เที่ยวอินโดนีเซียสนุกกว่าที่คิด! ไปโบรโม่ ให้ถึง คาวาอีเจี้ยน !

เที่ยวอินโดนีเซียสนุกกว่าที่คิด! ไปโบรโม่ ให้ถึง คาวาอีเจี้ยน !

โบรโม่และคาวาอีเจี้ยน เป็นที่เที่ยวในอินโดนีเซียที่สายธรรมชาติ สายลุยต้องไม่พลาดไปเที่ยวให้ได้สักครั้ง
7506
View
0
Share

ไปเที่ยวอินโดนีเซีย เพราะอยากไปเห็น “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” ซึ่งก็คือฉายาของ ภูเขาไฟโบรโม่ หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังต้องการไปพิสูจน์เส้นทางของการไป “The Ring of Fire” หรือ คาวาอีเจี้ยน ที่ได้ยินเสียงร่ำลือหนาหู ถึงความยากลำบากในการพิชิตยอดคาวาอีเจี้ยน นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ ชอบความท้าทายไม่ควรพลาดเส้นทางนี้อย่างยิ่ง ส่วนมือสมัครเล่นใจสู้ก็จัดไป ตามมาดูกันในเส้นทางนี้ เราจะเรียงลำดับให้ จากที่ๆ 1 ไปถึงที่ทีๆ 7 ตั้งแต่ลงเครื่องที่ เมืองสุราบายา แล้วไปจบที่ คาวาอีเจี้ยน ไม่ควรพลาดอะไรที่ไหนบ้าง

Madakaripura Waterfall ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งสายน้ำแห่งชวาตะวันออก” ที่สวยงามมาก เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 200 เมตร (660 ฟุต) ซ่อนอยู่ในตอนท้ายของหุบเขาลึก จากปากทางเดินประมาณ 2 กม. ทางเดินไม่โหด เดินสบายๆ แต่ต้องใส่เสื้อกันฝนเพราะต้องเดินผ่านน้ำตก จนไปเจอกความสวยงามตามคำร่ำลือที่เขากล่าวกันไม่เกินจริงเลย 


Cemero Lawang  เป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุด ส่วนมากคนมาเที่ยวโบรโม่จะมาหาที่พัก โรงแรม รีสอร์ต ที่หมู่บ้านนี้ ใครมาถึงไวก็เดินเล่นในหมู่บ้าน บางจุดสามารถเห็นวิวภูเขาไฟโบรโม่เช่นกัน อากาศเย็น เหมาะกับการเดินชิว ถ่ายรูปเล่นมาก แต่ยิ่งมืดอากาศก็เย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน 

Mount Penakajan จุดชมวิวที่ไกด์พามาเป็นที่แรกที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่และหมู่บ้าน Cemero Lawang แบบพาโนรามาวิว และรอชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก แม้หนาวสั่นจากอากาศยังไงก็ต้องนั่งรอสู้ตาย

 

ทะเลทราย ใช่แล้วที่นี่มีทะเลทรายด้วย แต่ทรายจะออกสีตุ่นๆดำจากเถ้าภูเขาไฟ จุดนี้ไกด์แวะให้ถ่ายรูป โดยมีรถจี๊ป 4x4 ที่เรานั่งกันมาเป็นพระเอกในภาพให้เราแอคชั่นถ่ายรูป แต่ภาพจะสวยสมบูรณ์ไม่ได้เลย ถ้าขาดฉากหลังเป็น ภูเขาบาต๊อก Mt.Batok รับรองรูปสวยจนเลือกรูปอวดเพื่อนลงโซเชียลไม่ถูกแน่ๆ 

เขาโบรโม หรืออีกฉายาที่เรียกว่า “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” โบรโม Bromo มาจากตัวสะกดภาษาชวาของคำว่า “พรหม” เป็นพระนามของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ตามความเชื่อของศาสนฮินดูเขาโบรโม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เพราะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ยังมีควันลอยครุกรุ่นจนถึงทุกวันนี้และได้ถูกขนานนามว่า ลมหายใจของเทพเจ้า “Breathe of God” เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ โบรโม เติงเกอร์ เซอเมรู (Bromo Tengger Semeru National Park) เป็นส่วนหนึ่งของมวลเขาสูงเติงเกอร์ในจังหวัดชวาตะวันออก มีความสูง 2,329 เมตร เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เดินทางถึงยอดเขาได้ไม่ยาก 

ทุ่งหญ้าสะวันนา ใช่แล้วด้วยภูมิประเทศที่แปลดตา ทำให้มีจุดท่องเที่ยวหลายที่เหมือนกัน ทุ่งหญ้าสะวัณน่า เป็นอีกที่ ยอดฮิตที่คนนิยมแวะถ่ายรูปจากคำแนะนำของไกด์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คือทุ่งหญ้าและดอกไม้ป่าหลากสีสัน ที่รายล้อมด้วยภูเขาสีเขียวๆสบายตา ที่มองแล้วคล้ายๆทุ่งหญ้าสะวัณนาสในแอฟริกานั่นเอง 

Kawah Ijen ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยน เป็นส่วนหนึ่งในวงแหวนแห่งไฟ หรือ “The Ring of Fire” เพราะบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง จะมีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ที่ความยาวรวมประมาณ 40,000 กม. และวางตัวตามแนวร่องลึกก้นมหาสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนแห่งไฟทั้งหมด 452 ลูก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟมีพลัง (Active Volcano) อยู่กว่าร้อยละ 75 ของภูเขาไฟมีพลังทั้งโลก และรวมถึง ภูเขาไฟโบรโม่ และ คาวาอีเจี้ยนด้วย. Kawah Ijen คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลกที่อยากมาสัมผัสสักครั้ง ภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยนมีระดับความสูง ประมาณ 2,380 เมตร

เรื่องที่ยากที่สุดของการมาเที่ยว คาวาอีเจี้ยน คือการเดินขึ้นเขา ที่มีระยะทาง 3 กิโลเมตร (ใช้เวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ) แต่เป็นการเดินขึ้นเขาที่ชันมากในอากาศหนาวจัด หมอกจัด ตั้งแต่ตี 1 ตี 2 ตี 3 ก็แล้วแต่ใครต้องการเที่ยวอะไรบ้าง เริ่มตี 1 คือต้องการไปชม Blue Flame เปลวไฟสีน้ำเงิน ที่เห็นได้ในที่มืดเท่านั้น ซึ่งต้องเดินลงเขาไปอีก 1 กิโลเมตรหลังจากเดินขึ้นเขา 3 กิโลเมตรไปถึงยอดแล้ว,  เริ่มตี 2 คือต้องการไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งต้องเดินต่อไปอีก 1 กิโลเมตรหลังจากเดินขึ้นเขา 3 กิโลเมตรไปถึงยอดแล้ว และเริ่มตี 3 แค่ไปให้ถึงยอดเขาเพื่อนชมวิวสวยสุดลูกหูลูกตาของ Blue Lake หรือ Sulpher Lake ทะเลสาบซัลเฟอร์สีเทอคอยซ์ เริ่มฉายแสงความงามพร้อมตะวันที่ค่อยๆขึ้นมาทีละนิดๆ Blue Lake เป็นทะเลสาบน้ำกรดบนปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีค่า pH เท่ากับ 0.5 ค่าความเป็นกรดคืออันตรายจนสามารถทำให้เจ็บป่วยแบบเฉียบพลันได้เลย เราเริ่มขึ้นตอนตี 3 เพราะชมพระอาทิตย์ขึ้นที่โบรโม่ไปแล้ว และต้องเดินไปกลับอีก 2 กิโลเมตรถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้น และต้องขึ้นลงไปในปล่องอีก 2 กิโลเมตรถ้าจะดู Blue Flame เลยข้ามไป เพราะร่างกายเริ่มล้าจากการเที่ยวตื่นแต่ดึกทุกคืน ส่วนหนึ่งก็กลัวอันตรายจากกำมะถัน จากที่ไกด์เล่าให้ฟังว่า อาชีพของคนงานเหมืองแร่เป็นงานที่เหนื่อยแสนสาหัสและอันตรายที่สุดในโลก และบั่นทอนสุขภาพมากจากแก๊สพิษที่ดมเข้าปอดทุกวัน โดยเริ่มงานกันตั้งแต่ตี 3 ลงไปที่ข้างล่างปล่องนำก้อนกำมะถันขึ้นมา แล้วหาบลงเขาไปอีก 3 กม. น้ำหนักของแร่กำมะถันที่แบกกันอยู่ที่ประมาณหาบละ 60 – 100 ค่าจ้างอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2 บาท หาบได้ 2-3 รอบ คิดเป็นเงินก็รอบละประมาณ 100  กว่าบาท 

ความสวยงามของ “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” และความท้าทายของ “The Ring of Fire” ในท้ายที่สุดที่เราได้สัมผัสอย่างแท้จริงจาการเดินทางที่ยากลำบาก และประสบการณ์แปลกใหม่จากทุกเส้นทางในทริปนี้ เราจะพบว่ามันคุ้มค่าเหลือเกินที่ได้มาเห็นความสวยงามนี้ด้วยตาเราเองจริงๆ ต่อให้เราถ่ายภาพมาสวยแค่ใหน เล่าเรื่องการเดินทางให้ฟังยังไง ก็ไม่เหมือนการมาเห็นด้วยตาตัวเอง มาสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วคุณจะหลงรัก โบรโม่ - คาวาอีเจี้ยน อย่างแน่นอน

 

หากใครอยากไปเที่ยวอินโดนีเซียแบบชิลล์ไม่ต้องวางแพลนอะไรให้ยุ่งยาก ก็สามารถเข้าไปดูแพ็คเก็จ ทัวร์อินโดนีเซีย กับ ทัวร์ครับ ได้เลย เขามีแพ็กเก็จให้เลือกเยอะ แต่สำหรับโบรโม่และคาวาอีเจี้ยน แนะนำให้จัดทัวร์กรุ๊ป ซึ่งทัวร์ครับก็มีให้บริการเช่นกัน สามารถเข้าสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลิงค์นี้       

 

เรื่อง และภาพถ่ายโดย Rose สำเหร่

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com

Facebook Fanpage : Sineha Bangkok

Instagram : sinehabangkok

Twitter : sinehabangkok