All articles abouts เที่ยวญี่ปุ่น

เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า

เที่ยวญี่ปุ่น กิน เล่น ช้อป ครบจบที่โอซาก้า

02 ธ.ค. 62

เข้าช่วงปลายปีแล้ว ใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้า ทางเราก็อยากจะแนะนำที่เที่ยว ที่กิน ที่ช้อป เผื่อได้เป็นไอเดีย ให้ใครหลายๆ คนได้ไปตามกัน ถึงแม้ว่าอาจจะรู้อยู่แล้วว่า ที่เที่ยวโอซาก้ามีที่ไหนบ้าง แต่ในฐานะที่คนไปมาแล้ว เลยอยากจะมาแชร์ร้านเด็ด ที่เที่ยวโอซาก้าเด็ด ที่เราว่าห้ามพลาดย้ำกันอีกสักครั้งค่ะ โดยเฉพาะใครสนใจของกินที่เมืองโอซาก้าเป็นพิเศษ ก็สามารถไปดู พาชี้เป้าร้านเด็ด ของกินโอซาก้าฉบับ 2019 ของเราได้ แต่ถ้าใครอยากดูที่เที่ยวเล่น ไอเดียที่ช้อปด้วยก็มาดูคร่าวๆ ได้เลย แต่ถ้าใครไม่สะดวกเที่ยวโอซาก้าเอง ไม่มีเวลาวางแพลนเที่ยว เราก็ขอแนะนำให้ จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย เว็บไซต์ที่รวมทัวร์เที่ยวต่างประเทศไว้มากมาย จองทัวร์ครบ จบที่ทัวร์ครับ  จองทัวร์โอซาก้า กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/japan-tour/osaka   ร้านอาหารเด็ดๆ โอซาก้า Mizuno ร้านแรกที่เราจะมาแนะนำ เรียกได้ว่าเป็นร้านดังอยู่แล้วค่ะ โอโคโนมิยากิต้นตำรับในโดทงโบริ! ซึ่งมิซุโนะ เนี่ยเป็นร้านที่ได้มิชลิน 1 ดาว หรือ 2 ดาวด้วยในปี 2016 กับ 2017 ตามลำดับค่ะ และบางคนต้องต่อคิวทานยาวมากกกก เพราะอร่อย หรือที่นั่งในร้านน้อยก็ไม่รู้ พอได้คิว เราก็จะได้ไปนั่งหน้าเค้าท์เตอร์แบบนี้เลยค่ะ ที่นั่งเลยมีไม่เยอะ ส่วนมาสองคนก็ต้องสั่งกันคนละอย่างนะ เพราะฉะนั้น เตรียมท้องมาเลยค่ะ โดยเมนูที่แนะนำก็ตามเมนูของร้านเลยจ้า อร่อยจริง ยืนยัน ร้านนี้ถือเป็นร้านห้ามพลาด ที่จะต้องแวะไปให้ได้นะคะ พิกัด: สถานี Namba >> Google Map   Beef Cutlet Takeru Nipponbashi สำหรับสายเนื้อคือไม่อยากให้พลาดร้านนี้ คือต้องมามากๆๆๆ ร้าน Beef Cutlet Takeru Nipponbashi คือ ร้านเนื้อทอดย่างนุ่มๆ ที่ไม่มีความคาว มีแต่ความอร่อย แถมราคาคุ้มค่า นี่คือร้านเด็ดที่ห้ามพลาดค่ะ โดยพอเข้ามาในร้านอาจจะเข้าไปขอดูเมนูก่อนค่ะ แต่อย่างไรก็ดี เค้าก็จะให้กดตู้สั่งนะคะ โดยที่เราสั่งเป็นไซส์ S กำลังพอดีสำหรับผู้หญิงอยู่ค่ะ แต่เค้ามีแบบ Regular และไซส์ที่ใหญ่กว่านี้ โดยร้านปิดสี่ทุ่ม ความพิเศษของร้านนี้คือ เนื้อทอดที่ทำมาไม่สุกค่ะ เค้าจะมีเตาให้เราย่างเองว่าจะกินเท่าไหน ยังไง พร้อมเครื่องจิ้มให้เลือกเยอะมาก เราชอบจิ้มที่เป็นผสมมัสตาร์ด แล้วก็กระเทียมเจียวโถนี้ คือเด็ดสุดๆ  พิกัด: ร้านเดินไม่ไกลจาก สถานี Namba Nankai South Exit >> Google Map    ที่เที่ยวสุดสนุกโอซาก้า Universal Studios Japan แน่นอนว่าใครมาโอซาก้าไม่มาที่สวนสนุกยูนิเวอร์แซล ก็คงบอกได้คำดียวว่าพลาดค่ะ ซึ่งการจะมาเที่ยวที่นี่ ทางเราแนะนำให้ซื้อตั๋วมาล่วงหน้านะคะ เพราะว่าการต่อคิวที่นี่ แค่เครื่องเล่นก็ยาวแล้ว จะซื้อตั๋วอีกก็เสียเวลา ซื้อมาก่อนเลยค่ะ พอมาถึงจะได้ไปยังจุดที่เราต้องการเลย ทีนี้เมื่อมาถึงอย่าลืมถ่ายรูปเช็คอินที่ลูกโลกยูนิเวอร์แซลนะ   ซึ่งเมื่อมาถึง ยูนิเวอร์ แซล สตูดิโอ โอซาก้า ที่พลาดไม่ได้ก็คือการมายังโซน The Wizarding World of Harry Potter ค่ะ แน่นอนว่ามาที่นี่ก็เหมือนได้หลุดออกไปเหมือนอยู่ในโลกแฮรี่เลย บอกเลยว่าใครอินอยู่แล้วคงชอบมากๆ และเครื่องเล่นที่เราขอแนะนำของที่นี่ก็คือ Harry Potter and the Forbidden Journey โดยคิวยาวแน่นอนค่ะ แต่คิวยาวแค่ไหน บอกเลยว่ายังไงก็ต้องเล่น โดนพิกัดของเครื่องเล่นนี้อยู่ในปราสาท นอกเหนือจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดก็คือ การชิมบัตเตอร์เบียร์ (Butterbeer) โดยเข้าก็มีให้เลือกทั้งแบบแก้วที่เก็บได้ กับแก้วพลาสติก รสหวานมาก แต่ก็ลองเนอะ อีกสิ่งหนึ่งที่คนมาเที่ยวที่นี่ต้องื้อก็พวกที่คาดผม หมวกต่างๆ อ่ะเนอะ เมื่อเข้ามาแล้วก็เหหมือนเราย้อนกลับมาเป็นเด็ก ได้ฟีลเที่ยวสวนสนุกงี้ แถมก็เป็นของที่ระลึกให้เรานึกถึงอีกด้วยค่ะ ส่วนเครื่องเล่นอื่นๆ ที่เราอยากให้ลองอีกก็ ได้แก่ The Flying Dinosaur และ The Amazing Adventures of Spider-Man ค่ะ ซึ่งบอกเลยว่า ใช้เวลาที่นี่ทั้งวันแน่นอน   เพื่อความสะดวกสบายในการมาเที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ญี่ปุ่น ก็มีบริการรถบัสรับส่งระหว่างโอซาก้า  เช็คราคารถรับส่งโอซาก้า สวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ญี่ปุ่น คลิกตรงนี้   Osaka Castle  เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเมืองโอซาก้าค่ะ แต่ว่าที่นี่อ่ะไม่ได้ติดรถไฟฟ้าเลยทีเดียวนะเห็นแบบนี้ ใช้เวลาเดินมากอยู่ แต่ที่นี่ใครเดินไม่ไหวเราแนะนำให้เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเลือกที่จะจ่ายเงินขึ้นรถรางค่ะ เพราะว่าเมื่อไปถึงปราสาททางทั้งชัน ในปราสาทยังต้องขึ้นบันไดไปหลายชั้นเลย ความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทนี้มีถึง 8 ชั้น ห้อมล้อมด้วยกำแพงหิน คูน้ำ ไปจนถึงสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden) ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ  ซึ่งเราว่าเวลาที่เหมาะแก่การไปที่นี่ คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระ รับรองว่าช่วงนี้แหละสวยกว่าช่วงอื่นๆ ค่ะ   ที่ช้อปโอซาก้า  หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้ว ว่าที่ช้อปโอซาก้า ก็คือย่านโดทงโบริ เพราะรวมไว้ทั้งของกินเด็ดๆ ของช้อปขึ้นชื่อ ก็คือที่นี่ครบ หลายๆ คนก็คงก็เลือกพักในย่านนี้เช่นกัน ซึ่งใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะยักษ์  แต่จริงๆ แล้วนอกเหนือจากย่านนี้ เราว่าใกล้ๆ กันก็มีย่านเด็ดๆ ที่หลายๆ คนอาจจะชอบก็ได้ค่ะ โดยเค้าบอกว่า ที่นี่มี Orange Street เป็นย่านฮิปสเตอร์ของโอซาก้า   Orange Street ถนนแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างย่านนัมบะ (Namba) กับชินไซบาชิ (Shinsaibashi) สามารถเดินไปได้ค่ะชิลๆ  ซึ่งพอเดินเข้าไป ก็จะมีร้านค้าแฟชั่น คาเฟ่ เรียงราย มีความเก๋ มีความชิลล์ อารมณ์เหมือนอารีย์บ้านเรา ตามรูปเลยค่ะ โดยวัยรุ่นโอซาก้าก็เลือกที่จะมาพักผ่อนที่นี่เยอะอยู่ เพราะมีร้านกาแฟชิลๆ ฮิปๆ หลายร้านเลย แถมร้านแฟชั่นก็เก๋ ไม่เหมือนที่ไหน อ่อออ ร้านแบรนด์เนมมือสอง ก็สามารถมาดูได้ที่นี่ด้วยนะคะ เริ่ดมาก   Rinku Town  แต่ถ้าใครชอบช้อปเยอะๆ แบรนด์จัดเต็ม รองเท้าผ้าใบแบรนด์ลดราคาสไตล์ Outlet มาที่นี่เลยค่ะ ก่อนกลับไปยังสนามบิน เพราะที่นี่ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินแค่สถานีเดียว Rinku Premium Outlets เอาท์เล็ตที่รวมร้านค้าต่างๆ จำนวน 210 ร้านค้าไว้  นอกจากมีร้านแบรนด์เนมแล้วก็ยังมีร้านอาหาร ร้านตกแต่งบ้าน และชิงช้าสวรรค์เป็นจุดเด่นค่ะ โดยบอกเลยว่า ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องได้เสียเงินมีของกลับไปเยอะแน่นอน     ที่เที่ยวโอซาก้าที่เราบอกไปคือ เป็นเพียงบางส่วนที่เราไปเที่ยวโอซาก้ามาเท่านั้น ทุกที่คือ พิกัดที่ไม่อยากให้พลาด สำหรับใครไม่อยากวางแผนเที่ยวให้เหนื่อยก็ลองมาใช้บริการของทัวร์ครับ เริ่ดเว่อร์ แค่ตามไปเที่ยว ถูกใจทริปไหนก็จัด สะดวก ไม่ต้องคอยวางแผนซื้อตั๋วนั่นนี่ให้เสียเวลา หรืออยากได้ไอเดียเที่ยวโอซาก้าเพิ่มเติม เข้าไปดูได้เลย ที่นี่

อ่านเพิ่มเติม
เที่ยวญี่ปุ่น หนาวให้สุด แล้วไปหยุดที่ "โทโฮคุ"
เที่ยวญี่ปุ่น หนาวให้สุด แล้วไปหยุดที่ "โทโฮคุ"

12 ธ.ค. 62

เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าใครหลายคนคงนึกถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างโตเกียว โอซาก้า หรือฮอกไกโด แต่เราขอบอกเลยว่าญี่ปุ่นยังมีเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ใครหลายคนต้องตกหลุมรัก โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับภูมิภาคโทโฮคุที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ และความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ควรค่าแก่การไปเช็คอิน รวมไปถึงร้านอาหารและของกินห้ามพลาดประจำถิ่นของแต่ละเมืองที่ต้องไปลิ้มลองกันดูสักครั้ง ซึ่งครั้งนี้เราได้ไปเมืองไหนอะไรมาบ้าง ตามเราไปดูพร้อมๆ กันได้เลย รับรองว่าหลังจากอ่านรีวิวนี้ คุณจะต้องอดใจไม่ไหวอยากไปเที่ยวตะลุยเที่ยวโทโฮคุแห่งนี้กันอย่างแน่นอน    จองทัวร์เที่ยวเซนได กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)   DAY 1 : สนามบินนาริตะ >> เมืองเซนได >> Hotel Monte Hermana Sendai >> วัดเอนซึอิน >> พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิโนะโมริ >> ร้านรากิว (ลิ้นวัว) >> SUN MALL ICHIBANCHO  มาเริ่มต้นทริปด้วยการเดินทางออกจากสนามบินนาริตะไปยังเมืองเซนได ซึ่งเราจะเดินทางโดยใช้บริการรถไฟ JR EAST PAST (รถไฟด่วน) ในราคาเหมา 5 วัน ตกคนละประมาณ 19,000 เยน สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในโทโฮคุได้อย่างไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อวัน ซึ่งบอกได้เลยว่าคุ้มค่าและสะดวกสบายเป็นอย่างมาก โดยเวลาในการเดินทางจากโตเกียวไปยังเมืองเซนไดจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงด้วยกัน    หลังจากที่เราได้เดินทางมาถึงเมืองเซนไดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอตัวไปเช็คอินกันเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ กันที่ โรงแรม Hotel Monte Hermana Sendai ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีเพียงเดินเท้าประมาณ 5-10 นาที เท่านั้น พอเก็บกระเป๋าและฝากสัมภาระต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยก็เตรียมตัวออกไปปักหมุดเช็คอินกันที่แรกกันได้เลยกับสถานที่เที่ยวอย่าง วัดเอนซึอิน วัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองเซนได โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้ก็คือ สวนริมน้ำที่เปิดให้เข้าชมความสวยงามตามรอบระยะเวลา และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการจัดหินและมอส รวมไปถึงป่าไม้สนซีดาร์สำหรับการนั่งทำสมาธิที่บริเวณด้านหลัง ซึ่งสิ่งที่เราสัมผัสได้เลยก็คือ ความเงียบสงบและความเก่าแก่โบราณของสถานที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นวัดที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี  วิธีการเดินทาง: รถไฟสาย JR Senseki >> ไปลงที่สถานี Matsushima-Kaigan    เดินทางกันไปต่อที่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิโนะโมริ ที่เที่ยวที่ถูกอกถูกใจเราเป็นอย่างมาก เพราะเราได้เจอกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนับหลายสายพันธุ์และสัตว์น้อยน่ารักอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้องเพนกวิน น้องปลาโลมา และปูอลาสก้าขนาดใหญ่ที่หาดูได้ยาก โดยก่อนที่เราจะเข้าชมสถานที่แห่งนี้เราต้องเสียค่าเข้าคนละ 2,100 เยน เพื่อแลกกับการใกล้ชิดและเก็บภาพความประทับใจกับสัตว์น้อยต่างๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยทางเราก็ไม่พลาดกับการถ่ายรูปและกดชัตเตอร์กันอย่างรัวๆ ที่บริเวณด้านหน้าของอุโมงค์ยักษ์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์น้ำทะเลนานาชนิด วิธีการเดินทาง: ลงสถานี Nakanosakae หลังจากนั้นให้ขึ้นรถบัสฟรีหน้าสถานีเพื่อไปยังหน้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ประมาณ 5 นาที    หลังจากที่เราได้เดินเที่ยวชมในโซนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอเตรียมตัวกลับเข้าไปในตัวเมืองเซนได เพื่อไปหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นกันนั่นเอง ซึ่งร้านที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไปลิ้มลองจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก ร้านรากิว หรือร้านลิ้นวัวย่าง ของขึ้นชื่อเมืองเซนไดที่ใครมีโอกาสได้มาเยือนแล้วต้องพลาดไม่ได้ โดยทางเราก็ได้สั่งเป็นเซ็ท 4 ชิ้น ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวและน้ำซุปหนึ่งถ้วย ที่ต้องขอบอกเลยว่า ดีงามพระรามแปดเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อสัมผัสของเจ้าลิ้นวัวนั้นมันชั่งนุ่มละมุนในปาก พร้อมกับกลิ่นหอมโชยที่ทำให้เรารู้สึกฟินสุดๆ ไปเลย เรียกว่าประทับใจสุดๆ จ้ะแม่!   พอกินข้าวเสร็จจนอิ่มท้อง เราก็ขอแวะเดินเล่นกันต่อที่บริเวณ SUN MALL ICHIBANCHO แหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองเซนไดที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารอร่อยๆ จำนวนมากมายอย่างละลานตา ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือรองเท้า ABC-Mart และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นแหล่งละลายทรัพย์ชั้นดีที่ทำเอานักท่องเที่ยวอย่างเราอดใจซื้อไม่ได้เลยทีเดียว เรียกได้ว่าไม่ต้องไปไกลถึงโตเกียวก็มีของที่เราต้องการครบทุกอย่างแล้ว   DAY 2 : ตลาดเช้าเซนได >>  Zao Fox Village >> ปราสาทชิโรอิชิ >> ถนน CRIS ROAD    เช้าวันที่ 2 เราขอเปิดทริปด้วยการไปหาอะไรทานอร่อยๆ กันที่ ตลาดเช้าเซนได ตลาดที่เต็มไปด้วยอาหารท้องถิ่นต่างๆ มากมาย มีทั้งผัก ผลไม้ และของทะเลสดอื่นๆ เช่น หอยนางรม ปลาแซลมอน ที่ต้องบอกได้เลยว่ามันสดและถูกเป็นอย่างมาก โดยตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ชาวญี่ปุ่นมักเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยกันในช่วงเช้าและซื้อของต่างๆ กลับไปทำกินกับคนในครอบครัว ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ไม่แพงมากเท่าไหร่นัก ซึ่งหากใครกำลังจะไปตลาดปลาก็ลองแวะไปที่ตลาดแห่งนี้ดูก่อนได้ เพราะที่นี่ก็มีของให้เลือกชิมอย่างมากมาย รับรองว่าคุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน วิธีการเดินทาง: ตลาดเช้าเซนได บริเวณหลังโรงแรม Hotel Monte Hermana ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที   หลังจากที่เราได้เติมพลังและหาอาหารเช้าเข้าปากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เตรียมตัวเดินทางกันไปที่ Zao Fox Village ที่เที่ยวขึ้นชื่อที่เราตั้งหน้าตั้งตารอกันของทริปนี้ เพราะสถานที่แห่งนี้ก็คือ หมู่บ้านสุขนักจิ้งจอก น้องหมาน่ารักทั้งหลายที่เราเห็นกันตามรีวิวบนโลกโซเชียลมิเดียว่าดีนักดีหนา วันนี้เราจะไปได้ไปสัมผัสด้วยตาตัวเองพร้อมทั้งใกล้ชิดกับน้องๆ กันเป็นครั้งแรก ความตื่นเต้นและความดีใจขอบอกได้เลยว่าเกินร้อยค่ะคุณ พอเราได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านสุนัขจิ้งจอก เราก็ได้รีบมุ่งหน้าเข้าไปที่บริเวณจุดซื้อตั๋ว หลังจากนั้นพนักงานก็จะแจ้งสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำระหว่างเข้าไปหาน้องๆ ว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ซึ่งกฎง่ายๆ ของที่นี่เลยก็คือ ห้ามจับและห้ามให้อาหารด้วยมือเปล่าเป็นอันเด็ดขาด เพราะเจ้าสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายจะไม่ค่อยคุ้นชินกับเรามากนัก ทำให้สามารถเกิดอันตรายต่างๆ ขึ้นได้ และที่สำคัญเราต้องเอากระเป๋าและของมีค่าไว้ข้างหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้น้องๆ เข้ามากัดหรือดึงไปได้  หลังจากที่ได้ฟังกฎข้อบังคับต่างๆ เราก็ได้เดินเข้าไปที่โซนภายในที่เต็มไปด้วยสุนัขจิ้งจอกนอนเรียงรายอยู่ข้างทางเต็มทั่วบริเวณ ซึ่งต้องขอบอกได้เลยว่าน้องๆ น่ารักมาก      โดยเราสามารถให้อาหารเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกได้ด้วยอาหารราคาถุงละ 100 เยน เชื่อไหมว่าตอนที่เราให้อาหารน้องๆ นั้น แต่ละตัวก็วิ่งเข้ามารับอาหารกันเต็มไปหมด ซึ่งบางตัวก็จะรออาหารอย่างใจจดใจจ่อด้วยสายตาที่มีความเจ้าเล่ห์และรอคอยด้วยความหิวโหย  และหากใครอยากใกล้ชิดกับน้องๆ ให้มากขึ้น ก็สามารถออกมาถ่ายรูปและอุ้มน้องๆ ได้ที่บริเวณภายนอก โดยเราต้องจ่ายค่าเสียหายกันอีกคนละ 600 เยน เพื่อแลกกับการสัมผัสและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับน้องๆ ได้อย่างใกล้ชิดนั่นเอง  วิธีการเดินทาง:  ลงสถานี Shiroishi-Zao จากนั้นก็นั่งรถแท็กซี่จากหน้าสถานีต่อไปที่ Zao Fox Village ประมาณเที่ยวละเกือบ 4,000 เยน    มาตะลุยกันต่อที่ ปราสาทชิโรอิชิ เพื่อไปชมความงดงามและความเก่าแก่ของปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะที่ฟังดูแล้วก็น่าค้นหาเป็นอย่างมาก แถมบริเวณภายนอกยังมี ดอกซากุระให้เราได้เดินชื่นชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกลับมาได้อีกหลายช็อต ซึ่งหากใครได้มีโอกาสมาที่หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกแล้ว ก็สามารถแวะมาเช็คอินกันต่อที่ปราสาทแห่งนี้ได้ เพราะภายในปราสาทจะมีชุดซามูไรของสมัยโบราณที่เราสามารถสวมใส่และถ่ายรูปได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  หลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวกันมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับไปยังเมืองเซนได ซึ่งเย็นนี้เราได้แพลนว่าจะไปเดินเล่นกันที่ ถนน CRIS ROAD ถนนสายโรแมนติกที่คนส่วนใหญ่มักเดินทางมาเพื่อชมไฟที่เปิดระยิบระยับอย่างสวยงาม พร้อมทั้งสัมผัสกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของเมืองเซนไดกันแบบชิลๆ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์เด็ดที่ควรค่าแก่การมาถ่ายรูปสวยๆ และโพสท่าเป็นอย่างมาก ยิ่งหากใครได้ไปกับคนรู้ใจแล้วละก็คุณจะต้องฟินอย่างแน่นอน  DAY 3 : Sendai>> Yamagata >> Hotel Richmond Hotel Yamagata-ekimae >> ZAO >> Yamadera   ขอบคุณรูปภาพจาก Richmond Hotel Yamagata-ekimae   เริ่มต้นเช้าวันที่สามด้วยการออกเดินทางออกจากเมืองเซนได เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองยามากะตะ เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติและยังเป็นเมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนอันเก่าแก่ และมีชื่อเสียงอย่างมาก โดยในการเดินทางมาที่เมืองยามากะตะแห่งนี้ สามารถเดินทางมาจาก JR Sendai เพื่อมุ่งหน้ามาสู่ JR Yamagata ซึ่งในการเดินทางมาที่นี่เราจะมาพักกันที่ Hotel Richmond Hotel Yamagata-ekimae ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้ามากนัก เพียงใช้เวลาในการเดินทางแค่ 5 นาที และเมื่อเราเดินทางมาถึงที่โรงแรมกันเรียบร้อยก็ทำการฝากกระเป๋าให้เรียบร้อย ก่อนเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ภายในเมืองยามากะตะกัน หลังจากทำการเก็บกระเป๋าเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นเราก็จะพาทุกคนไปชมบรรยากาศความสวยงามของหิมะกันที่ ภูเขาไฟ ZAO เพื่อไปดูเจ้า Snow Monster หรือปีศาจหิมะ ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด็ดของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ โดยในการเดินทางเราจะนั่งรถบัสที่บริเวณสถานีรถไฟ เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ZAO Rope Way เพื่อเดินต่อไปขึ้นกระเช้าไปยังบริเวณด้านบนของภูเขาหิมะ โดยตารางรอบรถบัสจะมีการแจ้งเวลารถเข้าท่าและรถออกจากท่าให้เรียบร้อย ซึ่งเราต้องทำการดูรอบระยะเวลาให้ดี เพื่อจะได้ทราบว่าจะกลับรอบรถบัสรอบไหน  เมื่อทำการซื้อตั๋วรถบัสเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นมายังภูเขา ที่ต้องบอกเลยว่าอากาศข้างบนหนาวมากๆ ควรใส่เสื้อผ้าอุ่นๆมาให้พร้อม เพราะตรงบริเวณที่ลงรถนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังต้องเดินต่อขึ้นไปอีกเพื่อไปขึ้นกระเช้าไปยังจุดสูงสุดของตัวภูเขาที่จะสามารถมองเห็นปีศาจหิมะได้อย่างชัดเจน  และเมื่อขึ้นมาบนกระเช้าแล้วนั้นต้องบอกเลยว่าตื่นเต้นมาก เพราะบรรยากาศจะค่อยๆ หนาวขึ้นๆ พร้อมกับวิวภูเขาหิมะที่หนาขึ้นตามลำดับ โดยต้องบอกก่อนว่าในส่วนของตัวกระเช้านั้นจะมีจุดแวะด้วยกันสามจุด โดยจุดสุดท้ายจะเป็นจุดที่สูงและหนาวที่สุด ซึ่งมีอุณหภูมิถึง -13 องศาด้วยกัน หากใครที่คิดว่าขึ้นมาถึงจุดนี้ไม่ไหวละก็แนะนำให้อยู่ถ่ายรูปที่บริเวณจุดที่สองก็ได้ แต่ถ้าหากใครสู้ต่อมาจนถึงจุดสุดท้ายแล้วละก็จะได้มาสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงามมากๆ โดยวิวของข้างบนส่วนใหญ่จะเป็นวิวของหิมะ และองค์พระพุทธรูป ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหิมะอันขาวโพลน จนทำให้เห็นเป็นภาพที่สวยงาม ซึ่งบริเวณจุดด้านบนนี่สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลินหรือหากใครที่หนาวและอยากหาที่หลบไอเย็นแล้วละก็ สามารถเข้าไปนั่งรับประทานเครื่องดื่ม รวมไปถึงอาหารได้ที่บริเวณคาเฟ่ด้านข้างได้อีกด้วย รับรองได้เลยว่าฟินสุดๆ ไปเลย เมื่อเราเที่ยวชมภูเขา Zao เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับมายังสถานี เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อไปยัง วัด Yamadera โดยการนั่งรถไฟจาก Yamagata เพื่อมาลงที่ Yamadera หลังจากนั้นก็เดินต่อมาอีก 5 นาที ก็จะพบกับวัดที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยวัดแห่งนี้นั้นเป็นหนึ่งในวัดที่ชาวบ้านให้ความสำคัญและนิยมเดินทางมาเพื่อกราบไหว้ขอพรเป็นอย่างมาก ซึ่งหากใครที่เดินทางมาที่เมือง Yamagata แห่งนี้แล้วก็ต้องห้ามพลาดเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ เพราะนอกจากจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือแล้วนั้น บริเวณตัววัดยังเต็มไปด้วยการตกแต่งของสภาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม และยังมีบริเวณจุดชมวิวบริเวณศาลาด้านบนที่มีความสวยงามอย่างมากเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ขอเข้าไปกราบไหว้เพื่อขอพร และเดินเที่ยวชมรอบบริเวณวัด ก่อนเดินทางกลับที่พักไปพักผ่อนเตรียมลุยกับวันพรุ่งนี้กันเลย   DAY 4 :   Ginzan onsen>>Narita   หลังจากพักผ่อนกันเต็มอิ่มแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับ ซึ่งในเช้าวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปเที่ยวกันที่ Ginzan Onsen หรือ ที่รู้จักกันว่าหมู่บ้านโอชิน โดยเราจะออกเดินทางจาก Yamagata เพื่อมุ่งหน้าไปที่สถานี Oshida หลังจากนั้นก็นั่งรถบัสไปยัง Ginzan Onsen    ต้องเล่าก่อนว่าหมู่บ้านเเห่งนี้นั้นเป็นหมู่บ้านที่มีความโด่งดังอย่างมากในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังชื่อดังอย่างโอชินจึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปและเที่ยวชมความสวยงามในบริเวณหมู่บ้าน โดยในการเที่ยวชมบริเวณรอบหมู่บ้านนั้น ก็สะดวกสบายมากๆ เพราะบริเวณหน้าทางเข้าจะมีจุดประชาสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินเข้าไปขอข้อมูลรายละเอียดแผนที่ภายในหมู่บ้านได้ ซึ่งต้องขอบอกว่าแผนที่ของที่นี่นั้นมีเกือบครบทุกภาษาเลยทีเดียว หากใครที่เดินทางมาก็หมดก่วงได้เลย หลังจากที่ทำการขอแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็ขอพาทุกคนไปเดินชมความสวยงามของบ้านเรือนในบริเวณนี้ที่ส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการเป็นเรียวกังสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาพักผ่อนและแช่ออนเซ็น โดยภายในหมู่บ้านแห่งนี้ก็จะมีทั้งออนเซ็นของทางเรียวกัง และออนเซ็นสาธารณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าอยากจะใช้บริการรูปแบบไหน แต่แนะนำว่าหากใครที่จะมาพักเรียวกังแล้วละก็ต้องทำการจองก่อนล่วงหน้านานเลยทีเดียว เพราะเรียวกังที่นี่นั้นเต็มเร็วมาก ยิ่งช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วนั้นคิวยาวกันเลยทีเดียว เมื่อเดินชมความสวยงามกันมาสักพักใหญ่ๆแล้วก็เดินต่อมายังบริเวณด้านในสุดของตัวหมู่บ้านจะเจอกันสะพานเล็กๆที่มีร้านอาหารอยู่ด้านใน เป็นร้านอาหารที่หากใครแวะมาที่หมู่บ้านนี้แล้วละก็ต้องแวะมารับประทานที่นี่เลย เพราะร้านนนี้โด่งดังในเรื่องของเส้นโซบะทำเอง ที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม สามารถทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น โดยเนื้อสัตว์ของทางร้านจะเป็นเนื้อเป็ด เพราะจะช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกายได้ดีกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากนี้ภายในยังมีบริการแช่ออนเซ็นแบบเช่าตามระยะเวลา หากใครที่อยากมาลองแช่แล้วละก็แวะมาได้ที่ร้านนี้เลย หรือ ถ้าหากใครไม่อยากเสียตัง ก็สามารถนั่งแช่เท้าได้ตามบริเวณลำธารด้านหน้าหมู่บ้านที่ เปิดให้บริการแช่เท้าฟรีได้เลย หลังจากเที่ยวชมบรรยากาศ และถ่ายรูปกันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วละก็ อย่าลืมซื้อของฝากกันกลับไปด้วยนะ โดยของฝากที่มาแล้วห้ามพลาดเลยก็คือโมจิงาดำ ที่มีรสชาติหอมมันกลมกล่อ เนื้อโมจิเหนียวนุ่มสามารถทานได้อย่างฟินๆกันเลยทีเดียว แนะนำเลยว่าใครมาห้ามพลาดของฝากชิ้นนี้เลย ว่าแล้วเราก็ของตัวไปซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับไปยังสนามบินนาริตะกันก่อนเลย เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 4 วัน 3 คืนที่โทโฮคุ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเมืองโทโฮคุแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองในประเทศญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร ทำให้กลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางกันเข้ามา หากใครที่ยังไม่เคยมาสัมผัสเมืองนี้แล้วละก็ แนะนำว่าให้เดินทางมาดูสักครั้งหนึ่งแล้วคุณจะหลงรักกับความสวยงามและบรรยากาศของเมืองนี้อย่างแน่นอน 

อ่านเพิ่มเติม
ใส่ชุดยูกาตะ ไปเดินเล่นที่ เมืองเอโดะ คาวาโอเกะ (Kawagoe)
ใส่ชุดยูกาตะ ไปเดินเล่นที่ เมืองเอโดะ คาวาโอเกะ (Kawagoe)

16 ธ.ค. 62

คาวาโกเอะ (Kawagoe) เมืองเก่าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเกียวโตน้อย โดยในเขตเมืองเก่าเรียกว่า โคเอโดะ (Koedo) ตั้งอยู่ในจังหวัดไซตามะ ห่างจากโตเกียวประมาณ 30 นาที เมืองคาวาโกเอะ หรือ ลิตเติ้ลเอโดะ (Little Edo) ที่ยังคงสภาพ มีเสน่ห์แบบโบราณ ให้เราได้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ในสมัยก่อนสองข้างทางเต็มไปด้วยโกดังที่ใช้เก็บรักษาข้าว ปัจจุบันได้กลายเป็นร้านค้าต่าง ๆ ที่ยังคงอนุรักษ์ให้มีเสน่ห์แบบดั้งเดิม และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อไป มาเที่ยวเมืองย้อยยุคสมัยเอโดะ ก็ต้องแต่งตัวให้เข้ากับเมือง คราวนี้เรามาแต่งชุด ยูกาตะ เดินชมเมืองย้อนยุคถ่ยรูปสวยๆ กัน     วิธีเดินทางไปเที่ยวเมืองเอโดะ ง่ายมากจากสถานี Ikebukuro แล้วต่อรถไฟสาย Tobu-Tojo Line (Rapid หรือ Express) มาลงที่สถานี Kawagoe หรือ Kawagoeshi ก็ได้ทั้งสองสถานี ใช้เวลาเพียง 30 นาที โดยก่อนต่อรถไฟสาย Tobu-Tojo Line สามรถเข้าไปซื้อบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวที่ Information counter มีบัตรให้เลือก 2 แบบ คือ แบบบัตรรถไฟไป Kawagoe ธรรมดา ราคา 710 เยน และแบบพรีเมี่ยม ที่รวมทั้งตั๋วรถไฟ + ตั๋วรถบัสที่ขึ้นได้ไม่จำกัดในเมือง Kawagoe ราคา 970 เยน  มาถึง Kawagoe ก่อนอื่นเลยต้องไปหาร้านเช่าชุด ยูกาตะ ใส่ตามความตั้งใจก่อน เล่าให้ฟังคร่าว ๆ นิดนึง ถึงความแตกต่างระหว่าง ยูกาตะ กับ กิโมโน โดยทั่วไปรูปแบบคล้าย ๆ กัน แต่ กิโมโนจะเป็นทางการ มากกว่า ส่วนชุดยูกาตะ จะลำรองมากกว่า และมักจะเอาไว้ใส่ช่วงหน้าร้อน เพราะทำจากผ้าฝ้ายเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกิโมโนที่ส่วนมากทำจากผ้าไหม ในสมัยก่อนชุดยูกาตะเอาไว้ใส่อยู่บ้าน ส่วนกิโมโนเอาไว้ใส่ออกงานซึ่งราคาจะแพงกว่ามาก ส่วนชุดที่อยู่ตามร้านเช่าหรือร้านขายตามแหล่งท่องเที่ยวมีไว้ให้บริการก็มักจะเป็นชุดยูกาตะเช่นกัน ครั้งนี้เจอร้านที่คนไทยชอบไปใช้บริการชื่อว่า ร้านวิเวียน ไปตามแผนที่เลยหาไม่ยากไม่ไกลจากร้านสตาร์บัคเท่าไหร่ หน้าร้านจะมีหุ่นใส่ชุดยูกาตะตั้งโชว์ไว้แบบเห็นแล้วรู้เลย ร้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่แต่เจ้าของร้านใจดี บอกขอบคุณมาก คนไทยมาใช้บริการเยอะเลย ร้านมีผ้าให้เลือกมากด้วยเช่นกัน เราเลือกลายตามที่ชอบแล้วให้เขาใส่ชุดเลือกเครื่องประดับ ทำผม กระเป๋าญี่ปุ่น มีให้พร้อม ถ้ามาเที่ยวช่วงอากาศหนาวก็มีขนเฟอร์ให้ใส่พันคอด้วยนะ พร้อมแล้วไปตะลุยเมืองเอโดะน้อยกัน    หลังจากเคลียร์เรื่องเช่าชุดยูกาตะ ก็ไปร้านของกินเติมพลังก่อนเลย และแน่นอนก่อนมาเราหาข้อมูลมาพบว่ามีร้านข้าวหน้าปลาไหลอร่อยมากที่เปิดมา 200 กว่าปีแล้ว ร้านที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยว Kawagoe ใครไม่เคยกินก็ต้องกินแล้วหละ ร้าน Ichinoya เดินหาไม่ยาก ร้านคนเข้าตลอดเวลา ยอดนิยมจริง ๆ ทุกเมนูเป็นปลาไหลหมด ที่นี่ใช้ปลาไหลจากแหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าจะเพิ่มพลัง คลายความอ่อนล้า และจะช่วยชำระล้างร่างกายให้สะอาดด้วย โดยเฉพาะหน้าร้อนต้องมีวันหนึ่งที่จะต้องได้ทานปลาไหลด้วย    ร้านนี้มีวิธีกินแนะนำมาให้ด้วย จะกินแบบที่เสิร์ฟมาตักเข้าปากได้เลย หรือใส่เครื่องเคียงวาซาบิสาหร่ายลงไปทานพร้อมกัน หรือ ใส่น้ำซุปลงไปทานแบบข้าวราดน้ำก็ได้เช่นกันแล้วแต่ชอบแบบไหน เราสั่งแบบเป็นเซทมาลองกัน เนื้อปลามีความนุ่มมาก เนื้อฟู ไม่มีกลิ่นคาวเลย กัดเข้าไปแล้วละลายเลย ย่างมาพอดีมาก เนื้อไม่เละ ไม่แข็งเลยอร่อยมากมายบรรยายไม่ถูกจริง ๆ แต่ต้องมาเขียนบอกต่อกันนี่แหละว่าอย่าพลาดนะถ้ามาเที่ยวที่นี่    อิ่มแล้วเราพร้อมเดินตะลุยเมือง Little  Edo กัน เราไปเริ่มกันที่สัญญาลักษณ์เมืองที่เห็นได้แทบทุกภาพโปรโมทของเมือง Kawagoe กันนั่นก็คือ หอระฆัง เก่าของเมือง หอระฆัง Bell of Time หรือเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Toki no kane 時の鐘 เป็นหอระฆังที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยเอโดะ ตามคำสั่งของ Sakai Tadakatsu ระหว่างปี 1624 และ 1644 โครงสร้างปัจจุบันนั้นสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี 1894 หนึ่งปีให้หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ของคาวาโกเอะ เป็นอาคารสามชั้นสูง 16 เมตร หอระฆังนี้ทำหน้าที่บอกเวลามายาวนานกว่า 350 ปี และเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จะสามารถได้ยินเสียงระฆังสี่ครั้งต่อวัน (เวลา 06:00, 12:00, 15:00, และ 18:00) นอกจากนี้เรายังสามารถแวะเข้าไปชมศาลเจ้าขนาดเล็กในหอระฆังได้ด้วยเช่นกัน   ออกจากหอระฆัง เราก็เดินผ่านร้านค้ามากมาย ในสไตล์แบบย้อนยุค ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านกาแฟสตาร์บัค สาขานี้ยังออกแบบมาให้กลมกลืนไปกับเมืองด้วยเช่นกัน จนเราอดแวะไปเข้าจิบกาแฟด้วยไม่ได้จริง ๆ  จากนั้นเราก็เดินเสาะหาของกินที่เขาว่าต้องลองกันต่อ เพราะเมือง Kawagoe ขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานที่ทำจากมันเทศ เจอร้านะไรที่เกี่ยวกับมัน เราลองหมด ไม่ว่าจะขนมมันเทศหวานอบ มีให้ชิมจุใจก่อนตัดสินใจซื้อ มาเที่ยวญี่ปุ่นถ้าคุณชอบ หรือถูกใจอะไรเจอแล้วแนะนำให้ซื้อเลย เพราะไอ้ประเภทเดี๋ยวกลับมาซื้อ อดทั้งนั้น ส่วนตัวอันที่เป็น ขนม ไอศกรีม คือดีทั้งนั้นเลย แต่อาจจะไม่ถูกปากตัวมันทอดแบบแผ่น ๆ ที่เขาว่า มาแล้วต้องกินกันเท่าไหร่นัก เพราะลงความเห็นกับเพื่อน ๆ แล้วรู้สึกถึงการใช้น้ำมันซ้ำหลายครั้งแน่นอน เลยไม่ถูกจริตพวกเรานัก แต่ถ้ามาแล้วใครอยากจะลองก็ลองเถอะแต่แนะนำว่าซื้ออันเดียวก่อน ชอบค่อยซื้อเพิ่มนะ หลังจากเดินชิม เดินชม เดินช็อป แทบทุกร้านแล้ว    เราก็ไปต่อที่ วัดคิตะ-อิน Kitain Temple เพราะเรามา Kawagoe ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี จุดที่เราพอจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีได้ก็คือที่วัด วัดคิตะ-อิน นีเอง วัดคิตะ-อิน นับว่าเป็นวัดเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง Kawagoe เคยเป็นวัดหลักของนิกายเทนไดในภูมิภาคคันโต ประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้เริ่มมาจากการถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 830 ภายหลังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อค.ศ. 1638 โชกุนตระกูลโตกุงาว่า รุ่นที่ 3 มีคำสั่งให้ย้ายอาคารต้อนรับของปราสาทเอโดะมาไว้ที่วัดนี้ หลังจากนั้นปราสาทเอโดะก็ถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ชิ้นส่วนของปราสาทที่หลงเหลืออยู่มีเพียงในวัดคิตะอินเท่านั้น และยังมีสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่เลียนแบบภูเขาโมมิจิยาม่า ภายในปราสาทเอโดะ ซึ่งในฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยงามที่สุด ที่เราตั้งใจมาชมให้ได้ ส่วนตรงนี้ ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 400 เยน และไม่สามารถถ่ายรูปในห้องต่าง ๆ ได้ ยกเว้นถ่ายออกไปที่สวน แต่ลงไปในสวนไม่ได้เช่นกัน เราได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีบ้าง ก็ยังสวยงามจับใจเช่นกันแม้จะไม่แดงหมดทั้งสวน เราเอ้อละเหยกันจนไม่ทันไปดู พระพุทธรูป 538 องค์ โกะเฮียคุราคัง ห้าร้อยอรหันต์ 500 Statues of Rakan ซึ่งแต่ละองค์มีใบหน้าและท่าทางที่แตกต่างกัน เพราะต้องรีบไปคืนชุดให้ตรงตามเวลา และหน้าหนาวมืดไวมากเช่นกันนะ อย่าลืม วัดคิตะ-อินเปิดทุกวัน 8.50 – 16.30 น. (ฤดูหนาว พ.ย. – ก.พ. 9.00 – 16.00 น.) จะปิดทำการ : 25 ธ.ค. – 8 ม.ค., 2-3 ก.พ., 2-5 เม.ย. และ 16 ส.ค. ของทุกปี   หลังจากไปคืนชุดเรียบร้อย เราก็นั่งรถบัสไปลงสถานี Kawagoe เพื่อกลับเข้าโตเกียวก่อนจะมืดไปมากกว่านี้ มาเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาวอย่าลืมวางแผนกันดี ๆ นะ 4โมงก็เริ่มมืดแล้ว แล้วหวังว่า Kawagoe จะเป็นไอเดียให้คนมาเที่ยวโตเกียว แวะออกมาหากันนะ มาย้อนยุคเมือง Little Edo ที่ Kawagoe  กัน   เรื่อง และภาพถ่ายโดย Rose สำเหร่ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Instagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok

อ่านเพิ่มเติม
15 จุดเช็คอิน เที่ยวญี่ปุ่น หิมะ หนาวนี้ต้องไปเยือน
15 จุดเช็คอิน เที่ยวญี่ปุ่น หิมะ หนาวนี้ต้องไปเยือน

19 ธ.ค. 62

1. ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) แผนที่: Shirakawago   เที่ยวญี่ปุ่น หิมะ  เริ่มต้นกันที่หมู่บ้าน Shirakawago ที่มีความเก่าแก่ในประเทศญี่ปุ่น ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ได้ถูกขึ้นเป็นมรดกโลก หมู่บ้านแห่งนี้สามารถไปท่องเที่ยวได้ทั้งปี ในแต่ละฤดูกาลก็จะเปลี่ยนไปตามฤดู แต่ขอแนะนำช่วงฤดูหนาว เพราะจะได้เห็นหิมะ สีขาวทั่วทั้งหมู่บ้าน เหมาะกับใครที่สนใจอยากเห็นหิมะพร้อมกับบรรยากาศสุดแสนคลาสสิก การเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้สามารถเดินทางโดยรถบัส ที่เมือง Takayama ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 2 ชั่วโมง  2. เกียวโต (Kyoto) แผนที่: Kyoto มาถึงเมืองเกียวโตกันบ้าง เป็นอดีตเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น มีความเก่าแก่อย่างมาก แน่นอนว่าต้องมีวัดและศาลเจ้าจำนวนมากมาย นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ยิ่งในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมทำให้บรรยากาศมีความสวยงามแปลกตาเพิ่มมากยิ่งขึ้น แค่ลองจิตนาการเที่ยวญี่ปุ่น หิมะ ที่เกียวโต ก็ฟินแล้ว สามารถเดินทางจากเมือง Osaka มาได้ โดยรถบัส หรือรถไฟอีกด้วย ทัวร์เกียวโต ราคาเริ่มต้น 19,888 บาท 3. ทาคายาม่า (Takayama)  แผนที่: Takayama มาเที่ยวญี่ปุ่น หิมะ ถึงเมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองฝาแฝดของเมืองเกียวโตกันบ้างอย่างหมู่บ้าน Takayama เรื่องความสวยนั้นบอกเลยว่าไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเพราะมีความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศยุคเก่า สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปถ้าได้ลองไปสัมผัสสักครั้งคงจะติดใจไม่ใช่น้อยแล้วยิ่งเป็นช่วงที่มีหิมะจะทำให้รู้กเหมือนหลุดออกมาจากหนังกันเลย สามาถเดินทางจากเมือง Nagoya โดยรถบัส หรือรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง  4. นารา (Nara) แผนที่: Nara เมืองนารา ก็เป็นอีกเมืองที่มีความสำคัญของประเทศญี่ปุ่น ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย ไฮไลท์ของสถานที่แห่งนี้คงหนีไม่พ้นเจ้ากวางผู้เป็นมาสคอตของเมือง สำหรับใครที่ชื่นชอบธรรมชาติต้องไม่อยากพลาดสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นช่วงที่มีหิมะนะบอกเลยว่าฟินมาก สามารถเดินทางจากเมือง Osaka มาได้เลยโดยรถบัส หรือรถไฟเช่นกัน 5. ยูฟุอิน (Yufuin) แผนที่: Yufuin   มาถึงเมืองที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและยุโรป อย่างเมือง Yufuin เป็นเมืองที่มีความสวยงาม เหมาะสำหรับใครที่อยากมาสัมผัสหิมะและออนเซ็นฟินๆ เมื่อมองจากเมือง Yufuin สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นวิวที่เรียกได้ว่าคุ้มค่ามากเมื่อมาประเทศญี่ปุ่น ส่วนเรื่องการเดินทางสามารถเดินทางจากเมืองฟุกุโอกะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง 6. คานาซาว่า (Kanazawa) แผนที่: Kanazawa มาต่อกันที่เมืองคานาซาว่า เป็นเมืองเก่าที่เด่นเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าการตกแต่งหมู่บ้านเป็นแบบญี่ปุ่นแบบเก่า รวมไปถึงปราสาทคานาซาที่นี่เราสามารถท่องเที่ยวได้ทั้งวันก็ไม่เบื่อ หรือจะเป็นการเดินชมหิมะสีขาว ที่ผู้คนชื่นชอบอย่างมากไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเดินทางสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากเมืองโตเกียว เพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง (สายรถไฟ Hokuriku) 7. คาวาโกเอะ (Kawagoe) แผนที่: Kawagoe มาต่อกันที่เมืองคาวาโกเอะ จังหวัดไซตามะ เป็นเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างมากสำหรับนักเที่ยวที่ชื่นชอบคความสวยงามและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวดีๆ นี่เองสำหรับใครที่มองหาสถานที่ชมหิมะคงไม่อยากพลาดเมืองคาวาโกเอะ พร้อมกับชิมขนมโบราณของญี่ปุ่น คงฟินน่าดู ส่วนเรื่องการเดินทางสามารถเดินทางโตเกียวด้วยรถไฟ (สายรถไฟ Tobu Tojo) 8. โอชิโนะ ฮักไก (Oshino Hakkai) แผนที่: Oshino Hakkai มาถึงเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเมือง Oshino Hakkai เป็นเมืองที่ภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่ มีวิวของภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านหลังและยังมีไฮไลท์อีกอย่างคือบ่อน้ำใสศักดิ์สิทธิ์ของเมืองที่นักท่องเที่ยวจะมาขอพรกัน ใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวชมหิมะอยู่คงไม่อยากพลาดแน่นอน ส่วนเรื่องการเดินนั้นสามารถเดินทางโดยรถบัสจากเมือง Kawaguchiko ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 9. โอตารุ (Otaru) แผนที่: Otaru มากันที่ฮอกไกโดกันกันบ้าง กับเมืองโอตารุ เป็นเมืองขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามที่ใครๆ หลายคนชื่นชอบกับการตกแต่งฟีลโรแมนติก เมืองนี้จะนิยมมากันในช่วงฤดูหนาว ยิ่งมากับคนที่เรารักหรือมาเป็นคู่ทำยิ่งทำให้อินและฟินกับบรรยากาศสุดโรแมนติคนี้เข้าไปอีก อีกทั้งในเวลากลางคืนจะมีแสดงไฟโชว์ยามค่ำคืน สำหรับการเดินทางมายังเมืองโอตารุสามารถเดินทางจากสนามบินซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง 10. นิเซโกะ (Niseko) แผนที่: Niseko มาถึงเมือง Niseko ที่อยู่ใกล้กับซัปโปโร เป็นสถานที่ชื่อดังเรื่องมีหิมะละเอียดอ่อนและตกหนาแน่น และยังเป็นแหล่งรีสอร์ทสกีชื่อดังระดับประเทศที่ภูเขานิเซโกะ อันนุปุริ เป็นลานสกีขนาดใหญ่ ใครที่มองหาสถานที่เล่นสกีหรือที่พักที่มีหิมะอยู่คงไม่อยากพลาดกับเมือง Niseko นอกจากนั้น นิเซโกะยังมีบ่อน้ำพุร้อนออนเซ็นให้ได้ผ่อนคลายและชมวิวสวยงามหลังจากการเล่นสกี และมีภูเขาไฟ ยีโซะฟูจิ เป็นฉากหลังชวนให้คุณได้ฟิน ส่วนเรื่องการเดินทางมายังเมือง Nisekoนั้นสามารถเดินทางจากสนามบินชินจิโตเสะด้วยรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 11. ยามากาตะ (Yamagata) แผนที่: Yamagata   มาต่อกันที่เมือง Yamagata ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวสถานที่แห่งนี้โดดเด่นเรื่อง Yamagata Zao Onsen ซึ่งเป็นลานสกีขนาดใหญ่และเป็นที่เล่นหิมะสุดฮิตในญี่ปุ่น ไฮไลท์ของที่นี่คือมนุษย์หิมะจุนเฮียว (Juhyo) ที่เกิดจากหิมะตกปกคลุมต้นไม้เป็นจำนวนมากจนเกิดเป็นภาพเหล่ากองทัพสีขาวยืนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นเมืองนี้ก็เป็นแหล่งบ่อน้ำพุร้อนยอดนิยมอีกแห่งของญี่ปุ่น เรื่องการเดินทางสามารถนั่งรถไฟด่วนชินคันเซ็นได้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 12. โอซาก้า (Osaka) แผนที่: Osaka มาถึงเมืองยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่นอย่างเมืองโอซาก้า ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ทางเมืองโอซาก้าจะมีงานเทศกาลประดับไฟฤดูหนาวที่ขึ้นชื่อ มีการตกแต่งไฟในสถานที่สำคัญมากมาย ทำให้ในเวลากลางคืนคุณจะได้เห็นความสวยงาม และยิ่งในช่วงวันปีใหม่นั้นก็จะมีงานปีใหม่ดั้งเดิมณ ศาลเจ้าและวัดเก่าแก่ต่างๆ ในเมือง ทำให้เมืองโอซาก้ามีผู้คนมากมายมาชมเทศกาลไฟในช่วงฤดูหนาวเป็นจำนวนมากใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่นอยู่คงไม่อยากพลาดแน่ๆกับเมืองที่ขึ้นชื่ออย่างโอซาก้า 13. ซัปโปโร (Sapporo) แผนที่: Sapporo มาถึงสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทยและชาวญี่ปุ่นย่างซัปโปโร เป็นเมืองที่มีการจัดงานเทศกาลหิมะและน้ำแข็งแกะสลัก (Sapporo Snow Festival) อันโด่งดังและมีสเหน่ห์อย่างมาก ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสถานที่ช้อปปิ้ง และยังเป็นแหล่งกำเนิดราเม็งอีกเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมของคนไทย เมื่อเดินทางมาถึงซัปโปโรคุณจะได้รับความรู้สึกอันแสนพิเศษไม่ว่าจะเป็นตลาดคริสต์มาสเยอรมันเลื่องชื่อ รวมไปถึงการประดับตกแต่งไฟสวยงามในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวให้ช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่นอยู่เราขอแนะนำเมืองซัปโปโร  14. อากิตะ (Akita) แผนที่: Akita มาถึงเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลคามาคุระ (Akita Kamakura Festival) ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปีเป็นเทศกาลเก่าแก่ที่สืบทอดกันมากว่า 400 ปี มีการสร้างบ้านหิมะขนาดเล็กขึ้นมามากมาย ซึ่งภายในเป็นศาลเทพพระเจ้าแห่งน้ำ ชาวเมืองจะเชื้อเชิญแขกแปลกหน้าเข้ามาร่วมกินขนมโมจิและดื่มสาเกหวาน ด้วยความเชื่อดั้งเดิมว่าจะนำพาโชคในฤดูการเพาะปลูกให้มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ใครที่อยากมาลองสัมผัสกับบรรยากาศเทศกาลคามาคุระ เราขอแนะนำให้คุณรีบจัดกระเป๋าแล้วมาจิบสาเกด้วยกัน 15. โตเกียว (Tokyo) แผนที่: Tokyo ปิดท้ายกันด้วยเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นกันอย่างโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจของใครหลายๆ คน มีแหล่งช้อปปิ้งครบทุกแนว อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สามารถไปเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ใครที่อยากสัมผัสหิมะคุณก็สามารถนั่งรถไฟด่วนไปยังลานสกีและภูเขาหิมะได้ไม่ยาก ไฮไลท์อย่างหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยก็คือ งานไฟประดับคริสต์มาส (Winter Illuminations) ที่จัดเป็นประจำทุกปีที่ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงามมาก  15 สถานที่ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นชมหิมะ เป็นไงกันบ้างเพื่อนๆ ใครมีแพลนไปไหนกันบ้าง ช่วงเทศกาลฤดูหนาวทั้งทีไม่ได้ไปสัมผัสหิมะคงเสียดายแย่ แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหนดีมาจดลิสจ์จาก Tourkrub กันได้เลยเพราะเรามีสถานที่สวยๆ มาแนะนำเพื่อนๆ แน่นอน ยิ่งเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้วยิ่งมีสถานที่น่าสนใจมากมายให้เลือกชมเลยล่ะ จองแพ็คเกจทัวร์โตเกียว ราคาสุดคุ้มกับทัวร์ครับ

อ่านเพิ่มเติม
รวม 15 ของกินน่าซื้อ ที่ 7-11 ในญี่ปุ่น อร่อยเราลองแล้ว
รวม 15 ของกินน่าซื้อ ที่ 7-11 ในญี่ปุ่น อร่อยเราลองแล้ว

16 ม.ค. 63

ใครมาเที่ยวญี่ปุ่น บอกไม่เคยเข้าเซเว่นอีเลฟเว่นที่นี่ แสดงว่าคุณมาไม่ถึงญี่ปุ่นนะ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยเข้าแน่ แต่จะเข้ากันกี่รอบมากกว่า เพราะเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่นคือหลากหลายของกินสารพัดมาก ๆ และมีอยู่แทบทุกถนน ทุกตรอก ซอก ซอยเลยก็ว่าได้ แต่เข้าไปแล้วอาจจะหยิบไม่ถูกด้วยซ้ำว่าเราจะลองกินอะไรดีน้า วันนี้เรามีมาแนะนำ 15 ไอเทมน่าลองกัน เผื่อไว้เป็นไอเดียเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นกันนะ จะได้หยิบถูกว่าจะลองกินอะไรกันดี    15 ของกินใน 7-11 ญี่ปุ่น   1. ข้าวปั้น ไอเทมนี่ต้องลองและไม่ควรพลาด ข้าวปั้นง่าย ๆ ที่เหมือนเป็นซิกเนเจอร์ของอาหารญี่ปุ่นมีทุกร้านสะดวกซื้อ ไม่เฉพาะร้าน เซเว่น-อีเลฟเว่น เท่านั้น คือมันรสชาติโอเคเลย กินง่าย อิ่มด้วย มีให้เลือกหลายแบบหลายรสชาติ และสะดวกมาก ๆ รองท้องได้ดีเลยเวลารีบ ๆ ลงเครื่องมาปุ๊บ เจอ 7-11 ที่สนามบินจัดก่อนได้เลย เวลาเรามาเที่ยวญี่ปุ่น ทำแบบนี้ประจำ ^_^ ราคาก็ 125 เยน 130 เยน หรือมากกว่านิดหน่อยแล้วแต่ไส้แต่ละอันว่าจะเป็นอะไรแบบไหน ราคาที่เห็นยังไม่รวม vat นะ ถ้ารวม vat ก็ดูราคาในวงเล็บข้างล่างราคาอีกที    2. Strong Sparkling Water Lemon อย่ามองข้าม น้ำ Sparkling รสเลม่อน ที่เราอยากให้ลอง รสชาติดีงาม น้ำธรรมดาหาดื่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าจะซื้อน้ำใน 7-11 แนะนำให้ซื้อน้ำ Sparkling เลยนะ มีรสให้เลือกหลากหลายดี แต่ของยี่ห้อเซเว่น-อีเลฟเว่นเลย จะราคาถูกสุด 85 เยน ประมาณ 25 บาท กินน้ำซ่าๆ แล้วสดชื่นดีจริงๆ แนะนำเลย   3. Yuzu Lemon เราชอบเครื่องดื่มร้อนในเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่น และตัวนี้ตัวนี้เป็นเครื่องดื่มร้อนแบบพร้อมดื่มได้เลย ไม่ใช่แบบร้อนมากจนต้องค่อยกิน ค่อยๆ เป่า เพราะกลัวลวกปาก แต่คืออุ่นๆ กำลังดีมีความร้อนนิดๆ เอาเป็นว่า ซื้อดื่มในช่วงอากาศหนาวๆ คือดีจริง ๆ ช่วยให้เราอุ่นได้เยอะเลย แต่ไม่ใช่ว่าช่วงหน้าร้อนดื่มแล้วไม่ดีนะ ซ์้อกินได้ทุกฤดูที่มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะดื่มแล้วช่วยเรื่องเจ็บคอ ชุ่มชื่นคอได้เหมือนกัน รสชาติอร่อย ราคา 135 เยน ว่าแล้วอยากดื่มอีกเลย   4. Melonpan ขนมปังเมล่อน เป็นขนมยอดฮิตที่เซเว่น-อีเลฟเว่น บองญี่ปุ่นเลย เคยลองซื้อกินที่ไทยเหมือนกัน ที่ร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมงแบรนด์นึง แต่ไม่อร่อยเท่า ความหอมของเมล่อนก็ไม่เท่าที่นี่ เลยคิดว่ามาเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว เข้า 7-11 ต้องซื้อกินแบบต้นตำรับ เมล่อน หอม อร่อย เนื้อขนมปังนุ่ม แล้วที่สำคัญคือ อยากกินเมื่อไรก็ได้ไม่ต้องไปตามล่าหาซื้อ ต่อคิวถึงวัดอาซากุสะก็ได้นะ เซเว่น-อีเลฟเว่น ในญี่ปุ่นมีขายทั่วเลย รสชาติคล้ายๆ อร่อยได้อยู่นะ ราคา 110 เยน    5. Pocky ใครมาญี่ปุ่น ไม่กินป๊อกกี้ นี่เหมือนมาไม่ถึงนะ ^_^ ต้นตำหรับเขาเลย แล้วป๊อกกี้ ญี่ปุ่นคือไม่เหมือนบ้านเราเลย ของเขาแท่งใหญ่กว่า เคลือบสตรอว์เบอร์รีชัดกว่า แน่นกว่า เปิดกล่องมานี่หอมสตรอว์เบอร์รีมาเลย เหมือนได้กินเต็มๆ คำมากกว่า ฉะนั้นมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วต้องลองของต้นตำรับเลยนะ กินแล้วอาจจะลืมของบ้านเราไปเลยก็ได้ ราคา 150 เยน     6. Poifull ตอนแรกที่หยิบห่อนี้มานึกว่าเป็นลูกอม แต่พอลองแล้ว ไม่ใช่ลูกอม มันเหมือนเจลลี่ผสมลูกอม เคี้ยวหนึบๆ มี 2 รสให้เลือกอร่อย คือรสโค้ก กับ รสโซดา ในซองเดียว กินพร้อมกันก็อร่อยดี ใครชอบอะไรที่เป็นรสโค้กๆ ซ่า ๆ นี่แนะนำให้ลองเลย ราคา 168 เยน    7. Coke Vanilla Float ใครแฟนคลับเครื่องดื่มโค้ก ยังไงก็ต้องลอง เซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่นชอบมีโค้กสารพัดรสชาติมาให้ลอง มาเที่ยวญี่ปุ่นคราวนนี้เจอโค้กรสวนิลาโฟลต ไม่แย่เลยในเรื่องของความหอม ได้กลิ่นวนิลาเลย เวลาดื่มก็นึกถึงตอนกินไอศกรีมแบบโฟลตไปด้วย ถือว่าผ่าน ราคา 140 เยน      8. Ice-Cream นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องไม่พลาดเลย เวลาเข้าเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่น กินได้ทุกวันเลย ไอศกรีมแซนวิส แบบนี้อร่อยถูกใจนัก ของบ้านเราก็หากินยากแล้ว แทบไม่มีให้เห็นเลย และของญี่ปุ่นถ้าซื้อในบ้านเราแพงพอตัว มีขายเฉพาะบางที่อีกด้วย หากินค่อนข้างยาก มาญี่ปุ่นต้องกินให้หนำใจ ราคา 140 เยน กินวนไปเรื่อยๆ ทุกวันจนกว่าจะกลับนั่นแหละ เพราะชอบมาก   9. โยเกิร์ต จริง ๆ ในเซเว่น-อีเลฟเว่น มีโยเกิร์ตหลากหลายให้เลือกมาก ส่วนตัวเราชอบตัวนี้ ของ Meiji เพราะมีรสลูกแพรผสมองุ่น เปิดฝาออกคือกลิ่นหอมลูกแพรเตะเข้าจมูกเลย เนื้อเนียนนุ่ม รสชาติกำลังดีไม่หวานไปมีเนื้อองุ่นและลูกแพรผสมจางๆ กลิ่นก่อนนอน ดีงามมาก รสสตรอเบอรี่ก็อร่อยเช่นกัน ราคา 135 เยน รสชาติดีราคาแบบนี้ กินได้ทุกวันเลยเวลาไปญี่ปุ่น    10.Muno ขอสารภาพว่า พลาดแหละ สำหรับขนมอันนี้ ตอนหยิบมานึกว่าช็อคโกแลต เห็นสีดำกลม ๆ เล็ก ๆ ก็นึกว่าช็อคโกแลตไว้ก่อน แต่พอแกะซองออกแล้ว มันคือถั่ว นั่นเอง แต่เค็ม ๆ มัน ๆ อร่อยดี ยิ่งใครเป็นนักดื่ม ซื้อไปกินแกล้มกับเบียร์ที่ห้องได้เลย ขาแอลฯ ซื้อเหอะแกล้มอร่อยอยู่     11. Smoked Squid ปลาหมึกเส้นแบบนี้ในร้าน Muji ก็มี หน้าตาเหมือนกันเลย แต่ราคาที่ เซเว่นอีเลฟเว่น น่าจะถูกกว่า ไม่ได้ชิมของ Muji นานแล้ว จำรสชาติไม่ได้ แต่ของ เซเว่น-อีเลฟเว่น อร่อยมาก ซื้อกินทุกวันที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เส้นมันนุ่ม ไม่เหนียวแบบปลาหมึกบ้านเรา เส้นใหญ่เต็มคำ รสชาติมีทั้งเค็ม ๆ มัน ๆ ติดหวานปลายลิ้นหน่อย ๆ กินเพลินเลยหละ ไม่ว่าจะกินเล่น ๆ  กินเป็นกับแกล้ม หรือกินรองท้องแบบใครต้องการโปรตีน แนะนำเลย ราคา 298 เยน      12. Vitamin Lemon  ใครชอบเติมวิตามินซีให้ร่างกาย แนะนำตัวนี้เลย ยิ่งถ้ามาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงอากาศหนาว ๆ นะ แนะนำให้เติมวิตามินซีทุกวันเลย จะได้ไม่เป็นหวัด หรือไม่สบายตัวนี้กินง่ายมาก อร่อยด้วย เหมือนกินเยลลี่ บีบใส่ปากเพลิน รสเปรี้ยวกำลังดี วิตามินซีเพียบแน่นอน เข้า 7-11 หยิบตัวนี้กินทุกวันกันไว้เลย จะเที่ยวก็ต้องนึกถึงสุขภาพด้วยนะ อะไรดี ๆ เราก็อยากแนะนำและบอกต่อ ราคา 189 เยน   13. Strawberry Chocolate ไวท์ช็อคโกแลตไส้สตรอเบอรี่ ตัวนี้จะยังไงก็ต้องกินนะ ไอเทมยอดฮิต ในราคาแค่ 300 เยน หน้าตาและรสชาติเหมือนของ Muji เลย แต่มาซื้อของ 7-11 ก็พอ ราคาถูกกว่า อร่อยเหมือนกัน ใครสายหวาน คงถูกใจตัวนี้มาก ได้ทั้ง ไวท์ช็อคโกแลต ทั้งสตรอว์เบอรี่ แต่อย่ากินเยอะเกินไปนะ มันหวานอยู่เหมือนกัน     14. Mintia DryHard เม็ดอมมิ้นต์ที่มีหลายรสชาติเลย แต่ละรสชาติดีทั้งนั้น แต่วันนี้แนะนำ Dry Hard ดูจากรูปคือไฟลุกเลย เผ็ดแน่ๆ แล้วก็เผ็ดจริงๆ แต่เป็นเผ็ดแบบเย็นๆ ขนาดที่คนที่ไม่ได้กินด้วยนั่งอยู่ข้าง ๆ ได้กลิ่นมิ้นต์เย็นด้วยเลย ไอเทมแปลกๆ ที่อยากแนะนำให้ลองดู      15.เยลลี่ ตอนแรกนึกว่า ไอศกรีม เพราะหยิบมาจากตรงตู้แช่ไอศกรีม แต่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี รู้แต่ว่ากินแล้วอร่อยดี เลยอยากมาบอกต่อ สีเขียวกับสีม่วงเป็นรสองุ่นเขียวกับองุ่นม่วง กินแล้วก็เหมือนกินองุ่นตามนั้นเลย เหมือนกินองุ่นแช่แข็งแบบเป็นวุ้นๆ เคี้ยวได้เลย อร่อยดี หอมองุ่น ส่วนรสส้ม เหมือนกินส้มแช่แบบวุ้นด้วยเหมือนกัน แต่มีรสเปรี้ยวของส้มออกมาด้วย แปลกดี กินง่าย แนะนำให้กินทีละเม็ดเพราะเราลองกินพร้อมกันหลายๆ เม็ด เย็นลิ้นสะท้ายไปเลย ราคา 140 เยน    เป็นยังไงกันบ้าง ใครอ่านจบแล้วอยากจองทัวร์ไปญี่ปุ่น ช้อป 7-11 ที่ญี่ปุ่นกันเลยไหม ใครจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จองทัวร์กับญี่ปุ่นกับทัวร์ครับได้เลยนะ เที่ยวสนุก เดินทางสะดวก เก็บที่เที่ยวได้ทุกแลนด์มาร์ค https://tourkrub.co/japan-tour     เรื่องและภาพถ่าย โดย จ๊อบ ฝั่งธน ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ wwwsinehabangkok.com Facebook Fanpage : Sineha Bangkok Isatagram : sinehabangkok Twitter : sinehabangkok

อ่านเพิ่มเติม
เก็บไว้ตามรอย ! เที่ยวญี่ปุ่น 4 เส้นทางยอดฮิตที่ไม่ควรพลาด
เก็บไว้ตามรอย ! เที่ยวญี่ปุ่น 4 เส้นทางยอดฮิตที่ไม่ควรพลาด

12 ก.พ. 63

ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในชื่อประเทศท่องเที่ยวที่หนึ่งในใจของคนไทยหลายคน ไม่ว่าจะไปกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ ไปแล้วไปอีกไม่เคยพอ แถมยังเดินทางไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ การเดินทางในประเทศญี่ปุ่นก็สะดวกสบาย แต่ละสถานที่มีป้ายบอกชัดเจน ทำให้ไปเที่ยวเองได้ไม่ยาก ล่าสุดญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่า แถมสายการบินก็แข่งกัน ทำโปรโมชั่น ทัวร์ญี่ปุ่นก็อยู่ในราคาที่เอื้อมถึง ทำให้การไปญี่ปุ่นเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะ แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มวางแผนอย่างไร จะไปเที่ยวญี่ปุ่นเมืองไหนดี วันนี้ทัวร์ครับก็ได้คัด 4 เส้นทางยอดฮิตพร้อมบอกสถานที่เที่ยวในทริปญี่ปุ่นให้ได้ตามรอยกันง่ายๆ พร้องแล้วตามมาเซฟข้อมูลกันได้เลยยย  จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ คลิกเลย ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวโตเกียว  สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียวที่ต้องไปเก็บให้ครบ  วัดอาซากุสะ  วัดชื่อดังที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในโตเกียว ภายในประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมทองคำ ที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นที่ตั้งของโคมไฟยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  ซึ่งแขวนห้อยอยู่ ณ ประตูทางเข้าที่อยู่ด้านหน้าสุดของวัด จุดไฮไลท์ยอดนิยมในการถ่ายรูปเช็คอินของโตเกียวเลยล่ะ พิกัด: Asakusa ถนนนากามิเซะ ถนนคนเดินใกล้ๆวัดอาซากุซะ ที่ตั้งของร้านค้าขายของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ มากมาย อาทิ ขนมนานาชนิด ของเล่น รองเท้า พวงกุญแจที่ระลึก ฯลฯ ให้เราได้เลือกซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกจากโตเกียว พิกัด: Nakamise Shopping Street โตเกียวสกาย ทรี  แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงโตเกียว ณ ริมแม่น้ำสุมิดะ โตเกียวสกาย ทรี ที่สามารถมองเห็นได้วิวความสวยงามจากทุกหนทุกแห่งของเมืองโตเกียว ถือว่าเป้นจุดเช็คอินอีกแห่งที่คนไปโตเกียวไม่ควรพลาด พิกัด: Tokyo Skytree ย่านโอไดบะ  แหล่งช้อปปิ้ง และแหล่งบันเทิงในโตเกียว นอกจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งแล้วย่านโอไดบะยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามตั้งอยู่มากมายแล้ว แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สีเขียวอีกด้วย พิกัด: Odaiba ฟูจิเท็น สกีรีสอร์ท ลานสกีญี่ปุ่รชื่อดัง มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิสุดอลังการ เพลิดเพลินกับการเล่นสกี กระดานเลื่อน สำหรับสาวๆที่ไม่อยากเล่นสกี ก็มีมุมถ่ายรูปสวยๆให้ถ่ายรูปกันด้วยนะครับ พิกัด: Fujiten Snow Resort หมู่บ้านโอชิโนะฮักไก  แหล่งนํ้าตามธรรมชาติตั้งอยู่ในหมู่บ้านโอชิโนะ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ และไอเย็นจากแหล่งนํ้าธรรมชาติและที่สำคัญหมู่บ้านโอชิโนะยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าโอท็อปชั้นเยี่ยมอีกด้วย พิกัด: Oshino Hakkai Village ย่านช้อปปิ้งชินจุกุ  แหล่งช้อปปิ้งที่ใครมาเที่ยวโตเกียวต้องห้ามพลาด เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งสินค้ามากมาย ตั้งแต่ เครื่องใช้ ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูปดิจิตอล นาฬิกา เครื่องเล่นเกมส์ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า แบรนด์เนม เครื่องสำอางยี่ห้อดังของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น KOSE, KANEBO, SK II, SHISEDO และอื่นๆ อีกมากมาย แลกเงินมาเท่าไหร่ก็ไม่พอนะบอกก่อน  พิกัด: Shinjuku ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวโอซาก้า ทาคายาม่า เกียวโต  สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น โอซาก้า ทาคายาม่า เกียวโต ที่ต้องไปเก็บให้ครบ วัดคินคะคุจิ  เริ่มกันที่ทัวร์เกียวโตกับวัดคินคะคุจิที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า วัดทอง เนื่องจากที่วัดนี้จะมีอาคารหลักเป็นสีทองเกือบทั้งหลังตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ ทำให้เกิดเป็นเงาสะท้อนกับพื้นน้ำเบื้องหน้า จนเกิดเป็นภาพที่สวยงามเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองเกียวโต พิกัด: Kinkakuji ศาลเจ้าเฮอัน ศาลเจ้าเฮอันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงจักรพรรดิคามมุและจักรพรรดิ์โคเมอิ ผู้ที่มีความสำคัญต่อเมืองเกียวโต สถาปัตยกรรมของศาลเจ้าเฮอันนั้นเมื่อเทียบกันแล้วค่อนข้างจะโดดเด่นจากศาลเจ้าอื่นๆของญี่ปุ่น ภายในศาลเจ้าจะมีส่วนที่เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีต้นซากุระอยู่มากมาย ทำให้ศาลเจ้าเฮอันเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงของเมืองเกียวโตด้วย หากอย่างไปชมซากุระให้ไปช่วงมีนาคม-เมษายน พิกัด: Heian Shrine เมืองนาโกย่า  เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคชูบุ และมีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองเอกของจังหวัดไอจิและเป็นหนึ่งในเมืองท่าหลักของญี่ปุ่น ปัจจุบันจัดเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยมีฐานการผลิตรถยนต์, ยานอวกาศ, เครื่องจักร, เซรามิก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจให้ท่านมาเที่ยวชมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พิกัด: Nagoya เทศกาลแสงสี Nabana no Sato Winter Illumination ธีมพาร์คสวนดอกไม้ ที่มีทุ่งดอกไม้ให้ชมตลอดทั้ง 4 ฤดูกาล สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงตลอดจนถึงปลายฤดูหนาว ช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม จะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีการประดับไฟขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พิกัด: Nabana no Sato Winter Illumination ทาคายาม่า  เมืองเก่าแก่อยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยเทือกเขาเจแปนแอลป์ เยือน ซันมาชิซูจิ หมู่บ้านอนุรักษ์ ที่ถูกขนานนามไว้ว่าเป็น ลิตเติ้ลเกียวโต หรือ เกียวโตน้อย เป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ซึ่งอารยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีในอดีตของชาวญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์ บ้านเรือนสร้างขึ้นด้วยไม้แบบโบราณ บรรยากาศเก่าแก่ อายุเป็นร้อยๆปี พิกัด: Takayama ชิราคาวาโกะ  ชิราคาวาโกะ มรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น เป็นหมู่บ้านชาวนาที่มีรูปร่างแปลกตาติดอันดับ The most beautiful village in Japan และเป็นเมืองมรดกโลกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง พิกัด: Shirakawa-go ปราสาทโอซาก้า เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองโอซาก้า หอคอยปราสาทจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 ชั้น ตัวปราสาทถูกล้อมรอบด้วยกำแพงหินคอนกรีต, คูน้ำ และสวนนิชิโนมารุซึ่งอยู่ทางป้อมตะวักตก ความงดงามของปราสาท ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอซาก้า ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างให้ความสนใจที่จะมาเยือนและชมตลอดทั้งปี พิกัด: Osaka Castle ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวเซนได สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น เซนได ที่ต้องไปเก็บให้ครบ วัดจูซนจิ  สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองฮิราอิซูมิ ก่อตั้งขึ้นในปี 850 เป็นวัดของพระพุทธศาสนานิกายเทนได ประกอบด้วยอาคารต่างๆ สิบกว่าหลังในพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่หลังจากการล่มสลายของตระกูลฟูจิวาระในปลายศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันจึงเหลืออาคารดั้งเดิมเพียง 2 หลัง บริเวณที่ตั้งของวัดชูซนจินั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2011 อีกด้วย พิกัด: Chuson-ji หมู่บ้านเอะสะชิ ฟูจิวาระ  หมู่บ้านโบราณในบรรยากาศประวัติศาสตร์สมัยเฮอัน เป็นสถานที่สำหรับถ่ายภาพยนต์ ละครทีวี มากกว่า 200 เรื่องด้วยกัน นอกจากจะเดินชมบรรยากาศสไตล์ย้อนยุคแล้วนั้น ภายในยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย เช่น การแต่งกายเป็นขุนนางสมัยเฮอัน การแต่งกายแบบซามูไร โดยทดลองสวมเกราะแบบซามูไร การลองฝึกยิงธนู นอกจากนี้ยังมีโซนถ่ายภาพแบบ ART 3 มิติ อีกด้วย พิกัด: Esashi Fujiwara Heritage Park ปราสาทสึรุงะ หรือ ปราสาทนกกระเรียน  เป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ ปราสาทหลังคาสีเเดงอันเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองไอสุวาคามัทซึ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟไอสุวาคามัทซึ เดิมมีชื่อว่า ปราสาทคุโระคะวะ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1384 โดยตระกูลอะชินะ แต่เกิดแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1611 ทำให้ปราสาทเสียหายหนักและได้มีการบูรณะและปรับจากปราสาท 7 ชั้น เหลือเพียง 5 ชั้นเท่านั้น ปราสาทแห่งนี้ ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่ยังทิ้งร่องรอยของเหล่านักรบซามูไรกลุ่มสุดท้ายในญี่ปุ่น ที่ได้เลือกปลิดชีพตัวเองลง ณ สถานที่นี้ (ไม่รวมค่าเข้าชมท่านละ 410 เยน) พิกัด: Tsuruga Castle Fukushima หมู่บ้านโออุจิ จูคุ  บ้านโบราณที่อดีตเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคเอโดะถูกสร้างเมื่อหลายร้อยปีก่อน เป็นบ้านชาวนาญี่ปุ่นโบราณที่มุงหลังคาทรงหญ้าคาหนาๆ เรียงรายกันสองฝั่งกินระยะทางประมาณ 500 เมตร โดยรวมมีบ้านโบราณประมาณ 40-50 หลัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ ซึ่งในปัจจุบันหมู่บ้านโบราณหลายหลังในโออุจิ จูคุได้รับการบูรณะใหม่ จนกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง ร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว (ไม่รวมค่าเข้าชม โออุจิจูคุ มะชินะมิ เท็นจิคัง ท่านละ 250 เยน) พิกัด: Ouchi-Juku ทะเลสาบอินาวะชิโระ  เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองอินะวะชิโระ ใจกลางของจังหวัดฟุคุชิมะ และเป็นทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติบันได อะซะฮี ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มีชื่อเสียงในแถบนี้ ทะเลสาบอินะวะชิโระเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้น้ำมีลักษณะของธาตุที่เป็นกรดจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ใต้น้ำได้ ส่งผลให้น้ำใสจนได้รับขนานนามว่า “ทะเลสาบแห่งกระจกสวรรค์” พิกัด: Lake Inawashiro หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ  มีอาณาบริเวณถึง 18,000 ตารางฟุต รวบรวมเอาสุนักจิ้งจอกหลายหลายสายพันธ์ หลากสี ที่ญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าจิ้งจอกเป็นผู้ส่งสารของ Inari Okami เทพเจ้าชินโตด้านความอุดมสมบูรณ์ ที่นี่แบ่งออกเป็นสองโซน คือโซนสัตว์ที่อยู่ในกรง มีทั้ง แพะ แกะ กระต่าย ม้า สุนัขจิ้งจอก ซึ่งสามารถให้อาหารได้ กับโซนเปิดที่มีจิ้งจอกเดินไปมา อิสระให้ท่านชมความน่ารัก ขนฟูตัวนุ่มของสุนัขจิ้งจอกตามอัธยาศัย พิกัด: Zao Fox Village ภูเขาซาโอะ  เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่เป็นแนวกันพรมแดนระหว่าง Yamagata กับ Miyagi ของภูมิภาคโทโฮคุ ทางฝั่งจังหวัดยามากาตะ และเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวในการมาชมทัศนียภาพอันงดงามตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูหนาวหิมะจะปกคลุมทั่วพื้นที่เป็นสีขาวโพลน ชมปีศาจหิมะ หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า จูเฮียว ซึ่งเป็นน้ำแข็งที่เกิดจากจะสะสมของหิมะที่ตกลงมาจนก่อตัวเป็นรูปร่างต่างๆ พออยู่รวมๆ กัน ดูราวคล้ายกับปีศาจ และในเวลากลางคืนยังมีการเปิดไฟไลท์อัพเพิ่มความสวยงามอีกด้วย พิกัด: Mount Zao ซากปราสาทเซนได หรือ ปราสาทอาโอบะ  สร้างขึ้นในปี 1600 โดยขุนนางนามว่า ดาเตะ มาซามูเนะ สร้างขึ้นสำหรับป้องกันเมือง ปราสาทแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำ ภูเขาและป่าซึ่งยังคงอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แม้ปัจจุบันเหลือเพียงเศษซาก แต่กำแพงหินและประตูนั้นได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง จากทำเลที่ตั้งของบริเวณปราสาท ท่านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเมืองเซนได พิกัด: Aoba Castle ช้อปปิ้งที่มิตซุย เอ้าท์เล็ต  ศูนย์รวมแฟชั่นทันสมัยแหล่งรวมพลของสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังจากทั่วโลกประกอบด้วยแบรนด์ดังถึง 128 แบรนด์ เพียบพร้อมด้วยสินค้าสำหรับทุกคนตั้งแต่สินค้าแฟชั่นหญิงชาย และเด็ก จนถึงอุปกรณ์กีฬา และสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ภายในห้าง ยังมีศูนย์อาหารขนาดใหญ่ ที่จุได้ 650 ที่นั่ง และมี Hokkaido Roko Farm Bridge ซี่งเป็นพื้นที่ที่มีสินค้าท้องถิ่นและสินค้าจากฟาร์มสดมาขายอีกด้วย พิกัด: Mitsui Outlet Park ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวฮอกไกโด  สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น ฮอกไกโด ที่ต้องไปเก็บให้ครบ หมู่บ้านราเมน  หมู่บ้านชื่อดังของเกาะฮอกไกโด นับย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยต้นโชวะ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ถือกำเนิดราเมนขึ้น ณ เมืองซัปโปโรโดยการผสมผสานบะหมี่หลากหลายชนิดของประเทศจีนเข้าด้วยกัน และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสร็จสิ้นลงราเมนของเมืองอาซาฮิกาว่า ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน พิกัด: Asahikawa Ramen Village สวนสัตว์อาซาฮิยาม่า  ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมความน่ารักของสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกกักขังในกรงแบบที่ท่านเคยเห็นในสวนสัตว์ทั่ว ๆ ไปถึงกว่าปีละ 3 ล้านคนจากทั่วโลก โดยสวนสัตว์แห่งนี้ได้มีแนวความคิดที่ว่า สัตว์ต่างๆ ควรที่จะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเป็นไปตามธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ จึงทำให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของสัตว์แต่ละประเภท อาทิเช่น หมีขาวจากขั้วโลก นกเพนกวินสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงครอบครัวลิงอุลังอุตังแสนรู้ พิกัด: Asahiyama Zoo คลองโอตารุ  คลองโอตารุเป็นคลองที่เกิดขึ้นจากการถมทะเล สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1923 เพื่อเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่สู่โกดังในเมือง ภายหลังเลิกใช้จึงถมคลองครึ่งหนึ่งเป็นถนนสำหรับนักท่องเที่ยวแทนโกดังต่างๆ ซึ่งเป็นอาคารอิฐสีแดงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และได้ปรับปรุงเป็นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกนั่นเอง พิกัด: Otaru พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี  ซึ่งมีอายุเกือบร้อยปี ท่านสามารถชมกล่องดนตรีในรูปแบบต่างๆ สวยงามมากมายที่ถูกสะสมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถเลือกคิดแบบทำกล่องดนตรีในสไตล์ของตัวเองขึ้นมาเป็นที่ระลึกหรือเป็นของฝากให้คนรักได้อีกด้วย พิกัด: Otaru Music Box Museum ทานุกิโคจิ  เป็นแหล่งช้อปปิ้งอาเขตบนถนนคนเดินที่มีหลังคามุงบังแดดบังฝนและหิมะ มีความยาว 7 บล็อกถนน มีร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่กว่า 200 ร้านค้า Susukin มีร้าน BIG CAMERA จำหน่ายกล้องดิจิตอล, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์, ร้าน100เยน, ร้านUNIQLO ขายเสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่น, ร้าน MATSUMOTO KIYOSHI ขายยาและเครื่องสำอาง พิกัด: Tanukikoji ตลาดปลานิโจ  ตลาดอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองซัปโปโร ตลาดปลาแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1903 และตลาดแห่งนี้รู้จักกันในนาม “ครัวทะเลของชาวเมืองซัปโปโร” เพราะสัตว์ทะเลที่จับได้ส่วนใหญ่จะหาได้จากทะเลแถบนี้ทั้งสิ้น ซึ่งจะมีความสดมากเหมือนไปเดินซื้อที่ ท่าเรือเลยทีเดียว ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศรวมถึงชาวบ้านเข้า มาจับจ่ายใช้สอยกันเสมอ ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่อง ไข่หอยเม่นและไข่ปลาแซลมอน พิกัด: Nijo Fish Market จิโกคุดานิ หรือ หุบเขานรก  ภายในบริเวณนี้ประกอบไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ทำให้มีลักษณะคล้ายกระทะทองแดง ซึ่งจะมีควันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา จากใต้พิภพ พิกัด: Jigokudani noboribetsu สำหรับใครยังไม่จุใจกับสถานที่เที่ยวญี่ปุ่น 4 เส้นทางยอดฮิต ทัวร์ครับเราก็ยังมีเส้นทางการเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมาแนะนำอีกมากมาย ไปเที่ยวเองตามรอยก็ได้ไปกับทัวร์ก็สนุกสะดวกสบายไปอีกแบบ บอกเลยว่าถ้าได้ไปเที่ยวญ๊่ปุ่นสักครั้งแล้วจะติดใจ ไปแล้วไปอีกอย่างแน่นอน   

อ่านเพิ่มเติม
รู้ไว้ไม่เสียหาย แมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น พร้อมวิธีป้องกัน
รู้ไว้ไม่เสียหาย แมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น พร้อมวิธีป้องกัน

21 ก.พ. 63

เป็นข่าวดังกันอยู่พักใหญ่ เกี่ยวกับข้อข้องใจเรื่องแมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่น เพราะเนื่องจาก กรณี  บอย-ปกรณ์ ที่ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดด่วนหลังถูกแมลงกินเนื้อกัดที่ประเทศญี่ปุ่นจากการลงแช่ออนเซ็นที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดอาการคัน แต่แผลอักเสบและลามถึง 2 ฝ่ามือหลังกลับจากไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซึ่งข่าวนี้อาจจะทำให้ใครหลายคนที่จะกำลังเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นหวั่นใจกันหน่อยๆ แต่อย่าเพิ่งตกใจกันครับ เพราะมันมีวิธีป้องกันและวิธีรักษามานานแล้ว ซึ่งวันนี้ ทัวร์ครับ เราก็ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับแมลงกินเนื้อที่ญี่ปุ่นหรือโรคเนื้อเน่ามาให้ได้อ่าน จะได้ไปทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นกันแบบสบายใจหายห่วง ตามไปอ่านกันเลย     บอกตามตรงเลยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยประสบเหตุการณ์แบบเดียวกันกับคุณบอย-ปกรณ์ ของเราครับ หลายคนอาจจะรู้จัก การเกิดโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือที่ติดหูกันว่า แมลงกินเนื้อคน กันมาคร่าวๆบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาบอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยปกติคนที่ถูกแมลงกัดจะมีอาการอยู่ประมาณ 4 แบบ  1. แมลงที่กัดแล้วมีบาดแผล มีอาการ ปวดแสบ ปวดร้อน มีอาการอยู่ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ  2. แมลงบางประเภท อาจจะทำให้คนที่ถูกกัดหรือต่อยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันที่ไวเกินเกิด ภาวะแพ้อย่างรุนแรงถึงขั้นช็อค หายใจไม่ออกเพราะหลอดลมหายใจหดเกร็ง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด  3. แมลงบางชนิดมีสารพิษในตัว เช่น แมลงก้นกระดก หากกัดแล้วปัดทิ้งธรรมดาจะเจ็บปวดเป็นปกติ แต่ถ้าตบ ตัวแมลงก้นกระดกแตกออกจะมีสารพิษออกมาสัมผัสผิวหนังทำให้ระคายเคือง เป็นผื่น มีตุ่มน้ำ เจ็บปวด แสบร้อน มีอาการคันร่วมด้วย  4. แมลงบางประเภทกัด ต่อยจะปล่อยวัสดุบางอย่างเข้ามาในร่างกาย เช่น ผึ้ง ต่อ จะปล่อยเหล็กใน ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายพยายามขับออก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจะกลายเป็นฝี เป็นหนองได้  สาเหตุของการเกิดโรคเนื้อเน่า หรือ โรคแมลงกินเนื้อ  สาเหตุของการเกิดโรคแมลงกินเนื้อคนนั้น หากมาจากแมลง มักจะเป็นแมลงที่กัดแล้วเกิดรู และรอยแดงบนผิวหนัง เมื่อถูกแมลงกัดเข้าไปที่ผิวหนัง ผิวหนัง และหากปล่อยละเลยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ จนทำให้เลือดเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นๆ ไม่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาย และเชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าแสเลือดและลามไปทั่วร่างกาย ถ้าติดเชื้อลึกลงไปถึงใต้ชั้นเนื้อเยื่อพังผืด เข้าไปที่กล้ามเนื้อ เชื้อจะมีความรุนแรง ไปทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดงเสียหาย การส่งเลือดไปเลี้ยงไม่ดี ทำให้เกิดเนื้อตาย และเชื้อแบคทีเรียตัวนั้นก็ยังเกาะอยู่ที่บริเวณเนื้อตาย ถ้าไม่รีบรักษาบริเวณที่เนื้อตายจะขยายวงกว้างและอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ น่ากลัวอยู่นะครับ  อาการของโรคแมลงกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า  ระยะแรกหลังการติดเชื้อภายใน 1 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ดังนี้ ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ บาดแผลร้อนหรือมีสีแดง รู้สึกปวดบาดแผลมากผิดปกติ บริเวณที่เกิดการติดเชื้อเกิดการเปลี่ยนสี หรือมีของเหลวซึมออกมา มีตุ่มแดงเล็ก ๆ ถุงน้ำ จุดดำ หรือความผิดปกติอื่น ๆ เกิดขึ้นบนผิวหนังร่วมกับเกิดความเจ็บปวดบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาการบนผิวหนังมักกระจายออกไปและทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากแบบไม่สัมพันธ์กับแผล ตึงบริเวณกล้ามเนื้อ มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นต้น มีภาวะขาดน้ำ โดยมีอาการ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย หลังจากนั้น เมื่อติดเชื้อไปแล้ว 3-4 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น บริเวณที่เกิดการติดเชื้ออาจมีอาการบวม มีผื่นสีม่วงขึ้น หรือมีตุ่มน้ำสีเข้มที่ส่งกลิ่นเหม็น ผิวหนังอาจเกิดการเปลี่ยนสี และเนื้อเยื่อที่ตายแล้วอาจหลุดลอกออก เป็นต้น และเมื่อการติดเชื้อเข้าสู่วันที่ 4-5 ผู้ป่วยอาจมีภาวะวิกฤติ ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำ ช็อค หรือหมดสติได้ การป้องกัน โรคเนื้อเน่า  หากเกิดบาดแผล ให้ห้ามเลือดทันทีแล้วทำความสะอาดบริเวณนั้นโดยเปิดให้น้ำไหลผ่านบาดแผล จากนั้นจึงซับด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง ปิดบาดแผลด้วยวัสดุที่ปลอดเชื้อ เช่น พลาสเตอร์ หรือผ้าพันแผล เป็นต้น และเปลี่ยนผ้าพันแผลเมื่อเปียกน้ำหรือสกปรก เพื่อให้แผลแห้งและสะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรแช่ตัวในอ่างอาบน้ำหรือว่ายน้ำในช่วงที่มีบาดแผลตามร่างกาย หากถูกแมลงกัด ให้หมั่นสังเกตตัวเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผล ที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆหรือไม่ ถ้าเกิดมีแผลที่บริเวณที่ถูกแมลงกัด ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาทันที ก่อนที่โรคจะมีการลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากกว่าเดิม โดยในระหว่างที่มีอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังก่อนเดินทางไปพบแพทย์ ควรดูแลรักษาทำความสะอาดผิวหนังบริเวณนั้นให้ดีที่สุด อย่าปล่อยละเลยนะครับเพราะถ้าติดเชื้อขึ้นมาล่ะก็เรื่องใหญ่แน่นอนครับ  สรุปง่ายๆ ก็คือโรคแมลงกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่านี้ไม่ใช่โรคใหม่ ในประเทศไทยมีรายงานคนป่วยโรคเนื้อเน่าปีละประมาณ 100-300 คน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ที่มีความเสี่ยงเกิดบาดแผลง่าย บริเวณที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่คือเท้า และขา ซึ่งหลายรายมีประวัติกับการสัมผัสสารเคมี ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เกิดบาดแผล ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิวได้ง่าย  เพราะฉะนั้นโรคนี้ไม่เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นแต่อย่างไหน สบายใจหายห่วง          

อ่านเพิ่มเติม
รวม 10 สายการบินไปญี่ปุ่น นั่งสบายราคาไม่แพง 
รวม 10 สายการบินไปญี่ปุ่น นั่งสบายราคาไม่แพง 

23 มี.ค. 63

วันนี้คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากต่างจากเมื่อก่อนเพราะราคาที่ถูกลงและจับต้องง่ายมากขึ้น ทำให้การเดินทางไปญี่ปุ่นง่ายและสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน ที่สำคัญยังไม่ต้องขอวีซ่า และนั่งเครื่องแต่ละครั้งก็ไม่นานอย่างที่คิดเพราะสามารถบินตรงถึงญี่ปุ่นได้ทันที วัฒนธรรมประเพณี เราก็คุ้นชินและรู้สึกว่าไม่ต่างจากที่ไทยมากนัก อาจเป็นเพราะว่าเราได้นำญี่ปุ่นเข้ามาในไทยหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรมการกิน อาหารญี่ปุ่น วิถีการใช้ชีวิต หลายคนยังยกให้ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่สะอาดและน่าไปเที่ยวซ้ำมากที่สุด วันนี้เราจะมาแนะนำ 10 สายการบินไปญี่ปุ่น นั่งสบายราคาไม่แพง ให้เพื่อนๆ ได้เลือกดูกันจะมีสายการบินไหนน่าไป และคุมงบได้ตามที่ต้องการมั่งไปดูกันเลย จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/japan-tour 10 สายการบินไปญี่ปุ่น   1. AirAsia X มาเริ่มกันที่สายการบินที่คนไทยนิยมนั่งกันอย่าง AirAsia X เป็นสายการบินจากประเทศมาเลเซียที่มาก่อตั้งและดำเนินการในประเทศไทย เป็นสายการบิน Low Cost ที่ให้บริการเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ ให้บริการเส้นทางการบินระยะไกลกว่า 4 ชั่วโมงขึ้นไป แน่นอนว่าต้องรวมถึงประเทศญี่ปุ่นอยู่ด้วย ซึ่งสามารถจองตั๋วเครื่องบินผ่านทางเว็บไซต์ www.airasia.com มีทั้งบินตรงด้วย AirAsia X และเที่ยวบินที่ต้องต่อเครื่องคือบินด้วยสายการบิน AirAsia จากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศมาเลเซียเพื่อเดินทางต่อสู่ประเทศญี่ปุ่น และมีหลากหลายโปรโมชั่นให้เราเลือกมากมาย ยิ่งเป็นช่วงที่ทางสายการบินเปิดให้จองล่วงหน้าจะถูกเป็นพิเศษเลย ก็เป็นอีกทางเลือกนึงสำหรับ AirAsia X สายการบินที่คนไทยนิยมใช้บริการ เพราะโปรที่เด็ดจริง!   2. Thai Airways มาถึงสายการบินของประเทศไทยกันบ้างอย่าง Thai Airways สายการบินที่ให้บริการคนไทยมาถึง 56 ปี ถือเป็นสายการบินประจำชาติที่คนไทยทุกคนรู้จักกันดี เป็นสายการบิน Full Service เรียกได้ว่าสามารถเลือกได้เลยว่าจะนั่งแบบไหน ก็เป็นอีกสายการบินที่คนไทยนิยมเลือกที่จะนั่งไปประเทศญี่ปุ่น สายการบินนี้สามารถเลือกไปได้ทุกสนามบินของญี่ปุ่นกันเลย เป็นการบินตรงแบบไม่หยุดพักนอกจากนั้น Thai Airways ยังโดดเด่นเรื่องการบริการที่ดีเยี่ยมที่เหล่านักท่องเที่ยวชื่นชอบอีกด้วย เพราะแน่นอนว่าเขาคือสายการบินของคนไทย ยิ้มสยามไทยสไมล์ต้องมา แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องของราคาที่แลกมากับการบริการที่ดีเยี่ยม ทำให้ราคาค่อนข้างสูงและมีโปรโมชั่นน้อยต่างจากพวกสายการบิน Low Cost   3. Japan Airlines มาถึงสายการบินที่ตอนนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยไม่แพ้กันอย่าง Japan Airlines หรือ JAL เป็นสายการบินของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นสายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่นรองจาก ANA มีเส้นทางการบินที่ครอบคลุมสนามบินทั่วทั้งประเทศ เรียกได้ว่ามีให้เหล่านักท่องเที่ยวได้เลือกเดินทางมากมาย เป็นสายการบินประเภท Full Service เรื่องความสะดวกสบายนั้นสายการบินนี้ได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลกกันเลย แน่นอนว่าต้องดีอย่างแน่นอนแถมราคาก็มีให้เลือกตามงบประมาณถือเป็นอีกหนึ่งสายการบินที่น่าสนใจสำหรับการบินไปญี่ปุ่น   4. Cathay Pacific  มาที่สายการบินประจำชาติของประเทศฮ่องกงกันบ้างอย่าง Cathy Pacific  ที่คนไทยมักใช้บริการ ว่าด้วยเรื่องคุณภาพและการบริการที่ดีเยี่ยมในระดับ 5 ดาวกันเลย จากการวัดระดับของ Skytrax เป็นอีกหนึ่งสายการบิน Full Service ที่หลายคนให้ความไว้วางใจ สำหรับใครที่ยังไม่เคยนั่งสายการบิน Cathy Pacific เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นเราอยากให้คุณได้ลองนั่งสักครั้งกับสายการบินระดับพรีเมี่ยม และยังเป็นอีกหนึ่งสายการบินที่สามารถเลือกลงได้ทุกสนามบินในญี่ปุ่นอีกด้วย    5. Hongkong Airlines หลายคนคงไม่ค่อยรู้จักกับเจ้าสายการบิน Hongkong Airlines สายการบินประจำชาติของประเทศฮ่องกง เป็นอีกหนึ่งสายการบินที่น่าสนใจหาจะเลือกเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นสายการบินที่ใครๆหลายคนเลือกใช้ เพราะเป็น Full Service ที่เด่นเรื่องการบริการและความสะดวกสบายอย่างมาก สายการบินนี้สามารถเลือกลงที่สนามบินประเทศญี่ปุ่นได้อย่าง Sapporo ,Narita ,Osaka และ Okinawa อยากเที่ยวไหนก็เลือกลงได้เลยไม่ต้องต่อเครื่องให้เสียเวลา   6. China Eastern Airlines มาที่สายการบินประเทศจีนกันบ้างอย่าง China Eastern Airlines เป็นสายการบินที่ควบคุมทุกด้านทั้งเรื่องการบริการและความสะดวกสบาย เป็นอีกหนึ่งสายการบินที่คนไทยเลือกใช้เพราะราคาค่อนข้างสบายกระเป๋า ถือเป็นอีกสายการบินที่สามารถจุผู้โดยสารได้มากเป็นอันดับสองของประเทศจีนกันเลย เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับผู้โดยสารที่มากันเป็นกลุ่มเพราะจุคนได้เยอะ  เดินทางยาวแบบไม่หยุดพักหรือจะเลือกเดินทางแบบต่อเครื่องก็มีให้เลือกมากมายตามราคางบประมาณที่มีได้เลย   7. Peach Airlines มาถึงสายการบินน้องใหม่ของประเทศญี่ปุ่นอย่างสายการบิน Peach เป็นสายการบินแบบ Low Cost เป็นสายการบินที่เปิดได้ไม่นาน ซึ่งการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีเส้นทางการเดินทางให้เลือกน้อยคือสนามบินสุวรรณภูมิ สู่ สนามบิน Naha Airport, Okinawa เท่านั้น แต่ในอนาคตก็น่าจะมีการเปิดเส้นทางเพิ่มให้ชาวไทยได้มีทางเลือกมากขึ้น เพื่อเดินสู่ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น ใครที่สนใจอยากลองเจ้าสายการบินน้องใหม่ลำนี้รับรองว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนเพราะทางญี่ปุ่นการันตีเรื่องการบริการและความสะดวกสบาย ตามแบบฉบับของญี่ปุ่นเขาล่ะ แถมยังมาในราคาที่จับต้องง่ายมากขึ้น แน่นอนว่าถูกใจคนไทยอย่างเรามากๆ   8. All Nippon Airways มาถึงสายการบิน ANA หรือ All Nippon Airways เป็นสายการบินที่มีคุณภาพอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เป็นสายการบินประเภท Full Service มีเส้นทางการบินครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญคือเป็นสายการบินที่ครอบคลุมทุกสนามบินในประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ ANA ได้เปรียบกว่าสายการบิน Low Cost ในขณะเดียวกันราคาก็ค่อนข้างสูงตามไปด้วย แต่คุณภาพนั้นโดดเด่นยิ่งกว่าใครๆ จึงทำให้เป็นสายการบินอันดับต้นๆที่คนไทยเลือกใช้บริการ เพราะเขามาพร้อมทั้งเรื่องคุณภาพการบริการและความสะดวกสบาย ทำให้ ANA ถูกเรียกว่าสายการบินอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นนั้นเอง   9. Scoot  มาต่อกันที่สายการบิน Low Cost ราคาประหยัดของประเทศญี่ปุ่นอย่างสายการบิน Scoot เป็นสายการบินที่มุ่งหวังให้ผู้โดยสารเดินทางด้วยความสนุกสนานพร้อมทั้งได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะตัวเครื่องบินโดดเด่นด้วยสีเหลืองสดใสเป็นเอกลักษณ์ของสายการบิน Scoot ถ้าพูดถึงเรื่องราคาคือดีงามพระราม 8 แน่นอนและยิ่งในช่วงโปรโมชั่นจะราคาถูกเป็นพิเศษ สายการบินนี้เป็นที่นิยมไม่แพ้กันสามารถเลือกเดินทางจากกรุงเทพไปประเทศญี่ปุ่นได้ 2 เส้นทางไม่ว่าจะเป็น Narita หรือ Osaka ก็มีให้เลือกสำหรับใครที่อยากเดินทางราคาประหยัดก็แนะนำเลยสายการบิน Scoot   10. Emirates Airlines ปิดท้ายกันด้วยสายการบินอันดับหนึ่งอย่าง Emirates สายการบินของแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สายการบินในเครือเอมิเรตส์กรุ๊ปของรัฐบาลดูใบ เรียกได้ว่าโดดเด่นในทุกๆด้าน เป็นสายการบินประเภท Full Service สายการบินแห่งนี้เป็นสายการบินที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องการบริการที่ดีเยี่ยม ความสะดวกสบายที่ลงตัว ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็มีคนไทยหลายคนที่เลือกใช้บริการเดินไปยังประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่น้อยเลย สามาถเลือกลงได้ทุกสนามบินของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยเรียกได้ว่าสะดวกสบายจริงๆ    เป็นไงกันบ้างคะเพื่อนๆกับ 10 สายการบินไปญี่ปุ่น ใครยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกสายการบินไหนเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นมาจดลิสต์ที่เราสิ เราคัดมาให้แล้วกับสายการบินที่มีคุณภาพ สะดวกสบาย ราคาไม่แพงมาก รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม
8 เทคนิค เที่ยวญี่ปุ่นแบบจัดกัดงบ ไม่เกิน 25,000 บาท
8 เทคนิค เที่ยวญี่ปุ่นแบบจัดกัดงบ ไม่เกิน 25,000 บาท

26 มี.ค. 63

ญี่ปุ่น ประเทศที่ทุกคนอยากไปเป็นอันดับต้นๆ คิดว่าถ้าหากมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศสักครั้ง ก็คงเลือกที่จะไป เที่ยวญี่ปุ่น นี่แหละเป็นประเทศแรก แต่เอาเข้าจริงพอไปดูราคาและเสียงบอกเล่าว่าต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่เดี๋ยวก่อนครับ จริงๆ แล้วการไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้นไม่ได้ใช้เงินเยอะอย่างที่เราคิด ถ้ารู้จักการวางแผนและหาช่วงเวลาที่เหมาะสม เก็บเงินเพียง 2 หมื่นต้นๆก็สามารถไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ แล้วต้องทำอย่างไงล่ะ ? วันนี้ทัวร์ครับจึงมีเทคนิกเที่ยวญี่ปุ่นงบ 25,000 มาแชร์ให้เพื่อนๆได้เอาไปคิสสกันสักหน่อย ว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยากแล้วน้าา ไปดูกันเลยว่าทำยังไงได้บ้างงงงง     จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) https://tourkrub.co/japan-tour   1.จองตั๋วเครื่องบินช่วงโปรโมชั่น ในยุคโซเชียลมีเดีย มองไปทางไหนก็เจอแต่โปรโมชั่น โดยเฉพาะสายการบินต่างๆที่ออกโปรโมชั่นให้เราได้ลุ้นระทึกตลอดทั้งปี ตั้งแต่สายการบิน Low cost ไปจนถึงสายการบินใหญ่ๆ และนี่แหละคือโอกาสทองของเหล่านักเดินทางที่อยากเที่ยวญี่ปุ่นแบบราคาไม่แพง ใครมีเงินอยู่ในมือ หากเจอโปรโมชั่นที่โดนใจก็รีบไขว้คว้าไว้นะ มัวแต่ลังเลระวังลาภลอยนะบอกก่อน     2.เปลี่ยนไปพักโฮสเทล  เรื่องที่พักที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้งบบานปลายมากๆ  ยิ่งโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลักๆราคาแรงมากยิ่งใจกลางเมืองบอกได้เลยว่าราคาหลายพันแน่นอน แต่หากใครอยากจะประหยัดงบในการเที่ยวญี่ปุ่นราคาประหยัด ทัวร์ครับก็แนะนำให้เลือกพักที่โฮสเทลเลยครับ ราคาถูก แถมจองง่าย เดินทางสะดวกสบาย บางที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและรถไฟฟ้าอีกด้วย    3.ชวนเพื่อนไปแชร์ ไปกันเยอะยิ่งหารเยอะครับ ข้อดีการไปเที่ยวด้วยกันเป็นแก๊งค์นั้นเยอะมาก นอกจากไม่เหงาแล้วยังมีคนหารค่าที่พักที่เหมาห้องพักรวมกัน นอกจากจะราคาถูกแล้วยังไม่เหงาอีกด้วย ค่ามื้ออาหารได้กินอาหารที่หลากหลายแต่จ่ายไม่แพง ไปไหนไปกันแถมได้เที่ยวญี่ปุ่นงบ 2 หมื่น กันยกก๋วน ไม่ต้องกลัวจ่ายแพงเลยครับ    4.อาหารราคาประหยัด รองจากค่าที่พักก็เจ้าค่าอาหารแต่ละมื้อนี่แหละ ที่จะทำให้เราเปลืองเงินโดยใช่เหตุ แน่นอนว่าถ้าไปถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วต้องได้กิน อาหารญี่ปุ่น แต่ไม่จำเป็นต้องกินแพงหรือหรูหราเสมอไป ทีเด็ดมันอยู่ที่ว่าเราเลือกร้านถูกรึเปล่า เพราะในญี่ปุ่นมีร้านอาหารเล็กๆมากมายที่ราคาไม่แพงแถมรสชาติก็อร่อยไม่แพงกับร้านดังเลยล่ะครับ แต่ต้องใช้เวลาเดินหากันสักหน่อย เพียงเท่านี้เราก็สามารถประหยัดและอร่อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน    5.ใช้ Pass รถไฟให้คุ้มค่า นอกจากตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก อาหารการกิน อีกหนึ่งอย่างที่มีค่าใช้จ่ายแน่นอนคือค่าเดินทางนั่นเอง แน่นอนว่าญี่ปุ่นนั้นรถสาธารณะที่เราใช้เป็นประจำคือรถไฟญี่ปุ่น หรือที่เราคุ้นชื่อกันว่า JR Pass และเราสามารถเลือกขึ้นรถไฟได้หลากหลายประเภทหลากหลายเส้นทาง ดังนั้นก็ควรเลือกการเดินทางที่เหมาะ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด   6.ของลดราคาต้องมาก่อน ทีเด็ดของนักช้อปทุกคนที่เตรียมตัวเตรียมเงินมาช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่น กำเงิน 2 หมื่นให้แน่นแล้วไปตะลุยช้อปของลดราคาที่ญี่ปุ่นกัน แต่ว่าของดีนั้นไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไปนะครับ เพราะของดีๆนั้นมีอยู่ทั่วญี่ปุ่นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกซื้อและเดินช้อปกันขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นร้าน 100 เยน ร้านเสื้อผ้าชั่งกิโล  ฯลฯ   7.เที่ยวช่วง  Low season   ถ้าถามว่าเที่ยวญ๊่ปุ่นช่วงไหนราคาถูกที่สุด ทัวร์ครับก็ขอตอบตรงๆเลยว่า ช่วง low season ครับผมม เพราะเป็นช่วงที่คนมาเที่ยวน้อย ตั๋วเครื่องบินถูก ทุกอย่างถูก แถมได้เที่ยวแบบสบายใจไม่ต้องไปเจอคนเยอะหรือเบียด แต่ไม่ต้องกลัวนะครับว่าจะไม่มีอะไรให้เที่ยว เพราะสถานที่เที่ยวก็ยังเหมือนเดิม ยกเว้นจะไม่มีสถานที่ที่สวยเฉพาะฤดูกาล เช่น ซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี เท่านั้นเอง      8.ซื้อทัวร์ญี่ปุ่น จำกัดงบได้ สายประหยัดและอยากเที่ยวครบ เที่ยวกับทัวร์เป็นอีกทางออกหนึ่งเลยครับ เพราะนอกจากเราจะควบคุมงบประมาณแล้ว ยังเที่ยวครบทุกสถานที่ที่เราอยากไปอีกด้วย สำหรับใครที่เที่ยวเป็นครั้งแรกหรือไม่เก่งภาษาอังกฤษก็หมดห่วงโล่งใจ ไปกับทัวร์มีไกด์คอยดูแลตลอดการเดินทาง แต่อาจจะแลกกับต้องเคร่งคัดเรื่องเวลากันสักหน่อย แต่บอกเลยว่าคุ้มค่ามากๆ จองทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ   จบไปแล้วกับเคล็ดลับการเที่ยวญี่ปุ่นในงบ 2 หมื่นต้นๆ ใครที่มีแพลนไปเที่ยวในงบประมาณจำกัดก็ลองทำตามนี้ได้เลยนะครับ รับรองว่าเที่ยวครบในงบประหยัดแน่นอน 

อ่านเพิ่มเติม
5 อันดับของฝากจากญี่ปุ่น ไม่ซื้อถือว่าพลาด!!
5 อันดับของฝากจากญี่ปุ่น ไม่ซื้อถือว่าพลาด!!

12 มี.ค. 61

วันนี้ทัวร์ครับมาแนะนำ สำหรับของฝากจากญี่ปุ่นสุดฮิตสำหรับคนไทย ที่นิยมฝากซื้อกัน หมดห่วงกับคำถามว่า “ ไปญี่ปุ่นจะซื้ออะไรดี ” ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องลุ้นกับรสชาติกันอีกต่อไป แต่สำหรับใครที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็มาลองดูกันได้ อะไรที่ยังไม่เคยลอง เพราะสินค้าเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นของฝากจากญี่ปุ่น ขนมจากญี่ปุ่น ของฝากจากญี่ปุ่นเครื่องสำอาง ของใช้ ขนม นม เนย คัดสรรมาอย่างดีเรื่องความนิยม แต่ความคิดเห็นส่วนตัวจะเป็นอย่างไร คงต้องตัดสินใจกันเองเนอะ มาดูกันเลยดีกว่า   ของฝากสุดฮิตจากญี่ปุ่น มีอะไรบ้าง?  1. ของฝากญี่ปุ่น - น้ำเปล่า กลิ่นต่างๆ   ของฝากชิ้นนี้ เป็นกระแสอยู่ค่อนข้างนาน มีด้วยกันหลากหลายรสชาติ อันที่มาแรงที่สุดก็คงจะเป็นชานม แต่ก็ยังมีรสชาติอื่นๆอีก เช่น ชามะนาว พีช สตอเบอร์รี่ เป็นต้น ด้วยความแปลกใหม่ที่ประเทศไทยไม่มี ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบน้ำหวานเป็นชีวิตจิตใจ แต่กลัวอ้วน หรือด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ของฝากชิ้นนี้เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก แต่ ใช่ว่าจะมีคุณสมบัติเหมือนน้ำเปล่าทุกประการนะ ของฝากชิ้นนี้ยังมีปริมาณของแคลลอรี่อยู่ ถึงแม้จะน้อยกว่าปกติทั่วไป แต่กินมากๆก็ไม่ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามของฝากชนิดนี้ก็ยังคงเป็น ของฝากสุดฮิตอันดับหนึ่งของการไปเที่ยวญี่ปุ่น ดูโปรโมชั่นและเช็คราคาสินค้า     2. ของฝากญี่ปุ่น - เยลลี่   เยลลี่ ขนมของฝากจากญี่ปุ่น อันนี้เราเห็นได้ทั่วไปเลยว่าเยลลี่ญี่ปุ่นนั้นอร่อยขนาดไหน บางตัวก็มีขายในไทยแล้ว แม้ราคาจะแพงกว่านิดหน่อย แต่ก็ถือว่าได้รับประทานเหมือนกัน วันนี้เราจะมาแนะนำ 1 ยี่ห้อ ที่อร่อยไม่แพ้กัน และยังไม่ค่อยมีวางขายในประเทศไทย เป็นเยลลี่ที่มีรสชาติหลากหลายแตกต่างกันไป อร่อยทุกรสชาติแล้วแต่ความชอบ แถมราคาก็ไม่แพงมาก ประมาณ 188 เยนเท่านั้นเอง อาจมีราคาสูงหรือต่ำกว่านั้นนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ซื้อ แต่ความอร่อยนั้นเกินคุ้มสุดๆไปเลย ดูโปรโมชั่นและเช็คราคาสินค้า     3. ของฝากญี่ปุ่น - กาชาปอง   ของฝากอันดับต้นๆที่เมื่อใครไปเที่ยวญี่ปุ่น เป็นต้องซื้อฝาก เป็นของเล่นญี่ปุ่น ที่มีลักษณะทรงกลมใสๆ มองเห็นทะลุถึงของข้างใน ราคาจะแตกต่างกันไป เริ่มต้นตั้งแต่ 100 เยน จนถึง 500 เยนขึ้นไป เท่าที่แอดมินเคยเจอ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ด้วยความน่ารักและไม่เหมือนใคร กาชาปองเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ความมุ้งมิ้งของญี่ปุ่น ทั้งน่ารักและน่าสะสมในเวลาเดียวกัน แถมยังมีให้ลุ้นกันอีกหลากหลายรูปแบบ หลายสไตล์ตามความชอบ เป็นของเล่นชื่อดังของญี่ปุ่นที่ฮิตกันสุดๆ ไปเลย ดูโปรโมชั่นและเช็คราคาสินค้า     4. ของฝากจากญี่ปุ่น - กาชาปอง 18+   เป็นของเล่นญี่ปุ่น ที่ไม่ต่างจากอันข้างบนเท่าไหร่ สำหรับวิธีการเล่น แต่ความสนุกของมันอยู่ที่ ตัวลูกบอลจะเป็นสีดำ มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างในกันแน่ และที่สำคัญราคาค่อนข้างสูงกว่ากาชาปองทั่วไป คือเริ่มต้นที่ 500 เยน เอาไว้เป็นของฝากเพื่อนสนิทสุดฮา เอามาให้ลุ้นกันขำขำว่าใครจะได้อะไรกัน มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเช่นกัน แล้วแต่ตู้แตกต่างกันออกไป ซึ่งแอดมินเองก็ไปกดเล่น เพื่อให้รู้ว่าของในมีอะไรบ้าง กดมา 2 อัน ได้ของเหมือนกันเลยทั้งสองอัน ก็ได้ของที่ค่อนข้างเซอร์ไพส์เหมือนกัน ก็สนุกๆไปอีกแบบ เอาเป็นว่าก็คอยไปลุ้นเอาเองละกันนะจ้ะ   5. ของฝากจากญี่ปุ่น - เบียร์ญี่ปุ่น   อันนี้อาจจะเป็นเรื่องปกติเลย สำหรับคอเบียร์ชาวไทย ที่หลายคนว่ากันว่าเบียร์ญี่ปุ่นนั้นอร่อย เป็นอันต้องซื้อกลับมาฝากคนที่บ้าน แต่ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นเองแท้ๆ เขาก็จะมองว่าเบียร์ไทยนั้นอร่อยเหมือนกัน อันนี้คงแล้วแต่ความชอบจริงๆ นั่นละ เป็นไงกันบ้าง กับของฝากญี่ปุ่นสุดฮิตที่ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วต้องหาซื้อกลับมาฝากเพื่อนๆกัน ส่วนใครที่มีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นละก็อย่าลืมวางแผนให้รอบคอบนะคะ เพื่อการเที่ยวญี่ปุ่นของคุณจะได้ไม่พลาด ส่วนใครที่ไม่สะดวกไปเองก็ลองมาดูทัวร์ญี่ปุ่นกับ ทัวร์ครับ ก่อนได้นะคะ  >> ทัวร์ญี่ปุ่น  คลิกเลย <<

อ่านเพิ่มเติม