ตะลึงกับ “เจแปนแอลป์”กำแพงหิมะสูงระฟ้า มหึมา ในญี่ปุ่น !!

ตะลึงกับ “เจแปนแอลป์”กำแพงหิมะสูงระฟ้า มหึมา ในญี่ปุ่น !!

มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีต้องมาพิชิตเจแปนแอลป์ กำแพงหิมะใหญ่ยักษ์เปิดให้ชมเพียงปีละครั้ง เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ บนเส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยาม่า-คุโรเบะ ประเทศญี่ปุ่น
4126
View
0
Share

ใครไม่รู้จักเจแปนแอลป์ ถือว่าเชยมาก เพราะเจแปนแอลป์เป็นเส้นทางท่องเที่ยวผ่านภูเขาทาเทยาม่า (Mt. Tateyama) ที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตร บอกเลยว่าไม่ต้องไปไกลถึงยุโรป ก็ได้เห็นเทือกเขาที่สลับซับซ้อนสวยงามได้ไม่ยาก แต่อาจจะต้องเป็นสายผจญภัยสักหน่อยเพราะกว่าจะเดินทางถึงต้องต่อพาหนะมากถึง 8 ครั้งด้วยกัน 

แต่พูดเลยว่าถ้าได้ไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตถือว่าคุ้มค่ามาก วันนี้ Tourkrub จะพาทุกคนไปเที่ยวชม Snow wall ที่ Tateyama Kurobe Alpine route เส้นทางญี่ปุ่นยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องตกหลุมรัก และอยากจะมาอีกสักครั้ง พูดได้คำเดียวว่า เห็นแล้วจะต้องตะลึงในความสวยงามกับกำแพงหิมะที่สูงระฟ้า มหึมา แถมอยู่ในโซนเอเชียแบบนี้ใครล่ะจะอยากพลาด

เจแปนแอลป์สามารถเดินทางด้วยเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route โดยเริ่มได้ทั้ง 2 ฝั่ง ระหว่างจังหวัดโทยาม่า (Toyama) หรือ จังหวัดนากาโน่ (Nagano) ก็ได้ ทำเลที่ตั้งของสองเมืองนี้ถูกกั้นด้วยภูเขาทาเตยามะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเดินทางผ่านภูเขาไปด้วยพาหนะต่างๆ เส้นทางนี้ทั้งหมด 90 กม. ความสูงของเส้นทาง ก็ประมาณ  500 - 2450 เมตร แต่กว่าจะผ่านได้นั้นก็ไม่ได้ง่ายเลย ต้องเปลี่ยนพาหนะตลอดการเดินทาง เดินเท้าบ้างก็มีเช่นกัน

ใครอยากจะมาที่นี่แนะนำให้เผื่อเวลาทั้งวันเพราะถึงแม้ระยะทางจะแค่ 90 กม. แต่หนทางก็โหดอยู่พอสมควรใช้เวลาในการเดินทางเริ่มจากต้นทาง 9-10 ชั่วโมง ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปิดทางมากขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าเราจะเดินทางไปที่นี่แนะนำให้ซื้อ  Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass สามารถเดินทางมาจากสถานี Nagoya มาที่สถานี Toyama ผ่านเส้นทางเจแปนแอลป์ ไปสถานี Matsumoto ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) และวนกลับมาที่สถานี Nagoya ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เริ่มต้นเราเดินทางด้วย Toyama Chiho Railroad แนะนำให้มารอแต่เช้า เพราะว่ารถไฟมีที่นั่งไม่เยอะมากถ้าเกิดมาสายอาจจะไม่มีที่นั่งได้ยืนกันยาวแน่นอน ใช้เวลาในการนั่งกว่าจะมาถึง Tateyama ประมาณ 50 กว่าๆ นาที เมื่อมาถึงจุดนี้เราจะต้องเปลี่ยนพาหนะโดยต้องไปแลกพาสเป็นตั๋วสำหรับเส้นทางเจแปนแอลป์ที่บริเวณด้านหน้าสถานีเพื่อนั่ง Tateyama Cable Car ขึ้นไปยังที่ราบ Bijodaira

หลังจากขึ้น Cable Car มาเรียบร้อยก็ต้องพาหนะเป็น Tateyama Highland Bus เพื่อขึ้นไปจนถึงสถานี Murodo ตลอดเส้นทางเราจะได้เห็นวิวกำแพงหิมะเตี้ยๆ และภูเขาตลอดทาง ใช้เวลาตรงจุดนี้ประมาณ 50 นาที  มาจนถึงตอนนี้เพื่อนๆ รู้แล้วใช่ไหมคะว่าการเดินทางกว่าจะถึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เพื่อวิวทิวทัศน์ที่สวยงามคุ้มค่าเราก็พร้อมเสี่ยง

ผ่านไป 50 นาทีรสบัสก็พาเรามาถึงสถานที่ที่เรารอคอยกันมาตั้งแต่เช้านั่นก็คือ กำแพงหิมะ หรือ Snow wall นั่นเอง กำแพงหิมะนี้ตั้งอยู่ที่ Murodo ความสูงอยู่ที่ 2,450 เมตรถือว่าเป็นจุดที่สูงสุดของ เจแปนแอลป์ ตรงนี้เราสามารถเดินขึ้นไปชมวิวจุดสูงสุดด้านบนซึ่งเป็นจะเป็นลานหิมะต่อได้อีกด้วย แนะนำการแต่งกายบนเขาอาจจะมีสภาพอากาศที่แปรปรวนเพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรหาเสื้อผ้าที่มิดชิดและกันความหนาวได้จะดีที่สุดไม่เช่นนั้นอาจจะหมดสนุกได้นะ

มาถึงจุดไฮไลท์ของทริปนี้อย่างกำแพงหิมะที่เรารอคอยถือว่าคุ้มค่าสมกับการรอคอยจริงๆ เพราะด้วยเป็นทางเดินยาวไปตามถนนประมาณ 500 เมตร โอบล้อมด้วยกำแพงหิมะสีขาวสะอาดตา ทางเดินอาจจะลื่นนิดนึงแนะนำให้เดินเกาะเชือกที่เขาทำไว้ให้ถ้าพลาดล้มขึ้นล่ะก็แย่เลย กำแพงหิมะถือเป็นไฮไลท์เด็ดของทริปเจแปนแอลป์ ซึ่งแน่นอนว่าคนเยอะจริงๆ เพราะกำแพงหิมะจะมีแค่ช่วงกลางเดือนเมษายนถึงปลายๆ เดือนมิถุนายน เพราะฉะนั้นใครไม่อยากพลาดประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ควรเช็คเวลา และการเดินทางให้ดีก่อนนะ มาถึงตรงนี้สงสัยกันใช่ไหมว่าเป็นหิมะแท้ๆ ทำไมไม่เปิดช่วงฤดูหนาวล่ะ ก็เพราะว่าช่วงฤดูหนาวหิมะจะตกทับถมลงมาเยอะมากจนไม่สามารถเดินได้เลยล่ะ เขาถึงเปิดแค่ช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงใบไม้ร่วง จะเป็นช่วงเวลาที่กำแพงหิมะสวยที่สุด

เมื่อเดินไปตามกำแพงหิมะเรื่อยๆ เราจะได้เห็นกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยตามทางจะมีจุดวัดความสูงของหิมะที่ตกลงมาทับถมในแต่ละวันให้เราดูได้เลยว่าความสูงของกำแพงหิมะสุดแสนจะใหญ่มหึมานี้สูงมากแค่ไหน โดยจะมี Tateyama Kumataro หรือรถขุดหิมะที่นำทางด้วย GPS คอยเคลียทางให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกำแพงหิมะได้สะดวกมากยิ่งขึ้น การเที่ยวแบบนี้เราอาจจะไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้ว่าจะต้องเจอกับอะไร ความสูงของหิมะในแต่ละวันก็ไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าดวงใครดวงมันน่าจะดีกว่า หลังจากชื่นชมความอลังการของกำแพงหิมะเสร็จแล้วก็ได้เวลากลับโดยเราจะต้องเดินกลับตามเส้นทางเดิม เอาจริงๆ แล้วเรายังสามารถเดินทางต่อไปตามเส้นทางเจแปนแอลป์ได้อีกยาวไกลเพราะยังมีจุดท่องเที่ยวอยู่อีกหลายจุดแต่ถ้าใครมาเที่ยวแค่กำแพงหิมะ ก็สามารถนั่งรถบัสกลับจากสถานี Murodo ไปตามเส้นทางเดิมได้เลย

เที่ยวแบบธรรมชาติแบบนี้มันมีมนต์เสน่ห์ของมันอยู่ในตัวที่นอกจากจะได้เห็นความงามของธรรมชาติแล้วเรายังไม่สามารถไปกำหนดอะไรมันได้อีกด้วย ทำให้เราต้องลุ้นตลอดการเดินทางว่าวันนี้เราจะเห็นมันไหมนะ มันจะเป็นยังไงนะ จะเหมือนในรูปไหม หรือจะเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติไปแบบไหนบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราชมเชยญี่ปุ่นมากๆ คือการนำธรรมชาติมาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้แบบไม่ทำลายธรรมชาติยังคงความสวยงามได้แบบพอดิบพอดี วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่เราได้รับประสบการณ์ ได้มาเห็นความงามของธรรมชาติที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ถือว่าทริปคุ้มค่าสมการรอคอย หากอยากพบกับประสบการณ์สุดว้าวแบบนี้ มาจอง ทัวร์เที่ยวญี่ปุ่น กับ Tourkrub กันได้เลย