนี้นานพอสมควร และจะได้รูปแถวนี้เยอะมาก (เนื่องจากช่วงซากุระบานมันสวยมากจริงๆ) เพราะฉะนั้นใครมีไอเทมชิ้นไหนที่อยากจะติดตัวเอาไว้ด้วยก็หยิบมาได้เลย จะได้ไม่เสียดายทีหลังว่า “รู้งี้เอา...มาด้วยก็ดีหรอก” ทั้งหมดนี้ก็เป็นเช็กลิสต์ดีๆ ทั้ง 6 ไอเทมที่คนอยากไปนั่งชมซากุระชิลๆ ต้องมีให้ได้เลย โดยเพื่อนๆ ที่ไม่อยากให้เกิดปัญหาต่างๆ วุ่นวาย หรือไม่อยากจัดแจงอะไรให้ปวดหัว ก็มาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ได้เลย รับรองว่าได้เที่ยวชมซากุระยามเบ่งบานที่สุดที่หาได้ยากยิ่ง มาครั้งนี้ได้ภาพประทับใจกลับไป พร้อมซึมซับบรรยากาศดีที่ไม่มีที่ไหนมอบให้ เราจัดตารางทัวร์ที่เจ๋งๆ เตรียมไว้ให้เพื่อนๆ เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกลัวที่พักเต็ม ไม่ต้องกลัวอาหารไม่อร่อย ทัวร์ครับ จัดหนักพาทัวร์ญี่ปุ่นแบบไม่ต้องมีภาระใดๆ จองคิว จองทัวร์ แล้วรอเที่ยวอย่างเดียวได้เลย!!! บทความแนะนำจากทัวร์ครับ >>4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น<<
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
4 เหตุผล ทำไมคนญี่ปุ่นถึงให้ความสำคัญกับการชม ‘ซากุระ’ ที่ญี่ปุ่น
วันนี้ ทัวร์ครับ จะพาทุกคนไปเปิดประวัติความเป็นมาของซากุระในประเทศญี่ปุ่นกัน ว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นยังไงกันบ้างก่อนจะกลายมาเป็นมาสคอตของญี่ปุ่นได้ 1.ซากุระมีชื่อเสียงเพราะถูกสอดแทรกไว้ในวัฒนธรรมต่างๆ กุญแจสำคัญที่ทำให้ต้นซากุระมีบทบาทและเป็นตัวแทนความรักและสงบสุขแบบทุกวันนี้ ก็เพราะความเก่งกาจและชาญฉลาดของคนญี่ปุ่นนี่แหละครับเพราะชาวญี่ปุ่นมักจะหยิบยกสิ่งต่างๆ รอบตัวมาสร้างคุณค่าและปลูกฝังมูลค่าให้มันน่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนกับที่เราเห็นมาสคอตต่างๆ ในประเทศที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแท้ๆ แต่ก็กลับสร้างให้มีชื่อเสียงและกลายเป็นแลนด์มาร์กที่น่าสนใจได้ซะอย่างนั้น โดยซากุระเองก็ถูกหยิบจับมาสร้างเป็นผลงานทางวัฒนธรรมมากมายในอดีต อย่างเช่นบทกวีที่มีการแต่งออกมาประมาณว่า ‘ถ้าหากโลกนี้ไม่มีดอกซากุระ ก็คงดำเนินชีวิตได้อย่างสงบ ไม่ต้องมาตื่นเต้นหรือเสียดายช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิหรอก’ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ ‘อะริวาระโนะ นาริฮิระ’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นซากุระนั้นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเค้าเฝ้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อถึงการผลิบานของมันมานับตั้งแต่อดีตแล้ว แถมจิตรกรในสมัยนั้นก็มักจะวาดภาพต้นซากุระบวกกับพื้นหลังของภูเขาไฟฟูจิ ทำให้ทั้งสองสิ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นฝังหัวคนทั้งโลกไปโดยปริยาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามในญี่ปุ่นมักจะมีซากุระอยู่ด้วยเสมอ ทำให้ความย้ำคิดเหล่านี้เองถูกปลูกฝังลงในจิตสำนึกของทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง 2.ทุกอย่างที่เป็นศิลปะ ซากุระต้องปรากฏตัว เรื่องของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการคนญี่ปุ่นเค้าล้ำเลิศไม่แพ้ใครอยู่แล้วล่ะครับเพราะฉะนั้นพวกการฝีมือ ตกแต่งต่างๆ เค้าจึงมักจะทำออกมาได้อย่างโดดเด่นมากเลย ซึ่งซากุระนั้นไม่ใช่ปรากฏแต่เพียงในรูปภาพ หรือบทกวี แต่ถูกส่งต่อมาจนถึงวิถีชีวิตอย่างเช่นอาหารการกิน และกลายเป็นขนมของฝากหน้าตาน่ารักที่ทำเลียนแบบดอกซากุระได้สวยงามสะดุดตามาก นำเอาเอกลักษณ์ของความเป็นซากุระมาใช้งาน สร้างมูลค่า และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำได้เป็นอย่างดี ทั้งสี รูปร่าง และกลิ่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ ก็ไม่มีทางทำได้ และไม่มีทางสื่อถึงความเป็นซากุระออกมาได้อย่างเรียบเนียนแบบนี้แน่นอน 3.คนญี่ปุ่นเริ่มชมซากุระมาตั้งแต่สมัย 1000 ปีก่อน ต้องบอกเลยนะครับว่าการชมซากุระในบ้านเค้าไม่ใช่เพิ่งจะมีเร็วๆ นี้ หรือเพิ่งฮิตกัน แต่จริงๆ เค้ามีมาเป็นพันปีแล้วล่ะครับ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ซากุระครองใจคนญี่ปุ่นได้เนิ่นนานแบบนั้น ก็เพราะสมัยก่อน เกษตรกรจะจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้น เพื่อคอยอธิษฐานให้การเก็บเกี่ยวพืชผลของเค้านั้นทำได้อย่างราบรื่นอุดมสมบูรณ์ และแน่นอนว่าแต่ก่อนก็ยังไม่มีการระบุเดือนระบุอะไรชัดเจนมากมาย คนสมัยนั้นเลยใช้การเบ่งบานของซากุระนี่แหละครับแทนปฏิทิน ทำให้ความสำคัญของซากุระมีมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย ซึ่งความที่สีของดอกซากุระนั้นอ่อน ขาว ชมพู แสดงถึงความบอบบาง น่าทะนุถนอม อ่อนโยน ทำให้กลายเป็นดอกไม้ขวัญใจคนญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งเอกลักษณ์ที่สวยงามดูผู้ดีแบบนี้แหละครับที่ถูกใจขุนนางในสมัยนั้นสุดๆ จนถูกสั่งให้นำไปปลูกในเมืองหลวงเพื่อประดับตกแต่งไปทั่ว แสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดีมากๆ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบันนี้นั่นเองครับ 4.ความงามที่มาเพียงไม่นาน แต่ประทับใจไม่รู้ลืม เอกลักษณ์สุดท้ายที่ทำให้ดอกซากุระกลายเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงและคนชื่นชอบทั่วทั้งโลก ก็เพราะความงามของมันที่มีเวลาเชยชมที่จำกัดนี่แหละครับสิ่งใดที่สวยตลอดไป มองเมื่อไหร่ก็ได้ แบบนี้จ้องแป๊บเดียวก็คงเบื่อ แต่ซากุระนั้นแตกต่างกัน มันจะคอยเผยโฉมความสวยงามของมันในเฉพาะเวลาที่มันต้องการ ไม่ออกมาสวยพร่ำเพรื่อให้น่าเบื่อ แต่จะเบ่งบานแค่เพียงไม่กี่วัน และหลังจากนั้นความงดงามก็จะถูกเก็บไว้ รอวันเปิดเผยครั้งใหม่ต่อไป ทำให้ความลี้ลับในความสวยงามครั้งนี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้คนต้องมาคอยเฝ้ารอและรับชมโอกาสที่นานๆ ครั้งจะโคจรมาสักที และกลายเป็นประสบการณ์การรับชมดอกไม้ที่สวยงามที่จะคอยสร้างความตราตรึงใจ และทำให้ทุกคนที่เห็นประทับใจแบบไม่มีวันลืม เรื่องราวอันยาวนานของซากุระนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปในประเทศญี่ปุ่นแห่งนี้นี่แหละครับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรทำให้ได้สักครั้งก่อนตายจริงๆ เลย โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเนี่ยเป็นช่วงเดือนที่ซากุระผลิบานได้สวยที่สุดแล้ว เพื่อนๆ เลิกลังเล และไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลยเข้ามาจองทัวร์เที่ยวชมซากุระ กับทาง ทัวร์ครับ เพื่อประจักษ์ความงดงามและตำนานอันเป็นนิรันดฺร์นี้ไปพร้อมๆ กันได้เลย อ่านต่อ บทความแนะนำ >>ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น<<
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ไปถึงที่อย่าให้เสียชื่อคนไทย 4 มารยาทการชมซากุระที่ถูกต้อง แบบฉบับคนญี่ปุ่น
ทำไมต้องไปนั่งชิลๆ ใต้ต้นซากุระด้วย? หนึ่งในกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่มักชอบทำกันในช่วงเมษายนนี้ก็คือ การได้ไปนั่งใต้ต้นซากุระสีชมพูขาวที่ดอกเยอะจนเปลี่ยนโลกนี้สู่ความสงบสุขนั่นเอง เพราะมันจะทำให้เราได้ใช้เวลาไปอย่างสบายๆ เพลิดเพลินกับการนั่งคุย นั่งเล่น กินขนมกันไป ทำนู่นทำนี่ไป ปล่อยตัวสู่ความเป็นธรรมชาติ แค่นอนรับลมเฉยๆ ก็ฟินมากแล้วล่ะครับเป็นบรรยากาศที่ปีหนึ่งจะหวนมาให้เราได้สัมผัสสักครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง และที่สำคัญเลยนะ ความสวยงามของซากุระนี้จะคงอยู่แค่ 7-10 วันเท่านั้น ก่อนจะร่วงโรยดับไปไม่สวยเหมือนเดิม ดังนั้นจึงควรซึมซับบรรยากาศตรงนี้เอาไว้ให้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสวยงามครั้งนี้เอาไว้ในใจ โดยการมานั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระนี่แหละครับถูกต้องที่สุดแล้ว แต่อย่าลืมนะว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม และนี่คือ 4 มารยาทในการชมซากุระที่เราต้องยึดตามแบบอย่าง และห้ามทำพลาดเด็ดขาด 1. ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง อย่าลืมรักษาความสะอาดด้วย เพราะพื้นที่ในการรับชมซากุระนั้นมีจำกัดนะครับดังนั้นเราจึงต้องแบ่งสันปันส่วนให้กับใครหลายๆ คน ซึ่งเมื่อเราลุกออกไป พวกเศษขยะต่างๆ ที่เรากินเหลือทิ้งไว้ก็ต้องนำเก็บไปทิ้งด้วย และต้องรักษาความสะอาดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ห้ามทำเลอะเทอะเด็ดขาดนะ จะกินอะไรก็ไม่มีใครว่าหรอกครับสำคัญคือต้องไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลงเนอะ เป็นมารยาทพื้นฐานง่ายๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะถ้าเผลอทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางอาจโดนปรับเอาได้ง่ายๆ เลย แค่ทำตามขั้นตอนนี้ก็จะทำให้เที่ยวชมซากุระได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ 2. อย่าส่งเสียงดังโวยวายรบกวนชาวบ้าน เอาจริงๆ แค่นั่งคุยกันใต้ต้นซากุระนี่ก็มีความสุขและฟินมากแล้วนะครับเพราะมันเหมือนถูกดูดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่มีทั้งความสวยงาม สงบ และน่าหลงใหล แต่ถึงแม้มันจะเป็นที่เปิดโล่งยังไง เราก็ห้ามส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเค้าเด็ดขาด เพราะตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ของเราคนเดียว ยังมีคนอื่นอีกมากมายที่หวังจะมาซึมซับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นจะคุยกันก็เอาให้มันพอดี ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นๆ เค้านะครับคุยกันสบายๆ จะทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย ใครที่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ปรามๆ ตัวเองนิดนึง หรือบอกให้เพื่อนช่วยสะกิดด้วยก็ได้ เพราะบางทีเราเองก็โวยวายมากไปแบบไม่รู้ตัว 3. จับจองพื้นที่ให้พอดีคน อย่าเยอะเกินไปจนน่าเกลียด เรื่องของการจองพื้นที่นั่งชมซมซากุระ ถึงแม้จะไม่มีใครออกกฎหมายกำหนดมาว่าต้องนั่งจองแค่ไหน แต่ให้รู้กันเองเป็นมารยาทแล้วกันเนอะว่า จองได้ แต่ให้จองแบบพอดีคนก็พอ เพราะทุกคนก็คงอยากได้ทำเลดีๆ กันทั้งนั้นแหละครับเอาไว้รับชมบรรยากาศดีๆ นั่งดื่ม นั่งกินกันแบบสบาย ยืดแข้งยืดขาได้ แต่ก็ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นด้วย เพราะช่วงเวลาในการรับชมซากุระนั้นปีหนึ่งมีแค่ไม่กี่วัน ถ้าพลาดบรรยากาศดีๆ แบบนี้ไปอาจจะต้องรอถึงปีหน้าเลย ดังนั้นจับจองพื้นที่กันอย่างพอดี และเผื่อแผ่ให้คนรอบข้างด้วยดีที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งมารยาทสำคัญที่ควรทำตามอย่างยิ่ง 4. ห้ามจับต้นซากุระเด็ดขาด เพื่อให้ธรรมชาติอยู่คู่กับเราไปนานๆ ข้อนี้หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนนะครับว่าเค้ามีกฎข้อห้ามนี้ด้วย แต่ขอให้นึกเอาไว้ว่าซากุระเองก็เป็นต้นไม้ที่มีชีวิตเหมือนกัน แถมค่อนข้างจะบอบบางมากเลยล่ะ เห็นต้นใหญ่แบบนี้แต่ต้องการการดูแลที่ดีมากนะ เพราะฉะนั้นเราห้ามเด็ดขาดเลย ห้ามเอามือไปแตะต้องต้นซากุระ หรือหักกิ่งเล่น รวมถึงห้ามนั่งทับหรือกางเสื่อปูนั่งกันบนรากของต้นซากุระ เพราะจะทำให้ต้นไม้ตายได้ อย่าคิดว่าเรื่องนี้มันโอเวอร์นะครับลองคิดดูว่าปีปีหนึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมต้นซากุระเหล่านี้กี่หมื่น กี่แสนคน แล้วถ้าทุกคนจับ ทุกคนโหนกิ่งมาถ่ายรูป ต้นซากุระจะบอบช้ำมากแค่ไหน ดังนั้นการรักษากฎระเบียบของสถานที่ก็เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่ห้ามหลงลืม ทั้งหมดนี้ก็เป็นมารยาทพื้นฐานในการเยี่ยมชมซากุระที่เพื่อนๆ ต้องรู้เอาไว้ห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะครับและสำหรับใครที่ไม่อยากพลาดการชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิที่ออกดอกสวยมากที่สุดในปีนี้ ก็อย่าลืมมาจองทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวชมซากุระไปกับ ทัวร์ครับ ของเราได้เลย ช่วยให้เพื่อนๆ สบายใจขึ้นอีกเยอะ ไม่ต้องกลัวโรงแรมเต็ม ไม่ต้องกลัวจะหาของกินอร่อยๆ ไม่ได้ เพราะ ทัวร์ครับ จัดหาทั้งที่เที่ยวดีๆ ของฝากที่น่าสนใจ รวมถึงโรงแรมที่พักสุดหรู พร้อมของกินสุดอร่อยไว้ให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ววววว อ่านต่อ บทความแนะนำ >>จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น<<
จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
จองที่ชมซากุระอย่างไรให้ไม่โดนว่า !! 7 เคล็ดลับปูเสื่อนั่งปิกนิก “ชมซากุระ” ที่ญี่ปุ่น
การชมซากุระบานนี่เป็นความฟินอย่างหนึ่งเลยนะ ไม่ใช่แค่กับคนไทย แต่คนญี่ปุ่นที่ได้เห็นซากุระทุกปีเค้ายังชื่นชอบและนิยมทำกันมาจนถึงทุกวันนี้เลย เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายมากๆ และฟื้นฟูสภาพจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งปีได้เป็นอย่างดี แค่นั่งมองต้นซากุระ รับอากาศบริสุทธิ์ พร้อมนั่งเล่น นั่งคุยกันให้เวลาผ่านไปชิลๆ สายลมพัดเบาๆ ปัดความเหงา ความเหนื่อยให้หายไป เท่านี้ก็ฟินมากๆ แล้วล่ะครับ 1.อย่าจองพื้นที่เยอะมากเกินไป เพราะมีอีกหลายคนที่เค้าอยากดู เราไม่ใช่คนเดียวที่อยากดูซากุระเบ่งบาน แต่ยังมีเพื่อนๆ อีกมากที่เค้าก็ต้องการนั่งดูเพลินๆ ทำนู่นทำนี่ไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าจองพื้นที่มากเกินความจำเป็นเด็ดขาด มากี่คนก็จองเท่านั้นก็พอ อย่าถึงกับต้องปูกินพื้นที่เยอะๆ เลยครับแบ่งให้คนอื่นเค้าด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ในการรับชมซากุระก็มีจำกัดด้วย ดังนั้นเผื่อแผ่ให้คนอื่นบ้างจะได้ไม่โดนหาว่าเสียมารยาทเนอะ 2.หาคนเฝ้าพื้นที่ไว้ด้วยล่ะ อย่าปูไว้แล้วก็เดินจากไป พอได้พื้นที่ดีๆ มีทำเลที่เหมาะสม ร่ม สบายแล้ว ก็ให้เพื่อนๆ ทำการปูเสื่อจองพื้นที่นั่งมองซากุระได้เลยครับแต่ต้องไม่ลืมนะว่า หลังจากปูเสร็จแล้วเนี่ยเราต้องมีคนเฝ้าที่เอาไว้ด้วยนะ ก่อนจะลุกไปถ่ายรูปเล่น หรือซื้อขนมมากิน เพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่เค้าจะค่อนข้างซีเรียสนิดนึงตามระเบียบบ้านเค้านั่นแหละโดยถ้าเสื่อไหนที่ไม่มีคนอยู่เฝ้าเมื่อไหร่ เค้าจะทำการเก็บไปทันที เพื่อให้คนอื่นได้ใช้พื้นที่ต่อ 3.ศึกษากฎให้ดีๆ บางพื้นที่มีข้อห้ามด้วยนะ เวลาจะไปปูเสื่อปิกนิกชมซากุระต้องไม่ลืมศึกษากฎของแต่ละที่ไว้ด้วยนะครับเพราะบางที่เนี่ยเค้าก็จะมีกฎเฉพาะของเค้าเอง เช่น ห้ามปูเสื่อใกล้ต้นไม้มากเกินไป (เพราะอาจทำให้เรานั่งทับรากต้นซากุระ และส่งผลเสียต่อต้นไม้ได้) หรืออาจจะมีการเซฟพื้นที่ไว้ เป็นโซนห้ามเข้า ซึ่งก็ต้องตรวจสอบกฎข้อห้ามของสถานที่เหล่านั้นให้ดีๆ นิดนึงเนอะ จะได้ไม่เสียมารยาท 4.ปักหมุดให้ดี อย่าให้เสื่อปลิวไปเป็นภาระคนอื่น ไหนๆ ก็ได้พื้นที่มาไว้ชมซากุระแล้ว เพื่อนๆ ก็ต้องดูแลพื้นที่ของตัวเองดีๆ ด้วยนะครับอย่ากินขนม หรือทิ้งขยะหกเลอะเทอะ เพราะถึงมันจะอยู่บนเสื่อ แต่พอลุกขึ้นเก็บเสื่อแล้วมันก็อาจจะหกเปื้อนพื้นดินได้อยู่ดี ดังนั้นตรงส่วนของมุมทั้ง 4 ด้านของเสื่อให้เราหาหินแถวๆ นั้นมาวางทับเอาไว้ให้แน่นหนา หรือใครพร้อมหน่อยก็เตรียมหมุดมายึดเองก็ได้ (แต่ระวังอย่าให้โดนรากต้นไม้ล่ะ) การยึดมุมแบบนี้จะทำให้เสื่อไม่ปลิวกระเด็นไปรบกวนคนอื่น และช่วยให้เราปิกนิกได้ดีขึ้นนั่นเองครับ 5.ออกมาจองตั้งแต่เช้าเลย ไม่งั้นอาจพลาดที่ดีๆ ก่อนจะไปจองพื้นที่ชมซากุระแนะนำให้เช็กพยากรณ์อากาศและพยากรณ์ความเบ่งบานของต้นซากุระในละแวกนั้นดีๆ เลยค่ะ เพราะกิจกรรมนี้เป็นอะไรที่ชาวญี่ปุ่นเค้าตั้งหน้าตั้งตารอกันเลยนะ ดังนั้นหลายคนก็จะออกมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่คืนก่อนหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราคงไม่ไหวหรอกเนอะ เอาเป็นว่าตื่นเช้ามาค่อยรีบมาจองเนี่ยแหละค่ะเวิร์คสุด อย่าชะล่าใจรอบ่ายๆ เด็ดขาด เพราะจะไม่ทันการณ์และอดได้พื้นที่ของตัวเอง แบบนั้นน่าเสียดายแย่เลย 6.ระวังเจ้าอีกาตัวดี เพราะมันจะคอยขโมยทุกสิ่งอย่าง ช่วงเวลากลางวันเนี่ยให้ระมัดระวังอีกาเอาไว้ให้ดีเลยค่ะ เพราะมันเป็นสัตว์ขี้ขโมยมากๆ ยิ่งถ้าเราวางทั้งขนม นม เนยต่างๆ จองไว้เต็มพื้นที่ล่ะก็ เผลอแป๊บเดียวมันก็จะบินมาโฉบเอาไปแบบไม่ทันรู้ตัวเลย บางทีอาหารอยู่ในมือแท้ๆ มันยังกล้าบินมาจิกกินเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเอาขนมเก็บไว้ในกระเป๋าให้มิดชิด แล้วค่อยหยิบออกมาตอนจะกินดีที่สุดค่ะ จะได้ไม่เจอแย่งให้เสียอารมณ์ด้วย 7.อย่าลืมนึกถึงการเข้าห้องน้ำด้วยนะ เพราะเวลามานั่งปิกนิกดูซากุระแบบนี้ เราคงไม่นั่งกันแค่ 5-10 นาทีแน่นอนค่ะ แต่นั่งกันหลายชั่วโมงชิลๆ ไปเลย ซึ่งระหว่างนั้นก็ต้องมีการลุกไปเข้าห้องน้ำอยู่แล้ว โดยตามจุดชมซากุระต่างๆ เค้าก็จะมีห้องน้ำไว้บริการ แต่แนะนำว่าควรตั้งแลนด์มาร์กของเราไว้ไม่ให้ชิดห้องน้ำเกินไป และไม่ไกลเกินไป เอาแบบพอดีๆ เพราะจะได้ไม่ต้องเดินไกล และไม่ต้องรำคาญคนเดินพลุกพล่านนั่นเอง สุดท้ายแล้วเพื่อนๆ ที่อยากจะชมซากุระแบบพลาดไม่ได้จริงๆ เนี่ย แนะนำให้เดินทางไปกับ ทัวร์ครับ ดีที่สุดนะคะ เพราะต้องขอเตือนไว้ก่อนนะว่าซากุระมันจะมีระยะเวลาในการเบ่งบานเต็มที่จริงๆ ก็แค่ 7 วันเท่านั้น ถ้าเราพลาดแล้วก็คือพลาดเลยนะ อดชมซากุระสวยๆ แน่นอน แต่ถ้าไปกับทาง ทัวร์ครับ เราจะมีการบุ๊กวันที่ดีต่อใจ และพาเพื่อนๆ ไปชมดอกซากุระที่เบ่งบานแบบสวยงามที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ ทำให้วางใจได้เลยว่าการมาพักผ่อนครั้งนี้จะไม่ต้องเครียด หรืออดเห็นซากุระ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พัก และอาหารการกิน เพราะทางเราเตรียมบริการให้เพื่อนๆ เที่ยวได้แบบจุใจอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรให้วุ่นวายเลย อ่านต่อ บทความ'ทัวร์ครับ'แนะนำ >>ให้มันเป็นสีชมพู! รวม 7 ขนมซากุระดีต่อใจ พร้อมกลิ่นอายของ‘ดอกซากุระ’<<
ทัวร์ครับ ชวนรู้!  วิธีเตรียมตัวรับมือให้พร้อม ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
ทัวร์ครับ ชวนรู้! วิธีเตรียมตัวรับมือให้พร้อม ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
ก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง นอกจากจะต้องจองทัวร์ต่างประเทศให้พร้อม เรายังต้องเตรียมตัวและร่างกายให้พร้อมก่อนการเดินทางด้วยนะครับ ในปัจจุบันบางครั้งในแต่ละประเทศก็จะมีการเหตุการฉุกเฉินไม่คาดฝันขึ้น เช่น โรคระบาดต่างๆ ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับระดับการเฝ้าระวัง หากจะต้องเดินทางไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยง จะได้ปฏิบัติตัวกันได้ถูกต้องและเที่ยวต่างประเทศได้อย่างปลอดภัยและราบรื่นครับ โดยหากเมื่อประเทศใด เกิดการระบาดของโรคติดต่อในพื้นที่ จะมีระดับการเฝ้าระวัง ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ ระดับที่ 1 ระดับจับตา ( Travel Watch )👁‍🗨 ในระดับที่ 1 นั้น ยังไม่ห้ามการเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ สามารถ เดินทางได้ตามปกติ ครับ เพียงแต่นักท่องเที่ยวอาจจะมีการป้องกันตัวเองเบื้องต้น ด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือหากใครที่ยังไม่ได่รับวัคซีนของโรคที่กำลังระบาด สามารถไปรับวัคซีนป้องกันได้ แต่ต้อง 21 วันก่อนเดินทางเท่านั้นนะครับ เพื่อให้วัคซีนได้มีเวลาเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเรานั่นเองครับ ระดับที่ 2 ระดับเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ( Travel Alert )📢 ในระดับที่ 2 นั้น ก็ยังคง อนุญาตให้เดินทางได้ตามปกติ เพียงแต่ทาง ภาครัฐจะมีคำแนะนำในการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง หากต้องเดินทางเข้าไปยังพื่นที่ของโรคระบาดครับ จะได้เดินทางได้อย่างปลอดภัย ราบรื่นและถูกต้องครับผม ระดับที่ 3 ระดับเตือนภัย (Travel Warning)⛔️ สำหรับระดับนี้ เรียกได้ว่าเป็นระดับสุดท้าย หากพื้นที่สุ่มเสี่ยงใดเข้าถึงระดับที่ 3 แล้วนั้นหมายความว่า ห้ามเข้าไปยังพื้นที่โดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูงซึ่งอาจทำให้เราติดเชื้อได้ครับ จึงไม่ควรเสี่ยงเข้าไปยังพื้นที่ระบาดโดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยนั่นเองครับ แต่ไม่ว่าระดับการเฝ้าระวังของพื่นที่นั้นจะอยู่ที่ระดับไหน หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีความเสี่ยงกับทารกในครรภ์ได้ครับครับ ทางที่ดีทัวร์ครับแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงนั้นไปก่อนจะดีที่สุดครับ และหากใครกำลังมีแพลนจะเดินทางไปพื้นที่สุ่มเสี่ยง ทัวร์ขอแนะนำให้คอยติดตามข่าวสารให้ดี และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง รับรองว่าจะได้เที่ยวเพลิน อย่างปลอดภัย สบายใจไร้กังวลแน่นครับผม แน่นอนว่าทัวร์ครับยังมีบทความดีดี ให้ได้ไปฟินกันต่อ กับเคล็ดลับสุดเด็ดเตรียมตัวเที่ยวต่างประเทศ ตามไปอ่านได้เลยที่... >>> เที่ยวยังไงให้รอด 7 เคล็ดลับ!! เตรียมตัวก่อนไปเที่ยวต่างประเทศ <<<
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
5 อันดับที่พักญี่ปุ่น ใน 5 เมืองท่องเที่ยว ที่มีเสียงรีวิวว่า คุ้มที่สุด!!
โตเกียว 1. Toco.-Tokyo Heritage Hostel ที่พักสุดชิค อยู่ในย่าน อูเอโนะ อายุมากกว่า 100 เป็นที่พักที่ฮอตมากสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ทำให้ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ 2.Tokoyo Hutte เป็นโฮสต์เทลที่มีบรรยากาศและการตกแต่งเสมือนคาเฟ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Oshiageภายในเป็นสภาพคล้ายๆคาเฟ่ มีบรรยากาศสบาย ๆ ที่เราสามารถเข้าไปนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดื่มกาแฟได้ สามารถใช้ Wi-Fi ฟรี แถมยังมีให้เลือกทั้งห้องพักแบบส่วนตัวและส่วนรวมมีทั้งห้องนอนแบบเตียงสองชั้นและฟูกสไตล์ญี่ปุ่นที่มาพร้อมผ้าม่านและที่กั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับ ใครที่ชอบบรรยากาศสบาย ๆ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ที่เหมาะสมมากๆเลยทีเดียว 3. Keio Plaza Hotel ใกล้สถานี สามารถเดินจากสถานี JR Shinjuku อยู่ฝั่งตรงข้าม เพียง3 นาทีเท่านั้น มี Free shuttle ไป Disneyland ด้วย บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างใหญ่ อาหารเช้าอลังการ มีห้องอาหารสองห้อง สามารถให้เลือกกินได้ทั้งสองห้อง 4. Asakusa View Hotel เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้วัด อาซากุสะ ดองกี้ และแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ โรงแรมที่จัดว่าโอเค พนักงานให้ความช่วยเหลือดี ห้องมีขนาดใหญ่ สามารถเดินจาก สถานี tawaramachi (G18) ประมาณ 10 นาที หรือ 700 เมตร ใกล้กว่าสถานี asakusa(G19) 2 ข้างทางมีร้านอาหาร ร้านค้าตลอดทาง สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ จากโรงแรมเดินไปเที่ยววัดไม่ไกล หากลงจากนาริตะ มี ลิมูซีนบัสจอดหน้าโรงแรม ราคาเพียง 2800 เยน เท่านั้นเอง 5. Sakura Hotel Ikebukuro เป็นโรงแรมที่ราคาไม่แพง สะอาด อยู่ในย่านครื้นเครง ใกล้สถานี JR Ikebukuro เป็นจุดศูนย์กลางของรถไฟหลายๆ สาย จึงเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวก เที่ยวโตเกียว >> คลิก โอซาก้า 1. toyoko inn namba เป็นโรงแรมที่สามารถเดินไปใต้ดิน Namba ได้ในระยะทาง 700 เมตร และสามารถเดินต่อไปถึง dotonburi อีก300 เมตร สามารถนั่ง นันไก ไลน์ ( Nankai Line ) จากสนามบินคันไซมาสุดสาย เดินทางแค่ 2 บล็อคเท่านั้น ก็จะเห็นโรงแรม อีกทั้งยังไปไหนมาไหนสะดวก อาหารหาทานได้ง่ายอีกด้วย 2. Chisun Hotel Shinsaibashi โรงแรมนี้อยู่ติดสถานีรถไฟใต้ดิน Nagahoribashi อยู่ในระยะที่เดินไปชินไซบาชิ นัมบะ และโดทงบุริได้ ใกล้แหล่งช้อปปิ้งมากมาย 3. Hotel Kanade โรงแรมเล็กๆ ย่าน Namba หน้าโรงแรมเป็นทางลงรถไฟฟ้าสถานี Namba เดินประมาณ 5 นาทีจาก Dotombori และกูลิโก๊ะ เดินเพียง 500 เมตร สะดวก ใกล้ร้านอาหาร สามารถหาทานได้ง่าย 4. Yoshi House ที่พักสไตล์ย้อนยุคสู่สมัยโชวะ ห่างจากสถานี Osaka-Namba ประมาณ 500 เมตร สามารถเดินจากโรงแรมมายังสถานีได้ไม่ยาก ภายในห้องมีขนาดกว้างมาก แถมใกล้ๆที่พักยังมี family mart อยู่ใกล้ๆอีกด้วย สามารถเดินไปยัง dotonburi shinsaibashi ได้ง่าย 5. Hotel New Hankyu Osaka โรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟสำคัญๆหลายสาย เช่น Osaka , Umeda ร้านอาหารบริเวณรอบโรงแรมมีค่อนข้างเยอะ รายล้อมไปด้วยห้างใหญ่ เช่น Daimaru, Grand Front Osaka, Lucua, Yodobashi, HEP Five, Hanshin, Hankyu ภายในไม่ใหญ่มาก แต่สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่มีปัญหาเรื่องปลั้กเสียบเพราะมีให้เยอะมากๆ สามารถปรับแอร์/ฮีทเตอร์ได้ มีแม่บ้านทำความสะอาดทุกวัน มี Wifi ให้ มีน้ำดื่มฟรีเติมให้ทุกวัน มีร้านอาหารภายในโรงแรมมากมายหลายร้าน เที่ยวโอซาก้า >> คลิก เกียวโต 1. Ryokan Shimizu : พักสบาย ใกล้สถานี เกียวโต มีออนเซ็น เป็นที่พักสำหรับผู้ที่มีความชอบความเป็นญี่ปุ่นมากๆ นอนบนฟูกนุ่มๆบนเสื่อ ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ความพิเศษของที่นี่ก็คือ สำหรับใครที่อยากมาแช่ออนเซ็น แต่เขินอาย ไม่กล้าแช่ห้อง ที่นี่ก็สามารถตอบโจทย์มากๆ เพราะภายในมีที่แช่ออนเซ็นส่วนตัวอีกด้วย 2. Ohto Ryokan : เรียวกังราคาประหยัด บรรยากาศดี ใกล้สถานีรถไฟ Shichijo ภายในมีทั้งห้องพักแบบส่วนตัว ที่พักได้สูงสุดถึง 5 คน และแบบรวม มีห้องน้ำรวม และอุปกรณ์ครบครันทุกอย่างให้เป็นอย่างดี 3. Sakura Terrace The Gallery : เป็นที่พักที่มีบรรยากาศดี เงียบสงบ สะอาด พนักงานให้การต้อนรับดีมาก ห้องตกแต่งสวย พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ มีเตาผิง และบ่อน้ำร้อน ไวไฟแรง ใกล้แหล่งช็อปปิ้งของเกียวโต สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย จาก สถานี JR เกียวโต หน้าฝั่งชินกันเซ็นเลย เดินแค่ 200 เมตรข้ามถนนมาก็ถึงเลย 4. Mitsui Garden Hotel Kyoto Shijo :เป็นที่พักใจกลางเมืองเกียวโต โรงแรมไม่ไกลจากสถานีรถไฟ (แต่ก็ไม่ใกล้มากนัก) มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงแรม มีบริการขนส่งสาธารณะในระยะ 380 เมตร สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกง่ายดาย มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดเรียบร้อย บริการดี สามารถฝากกระเป๋า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีออนเซนที่ชั้น 1 ของโรงแรม และเครื่องนวดไฟฟ้าให้ใช้ฟรี ใกล้ร้านมินิมาร์ท และแหล่งช้อปปิ้งของเกียวโต 5. Kyoto Century Hotel : ที่พักติดสถานีรถไฟ JR KYOTO สามารถเดิน 2 นาทีไปยังสถานีเกียวโต สะดวกมากๆ ห้องพักกว้าง เตียงใหญ่ มีบริการ Smart Phone ที่เชื่อมต่อกับ Internet ได้อีกด้วย เที่ยวเกียวโต >> คลิก ฮอกไกโด 1. The Stay Sapporoเป็นที่พักที่บรรยากาศเป็นกันเองมากๆ อบอุ่นสุดๆ ชิลๆ เก๋ๆ แนวๆ ใน 1 ห้อง จะมีหลายๆ เตียงอยู่ภายใน มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น “แบบใช้ส่วนรวม” สามารถลงสถานี Susukino ไปประมาณ 10-15 นาที โดยรวมที่พักสะอาดและค่อนข้างใหม่ แถมราคาไม่แพงอีกด้วย 2. HOTEL MYSTAYS Sapporo Nakajima Park Annex ที่พักไม่ใหญ่มากใจกลางเมือง ตั้งอยู่ห่างจากสวนสาธารณะ Nakajima Koen Park เป็นระยะทางเพียง 1 ช่วงตึก และตั้งอยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen โดยใช้เวลาเดิน 7 นาที ที่พัก Wi-Fi ฟรี ห้องพักสะอาด สะดวกสบาย พร้อมไมโครเวฟ อุปกรณ์ครบครัน คุ้มค่า คุ้มราคาสุดๆ โรงแรมมีร้านสะดวกซื้อ SeicoMart มีบริการน้ำแข็งให้กดฟรี ห้องเล็กตามแบบญี่ปุน แต่สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ 3.Richmond Hotel Sapporo Odoriตั้งอยู่ใน ย่าน Tanukikojiซึ่งเป็นแหล่งใจกลางย่านช้อปปิ้ง ขนาดห้องพัก เป็นห้องพักขนาดเล็กสไตล์ญี่ปุ่น มีอุปกรณ์ใช้สอยครบครัน แถมยังใกล้แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหาร สามารถเดินทางสะดวก เพราะมีทั้งสถานีรถไฟใต้ดินและรถราง ตรง Lobby มีทางออก ทำให้สามาถเดินออกไปช้อปปิ้ง โดยทางล็อบบี้ไปได้เลย ง่ายมากๆเลยทีเดียว ส่วนในล็อบบี้จะมีเอกสารแจกฟรี ทั้งที่ท่องเที่ยว พร้อมทั้งบริการเช่ารถ และส่วนลดต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คนไทยสาบช้อปปิ้งอย่างเรา นิยมไปพักกันมากๆเพราะเดินทางสะดวกสุดๆไปเลยจ้า 4. Marks Inn Sapporo ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ประมาณ 10 - 15 นาทีเดินไปหอนาฬิกา อยู่ห่างจากสถานี Nakajima Koen ออกไป 400 เมตร โดยใช้เวลาเดิน 3 นาที มีบริการอาหารเช้าพร้อมขนมปังอบสดใหม่ ห้องพักมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตกแต่งอย่างเรียบง่าย สะอาด มีบริการ WiFi ฟรี 5. Smile Hotel Hakodate โรงแรมหน้า JR station ตรงข้ามกับสถานี JR Hakodate เดินออกมาจากสถานีก็เลี้ยวซ้าย เดินประมาณ 200 เมตร 2 นาทีเท่านั้นก็เจอเลย หาง่าย พนักงานให้บริการดี ราคาประหยัดและยังมีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านสะดวกซื้อ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ให้ครบที่หน้าเคาเตอร์ มีตู้กดน้ำในโรงแรม อาหารเช้าราคา 550 เยน ถือว่าคุ้มค่ามาก ข้างโรงแรมมีร้านราเมงและซูชิ เปิดถึง 4 ทุ่ม ตอนเช้าสามารถเดินข้ามไป 2 Blocks ก็เจอตลาดเช้า หมดห่วงเรื่องอาหารการกินแน่นอน เที่ยวฮอกไกโด >> คลิก ฟุกุโอกะ 1. Candeo Hotel Fukuoka Tenjin ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tenjin โดยใช้เวลาเดิน 10 นาที มี Wi-Fi ฟรี ห้องพักทันสมัย อ่างอาบน้ำสาธารณะ ห้องซาวน่า ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมอ่างอาบน้ำ เครื่องเป่าผม และเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี ที่สำคัญมีออนเซ็นด้านบน ใกล้แหล่งช้อปปิ้งของฟูกูโอกะ สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย ถือว่าเป็นที่พักที่คุ้มค่ามากๆเลย 2. Hotel Sunroute Hakata Fukuoka อยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียงนิดเดียวเท่านั้น สามารถเดินทางไปสนามบินได้ภายในเวลาประมาณ 5 นาที เดินทางสะดวกสบาย ตั้งอยู่ใกล้ Hakata Deitos, Hakata Hankyu, JR Hakata City Amu Plaza Hakata ใกล้แหล่งชอปปิ้ง พนักงานเป็นกันเอง ภายในขนาดห้องไม่ใหญ่มาก แต่สะอาดมาก มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ และมีร้านอาหารอยู่ใกล้มาก 3. Kia Ora Budget Stay ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR Hakata Train Station ใช้เวลาเดินเพียง 10 นาที ใช้เวลาเดิน 20 นาที จาก Ohori Park และห่างจากสนามบิน Fukuoka Airport ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟ 15 นาที มีห้องพักสไตล์ห้องพักรวมค่อนข้างทันสมัย และห้องพักส่วนตัว มี Wi-Fi ฟรี ราคาประหยัด ระหว่างทางมีร้านค้ามากมาย หาของกินง่าย มีห้องครัวส่วนกลางสำหรับปรุงอาหารเพื่อรับประทานเอง มีคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานฟรี พนักงานสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดมาก ตรงข้ามอีกฝั่งถนนมีมินิมาร์ท สามารถหาอาหารทานได้ง่าย ที่สำคัญภายในที่พักมีไกด์แนะนำเที่ยวเมืองฟุกุ แนะนำร้านอาหาร ให้ข้อมูลได้ดี หากไปกันเป็นกลุ่ม พักที่นี่ก็สนุกดี มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ให้บรรยากาศที่อบอุ่นมาก สามารถเช่าจักรยานปั่นรอบเมืองได้ 4. Hakata Miyako Hotel ที่ตั้งอยู่หน้า JR hakata เลย สะดวกทั้งการใช้รถไฟ subway และรถโดยสาร อยู่ใกล้ห้าง yobaodoshi และสามารถเดินไป canal city ได้ภายใน 15 นาที มีบริการจักรยานให้เช่ามีบริการที่จอดรถในสถานที่ สะดวกต่อผู้ที่เดินทางมาโดยรถยนต์ พนักงานก็สุภาพ ให้บริการดี บริเวณรอบๆโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อมากมายทั้ง familymart lowson 7-11 เดินทางสะดวกมากๆ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี มีของใช้ให้ครบหมดทุกอย่าง 5. Hakata Green Hotel 2 โรงแรมเป็นสไตล์โมเดิน ทางเดิน ห้องพัก ค่อนข้างสะอาด มีอุปกรณ์พื้นฐานให้ครบ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ JR hakata เป็นระยะทางเพียง 250 ม. มี Wi-Fi ฟรี ที่สะดวกสบาย โรงแรมสะอาด ทันสมัย อุปกรณ์อำนวนความสะดวกครบครัน ด้านหน้ามีแหล่งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออยู่รอบๆ มีช้อปปิ้งมอลล์ Canal City Hakata อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดิน 10 นาที หอคอย Fukuoka Tower อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 15 นาที สนามบิน Fukuoka Airport อยู่ห่างออกไปโดยใช้เวลาโดยสารรถไฟ 5 นาทีจากสถานี Hakata Station ด้านล่างของโรงแรมมีมินิมาร์ท และร้านอาหารหลายร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม เที่ยวฟุกุโอกะ>> คลิก
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เตรียมตัวให้พร้อม ! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2019
มาแว้วววว กับ พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ประจำปี2018 ฉบับล่าสุดจาก Zekkei Japan ที่ทัวร์ครับรวบรวมมาให้เหล่านักล่าใบไม้เปลี่ยนสีทั้งหลายได้มีเวลาเตรียมพร้อม โดยในปี 2018 ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คาดการณ์ว่าจะเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเตรียมตัว ศึกษาข้อมูลพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีให้ดี ว่าแล้วเรามาเริ่มต้นกันเลยที่... ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido) แน่นอนว่าภูมิภาคแรกที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมาเยือนก่อนเสมอคือ ฮอกไกโด นั่นเองค่ะ เนื่องจากภูมิภาคฮอกไกโดตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่นทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ส่งผลให้ใบไม้ที่จะเปลี่ยนสีเป็นที่แรกในญี่ปุ่นค่ะ ทั่วทั้งฮอกไกโดจะเต็มไปสีส้มแดง สดใสไปทั่วบริเวณเลยทีเดียวค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:โจซังเค (Jozankei) เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ทั่วบริเวณของฮอกไกโด แต่สถานที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามขอบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ทัวร์ครับขอยกให้ที่นี่เลย โจซังเค ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงซัปโปโร เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำพุร้อนและออนเซ็น และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี เราจึงสามารถชื่นชมบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกับแช่ออนเซ็นแบบฟินๆ หรือจะเดินเลียบลำธารดื่มดำกับภาพความสวยงามของธรรมชาติหก็ได้เช่นกัน ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม สีสันของใบไม้เปลี่ยนสีก็เข้าสู่ภูมิภาคโทโฮคุค่ะ ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะฮอนชู พูดง่ายๆก็คืออยู่ด้านบนโตเกียว เป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติอันแสนอดมสมบูรณ์ ภูมิภาคโทโฮคุจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดฮิตของญี่ปุ่นค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม - ปลายเดือนตุลาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:ภูเขาฮักโกดะ(Hakkodasan) ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอะโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในการชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮคุ โดยเราสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยน หรือจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของใบไม้เปลี่ยนสีแบบใกล้ชิดกับเส้นทางเดินชมใบไม้เปลี่ยนสี ก็เป็นอีกกิจกรรมที่นักล่าใบไม้เปลี่ยนสีไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาดค่ะ ภูมิภาคชูบุ (Chubu) เขยิบลงมาอีกหน่อยที่ภูมิภาคชูบุ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูมิภาคคันโค และคันไซ เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง และมีความกหลากหลายทางภูมิศาสตร์ จึงทำให้ภูมิภาคชูบุมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล ออนเซ็น แต่ที่สำคัญเลยคือสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ในสุดยอดใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - ต้นเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: หุบเขาโครังเค (Korankei) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก หุบเขาโครังเค สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสุดอลังการ เมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาเยือน ทั่วทั้งหุบเขาโครังเค ก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นสีส้มแดงไปทั่วทุกพื้นที่ เป็นภาพความสวยงามอันน่าประทับใจ และที่สำคัญอย่าลืมถ่ายรูปคู่กับ สะพานไม้ไทเกะสึเคียว (Taigetsukyo Bridge)สะพานไม้สีแดงอันโดดเด่น ที่ไม่ว่าใครก็ต้องแวะถ่ายรูปค่ะ ภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ในที่สุดก็มาถึงภูมิภาคที่อยู่กลางที่สุดของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคไฮไลท์ของประเทศญี่ปุ่น เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายทตโตริ ดังนั้นหากใครอยากชมใบไม้เปลี่ยนสี พร้อมสัมผัสของทะเลทรายเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น ทัวร์ครับขอแนะนำให้มาภูมิภาคชูโกกุเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม - กลางเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: เกาะมิยาจิมา (Miyajima) ภาพของเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่กลางน้ำ อันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิมา ในจังหวัดฮิโรชิมา (Hiroshima) โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO อีกด้วยค่ะ แต่เกาะมิยาจิมะนั้นไม่ได้โดดเด่นด้านวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูของใบไม้เปลี่ยนสี เราก็จะได้เกาะสีส้มแดงสดใสควบคู่กับเสาโทริอิ จึงทำให้เกาะมิยาจิมะเป็นสถานที่โด่งดังในการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคโทโฮกุนั่นเองค่ะ ภูมิภาคคันโต (Kanto) ภูมิภาคยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงแสนทันสมัยอย่าง โตเกียว (Tokyo) แน่นอนว่าโตเกียวนั้นถือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางอาคารบ้านเรือนแสนจะทันสมัย และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกนั่นเองค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี:อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) อุโมงค์ใบเมเปิ้ล โมมิจิ ไคโร แห่งนี้นั้นตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบคาวากูชิโกะ (Lake Kawaguchigo) ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำโตเกียวค่ะ เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายน เราก็จะได้เห็นสีแดงส้ม ตลอดสองฝั่งคลอง เป็นภาพความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่จัดว่าเด็ดๆสุดๆค่ะ อีกทั้งเมื่อยังมีการประดับตกแต่งไฟIllumination รอบๆบริเวณอุโมงค์ใบเมเปิ้ลแห่งนี้ ช่วยเพิ่มรสชาติให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีขึ้นไปอีกค่ะ ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ถัดลงมาจากโตเกียว ก็เข้าสู่ฝั่งใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะคิวชู ดินแดนออนเซ็นญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของวิถีชีวิตสไตล์ชนบทของญี่ปุ่น หากใครอยากสัมผัสความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ท่ามกลางบรรยากาศแบบสโสว์ไลฟ์ของญี่ปุ่น คิวชูคือคำตอบค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี :เดือนพฤศจิกายน - ปลายเดือนพฤศจิกายน สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: ภูเขาฮิโกะ(Mt. Hiko) สำหรับสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีประจำภูมิภาคคิวชู ได้แก่ ภูเขาฮิโกะ นักท่องเที่ยวนิยมเดินตามเส้นทางเดินเขาเพื่อชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี หรือใครอยากจะชมจากด้านบนก็สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปได้ค่ะ ชื่นชอบแบบไหนก็สามารถเลือกกันได้เลย แต่ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็จะได้ชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีไม่แตกต่างกันค่ะ >>>แพคเกจทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 คุณภาพจากทัวร์ครับ<<< ภูมิภาคคันไซ (Kansai) ปิดท้ายด้วยภูมิภาคคันไซ ที่ตามพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของปี 2018 ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่คุณจะได้มีโอกาสชื่นชมใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ภูมิภาคคันไซ ยังเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่ อย่างโอซาก้า ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งช้อปปิ้งละลานตา ถือมาทีเดียวได้เที่ยวแบบครบรสเลยค่ะ ช่วงเวลาไฮไลท์ใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม สถานที่เด็ดชมใบไม้เปลี่ยนสี: วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน(Meiji no Mori Mino Quasi Nation Park) วนอุทยานเมจิโนะโมริมิโน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดสมบูรณ์ของโอซาก้า ภายในมีเส้นทางเดินป่าที่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ความสวยจึงเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ไล่สีสลับกันอย่างสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นประจำภูมิภาคคันไซ เลยทีเดียวค่ะ ยังไม่หมดค่ะ ทัวร์ครับยังสรุปผลการพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 มาให้ทุกท่านเข้าใจง่ายๆ ด้วย Infographic สุด Cute! ใครจะเซพเก็บไว้กันลืม แล้วรีบจองทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสีจากทัวร์ครับ รับรองว่าไม่พลาดใบไม้เปลี่ยนสีปี 2018 แน่นอนค่ะ!
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
พาพร้อม
ญี่ปุ่น
เคล็ด (ไม่) ลับ ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ให้ฟินกว่าเดิม!
เมื่อเข้าสู่ปลายเดือนตุลาคม ถือเป็นอีกช่วงที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างหลั่งไหลกันไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างคึกคัก เพื่อไปชื่นชมความงดงามของเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่่ญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ ทั่วทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยสีเหลือง แดง สีส้ม มองไปทางไหนก็รู้สึกฟินและ สดใสสุดๆ เลยค่ะ แถมอากาศก็ดีมากๆสามารถแต่งตัวสวยๆ เดินถ่ายรูปเพลินๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนก็มีแพลนที่จะไปเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเดือนตุลาคม - เดือนพฤศจิกายน กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ทัวร์ครับเลยขอนำเสนอเคล็ดลับดีๆ ตั้งแต่เรื่องการแต่งตัว จนไปถึงจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีเลยค่ะ ให้ได้ไปศึกษา เพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเดินทางค่ะ อากาศ เดือนนี้เป็นช่วงที่อากาศกำลังดีเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา ที่ชื่นชอบอากาศแบบเย็นๆสบาย อุณหภูมิประมาณ 10 องศา สูงสุดไม่เกิน 20 องศาค่ะ แต่ถ้าหากปีไหนฝนตกมาก ก็อาจจะลงมาต่ำกว่านั้นนิดหน่อย ถึงแม้อากาศจะเย็น แต่ก็ยังมีแสงแดดมาช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เราในตอนกลางวัน และยังทำให้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีกค่ะ การแต่งกาย อย่างที่บอกว่า อากาศจะยังไม่หนาวมากนัก ทัวร์ครับจึงขอแนะนำให้ใส่เป็นเสื้อผ้ากันหนาวที่ยังไม่หนามากนัก ด้านในอาจจะใส่เป็นเสื้อคอเต่า หรือฮีทเทคสีสดใสหน่อย แล้วคลุมด้านนอกด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ หรือแจ็กเก็ตหนังเก๋ๆ ให้ความรู้สึกแฟชั่นนิสต้าเหมือนกัน ส่วนด้านล่างใส่แค่กางเกงยีนส์ก็พอบรรเทาความเย็นได้แล้วนะคะ หรือหากใครเป็นคนขี้หนาวก็หากางเกงบุขนเก๋ๆ ที่ไม่หนามากมาใส่เพิ่มความชิคได้เหมือนกัน ส่วนรองเท้าผ้าใบคู่ใจสักคู่ก็โอแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบ Winter Style ไม่ได้นะคะ ใครอยากจะจัดเต็มด้วยการใส่เสื้อโค้ท คู่กับรองเท้าบู้ท ก็ไม่ได้ผิดกฎข้อไหนเลย ด้านในก็ใส่เสื้อที่บางหน่อย ช่วงกลางวันที่เจอแดดจะได้ไม่ร้อนมาก จริงๆ แล้วในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เป็นฤดูที่สามารถแฟชั่นจัดเต็มได้มากกว่าทุกฤดูอยู่แล้วค่ะ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แต่งตัวจับนู่นนี่มา Mix & Match ให้สนุกกันไปเลยค่ะ กิจกรรม แน่นอนว่ากิจกรรมหลักในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็คือการชมใบไม้แดง หรือใบไม้เปลี่ยนสี นั่นเอง ซึ่งสามารถชมได้หลายจุดทั่วประเทศเลยค่ะ ถ้างั้นตามทัวร์ครับมาดูกันเลยค่ะ แหล่งที่คนนิยมไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีที่ไหนกันบ้าง ? วัดคิโยมิซุ หรือวัดน้ำใส (Kiyomizu-dera) เริ่มกันที่แรก กับวัดชื่อดังของเกียวโต จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของญี่ปุ่น ภายในวัดมีความเป็นธรรมชาติมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี ทั่วทั้งบริเวณวัดจะกลายเป็นสีส้มแดงเป็นภาพบรรยากาศที่สวยสะกดตามากๆค่ะ ซึ่งนอกจากนี้ยังมีจุดชมวิว ที่เราจะได้เห็นเมืองเกียวโตในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจากศาลากลางขนาดใหญ่ของวัดอีกด้วยล่ะ *** ขณะนี้ศาลากลางของวัดกำลังทำการปิดปรับปรุง ซ่อมแซมอยู่ค่ะ โดยจะเปิดให้บริการณอีกครั้งใน 2020 *** หุบเขามิโนะ (Minoh park) อีกหนึ่งจุดสำหรับชมใบไม้แดงชื่อดังของภูมิภาคคันไซ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นเอง และชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาชมใบไม้เปลี่ยนกันอย่างคึกคักค่ะ เราสามารถเดินเที่ยวลัดเลาะไปรอบๆ เขา เพื่อชื่นชมกับธรรมชาติอันสวยงาม ซึ่งเส้นทางของที่นี่ ถูกจัดทำขึ้นอย่างปลอดภัย สะอาด เดินง่าย ต่อให้มีผู้สูงอายุมาด้วย ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุบัติเหตุเลยค่ะ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ไม่ใช่เพียงแค่เป็นจุดชมฟูจิที่ฮิตที่สุดเท่านั้น แต่เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้แดงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วยค่ะ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่ก็คือ อุโมงค์เมเปิ้ลที่มีชื่อว่า โมมิจิ ไคโร (Momiji Kairo) และที่สำคัญ อาจโชคดีได้เจอฟูจิซังไปพร้อมๆ กับชมใบไม้แดงด้วยแล้วล่ะก็ คงเป็นความทรงจำที่ดีสุดๆแน่นอนเลยค่ะ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงที่หิมะตกเท่านั้นที่ควรมาเยือน แต่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็สวยไม่น้อยเลยค่ะ บ้านหลังคาญี่ปุ่นโบราณทุกหลัง จะถูกโอบล้อมไปด้วยใบไม้สีแดง เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ลงตัวสุดๆเลยค่ะ อีกหนึ่งสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง หวังว่า เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ จากทัวร์ครับในวันนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนี้ ได้นำไปใช้เตรียมตัวก่อนการเดินทางกันนะคะ รับรองว่ากลับมาแล้วจะยังนอนฝันหวานถึงญี่ปุ่น และรอไม่ไหวสำหรับทริปต่อไปเลยค่ะ หากใครอยากรู้ว่ายังมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่ไหนเด็ดอีกบ้าง ตามไปดูได้เลยที่ >>>ใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้ว...เปิดวาร์ปพิกัดชม ใบไม้เปลี่ยนสี 2018<<<