Tourkrub Logo
เที่ยวญี่ปุ่น หนาวให้สุด แล้วไปหยุดที่ "โทโฮคุ"

เที่ยวญี่ปุ่น หนาวให้สุด แล้วไปหยุดที่ "โทโฮคุ"

เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว ไปที่ไหนดี ทัวร์ครับ แนะนำ เมืองโทไฮคุ เที่ยวปลายปีหนาวมากครับคุณ ใครอยากสัมผัสความหนาวสุดๆ ไปเที่ยวเลย โทไฮคุ หนาวแน่นอน

เที่ยวญี่ปุ่น หนาวให้สุด แล้วไปหยุดที่ "โทโฮคุ"
tk-icon
17 ต.ค. 2023
ทัวร์ครับ
พาเที่ยว
11,371
views

เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าใครหลายคนคงนึกถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างโตเกียว โอซาก้า หรือฮอกไกโด แต่เราขอบอกเลยว่าญี่ปุ่นยังมีเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ใครหลายคนต้องตกหลุมรัก โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับภูมิภาคโทโฮคุที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ และความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ควรค่าแก่การไปเช็คอิน รวมไปถึงร้านอาหารและของกินห้ามพลาดประจำถิ่นของแต่ละเมืองที่ต้องไปลิ้มลองกันดูสักครั้ง ซึ่งครั้งนี้เราได้ไปเมืองไหนอะไรมาบ้าง ตามเราไปดูพร้อมๆ กันได้เลย รับรองว่าหลังจากอ่านรีวิวนี้ คุณจะต้องอดใจไม่ไหวอยากไปเที่ยวตะลุยเที่ยวโทโฮคุแห่งนี้กันอย่างแน่นอน 

 

จองทัวร์เที่ยวเซนได กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)

 

DAY 1 : สนามบินนาริตะ >> เมืองเซนได >> Hotel Monte Hermana Sendai >> วัดเอนซึอิน >> พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิโนะโมริ >> ร้านรากิว (ลิ้นวัว) >> SUN MALL ICHIBANCHO 

มาเริ่มต้นทริปด้วยการเดินทางออกจากสนามบินนาริตะไปยังเมืองเซนได ซึ่งเราจะเดินทางโดยใช้บริการรถไฟ JR EAST PAST (รถไฟด่วน) ในราคาเหมา 5 วัน ตกคนละประมาณ 19,000 เยน สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในโทโฮคุได้อย่างไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อวัน ซึ่งบอกได้เลยว่าคุ้มค่าและสะดวกสบายเป็นอย่างมาก โดยเวลาในการเดินทางจากโตเกียวไปยังเมืองเซนไดจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงด้วยกัน 

 

หลังจากที่เราได้เดินทางมาถึงเมืองเซนไดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอตัวไปเช็คอินกันเก็บกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ กันที่ โรงแรม Hotel Monte Hermana Sendai ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีเพียงเดินเท้าประมาณ 5-10 นาที เท่านั้น



พอเก็บกระเป๋าและฝากสัมภาระต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยก็เตรียมตัวออกไปปักหมุดเช็คอินกันที่แรกกันได้เลยกับสถานที่เที่ยวอย่าง วัดเอนซึอิน วัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองเซนได โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้ก็คือ สวนริมน้ำที่เปิดให้เข้าชมความสวยงามตามรอบระยะเวลา และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการจัดหินและมอส รวมไปถึงป่าไม้สนซีดาร์สำหรับการนั่งทำสมาธิที่บริเวณด้านหลัง ซึ่งสิ่งที่เราสัมผัสได้เลยก็คือ ความเงียบสงบและความเก่าแก่โบราณของสถานที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นวัดที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี 


วิธีการเดินทาง: รถไฟสาย JR Senseki >> ไปลงที่สถานี Matsushima-Kaigan 

 

เดินทางกันไปต่อที่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิโนะโมริ ที่เที่ยวที่ถูกอกถูกใจเราเป็นอย่างมาก เพราะเราได้เจอกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนับหลายสายพันธุ์และสัตว์น้อยน่ารักอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้องเพนกวิน น้องปลาโลมา และปูอลาสก้าขนาดใหญ่ที่หาดูได้ยาก โดยก่อนที่เราจะเข้าชมสถานที่แห่งนี้เราต้องเสียค่าเข้าคนละ 2,100 เยน เพื่อแลกกับการใกล้ชิดและเก็บภาพความประทับใจกับสัตว์น้อยต่างๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยทางเราก็ไม่พลาดกับการถ่ายรูปและกดชัตเตอร์กันอย่างรัวๆ ที่บริเวณด้านหน้าของอุโมงค์ยักษ์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์น้ำทะเลนานาชนิด

วิธีการเดินทาง: ลงสถานี Nakanosakae หลังจากนั้นให้ขึ้นรถบัสฟรีหน้าสถานีเพื่อไปยังหน้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ประมาณ 5 นาที 

 

หลังจากที่เราได้เดินเที่ยวชมในโซนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขอเตรียมตัวกลับเข้าไปในตัวเมืองเซนได เพื่อไปหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นกันนั่นเอง ซึ่งร้านที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไปลิ้มลองจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก ร้านรากิว หรือร้านลิ้นวัวย่าง ของขึ้นชื่อเมืองเซนไดที่ใครมีโอกาสได้มาเยือนแล้วต้องพลาดไม่ได้ โดยทางเราก็ได้สั่งเป็นเซ็ท 4 ชิ้น ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวและน้ำซุปหนึ่งถ้วย ที่ต้องขอบอกเลยว่า ดีงามพระรามแปดเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อสัมผัสของเจ้าลิ้นวัวนั้นมันชั่งนุ่มละมุนในปาก พร้อมกับกลิ่นหอมโชยที่ทำให้เรารู้สึกฟินสุดๆ ไปเลย เรียกว่าประทับใจสุดๆ จ้ะแม่!


 

พอกินข้าวเสร็จจนอิ่มท้อง เราก็ขอแวะเดินเล่นกันต่อที่บริเวณ SUN MALL ICHIBANCHO แหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองเซนไดที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารอร่อยๆ จำนวนมากมายอย่างละลานตา ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือรองเท้า ABC-Mart และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นแหล่งละลายทรัพย์ชั้นดีที่ทำเอานักท่องเที่ยวอย่างเราอดใจซื้อไม่ได้เลยทีเดียว เรียกได้ว่าไม่ต้องไปไกลถึงโตเกียวก็มีของที่เราต้องการครบทุกอย่างแล้ว  



DAY 2 : ตลาดเช้าเซนได >>  Zao Fox Village >> ปราสาทชิโรอิชิ >> ถนน CRIS ROAD 

 

เช้าวันที่ 2 เราขอเปิดทริปด้วยการไปหาอะไรทานอร่อยๆ กันที่ ตลาดเช้าเซนได ตลาดที่เต็มไปด้วยอาหารท้องถิ่นต่างๆ มากมาย มีทั้งผัก ผลไม้ และของทะเลสดอื่นๆ เช่น หอยนางรม ปลาแซลมอน ที่ต้องบอกได้เลยว่ามันสดและถูกเป็นอย่างมาก โดยตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ชาวญี่ปุ่นมักเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยกันในช่วงเช้าและซื้อของต่างๆ กลับไปทำกินกับคนในครอบครัว ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ไม่แพงมากเท่าไหร่นัก ซึ่งหากใครกำลังจะไปตลาดปลาก็ลองแวะไปที่ตลาดแห่งนี้ดูก่อนได้ เพราะที่นี่ก็มีของให้เลือกชิมอย่างมากมาย รับรองว่าคุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

วิธีการเดินทาง: ตลาดเช้าเซนได บริเวณหลังโรงแรม Hotel Monte Hermana ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที

 

หลังจากที่เราได้เติมพลังและหาอาหารเช้าเข้าปากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เตรียมตัวเดินทางกันไปที่ Zao Fox Village ที่เที่ยวขึ้นชื่อที่เราตั้งหน้าตั้งตารอกันของทริปนี้ เพราะสถานที่แห่งนี้ก็คือ หมู่บ้านสุขนักจิ้งจอก น้องหมาน่ารักทั้งหลายที่เราเห็นกันตามรีวิวบนโลกโซเชียลมิเดียว่าดีนักดีหนา วันนี้เราจะไปได้ไปสัมผัสด้วยตาตัวเองพร้อมทั้งใกล้ชิดกับน้องๆ กันเป็นครั้งแรก ความตื่นเต้นและความดีใจขอบอกได้เลยว่าเกินร้อยค่ะคุณ

พอเราได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านสุนัขจิ้งจอก เราก็ได้รีบมุ่งหน้าเข้าไปที่บริเวณจุดซื้อตั๋ว หลังจากนั้นพนักงานก็จะแจ้งสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำระหว่างเข้าไปหาน้องๆ ว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ซึ่งกฎง่ายๆ ของที่นี่เลยก็คือ ห้ามจับและห้ามให้อาหารด้วยมือเปล่าเป็นอันเด็ดขาด เพราะเจ้าสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายจะไม่ค่อยคุ้นชินกับเรามากนัก ทำให้สามารถเกิดอันตรายต่างๆ ขึ้นได้ และที่สำคัญเราต้องเอากระเป๋าและของมีค่าไว้ข้างหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้น้องๆ เข้ามากัดหรือดึงไปได้ 

หลังจากที่ได้ฟังกฎข้อบังคับต่างๆ เราก็ได้เดินเข้าไปที่โซนภายในที่เต็มไปด้วยสุนัขจิ้งจอกนอนเรียงรายอยู่ข้างทางเต็มทั่วบริเวณ ซึ่งต้องขอบอกได้เลยว่าน้องๆ น่ารักมาก  

  

โดยเราสามารถให้อาหารเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกได้ด้วยอาหารราคาถุงละ 100 เยน เชื่อไหมว่าตอนที่เราให้อาหารน้องๆ นั้น แต่ละตัวก็วิ่งเข้ามารับอาหารกันเต็มไปหมด ซึ่งบางตัวก็จะรออาหารอย่างใจจดใจจ่อด้วยสายตาที่มีความเจ้าเล่ห์และรอคอยด้วยความหิวโหย 

และหากใครอยากใกล้ชิดกับน้องๆ ให้มากขึ้น ก็สามารถออกมาถ่ายรูปและอุ้มน้องๆ ได้ที่บริเวณภายนอก โดยเราต้องจ่ายค่าเสียหายกันอีกคนละ 600 เยน เพื่อแลกกับการสัมผัสและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับน้องๆ ได้อย่างใกล้ชิดนั่นเอง 

วิธีการเดินทาง:  ลงสถานี Shiroishi-Zao จากนั้นก็นั่งรถแท็กซี่จากหน้าสถานีต่อไปที่ Zao Fox Village ประมาณเที่ยวละเกือบ 4,000 เยน 

 

มาตะลุยกันต่อที่ ปราสาทชิโรอิชิ เพื่อไปชมความงดงามและความเก่าแก่ของปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะที่ฟังดูแล้วก็น่าค้นหาเป็นอย่างมาก แถมบริเวณภายนอกยังมี ดอกซากุระให้เราได้เดินชื่นชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกลับมาได้อีกหลายช็อต ซึ่งหากใครได้มีโอกาสมาที่หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกแล้ว ก็สามารถแวะมาเช็คอินกันต่อที่ปราสาทแห่งนี้ได้ เพราะภายในปราสาทจะมีชุดซามูไรของสมัยโบราณที่เราสามารถสวมใส่และถ่ายรูปได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น 


หลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวกันมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับไปยังเมืองเซนได ซึ่งเย็นนี้เราได้แพลนว่าจะไปเดินเล่นกันที่ ถนน CRIS ROAD ถนนสายโรแมนติกที่คนส่วนใหญ่มักเดินทางมาเพื่อชมไฟที่เปิดระยิบระยับอย่างสวยงาม พร้อมทั้งสัมผัสกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของเมืองเซนไดกันแบบชิลๆ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์เด็ดที่ควรค่าแก่การมาถ่ายรูปสวยๆ และโพสท่าเป็นอย่างมาก ยิ่งหากใครได้ไปกับคนรู้ใจแล้วละก็คุณจะต้องฟินอย่างแน่นอน 



DAY 3 : Sendai>> Yamagata >> Hotel Richmond Hotel Yamagata-ekimae >> ZAO >> Yamadera

 

ขอบคุณรูปภาพจาก Richmond Hotel Yamagata-ekimae

 

เริ่มต้นเช้าวันที่สามด้วยการออกเดินทางออกจากเมืองเซนได เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองยามากะตะ เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติและยังเป็นเมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนอันเก่าแก่ และมีชื่อเสียงอย่างมาก โดยในการเดินทางมาที่เมืองยามากะตะแห่งนี้ สามารถเดินทางมาจาก JR Sendai เพื่อมุ่งหน้ามาสู่ JR Yamagata ซึ่งในการเดินทางมาที่นี่เราจะมาพักกันที่ Hotel Richmond Hotel Yamagata-ekimae ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้ามากนัก เพียงใช้เวลาในการเดินทางแค่ 5 นาที และเมื่อเราเดินทางมาถึงที่โรงแรมกันเรียบร้อยก็ทำการฝากกระเป๋าให้เรียบร้อย ก่อนเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ภายในเมืองยามากะตะกัน

หลังจากทำการเก็บกระเป๋าเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นเราก็จะพาทุกคนไปชมบรรยากาศความสวยงามของหิมะกันที่ ภูเขาไฟ ZAO เพื่อไปดูเจ้า Snow Monster หรือปีศาจหิมะ ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด็ดของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ โดยในการเดินทางเราจะนั่งรถบัสที่บริเวณสถานีรถไฟ เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ZAO Rope Way เพื่อเดินต่อไปขึ้นกระเช้าไปยังบริเวณด้านบนของภูเขาหิมะ โดยตารางรอบรถบัสจะมีการแจ้งเวลารถเข้าท่าและรถออกจากท่าให้เรียบร้อย ซึ่งเราต้องทำการดูรอบระยะเวลาให้ดี เพื่อจะได้ทราบว่าจะกลับรอบรถบัสรอบไหน 


เมื่อทำการซื้อตั๋วรถบัสเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นมายังภูเขา ที่ต้องบอกเลยว่าอากาศข้างบนหนาวมากๆ ควรใส่เสื้อผ้าอุ่นๆมาให้พร้อม เพราะตรงบริเวณที่ลงรถนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังต้องเดินต่อขึ้นไปอีกเพื่อไปขึ้นกระเช้าไปยังจุดสูงสุดของตัวภูเขาที่จะสามารถมองเห็นปีศาจหิมะได้อย่างชัดเจน 


และเมื่อขึ้นมาบนกระเช้าแล้วนั้นต้องบอกเลยว่าตื่นเต้นมาก เพราะบรรยากาศจะค่อยๆ หนาวขึ้นๆ พร้อมกับวิวภูเขาหิมะที่หนาขึ้นตามลำดับ โดยต้องบอกก่อนว่าในส่วนของตัวกระเช้านั้นจะมีจุดแวะด้วยกันสามจุด โดยจุดสุดท้ายจะเป็นจุดที่สูงและหนาวที่สุด ซึ่งมีอุณหภูมิถึง -13 องศาด้วยกัน หากใครที่คิดว่าขึ้นมาถึงจุดนี้ไม่ไหวละก็แนะนำให้อยู่ถ่ายรูปที่บริเวณจุดที่สองก็ได้ แต่ถ้าหากใครสู้ต่อมาจนถึงจุดสุดท้ายแล้วละก็จะได้มาสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงามมากๆ โดยวิวของข้างบนส่วนใหญ่จะเป็นวิวของหิมะ และองค์พระพุทธรูป ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหิมะอันขาวโพลน จนทำให้เห็นเป็นภาพที่สวยงาม ซึ่งบริเวณจุดด้านบนนี่สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลินหรือหากใครที่หนาวและอยากหาที่หลบไอเย็นแล้วละก็ สามารถเข้าไปนั่งรับประทานเครื่องดื่ม รวมไปถึงอาหารได้ที่บริเวณคาเฟ่ด้านข้างได้อีกด้วย รับรองได้เลยว่าฟินสุดๆ ไปเลย


เมื่อเราเที่ยวชมภูเขา Zao เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับมายังสถานี เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อไปยัง วัด Yamadera โดยการนั่งรถไฟจาก Yamagata เพื่อมาลงที่ Yamadera หลังจากนั้นก็เดินต่อมาอีก 5 นาที ก็จะพบกับวัดที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยวัดแห่งนี้นั้นเป็นหนึ่งในวัดที่ชาวบ้านให้ความสำคัญและนิยมเดินทางมาเพื่อกราบไหว้ขอพรเป็นอย่างมาก ซึ่งหากใครที่เดินทางมาที่เมือง Yamagata แห่งนี้แล้วก็ต้องห้ามพลาดเดินทางมาที่วัดแห่งนี้ เพราะนอกจากจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือแล้วนั้น บริเวณตัววัดยังเต็มไปด้วยการตกแต่งของสภาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม และยังมีบริเวณจุดชมวิวบริเวณศาลาด้านบนที่มีความสวยงามอย่างมากเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ขอเข้าไปกราบไหว้เพื่อขอพร และเดินเที่ยวชมรอบบริเวณวัด ก่อนเดินทางกลับที่พักไปพักผ่อนเตรียมลุยกับวันพรุ่งนี้กันเลย


 

DAY 4 :   Ginzan onsen>>Narita

 

หลังจากพักผ่อนกันเต็มอิ่มแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายก่อนการเดินทางกลับ ซึ่งในเช้าวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปเที่ยวกันที่ Ginzan Onsen หรือ ที่รู้จักกันว่าหมู่บ้านโอชิน โดยเราจะออกเดินทางจาก Yamagata เพื่อมุ่งหน้าไปที่สถานี Oshida หลังจากนั้นก็นั่งรถบัสไปยัง Ginzan Onsen 


 

ต้องเล่าก่อนว่าหมู่บ้านเเห่งนี้นั้นเป็นหมู่บ้านที่มีความโด่งดังอย่างมากในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังชื่อดังอย่างโอชินจึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปและเที่ยวชมความสวยงามในบริเวณหมู่บ้าน

โดยในการเที่ยวชมบริเวณรอบหมู่บ้านนั้น ก็สะดวกสบายมากๆ เพราะบริเวณหน้าทางเข้าจะมีจุดประชาสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินเข้าไปขอข้อมูลรายละเอียดแผนที่ภายในหมู่บ้านได้ ซึ่งต้องขอบอกว่าแผนที่ของที่นี่นั้นมีเกือบครบทุกภาษาเลยทีเดียว หากใครที่เดินทางมาก็หมดก่วงได้เลย หลังจากที่ทำการขอแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็ขอพาทุกคนไปเดินชมความสวยงามของบ้านเรือนในบริเวณนี้ที่ส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการเป็นเรียวกังสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาพักผ่อนและแช่ออนเซ็น โดยภายในหมู่บ้านแห่งนี้ก็จะมีทั้งออนเซ็นของทางเรียวกัง และออนเซ็นสาธารณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าอยากจะใช้บริการรูปแบบไหน แต่แนะนำว่าหากใครที่จะมาพักเรียวกังแล้วละก็ต้องทำการจองก่อนล่วงหน้านานเลยทีเดียว เพราะเรียวกังที่นี่นั้นเต็มเร็วมาก ยิ่งช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วนั้นคิวยาวกันเลยทีเดียว


เมื่อเดินชมความสวยงามกันมาสักพักใหญ่ๆแล้วก็เดินต่อมายังบริเวณด้านในสุดของตัวหมู่บ้านจะเจอกันสะพานเล็กๆที่มีร้านอาหารอยู่ด้านใน เป็นร้านอาหารที่หากใครแวะมาที่หมู่บ้านนี้แล้วละก็ต้องแวะมารับประทานที่นี่เลย เพราะร้านนนี้โด่งดังในเรื่องของเส้นโซบะทำเอง ที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม สามารถทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น โดยเนื้อสัตว์ของทางร้านจะเป็นเนื้อเป็ด เพราะจะช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกายได้ดีกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากนี้ภายในยังมีบริการแช่ออนเซ็นแบบเช่าตามระยะเวลา หากใครที่อยากมาลองแช่แล้วละก็แวะมาได้ที่ร้านนี้เลย หรือ ถ้าหากใครไม่อยากเสียตัง ก็สามารถนั่งแช่เท้าได้ตามบริเวณลำธารด้านหน้าหมู่บ้านที่ เปิดให้บริการแช่เท้าฟรีได้เลย

หลังจากเที่ยวชมบรรยากาศ และถ่ายรูปกันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วละก็ อย่าลืมซื้อของฝากกันกลับไปด้วยนะ โดยของฝากที่มาแล้วห้ามพลาดเลยก็คือโมจิงาดำ ที่มีรสชาติหอมมันกลมกล่อ เนื้อโมจิเหนียวนุ่มสามารถทานได้อย่างฟินๆกันเลยทีเดียว แนะนำเลยว่าใครมาห้ามพลาดของฝากชิ้นนี้เลย ว่าแล้วเราก็ของตัวไปซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับไปยังสนามบินนาริตะกันก่อนเลย


เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 4 วัน 3 คืนที่โทโฮคุ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเมืองโทโฮคุแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองในประเทศญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร ทำให้กลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางกันเข้ามา หากใครที่ยังไม่เคยมาสัมผัสเมืองนี้แล้วละก็ แนะนำว่าให้เดินทางมาดูสักครั้งหนึ่งแล้วคุณจะหลงรักกับความสวยงามและบรรยากาศของเมืองนี้อย่างแน่นอน 

คุณชอบบทความนี้

อยากบอกต่อให้เพื่อนรู้ง่ายๆ แค่แชร์ให้เพื่อนเลย

บทความแนะนำ
เปิดวาร์ป! 10 คาเฟ่สิงคโปร์ ที่ Cafe’ Hopper ต้องไป
เปิดวาร์ป! 10 คาเฟ่สิงคโปร์ ที่ Cafe’ Hopper ต้องไป
สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ แต่ที่เที่ยวเพียบนะ โดยเฉพาะสายคาเฟ่มาเที่ยวสิงคโปร์ ไม่มีผิดหวัง และวันนี้ทัวร์ครับได้รวมมาให้แล้วกับ 10 คาเฟ่สิงคโปร์ กินไปจุกๆ
18 ต.ค. 202323,819
10 พิกัดที่ท่องเที่ยวอียิปต์ สัมผัสโลกเร้นลับ 5,000 ปี
10 พิกัดที่ท่องเที่ยวอียิปต์ สัมผัสโลกเร้นลับ 5,000 ปี
อียิปต์ มีเรื่องลี้ลับมากมายให้เราได้ไปเที่ยวพิสูจน์กัน แต่ภายใต้การน่าค้นหานั้นก็มีความสวยงามอยู่ด้วย ใครยังไม่เคยไปเที่ยวอียิปต์ ไปเถอะสวยและน่าประทับใจมาก
18 ต.ค. 202316,190
รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆฉบับคนวันหยุดน้อย
รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆฉบับคนวันหยุดน้อย
รีวิวเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน ทริปสั้นๆ สำหรับคนเหลือวันลางานน้อย ลาได้ขำๆ เจ้านายไม่ว่าแน่นอน
26 ต.ค. 202317,444
10 เหตุผล ไปเที่ยวเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่ามันดียังไง !
10 เหตุผล ไปเที่ยวเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่ามันดียังไง !
พาทุกคนมาพูดถึง 10 เหตุผลควรไปเกาหลีกับทัวร์ แล้วจะรู้ว่าการไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด!
17 ต.ค. 20238,438
15 ที่เที่ยวต่างประเทศ ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ สวยนะไปเที่ยวเลย
15 ที่เที่ยวต่างประเทศ ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ สวยนะไปเที่ยวเลย
เที่ยวต่างประเทศช่วงปีใหม่ นอกจากได้อากาศเย็นๆ แล้วก็ได้ถ่ายรูปสวยๆ ด้วย หลายๆ ที่ก็จัดงานแบบยิ่งใหญ่อลังการเลย ใครกำลังหาที่เที่ยวปีใหม่ตามทัวร์ครับมาได้เลย
17 ต.ค. 202323,755
10 จุดเที่ยวทะเลพม่า สวยมากไปเที่ยวเลยหน้าร้อนนี้
10 จุดเที่ยวทะเลพม่า สวยมากไปเที่ยวเลยหน้าร้อนนี้
ประเทศไทยร้อนแล้วจ้า ได้เวลาไปเที่ยวทะเลกันแล้ว ทะเลไทยเที่ยวบ่อยแล้ว ไปเที่ยวทะเลพม่ากันไหม เขาบอกสวยไม่แพ้ประเทศไทยเลยนะ ใครพร้อมแล้วก็ตามไปเที่ยวสัมผัสความสวยงามของทะเลพม่าไปพร้อมๆ กับ ทัวร์ครับ กันเลย
17 ต.ค. 202328,000
LINE@ Tourkrubคุยกับทัวร์ครับ